1
ใบความรวู ิชา โปรแกรมตารางงาน
หนวยที่ 5 การใชส ูตรและฟงกชนั ในการคำนวณ จำนวน ๑๒ ชว่ั โมง สัปดาหที่ ๖ – ๘
สาระสำคัญ
โปรแกรม Microsoft Excel เปน โปรแกรมทีเ่ หมาะกบั งานคำนวณดังทไี่ ดกลา วมาแลวไมวา จะเปน งานบัญชี
งานการเงิน งานวัดผล และงานคำนวณทั่วไป การคำนวณทำได ทั้ง การคำนวณอยางงายจนถึงการคำนวณแบบ
สลับซับซอน เปลี่ยนผูใชกำหนดสูตรตามตองการและสามารถคัดลอกสูตรไปใชในลกั ษณะเดียวกันไดอีกโดยไมตอง
เสียเวลากำหนดสตู รใหม
จดุ ประสงคการเรยี นรู
1. อธิบายวธิ ีการคำนวณได
2. อธิบายสัญลกั ษณทใี่ ชใ นการคำนวณได
3. อธบิ ายขอ ผิดพลาดที่อาจเกดิ ขึ้นในการกำหนดฟงกช นั และสตู รได
4. อธบิ ายประเภทของฟงกช ันและฟงกชนั ทใี่ ชง านได
5. อา งองิ เซลลไ ด
6.คำนวณโดยใชฟงกช ัน่ ได
7.คำนวณขา มแผน งานได
8.คำนวณขามสมดุ งานได
9.คำนวณโดยใชฟง กช ่นั IF ได
วิธกี ารคำนวณ
การคำนวณใน Microsoft Excel 2016 มีขน้ั ตอนดังน้ี
1. พมิ พเครื่องหมาย = ลงในเซลลท ตี่ อ งการใหแ สดงผลคำนวณ
2. อา งอิงเซลลเ พื่อใชข อมลู ในการคำนวณ
3. พิมพเครอื่ งหมายในการคำนวณ
2
สัญลักษณทใี่ ชในการคำนวณ
3
ขอผิดพลาดทีอ่ าจเกิดขนึ้ ในการกำหนดฟง กชนั และสตู ร
4
ประเภทของฟงกชันและฟงกช นั ทใี่ ชง าน
1.ฟง กช ันทางคณติ ศาสตร
2.ฟงกชนั ทางตรรกศาสตร
3. ฟง กช นั ทเ่ี ก่ยี วกับวันท่ี
4. ฟง กช ันท่เี กยี่ วกับเวลา
5. ฟงกชนั ทีเ่ ก่ียวกับการเงนิ
6. ฟง กชนั ทีเ่ กี่ยวกับตวั อักษร
7. ฟงกช นั ทางสถิติ
8. ฟงกช นั ในการคน หาขอมูล
9. ฟง กช นั ทางดานวศิ วกรรม
10. ฟงกช นั ในการจดั การฐานขอมูล
ฟงกช ันที่ใชงาน
1.SUM (การหาผลรวมของขอมลู )
รูปแบบ
=SUM(Number1,Number2,…)
Number เปน กลมุ ของขอมูลทตี่ อ งการหาผลรวมซ่ึงสามารถใสไ ดมากกวา 1 กลมุ โดยใชเ คร่อื งหมาย , ค่นั กลาง
ระหวางแตล ะกลุมขอมลู
2.SUMIF (การหาผลรวมแบบมีเง่อื นไข)
รปู แบบ
=SUMIF(Range,Criteria,Sum_range)
Range ขอบเขตของขอมลู ทตี่ องการตรวจสอบตามเงื่อนไข
Criteria เงื่อนไขท่ีกำหนดใหค ำนวณหาผลรวม
Sum_range ชวงของเซลลท ตี่ รวจสอบตสมเงื่อนไขเพอ่ื นำมาคำนวณ
3.MIN (การหาคา ตำ่ สดุ )
รูปแบบ
=MIN(Number1,Number2,…)
Number เปนกลมุ ของขอ มูลทตี่ องการหาคา ตำ่ สุด
4.MAX (การหาคา สงู สดุ )
รูปแบบ
=MAX(Number1,Number2,…)
Number เปนกลุม ของขอ มลู ทต่ี องการหาคา สูงสุด
5
5.AVERAGE (การหาคาเฉล่ยี )
รูปแบบ
=AVWEAGE(Number1,Number2,…)
Number เปนกลุมของขอ มูลทต่ี อ งการหาคา เฉล่ีย
6.COUNT (การนับจำนวนขอมูลท่เี ปน เฉพาะตัวเลข)
รปู แบบ
=COUNT(Value1,Value2,…)
Value ชว งของกลุมเซลลทน่ี ำมาใชในการนบั จำนวนเฉพาะตวั เลข
7.COUNTA (การนบั จำนวนขอมูลท่เี ปนทง้ั ขอความและตวั เลขปนกัน)
รูปแบบ
=COUNTA(Value1,Value2,…)
Value ชวงของกลุมเซลลท น่ี ำมาใชใ นการนับจำนวน
8.COUNTIF (การนับจำนวนขอมูลแบบมเี ง่ือนไข)
รปู แบบ
=COUNTIF(Range,Criteria)
Range ชว งของเซลลทีต่ องการนับตามเงื่อนไข
Criteria เงื่อนไขทใ่ี ชตรวจสอบและนับจำนวนของเซลลตามเงื่อนไข
9. VAR (การหาคา ความแปรปรวน)
รปู แบบ
=VAR (Number1, Number2,…)
Number เปนกลมุ ของขอมูลทตี่ องการหาคา ความแปรปรวน เชน ใหหาคาความแปรปรวนทเ่ี ซลล C1 ถงึ เซลล
C16
=BAR (C1:C16)
10. STDEV (การหาคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน)
รูปแบบ
=STDEV (Number1, Number2,…)
Number เปนกลมุ ของขอมูลทีต่ องการหาคาเบ่ยี งเบนมาตรฐาน เชน ใหห าคา เบี่ยงเบนมาตรฐานที่เซลล B1 ถึง
เซลล B8
=STDEV (B1:B8)
11. MEDLAN (การหาคากลาง)
รปู แบบ
=MEDIAN (Number1, Number2,…)
Number เปนกลุมของขอมูลท่ีตอ งการหาคากลาง เชน ใหห าคากลางท่ีเซลล G4 ถึงเซลล G9
=MEDIAN (G4:G9)
6
12. ROUND (การปดจุดทศนยิ มข้นึ หรือลง
รปู แบบ
=ROUND (Number,Num_digits)
Number เปนกลุมของขอมูลท่ีตองการกำหนดปดจดุ ทศนิยม
Num_degits จำนวนหลักของทศนยิ ม เชน ใหก ำหนดทศนยิ มเปน 0 ท่เี ซลล C3 ถึงเซลล C6
=ROUND(C3:C6,0)
13. IF (การหาคา จริงหรอื เท็จจากเงอ่ื นไขทีร่ ะบุ)
รปู แบบ
=IF (Logical,Value_if_true,Value_if_false)
Logical เง่อื นไขทใ่ี ชในการเปรยี บเทยี บหรือตรวจสอบขอมูล
Value_if_true คาของเงื่อนไขท่ีถกู ตอง (จรงิ )
Value_if_false คาของเงื่อนไขท่ีไมถกู ตอง (เท็จ เชน ถาท่ีเซลล B2 มากกวา หรือเทากบั 60 ใหแ สดง ผาน ถาท่ี
เซลล B2 นอ ยกวา 60 ใหแสดง ไมผ าน
=IF(B2>=60, “ผาน”, “ไมผาน”)
14. DATE (การระบุขอ มลู ทีเ่ ปนวนั ท่ี)
รูปแบบ
=DATE (Year,Month,Day)
Year ใสคา ค.ศ.
Month ใสค าเดือน
Day ใสคา วันท่ี
เชน =DATE(2010,06,11) ผลลัพธคอื 11 มิถนุ ายน 201
15.DATEDIF (การระบุเงื่อนไขในการหาขอมลู ทีเ่ ปนวนั ท่ี)
รูปแบบ
=DATEDIF (ระบเุ งอ่ื นไข)
เชน การหาอายุ =DATEDIF(F2TODAY(),”YM”)&”ป
“&DATEDIF (F2, TODAY ()”YM”)&”เดอื น
หากผูใชพ ิมพขอมูลทช่ี อ ง F2 คอื 5/12/1985
ผลลัพธ คอื อายุ 24 ป 4 เดือน
16.NOW (การหาวันทแี่ ละเวลาปจจบุ ัน)
รูปแบบ
=NOW ()
เชน =NOW() ผลลัพธคอื 15/4/2010 14.24
7
17.HOUR (การหาชัว่ โมง)
รูปแบบ
=HOUR (Serial_number)
Serial_number คาของตวั เลขหรือขอความที่อยูใ นรูปแบบของเวลา เชน ทีเ่ ซลล A5 คือ 8:32 น. ใหหาชั่วโมง
=HOUR (A5) ผลลพั ธคอื 8
18.VLOOKUP (การคน หาและแสดงขอมูล)
รูปแบบ
=VLOOKUP (Lookup_zalue,Table_array,Col_index_num,Range_lookup)
อางอิงเซลลไ ด
เปนการคัดลอกสตู รท่ีเกิดขนึ้ ใหมตามตำแหนงของเซลลโ ดยอตั โนมัติ ผลลพั ธทีไ่ ดจะเปล่ยี นไปตามตำแหนง
ของแถวและคอลัมน เชน เมื่อผูใชมกี ารใชสูตรในการคำนวณแบบสัมพทั ธที่ E3 ใหทำการใสส ูตรคอื =C2*D2 เมือ่
ทำการคัดลอกสตู รนี้ไปที่ F4 สตู รกจ็ ะเปลี่ยนเปน =C4*D4 ใหโดยอัตโนมตั ิการคดั ลอกสูตรน้ันสามารถทำไดท้ังตาม
แนวตงั้ (Column) และตามแนวนอน (Row)
1.การอางอิงตำแหนงเซลล
การอา งองิ ตำแหนงเซลลเพือ่ ใชในการคำนวณมรี ูปแบบการอางอิง 3 รปู แบบดังน้ี
1. การอางองิ เซลลแบบสัมพัทธ
การอา งอิงเซลลแบบสมั พัทธ (Relative Reference) เม่ือเซลลถ ูกคัดลอกไปตำแหนง เซลลอ ืน่ ตำแหนง เซลลจะถูก
เปลี่ยนตามโดยอตั โนมัติ เชน เซลล E2 ใสส ูตร =C2*D2 เมอื่ คดั ลอกสตู รไปตำแหนง E3 สูตรจะ
เปลยี่ นเปน =C3*D3 ใหโดยอัตโนมัติ ยกตัวอยา งเชน
8
การอา งองิ เซลลแบบสมบรู ณ
การอา งองิ เซลลแ บบสมบรู ณ (Absolute Reference) เปน การการกำหนดคาของตำแหนง เซลลไ มใ หมีการ
เปลี่ยนแปลง เชน $D$2 หมายถึง เซลล D2 จะคงที่ไมเ ปลี่ยนแปลงไมว าจะคัดลอกสูตรไปเซลลใดกต็ าม จะมีคา
เหมอื นเดมิ ถา ตองการใสเครื่องหมาย $ ใหอัตโนมัตใิ หคลุมดำดำแลว กด F4 ยกตัวอยางเชน
การอา งองิ เซลลแบบผสม
การอางอิงเซลลแบบผสม (Mixed Reference) เปนการผสมระหวา งการอางองิ แบบสมั พัทธและแบบ
สมบูรณ จะใชใ นกรณที ต่ี องการใหต ำแหนงเซลลเ ปล่ียนบา งหรือคงท่บี า ง เชน F$2 หมายถงึ F จะเปล่ยี นแปลงเมื่อมี
การคดั ลอกสตู รไปคอลัมนอื่น แต 2 จะคงทไ่ี มเ ปลี่ยนแปลงตามหมายเลขบรรทัดของแถวที่ถูกคัดลอก
คำนวณโดยใชฟ งกช น่ั ได
การเรยี กใชฟง กช ันพ้นื ฐาน
1. เมนู Home -> Editing หรือเมนFู ormulaจะแสดงประเภทของสตู รคำนวณใหเ ลอื กใชใ นทนี่ ีค้ ลกิ ปุม
ลกู ศรลงของ AutoSum
9
2. จะปรากฎสูตรฟงกชนั คาํ นวณทใ่ี ชงานใหเลอื ก Sum = ฟงกช นั หาผมรวม Average = ฟงกชนั หา
คา เฉลย่ี Count Numbers = ฟงกช ันนับจํานวนขอมูล Max = ฟงกช ันหาคาสูงสดุ Min = ฟงกช น่ั หาคาต่ำสุด และ
More Functions = สตู รอ่ืนๆ
1) การใชฟ งกชนั ในการหาผมรวม (Sum)ของกลมุ ตัวเลข คลกิ ที่ฟง กชัน Sum เลอื ก Drag คลมุ ชวง ขอมลู
ตัวเลขทตี่ องการ (จะปรากฎฟงกชนั =SUM(A1:A4)) เสร็จแลวกดปมุ Enter
2) การใชฟ งกช นั ในการหาคา เฉลีย่ (Average)ของกลมุ ตัวเลข คลิกท่ีฟง กช ัน Average เลอื ก Drag คลุม
ชวงขอ มูลตัวเลขทต่ี องการ (จะปรากฎฟงกช นั = AVERAGE(A1:A4)) เสร็จแลวกดปมุ Enter
3) การใชฟงกช นั ในการหาคา จาํ นวนนับของขอมูล (Count Number) ของกลุมตวั เลข คลิกที่ฟง กช นั
Count Number เลือก Drag คลุมชว งขอมลู ตัวเลขท่ีตอ งการ (จะปรากฎฟง กชนั = COUNT(A1:A4)) เสร็จแลว กด
ปุม Enter
10
4) การใชฟ งกช น่ั ในการหาคาสูงสุด (Max)ของกลุมตวั เลข คลกิ ท่ีฟง กช ัน Max เลือก Drag คลมุ ชวง ขอมลู
ตัวเลขท่ีตองการ (จะปรากฎฟงกช นั =MAX(A1:A4)) เสรจ็ แลว กดปมุ Enter
5) การใชฟ งกช น่ั ในการหาคา ตำ่ สดุ (Min)ของกลุมตัวเลข คลิกที่ฟง กช นั Min เลอื ก Drag คลุมชวง ขอมลู ตวั
เลขทต่ี อ งการ (จะปรากฎฟง กชนั =MIN(A1:A4)) เสรจ็ แลวกดปุม Enter
6) ฟง กช น่ั เพิ่มเตมิ (More Functions) เมือ่ ผใู ชสามารถทีจ่ ะกําหนดใหเ ซลลของ Excel ทาํ การคำนวณ
แบบพน้ื ฐานโดยสูตรใชเค รอ่ื งหมายทางคณิตศาสตรไดแ ลว แตบ างครั้งการคำนวณจะกระทำกับขอมูลท่ีมขี นาดใหญ
และมกี ารอางถงึ ชือ่ เซลลทม่ี ีจำนวนมาก อาจทำใหการพิมพสตู รมีความยาวและเกิดขอผดิ พลาดข้ึนได
11
การเขยี นฟง กชันโดยใชแ ท็บ Formulas (สตู ร) เลือกคำสงั่ Insert Function (แทรกฟง กชนั )
1. คลิกเลือกเซลลท ่ีตองการใสฟ ง กช ัน
2. คลกิ ท่ีคำสง่ั Insert Function (แทรกฟงกชนั ) หรือกด Shift+F3
จะปรากฏ Dialog Box โดยมีรายละเอยี ดดังนี้
3. คลกิ OK จะปรากฏ Dialog Box สำหรับใสช ว งขอ มลู สำหรบั การคำนวณ
12
4. ท่ีชอ ง Number1 ในโปรแกรม Microsoft Excel 2016 จะใสชอ่ื ของเซลลมาใหโ ดยอัตโนมตั ิ แตถ าหาก
ไมตรงหรือไมถกู ตองตามทีต่ องการ ใหใชเมาสคลิกเลือกเซลลทจ่ี ะนำมาคำนวณหรอื พิมพดวยตนเอง
5. หากยังมกี ารคำนวณอกี ก็ใหใ สใ นชอ งถดั ไป อาจจะใชวิธีการพมิ พชอื่ เซลลห รือการใชเมาสคลิกเลอื กเซลล
เองก็ได
6. คลกิ OK จะไดผลลัพธดงั ภาพ
13
คำนวณขามแผน งานได
เมื่อเรามีขอมลู หลายๆเวิรคชีทแลวเราตอ งการทจ่ี ะวเิ คราะหห รือตอ งการคำนวณขอมูลเหลา นนั้ เพอื่ ความ
สะดวกเราสามารถนำขอมลู มาคำนวนขา มเวิรคชที ไดเชนกัน โดยจะเปน การวิเคราะหข อมูลในเซลลเดียวกนั บน
หลายๆเวริ คชีท ซ่งึ เราจะอางช่ือของเวริ คชที และตามดวยช่อื เซลลห รอื ชว งของเซลลใน Excel เชน
=SUM(sheet1:sheet2!C3) คือ คือจะรวมคา ทุกคา ในเซลล C3 ของเวริ ค ชที ที่ 1 และชีทที่ 3 หรือเรยี กการใชส ตู รน้ี
วา เปนการเขียนสตู ร 3 มติ ิ
ตวั อยา งเชน
• เลอื กเซลลที่เราตองการจะใหขอ มลู นนั้ แสดงและเพ่ือความแมน ยำและสะดวกแนะนำใหใชเมาสในการคลกิ
เลือกขอมลู ท่ีเราจะนำมาคำนวน
• ซึ่งตัวอยางนี้เราตองการที่รวมขอมลู ในชว งเซลล B3:C3 ในชที ท่ี 1 และชีทที่ 2
o เราก็ใสส ตู ร =SUM(เลอื กชที แลวคลิกเลือกชวงเซลลขอมูลที่ตองคำนวน
14
• =SUM(เลือกชีทแลวคลิกเลือกชวงเซลลข อมลู ท่ีตอ งคำนวน ,(ใสคอมมา)แลวเลือกชที 2 เลอื กชว งเซลลท ่จี ะ
คำนวณ) เสร็จแลว Enter
15
คำนวณขา มสมดุ งานได
1. เปด สมดุ งานทตี่ องการอางองิ ข้ึนมา (Book1 และ Book2)
2. คลิกเลือกสมุดงาน Book2 ท่ตี องการสรา งสูตร
3. คลกิ เลือกเซลล B4 เพ่ือเร่ิมสรา งสูตร โดยพิมพเครอ่ื งหมาย =
4. คลิกท่ีแท็บ View (มุมมอง)
5. คลกิ ทค่ี ำสงั่ Switch Windows (สลบั หนาตา ง) เลอื กที่ช่ือสมดุ งาน “Book1”
6. คลิกเลือกเซลล B4 ในแผนงาน มกราคม เพ่ือนำขอมูลมาใชในสมดุ งานสรปุ ยอดขาย
16
7. พมิ พเครือ่ งหมาย + และคลกิ เลือกเซลล B4 ในแผนงาน กมุ ภาพันธ
8. พมิ พเ ครื่องหมาย + และคลิกเลอื กเซลล B4 ในแผน งาน มีนาคม
17
9. กดปุม Enter ทแี่ ปนพิมพจ ะไดผลลพั ธด ังภาพ
10. ทำการคัดลอกสูตรเพื่อคำนวณขอมูลทเ่ี หลือ
18
คำนวณโดยใชฟ ง กชน่ั IF ได
การใชง านฟงกชนั IF
ฟง กช นั IF ใชในการทำงานแบบมเี ง่ือนไข โดยมีรูปแบบดงั นี้
- กรณี 2 เง่ือนไข
=IF(เงอ่ื นไข, ผลเมอ่ื เง่อื นไขเปน จรงิ , ผลเมอ่ื เงือ่ นไขเปนเท็จ)
- กรณหี ลายเง่ือนไข (สามารถซอ น IF ไปไดเร่ือย ๆ )
=IF(เง่อื นไขที1่ , ผลเม่ือเง่ือนไขเปน จริง, IF(เง่อื นไขที่2,ผลเม่อื เง่ือนไขเปน จรงิ , ผลเมอื่ เง่ือนไขเปน เท็จ))
ตวั อยางท่ี 1 ตองการคำนวณเกรด จากคะแนนผลสอบ โดยมีเงอ่ื นไขวา ถา ไดคะแนน 60 คะแนนข้นึ ไป
สอบผา นแตถ า คะแนนตำ่ กวา 60 สอบไมผ าน
เมอื่ คัดลอกสตู รจะไดผลดงั น้ี
ตัวอยา งที่ 2 ตองการคำนวณ คอมมชิ ชน่ั โดยมีเงื่อนไขวา ถายอดขาย 100,000 บาทขน้ึ ไป จะได
คอมมชิ ชนั่ 1% ของยอดขาย แตถายอดขายต่ำกวา 100,000 บาท จะไดค อมมิชช่นั 0.5% ของยอดขาย ให
คำนวณวา แตละคนไดคอมมิชช่นั คนละกี่บาท
19
เมือ่ คัดลอกสูตรจะไดผ ลดงั น้ี
ตวั อยา งท่ี 3 ตองการคำนวณเกรด จากคะแนนผลสอบ โดยมเี งอ่ื นไขดงั น้ี
20
เม่ือคัดลอกสตู รจะไดผ ลดงั นี้