The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dokkaewmanomai, 2022-08-13 03:05:19

สื่อการสอนชิงช้าสวรรค์ปั่นตัวเลข

สื่อการสอน





คำนำ

เอกสารรายงานการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการผลิตส่ือ
นวัตกรรมสำหรบั นักเรียนชั้นเตรียมความพร้อม เพื่อดึงดดู ความสนใจให้กับนักเรียน และนักเรยี นก็สามารถ
เปดิ ดู ศึกษาได้บ่อยตามต้องการ ดงั นน้ั ผวู้ ิจยั จงึ สนใจพัฒนานวตั กรรมการเรียนการสอน ชงิ ชา้ สวรรค์ปัน่ ตวั เลข
มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นผลทำให้บรรลุ
จุดมงุ่ หมายของการเรยี นการสอนที่มปี ระสทิ ธิภาพไดด้ ยี ง่ิ ข้นึ

การดำเนินการครั้งนส้ี ำเรจ็ ด้วยดีได้ ดว้ ยการสนับสนุนชว่ ยเหลือ ใหค้ ำปรกึ ษา และข้อเสนอแนะเป็น
อย่างดีจากผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครอู าจารย์ ข้าพเจา้ จงึ ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนด้ี ว้ ย

(นางสาวดอกแกว้ มะโนมยั )
ผู้รายงาน

สารบญั ข

เรื่อง หนา้
บทที่ 1 บทนำ 1
บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม 3
บทที่ 3 การออกแบบเคร่ืองมือ 14
บทที่ 4 การพฒั นานวตั กรรมการเรยี นการสอน 15
บทท่ี 5 การประเมินผล 17
ภาคผนวก 30
บรรณานุกรม 34

1

บทท่ี 1
บทนำ

1. ชื่อชนิ้ งาน
ชิงช้าสวรรคป์ นั่ ตัวเลข

2. ประเภทนวัตกรรม
สือ่ การเรียนการสอน

3. คำอธบิ ายนวตั กรรมโดยยอ่

ผู้จัดทำจึงได้คิดค้น ชิงช้าสวรรค์ปั่นตัวเลข สื่อการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการนับตัวเลข
1-10 สำหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางดา้ นสติปัญญา ที่มีพัฒนาการช้าและมีทักษะการจำไม่ดี นักเรียน
จะใช้เวลานานในการเรียนรู้ จึงต้องมีการทำซ้ำๆหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ตามทฤษฎีแนวคิด
ของธอร์นไดค์ โดยการใช้กฎแห่งการฝกึ หัด(Law of Exercise) คือการที่ให้นักเรียนได้ฝกึ หดั หรือกระทำซ้ำๆ
บ่อยๆ ในการใช้สือ่ การสอน ชิงช้าสวรรค์ป่ันตวั เลข จะทำให้นกั เรียนสามารถนบั ตัวเลข 1-10 ได้ จึงเป็นสิง่ ท่ี
สามารถนำมาใชใ้ นการพฒั นานกั เรยี น

4. วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นร้หู ลัก

ชิงช้าสวรรคป์ ัน่ ตัวเลข เพอื่ ใชพ้ ัฒนาความสามารถในการร้จู ักตวั เลข 1-10 ในทักษะทางวชิ าการหรือ
การเตรยี มความพร้อมทางสตปิ ัญญา สำหรบั นักเรียนทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางด้านสติปัญญามากยง่ิ ขึ้น

5. กลุ่มเปา้ หมาย

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 4 จังหวัดตรัง
ห้องเรียนเตรยี มความพร้อม หนว่ ยบรกิ ารห้วยยอด จำนวน 1 คน

6. ความรพู้ ื้นฐานของผู้เรยี น
6.1 สามารถนบั เลขตามแบบได้

7. การนำไปใชป้ ระโยชน์
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 4 จังหวัดตรัง

ห้องเรยี นเตรียมความพรอ้ ม หนว่ ยบรกิ ารหว้ ยยอด จำนวน 1 คน
1. เดก็ ไดร้ ้จู กั การนบั เลข 1-10
2. เดก็ ไดฝ้ กึ ทกั ษะการสงั เกตและทักษะการคดิ

2

8. ทีม่ า/ความสำคญั
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะเรียนรู้เกี่ยวกับการลุกขึ้นนั่ง การคลาน หรือการยืน ช้ากว่า

เด็กทั่วไป และเดก็ กอ็ าจจะเรียนรู้ในการพดู ชา้ กว่าเด็กโดยทัว่ ไปเชน่ กัน ทั้งผู้ใหญ่ และเด็กที่มีความบกพร่อง
ทางสตปิ ญั ญาอาจแสดงพฤตกิ รรมดังต่อไปน้ี 1) มีพฒั นาการในการพูดทีล่ า่ ช้า 2) มีทักษะในดา้ นความจำท่ไี ม่ดี
3) เรียนรู้เกี่ยวกับกฎของสังคมได้ยาก 4) มีปัญหาเกี่ยวกับทักษะการแก้ปัญหา 5) มีพัฒนาการทางด้าน
พฤติกรรมการปรับตัวที่ล่าช้า เช่น ทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และทักษะการดูแลตัวเอง 6) ขาดทักษะทาง
สงั คม เด็กทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาเรยี นร้ไู ด้ชา้ กว่าเดก็ ทวั่ ไป เด็กอาจใช้เวลานานกว่าในการเรยี นภาษา
การพัฒนาทกั ษะทางสงั คม และการดแู ลตนเอง เช่น การแตง่ ตวั หรือการรับประทานอาหาร เดก็ เหล่านี้จะใช้
เวลานานในการเรียนรู้ ตอ้ งมีการทำซ้ำ ๆ หลายครั้ง และการเรียนรทู้ กั ษะต่าง ๆ น้นั ตอ้ งมกี ารปรับให้เข้ากับ
ระดับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน อยา่ งไรก็ตาม เด็กทกุ คนสามารถเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และมีส่วนร่วมทาง
สงั คมได้

Ferris Wheel Numbers คือ สื่อการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการนับตัวเลข 1-10 สำหรับ
นกั เรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางด้านสตปิ ัญญา ทม่ี ีพฒั นาการช้าและมที ักษะการจำไมด่ ี นกั เรียนจะใช้เวลานาน
ในการเรียนรู้ จึงตอ้ งมีการทำซ้ำๆหลายครัง้ ซง่ึ สอดคล้องกับการเรยี นรู้ตามทฤษฎแี นวคิดของธอร์นไดค์ โดย
การใช้กฎแห่งการฝึกหดั (Law of Exercise) คอื การทใ่ี หน้ กั เรียนได้ฝึกหัดหรือกระทำซำ้ ๆ บอ่ ย ๆ ในการใช้
ส่อื การสอน ชิงช้าสวรรคป์ ั่นตัวเลข จะทำให้นักเรยี นสามารถนบั ตัวเลข 1-10 ได้ จงึ เปน็ ส่ิงท่ีสามารถนำมาใช้
ในการพฒั นานกั เรยี น

ดังนั้นผู้คิดค้นจึงได้สร้าง ชิงช้าสวรรค์ปั่นตัวเลข เพื่อใช้พัฒนาความสามารถในการรู้จักตัวเลข
1-10 ในทักษะทางวิชาการหรือการเตรียมความพร้อมทางสติปัญญา สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางดา้ นสตปิ ัญญาขนึ้ มา

3

บทท่ี 2
การทบทวนวรรณกรรม

1. ความหมายของบุคคลทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญา
2. ทฤษฎแี นวคิดของธอรน์ ไดค์
3. ชงิ ช้าสวรรคป์ ่นั ตวั เลข

1.ความหมายของบุคคลท่มี คี วามบกพร่องทางสติปญั ญา
ภาวะบกพร่องทางสติปญั ญา / ภาวะปญั ญาอ่อน(Intellectual Disabilities / Mental
Retardation)
ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เป็นภาวะที่มีพัฒนาการบกพร่องซึ่งทำให้มีข้อจำกัดด้านสติปัญญา
การเรียนรู้และการปรับตัวในการดำรงชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันเริ่มมีการใช้คำว่า บกพร่องทางสติปัญญา
แทน ภาวะปัญญาอ่อน มากขึ้นในองค์กรระดับนานาชาติ เช่น IASSID (International Association for the
Scientific Study of Intellectual Disabilities) WHO (World Health Organization) WPA (World
Psychiatry Association) รวมทั้ง AAMR (The American Association on Mental Retardation) หรือ
สมาคมบคุ คลปญั ญาออ่ นแห่งสหรฐั อเมรกิ า ซง่ึ ประกอบดว้ ยสหวชิ าชีพจากทั่วโลกและก่อต้งั มาเป็นเวลานาน
130 ปี ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น The American Association of Intellectual and Developmental
Disabilities (AAIDD)
คำจำกดั ความของภาวะบกพร่องทางสติปญั ญาหรือภาวะปัญญาออ่ น
บุคคลบกพร่องทางสติปัญญามักมีพัฒนาการด้านรา่ งกาย สังคม อารมณ์ ภาษาและสติปัญญาลา่ ช้า
กว่าบุคคลทั่วไป ตามเกณฑ์ของ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fourth
Edition, Text Revision (DSM- IV-TR) โดย American Psychiatric Association (APA) ในปี พ.ศ. 2543
ภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญาหรือภาวะปญั ญาอ่อน
1.ระดับเชาวน์ปัญญาตำ่ กว่าเกณฑ์เฉลี่ย
2.พฤตกิ รรมการปรบั ตนบกพรอ่ งต้งั แต่ 2 ดา้ นขึ้นไป จากทงั้ หมด 10 ด้าน
3.อาการแสดงกอ่ นอายุ 18 ปี
เชาวนป์ ญั ญา
เกณฑ์ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาด้านเชาวน์ปัญญา คือการมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 70
พฤตกิ รรมการปรบั ตน

4

หมายถึง การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นความสามารถของบุคคลนั้นที่จะสามารถ
ดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองในสงั คม ประกอบด้วย
1. การส่อื ความหมาย (Communication)
2. การดแู ลตนเอง (Self-care)
3. การดำรงชวี ิตภายในบ้าน (Home living)
4. การปฏสิ มั พนั ธ์กับผ้อู ืน่ ในสงั คม (Social and Interpersonal Skills)
5. การใชแ้ หลง่ ทรพั ยากรในชุมชน (Use of Community Resources)
6. การควบคมุ ตนเอง (Self- direction)
7. การนำความรู้มาใชใ้ นชวี ิตประจำวนั (Functional Academic Skills)
8. การใช้เวลาว่าง (Leisure)
9. การทำงาน (Work)
10. การมีสุขอนามัยและความปลอดภยั เบ้อื งตน้ (Health and Safety)

การประเมินพฤติกรรมการปรบั ตนตามเกณฑก์ ารวินจิ ฉัยในปี พ.ศ.2535 ซ่ึงจะต้องบกพร่องอยา่ งนอ้ ย
2 ดา้ นจาก 10 ด้าน ในทางปฏบิ ัติไม่มเี ครอ่ื งมือใดเครอ่ื งมือหนึง่ ท่ีจะประเมินได้ครบทั้ง 10 ด้าน ในครั้งที่ 10
เมื่อปี พ.ศ.2545 AAMR จึงได้ปรับเกณฑ์การวินิจฉัยเรื่องพฤติกรรมการปรับตนเป็นการปฏิบัติตนที่ตำ่ กวา่
ค่าเฉลี่ย ในขอ้ ก หรอื ข้อ ข ดงั น้ี

ก. ทักษะด้านใดด้านหนึ่งใน 3 ด้านของพฤติกรรมการปรับตน ได้แก่ ทักษะด้านความคิดรวบยอด
(conceptual skills) ทกั ษะด้านสงั คม (social skills) หรือทกั ษะด้านการปฏิบัติตน (practical skills) หรอื

ข. ทกั ษะทงั้ 3 ด้าน ตามข้อ ก โดยดูจากคะแนนรวมทง้ั หมด
ทั้งนี้การประเมินพฤติกรรมการปรับตนนี้ AAMR หรือ AAIDD ได้พัฒนาเครื่องมือการประเมินคือ
Diagnostic Adaptive Behavior Scale เพื่อให้การประเมนิ มีมาตรฐานมากขึน้
แบบประเมนิ เคร่อื งมอื ประเมินพัฒนาการและระดบั เชาวนป์ ัญญา
- Bayley Scales of Infant Development
- Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence III
- Stanford-Binet Intelligence Scale (5th Ed)
- Kaufman Assessment Battery for Children II
- Wechsler Intelligence Scale for Children (WICS-IV)

5

เคร่อื งมอื ประเมนิ พฤตกิ รรมการปรับตน
- Vineland Adaptive Behavior Scale II (VBAS II)
- AAMR Adaptive Behavior Scales-School (ABS-s II)
- Diagnostic Adaptive Behavior Scale
แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาที่นิยมใช้เป็นมาตรฐานในประเทศไทย ได้แก่ Stanford-Binet Intelligence Scale
และ Wechsler Intelligence Scale for Children ส่วนเครื่องมือวัดพฤติกรรมการปรับตนที่ใช้ ได้แก่
Vineland Adaptive Behavior Scales

อายุทแ่ี สดงภาวะบกพร่องทางสติปญั ญา
ตาม DSM-IV-TR อาการที่แสดงภาวะบกพร่องทางสติปัญญาต้องแสดงก่อนอายุ 18 ปี แต่อย่างไรก็
ตามเด็กที่อายตุ ่ำกว่า 2 ปี ที่มีอาการแสดงภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ยังไม่ควรได้รับการวนิ จิ ฉัยวา่ มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา ยกเว้นพบความบกพร่องอย่างรุนแรงและ/หรือพบภาวะที่มีความสัมพันธ์สงู กบั ภาวะ
บกพร่องทางสติปัญญา เช่น กลุ่มอาการดาวน์ ดังนั้น เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าวข้างต้น
ควรได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะบกพร่องทางพัฒนาการและควรติดตามการวินิจฉัยต่อไปเมื่อเด็กอายุมากขน้ึ
ความชกุ
โดยทั่วไปพบบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาร้อยละ 1-3 ของประชากร ในประเทศไทยพบ
ความชุกของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาประมาณร้อยละ 0.4-4.7 ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละรายงาน
ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การวินิจฉัย การออกแบบการวิจัย และวิธีการศึกษา ตัวอย่างเช่น เมื่อการวินิจฉัยใช้เกณฑ์
ระดับเชาวน์ปัญญา(IQ) อย่างเดียว ความชุกจะพบประมาณร้อยละ 3 แต่เมื่อวินิจฉัยโดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ
ตามที่กลา่ วข้างตน้ ความชุกจะพบประมาณร้อยละ 1 (The American Academy of child & Adolescent
Psychiatry : AACAP, 2542) และพบภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
โดยอัตราชาย : หญงิ ประมาณ 1.5 : 1 (APA, 2543)
สาเหตขุ องภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญา
สาเหตุของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเกิดจากปัจจัยต่างๆ ในด้านชีวภาพ สังคมจิตวิทยา
หรือหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน ประมาณร้อยละ 30-50 ของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเท่านั้นทีท่ ราบสาเหตุ
ส่วนใหญ่เปน็ กลุ่มทีม่ ภี าวะบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาระดบั รนุ แรง (IQ<50) ซ่ึงพบสาเหตุได้รอ้ ยละ 80 สว่ นกลุ่มท่ี
มีภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเล็กน้อยพบสาเหตไุ ด้ประมาณร้อยละ 50 นอกจากนี้ยงั พบว่าประมาณ
ร้อยละ 50 ของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา มีสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่าง สาเหตุของภาวะบกพร่องทาง
สติปญั ญา

6

การแบง่ ประเภทของภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญา
1.แบง่ ตามระดับความรนุ แรง เป็นการแบง่ โดยใช้ค่าคะแนนระดับเชาวนป์ ัญญาหรอื IQ ท้งั APA และ
AAMR แบง่ ภาวะบกพรอ่ งทางสติปญั ญาเปน็ 4 ระดบั ได้แก่ เลก็ น้อย (mild) ปานกลาง (moderate) รนุ แรง
(severe) และรุนแรงมาก (profound) ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 AAMR ได้เปลีย่ นการแบง่ เหลือเพียง 2 ระดบั
คอื เลก็ นอ้ ย (ระดับเชาวน์ปัญญาเท่ากบั 50-70) และ มาก (ระดบั เชาวนป์ ญั ญานอ้ ยกวา่ 50) โดยเนน้ ท่ีระดับ
ความชว่ ยเหลอื ทบ่ี คุ คลทม่ี ีภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญาตอ้ งการ การแบง่ ระดับความรุนแรงแบบนเี้ พ่ือช่วยแยก
กลุม่ ทีร่ ะดบั เชาวน์ปัญญาสงู กวา่ 50 ซึง่ ถอื ว่าเป็นกลมุ่ ที่เรียนได้ (educable) ใหไ้ ด้รับประโยชนจ์ ากโปรแกรม
การศึกษา ส่วนกลุ่มที่ระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 50 จะเน้นที่การฝึกทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต
(trainable)
2.แบ่งตามระดับความช่วยเหลือที่ต้องการ เป็นการแบ่งเพื่อออกแบบและจัดหาบริการสนับสนุน
สำหรับผู้บกพรอ่ งทางสติปัญญาแต่ละบุคคลที่มีข้อจำกัดให้เข้าถึงระบบการศึกษาทั่วไป และดำรงชีวิตอยู่ใน
สังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด แบ่งเป็น 4 ระดับ และประเมินอย่างน้อย 9 ด้าน ได้แก่ พั ฒนาการ
การเรียนการสอน การใช้ชีวติ ในบ้าน การใช้ชวี ิตในชุมชน การจ้างงาน สขุ ภาพและความปลอดภัย พฤตกิ รรม
ทักษะทางสังคม และการแก้ตา่ งและการปอ้ งกัน
ลักษณะทางคลนิ ิก
พัฒนาการล่าชา้ เป็นอาการทีส่ ำคัญของภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญา ภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญายิ่ง
รุนแรงมากเท่าใดความล่าช้าของพัฒนาการก็ยิ่งปรากฏให้เห็นเร็วขึ้นเท่านั้น ลักษณะทางคลินิกของภาวะ
บกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาแบง่ ตามระดับไดด้ ังน้ี
1. ภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาระดับรนุ แรงมาก
พัฒนาการล่าช้าชัดเจนตั้งแต่เล็กๆทั้งในด้านประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว อาจจะฝึกการ
ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง แต่ต้องอาศัยการฝึกอย่างมาก ส่วนใหญ่พบว่ามีพยาธิสภาพ ต้องการการดูแล
ตลอดเวลา ตลอดชวี ติ แม้จะเปน็ ผ้ใู หญ่แลว้ กต็ าม
2. ภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญาระดบั รุนแรง
พบความผิดปกติของพฒั นาการตั้งแตข่ วบปีแรก มักมีพัฒนาการล่าช้าทุกด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการ
ดา้ นภาษา สอ่ื ความหมายได้เพียงเล็กนอ้ ยหรือพูดไม่ได้เลย บางรายเร่ิมพูดได้เมอ่ื เข้าสวู่ ัยเรียน มปี ัญหาในการ
เคลื่อนไหว ในบางรายพบพยาธิสภาพมากกว่า 1 อย่าง มีทักษะการป้องกันตนเองน้อย มีความจำกัดในการ
ดูแลตนเอง ทำงานง่ายๆได้ ส่วนใหญ่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดหรือต้องช่วยในทุ กๆด้านอย่างมาก
ตลอดชวี ิต

7

3. ภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญาระดบั ปานกลาง
มักได้รับการวินิจฉัยตั้งแตว่ ัยก่อนเรียน เมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี โดยพบว่าอาจมคี วามแตกต่างของ

ระดับความสามารถในด้านต่าง ๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ล่าช้าในด้านการใช้ภาษา กลุ่มอาการวิลเลี่ยม
(Williams syndrome) บกพร่องในทักษะการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับมิติสัมพันธ์ (visuo-spatial processing
skills) และบางรายมีความสามารถทางภาษาเด่น ในบางรายพบพยาธิสภาพชัดเจน สามารถเรียนได้ถึงชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 2-3 ในวยั เรียนมักต้องการการจดั การศึกษาพิเศษ สามารถเรยี นรู้การเดินทางตามลำพังได้ใน
สถานทที่ ่ีคนุ้ เคย ใชช้ วี ติ ในชมุ ชนไดด้ ีทงั้ การดำรงชีวิตและการงาน แต่ตอ้ งการความช่วยเหลือปานกลาง ตลอด
ชวี ิต ประมาณรอ้ ยละ 20 ดำรงชวี ิตอยู่ได้ดว้ ยตนเอง
4. ภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญาระดับเลก็ นอ้ ย

มักไดร้ บั การวนิ ิจฉัยเม่ือเด็กเขา้ สู่วยั เรียนแล้ว เนอื่ งจากในวยั ก่อนเรียนพัฒนาทกั ษะทางสังคมและการ
สื่อความหมายได้เพียงพอ ส่วนใหญ่เรียนได้ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หรือสูงกว่า เมื่อเป็นผู้ใหญ่สามารถ
ทำงาน แตง่ งาน ดูแลครอบครัวได้ แต่อาจตอ้ งการความชว่ ยเหลือบา้ งเป็นครง้ั คราวเมื่อมปี ญั หาชวี ติ หรอื หนา้ ท่ี
การงาน มักไมพ่ บสาเหตทุ างพยาธิสภาพ ส่วนใหญจ่ ะสมั พนั ธก์ บั ปจั จยั ทางสงั คมและเศรษฐสถานะยากจนหรอื
ด้อยโอกาส ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคญั ของปัจจยั ด้านสงิ่ แวดล้อมและวัฒนธรรมทมี่ ผี ลต่อภาวะบกพรอ่ งทาง
สติปญั ญา

ความผดิ ปกตทิ ่พี บรว่ มกบั ภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา
พบความผิดปกติทางจิตเวชในบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาได้ถึงร้อยละ 45 ซึ่งสูงกว่า
ประชากรท่วั ไป ความผิดปกตเิ หล่าน้ีจะพบบอ่ ยข้ึนเม่ือความรนุ แรงของภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญามากข้ึน
ส่วนใหญ่เป็นปัญหาพฤติกรรม ความผิดปกติที่พบ ได้แก่ ซน สมาธิสั้น พบร้อยละ 8-15 พฤติกรรมทำร้าย
ตนเอง รอ้ ยละ 3-15 นอกจากนยี้ งั พบพฤติกรรมกา้ วร้าว กระต้นุ ตนเอง เช่น ตบมือ เขย่งเท้า ด้ือ เกเร พบโรค
อารมณ์สับสนแปรปรวนร้อยละ 1-3.5 และโรคจิต (schizophrenia) ร้อยละ 3 การรักษาโดยการปรับ
พฤตกิ รรมและการใช้ยา ส่วนการทำจติ บำบดั มกั ไม่ค่อยได้ผล
ในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาจะพบอาการชักได้บ่อยกว่าเด็กทั่วไปประมาณ 10 เท่า
โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระดับรนุ แรงถึงรุนแรงมาก พบไดถ้ ึงรอ้ ยละ 30 อาการชัก
มักควบคมุ ได้ยาก เนื่องจากมคี วามผิดปกติจากกลุ่มอาการต่าง ๆ มีพยาธิสภาพของระบบประสาทสว่ นกลาง
และในผู้ป่วยแตล่ ะรายอาจพบอาการชกั ได้หลายรปู แบบ
ภาวะประสาทสัมผสั บกพร่อง ได้แก่ การได้ยินบกพร่องหรือมีปัญหาในการมองเห็นนั้นพบได้บ่อยใน
เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา โดยเฉพาะในกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของใบหน้าและศีรษะ

8

ประมาณร้อยละ 50 ของเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระดับรุนแรงจะมีปัญหาในการมองเห็น
ที่พบบ่อยไดแ้ ก่ ตาเขและสายตาผิดปกติ

ภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเลก็ น้อยและรุนแรงพบความบกพร่องในด้านการเคลอ่ื นไหวซ่ึงเข้า
ได้กับสมองพิการ (cerebral palsy :CP) ประมาณร้อยละ 10 และ 20 ตามลำดับ และประมาณร้อยละ 50
ของเดก็ สมองพิการ จะพบว่ามีภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาในระดับความรนุ แรงต่าง ๆ ร่วมดว้ ย ประมาณรอ้ ย
ละ 50-75 ของเด็กออทิสติกมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ในขณะที่ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
ก็พบพฤติกรรมแบบออทสิ ติก ได้แก่ พฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือทำร้ายตนเอง ได้ร้อยละ 8-20 โดยมักพบในภาวะ
บกพร่องทางสติปญั ญาระดับรุนแรง กล่มุ อาการที่มีภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญาบางกลมุ่ มอี บุ ตั กิ ารณข์ องกลมุ่
อาการออทิซึมมากกว่าประชากรทั่วไป เช่น กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ กลุ่มอาการดาวน์ และ
Tuberous sclerosis มีกลุ่มอาการออทิซึมร่วมด้วยซึ่งสูงกว่าในประชากรทั่วไปที่พบกลุ่มอาการออทิซึม
รอ้ ยละ 0.3-0.6

การช่วยเหลอื บคุ คลท่มี ภี าวะบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา
แม้ว่าเมื่อเกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาแล้ว จะไม่อาจรักษาสมองส่วนที่เสียไปให้กลับคืนมา
ทำงานได้ตามปกติก็ตาม แต่ก็สามารถจะคงสภาพ หรือฟื้นฟูสภาพทางสมองส่วนที่คงเหลืออยู่ให้ทำงานได้
เต็มที่ ดังนั้น การรักษาภาวะบกพร่องทางสติปัญญา จึงเน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพของสมองและร่างกาย
มากกวา่ การรักษาดว้ ยยาเพยี งอย่างเดยี ว การวินจิ ฉยั ให้ไดเ้ รว็ ท่สี ุดและการฟื้นฟสู มรรถภาพทันทีที่วินิจฉัยได้
จะชว่ ยหยดุ ย้งั ความพกิ ารมใิ หเ้ พิ่มขึ้น เป้าหมายของการรักษาภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาจึงมิใช่มุ่งรักษาให้
หายจากโรค แต่เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สดุ ให้ช่วยตัวเองได้ ไม่เป็น
ภาระแกค่ รอบครวั และสังคมมากเกนิ ไป และสามารถประกอบอาชีพได้
การฟ้ืนฟูสมรรถภาพในบคุ คลทมี่ ภี าวะบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา มดี งั น้ี
1. การฟนื้ ฟสู มรรถภาพทางการแพทย์ (Medical Rehabilitation)
การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทยใ์ นช่วงแรกเกิด 6 ปี ได้แก่ การส่งเสริมปอ้ งกนั บำบัดรักษาและ
ฟื้นฟูสมรรถภาพ นอกจากการส่งเสริมสุขภาพเช่นเด็กปกติ การบำบัดรักษาความผิดปกติที่อาจพบร่วมดว้ ย
เช่น โรคลมชกั Cretinism, PKU, cerebral palsy, โรคหวั ใจพกิ ารแตก่ ำเนิดหรือภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน
ที่พบในกลุ่มอาการดาวน์ ให้การส่งเสริมพัฒนาการเพื่อพัฒนาทักษะด้านกลา้ มเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเน้อื มัดเลก็
และสติปัญญา ภาษา สังคมและการช่วยเหลือตนเองเพื่อให้เด็กมีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา
การดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ เช่น อรรถบำบัด กายภาพบำบดั กิจกรรมบำบัด เปน็ ตน้

9

การส่งเสรมิ พัฒนาการ(Early Intervention)
การส่งเสริมพัฒนาการ หมายถึง การจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่
พัฒนาการปกติตามวัยของเด็ก จากการวจิ ัยพบว่า เด็กที่ได้รับการฝึกทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาแต่เยาว์วยั
จะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกเมื่อเด็กโตแล้ว ทันทีที่วินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เช่น
เดก็ กลุ่มอาการดาวน์ หรอื เดก็ ทมี่ อี ัตราเสี่ยงสูงว่าจะมีภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญา เชน่ เดก็ คลอดก่อนกำหนด
มารดาตกเลอื ดคณะต้ังครรภ์ เป็นต้น สามารถจัดโปรแกรมสง่ เสริมพฒั นาการใหเ้ ด็กกล่มุ นไ้ี ดท้ นั ที โดยไม่ต้อง
นำเด็กมาไว้ทีโ่ รงพยาบาล โปรแกรมการสง่ เสริมพัฒนาการ คือ การจัดสภาพแวดล้อมใหเ้ อ้ืออำนวยตอ่ การ
เรียนรู้ของเด็ก บิดามารดา และคนเลี้ยงดู มีบทบาทสำคัญยิ่งในการฝึกเด็กให้พัฒนาได้ตามโปรแกรม
อย่างสม่ำเสมอ ผลสำเร็จของการส่งเสรมิ พัฒนาการจึงขึ้นอยูก่ ับความร่วมมือ และความต้ังใจจริงของบคุ คล
ในครอบครัวของเดก็ มากกว่าผฝู้ กึ ทีเ่ ปน็ นักวิชาชีพ (Professional staff)
กายภาพบำบัด
เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ( motor
development) ชา้ กว่าวยั นอกจากนี้เดก็ ทีม่ ีภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาขนาดหนักและหนกั มาก ส่วนใหญ่
กจ็ ะมคี วามพกิ ารทางระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ด้วย ทำใหม้ กี ารเกร็งของแขน ขา
ลำตัว จึงจำเป็นต้องแก้ไขอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เพื่อช่วยลดการยึดติดของข้อต่อ และการสูญเสีย
กล้ามเนื้อ เดก็ จะช่วยตวั เองไดม้ ากขน้ึ เมอ่ื เจริญวยั ขึน้
กจิ กรรมบำบดั
การฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ การใช้มือหยิบจับสิ่งของ ฝึกการทำงานของตาและมือให้
ประสานกัน (eye-hand co-ordination) เด็กสามารถหยิบจับสิ่งของ เช่น จับถ้วยกินน้ำ จับแปรงสีฟัน
หยิบช้อนกินขา้ ว การรักษาทางกิจกรรมบำบัด จะช่วยให้การดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นไปอย่างราบรื่นและ
สะดวกขน้ึ
อรรถบำบัด
เดก็ ทีม่ ภี าวะบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาเกนิ กวา่ รอ้ ยละ 70 มีปัญหาการพูดและการส่ือความหมาย
กระบวนการฝกึ ในเร่ืองน้ี มใิ ชเ่ พอื่ ใหเ้ ปลง่ สำเนียงเปน็ ภาษาที่คนท่ัวไปเขา้ ใจเท่านน้ั แต่จะเริม่ จากเดก็ ต้องฝึก
ใชก้ ล้ามเนื้อช่วยพดู บงั คบั กลา้ มเน้ือเปลง่ เสยี ง ออกเสยี งใหถ้ กู ต้อง ซึ่งการฝกึ พดู ตอ้ งกระทำตง้ั แต่เด็กอายุต่ำ
กว่า 4 ปี จึงจะได้ผลดที ส่ี ุด

10

2.การฟื้นฟสู มรรถภาพทางการศกึ ษา (Educational Rehabilitation)
ในช่วงอายุ 7 - 15 ปี มกี ารจดั การการศกึ ษาโดยมีแผนการศกึ ษาสำหรบั แต่ละบคุ คล (Individualized

Educational Program : IEP) ในโรงเรียนซึ่งอาจเป็นการเรียนในชั้นเรียนปกติ เรียนร่วม หรือมีการจัด
การศึกษาพิเศษ ในประเทศไทยโรงเรียนที่รับเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามี อยู่ทั่วไปทั้งใน
กรุงเทพมหานครและในตา่ งจงั หวดั แต่ในทางปฏบิ ตั ิก็ยังไม่เพยี งพอที่จะรับเดก็ กลุม่ นี้

3.การฟืน้ ฟสู มรรถภาพทางอาชพี (Vocational Rehabilitation)
เมื่ออายุ 15 - 18 ปี เป็นการฝึกวิชาชีพและลกั ษณะนิสัยท่ีดีในการทำงาน เป็นสิ่งจำเปน็ มากตอ่ การ

ประกอบอาชีพในวัยผู้ใหญ่ ได้แก่ ฝึกการตรงต่อเวลา รู้จักรับคำสั่งและนำมาปฏิบัติเอง โดยไม่ต้องมผี ้เู ตือน
การปฏบิ ตั ิตนต่อผรู้ ่วมงานและมารยาทในสงั คม เมือ่ เขา้ วยั ผใู้ หญ่ควรช่วยเหลือให้ไดม้ ีอาชีพท่ีเหมาะสม ทั้งนี้
เพื่อให้บุคคลปัญญาอ่อน สามารถดำรงชีวิตอิสระ (independent living) ในสังคมได้อย่างคนปกติ
(normalization) อาชีพที่บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาสามารถทำได้ดี ได้แก่ อาชีพงานบ้าน งาน
บรกิ าร งานในโรงงาน งานในสำนักงาน เชน่ การรับสง่ หนงั สอื ถา่ ยเอกสาร เปน็ ตน้ ในประเทศไทย หนว่ ยงาน
ท่ีใหบ้ ริการดา้ นนย้ี งั มนี อ้ ย

คำแนะนำ
การฝึกสอนบคุ คลที่มีภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญามีจุดมงุ่ หมายสูงสุด เพอ่ื ใหม้ คี วามเป็นอยู่ใกล้เคียง
คนปกตซิ ึ่งจะประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใดน้นั ขน้ึ อยกู่ ับตวั แปรต่อไปนี้ คอื
1.ระดบั ของภาวะบกพร่องทางสติปญั ญา ผู้ท่มี ภี าวะบกพรอ่ งทางสติปญั ญาระดับเลก็ น้อย มโี อกาสจะ
พัฒนาใหส้ ามารถดำเนินชีวติ ใกล้เคียงบุคคลปกติได้ดีกว่า ผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับปานกลาง
หรอื รนุ แรง
2. ความผิดปกติทพ่ี บร่วมดว้ ยซ่ึงเปน็ อปุ สรรคต่อการฟื้นฟสู มรรถภาพ ทำใหไ้ ม่ประสบผลดเี ทา่ ท่ีควร
3.การส่งเสริมพัฒนาการ ถ้าเด็กได้รบั การสง่ เสริมพัฒนาการตั้งแตร่ ะยะเริ่มแรก จะมีความพรอ้ มใน
การเรียนรว่ มกับเด็กปกตใิ นโรงเรยี นทัว่ ไป มากกวา่ การฝึกเมื่อเดก็ โตแลว้
4.ความร่วมมือของครอบครัวเด็ก ครอบครัวมีความสำคญั ตอ่ เด็กมากที่สุด ตั้งแต่แรกเกิดจนตลอด
ชีวิต จึงควรจะเตรยี มครอบครัวให้เขา้ ใจความพิการของเด็ก ข้อจำกัดของความสามารถ ความต้องการพเิ ศษ
ความคาดหวงั ตลอดจนวิธีการอบรมเลี้ยงดแู ละฝึกสอนในทิศทางท่ีถูกต้อง เพราะสมาชกิ ทกุ คนในครอบครัวมี
ความสำคัญต่อพฒั นาการของเด็กอยา่ งย่ิง

11

การปอ้ งกนั
ภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญา สามารถปอ้ งกันได้ดังน้ี
1. ระยะก่อนตั้งครรภ์ ประชาชนควรได้รับความรู้เรื่องภาวะบกพร่องทางสติปัญญา และสาเหตุที่สามารถ
ป้องกันได้ เช่น การให้วัคซีนหัดเยอรมัน หรือ เกลือไอโอดีน ให้คำแนะนำคู่สมรสเรื่องอายุมารดาที่เหมาะ
ในการตั้งครรภ(์ 19-34 ปี) และระยะหา่ งระหว่างตั้งครรภ์ (2 ปี) โรคทางพันธุกรรมที่สามารถตรวจวินจิ ฉยั ได้
กอ่ นตง้ั ครรภแ์ ละก่อนคลอด รวมท้งั การวางแผนครอบครวั
2. ระหว่างตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์ทีส่ ถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล เพื่อป้องกันปจั จัยเส่ียงและหญิงตั้งครรภ์
ได้รับวัคซีนที่จำเป็นครบถ้วน ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า
การสูบบุหรี่หรือใช้สารเสพติด ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ แนะนำการส่งเสริม
สขุ ภาพจติ ในครอบครัว และการวนิ จิ ฉยั กอ่ นคลอด
3. ระยะคลอดควรคลอดในสถานบรกิ ารสาธารณสขุ เพอื่ ป้องกนั ภาวะแทรกซอ้ นต่างๆ ท่อี าจเกดิ ขึ้น
4. ระยะหลงั คลอดควรให้แม่และลกู ได้อยูด่ ้วยกันเรว็ ท่ีสุด เพื่อให้ลูกได้ดืม่ นมแม่ซึ่งมีภูมิคุ้มกนั โรคต่างๆและ
มีสารอาหารทจ่ี ำเปน็ ตอ่ การเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของสมองของลูก ระวงั เรื่องตัวเหลืองในทารกแรกเกิด
ให้วคั ซีนป้องกนั โรค ติดตามภาวะโภชนาการและพฒั นาการเดก็ โดยเฉพาะเด็กกลมุ่ เสยี่ ง ให้ความรู้แก่พ่อแม่
ในการดูแลลูกยามเจ็บป่วย ระวังโรคติดเชื้อ สารพิษ และการกระทบกระเทือนตอ่ ศีรษะลูก ให้ความรักและ
เอาใจใส่ต่อลกู

2. ทฤษฎกี ารเรียนรขู้ องธอรน์ ไดค์
ธอรน์ ไดค์ไดส้ รปุ วา่ การลองผดิ ลองถกู จะนำไปสกู่ ารเช่ือมโยงระหว่างสง่ิ เร้าและการ

ตอบสนอง และการเรยี นรกู้ ค็ อื การทมี่ กี ารเชอ่ื มโยง (Connection) ระหว่างส่งิ เร้า (Stimuli) และการ
ตอบสนอง(Responses)

การเรยี นรแู้ บบลองผิดลองถูกมใี จความทส่ี ำคัญว่าเมอ่ื อนิ ทรยี ก์ ระทบสงิ่ เร้าอนิ ทรยี ์จะลองใช้
วิธตี อบสนองต่อสิ่งเรา้ หลายๆวิธจี นพบกบั วธิ ีทีเ่ หมาะสมและถูกต้องกบั เหตกุ ารณแ์ ละสถานการณ์
เมื่อไดร้ บั การตอบสนองทถี่ ูกตอ้ งกจ็ ะนำไปตอ่ เนือ่ งเข้ากบั สงิ่ เรา้ นั้นๆมผี ลใหเ้ กดิ การเรียนรขู้ น้ึ โดยมี
หลกั เกณฑ์ และลำดับข้นั ทจี่ ะนำไปส่กู ารเรยี นรแู้ บบน้ี คือ

1. มีสถานการณท์ เี่ ป็นปญั หาเปน็ ส่งิ เร้าให้อินทรยี แ์ สดงการตอบสนองหรอื แสดงพฤติกรรม
ออกมา

2. อนิ ทรยี ์จะแสดงอาการตอบสนองหลายๆอย่างเพ่อื แก้ปญั หาทเ่ี กดิ ข้ึน
3. ปฏิกริ ยิ าตอบสนองทไี่ ม่ทำใหเ้ กิดความพอใจจะถกู ตดั ท้ิงไป

12

4. เมื่อปฏิกิรยิ าตอบสนองทีไ่ ม่ทำให้เกิดความพอใจถูกตัดทิ้งไป จนเหลอื ปฏิกิริยาท่ีทำให้เกิดความพอใจ
อินทรีย์จะถือเอากิริยาตอบสนองที่ถูกต้องและจะแสดงตอบสนองต่อสิ่งเร้า( Interaction)นั้นมากระทบอีก
นอกจากนี้ ธอร์นไดค์ ได้ตั้งกฎแห่งการเรยี นรขู้ นึ้ อีก 3 กฎ คือ
1. กฎแห่งผล ( Law of Effect ) กลา่ ววา่ เม่อื การเชอ่ื มโยงระหว่างส่งิ เรา้ กบั อาการตอบสนองนำความพอใจ
มาใหก้ ารเช่อื มโยงระหวา่ งส่งิ เร้ากับอาการตอบสนองก็จะแน่นแฟน้ ขนึ้ ถา้ ความสมั พนั ธน์ น้ี ำความรำคาญใจมา
ให้ความสมั พันธน์ ี้ ก็จะคลายความแน่นแฟน้ ลงหรอื อาจจะกลา่ วได้ว่า ถา้ จะใหผ้ เู้ รียนรอู้ ะไรจะต้องมีรางวัลให้
(รางวัลมิได้หมายถึงสิ่งของแต่อย่างเดียว แต่รวมเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกพอใจ เช่น
การให้คำชมเชย เปน็ ตน้ ) เมอ่ื ผู้เรยี นแสดงพฤติกรรมท่ตี ้องการออกมา ถ้าจะใหพ้ ฤติกรรมบางอยา่ งหายไปเมื่อ
ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมนั้นออกมาจะต้องมีการทำโทษ เมื่อธอร์นไดค์ประกาศกฎแห่งผลออกมาเช่นนี้มีผู้
พยายามทดลองเพมิ่ เตมิ และมผี ้ไู ด้แยง้ กันเปน็ อนั มาก ต่อมาธอร์นไดค์พบวา่ การทำโทษ มไิ ด้ทำใหก้ ารเชอ่ื มโยง
คลายลง ในที่สุดก็สรุปว่าถ้าการทำโทษมีผลอยู่บ้างก็ไม่ได้ทำให้การเชื่อมโยงอันเก่าคลายลง แต่จะเป็นการ
บังคับให้ผู้เรียนพยายามลองแสดงอาการตอบสนองอย่างอื่นในท่ีสุดธอร์นไดค์จึงล้มเลิกกฎแห่งผลที่เกี่ยวกับ
การลงโทษ แต่ยังคงเหลือกฎแหง่ ผลในดา้ นการใหร้ างวลั ไว้วา่ รางวัลเท่านั้นที่ทำให้เกิดการเรยี นรขู้ ึ้น
2. กฎแห่งการฝกึ ( Law of Exercise ) จากการสังเกตเมอื่ เอาแมวใส่กรงครงั้ หลงั แมวจะหาทางออกจากกรง
ได้เร็วขึ้น เมื่อทดลองนานๆเข้าแมวก็สามารถออกจากกรงได้ทันทีตามลักษณะนี้ธอร์นไดค์อธิบาย
ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสิง่ เรา้ กบั การ ตอบสนองได้สมั พันธ์แนน่ แฟ้นขึน้ และความสัมพันธ์นี้จะแน่นแฟ้นยิ่ง
ข้ึนเมอ่ื มกี ารฝึกหดั หรือซำ้ บ่อยๆและความสมั พันธน์ ี้จะคลายออ่ นลงเมื่อไม่ได้ใช้และธอร์นไดค์เชอ่ื ว่าการกระท่ี
ไม่มีรางวลั เปน็ ผลตอบแทนหลังการตอบสนองนัน้ ๆสนิ้ สดุ ลงจะต้องลงเอยดว้ ยความสำเร็จ มฉิ ะน้นั การกระทำ
นัน้ ก็ไม่มคี วามหมาย แตห่ ลังจากปี ค.ศ.1930 ธอรน์ ไดค์ไดแ้ ก้กฎแหง่ การฝึกน้ีใหม่เพราะในบางกรณี กฎแห่ง
การฝกึ และกฎแหง่ ผลไม่สามารถใช้ในสถานการณ์เดยี วกันได้ เช่น เมื่อปดิ ตาแลว้ ทดลองหัดลากเสน้ ให้ยาว 3
นว้ิ แม้ให้ฝกึ หดั ลากเส้นเท่าไรก็ตาม ก็ไม่สามารถลากเสน้ ให้ยาว 3 น้ิวได้ ดงั นน้ั การฝึกหดั ทำจะมีผลดีต่อการ
เรียนรู้ด้วยตวั ของมันเองไม่ได้จะตอ้ งมีเหตุผลอนื่ เขา้ มาเก่ยี วขอ้ งด้วย ดังนนั้ ธอรน์ ไดค์จึงประกาศยกเลิกกฎแหง่
การฝึกน้ี แต่ยังเช่อื ว่าการฝกึ ฝนทีม่ กี ารควบคุมทด่ี กี ็ยงั มผี ลดีต่อการเรยี นรอู้ ยู่นัน่ เองกล่าวคือถ้าเปิดโอกาสให้
ผู้เรียนทราบผลของการเรียนแต่ละครั้งว่ายาวหรือสั้นไปเท่าใดการฝึกหัดก็สามารถทำให้ผู้ฝึกหัดมีโอกาส
ลากเสน้ ให้ยาว 3 น้ิวได้
3. กฎแห่งความพรอ้ ม ( Law of Readiness ) ธอร์นไดค์ต้ังกฎแหง่ ความพร้อมนี้เพื่อเสริมกฎแห่งผล และ
ได้อธิบายไว้ในรูปของการเตรียมตัว และการเตรียมพร้อม ในการที่จะตอบสนองกิจกรรมทีต่ ามมาหลังจาก
การที่มีการเตรียมตัวพร้อมแล้ว เช่น ในสถานการณ์ของแมวในกรง แมวจะทำอะไรออกมานั้น แมวจะต้อง
หิว แมวสามารถเอาเท้าตะปบเชือกที่ห้อยแขวนอยู่นั้น ได้ และมีประสาทสัมผัสที่จะรับรู้ว่าได้รับผลพอใจ
หรือไม่พฤติกรรมทีแ่ สดงออกไปแลว้ เปน็ ตน้ หรือถา้ มนุษยพ์ รอ้ มท่ีจะเรียนรอู้ ะไรบางอยา่ งไดพ้ ร้อมท่จี ะแสดง
พฤตกิ รรมบางอยา่ งทจ่ี ำเปน็ สำหรบั ขบวนการการเรียนรูน้ ั้น เชน่ จะต้องมีรา่ งกายทีส่ งู พอ แข็งแรงและอยู่ใน

13

สภาวะจูงใจที่เหมาะสม ผู้เรียนจะแสดงหรือไม่แสดงพฤติกรรมอะไรออกมานั้น ธอร์นไดค์ให้หลัก
ไว้ 3 ขอ้ คือ
1. เมอื่ หน่วยของการกระทำพร้อมทจี่ ะแสดงออกมา ถ้าผกู้ ระทำทำดว้ ยความสบายหรอื พอใจไมม่ ีอะไรจะ
เปลยี่ นแปลงการกระทำ นไ้ี ด้
2. ถา้ หน่วยของการกระทำพรอ้ มท่ีจะแสดงออกแต่ไมไ่ ดแ้ สดง จะทำใหเ้ กดิ ความไม่สบายใจ
3. ถ้าหน่วยของการกระทำยังไม่พร้อมท่ีจะแสดงออกแต่จำเป็นตอ้ งแสดงออก การแสดงออกนั้นๆ กระทำไป
ด้วยความไม่สบายใจ ไม่พอใจเช่นกัน ถึงแม้ว่าธอร์นไดค์ได้ปรับปรุงแก้ไขและขยายแนวความคิดของเขาอยู่
ตลอดเวลา ทำให้กฎแหง่ ความพร้อมและกฎแหง่ การฝกึ หดั หยอ่ นความสำคัญไป ยงั คงเหลอื เพียงกฎแห่งผลท่ี
เป็นที่ยอมรับกันอยู่ แต่ในกฎนี้ก็เหลือเพียงด้านของรางวัลท่ีมีผลต่อการเรียนรู้ ส่วนด้านการลงโทษกับการ
เรยี นรูน้ นั้ ถกู ตัดทง้ิ ไป

3. ชิงช้าสวรรค์ปั่นตัวเลข หมายถึง สื่อการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการนับตัวเลข 1-10 สำหรับ
นกั เรียนท่มี ีความบกพรอ่ งทางด้านสติปญั ญา ทมี่ ีพัฒนาการชา้ และมที ักษะการจำไมด่ ี นักเรียนจะใช้เวลานาน
ในการเรยี นรู้ จงึ ตอ้ งมกี ารทำซำ้ ๆ หลายคร้ัง

14

บทที่ 3
การออกแบบเคร่อื งมอื

1. เคร่ืองมือท่ใี ช้
ชงิ ช้าสวรรค์ปนั่ ตัวเลข มขี ้ันตอนการดำเนินการดงั นี้
1. ศึกษาหลักสูตร และตรวจสอบเอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกับ ชิงช้าสวรรค์ป่ันตัวเลข เพื่อใช้ในการช่วยใน

การเรยี นการสอนสำหรบั นกั เรียนที่มีพัฒนาการช้าและมที กั ษะการจำไมด่ ี นกั เรียนจะใชเ้ วลานานในการเรยี นรู้
จากตำรา เอกสาร และปรกึ ษาผเู้ ชียวชาญ เพื่อกำหนดแนวทางในการสรา้ งสือ่ การสอนดว้ ยเร่ืองราวทางสงั คม

2. สรา้ งส่อื การสอน ชิงช้าสวรรค์ปนั่ ตัวเลข มีขัน้ ตอนดงั นี้
- กำหนดเน้ือหาวิชา โดยผอู้ อกแบบต้องวเิ คราะหว์ ่าเนือ้ หาวชิ านน้ั จะต้องตรงกบั หลักสูตรสถานศึกษา
- การกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อทราบว่าผู้เรียนหลังจากเรียนจบแล้วจะบรรลุตามวัตถุประสงค์มาก
นอ้ ยแคไ่ หน โดย ต้องคำนึงถงึ

ผู้เรียน (Audience) วา่ มีพ้นื ฐานความรู้แคไ่ หน
พฤติกรรม (Behavior) เป็นการคาดหวังเพื่อที่จะให้ผูเ้ รียนบรรลุเป้าหมาย การวัดโดยการ
ปฏบิ ัติจริง
เงื่อนไข (Condition) เปน็ การกำหนดสภาวะทพ่ี ฤติกรรมของผู้เรยี นจะเกดิ ข้ึน
ปริมาณ (Degree) เปน็ การกำหนดมาตรฐานท่ยี อมรบั วา่ ผู้เรียนบรรลุวัตถปุ ระสงค์แล้ว
3. การวิเคราะห์เนอื้ หา เปน็ ขั้นตอนท่สี ำคัญโดยตอ้ งยอ่ ยเนือ้ หาเปน็ เนือ้ หาเลก็ ๆ มีการเรียงลำดบั จาก
งา่ ยไปหายาก มกี ารวิเคราะห์ภารกิจ (Task Analysis) ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนและดำเนนิ การไปทางใด
4. ดำเนินการสร้าง ชิงชา้ สวรรค์ปั่นตวั เลข
5. นำชงิ ช้าสวรรคป์ น่ั ตวั เลขท่ีสรา้ งข้นึ เสนอต่อผเู้ ช่ยี วชาญ เพ่อื ขอคำแนะนำมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขในสว่ นที่
บกพร่อง
6. ดำเนินการแกไ้ ขและปรับปรงุ สือ่ การสอนชิงชา้ สวรรคป์ ่นั ตัวเลขแล้วนำไปใช้

15

บทที่ 4
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

1. เนอื้ หา
ชงิ ชา้ สวรรค์ปัน่ ตวั เลข ส่อื การสอนเพอื่ พัฒนาความสามารถในการนับตวั เลข 1-10 สำหรับนกั เรียนทมี่ ี

ความบกพร่องทางด้านสตปิ ญั ญา ทม่ี พี ฒั นาการช้าและมีทักษะการจำไม่ดี
2. แนวทางการประเมินผลผู้เรยี น (ตารางวเิ คราะหก์ ารวดั ผลการเรียนร)ู้

ตารางวเิ คราะหก์ ารวดั ผลการเรยี นรู้
ชื่อรายวชิ า ทกั ษะทางสตปิ ญั ญาหรอื การเตรียมความพร้อมทางวชิ าการ

เรื่อง การนับเลข 1-10
จำนวนขอ้ สอบ 10 ขอ้

จำนวนขอ้ คำถามตาม
ระดับความรู้

วตั ถุประสงค์ วัตถปุ ระสงค์ ความรู้-ความจำ รวม
การเรียนรู้ การเรยี นรยู้ อ่ ย ความเข้าใจ (ขอ้ )
เชงิ พฤติกรรมรายวิชา
การนำใช้ประยุก ์ตใช้
การ ิวเคราะ ์ห
การประเ ิมน ่คา
การสร้างสรรค์

เพอ่ื ให้นกั เรยี นมีทกั ษะ เพื่อให้นกั เรยี นมีทกั ษะทางสตปิ ญั ญา - - 10 - - - 10
ทางสตปิ ญั ญาหรอื การ หรอื การเตรยี มความพรอ้ มทางวิชาการ
เตรียมความพรอ้ มทาง เร่ืองการนบั เลข 1-10 - - 10 - - - 10
วิชาการ เรื่องการนับเลข
1-10

รวมจำนวนข้อสอบตามระดบั พฤตกิ รรม

16

3. ขน้ั ตอนการนำใชน้ วตั กรรม (Work Flow)
เริ่มต้น

ศึกษาหลกั สตู ร
ศึกษาและรวบรวมข้อมลู ของเนอื้ หา

กำหนดวัตถุประสงค์

ออกแบบนวัตกรรม

สรา้ งสอื่ การสอน Ferris Wheel
Numbers

ตรวจสอบ ไม่ผา่ น
ปรบั ปรงุ แกไ้ ข

ผ่าน
ผ้เู ชยี่ วชาญประเมนิ

นำ Ferris Wheel Numbers ไปใช้

สน้ิ สดุ

17

บทที่ 5
การประเมินผล

1. ตรวจสอบโครงสรา้ งภายใน (Structural basis) โดยผูเ้ ช่ียวชาญ

แบบประเมนิ การตรวจสอบความถกู ตอ้ งของโครงสรา้ งเนอื้ หาและบทเนื้อหา

โดยผู้เชยี่ วชาญ

ผู้ทรงคณุ วุฒิ

ชือ่ -นามสกลุ นางพิมพรรณ จนั ทพันธ์

ตำแหนง่ ครู คศ.1

เบอร์ตดิ ตอ่ 065-749-4286

คุณวุฒิและประวัติ คุณวฒุ ิ

(ทเ่ี กย่ี วข้องกบั รายวชิ า) ปรญิ ญาตรี สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์การคลงั

ประวตั กิ ารทำงาน

ปจั จบุ นั ครู ค.ศ.1 ศูนย์การศึกษาพเิ ศษ เขตการศึกษา 4 จงั หวัดตรงั

ชอ่ื -นามสกลุ นางสาวเพญ็ ประภา หลานวงษ์
ตำแหนง่ ครู คศ.1
เบอร์ติดตอ่ 061-2614429
คณุ วฒุ ิและประวตั ิ
คุณวุฒิ
(ที่เก่ียวข้องกับรายวชิ า)
ปรญิ ญาตรี สาขาวิชาการศึกษาพเิ ศษ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม

ประวตั กิ ารทำงาน

ปจั จบุ นั ครู ค.ศ.1 ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษ เขตการศึกษา 4 จังหวัดตรงั

ชือ่ -นามสกลุ นางสาวสจุ ติ รา เกอ้ื สขุ
ตำแหนง่ ครู คศ.1
เบอรต์ ดิ ตอ่ 061-2614429
คณุ วุฒิและประวัติ
คุณวฒุ ิ
(ที่เกย่ี วข้องกับรายวิชา)
ปรญิ ญาตรี วทิ ยาศาสตรบัณฑติ (กายภาพบำบดั ) มหาวทิ ยาลยั หวั เฉียวเฉลิม
พระเกียรติ
ประกาศนัยบัตรบัณฑติ วชิ าชีพครู วิทยาลัยเทคโนโลยภี าคใต้

ประวัติการทำงาน

ปจั จบุ นั ครู ค.ศ.1 ศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ เขตการศกึ ษา 4 จงั หวดั ตรัง

18

ขอความกรณุ าทา่ นประเมินเนือ้ หาในรายวชิ า โดยทำเครอื่ งหมาย  ในขอ้ ท่ตี รงกบั ความคิดเหน็ ของทา่ น

1. เนอื้ หาสอดคลอ้ งกับวัตถปุ ระสงคข์ องบทเรียน

 สอดคลอ้ ง  ไม่สอดคลอ้ ง

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

2. เนือ้ หาครบถ้วน ถกู ตอ้ ง

 ถกู ต้อง  ไม่ถูกตอ้ ง

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................

3. การลำดับเน้ือหางา่ ยตอ่ การเรียนรู้

 เหมาะสม  ไม่เหมาะสม

ข้อเสนอแนะ........................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

4. การดำเนนิ เนือ้ หามคี วามกระชบั

 เหมาะสม  ไมเ่ หมาะสม

ข้อเสนอแนะ........................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................

 ข้าพเจ้าขอรบั รองความถูกต้องของเนอื้ หา และผลการตรวจสอบของเน้ือหา

นางพิมพรรณ จนั ทพันธ์
ผเู้ ชยี่ วชาญ

19

2. การตรวจสอบคุณภาพส่อื (Qualitativec basis)

แบบประเมินนวัตกรรมการศึกษา

ช่อื นวตั กรรม : ชงิ ชา้ สวรรคป์ นั่ ตัวเลข

ลักษณะของนวตั กรรม : สอ่ื การเรียนการสอน

นำไปใชใ้ นระดบั ชนั้ : เตรียมความพรอ้ ม

ให้เขยี นเครื่องหมาย / ลงช่องตามความคิดเหน็ ของคณุ พร้อมทงั้ แสดงความคิดเหน็ รายละเอียดเพิ่มเตมิ

ของคุณภาพนวัตกรรม

ลำดับ รายการ ความพึงพอใจของระดับคุณภาพ ข้อคดิ เหน็ เพม่ิ เตมิ

ท่ี ดี (3) พอใช(้ 2) ปรบั ปรงุ (1)

1 ความเป็นนวัตกรรม ✓

1.1 ความแปลกใหม่ ทนั สมัย

1.2 ความสามารถในการใช้งาน

2 ด้านกระบวนการพัฒนา ✓

นวตั กรรม

2.1 ความสามารถในการแก้ไข

ปญั หาตาวตั ถุประสงค์

2.2 ใช้หลักและทฤษฎีได้เหมาะสม

และสอดคลอ้ งตอ่ การเรียนรู้

2.3 ออกแบบไดเ้ หมาะสมกบั

สถานทท่ี จ่ี ะนำไปใชง้ านและ

สอดคล้องกบั การแกป้ ัญหา

2.4 สามารถใช้งานได้ดกี บั การ

เรยี นการสอนในชีวติ จรงิ

3 คณุ ค่าของนวัตกรรม ✓

3.1 แก้ไขและพัฒนาผ้เู รียนใหม้ ี

ประสิทธภิ าพสงู ขึน้

3.2 กระตุ้นใหเ้ กดิ การเรยี นรตู้ ่อตัว

ผู้เรยี นมากขึ้น

3.3 สง่ เสรมิ การแลกเปล่ยี นเรียนรู้

3.4 ความยากงา่ ยของการใชง้ าน

20

จุดเด่นของนวัตกรรม
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

จดุ ดอ้ ยของนวัตกรรม
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ข้อเสนอแนะจดุ ที่ควรพฒั นาให้ดยี ่งิ ข้ึน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

นางพมิ พรรณ จนั ทพันทธ์
ผูเ้ ช่ยี วชาญ

21

ขอความกรุณาท่านประเมินเนอ้ื หาในรายวิชา โดยทำเครอ่ื งหมาย  ในขอ้ ที่ตรงกับความคิดเหน็ ของทา่ น

1. เนอื้ หาสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคข์ องบทเรยี น

 สอดคลอ้ ง  ไมส่ อดคลอ้ ง

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

2. เนื้อหาครบถ้วน ถกู ตอ้ ง

 ถกู ต้อง  ไมถ่ กู ตอ้ ง

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................

3. การลำดบั เนื้อหาง่ายตอ่ การเรยี นรู้

 เหมาะสม  ไมเ่ หมาะสม

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

4. การดำเนนิ เน้อื หามคี วามกระชบั

 เหมาะสม  ไมเ่ หมาะสม

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

 ข้าพเจ้าขอรับรองความถูกต้องของเนอื้ หา และผลการตรวจสอบของเนื้อหา

นางสาวเพ็ญประภา หลานวงษ์
ผู้เช่ียวชาญ

22

2. การตรวจสอบคุณภาพส่อื (Qualitativec basis)

แบบประเมินนวัตกรรมการศกึ ษา

ช่อื นวตั กรรม : ชงิ ชา้ สวรรคป์ นั่ ตัวเลข

ลักษณะของนวตั กรรม : สอ่ื การเรียนการสอน

นำไปใชใ้ นระดบั ชนั้ : เตรียมความพรอ้ ม

ให้เขยี นเครื่องหมาย / ลงช่องตามความคิดเหน็ ของคุณ พรอ้ มท้ังแสดงความคิดเหน็ รายละเอียดเพ่ิมเติม

ของคุณภาพนวัตกรรม

ลำดับ รายการ ความพงึ พอใจของระดบั คุณภาพ ขอ้ คิดเห็นเพ่มิ เตมิ

ท่ี ดี (3) พอใช(้ 2) ปรบั ปรงุ (1)

1 ความเป็นนวัตกรรม ✓

1.3 ความแปลกใหม่ ทนั สมัย

1.4 ความสามารถในการใช้งาน

2 ด้านกระบวนการพัฒนา ✓

นวตั กรรม

2.5 ความสามารถในการแก้ไข

ปญั หาตาวตั ถุประสงค์

2.6 ใช้หลักและทฤษฎีได้เหมาะสม

และสอดคลอ้ งตอ่ การเรียนรู้

2.7 ออกแบบไดเ้ หมาะสมกบั

สถานทท่ี จ่ี ะนำไปใชง้ านและ

สอดคล้องกบั การแกป้ ัญหา

2.8 สามารถใช้งานได้ดกี บั การ

เรยี นการสอนในชีวติ จรงิ

3 คณุ ค่าของนวัตกรรม ✓

3.5 แก้ไขและพัฒนาผ้เู รียนใหม้ ี

ประสิทธภิ าพสงู ขึน้

3.6 กระตุ้นใหเ้ กดิ การเรยี นรตู้ ่อตัว

ผู้เรยี นมากขึ้น

3.7 สง่ เสรมิ การแลกเปล่ยี นเรียนรู้

3.8 ความยากงา่ ยของการใชง้ าน

23

จดุ เดน่ ของนวัตกรรม
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

จดุ ดอ้ ยของนวัตกรรม
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะจุดที่ควรพฒั นาใหด้ ยี ่งิ ขนึ้
........................................................................................................................... ...................................................
............................................................................................................................. .................................................

นางสาวเพญ็ ประภา หลานวงษ์
ผ้เู ชยี่ วชาญ

24

ขอความกรุณาท่านประเมินเน้ือหาในรายวิชา โดยทำเครอื่ งหมาย  ในขอ้ ท่ีตรงกบั ความคดิ เห็นของท่าน

1. เนื้อหาสอดคลอ้ งกับวัตถุประสงคข์ องบทเรียน

 สอดคลอ้ ง  ไม่สอดคลอ้ ง

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

2. เน้อื หาครบถ้วน ถกู ตอ้ ง

 ถูกตอ้ ง  ไมถ่ ูกต้อง

ข้อเสนอแนะ.............................................................................................................. ..........................................

............................................................................................................................. ................................................

3. การลำดับเนอื้ หางา่ ยตอ่ การเรยี นรู้

 เหมาะสม  ไมเ่ หมาะสม

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

4. การดำเนนิ เนือ้ หามีความกระชับ

 เหมาะสม  ไม่เหมาะสม

ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................

 ขา้ พเจ้าขอรบั รองความถกู ต้องของเนอ้ื หา และผลการตรวจสอบของเน้อื หา

นางสาวสุจิตรา เกอ้ื สุข
ผเู้ ชยี่ วชาญ

25

2. การตรวจสอบคณุ ภาพสื่อ (Qualitativec basis)

แบบประเมินนวัตกรรมการศกึ ษา

ชื่อนวตั กรรม : ชงิ ช้าสวรรค์ปน่ั ตวั เลข

ลกั ษณะของนวตั กรรม : สื่อการเรยี นการสอน

นำไปใช้ในระดบั ชั้น : เตรยี มความพรอ้ ม

ใหเ้ ขียนเครอ่ื งหมาย / ลงชอ่ งตามความคิดเหน็ ของคุณ พรอ้ มท้ังแสดงความคิดเหน็ รายละเอียดเพ่ิมเติม

ของคณุ ภาพนวตั กรรม

ลำดบั รายการ ความพงึ พอใจของระดบั คุณภาพ ขอ้ คิดเห็นเพ่มิ เตมิ

ที่ ดี (3) พอใช(้ 2) ปรบั ปรงุ (1)

1 ความเป็นนวัตกรรม ✓

1.5 ความแปลกใหม่ ทันสมยั

1.6 ความสามารถในการใช้งาน

2 ด้านกระบวนการพฒั นา ✓

นวัตกรรม

2.9 ความสามารถในการแก้ไข

ปัญหาตาวัตถปุ ระสงค์

2.10 ใช้หลกั และทฤษฎีได้

เหมาะสมและสอดคล้องตอ่

การเรยี นรู้

2.11 ออกแบบไดเ้ หมาะสมกบั

สถานท่ีทจี่ ะนำไปใชง้ านและ

สอดคลอ้ งกบั การแกป้ ญั หา

2.12 สามารถใชง้ านได้ดกี ับการ

เรียนการสอนในชีวิตจริง

3 คณุ ค่าของนวตั กรรม ✓

3.9 แก้ไขและพัฒนาผเู้ รียนใหม้ ี

ประสิทธิภาพสงู ขน้ึ

3.10 กระตุ้นใหเ้ กดิ การเรียนรู้

ตอ่ ตวั ผ้เู รียนมากขนึ้

3.11 สง่ เสรมิ การแลกเปลยี่ น

เรียนรู้

26

3.12 ความยากงา่ ยของการใช้
งาน

จดุ เด่นของนวตั กรรม
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

จดุ ด้อยของนวัตกรรม
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ้ เสนอแนะจุดท่คี วรพัฒนาให้ดีย่งิ ข้ึน
........................................................................................................................... ...................................................
............................................................................................................................. .................................................

นางสาวสุจิตรา เกอ้ื สุข
ผเู้ ชี่ยวชาญ

27

เกณฑ์การประเมนิ คุณภาพนวัตกรรม

1) ความเปน็ นวัตกรรม

ตวั บ่งชี้ ระดบั คณุ ภาพ

ความเป็นนวตั กรรม ระดบั 3 – เป็นผลงาน วิธกี าร กระบวนการใหม่ หรือองคค์ วามรใู้ หม่ทีไ่ มเ่ คยมี

หรอื ปรากฏมาก่อน

ระดบั 2 – เปน็ ผลงาน วธิ ีการหรอื กระบวนการท่มี อี ยู่แลว้ แต่นำมาปรบั ปรงุ หรอื

พฒั นาและไดผ้ ลดี

ระดับ 1 – เป็นผลงาน วิธีการหรอื กระบวนการที่มอี ยู่แล้ว แต่นำมาปรบั ปรงุ หรอื

พัฒนาบางสว่ นและไดผ้ ลดี

2) กระบวนการพฒั นา

ตัวบ่งช้ี ระดบั คุณภาพ

2.1 วัตถปุ ระสงค์และ ระดับ 3 – วตั ถุประสงค์และเป้าหมาย สอดคลอ้ งกบั สภาพปัญหาและความ

เปา้ หมายของการ ตอ้ งการ มคี วามเป็นไปได้และสามารถวดั ได้

พฒั นานวตั กรรม ระดับ 2 – วตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมาย สอดคลอ้ งกบั สภาพปญั หาและความ

ต้องการ และสามารถวัดได้

ระดับ 1 – วัตถุประสงค์และเปา้ หมาย สอดคลอ้ งกบั สภาพปัญหาและความ

ต้องการ

2.2 การใชห้ ลกั การ ระดบั 3 – มกี ารสงั เคราะห์ หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี มาประยุกตใ์ ชไ้ ด้

แนวคิด ทฤษฎีในการ สอดคล้องกบั สภาพปญั หาหรอื ความตอ้ งการพัฒนา

พัฒนานวัตกรรม ระดบั 2 – ใช้หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎถี กู ต้อง ตามหลกั วิชา และสอดคลอ้ งกบั

สภาพปัญหาหรอื ความตอ้ งการพฒั นา

ระดับ 1 – ใชห้ ลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี แต่ไมส่ อดคล้อง

2.3 การออกแบบ ระดับ 3 – มีการออกแบบการพฒั นานวตั กรรมทสี่ อดคล้องกับสภาพปญั หาหรือ

นวตั กรรม ความต้องการ บรบิ ท หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎีครอบคลุมกระบวนการพฒั นา

และมคี วามเปน็ ไปได้

ระดับ 2 – มีการออกแบบการพฒั นานวตั กรรมทสี่ อดคล้องกบั สภาพปัญหาหรือ

ความต้องการ หรอื บรบิ ท หรือ หลกั การ หรอื แนวคดิ ทฤษฎีครอบคลมุ

กระบวนการพฒั นา และมีความเป็นไปได้

ระดบั 1- มีการออกแบบการพฒั นานวตั กรรมสอดคลอ้ งกับสภาพปญั หาหรอื

ความ ตอ้ งการหรอื บรบิ ทหรือ หลกั การ หรือแนวคดิ ทฤษฎบี างส่วนครอบคลมุ

กระบวนการพฒั นาแตเ่ ป็นไปได้ยาก

28

2.4 กระบวนการพฒั นา ระดับ 3 – ดำเนินการพฒั นานวตั กรรมตามทอ่ี อกแบบไวค้ รบทุกขัน้ ตอนและ/

นวตั กรรม หรอื มกี ารปรบั ปรุงพฒั นาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง

ระดับ 2 – ดำเนนิ การพฒั นานวัตกรรมตามทอ่ี อกแบบไว้ แต่ไม่ครบทุกข้นั ตอน

ระดบั 1 – กระบวนการพัฒนานวัตกรรมไม่เปน็ ไปตามท่ีออกแบบไว้

3) คุณคา่ ของนวัตกรรม

ตวั บ่งช้ี ระดับคุณภาพ

3.1 การแกป้ ัญหา ระดับ 3 – แกป้ ญั หาหรอื พัฒนาผเู้ รียนได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมาย เกิด

หรือพฒั นาคณุ ภาพ ประโยชน์อย่างกวา้ งขวาง

ผูเ้ รียน ระดับ 2 – แก้ปญั หาหรอื พัฒนาผ้เู รยี นไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมาย

ระดบั 1 – แก้ปญั หาหรอื พฒั นาผู้เรยี นได้ แต่ไมค่ รบถว้ นตามวตั ถุประสงค์และ

เปา้ หมาย

3.2 การเรียนรรู้ ่วมกัน ระดบั 3 – กระบวนการพฒั นานวัตกรรมกอ่ ใหเ้ กิดประสบการณ์และการเรยี นรู้

รว่ มกันทง้ั โรงเรยี น

ระดับ 2 – กระบวนการพฒั นานวตั กรรมกอ่ ให้เกดิ ประสบการณ์และการเรียนรู้

เฉพาะกลมุ่

ระดับ 1 – กระบวนการพฒั นานวัตกรรมก่อให้เกดิ ประสบการณ์และการเรียนรู้

เฉพาะบคุ คล

3.3 การเรียนรรู้ ่วมกัน ระดบั 3 – กระบวนการพัฒนานวตั กรรมกอ่ ใหเ้ กดิ ประสบการณแ์ ละการเรียนรู้
ร่วมกันทงั้ โรงเรยี น
ระดบั 2 – กระบวนการพัฒนานวัตกรรมกอ่ ให้เกิดประสบการณ์และการเรยี นรู้
เฉพาะกลุม่
ระดับ 1 – กระบวนการพฒั นานวัตกรรมกอ่ ให้เกดิ ประสบการณ์และการเรียนรู้
เฉพาะบคุ คล

3.4 สง่ เสริมใหเ้ กดิ ระดบั 3 – นวตั กรรม/กระบวนการพฒั นานวัตกรรมสง่ เสรมิ กระตุ้น ให้ผพู้ ัฒนา/
กระบวนการ ผู้เก่ียวข้องศกึ ษา คน้ ควา้ และแสวงหาความรู้เพม่ิ เติมจนสามารถสร้างนวัตกรรม
แสวงหาความรู้ ใหม่ได้
ระดบั 2 – นวตั กรรม/กระบวนการพฒั นานวตั กรรมสง่ เสริม กระตุ้น ให้ผพู้ ฒั นา/
ผู้เก่ียวขอ้ งศกึ ษา ค้นควา้ และแสวงหาความร้เู พม่ิ เติม

29

ระดับ 1 - นวตั กรรม/กระบวนการพฒั นาก่อให้เกดิ การศกึ ษาคน้ คว้า แสวงหา
ความรู้ เพมิ่ เตมิ เฉพาะผู้พฒั นา

30

ภาคผนวก

31

คู่มอื นวัตกรรม
ชงิ ชา้ สวรรคป์ ่ันตัวเลข

1. ช่ือช้ินงาน
ชงิ ช้าสวรรค์ปน่ั ตัวเลข

2. ประเภทนวตั กรรม
สือ่ การเรียนการสอน

3. คำอธบิ ายนวตั กรรมโดยยอ่

ผู้จัดทำจึงได้คิดค้นชิงช้าสวรรค์ปั่นตัวเลข สื่อการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการนับตัวเลข
1-10 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางดา้ นสติปัญญา ที่มีพัฒนาการช้าและมีทักษะการจำไมด่ ี นักเรียน
จะใช้เวลานานในการเรียนรู้ จึงต้องมีการทำซ้ำๆหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ตามทฤษฎีแนวคิด
ของธอร์นไดค์ โดยการใช้กฎแห่งการฝกึ หัด(Law of Exercise) คือการท่ีให้นักเรียนได้ฝกึ หดั หรือกระทำซ้ำๆ
บ่อยๆ ในการใชส้ ่อื การสอน Ferris Wheel Numbers จะทำให้นักเรยี นสามารถนบั ตัวเลข 1-10 ได้ จงึ เปน็ ส่งิ
ทีส่ ามารถนำมาใชใ้ นการพัฒนานักเรยี น

4. วัตถุประสงค์การเรยี นรูห้ ลัก

ชิงช้าสวรรคป์ ่นั ตวั เลขเพ่ือใชพ้ ฒั นาความสามารถในการรจู้ กั ตัวเลข 1-10 ในทกั ษะทางวิชาการหรือ
การเตรียมความพรอ้ มทางสตปิ ัญญา สำหรบั นกั เรียนทม่ี คี วามบกพร่องทางด้านสติปญั ญามากยิ่งข้ึน

5. วสั ดอุ ปุ กรณ์

1. ไม้กระดานอดั ขนาด 40 ซม. x 30 ซม. 4 แผน่
2. ไมก้ ระดานอัด ขนาด 30 ซม. x 30 ซม. 2 แผน่
3. น็อตเกลียว ยาว 15 ซม. 1 ตวั
4. ลวดทรงกลมขนาดเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง 30 ซม. 2 ชน้ิ
5. เฟอื งสำหรบั ใสโ่ ซ่ 2 ช้ิน
6. โซ่จักรยาน ยาว 70 ซม. 1 เสน้
7. ขาตงั้ สูง 30 ซม. 2 ชิน้
8. ขาป่นั จกั รยาน 1 คู่

32

6. ขน้ั ตอนผลติ ส่อื นวตั กรรม
1. นำแผ่นไม้ทั้ง 2 ขนาดมาต่อเป็นกล่อง 4 เหล่ียม ดงั รปู ตอ่ ไปน้ี

2. เจาะรกู ลอ่ ง 2 ดา้ น และใส่เฟอื งและขาป่ัน ดงั รปู ต่อไปน้ี

3. ในสว่ นของฝาบนนำขาตั้งมาเจาะใสพ่ ้นื ไม้และประกอบลวดทรงกลมและเฟอื งสำหรบั ใสโซ่ ดังรูป
ต่อไปนี้

33

4. ขั้นตอนสุดทา้ ย ประกอบทกุ ชิน้ สว่ นเขา้ ด้วยกนั และตกแตง่ ใหส้ วยงาม

7. การใชง้ าน

1. ใชม้ ือทงั้ สองข้างจบั มอื หมุน
2. เมอ่ื จบั มือหมุนใหด้ นั มอื ไปข้างหน้าเพ่อื หมุน
3. การหมนุ จะเร่ิมตน้ ที่ 1 –10 ใหน้ ักเรียนนบั ตามจำนวน 1-10 ที่กำหนดไว้

8. การนำไปใช้ประโยชน์
1. เดก็ ได้รูจ้ ักการนบั เลข 1-10
2. เดก็ ไดฝ้ กึ ทกั ษะการสังเกตและทักษะการคดิ

9. ระยะเวลาในการผลิต

- ระยะเวลา 2 สัปดาห์
10. งบประมาณ

- งบประมาณ 1,000 บาท

34

บรรณานกุ รม

สเปเชียลโอลิมปิคไทย. (2563). สภาวะความพิการทางสติปัญญา และการเรียนรู้ [ออนไลน์]
เข้าถึงได้จาก : https://www.specialolympicsthai.com/. (วันที่ค้นข้อมลู : 16 กันยายน

2564).
รศ.มัณฑรา ธรรมบุศย์. (2555). ทฤษฎีแนวคิดของธอร์นไดค์ [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก :

https://sites.google.com/. (วนั ท่ีคน้ ขอ้ มลู : 16 กนั ยายน 2564).

35


Click to View FlipBook Version