๑.วรรณคดีคืออะไร วรรณคดี คือ หนังสือที่กวีแต่งขึ้นโดยใช้ศิลปะทางภาษาในการแต่งอย่างปราณีต งดงาม ท าให้ผู้อ่านเกิด ความประทับใจ เกิดมโนภาพ เกิดอารมณ์ และได้รับความรู้ คติสอนใจจากที่ผู้แต่งได้สอดแทรกไว้ในเรื่อง ๒.วรรณคดีส ำคัญและมีคุณค่ำอย่ำงไร วรรณคดีมีความส าคัญใน การสื่อสารเพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความไพเราะของภาษาและยังสัมพันธ์กับ ระบบชีวิตและวัฒนธรรม ของชุมชนไทยสะท้อนให้เห็นสังคมในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา ศิลปวิทยาการ ศาสนา การปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณี อาชีพของพลเมือง ตลอดจนกิจกรรมนันทนาการเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนานในท้องถิ่นต่าง ๆ อีกทั้งคุณค่าของวรรณคดีที่ให้ความบันเทิง เพื่อประเทืองอารมณ์และ เสริมสร้าง สติปัญญาในด้านภาษาและวรรณคดีประวัติศาสตร์คติธรรม ค าสอน และแนวทางที่เป็น ประโยชน์ต่อการด าเนิน ชีวิตและเป็นการยกระดับจิตใจของผู้อ่าน วรรณคดีเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วยความงามทางภาษาที่มีความส าคัญในการใช้แสดงความคิด ความรู้สึก และคติแง่คิดสอนใจต่าง ๆ อีกทั้งมีคุณค่าเหมาะแก่การศึกษา ดังนี้ 1. คุณค่าทางอารมณ์ก่อให้เกิดความสนุกสนานบันเทิงใจ ท าให้ผู้อ่านสะเทือนอารมณ์ในทางใดทางหนึ 2. คุณค่าทางสติปัญญาให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น สังคม วัฒนธรรม การเกิดยังเห็นชีวิตและโลก 3. คุณค่าทางศีลธรรม ช่วยผดุงศีลธรรมในสังคมของตน ไม่บ่อนท าลายความสุขสงบในสังคม หรือฉุดให้ สังคมเสื่อมทรามลง จะเห็นได้ว่าวรรณคดีมีความส าคัญให้คุณค่าแก่ผู้อ่านทั้งด้านอารมณ์ สังคมสติปัญญา และศีลธรรม ๓.ลักษณะของวรรณคดี พระรำชกฤษฎีกำกำรตั้งวรรณคดีสโมสร ได้ก าหนดไว้เกี่ยวกับลักษณะของวรรณคดีไว้ ๒ ประการ คือ ๒.๑ เป็นหนังสือดี เนื้อหาควรค่าแก่สาธารณชนอ่าน ไม่เป็นเรื่องทุภาษิต หรือชักจูงความคิดผู้อ่านไปในทางที่ไม่เป็นแก่นสาร ไม่เป็นเรื่องที่ชวนคิดสร้างความวุ่นวายทางการเมือง ๒.๒ เป็นหนังสือที่แต่งดี ใช้ภาษาไทยดี ถูกต้องตามอย่างโบราณกาล หรือในปัจจุบันกาล มีคุณค่าทางภาษา และวรรณศิลป์ ใช้ภาษาได้อย่างงดงามทั้งในด้านเสียง ความหมาย และการใช้ค า ได้รับการยกย่องจากผู้ศึกษา สมควรแก่การวิจักษ์และวิจารณ์ ๑ ๒ ๓ ๒ ๑ ๓ ๔
๔. วรรณคดีคืองำนศิลปะ วรรณคดีนับว่าเป็นงานศิลปะประเภทหนึ่ง เป็นการสร้างสรรค์ความงามซึ่งกวีมุ่งแสดงออกด้วยภาษา ถ้อยค า และส านวนโวหารที่ไพเราะงดงาม มีสุนทรียภาพท าให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ความรู้สึกหรือเห็นภาพ (Word Picture) หรือมีจิตใจคล้อยไปตามค าพูดของกวี ๕. วรรณศิลป์ในวรรณคดี วรรณศิลป์คือ ศิลปะของการเรียบเรียงถ้อยค าหรือศิลปะในการแต่งหนังสือ หัวใจของศิลปะทั้งหลายก็ คือสุนทรียภาพ หรือความประณีตงดงาม ได้แก่ ความงามของภาษา ความงามของเนื้อเรื่อง ซึ่งกลมกลืนกับ รูปแบบ ความงาม ความมีสาระของข้อคิดเห็น หรือแนวคิดที่แฝงหรือแทรกอยู่ในเรื่อง องค์ประกอบของวรรณศิลป์ ๑. อารมณ์สะเทือนใจ ๒. ความนึกคิดและจินตนาการ ๓. การแสดงออก ๔. ท่วงท่าที่แสดง หรือสไตล์ และเทคนิคในการน าเสนอ ๖. บ่อเกิดของวรรณคดีและวรรณกรรม การแต่งวรรณคดีและวรรณกรรมมีบ่อเกิดจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ ๑) เรื่องทางศาสนา เช่น มหาเวสสันดรชาดก พระปฐมสมโพธิกถา มหาชาติค าหลวง กามนิต พระมาลัยค าหลวง นันโทปนันทสูตรค าหลวง ๒) อารมณ์ความรู้สึกของกวี เช่น มัทนะพาธา เพลงยาว นิราศต่าง ๆ ๓) เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น โคลงภาพพระราชพงศาวดาร สามกรุง สามก๊ก ราชาธิราช ๔) ความรักชาติ เช่น เลือดสุพรรณ หัวใจนักรบ ๕) ความต้องการสดุดีหรือยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตยวนพ่าย ๗. กำรวิจักษ์วรรณคดีและวรรณกรรม การวิจักษ์วรรณคดีและวรรณกรรม คือ การพิจารณาในแง่ความงามของวรรณคดีและวรรณกรรม ว่ามีความดีเด่นหรือไพเราะอย่างไร เพื่อท าให้เกิดความเข้าใจ ความซาบซึ้ง ตระหนักในคุณค่าและความงามของ วรรณคดีและวรรณกรรม ท าให้เกิดความหวงแหน ต้องการรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติโดยหลักการวิจักษ์วรรณคดี และวรรณกรรม มีดังนี้
๑) อ่านช้า ๆ พินิจ พิเคราะห์ ท าความเข้าใจ รู้ว่าใคร ท าอะไร ที่ไหน อย่างไร ๒) ค้นหาว่าสิ่งที่กวีแสดงออกมีอะไรบ้าง เพราะกวีแต่ละท่านจะมีทัศนะเป็นของตนเอง ซึ่งสื่อให้ เห็นปรัชญาที่กวียึดถือ ความรู้ ความนึกคิดและค่านิยมต่อสิ่งต่าง ๆ ๘. กำรวิจำรณ์วรรณคดีและวรรณกรรม การวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม คือ การให้ค าตัดสินว่าวรรณคดีและวรรณกรรมนั้นมีคุณค่าหรือ บกพร่องอย่างไร ซึ่งการวิจารณ์ควรพิจารณาเนื้อเรื่องว่าเหมาะสม สื่อความ และสื่ออารมณ์ได้ดีเพียงใด มีข้อคิดที่สามารถน ามาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร พฤติกรรมของตัวละครมีความเหมาะสมหรือไม่ หากวิจารณ์ ค าประพันธ์ประเภทร้อยกรองควรพิจารณาเรื่องรูปแบบค าประพันธ์ว่ามีการใช้ค าให้เกิดความงามด้านเสียงและ ความหมาย หลักกำรวิจำรณ์วรรณคดีและวรรณกรรม มีดังนี้ ๑) ผู้ วิจ า รณ์จะต้องมีคว ามรู้ในเ รื่อง รูปแบบ ลักษณะค าป ร ะพันธ์แล ะว ร รณศิลป์ มีประสบการณ์ในการอ่านมาก ๒) ผู้วิจารณ์จะต้องอธิบายลักษณะของหนังสือว่าเป็นอย่างไร โดยอ่านความเห็นของผู้รู้ ที่น่าเชื่อถือได้ประกอบการวิจารณ์ ๓) ผู้วิจารณ์ควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องนั้นว่า ชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี โดยมีเหตุผลประกอบที่น่าเชื่อถือ ๔) ผู้วิจารณ์จะต้องมีใจเป็นกลาง ปราศจากอคติและไม่ล าเอียง การวิจารณ์จะท าให้ผู้วิจารณ์เข้าใจวรรณคดีและวรรณกรรมในด้านต่าง ๆ ทั้งรูปแบบ เนื้อหา และวรรณศิลป์ ซึ่งจะท าให้เห็นคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมนั้นอย่างรอบด้าน ๙. กำรพิจำรณำรูปแบบของวรรณคดีและวรรณกรรม รูปแบบของ ว ร รณคดีและ ว ร รณก ร รมถ้ าพิจ า รณ าจ ากลักษณะค าป ระพัน ธ์ของ ว ร รณคดี และวรรณกรรม สามารถแบ่งได้ ๒ ประเภท คือ ๑) ร้อยกรอง คือ ค าประพันธ์หรือถ้อยค าที่เรียบเรียงให้เป็นไปตามระเบียบของฉันทลักษณ์ ได้แก่ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย เช่น ตะเลงพ่ายมีรูปแบบค าประพันธ์ประเภทโคลงกับร่ายมาประพันธ์ ร่วมกัน เรียกว่า ลิลิต มัทนะพาธามีรูปแบบค าประพันธ์ที่น าฉันทลักษณ์ฉันท์กับกาพย์มาประพันธ์ร่วมกัน เรียกว่า ค าฉันท์ ส่วนนิราศภูเขาทองมีรูปแบบค าประพันธ์เป็นกลอนนิราศ ๒) ร้อยแก้ว คือ ถ้อยค าที่ดี ไพเราะ มาเรียงร้อยเข้าด้วยกันให้สละสลวย วรรณคดีประเภทร้อย แก้ว ได้แก่ พระปฐมสมโพธิกถา นิทานเวตาล สามก๊ก ในการพิจารณารูปแบบร้อยกรอง ควรพิจารณาลักษณะค าประพันธ์ คุณค่าทางวรรณศิลป์ ความไพเราะ เสียงหนักเสียงเบา จังหวะ การสรรค ามาใช้ และความถูกต้องตามฉันทลักษณ์
ส่วนวรรณคดีที่มีรูปแบบร้อยแก้ว ควรพิจารณาถ้อยค าที่ใช้ ภาษาที่สละสลวย การใช้ส านวนโวหาร และ การด าเนินเรื่อง นอกจากนี้ อาจพิจารณารูปแบบของวรรณคดีและวรรณกรรมตามจุดมุ่งหมายของเรื่อง คือ ๑) บันเทิงคดีหมายถึง เรื่องที่เขียนหรือแต่งโดยมุ่งให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน จะเป็นร้อยแก้วหรือ ร้อยกรองก็ได้ รูปแบบของวรรณคดีและวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี เช่น บทมหรสพ ใช้แสดงมหรสพต่าง ๆ เช่น บทพากย์โขน บทละครพูด ละครร้อง ละครร า บทพรรณนำ ใช้เป็นบทร าพัน พรรณนาอารมณ์ เช่น นิราศต่าง ๆ บทพรรณนา ส าหรับร้อง เช่น บทเห่กล่อม บทเพลงเขมรไทรโยค เรื่องเล่ำ ใช้แต่งเป็นนิทาน เช่น นิทานอีสป นิยายส าหรับขับเสภา เช่น ขุนช้างขุนแผน และนิยายส าหรับเทศน์ เช่น มหาเวสสันดรชาดก ตัวอย่างของวรรณคดีและวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี เช่น นิทานเวตาล ลิลิตตะเลงพ่าย มัทนะพาธา มหาเวสสันดรชาดก หัวใจชายหนุ่ม ๒) สำรคดี หมายถึง เรื่องที่เรียบเรียงขึ้นจากความจริง ให้ความรู้ ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ มี สาระ เช่น สารคดีท่องเที่ยว สารคดีชีวประวัติ บทความ ความเรียง บทร้อยกรองประเภทสารคดี เช่น คัมภีร์ ฉันทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ๑๐. กำรพิจำรณำวิเครำะห์เนื้อหำและกลวิธีในวรรณคดีและวรรณกรรม เมื่อพิจารณารูปแบบของวรรณคดีและวรรณกรรมแล้ว ควรพิจารณาวิเคราะห์เนื้อหาและกลวิธีของ วรรณคดีและวรรณกรรม ดังนี้ ๑) ด้ำนเนื้อเรื่อง คือ เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบที่เล่าให้รู้ว่า ใคร ท าอะไร ที่ไหน อย่างไร มีเหตุการณ์ตอนใดน่าสนใจ การวิเคราะห์ด้านเนื้อเรื่องเป็นการแยกแยะองค์ประกอบของเรื่องเพื่อรู้จักลักษณะและ ความส าคัญที่แสดงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งประกอบด้วย ๑.๑) โครงเรื่อง เป็นการล าดับเหตุการณ์ที่เรียบเรียงอย่างเป็นเหตุเป็นผล โครงเรื่อง เดียวกันอาจสร้างเรื่องได้แตกต่างกัน โครงเรื่องมักแสดงความขัดแย้งที่เป็นเหตุของเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างสุเทษณ์กับมัทนา ขุนช้างกับขุนแผน ๑.๒) ตัวละคร ควรพิจารณาลักษณะนิสัยตัวละครว่าใครคือตัวเอก พฤติกรรม ตัวละครใดน่ายกย่อง น่าต าหนิ ลักษณะนิสัยตัวละครสอดคล้องกับการด าเนินเรื่องหรือไม่ โดยพิจารณา จากการกระท าและค าพูดของตัวละคร ๑.๓) ฉำก คือ เวลาและสถานที่ที่เกิดขึ้นในวรรณคดีและวรรณกรรมเรื่องนั้น ๆ ฉากที่ ปรากฏจะต้องสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ควรพิจารณาว่าเวลาและสถานที่มีอิทธิพลต่อเรื่องอย่างไร หรือผู้แต่ง
พรรณนาฉากตามสภาพจริงหรือจินตนาการ เช่น ฉากในประเทศจีนจากเรื่องสามก๊ก ฉากในป่าจากเรื่อง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ๑.๔) แก่นเรื่อง คือ เจตนารมณ์ที่ผู้แต่งต้องการเสนอต่อผู้อ่าน โดยแฝงอยู่ในเนื้อหา เป็นจุดเริ่มต้นในการแต่งเรื่อง ๒) ด้ำนกลวิธีกำรแต่ง คือ การแสดงความสามารถของผู้แต่งในการถ่ายทอดอารมณ์ ความนึกคิด และจินตนาการ เพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมกับผู้แต่ง ประกอบด้วย ๒.๑) ร้อยแก้ว พิจารณาเรื่องภาษาที่ใช้ เช่น - ความถูกต้องของการใช้ภาษา - ภาษาสื่อความได้ชัดเจน สละสลวย ชวนอ่าน การน าเสนอเรื่อง เช่น - เล่าเรื่องด้วยวิธีใด - การเปิด-ปิดเรื่อง และการด าเนินเรื่องสร้างความสนใจแก่ผู้อ่าน เพียงใด การใช้ส านวนโวหาร (ใช้กับวรรณกรรมร้อยแก้ว) มีดังนี้ บรรยายโวหาร คือ การเล่าเรื่อง เล่าเหตุการณ์ที่มีเวลา สถานที่ ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ ต่อเนื่องกัน การบรรยายมีจุดมุ่งหมายให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเรื่องราวนั้น ๆ เกิดขึ้นและด าเนินไปอย่างไร เรื่องราว ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการของกวีก็ได้ เช่น ตัวอย่างที่ ๑ ...เมื่อชั่วพ่อกู กูบ าเรอแก่พ่อกู กูบ าเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้ม หมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่ บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง ได้เงือนได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตายยังพี่กู กูพร่ าบ าเรอแก่พี่กูดั่ง บ าเรอแก่พ่อกู พี่กูตาย จึ่งได้เมืองแก่กูทั้งกลม... *บรรยายถึงความกตัญญูของพ่อขุนรามค าแหงที่มีต่อบิดาและพี่ชาย ตัวอย่างที่ ๒ ฝ่ายม้าใช้ รู้ว่าโจโฉยกมา จึงรีบไปเมืองชีจิ๋วบอกเนื้อความแก่ซุนเขียนว่าบัดนี้กองทัพโจ โฉยกมา ซุนเขียนแจ้งดังนั้นก็ไปบอกแก่กวนอูณ เมืองแห้ฝือตามค าม้าใช้แล้วให้จัดแจ้งทหารไว้ให้พร้อม แลซุน เขียนก็ไปเมืองเสียวพ่ายบอกเนื้อความแก่เล่าปี่ พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่าง ละเอียด สอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์ เกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย ใช้
ในการโน้มน้าวอารมณ์ของผู้ฟัง หรือสดุดี ชมเมือง ชมความงามของบุคคล สถานที่และแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เป็นการให้รายละเอียดของ เรื่องราว เพื่อให้ผู้อ่านเห็นสภาพหรือลักษณะที่ละเอียดลออและพรรณนาความรู้สึก กระทบอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่าน การพรรณนาโวหารจึงมีความประณีตในการเลือกใช้ถ้อยค าส านวนที่ไพเราะ เพราะพริ้ง เล่นค า เล่นอักษร ใช้ถ้อยค าทั้งเสียงและความหมายที่ตรงกับความรู้สึกที่ต้องการพรรณนา ทั้งนี้การ พรรณนาท าให้ผู้อ่านผู้ฟังมองเห็นภาพ การพรรณนาจึงมักแทรกอยู่ในการเล่าเรื่อง บางกรณีอาจต้องใช้อุปมา โวหารหรือสาธกโวหารประกอบด้วย ตัวอย่าง เขายกแขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนหน้าผากและแหงนดูนกตัวหนึ่งก าลังบินคาบเหยื่อตรงไปยัง โพรงต้นไม้สูงชายป่า บริเวณนั้นเงียบสงัด ลมร้อนพัดเอื่อย ตะวันบ่ายแผดแสงระอุ (นิคม รายยวา : คนบนต้นไม้) เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มุ่งในการสั่งสอน โน้มน้าวจิตใจผู้อ่านให้คล้อยตาม เป็นการกล่าวใน เชิงอบรม แนะน าสั่งสอน เสนอทัศนะ ชี้แนะ หรือโน้มน้าว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้ โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ อาจจะใช้บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหารและสาธกโวหาร ด้วย ตัวอย่างที่ ๑ “...ผู้ท าความดีเหมือนผู้มีแสงสว่างอยู่กับตัว ไปถึงที่มืดคือที่คับขันย่อมสามารถด ารงตน อยู่ได้ดีพอสมควรกับความดีที่ท าอยู่ ตรงกันข้ามกับผู้ไม่ได้ท าความดีซึ่งเหมือนกับผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตัว ขณะที่ยัง อยู่ในที่สว่างอยู่ความสว่างก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน แต่เมื่อใดตกไปอยู่ในที่มืดคือที่คับขัน ย่อมไม่สามารถด ารงตน อยู่ได้อย่างสวัสดี ภัยอันตรายมาถึงก็ไม่รู้ไม่เห็น ไม่อาจหลีกพ้น คนท าดีไว้เสมอกับคนไม่ดี แตกต่างกันเช่นนี้ ประการหนึ่ง...” *สั่งสอนให้เห็นคุณค่าของการท าความดีและภัยของการไม่ท าความดี ตัวอย่างที่ ๒ “…เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหา เฉพาะในด้านการรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางการออกเสียง คือ ให้ออก เสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีการใช้ หมายความว่า วิธีใช้ค ามาประกอบเป็น ประโยคนับเป็นปัญหาที่ส าคัญ ปัญหาที่สาม คือ ความร่ ารวยในค าของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ ารวยพอ จึง ต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้...” “...ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้ถ้อยค าออกจะฟุ่มเฟือยและไม่ตรงกับความอัน แท้จริงอยู่เนือง ๆ ทั้งการออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นดังนี้ภาษาของเราก็มีแต่จะ
ทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเรา ทุกคนมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้...” สาธกโวหาร คือ โวหารที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้วยการยกตัวอย่างประกอบ เพื่ออธิบายสนับสนุนความคิดเห็นให้น่าเชื่อถือ โดยสาธกโวหารมักแทรกอยู่ในโวหารอื่น ๆ เช่น บรรยายโวหาร หรือเทศนาโวหาร ตัวอย่าง ...ถ้าเธอไม่อยากอยู่กับฉันจริงจริง ยินยอมทุกสิ่งให้เธอทิ้งไป ฉันขอแค่ เพียงให้เวลาหน่อยได้ไหม อยากเล่านิทานให้ฟัง ชาวนาคนหนึ่งมีชีวิตล าพัง ไป เจองูเห่าก าลังใกล้ตาย สงสารจึงเก็บเอามาเลี้ยงโดยไม่รู้สุดท้ายจะเป็นอย่างไร คอยดูแลด้วยความจริงใจ ห่วงใย และคอยให้ความรักเป็นกังวลว่ามันจะตาย เฝ้าคอยเอาใจทุกอย่าง แต่สุดท้ายชาวนาผู้ชายใจดี ด้วยความที่เขาไว้ใจ น่า เสียดายกลับต้องตายด้วยพิษงู นิทานมันบอกให้ยอมรับความจริงว่ามีบางสิ่งไม่ ควรไว้ใจ อะไรบางอย่างที่ท าดีซักแค่ไหน ไม่เชื่อง ไม่รัก ไม่จริง... (นิทานเรื่องชาวนากับงูเห่า) อุปมาโวหาร คือ โวหารเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจความหมาย อารมณ์ความรู้สึก หรือเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น มักใช้ประกอบโวหารประเภทอื่น เช่น เทศนาโวหาร บรรยายโวหาร โดยเฉพาะพรรณนาโวหาร เพราะจะช่วยให้รสของถ้อยค าและรสของเนื้อความไพเราะสละสลวย ยิ่งขึ้น ทั้งสารที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม โดยใช้ค าแสดงการเปรียบเทียบ ซึ่งมีอยู่หลากหลาย เช่น เหมือน เสมือน คล้าย ดุจ ดัง ดั่ง ดุจดั่ง ราว ดูราว ปาน เพียง ประหนึ่ง เช่น เฉก ฯลฯ ตัวอย่าง …ดังนี้เจ้าจะเห็นได้ว่าเมียที่พ่อจัดหาให้มีตระกูล สมชาติ สมเชื้อกันดี เพราะตระกูลของ เราก็มั่งมี มีคนนับหน้าถือตา ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายบิดามารดาของนางก็บริบูรณ์ รูปร่างงามหาต าหนิมิได้ ผมด าราวกับแมลงผึ้ง หน้าเปล่งปลั่งดั่งดวงจันทร์ เนตรประหนึ่งตากวาง จมูกแม้นดอกงา ฟันเทียบไข่มุก ริมฝีปากเพียงผลต าลึงสุก เสียงหวานปานนกโกกิลา ขาคือล ากล้วย เอวเหมาะเจาะไม่อ้วนเกิน เวลาย่างเดิน แคล่วคล่องมีสง่าเสมอช้างทรง เพราะฉะนั้นเจ้าจะหาทางต าหนิขัดข้องมิได้เลย... ๒.๒) ร้อยกรอง พิจ า รณ าศิลปะก า รใช้ภ าษ าที่ท าให้เกิดคว ามไพเ ร าะ คว ามงดง าม สร้างความรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจ เช่น
- การใช้ค า มีการเลือกสรรค าที่มีเสียงเสนาะ เช่น สัมผัสนอกและสัมผัสใน สัมผัสสระและสัมผัสอักษร, การเล่นค า เช่น การซ้ าค า เพื่อเน้นความหมาย - ก วี โ ว ห า ร ( ว ร ร ณ ก ร ร ม ร้ อ ย ก ร อง ) ไ ด้ แ ก่ ภ า พ พ จ น์ ซึ่ง เ ป็ น การเรียบเรียงอย่างใช้โวหาร ไม่กล่าวตรงไปตรงมา ท าให้เกิดรส กระทบความรู้สึกและอารมณ์ ดังนี้ อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งคล้ายหรือเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง โดยมีค าแสดงความเปรียบ เช่น เฉก ย่อม อย่าง เปรียบ ประดุจ ดุจ ประหนึ่ง ดั่ง เหมือน ราวกับ ราว เพียง เพี้ยง ฯลฯ - สวยเหมือนนางฟ้า - เงียบราวกับป่าช้า - ร้องไห้ปานใจจะขาด - ซนเหมือนลิง - ลูกคนนี้ละม้ายพ่อ พระอภัยมณี ตอน หนีนางผีเสื้อ รูปร่างอย่างเปรตสมเพชใจ ช่างกระไรราศีไม่มีงาม *ใช้ค าว่า “อย่าง” เปรียบนางผีเสื้อสมุทรว่ามีรูปร่างเหมือนเปรต อุปลักษณ์ คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากการอุปมา โดยอุปลักษณ์มักใช้ ค าว่า เป็น, คือ ในการเปรียบ - ปัญญาคือดาบสู้ดัสกร - ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ - ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยาก าลัง - ลูกคือแก้วดวงตาดวงใจของพ่อแม่ - ครูเป็นแสงประทีปส่องทางให้ลูกศิษย์ - เธอคือดอกฟ้าแต่ฉันนั้นคือหมาวัด ลิลิตยวนพ่ำย สารสยามภาคพร้อม กลกานท์ คือคู่มาลาสวรรค์ ช่อช้อย เบญญาพิศาลแสดง เดิมเกียรติ พระฤา คือคู่ไหมแสร้งสร้อย กึ่งกลาง *ใช้ค าว่า “คือ” เปรียบบกวีเป็นดอกไม้สวรรค์ เปรียบเป็นเส้นไหมที่ร้อยตรงกลาง อติพจน์คือ การใช้ถ้อยค าที่กล่าวผิดไปจากความเป็นจริง โดย กล่าวถึงสิ่งหนึ่งเปรียบเทียบกับสิ่งที่ดูเกินมากกว่าความจริง
- ร้อนตับจะแตก - คิดถึงเธอทุกลมหายใจเข้าออก - คิดถึงใจจะขาด - ไอ้หมัดทะลวงไส้ - แม้จะเอาช้างมาฉุดฉันก็ไม่ไป บทพากย์เอราวัณ เสียงพลโห่ร้องเอาชัย เลื่อนลั่นสนั่นใน พิภพเพียงท าลาย *เสียงโห่ร้องเอาชัยของกองทัพดังราวกับโลกจะพังพินาศลง บุคคลวัต คือ การกล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจให้มีการกระท าเหมือนมนุษย์ - พระจันทร์ยิ้มทักทายกับหมู่ดาวบนท้องฟ้า - ต้นอ้อหยอกล้อกับสายลมอย่างสนุกสนาน - เปลวไฟกลืนกินบ้านทั้งหลังเข้าไปอย่างหิวโหย - ทะเลไม่เคยหลับใหล เธอตอบได้ไหม ไฉนจึงตื่น - ความซื่อสัตย์วิ่งพล่านอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ บทพากย์เอราวัณ - สัตภัณฑ์บรรพตทั้งหลาย อ่อนเอนเพียงปลาย ประนอมประนมชัย *ให้ภูเขาค้อมศีรษะลงเหมือนมนุษย์เมือเห็นขบวนเสด็จของพระอินทร์ สัทพจน์คือ การใช้ค าเลียนเสียงธรรมชาติ - เปรี้ยง ๆ ดังเสียงฟ้าฟาด - บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว - ยุงบินหึ่งหึ่ง อยู่ข้างหูน่าร าคาญ มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ...แต่ย่างเหยียบเกรียบกรอบก็เหลียวหลัง พระโสตฟังให้หวาดแว่วว่าส าเนียง เสียงพระลูกแก้วเจ้าบ่นอยู่งึม ๆ พุ่มไม้ครึ้มเป็นเงาๆ ชะโงกเงื้อม พระเนตรเธอแลเหลือบให้ลายเลื่อม เห็นเป็นรูป คนตะคุ่ม ๆ อยู่คล้าย ๆ แล้วหายไป สมเด็จพระอรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู๋ก้อง... *ค าว่า “เกรียบกรอบ” เป็นค าเลียนเสียงคนเหยียบใบไม้แห้ง *ค าว่า “งึม ๆ” เป็นค าเลียนเสียงพึมพ าของคน *ค าว่า “กู่กู๋” เป็นค าเลียนเสียงกู่ร้องเรียกหา
๑๐.กำรประเมินคุณค่ำวรรณคดีและวรรณกรรม วรรณคดีและวรรณกรรมมีบทบาทเหมือนงานศิลปะอื่น ๆ คือ การสร้างความบันเทิงใจ และจรรโลงใจ ความบันเทิงใจ หมายถึง ความเพลิดเพลิน ความสนุก ความอิ่มใจอิ่มอารมณ์ในการอ่าน การฟัง ส่วนจรรโลงใจ หมายถึง ความชื่นบาน เบิกบาน การยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ประณีตขึ้น มีจิตใจและอารมณ์ที่ดีงามละเอียดอ่อน วรรณคดีและวรรณกรรมจึงเป็นสิ่งที่กล่อมเกลาจิตใจและอารมณ์มนุษย์ให้มีความดี ความงามและรู้จักความเป็น จริงของชีวิต เข้าใจชีวิตและเข้าใจมนุษย์มากขึ้น ๑) คุณค่ำด้ำนวรรณศิลป์ คือ การพิจารณาถ้อยค าส านวนที่ใช้ว่ามีความงามไพเราะจับใจอย่างไร เช่น การใช้ภาพพจน์ การเล่นเสียง การสรรค า เป็นต้น ๑.๑) กำรเล่นเสียง การเล่นเสียง หมายถึง การใช้ค าที่มีเสียงสัมผัสกัน ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ การเล่นเสียงสระ และการเล่นเสียงวรรณยุกต์ เพื่อเพิ่มความไพเราะและแสดงความสามารถของกวีที่แม้จะเล่น เสียงของค าแต่ก็ยังคงความหมายไว้ได้ ๑.๑.๑) กำรเล่นเสียงพยัญชนะ อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้ ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา สุริยะส่องดาราไร้ เพื่อร้อนแรงแสง โคลงโลกนิติ ) ๑.๑.๒) กำรเล่นเสียงสระ ดูงูขู่ฝูดฝู้ พรูพรู หนูสู่รูงูงู สุดสู้ งูสู้หนูหนูสู้ งูอยู่ หนูรู้งูงูรู้ รูปถู้มูทู กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ๑.๑.๓) กำรเล่นเสียงวรรณยุกต์ จิบจับเจาเจ่าเจ้า รังมา จอกจาบจั่นจรรจา จ่าจ้า เค้าค้อยค่อยคอยหา เห็นโทษ ซอนซ่อนซ้อนสริ้วหน้า นิ่งเร้าเอาขวัญ โคลงอักษรสามหมู่
๑.๒) กำรสรรค ำ การสรรค า คือ การเลือกใช้ค าให้สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก หรือ อารมณ์ได้งดงาม เช่น การเล่นค า การซ้ าค า ค าอัพภาส การหลากค า ๑.๒.๑) กำรเล่นค ำ ตัวอย่างที่ ๑ “เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา” เบญจวรรณ คือ ชื่อนก วัลย์ คือ ชื่อต้นไม้ วัน คือ วันเวลา ตัวอย่างที่ ๒ “ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต” บางพูด คือ ชื่อสถานที่ พูด คือ การพูด เป็นค ากริยา ตัวอย่างที่ ๓ “เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง” รอ ค าที่ ๑ คือ หลักปักกันกระแสน้ า รอ ค าที่ ๒ คือ หยุด รอ ค าที่ ๓ คือ คอย ***หลักการ คือ หาค าพ้องเสียงหรือพ้องรูป และความหมายต่าง ๑.๒.๒) กำรซ้ ำค ำ การซ้ าค า คือ การใช้ค านั้นซ้ ากันหลายครั้ง เพื่อเน้นความหมายและก่อให้เกิด อารมณ์สะเทือนใจ ตัวอย่างที่ ๑ “...แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศทั่วประเทศทุกราวป่า สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังส าเนียง สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ าเรียกพิไรร้อง สุด ฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด...” ตัวอย่างที่ ๒ งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแย้มพราย งามค าหวานลานใจถวิล ***หลักการ คือ ความหมายเหมือนแบบค าซ้ า ไม่จ าเป็นต้องวางติดกัน
๑.๒.๓) ค ำอัพภำส ค าอัพภาส คือ การกร่อนเสียงตัวหน้าของค าซ้ า เช่น ลิ่วลิ่ว > ละลิ่ว, วับวับ > วะวับ, ฉิวฉิว > ฉะฉิว ตัวอย่าง “อ้าอรุณแอร่มระเรื่อรุจี” “สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ” ๑.๒.๔) กำรหลำกค ำ ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสร คิดความยามบังอร แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม จ าปาหนาแน่นเนื่อง คลี่กลีบเหลืองเรืองอร่าม คิดคะนึงถึงนงราม ผิวเหลืองกว่าจ าปาทอง กาพย์เห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ***หลักการ คือ เป็นค าพ้องความหมาย ๒) คุณค่ำด้ำนอำรมณ์ การอ่านหนังสือท าให้อารมณ์เบิกบาน เพลิดเพลิน สนุกสนาน วรรณคดีและวรรณกรรมบางเรื่องท าให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์สะเทือนใจ มีความสุข ความทุกข์ ไปตามบทประพันธ์นั้น ตัวอย่ำง อำรมณ์ขัน เมียจะตายตามผัวกลัวผีหลอก กลัวหายใจไม่ออกเมื่ออาสัญ เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน นางพิมเปลี่ยนชื่อวันทอง : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อำรมณ์เศร้ำ ...เมื่อสมเด็จพระมัทรีทรงก าสรดแสนกัมปนาท เพียงพระสันดานจะขาดจะดับศูนย์ ปริ เทวิตฺวา นางเสวยพระอาดูรพูนเทวษในพระอุรา น้ าพระอัสสุชลนาเธอไหลนองคลองพระเนตร ทรงพระกันแสง แสนเทวษพิไรร่ า ตั้งแต่ประถมยามค่ าไม่หย่อนหยุดแต่สักโมงยาม นางเสด็จไต่เต้าติดตามทุกต าบล ละเมาะไม้ไพร สณฑ์ศิขริน ทุกห้วยธารละหานหินเหวหุบห้องคูหาวาส ทรงพระพิไรร้องก้องประกาศเกริ่นส าเนียง พระสุรเสียงเธอ เยือกเย็นระย่อทุกอกสัตว์ พระพายร าเพยพัดทุกกิ่งก้าน บุษบงก็เบิกบานผกากร รัศมีพระจันทรก็มัวหมองเหมือน หนึ่งจะเศร้าโศก แสนวิปโยคเมื่อยามปัจจุสมัย ทั้งรัศมีพระสุริโยทัยส่องอยู่ราง ๆ ขึ้นเรืองฟ้า เสียงชะนีเหนี่ยวไม้ไห้ หาละห้อยโหย พระก าลังนางก็อิดโรยพิไรร่ าร้อง พระสุรเสียงเธอกู่ก้องกังวานดง... ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี : เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
อำรมณ์สะเทือนใจ อุรารานร้าวแยก ยลสยบ เอนพระองค์ลงทบ ท่าวดิ้น เหนือคอคชซอนซบ สังเวช วายชิวาตม์สุดสิ้น สู่ฟ้าเสวยสวรรค์ ลิลิตตะเลงพ่าย : สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ๓) คุณค่ำด้ำนสังคมและวัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตของคนในสังคมเกี่ยวกับความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตัวอย่ำง กำรเคำรพผู้ใหญ่ โอ้เอ็นดูมุนีฤๅษีน้อย ให้ละห้อยโหยหาน้ าตาไหล เข้ากราบเท้าเจ้าตาด้วยอาลัย หลานจะไปกังวลด้วยชนนี พระอภัยมณี : สุนทรภู่ กำรกินหมำก เจ้าขรัวย่าอ้าปากน้ าหมากพรู เล่าให้รู้แต่ต้นมาจนปลาย เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ก าเนิดพลายงาม : สุนทรภู่ ควำมเชื่อเรื่องฝัน ฝันว่าร้องไห้จะได้ชม ของรักตกตมจะคืนเข้า ที่ร้อนโรคโศกสร่างจะบางเบา มิตรเก่าจะประคองวันทองน้อย เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างได้นางแก้วกิริยา : สุนทรภู่ ควำมเชื่อเรื่องบำปกรรม เป็นแพทย์นี้ยากนัก จะรู้จักซึ่งกองกรรม ตัดเสียซึ่งบาปธรรม สิบสี่ตัวจึ่งเที่ยงตรง คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทย์ศาสตรสงเคราะห์ : พระยาวิชยาธิบดี (กล่อม) ๔) คุณค่ำด้ำนคุณธรรม วรรณคดีมักจะสะท้อนให้เห็นว่าสังคมที่มีคนดี มีคุณธรรม จะเป็นสังคมที่มีความสุข และคนที่ท าความดีจะได้รับผลดีตอบแทน วรรณคดีจึงอาจช่วยปลูกฝังคุณธรรม ต่าง ๆ ทั้งความดี ความละอายต่อบาป ให้แนวคิดที่เหมาะสมในการด าเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น โคลงโลกนิติ พระอภัยมณี ไตรภูมิพระร่วง บางครั้งค าพูดและการกระท าของตัวละครเป็นคุณธรรมสอนใจที่ สามารถน ามาประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิต เช่น
ทรลักษณ์อกตัญญุตาเขา เทพเจ้าก็จะแช่งทุกแห่งหน ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล พระเวทมนตร์เสื่อมคลายท าลายยศ พระอภัยมณี : สุนทรภู่ ท้าวเธอก็ชื่นบานบริสุทธิ์ด้วยปิยบุตรมิ่งมงกุฎทานอันพิเศษ