รายงานการวิจยั
เรื่อง
การพัฒนาทักษะการระบายสชี อล์กน้ำมนั โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสขี อง
นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 โรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชปู ถัมภ์
โดย
นายทินกร ปน่ิ ทอง
งานวิจัยนเ้ี ปน็ สว่ นหนึ่งของการศกึ ษาวจิ ยั ในชั้นเรียน
โรงเรียนวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ปกี ารศึกษา 2564
1
บทที่ 1
บทนำ
ภูมหิ ลงั
สงั คมไทยในปจั จบุ ันเกิดการเปลยี่ นแปลงประเทศในดา้ นต่างๆอย่างรวดเรว็ เพื่อพฒั นาประเทศให้มีความ
เจริญก้าวหน้าเทยี บเท่าประเทศทพ่ี ัฒนาแลว้ มีการพัฒนาศักยภาพของมนษุ ย์ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักในการพัฒนา
ประเทศท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษาเพ่ือให้สังคมไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นหากมีการ
พฒั นาศักยภาพของมนุษย์จงึ จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาการศกึ ษาอยตู่ ่อเนอ่ื ง เพ่ือใหน้ ักเรยี นเติบโตเป็นมนุษยท์ ่ีมี
ความพร้อมในการพัฒนาประเทศมีความสามารถทั้งด้านความรู้ความสามารถ ทักษะในการปฏิบัติงานและทักษะ
การใช้ชีวติ การอยู่ร่วมกนั ในสังคมโลก หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษา
ขน้ั พื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551: 2) ได้มีนโยบายให้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศิลปะเป็น
กลุม่ สาระท่ีชว่ ยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศลิ ปะ ช่ืนชมความงาม มสี ุนทรยี ภาพ
ความมีคุณคา่ ซึง่ มีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กจิ กรรมทางศลิ ปะชว่ ยพัฒนาผู้เรยี นท้ังดา้ นร่างกาย จติ ใจ สติปัญญา
อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเช่ือม่ันในตนเอง อันเป็น
พื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ และกำหนดตัวชี้วัดให้โรงเรยี นนำไปปรับใช้กับการเรียนการสอน
ควบค่กู บั หลกั สตู รของโรงเรยี น
การจัดการเรียนรใู้ นกลุ่มสาระการเรียนรศู้ ิลปะจงึ มงุ่ เนน้ และส่งเสริมให้ผ้เู รียนมีความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์ มี
จนิ ตนาการทางศลิ ปะ ช่ืนชมความงาม สุนทรยี ภาพ ความมคี ุณคา่ ซ่ึงมีผลต่อคุณภาพชีวติ มนุษย์ ผู้สอนจึงมีความ
จำเป็นอย่างย่งิ ทจี่ ะต้องจดั ประสบการณ์ในหลายๆด้านใหแ้ ก่ผู้เรยี นตลอดจนเทคนคิ ในการจดั กิจกรรมทางศลิ ปะจะ
เห็นว่านับต้งั แตก่ ารศึกษาของชาติในอดตี จนถึงแผนการปฏิบัติการศึกษาในปจั จุบัน ศิลปศกึ ษาได้รับการพัฒนาขึ้น
มาในอีกระดบั หนึ่งท้งั ทางด้านบคุ ลากร ด้านวชิ าการ ด้านกระบวนการเรยี นการสอนและทางดา้ นกิจกรรมศิลปะแต่
ยงั ไม่เปน็ ไปอย่างทั่วถึงในระดับประเทศ การจดั การเรียนการสอนยังขาดความสัมพันธ์กับสภาพสงั คมทีพ่ ัฒนาไป
อย่างมาก กล่าวคือ การจัดกระบวนการเรียนการสอนยังมุ่งเน้นถ่ายทอดเฉพาะเน้ือหา ไม่เน้นกระบวนการให้
ผูเ้ รยี นพัฒนาความคิด การแสดง ความคดิ เห็น แสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง จงึ ทำให้ผูเ้ รยี นขาดคุณลักษณะช่าง
สงสัยและใฝห่ าคำตอบ(สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. 2540: 21) ปจั จยั สำคัญที่ทำใหเ้ กิดปัญหาน้ีมี
หลายอย่างด้วยกันไม่ว่าจะเป็นวิธีการสอนเก่าๆโดยผู้สอนไม่ปรับปรุงวิธีการสอนให้ทันสมัย ขาดเทคนิคการสอน
ใหมๆ่ อีกทงั้ ยงั เอาวิธกี ารสอนทย่ี ังไมเ่ น้นการฝึกทักษะลงสู่ด้านการปฏิบัติ สิง่ ต่างๆเหลา่ นจ้ี งึ เปน็ ผลต่อการเรยี นการ
สอนศิลปะโดยตรง
2
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ ปน็ นวตั กรรมหนึ่งท่ีพฒั นาวิธีการสอนหลายระบบเขา้ มา ผสมผสานใหก้ ลมกลืนกัน
นับแต่การเรียนร้ดู ้วยตนเอง การร่วมกิจกรรมกลุ่มการใช้สอื่ รูปแบบต่าง ๆ มเี ปา้ หมายให้ผเู้ รยี นได้เรียนรมู้ สี ่วนร่วม
ในกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง และได้ลงมือปฏิบัติจริง (สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2543: 107) โดยชุดกิจกรรม
การเรียนรู้ยังมีประโยชน์ในการสอน ซึ่งบุญเก้ือ ควรหาเวช (2542: 10) กล่าวไว้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรชู้ ่วยให้
นักเรียนเรียนตาม ความสนใจ ตามเวลา และโอกาสที่เหมาะสม ชว่ ยขจัดปัญหาการขาดแคลนครูชว่ ยลดภาระและ
ชว่ ยสร้างความพร้อม ความม่ันใจให้แก่ครูช่วยให้ครูวัดผลผู้เรียนได้ตรงความมุ่งหมาย และช่วยให้ ผู้เรียนจำนวน
มากได้รับความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงสอดคล้อง กับ กนต์ธีรา หิรัญยะมาน (2552: 93) ได้ศึกษาการ
สร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาการรับรู้ทางศิลปะ สำหรับนักเรียน ช้ันประถมศึกษา ปีท่ี 4 พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการ
ทางการวาดภาพระบายสเี พ่มิ มากขนึ้ ท้งั น้อี าจเน่ืองจากแบบฝึก ที่สรา้ งขนึ้ มกี ารจัดเรียงตามระบบของการรบั รูท้ าง
ศิลปะจากง่ายไปยาก เรียนรู้อย่างชัดเจนแยกเป็น เร่ือง ๆ ในแบบฝึกแต่ละชุดนักเรียนได้มีการฝึกปฏิบัติทั้ง
ทักษะทั่วไปที่สำคัญต่อสาระนั้น แล้ว สอดแทรกเพ่ิมเติมด้วยแบบฝึกที่มุ่งพัฒนาความสามารถในการ รับรู้ทาง
ศิลปะ ซึ่งเป็นส่วนของการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เผชิญกับโจทย์แล้วต้องคิดสร้างสรรค์ผลงานออกมาใน
รปู แบบของตนเอง โดยมพี นื้ ฐานมาจากการรับรู้ของตนเอง ประยกุ ต์ใชก้ ารสรา้ งสรรคเ์ ทคนิคตา่ งๆ ในการวาดภาพ
ระบายสีท่ีส่ือได้ถึงการรับรู้ทางศิลปะท่ีดีขณะที่นักเรียนทำแบบฝึกหัด ทุกคนมีความสนุกสนานและได้สนทนา
ซกั ถาม แลกเปลี่ยนความคิดเหน็ และประสบการณ์ในการรับรู้ทางศลิ ปะท่มี ีพน้ื ฐานทีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไป
จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยเห็นความสำคัญ ที่จะพัฒนาชุดกิจกรรมการวาดภาพระบายสี สาระ
ทัศนศิลป์ โดยได้จัดทำนวตั กรรมท่ีใช้ ในการวิจัยในรูปแบบชุดกิจกรรมการเรียนรเู้ ร่ืองการวาดภาพระบายสีชอล์ก
น้ำมันโดยใช้กระบวนการฝึกทักษะการวาดภาพระบายสีที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ ตามแนวพระราชบัญญัติ
การศกึ ษาแหง่ ชาติซึง่ จะทำใหน้ ักเรยี นมีความรู้พนื้ ฐานทางศิลปะและสามารถนำความรู้ทีไ่ ดร้ ับไปทำการสรา้ งสรรค์
พัฒนางานศลิ ปะไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
จากการท่ีผู้วิจัยได้จัดกระบวนการเรียนการสอนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวังไกล
กังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 36 คน พบวา่ ผ้เู รียนยังมีข้อบกพรอ่ งในการใช้สีและการเขยี นภาพด้วยสีชอล์ก
นำ้ มนั โดยผเู้ รยี นมกี ารผสมสแี ละเขียนภาพด้วยสชี อล์กนำ้ มันในลักษณะท่ไี ม่ไลน่ ้ำหนักสี ยงั ขาดความสมดุลค่าของ
สี โทนของสีและทักษะการระบายสีชอล์กน้ำมันท่ีเหมาะสมอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะท่ี
สงู ข้ึนในระดับตอ่ ไป ผวู้ จิ ัยจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการเขยี น
ภาพระบายสีโดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสชี อลก์ นำ้ มนั ตามหลักการของเดวีส์
จากสภาพปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงต้องการพัฒนาทักษะการเขียนภาพระบายสีโดยผ่านชุดกิจกรรมการ
เขียนภาพระบายสีโปสเตอร์จึงได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง(ทิศนา แขมณี. 2555: 244-245; อา้ งอิง
จาก เดวีส์, 1971: 50-56) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมตามแนวคิดของเดวีส์เป็นการพัฒนาทักษะปฏิบัติซึ่งส่วนใหญ่
ประกอบไปด้วยทักษะย่อย ๆจำนวนมากเพื่อใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถปฏบิ ัติทักษะย่อย ๆได้กอ่ นแล้วคอ่ ยเช่อื มโยงกนั เป็น
ทกั ษะใหญ่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จไดด้ ีและรวดเร็วขนึ้ ซง่ึ กระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดของเดวีส์
3
มที ั้งหมด 5 ขั้น คอื 1. ขนั้ สาธิตทักษะหรือการกระทำขนั้ สาธิต เป็นขน้ั ที่ให้ผู้เรยี นได้เหน็ ทักษะ 2. ข้ันสาธิตและให้
ผู้เรียนได้ปฏิบัติทักษะย่อย เป็นข้ันที่ผู้สอนแตกทักษะท้ังหมดให้เป็นทักษะย่อยๆและสาธิตส่วนย่อยแต่ละส่วน
เพอ่ื ให้ผ้เู รยี นสังเกตและปฏิบัตติ าม 3. ขน้ั ให้ผเู้ รียนปฏิบัติทักษะย่อย เปน็ ข้ันที่ให้ผู้เรียนปฏิบตั ิทักษะย่อยโดยไม่มี
การสาธิต 4. ขั้นให้เทคนิควิธกี าร เป็นข้ันของการท่ีผู้สอนลงมือปฏิบัติทกั ษะยอ่ ยโดยไม่มกี ารสาธิต 5. ขั้นให้ผเู้ รียน
เชอ่ื มโยงทักษะยอ่ ยๆเปน็ ทักษะที่สมบูรณ์นอกจากนี้
ด้วยเหตุผลและความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงนำแนวคิดการใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสีชอล์ก
น้ำมันตามหลักการของเดวีส์ มามีส่วนสำคัญในการพัฒนาทักษะการเขียนภาพ ระบายสีในเน้ือหาวิชาศิลปะ
หน่วยการเรียนรู้สีสันในงานศิลป์โดยใช้ทักษะพื้นฐานการเขียนภาพระบายสีชอล์กน้ำมันเพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะใน
การเขยี นภาพระบายสชี อล์กนำ้ มันทด่ี ีขน้ึ
ความมุ่งหมายของการวิจยั
การศึกษาครั้งน้ีมุ่งที่จะพัฒนาทักษะการเขียนภาพระบายสีก่อนการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการ
เขียนภาพระบายสีชอล์กน้ำมันตามหลักการของเดวีส์ และหลังการเรียนด้วยชุดกิจกรรมโดยกำหนดจุดมุ่งหมาย
เฉพาะดงั น้ี
1. เพ่ือพัฒนาทักษะการเขียนภาพระบายสีโดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสีชอล์กน้ำมันตาม
หลักการของเดวสี ์
2. เพ่ือเปรียบเทียบทักษะการเขียนภาพระบายสีก่อนการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสี
ชอลก์ น้ำมันตามหลักการของเดวสี ์ และหลังการเรยี นดว้ ยชดุ กจิ กรรม
3. เพือ่ ศกึ ษาความพึงพอใจในการใชช้ ดุ กจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสชี อลก์ น้ำมนั
ตามหลักการของเดวีส์
ความสำคัญของการวจิ ยั
จากการวิจัยครั้งน้ีผู้วจิ ัยได้ใช้เป็นแนวทางในการสง่ เสริม พัฒนาทักษะการเขยี นภาพระบายสีของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 36 คน โดยการใช้ชุดกิจกรรมการ
เขียนภาพระบายสีชอล์กน้ำมันตามหลักการของเดวีส์ และนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาให้
สอดคลอ้ งกับทกั ษะการระบายสีชอล์กน้ำมนั ของผู้เรยี นตอ่ ไป
ขอบเขตของการวจิ ัย
ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ งท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
ประชากรที่ใช้ในการวจิ ยั
4
นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ถนนเพชรเกษม ตำบลหัวหนิ อำเภอหัวหนิ จงั หวัดประจวบครี ีขันธ์
จำนวน 1 หอ้ งเรียน
กลุ่มตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวิจยั
นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนเพชรเกษม ตำบลหัวหนิ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำนวน 36 คน ซงึ่ ไดม้ าจากการเลือกกลุ่มตวั อย่างแบบเจาะจง
ตวั แปรทีศ่ ึกษา
ตวั แปรตน้ ไดแ้ ก่ ชุดฝกึ ทกั ษะปฏบิ ตั ิการระบายสีชอล์กน้ำมนั
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ทกั ษะการเขียนภาพระบายสีชอล์กน้ำมนั
ระยะเวลาในการวิจยั
ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ทำการวจิ ัยในภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 ระยะเวลาในการ
ทดลอง 14 สัปดาห์ ตงั้ แต่วันท่ี มถิ นุ ายน – กันยายน 2564
นิยามศพั ท์เฉพาะ
1. การพฒั นาทกั ษะการเขียนภาพระบายสี หมายถึง กระบวนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนการสอน
โดยอาศัยหลักการสร้างชุดกิจกรรมของสุคนธ์ สนิ ธพานนท์ ใหผ้ ้เู รยี นได้ลงมือปฏบิ ตั งิ านทง้ั
กระบวนการกลมุ่ และดว้ ยตนเองเพื่อให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรทู้ ่ดี แี ละมีประสทิ ธิภาพโดยใช้ชดุ กิจกรรม
การระบายสีชอล์กนำ้ มนั
2. ชดุ กจิ กรรมการเขียนภาพระบายสีชอลก์ น้ำมนั หมายถึง ใบความรู้ ใบงาน แบบฝึกหดั การระบายสี
ชอล์กน้ำมนั ที่ผวู้ ิจัยได้จดั ทำขน้ึ เพื่อพัฒนาทักษะการระบายสีชอลก์ นำ้ มนั ซึ่งในเนอ้ื หาประกอบไป
ด้วย สื่อการใช้สชี อล์กน้ำมนั ใบความรู้ กิจกรรมการเรยี น การสอน ใบงานและแบบฝึกหดั โดยใช้
ประกอบการเรียนการสอน ครเู ปน็ ผสู้ อนและใหค้ ำแนะนำกอ่ นการให้นกั เรยี นใชช้ ดุ กิจกรรม
3. ทกั ษะการระบายสชี อลก์ น้ำมนั หมายถึง ความสามารถในการใชร้ ะบายสีชอล์กน้ำมันด้วยเทคนคิ 5
เทคนิคของอวยชยั จนิ วรรณ คอื การไล่สี การทบั สี การจุดสี การขูดสี การผสมสขี าว การผสมสดี ำ
หรือสคี ่ตู รงข้าม การใชน้ ้ำมันเกลยี่ สี
4. สีชอลก์ น้ำมัน หมายถึง สชี อลก์ เปน็ สีฝนุ่ ผงละเอียดบริสทุ ธิ์นำมาอัดเป็นแท่ง ใช้ในการวาด
ภาพ ปจั จบุ นั มกี ารผสมข้ีผ้งึ หรอื กาวยางไมเ้ ข้าไปดว้ ยแลว้ อัดเปน็ แท่งใน
ลักษณะของดินสอสี แตม่ เี น้ือ ละเอยี ดกวา่ แท่งใหญก่ ว่า การสร้างงานด้วยสีชอลก์ นำ้ มนั มักจะมีการ
ระบายทับซ้อน ประมาณ 2 - 3 ชัน้ เพือ่ ให้เกิดการผสมผสานสีใหม่ หรือการไลโ่ ทนสอี ย่างกลมกลนื
5
กรอบแนวคิดในการวิจัย
การศกึ ษาคน้ คว้าคร้งั น้ี ผ้วู ิจยั ได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎี งานวจิ ยั เพือ่ เป็นกรอบแนวคดิ ในการทำวิจัยที่มงุ่
พัฒนาทักษะการเขยี นภาพระบายสีของผเู้ รยี นโดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสชี อล์กนำ้ มันตามหลักการ
ของเดวีส์ ซ่งึ การจดั การเรยี นรู้ดว้ ยชุดกจิ กรรมเป็นสิ่งสำคญั ทีช่ ว่ ยส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นไดพ้ ัฒนาทักษะการเขียนภาพ
ระบายสีชอล์กน้ำมนั ผ่านกระบวนการสาธิต ปฏบิ ัตทิ กั ษะย่อยและเชอื่ มโยงทักษะย่อยๆใหเ้ ปน็ ทกั ษะทส่ี มบรู ณ์ ใน
การใหผ้ ู้เรียนได้ปฏบิ ัติ โยมีครูผู้สอนเปน็ ผู้อำนวยความสะดวกและจดั ส่อื การเรียนรู้ตลอดจนสง่ิ แวดลอ้ มให้
สอดคล้องกบั การเรียนรขู้ องผ้เู รียน โดยผู้วิจัยได้นำแนวคดิ /ทฤษฎี/หลักการ เดวีสก์ ารระบายสชี อล์กนำ้ มนั
แนวคิด/ทฤษฎี/หลกั การ 6
ชดุ กิจกรรมการระบายสชี อลก์ นา้ มนั
การเรยี นรูต้ ามหลกั การDavies
1. ขน้ั สาธิตทกั ษะหรือการกระทา
2. ขน้ั สาธิตและใหผ้ เู้ รยี นปฏบิ ตั ิ
ทกั ษะยอ่ ย
3. ขน้ั ใหผ้ เู้ รยี นปฏิบตั ทิ กั ษะยอ่ ย
4. ขนั้ ใหเ้ ทคนคิ วธิ ีการ
5. ขน้ั ใหผ้ เู้ รยี นเชอ่ื มโยงทกั ษะ
ยอ่ ยของเดวสี ์
เทคนิคการระบายสีชอลก์ นา้ มนั ของ
อวยชยั จินวรรณ
1. การไลส่ ี
2. การจดุ สี
3.การผสมสีขาว
4.การผสมสดี าหรือสคี ตู่ รงขา้ ม
5. การขดู สี
6. การใชน้ า้ มนั เกลย่ี สี
การสรา้ งชดุ กจิ กรรม
- แนวคดิ
- ประเภทของชดุ กิจกรรม
- องคป์ ระกอบของชดุ กจิ กรรม
- ขน้ั ตอนการสรา้ งชดุ กจิ กรรม
- การหาประสิทธิภาพของชดุ
กจิ กรรม
- ขนั้ ตอนการใชช้ ดุ กิจกรรม
- คณุ ค่าของชดุ กจิ กรรม
7
สมมตุ ิฐานการวิจยั
นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเขียนภาพ ระบาย สีชอล์กน้ำมันตามหลักการของเดวีส์
มที ักษะการเขียนภาพระบายสีทีส่ งู ขนึ้ กวา่ กอ่ นเรียนดว้ ยชดุ กิจกรรมอย่างมนี ัยยะสำคญั ทางสถิติที่ระดับ .05
8
บทที่ 2
วรรณกรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
ในการศกึ ษาคน้ คว้าครัง้ น้ี ผู้วจิ ยั ไดศ้ กึ ษาวรรณกรรมทเี่ กย่ี วข้อง และไดน้ ำเสนอตามหัวข้อตอ่ ไปนี้
1. เอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ งกับชดุ กจิ กรรม
1.1 ความหมายของชดุ กิจกรรม
1.2 หลกั จติ วิทยาท่ีนำมาใช้ในชดุ กิจกรรม
1.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม
1.4 ขัน้ ตอนในการสรา้ งชุดกิจกรรม
1.5 ประโยชน์ของชดุ กจิ กรรม
1.6 งานวจิ ยั ทเี่ กีย่ วข้องกับชดุ กจิ กรรม
2. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานกลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะ พ.ศ. 2551
3. การระบายสีชอลก์ นำ้ มัน
4. รูปแบบการสอนทกั ษะปฏบิ ตั ขิ องเดวีส์
5. งานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้อง
1. เอกสารทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั ชุดกจิ กรรม
1.1 ความหมายของชดุ กิจกรรม
ชุดการเรียนหรือชุดกิจกรรม มาจากคำว่า Instructional Packages หรือ Learning Packages
เดิมทีเดียวมักใช้คำว่า ชุดการสอน เพราะเป็นส่ือที่ครูนำมาใช้ประกอบการสอนแต่ต่อมาแนวคิดในการจัดการ
เรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้เข้ามามีบทบาทมากข้ึนนักการศึกษาจึงเปล่ียนมาใช้คำว่า ชุดการเรียน
เพราะการเรียนร้เู ปน็ กิจกรรมของนักเรียนและการสอนเป็นกิจกรรมของครู กิจกรรมของครูและนักเรียนจะต้อง
เกิดคู่กัน (บุญเกื้อ ควรหาเวช.2542 : 91) และในการวิจัยผู้วิจัยใช้แบบฝึกซึ่งเป็นกิจกรรมหน่ึงของชุดกิจกรรม
ดังน้ันการทำกิจกรรมต่างๆ ในชุดแบบฝึกก็คือการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งมีผู้ให้
ความหมายของ
ชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้
ศริ ลิ กั ษณ์ หนองเส (2545 : 6) ไดใ้ หค้ วามหมายของชุดกจิ กรรมไว้ว่า หมายถึง ส่อื การเรยี นการสอนท่ี
ใช้เพ่ือพัฒนาคุณลักษณะในตัวนักเรยี นในดา้ นการเรยี นรู้ การเสาะแสวงหาความรูแ้ ละสามารถนำความรู้ไปใชใ้ ห้
เกิดประโยชน์ โดยผูเ้ รยี นสามารถเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง
เพชรรัตดา เทพพิทักษ์ (2545 : 30) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ ชุดการเรียนหรือชุดการสอนนั่นเอง
ซง่ึ หมายถึง สอ่ื การสอนท่ีครูเป็นผสู้ ร้างประกอบดว้ ยวัสดุอปุ กรณ์หลายชนดิ และองคป์ ระกอบอื่นเพอ่ื ใหน้ ักเรยี น
9
ศึกษาและปฎิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นผู้แนะนำช่วยเหลือ และมีการนำ
หลกั การทางจิตวิทยามาใชใ้ นการประกอบการเรยี นเพือ่ ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นไดร้ ับความสำเรจ็
พวงเพ็ญ สิงห์โตทอง (2548 : 10) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมว่า เป็นการรวบรวมส่ือการเรียน
สำเร็จรูปไวเ้ ป็นชุดเพื่อใหเ้ หมาะสมกับเนื้อหาใหผ้ เู้ รียนศกึ ษาดว้ ยตนเองได้อย่างสะดวก ตามขัน้ ตอนที่กำหนดเพื่อ
บรรลุจดประสงค์ท่ีต้ังไว้ เป็นการเรียนที่เน้นความสามารถส่วนบุคคล ผู้เรียนมีอิสระและพึ่งพาผู้สอนน้อยที่สุด
ภายในชุดประกอบด้วยสื่อต่างที่จะทำให้ผู้เรียนสนใจเรียนตลอดเวลา ทำให้เกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้
ประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิด และองค์ประกอบอื่นท่ีก่อให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง โดยท่ีผู้สร้างได้
รวบรวมและจัดอย่างเป็นระบบไว้เป็นกลุ่ม และสร้างไว้เพ่ือจุดประสงค์ใดจะมชี ื่อเรียกตามการใช้งานนั้นๆ เช่น
ถ้าสร้างเพ่ือการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครูใช้ประกอบการสอน โดยเปลี่ยนบทบาทให้ครูพูดน้อยลง
นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น เรียกว่าชุดกิจกรรมสำหรับครู แต่ถ้าให้ผู้เรยี นเรยี นจากชุดกิจกรรมน้ี เรียกว่า
ชดุ กจิ กรรม ในการสรา้ งชดุ กจิ กรรมจะพจิ ารณาจาก 1) ใชส้ ่ือหลายชนิดตามจุดประสงคท์ ตี่ ั้งไว้ 2) เหมาะสม
กบั ประสบการณข์ องผูเ้ รยี น 3) เหมาะสมกบั การตอบสนองของผเู้ รียน 4) เป็นส่อื ทจ่ี ัดหาไดไ้ ม่ยาก
ดำรงศักด์ิ มีวรรณ์ (2552 : 17) สรุปไว้ว่า ชุดกิจกรรม คือ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน
ให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรยี นรแู้ ก้ปญั หาดว้ ยตนเอง มีอิสระในการเรียนรู้ โดยใชแ้ หล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยครู
ต้องเป็นผู้วางแผน กำหนดเป้าหมายวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ส่ิงท่ีต้องการผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และในการจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้โดยครูมีหน้าท่ีให้คำปรึกษา
นพคุณ แดงบุญ (2552 : 16) สรุปไว้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง ส่ือการสอนท่ีผู้สอนสร้างขึ้น
ประกอบด้วยส่ือวัสดุอุปกรณ์หลายชนิดประกอบเข้ากันเป็นชุด เพื่อเกิดความสะดวกต่อการใช้ในการเรียนการ
สอน และทำใหก้ ารเรียนการสอนบรรลผุ ลตามเป้าหมายของการเรียนรู้ ทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อวิทยาศาสตร์
ประเสริฐ สำเภารอด (2552 : 12) สรุปไว้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนประเภทส่ิง
ตพี ิมพ์และกิจกรรมท่ีเน้นให้ผู้เรียนทำกิจกรรมด้วยกระบวนการกลมุ่ ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)
ชื่อกิจกรรม 2) คำช้ีแจง 3) จุดประสงค์ 4) เวลาท่ีใช้ 5) วัสดุอุปกรณ์ 6) เน้ือหาและใบความรู้ 7)
สถานการณ์ 8) กจิ กรรม 9) แบบทดสอบท้ายกจิ กรรม
กู๊ด (Good. 1973 : 306) ไดใ้ ห้ความหมายของชุดกิจกรรม หมายถึง โปรแกรมทางการสอนทุกอย่างที่
จัดไว้เฉพาะ มีวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสอน อุปกรณ์ท่ีใช้ในการเรียน คู่มือครู เนื้อหา แบบทดสอบ ข้อมูลท่ี
เชอ่ื ถือได้ มีการกำหนดจุดมุง่ หมายของการเรยี นไว้อย่างชดั เจน ชุดกิจกรรมน้ีครูเป็นผู้จัดใหน้ ักเรยี นแต่ละคนได้
ศึกษาและฝึกฝนด้วยตนเอง โดยครูเปน็ ผ้คู อยแนะนำเทา่ นน้ั
จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง ส่ือท่ีช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วย
ตนเอง มีการจัดสอื่ ไว้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้นักเรียนเกดิ ความสนใจตลอดเวลาเกิดทักษะในการแสวงหาความรู้
และทำใหก้ ารเรยี นการสอนบรรลผุ ลตามเปา้ หมายของการเรียนรู้
10
1.2 หลกั จิตวิทยาทนี่ ำมาใช้ชดุ กจิ กรรม
วิชยั ดิสระ (2533 : 249-250) ไดก้ ล่าวถึงการสอนทมี่ ีคุณภาพตามแนวคดิ ของบลูมว่าประกอบด้วย
ลักษณะ 4 ประการ คอื
1. การให้แนวทาง คอื การอธบิ ายของครทู ที่ ำให้นกั เรยี นเขา้ ใจวา่ เมื่อเรยี นเรอื่ งนั้นๆแลว้ จะตอ้ งมี
ความสามารถอย่างไร ต้องทำอะไรบา้ ง
2. การมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรยี นเขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียน
3. การเสรมิ แรง ทั้งการเสริมแรงภายนอก เช่น การให้สิ่งของ การกล่าวชม หรอื การเสรมิ แรงภายใน
ตวั นกั เรียนเอง เช่น ความอยากร้อู ยากเห็น
4. การใหข้ อ้ มูลย้อนกลบั และการแกข้ ้อบกพร่อง ซงึ่ จะต้องมกี ารแจ้งผลการเรยี นและข้อบกพรอ่ งให้
นกั เรียนทราบ
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2523 : 119)มีแนวคิดซึ่งมาจากจิตวิทยาการเรยี นทีน่ ำมาสกู่ ารผลิต
ชดุ การเรียน ดังนี้
1. เพ่ือสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
2. เพอ่ื ยึดผเู้ รยี นเป็นศนู ย์กลางการเรยี นรดู้ ว้ ยการศกึ ษาดว้ ยตนเอง
3. มสี ่อื การเรียนใหม่ ทชี่ ่วยในการเรียนของนกั เรียนและชว่ ยในการสอนของครู
4. ปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวา่ งครกู บั นักเรียนทเี่ ปลี่ยนไป โดยเปล่ียนจากครูเป็นผู้มอี ิทธิพลไปเปน็ ยึดนกั เรยี นเปน็
ศูนย์กลาง
1.3 องคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรม
ชดุ กิจกรรมมอี งค์ประกอบท่ตี า่ งกนั ตามท่นี กั การศึกษาไดก้ ลา่ วไวด้ ังนี้
ฮุสตันและคนอ่ืนๆ (Houstion ; Other. 1972 : 10-15) กล่าวถึงองคป์ ระกอบของชดุ กิจกรรมไวด้ งั น้ี
1. คำช้ีแจง (prospectus) อธิบายถึงความสำคัญของจุดมุ่งหมาย ขอบข่ายในส่วนชุดกิจกรรม ส่ิงที่
ผเู้ รยี นจะต้องรูก้ อ่ นและขอบข่ายของกระบวนการเรยี นท้งั หมดในชุดกิจกรรม
2. จุดมุ่งหมาย (objectives) คือ ข้อความที่แจ่มชัดและไม่กำกวมที่กำหนดว่าผู้เรียนจะประสบ
ความสำเรจ็ อะไรหลังจากเรยี นแลว้
3. การประเมินผลเบ้ืองตน (pre – assessment) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อให้ทราบว่า
ผู้เรียนอยู่ในระดับใดในการเรียนการสอนน้ัน และดูว่าสัมฤทธ์ิผลตามความมุ่งหมายเพียงใด การประเมินผล
11
เบื้องต้นน้ีอาจอยู่ในรูปแบบของการทดสอบข้อเขียน ปากเปล่า การทำงาน ปฏิกิริยาตอบสนอง หรือคำถาม
งา่ ยๆ เพ่ือให้รถู้ ึงความต้องการและความสนใจ
4. การกำหนดกิจกรรม (enabling activities) คือ การกำหนดแนวทางและวิธีเพื่อไปสู่จดุ หมายท่ีวาง
ไว้ โดยให้ผู้เรียนไดม้ สี ่วนรว่ มในกิจกรรมนน้ั ดว้ ย
5. การประเมินผลขนั้ สดุ ทา้ ย (post – assessment) เปน็ ขอ้ สอบเพอ่ื วัดผลหลังเรยี น
ทิศนา แขมมณี (2534 : 10-12) กลา่ ววา่ ชุดกจิ กรรมประกอบดว้ ยสว่ นตา่ งๆ ดงั นี้
1. ชื่อกิจกรรม ประกอบด้วยหมายเลขกิจกรรม ช่อื ของกิจกรรมและเนือ้ หา
2. คำช้ีแจง เป็นส่วนท่ีอธิบายความมุ่งหมายหลักของกิจกรรม และลักษณะของการจัดกิจกรรมเพื่อให้
บรรลุจดุ มุง่ หมาย
3. จุดมุ่งหมาย เป็นสว่ นที่ระบุจุดมุ่งหมายที่สำคัญของกิจกรรมนั้น แนวคิดเปน็ ส่วนท่ีระบุเน้ือหา หรือ
มโนทศั น์ของกิจกรรมนัน้ ส่วนนคี้ วรไดร้ บั การยำ้ และเนน้ เป็นพเิ ศษ
4. ส่ือ เป็นส่วนท่ีระบุถึงวัสดุอุปกรณ์ท่ีจำเป็นในการดำเนินกิจกรรม เพื่อช่วยให้ครูทราบว่าต้องเตรียม
อะไรบา้ ง
5. เวลาทใ่ี ช้ เปน็ การระบจุ ำนวนเวลาโดยประมาณวา่ กิจกรรมนัน้ ควรใช้เวลาเทา่ ใด
6. ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุวิธีการดำเนินกิจกรรม เป็นข้ันตอนเพ่ือให้บรรลุตาม
วัตถปุ ระสงคท์ ว่ี างไว้
7. ภาคผนวก ในส่วนน้ีคือ ตัวอย่างวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดกิจกรรม และข้อมูลอื่นๆ ท่ีจำเป็น
สำหรบั ครู รวมทงั้ เฉลยแบบทดสอบ
บุญชม ศรีสะอาด (2541 : 95) และบุญเก้ือ วรหาเวช (245 : 95-96) กล่าวถึงองค์ประกอบของชุด
กจิ กรรมไว้ดงั น้ี
1. คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือที่จดั ทำขน้ึ เพื่อให้ผู้ใช้ชุดกิจกรรมศึกษาและปฏิบัตติ ามเพื่อบรรลุผล
อย่างมีประสิทธภิ าพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน ส่งิ ทผ่ี ู้สอนต้องเตรียมก่อนสอน บทบาทผเู้ รียนและการจัด
ชนั้ เรียน
2. บตั รงาน เป็นบัตรที่มคี ำสัง่ วา่ จะให้ผู้เรียนปฏบิ ัติอย่างไรบ้าง โดยระบุกจิ กรรมตามลำดับขัน้ ตอนของ
การเรียน
3. แบบทดสอบวัดผลความก้าวหน้าของผูเรยี น เป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับตรวจสอบว่าหลังจากเรียน
ดว้ ยชุดกจิ กรรมแล้วผู้เรียนเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมตามจุดประสงค์การเรียนร้ทู ่กี ำหนดไว้หรอื ไม่
4. ส่ือการเรียนต่างๆ เป็นสื่อสำหรับผู้เรียนได้ศึกษา มีหลายชนิดประกอบกัน อาจเป็นประเภท
สิ่งพิมพ์ เช่น บทความ เน้ือหาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรม หรือประเภทโสตทัศนอุปกรณ์ เช่น
รปู ภาพ แผนภูมิต่างๆ เทปบันทกึ เสียง ฟิล์มสตรปิ สไลด์ของจริง เป็นต้น
กรีน (Green. 1976 : 38-47) การสอนวิทยาศาสตร์สำหรับผู้เรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เมื่อ
ผสู้ อนมีการนำอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาใช้ในการสอน ต้องมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับหลกั สูตรและเปา้ หมาย เน้น
12
ให้เด็กไดค้ น้ พบความจรงิ ดว้ ยตนเอง ไดท้ ำงานด้วยตนเองตามความยากง่ายอย่างเหมาะสม การจัดการเรียนการ
สอนจะมีประสิทธภิ าพ ดงั น้นั จึงเสนอรูปแบบการสร้างชุดการเรยี นในการสอนวทิ ยาศาสตรด์ ้วยตนเอง ไวด้ งั นี้
1. บตั รคำถามคำตอบ ซง่ึ นำไปใช้กอ่ นและหลังเรียน เพื่อศึกษาวา่ ผู้เรยี นรู้หรือไมร่ ู้เรื่องเก่ียวกบั งานทที่ ำ
มากอ่ นและเพอ่ื ให้เดก็ เกิดความคิดกอ่ น
2. การทดลอง ประกอบด้วยปัญหาท่ีนำไปสู่การทดลอง วสั ดุอุปกรณ์ทใี่ ช้และวธิ ีการดำเนินการทดลอง
บทบาทของผู้สอนในการสอนโดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง คือ เป็นผู้ตรวจสอบผลการทดลอง ผู้สอนต้อง
พยายามให้ผู้เรยี นไดร้ ว่ มอภปิ รายและผู้สอนตอ้ งแนะนำให้ผ้เู รยี นทดลองซำ้ เพื่อตรวจสอบผลการทดลอง
ศิริลักษณ์ หนองเส (2545 : 6-7) ได้จัดทำกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพทางการเรียนรู้ทางวิทยาสาสตร์
ภายในชุดกจิ กรรมน้ี มีโครงสร้างดังนี้
1. ช่ือชุดกิจกรรม หมายถึง ช่ือกิจกรรมสง่ เสริมศักยภาพการเรยี นรูท้ างวิทยาศาสตร์
2. ชื่อหน่วย หมายถึง หัวข้อย่อยท่ีประกอบขึ้นเป็นชุดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์ในแตล่ ะชดุ กิจกรรม
3. คำช้ีแจงสำหรับนักเรียนในการปฏิบัติกิจกรรมในชุดกิจกรรม หมายถึงข้อแนะนำในการเรียนด้วย
ตนเองจากชดุ กจิ กรรมของผู้เรียน
4. สาระการเรยี นรู้ หมายถงึ เนอ้ื หา รายละเอยี ดของหนว่ ยการเรยี นในชดุ กจิ กรรม
5. ตัวบ่งชใ้ี นการเรยี นรู้ หมายถึง การระบุพฤตกิ รรมการเรียนรูของเน้ือหาในหน่วยย่อยของชดุ กิจกรรม
ตามทีห่ ลักสูตรกำหนด
6. เวลาท่ีใช้ หมายถึง ระยะเวลาที่ใช้ในการปฏบิ ัติกิจกรรมในแตล่ ะชุดกจิ กรรมยอ่ ย
7. กจิ กรรมการเรยี นร้ใู นหนว่ ย หมายถงึ การกำหนดงานทจ่ี ะใหผ้ ้เู รยี นปฏบิ ัติ
8. สอ่ื และอุปกรณ์ท่ใี ช้ หมายถึง วัสดอุ ปุ กรณท์ ใ่ี ช้กบั การเรยี นการสอนในชุดกิจกรรม
9. การประเมินผล หมายถึง การทดสอบความสามารถของผเู้ รยี นหลงั จากเรียนด้วยหน่วยการเรียนใน
ชดุ กจิ กรรม
พูลทรัพย์ โพธ์ิสุ (2546 : 44-46) ได้พัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยเอกสาร 2
ส่วน คือ 1) ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ และ 2)คู่มือผู้สอนประกอบการสอนชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ดัง
รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
1.ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มีไว้เพื่อให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการทำกิจกรรมแต่ละคร้ัง ซ่ึงประกอบด้วย
รายละเอยี ดดงั น้ี
13
1.1 ชอ่ื กจิ กรรม เป็นส่วนทร่ี ะบุหมายเลขกิจกรรม และช่ือกิจกรรม
1.2 คำชี้แจง เป็นส่วนท่อี ธิบายความมุ่งหมายหลกั ของชุดกิจกรรม และลกั ษณะของกจิ กรรม
1.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นสว่ นท่รี ะบุจุดมุง่ หมายของกิจกรรมเปน็ จดุ มุง่ หมายเชงิ พฤติกรรม
1.4 เวลาทใ่ี ช้ เป็นส่วนระบเุ วลาท้ังหมดในการใช้ชุดกิจกรรมแต่ละชดุ
1.5 ใบความรู้ เปน็ สว่ นระบเุ นอ้ื หาของกิจกรรมนน้ั ๆ
1.6 อปุ กรณ์ เป็นส่วนทรี่ ะบวุ สั ดุอปุ กรณ์ในการทำกิจกรรม
1.7 กจิ กรรม เปน็ ส่วนทีร่ ะบกุ ิจกรรมการเรยี นการสอน การปฏิบตั กิ ิจกรรมของผเู้ รยี น
1.8 แบบฝึกหดั ทา้ ยกิจกรรม เป็นส่วนท่ีกำหนดคำถามเพอ่ื ตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรยี น
2. คู่มอื ประกอบการสอนชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์มีไว้เพื่อให้ผู้สอนเปน็ แนวทางในการจัดการเรียนการสอน และ
ดำเนนิ กจิ กรรมซ่งึ ประกอบด้วยรายละเอียดดงั นี้
2.1 ชอ่ื กจิ กรรม เป็นสว่ นท่ีระบุหมายเลขกจิ กรรม และช่อื กจิ กรรม
2.2 คำชแี้ จง เป็นส่วนท่อี ธิบายความมงุ่ หมายหลักของชดุ กจิ กรรม และลกั ษณะของกจิ กรรม
2.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นสว่ นที่ระบจุ ดุ มุ่งหมายของกิจกรรมเป็นจดุ ม่งุ หมายเชงิ พฤติกรรม
2.4 แนวคิดหลกั เป็นส่วนทรี่ ะบแุ นวคดิ หลักทม่ี ใี นชุดกจิ กรรมแต่ละชนิด
2.5 เวลาทใ่ี ช้ เป็นส่วนท่รี ะบเุ วลาทั้งหมดในการใชช้ ดุ กิจกรรมแต่ละชดุ
2.6 สอ่ื อปุ กรณ์ เปน็ ส่วนทร่ี ะบวุ สั ดุอุปกรณ์ในการทำกจิ กรรม
2.7 การดำเนนิ กจิ กรรม เป็นสว่ นท่รี ะบกุ ิจกรรมการเรยี นการสอนการปฏิบตั ิกจิ กรรมของผ้เู รยี น
2.8 คำเฉลยแบบฝึกหัดท้ายกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุคำเฉลยแบบฝึกหัดเพ่ือเป็นแนวทางในการพิจารณา
คำตอบของผู้เรียน
2.9 ข้อเสนอแนะเพ่มิ เตมิ เป็นสว่ นท่ีระบุคำแนะนำในการทำกจิ กรรม
จากการศึกษาองค์ประกอบของชุดกิจกรรม ผู้วิจัยได้กำหนดองค์ประกอบของชุดแบบฝึก คือ
ช่ือชุดแบบฝึก คำชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลาที่ใช้ ใบความรู้ แบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อนเรียนและ
แบบทดสอบหลงั เรยี น
14
1.4 ขัน้ ตอนในการสรา้ งชุดกิจกรรม
ในการสร้างชดุ กิจกรรม มนี กั การศึกษาได้เสนอข้นั ตอนของการสรา้ งชุดกจิ กรรมไว้ดังนี้
บัททส์ (Butts. 1974 : 85) เสนอหลกั การสร้างไว้ ดงั นี้
1. กอ่ นทีจ่ ะสร้างต้องกำหนดโครงรา่ งครา่ วๆ ก่อนว่าจะเขยี นเกีย่ วกับเร่อื งใด มวี ัตถปุ ระสงคอ์ ะไร
2. ศึกษางานด้านวิทยาศาสตร์ละเอกสารท่เี กยี่ วกบั เรอ่ื งทจ่ี ะทำ
3. เขียนวัตถุประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมและเนอ้ื หาที่สอดคล้องกัน
4. แจ้งวัตถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรมออกเปน็ กิจกรรมย่อยๆ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของผเู้ รยี น
5. กำหนดอุปกรณท์ ี่จะใชใ้ นกิจกรรมแตล่ ะตอนใหเ้ หมาะสมกับแบบฝึก
6. กำหนดเวลาทใ่ี ช้ในแบบฝึกแตล่ ะตอนใหเ้ หมาะสม
7. กำหนดการประเมนิ ผลวา่ จะประเมนิ ผลกอ่ นเรียนหรือหลังเรียน
เดอวิโต และ ครอกโคเวอร์ (Dervito ; & Krockover. 1976 : 388) ได้จัดทำชุดการเรียนกิจกรรม
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒ นาความคิดสร้างสรรค์มีชื่อว่า “ Creative Science Ideas and Activities for
Teacher and Children” กิจกรรมท่ีสร้างขึ้นได้นำกระบวนการวิทยาสาสตร์มาสัมพันธ์กับความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ เพือ่ กระตนุ้ ให้ผูอ้ า่ นเกิดความคิดเพอื่ พฒั นากิจกรรมอื่นๆ ตามมาอีก ชดุ การเรียนนจ้ี ะชว่ ยประหยัด
ค่าใช้จ่าย ช่วยให้ครูมีทักษะและเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จ
รปู แบบในการสรา้ งชุดการเรยี นเพ่ือพฒั นากิจกรรมทางวิทยาศาสตรม์ ดี ังนี้
1. ปญั หาเพือ่ นำไปสู่กิจกรรม
2. กำหนดสถานการณซ์ ึ่งเป็นบรรยากาศหรอื กำหนดกจิ กรรมการทดลอง
3. คำถามจากการใชส้ ถานการณ์หรือทำกจิ กรรมการทดลอง คำถามนี้ไมม่ ีคำตอบ เด็กจะตอบอย่างไรก็
ได้ คำตอบของเดก็ อยใู่ นรปู สมมติฐาน
4. ข้อเสนอแนะหรอื ขอ้ คิดเพื่อแนะนำเดก็ ใหท้ ำกจิ กรรมตอ่ เนือ่ งไปอีก
5. คำถามเพื่อให้เด็กเกิดความคิดและความสนใจท่ีจะดำเนินการหาข้อเท็จจริงตามวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์
สมจิต สวนธนไพบลู ย์ (2549 : 8-9) ไดก้ ล่าวถึงกจิ กรรมการเรยี นรู้ตามแบบสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์
อ้างในรายงานการวจิ ัยและพัฒนาชดุ กจิ กรรม การจดั กระบวนการเรียนรู้เปน็ สำคัญดว้ ยกจิ กรรมท่ีหลากหลาย ได้
สรุปการวจิ ยั ดงั น้ี
15
1. ขั้นส่งเสริมความรอบรู้ หมายถึง การจัดการเรียนรู้ท่ีให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจาก
สถานการณ์ เรื่องท่ีกำหนดให้ เช่น จากการเรียนรู้ จากการทดลอง จากการปฏิบัติ เพ่ือนำขอ้ มูลมาจัดกระทำ
อย่างมีความหมาย สกู่ ารพฒั นาทักษะการคดิ การสรุปองค์ความรู้
2. ข้ันปฏิบัติการดีมีประโยชน์ต่อสังคม หมายถึง การจัดการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ทักษะ
กระบวนการ ไดล้ งมือปฏบิ ัติ เพมิ่ พูนทกั ษะการคิด พฒั นาทกั ษะการทำงานร่วมกับผู้อืน่ ทกั ษะปฏิบัตทิ ่มี ีคุณค่า
ต่อสงั คม
3. ขั้นเผยแพร่และพฒั นาผลงาน หมายถึง การจัดการเรยี นรู้ทีส่ ่งเสริมให้นกั เรียนได้รจู้ ักการตรวจสอบ
ปรับปรงุ พฒั นา แกไ้ ขผลงานอยา่ งเป็นระบบโดยใช้กระบวนการคดิ วเิ คราะห์ขอ้ เดน่ ข้อดอ้ ย พร้อมท้ังฝกึ ทักษะ
การปฏบิ ัตใิ นการประชาสมั พันธ์ โดยการพดู และการเขยี น
วชิ ัย วงศ์ใหญ่ (2525 : 189-192) ไดเ้ สนอข้นั ตอนในการสรา้ งชุดกิจกรรมไว้ 10 ขั้นตอน ดงั นี้
1. ศึกษาเน้ือหาสาระของวชิ าท้ังหมดอย่างละเอยี ดว่าส่งิ ท่เี รานำมาทำเปน็ ชุดกจิ กรรมน้นั จะมุ่งเน้นใหเ้ กิด
หลักการของการเรยี นร้อู ะไรบ้างให้กับผู้เรียน นำวิชาที่ไดจ้ ากการศึกษาวเิ คราะห์แล้วมาแบ่งเป็นหน่วยการเรยี นรู้
ในแต่ละหน่วยนั้นจะมีหัวเร่ืองย่อยๆ รวมอยู่อีกท่ีเราจะต้องศึกษาพิจารณาให้ละเอียดชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการ
ซ้ำซ้อนในหน่วยอื่นๆ และควรคำนงึ ถึงการแบ่งหน่วยของการเรียนการสอนของแต่ละวิชานั้น ควรจะเรียงลำดับ
ขั้นตอนของเนื้อหา สาระสำคัญให้ถูกต้องว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็นท่ีผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ก่อนอันเป็นพ้ืนฐานตาม
ขั้นตอนของความรู้และลกั ษณะธรรมชาติในวิชาน้นั
2. เมื่อศึกษาเนื้อหาสาระและแบ่งหน่วยการเรียนรู้ได้แล้วจะต้องพิจารณาตัดสินใจอีกคร้ังว่า จะทำชุด
การสอนแบบใดโดยคำนงึ ถึงข้อกำหนกว่า ผูเ้ รียนคอื ใคร จะใหอ้ ะไรกบั ผู้เรียน จะทำกิจกรรมอยา่ งไร และจะทำ
ไดด้ อี ยา่ งไร ส่งิ เหลา่ นี้จะเป็นเกณฑใ์ นการกำหนดการเรียน
3. กำหนดหน่วยการเรียนรู้ โดยประมาณเนื้อหาสาระท่ีเราจะสามารถถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียน หา
สื่อการเรียนได้ง่าย พยายามศึกษาวิเคราะห์ให้ละเอียดอีกคร้ังหน่ึงว่าหน่วยการเรียนรู้นี้มีหลักการหรือความคิด
รวบยอดอะไร และมีหวั เร่อื งย่อยๆ อะไรอกี ทร่ี วมกันอย่ใู นหนว่ ยนี้
4. กำหนดความคิดรวบยอดหรอื สาระสำคัญ ต้องกำหนดให้สอดคลอ้ งกับหน่วย และหัวเรื่อง โดยสรุป
แนวความคิด สาระและหลักเกณฑ์ทส่ี ำคญั เพ่อื เปน็ แนวทางในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้สอดคลอ้ งกัน
5. จุดประสงคก์ ารเรียน ต้องกำหนดให้สอดคลอ้ งกับสาระสำคัญ
6. การวิเคราะห์งาน คือการนำจุดประสงค์การเรียนแต่ละข้อมาทำการวิเคราะหง์ านเพอ่ื หากิจกรรมการ
เรยี นรู้ แลว้ จัดลำดับกิจกรรมการเรยี นรใู้ ห้เหมาะสม สอดล้องกบั จดุ ประสงคท์ กี่ ำหนดไว้ในแต่ละขอ้
7. เรียงลำดับกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือให้เกิดการประสานกลมกลืนของการเรียนการสอน จะต้องนำ
กิจกรรมการเรียนรู้ของแต่ละข้อที่ทำการวิเคราะห์งาน และเรียงลำดับกิจกรรมไว้ท้ังหมดมาหลอมรวมเป็น
กจิ กรรมการเรียนรู้ขั้นสมบูรณท์ ี่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการซำ้ ซอ้ นในการเรียน โดยคำนงึ ถงึ พฤติกรรมพ้ืนฐาน ของ
16
ผู้เรยี น วิธีดำเนินการสอน ตลอดจนการตดิ ตามผล และการประเมินพฤตกิ รรมท่ีผูเ้ รยี นแสดงออกเมอ่ื มีการเรียน
การสอน
8. สื่อการเรียน คือวัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนและผู้เรียนจะต้องกระทำเพื่อเป็น
แนวทางในการเรยี นรู้ ซึง่ ผ้สู อนจะตอ้ งจดั ทำและจัดหาไว้ให้เรยี บร้อย ถา้ ส่ือการเรียนรเู้ ปน็ ของท่ใี หญ่โตหรือมคี ุณ
ค่าท่ตี ้องจัดเตรียมมาก่อนจะต้องเขียนบอกไว้ให้ชัดเจนในคู่มือผู้สอนเกี่ยวกับการใช้ชุดการสอนว่าจะต้องจัดหาได้
ณ ทีใ่ ด
9. การประเมินผล คือการตรวจสอบดูว่าหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วผู้เรียนได้มีการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรทู้ ่ีกำหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลนี้จะใช้วิธีการใดก็ตาม แต่
จะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรยี นร้ทู ี่เราตงั้ ไว้
10. การทดลองใช้ชุดกิจกรรมเพื่อหาประสิทธิภาพ การหาประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมเพื่อปรับปรุงให้
เหมาะสมควรนำไปใชก้ ับกลุม่ เล็กๆ ดูกอ่ น เพื่อตรวจสอบหาข้อบกพรอ่ งและแก้ไขปรับปรงุ อยา่ งดแี ล้วจงึ นำไปใช้
กับกล่มุ ใหญห่ รอื ทั้งชนั้
จากขน้ั ตอนการสร้างชุดกิจกรรม สรุปไดว้ ่า การสรา้ งชุดกิจกรรมควรมีการวางแผน กำหนดเนอ้ื หา ผล
การเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ กำหนดกิจกรรม กำหนดเวลา สื่ออุปกรณ์และการประเมินผล แล้วนำไป
ทดลองใช้เพ่ือแก้ไขข้อบกพร่อง ซ่ึงผู้วิจัยได้ใช้หลักการสร้างตามแนวของบัทส์ และวิชัย วงศ์ใหญ่ มา
ประยุกตเ์ พ่อื ความเหมาะสมของงานวจิ ัยครง้ั น้ี
1.5 ประโยชน์ของชุดกจิ กรรม
ประเสริฐ สำเภารอด (2552 : 16) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของชดุ กิจกรรมสรปุ ไดว้ ่าชุดกิจกรรมทีใ่ ช้ในการ
เรียนการสอนช่วยเร้าความสนใจให้นักเรียน ทำให้ได้รู้จักการแสวงหาความรู้ความรู้ด้วยตนเอง ช่วยแก้ปัญหา
เรื่องความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล เพราะชุดกิจกรรมสามารถชว่ ยให้ผู้เรียนไดเ้ รียนรู้ตามความสามารถ ความถนัด
ความสนใจ สรา้ งความพรอ้ ม และความมั่นใจให้แกค่ รูผู้สอนทำให้ครสู อนไดเ้ ตม็ ประสทิ ธิภาพ
อุษา คำประกอบ (2530 : 33)ไดก้ ล่าวถึงคุณคา่ ของชุดกิจกรรมตามแนวคิดของแฮริสเบอร์เกอร์ ไว้
5 ประการ คือ
1. นักเรียนสามารถทดสอบตัวเองก่อนว่ามีความสามารถระดับใด หลังจากน้ันก็เริ่มต้นเรียนในส่ิงท่ี
ตนเองไม่ทราบ ทำใหไ้ มต่ องเสยี เวลามาเรยี นในส่ิงที่ตนเองรู้อยแู่ ล้ว
2. นักเรยี นสามารถนำบทเรยี นไปเรยี นท่ีไหนกไ็ ดต้ ามความพอใจไมจ่ ำกัดในเร่ืองของเวลาและสถานท่ี
3. เม่ือเรียนจบแล้วผู้เรียนสามารถทดสอบตวั เองได้ทนั ทีเวลาไหนก็ได้ และไดท้ ราบการเรียนของตนเอง
ทันทีเชน่ กนั
4. นักเรียนมีโอกาสได้พบปะกับผู้สอนมากขึ้น เพราะผู้เรียนเรยี นรูด้ ้วยตนเอง ครูก็มีเวลาให้คำปรึกษา
กบั ผ้เู รียนท่มี ปี ัญหาในขณะใช้ชดุ กิจกรรมดว้ ยตนเอง
17
5. นักเรียนจะได้รับคะแนนอะไรนั้นข้ึนอยู่กับความสามารถของผู้เรยี นเอง ไม่มีคำว่าสอบตกสำหรับผู้ที่
เรยี นไม่สำเรจ็ แตจ่ ะทำให้ผเู้ รียนกลบั ไปศกึ ษาเรือ่ งเดมิ นนั้ ใหม่ จนผลการเรียนได้ตามมาตรฐานท่ีต้ังไว้
สมจิต สวธไพบูลย์ (2535 : 39) ได้กลา่ วถึงข้อดขี องชุดกิจกรรมไว้ดังน้ี
1. ชว่ ยให้นกั เรยี นไดเ้ รียนร้ดู ้วยตนเองตามอตั ภาพและความสามารถของแต่ละบุคคล
2. ชว่ ยแกป้ ัญหาการขาดแคลนครู
3. ใชส้ อนซ่อมเสริมให้กับนักเรยี นท่ีเรียนไมท่ นั
4. ช่วยเพม่ิ ประสิทธิภาพในการอา่ น
5. ช่วยไม่ใหเ้ กิดความเบอื่ หน่ายจากการเรียนทตี่ อ้ งทบทวนซำ้ ซาก
6. สนองความแตกตา่ งระหว่างบุคคล ไม่จำเป็นตอ้ งเรียนพร้อมกนั
7. นักเรยี นตอบผดิ ไม่มผี ู้เยาะเย้ย
8. นักเรียนไมต่ อ้ งคอยฟงั ส่งิ ที่ครสู อน
9. ชว่ ยลดภาระของครูในการสอน
10. ชว่ ยประหยัดรายจา่ ยอปุ กรณ์นักเรียนทม่ี จี ำนวนมาก
11. ผู้เรียนจะเรยี นเม่ือใดก็ได้
12. การเรียนไมจ่ ำกัดเรอ่ื งเวลาและสถานที่
13. ส่งเสริมความรับผิดชอบแก่ผเู้ รียนจากประโยชน์ของชุดกจิ กรรมดงั กลา่ ว ผ้วู ิจัยสรปุ ประโยชน์
ของชุดกจิ กรรมสรปุ ได้ดังนี้
1. ผู้เรียนมอี สิ ระในการเรียนรู้
2. ผูเ้ รยี นได้ฝึกทกั ษะกระบวนการคิดในด้านตา่ งๆ
3. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ไดท้ ุกเวลาและสถานที่
4. ย้ำให้เกิดความเข้าใจในเน้ือหาที่เรียนมากยิ่งข้ึน เมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจก็สามารถนำมาศึกษาเรียนรู้ได้
เสมอ แม้วา่ อาจจะลมื เร่อื งเดิมทเ่ี คยเรยี นแล้ว
5. ลดบทบาทหน้าท่ใี นการสอนของครูโดยให้นกั เรยี นมีบทบาทสำคัญในการเรยี นร้แู ทน
6. เป็นการพัฒนาสอ่ื การสอนของครู โดยจะต้องทันสมยั ทันต่อเหตกุ ารณ์ปัจจบุ ัน
7. ลดความกดดนั ให้กบั ผเู้ รยี นท่เี รียนรูช้ า้
8. ช่วยพฒั นาศักยภาพของผ้เู รยี นให้เกิดประสทิ ธภิ าพเต็มตามศักยภาพ
2. หลักสตู รการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานกลุ่มสาระศิลปะ พ.ศ.2551
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 โดย
กำหนด วิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนร้แู ละ
ตัวช้ีวัดทช่ี ัดเจน เพื่อใชเ้ ป็นทศิ ทางในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนในแต่ละระดับ กำหนดโครงสร้างเวลา
เรียนขั้นต่ำของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในแต่ละช้ันปีไว้ในหลักสูตรแกนกลาง และเปิดโอกาสให้สถานศึกษา
เพิม่ เติมเวลาเรียนได้ตามความพรอ้ มและจดุ เนน้ โดยมีรายละเอยี ด ดังนี้
18
วสิ ัยทัศน์
หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐานมุ่งพัฒนาผ้เู รียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลงั ของชาติให้เป็นมนุษย์ท่มี ีความสมดลุ ย์
ท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครอง
ตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข มีความรูแ้ ละทักษะพ้ืนฐาน รวมทั้งเจคติท่ีจำเป็น
ต่อการศกึ ษา ตอ่ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผเู้ รียนเป็นสำคญั บนพ้นื ฐานความเช่ือ
วา่ ทุกคนสามารถเรยี นรู้และพฒั นาตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ
จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพใน
การศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพ่ือให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ดังน้ี
1. มีคณุ ธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พงึ ประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินยั และปฏิบัติตน
ตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาท่ตี นนับถอื ยดึ หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมี
ทักษะชวี ติ
3. มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ทีด่ ี มีสขุ นิสัย และรกั การออกกำลังกาย
4. มีความรกั ชาติ มจี ิตสำนกั ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มั่นในวถิ แี ละการปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
5. มีจิตสำนกึ ในการอนุรกั ษ์วัฒนธรรมลูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดลอ้ ม มี
จติ สาธารณะที่มงุ่ ทำประโยชนแ์ ละสรา้ งสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกนั ในสงั คมอย่างมีความสขุ
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน มุ่งใหผ้ ้เู รยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหา
ความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับและไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลอื กใช้
วิธีการสอื่ สารที่มีประสทิ ธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบทีม่ ีตอ่ ตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพอ่ื การตดั สินใจเก่ียวกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์
19
และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ปัญหา และมกี ารตดั สนิ ใจทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ยี นแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมไม่
พงึ ประสงค์ทีส่ ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ่ืน
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใชเ้ ทคโนโลยีด้านต่างๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อพฒั นาตนเองและสงั คม ในด้านการเรยี นรู้ การส่ือสาร การทำงาน
การแกป้ ัญหาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและ
มีคุณธรรม
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อให้สามารถ
อยรู่ ่วมกับผูอ้ ืน่ ในสังคมไดอ้ ย่างมีความสุขในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดังนี้
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซอ่ื สัตยส์ ุจริต
3. มวี ินยั
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
มาตรฐานการเรียนรู้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ
พัฒนาคุณภาพผเู้ รียน 8 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ดังนี้
1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร์
3. วิทยาศาสตร์
4. สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. สุขศึกษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
20
7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8. ภาษาต่างประเทศ
ตัวชี้วดั
1. ตัวช้วี ัดช้ันปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในแต่ละช้ันปี ในระดับการศกึ ษาภาคบังคับ
(ประถมศึกษาปที ่ี 1 – มธั ยมศึกษาปที ี่ 3)
2. ตัวชี้วดั ช่วงช้ัน เป็นเป้าหมายในการพฒั นาผู้เรียนระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (มัธยมศึกษา
ปที ่ี 4 – 6)
2.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรศู้ ิลปะ
สาระท่ี 1 ทัศนศิลป์
มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทศั นศิลป์ตามจนิ ตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วพิ ากษ์
วิจารณค์ ณุ คา่ งานทศั นศลิ ป์ ถา่ ยทอดความรสู้ ึก ความคดิ ตอ่ งานศิลปะอย่างอิสระ
ชืน่ ชม และประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวนั
มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพนั ธ์ระหว่างทศั นศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวฒั นธรรม เห็นคณุ คา่ งาน
ทศั นศลิ ปท์ เี่ ป็นมรดกทางวฒั นธรรม ภูมิปญั ญาท้องถ่ิน ภูมิปัญญาไทย และสากล
สาระที่ 2 ดนตรี
มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วเิ คราะห์ วพิ ากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอด
ความร้สู ึก ความคิดตอ่ ดนตรีอยา่ งอสิ ระ ชื่นชม และประยุกตใ์ ช้ ในชวี ิตประจำวัน
มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธร์ ะหวา่ งดนตรี ประวตั ิศาสตร์ และวฒั นธรรม เห็นคณุ คา่ ของดนตรี
ที่ เป็นมรดกทางวฒั นธรรม ภูมิปญั ญาท้องถน่ิ ภูมิปญั ญาไทยและสากล
สาระที่ 3 นาฏศิลป์
มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลปอ์ ยา่ งสรา้ งสรรค์ วเิ คราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณคา่
นาฏศลิ ปถ์ า่ ยทอดความร้สู ึก ความคิดอย่างอสิ ระ ช่นื ชม และประยกุ ตใ์ ช้
ในชวี ิตประจำวัน
มาตรฐาน ศ 3.2 เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างนาฏศลิ ป์ ประวตั ศิ าสตร์และวัฒนธรรม เหน็ คุณค่า
ของนาฏศลิ ป์ทเ่ี ปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ ภูมิปัญญาไทยและสากล
3. การระบายสีชอลก์ น้ำมัน
ผดงุ พรมมูล และคณะ (2545, หน้า 12) ได้กลา่ วถงึ สีชอลก์ นำ้ มันไวด้ ังนี้
สีชอล์ก ลักษณะคล้ายสีเทียน แต่มปี ริมาณเนื้อสีมากกวา่ ภาพท่ีเขียนด้วยสชี อล์กจะมีสีสดใสกวา่ สเี ทียน และมีพ้ืนผิว
ขรขุ ระตามปรมิ าณของเนอื้ สี
สมภพ จงจิตตโ์ พธา (2552, หนา้ 87-95) ได้กลา่ วถึงสชี อลก์ น้ำมนั ไว้ดงั น้ี
21
สีชอล์ก เป็นสื่อวัสดุประเภทแห้ง มีสวนผสมของผงสีบดละเอียดกับกาว อารบิก หรือกาวหนังสัตว์ และนํามาอัด
เป็นแท่ง เนื้อสีมีความสด สามารถสร้างสรรค์งานจิตรกรรม คล้ายสีไม้ แต่ตางกนตรงท่ีสีชอล์กสามารถใช้น้ิวถูให้
เกดิ ความกลมกลืน การระบายสี ชอลค์ มีวิธกี ารใช้งานคล้ายดินสอสี สามารถระบายแบบ กลมกลนื ไดโ้ ดยการใช้
นิว้ )ถูเพื่อชวยเกล่ียสหี ากนาํ มาระบายทับกัน 2 ชั้น จะเกดิ สีใหม่
โกศล พิณกลุ (2554, หนา้ 9-13) ได้กล่าวถึงสชี นดิ ชอล์คน้ำมันไว้ดังน้ี
สีชอล์ก หรือสีชอล์กน้ำมัน มีน้ำมันเป็นส่วนผสม ไม่เหมาะสําหรับงานท่ีรายละเอียดมากเพราะปลายแทงสีไม้
แหลมคมเหมือนกบดินสอ
สชี อล์กเทียนหรือสีชอลก์ นำ้ มัน (Oil Pastel) เป็นสีที่นยิ มใช้กันมากในหมู่ของเด็กนักเรียนระดับ
อนบุ าลหรือระดบั ประถมศกึ ษา เหมาะสำหรับการเขียนภาพระบายสที ี่ไมต่ อ้ งการความละเอยี ดเหมือนจริงมากนัก
เช่น การเขียนภาพทิวทศั น์ ภาพหนุ่ น่ิง การะบายสีชอลก์ เทียน นิยมระบายจากสีอ่อนไปหาสีแก่ซึ่งเปน็ การระบาย
สีที่ให้ความสำคัญของภาพจากส่วนที่ได้รบั แสงหรือส่วนที่มีค่าน้ำหนักแสงเงาอ่อนๆ ก่อนส่วนที่มีน้ำหนักเข้มโดย
คอ่ ยๆเพ่มิ นำ้ หนกั ให้เข้มข้นึ โดยใช้สีเขม้ ระบายทบั ตามลำดบั แต่ถา้ หากจะไล่น้ำหนกั โดยทบั สีควรระบายสเี ข้มก่อน
แล้วทบั ดว้ ยสอี ่อนเพื่อเกลี่ย
สีชอล์ก เป็นสีฝุ่นผงละเอียดบริสุทธ์ินำมาอัดเป็นแท่ง ใช้ในการวาดภาพ มากว่า 250 ปีแล้ว
ปจั จุบัน มีการผสมขผ้ี ้งึ หรือกาวยางไม้เขา้ ไปด้วยแล้วอดั เป็นแท่งในลกั ษณะของดนิ สอสี แต่มเี น้ือ ละเอียดกว่า แท่ง
ใหญ่กวา่ และมรี าคาแพงกว่ามาก มักใชใ้ นการวาดภาพเหมือน การสรา้ งงานด้วยสีชอล์กน้ำมนั มักจะมีการระบาย
ทับซ้อน ประมาณ 2 - 3 ช้นั เพ่อื ใหเ้ กิดการผสมผสานสใี หม่ หรอื การไลโ่ ทนสอี ยา่ งกลมกลนื
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. สชี อล์กน้ำมนั มหี ลายย่หี อ้ หาเลอื กซื้อได้ตามความต้องการ
2. กระดาษวาดเขียน ควรใช้กระดาษเนอื้ ค่อนขา้ งหนา ผวิ เรยี บดา้ น นยิ มใชก้ ระดาษ 100 ปอนด์
3. ดินสอ สำหรบั การร่างภาพ ควรใช้ดินสอไส้เกรด HB ก็พอ และดนิ สอ EE ซ่ึงนักเรยี นระดบั อนบุ าลหรือ
ประถมนิยมนำมาใชใ้ นการตดั เสน้ เกบ็ รายละเอยี ด ในขั้นตอนสดุ ท้าย
4. กระดาษชำระ หรือผา้ สะอาด สำหรบั ปดั เชด็ ฝุ่นสีหรอื รอยเปือ้ น
5. โตะ๊ หรือแผน่ กระดานรองเขียน ให้ความสะดวกในการวาดภาพนอกสถานที่
3.1 เทคนคิ การระบายสชี อลก์
1.เทคนคิ การระบายสีชอลก์ นำ้ มนั แบบไล่นำ้ หนกั สี
เป็นการระบายสีชอล์กน้ำมันต้ังแต่ 2 สีข้ึนไปและต้องเป็นสีที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน เช่น สีแดง สีส้ม สี
เหลือง เป็นต้น โดยวิธีการระบายต้องระบายจากสีที่มีน้ำหนักเข้มท่ีสุดก่อนแล้วจึงระบายสีท่ีอ่อนลงตามลำดับ
เทคนิคการระบายคือเมอ่ื ระบายสีที่หนึง่ แล้วสที ี่สองต้องระบายทบั สีท่ีหนึ่งเลก็ นอ้ ยเพ่ือให้เกลีย่ สไี ดเ้ รียบเนียน แล้ว
จึงระบายสที ่ีสามหรือส่ใี นลักษณะเดิม
22
2.เทคนคิ การระบายสชี อลก์ นำ้ มนั แบบจดุ สี
เป็นการระบายสชี อลก์ น้ำมันด้วยการจดุ สี คอื การระบายดว้ ยเทคนคิ น้ีแบ่งเป็น 2ลักษณะคือ
1. ระบายสีชอล์กนำ้ มนั ให้เรียบเป็นการรองพนื้ ก่อนการจดุ ด้วยสีจากเขม้ ไปออ่ น
2. การจุดด้วยสจี ากเข้มไปอ่อนโดยจดุ ทับกันไปเรือ่ ยๆใหเ้ ห็นพน้ื ท่ขี าวนอ้ ยท่ีสดุ โดยไมต่ อ้ งรองพื้น
3.เทคนคิ การระบายสีชอลก์ น้ำมนั แบบการผสมสีขาว
เป็นเทคนิคการระบายสชี อลก์ น้ำมันเพ่ือให้สีลดความสดใสลง ให้ภาพดูนุ่มข้ึนด้วยการผสมสีขาว วิธีการ
ระบายคอื ระบายสีให้เรียบตามปกตแิ ลว้ จงึ นำสีขาวมาระบายทบั อกี ช้นั จะได้ภาพทด่ี ูสวา่ งขน้ึ
4.เทคนิคการระบายสีชอลก์ น้ำมนั แบบการผสมสีดำหรอื สคี ่ตู รงขา้ ม
เป็นการระบายสีชอล์กน้ำมันเพ่ือให้ภาพดูมีเงา หรือมีน้ำหนักมากขึ้น เพ่ือความเป็นมิติ มีความลึกต้ืน
หนาบาง ด้วยการระบายสดี ำหรือสีคตู่ รงขา้ มทับอีกชน้ั หรือบริเวณที่ต้องการให้เข้ม เช่นเมอ่ื ต้องการระบายผลแอป
เปล้ิ สีแดง ควรระบายสแี ดงให้เรยี บกอ่ นแลว้ จงึ นำสีดำหรือสีเขียวซง่ึ เปน็ สีคู่ตรงข้ามของสีแดงมาระบายทับบริเวณ
เงา
5.เทคนคิ การระบายสชี อลก์ นำ้ มนั แบบการขดู สี
เทคนิคน้ีเปน็ วธิ กี ารระบายสชี อลก์ น้ำมันแบบการระบายสกี ี่สีก็ได้ให้ทั่วกระดาษหรือบรเิ วณที่ต้องการแล้ว
นำสีดำหรือสที ีเ่ ข้มๆมาระบายทับทัง้ หมด แล้วนำไม้แหลมมาวาดเป็นลวดลายตามตอ้ งการ จะไดภ้ าพที่แปลกใหม่
6.เทคนิคการระบายสชี อลก์ นำ้ มนั แบบการใชน้ ำ้ มันเกล่ียสี
เปน็ เทคนิคการเกลี่ยสชี อล์กน้ำมนั ให้เรยี บเนียนยง่ื ขึ้น ดว้ ยการนำน้ำมนั เบบี้ออยส์ หรือน้ำมนั อ่ืนๆ มาเกล่ียบริเวณ
รอยต่อของแต่ละสีหรือตามตะเข็บสรทต่ี ้องการจะเกล่ยี ให้กลมกลืน
4. รูปแบบการสอนทกั ษะปฏบิ ตั ิของเดวสี ์
รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ (Davies. 1971: 50-56) ได้ให้แนวคิด เก่ียวกับการพัฒนาทักษะ
ปฏิบัตวิ า่ ทักษะส่วนใหญจ่ ะประกอบไปด้วยทักษะย่อย ๆ จํานวนมาก ดังนนั้ ควรฝกึ ใหผ้ ้เู รยี นสามารถทาํ ทักษะย่อย
ๆ เหล่านั้นได้ก่อน แล้วคอ่ ยเชื่อมโยงตอ่ กนั เปน็ ทักษะใหญจ่ ะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นประสบผลสําเรจ็ ได้ดีและรวดเรว็ ข้ึน ซ่ึง
กระบวนการเรียนการสอนของ รปู แบบน้ีมีท้ังหมด 5 ขั้นคือ 1) ข้ันสาธิตทักษะหรือการกระทําเป็นข้นั ที่ให้ผู้เรียน
ได้เห็นทักษะหรอื การ กระทําที่ต้องการให้ผู้เรียนทําไดใ้ นภาพรวม โดยการสาธิตให้ผู้เรยี นดูทั้งหมดตัง้ แตต่ ้นจนจบ
ทักษะหรือการกระทําท่สี าธติ ใหผ้ เู้ รยี นดูนั้นจะต้องเป็นการกระทาํ ในลกั ษณะทเ่ี ปน็ ธรรมชาตไิ ม่ช้า หรือเร็วเกินปกติ
ก่อนการสาธิต ครูควรให้คําแนะนาํ แก่ผเู้ รียนในการสังเกตควรชี้แนะจุดสําคญั ท่ี ควรใหค้ วามสนใจเปน็ พิเศษในการ
สังเกต 2) ขั้นสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยเม่ือผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของการกระทําหรือทักษะทั้งหมด
แล้วผู้สอนควรจะแตกทักษะท้ังหมดให้เป็นทักษะย่อย ๆ หรือแบ่งสิ่งที่ กระทําออกเป็นส่วนย่อย ๆ และสาธิต
สว่ นย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรยี นสงั เกตและทําตามไปทลี ะสว่ น อย่างช้า ๆ 3) ข้ันให้ผูเ้ รยี นปฏิบัติทักษะย่อยผู้เรียนลง
มอื ปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่มีการ สาธิตหรือมีแบบอย่างใหด้ ูหากติดขัดจดุ ใด ผู้สอนควรให้คําช้ีแนะ และช่วยแก้ไข
จนผเู้ รยี นทํา ได้ เมื่อไดแ้ ลว้ ผู้สอนจึงเรม่ิ สาธติ ทกั ษะยอ่ ยสว่ นต่อไปและใหผ้ ู้เรยี นปฏิบัติทักษะย่อยน้ันจนทํา ได้ ทํา
เช่นนี้เรื่อยไปจนกระท่ัง ครบทุกส่วน 4) ข้ันให้เทคนิควิธีการเม่ือผู้เรียนปฏิบัติได้แล้วผู้สอนอาจแนะนําเทคนิค
23
วิธกี ารท่จี ะช่วยให้ผเู้ รยี นสามารถทาํ งานนั้นได้ดีขึ้น เช่นทําได้ประณตี สวยงามขนึ้ ทาํ ไดร้ วดเร็ว ข้นึ ทาํ ไดง้ ่ายขึ้นหรือ
สน้ิ เปลืองนอ้ ยลงเป็นต้น 5) ข้ันใหผ้ ู้เรียนเชอื่ มโยงทักษะย่อย ๆ เปน็ ทักษะที่สมบรู ณ์เม่ือผเู้ รยี น สามารถปฏบิ ัติแต่
ละส่วนได้แล้วจึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ๆต่อเนื่องกันต้ังแต่ต้นจนจบและ ฝึกปฏิบัติหลาย ๆครั้งจนกระทั่ง
สามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างที่ชํานาญ 2.2.3 รูปแบบการเรียนการสอนทเ่ี นน้ ทักษะปฏิบัตขิ องนวลจิตต์
เชาวกีรติพงศ์ (2535) เป็นผู้พัฒนารูปแบบนี้ข้ึน รูปแบบการเรียนการสอน ประกอบด้วย ยุทธวิธี 3 ยุทธวิธี ให้
ผสู้ อนได้ เลือกใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้นักเรียน มคี วามรู้ความเขา้ ใจเกียวกับงานที่ทาํ และเกดิ ทกั ษะในการ ทํางาน
น้ันได้อย่างชํานาญตามเกณฑ์ รวมทง้ั มี เจตคตทิ ่ีดแี ละลกั ษณะนสิ ัยทีด่ ีในการทาํ งานดว้ ย ได้แก่
ยทุ ธวิธีที่ 1 การสอนทฤษฏีก่อนสอนงานปฏิบัติเหมาะสําหรับการสอน เน้ือหาปฏิบัติท่ีมีลักษณะซับซ้อน
เส่ียงอันตราย และเนือ้ หาสามารถแยกสว่ นภาคทฤษฏแี ละปฏบิ ัติ ไดช้ ัดเจนมขี น้ั ตอนดังนคี้ อื
1) ข้ันนาํ แนะนํางาน กระต้นุ ให้ผูเ้ รยี นเกดิ ความสนใจ และเหน็ คุณคา่ ในงานนน้ั
2) ขั้นให้ความรู้ ใหค้ วามรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกับงานท่จี ะทํา
3) ขั้นฝกึ ปฏบิ ัติ ผเู้ รียนลงมือทํางาน ทาํ ตามแบบหรอื เลยี นแบบ หรือลองผดิ ลองถูก ก่อนแลว้ ลอง ทํา
เอง ครูคอยสังเกตใหข้ ้อมลู ย้อนกลบั เป็นระยะ ๆ จนทาํ ได้ถูกตอ้ งฝึกหลายครงั้ จนชาํ นาญ
4) ขั้นประเมินผล ผู้เรียนได้รับการประเมินทักษะปฏิบัติ และลักษะนิสัยในการทํางาน และความยั่งยืน
คงทน โดยดูความชาํ นาญ ถ้าชํานาญกจ็ ะจําได้ดีและนาน
ยทุ ธวธิ ที ่ี 2 การสอนงานปฏิบตั ิกอ่ นสอนทฤษฏี เหมาะสําหรบั เน้ือหางานปฏบิ ตั ทิ ่มี ลี ักษณะไมซ่ ับซอ้ นหรือ
เปน็ งานปฏิบตั ทิ ผ่ี ู้เรียนเคยมีประสบการณม์ าบา้ งแลว้ เป็นงานเส่ยี งตอ่ ชีวติ น้อยมขี น้ั ตอนดงั น้ีคอื
1) ขั้นนํา แนะนาํ งาน กระตุ้นความสนใจ และเหน็ คณุ คา่
2) ขั้นให้ผูเ้ รียนปฏิบัติ และสังเกตการณ์ ผู้เรียนมกี ารปฏิบัติ สังเกต และจดบนั ทกึ
3) ขั้นวเิ คราะห์การปฏิบตั ิและสงั เกตการณ์ รว่ มกนั วเิ คราะห์ พฤตกิ รรมการปฏิบัติ และอภิปรายผล
4) ขั้นเสริมความรู้ จากผลการวิเคราะห์และอภิปรายการปฏบิ ตั ิ ผู้สอนเสรมิ ความรทู้ ีÉเป็นประโยชน์
5) ขน้ั ใหผ้ เู้ รียนปฏบิ ตั งิ านใหม่ เพอ่ื ปรบั ปรงุ แก้ไข ขอ้ บกพร่อง
6) ข้นั ประเมินผล ประเมนิ ทกั ษะปฏบิ ัติ ลักษณะนิสยั และความคงทนของการเรียนรู้ จากความชํานาญ
ยทุ ธวธิ ีท่ี 3 การสอนทฤษฏีและปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน เหมาะสําหรบั บทเรียนที่มีลักษณะของเนื้อหาภาค
ทฤษฏแี ละปฏิบตั ิ ที่ไมส่ ามารถแยกจากกนั ได้เด็ดขาด
1) ขั้นนํา แนะนํางาน กระตนุ้ ให้ผูเ้ รียนเกดิ ความสนใจ และเห็นคณุ ค่าในงานนน้ั
2) ขนั้ ใหค้ วามรู้ ใหป้ ฏิบัติ และให้ข้อมูลยอ้ นกลับไปพรอ้ ม ๆ กัน
3) ขน้ั ใหป้ ฏิบัติงานตามลําพงั
4) ข้ันประเมินผล นักเรียนได้รับการประเมินทักษะปฏิบัติ ลักษณะนิสัยในการทํางาน และความยั่งยืน
คงทน โดยดูความชํานาญการสอนทักษะปฏิบัติทั่ง3 ลักษณะได้แก่ การสอนทฤษฎีก่อนปฏิบัติการสอน
ปฏิบัติก่อนสอนทฤษฎีและการสอนทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน สามารถเลือกใช้ตามเง่ือนไขหรือ
24
สถานการณท์ ีเ่ หมาะสมตามเกณฑเ์ สนอแนะในรูปแบบลกั ษณะดงั กลา่ ว ทาํ ให้รูปแบบและมีความ
ยดื หย่นุ และใชไ้ ด้ครอบคลมุ กบั การสอนทกั ษะปฏิบัตใิ นสายอาชีพสายต่าง ๆ
5. งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
ผูว้ จิ ยั ไดท้ ำการศกึ ษางานวิจยั ท่เี กยี่ วขอ้ งภายในประเทศ โดยมรี ายละเอียด ดงั นี้
1. งานวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ้ งกบั การพัฒนา และหาประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทกั ษะหรอื ชุดกิจกรรมเสริมทักษะวิชาศิลปะ
ในประเทศ ผู้วิจัยไดท้ ําการศึกษางานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกบการจัดการ เรียนการสอนวิชาศิลปะโดยใช้แบบฝึกทักษะ
เปรียบเทียบกบการจัดการเรียนการสอนโดยวธิ ีปกตใิ นประเทศ ดังน้ี
ขวัญเมือง ปักษาสุข (2550 : 92) การพัฒนาแบบฝึกการเขียนภาพระบายสีเพ่ือสร้างความตระหนักตอ
ธรรมชาติ สงิ แวดล้อม และการอนุรักษ์แม่น้ำท่าจีน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัดบางพระ ผลการวจิ ัยพบว่า
แบบฝึกการเขียนภาพระบายสีที่สร้างขึ้น มีประสิทธภิ าพอยู่ ในเกณฑ์ 80/80 สูงกวาเกณฑ์ทก่ี ำหนด 70/70 และ
สามารถนาํ ไปใชก้ บการเรยี นการสอนได้เปน็ อย่างดี
รตั มณี เสนกี าญจน์ (2552 : 57) การพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบค้นพบ เร่ืองเทคนิคการสรา้ งภาพ
ศิลปะสําหรับนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ชุดมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 53 กิจกรรมการ
เรียนรแู้ บบค้นพบท่ีสร้างข้ึนมีประสิทธภิ าพอยูในเกณฑ์ 85.89/86.33 สูงกวาเกณฑ์ที่กำหนด 85/85 ผลสัมฤทธิ
ทางการเรยี นของนักเรียนทเ่ี รียนจากชุดกิจกรรม สงู กว่านักเรียนทเี่ รียน โดยวธิ ีปกติ อย่างมนี ัยสาํ คัญทรี่ ะดบั 0.01
วชิรา วงษ์พันธ์ุ (2555 : 10) การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาทักษะการระบายสีOil Pastels ด้วย
เทคนิคระบายสี 5 เทคนิค ของ นักเรียนชั้น ป.3โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม ปีการศึกษา 2555และมี
ประสิทธิผลแบบ E1 / E2 ตามเกณฑ์ 80 / 80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพแบบ E1 / E2 ตามเกณฑ์80
/80ผลการวจิ ัยพบว่าการพัฒนาทกั ษะ การระบายสี Oil Pastels ด้วยเทคนิคระบายสี5 เทคนคิ ของนกั เรียนช้ัน ป.
3โรงเรียนอสั สมั ชัญ แผนกประถม ปีการศึกษา 2555 มีประสิทธภิ าพ E1 / E2 มีค่า 89.11 /89.41 ซึง่ เป็นไปตาม
สมมติฐาน คอื หลังจากฝกึ ระบายสีOil Pastels ดวย้ เทคนิค5 เทคนิคนักเรียนช้นั ป.3 ปกี ารศึกษา 2555 มีทักษะ
การระบายสีOil Pastels ดมี ากกว่าก่อนเรยี น
จากงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนา และหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะหรือ ชุดกิจกรรมเสริม
ทกั ษะวิชาศิลปะ ในประเทศท่ีกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่าการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะหรอื ชุด
กิจกรรมเสริมทักษะวิชาศิลปะมีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หรือสูงกว่าเกณฑ์ที่ตังไว้ สามารถใชใ้ นการจัดการ
เรียนการสอนได้ เป็นการชวยกระตุ้นจินตนาการและความสนใจของผู้เรียนให้มคี วามอยากเรยี นรู้ สามารถอธิบาย
ให้เป็นท่เี ข้าใจและช่วยในการจาํ สาํ หรบั ผเู้ รยี น มปี ระโยชนต์ ่อการจัดการเรยี นการสอน
25
บทที่ 3
วิธดี ำเนนิ การศึกษาค้นคว้า
การวิจัยเร่ือง การพฒั นาทักษะการระบายสีชอล์กนำ้ มัน โดยใช้ชุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสี
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวังไกลกงั วล ในพระบรมราชูปถมั ภ์ ถนนเพชรเกษม ตำบลหวั หิน
อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบครี ีขันธ์ ผวู้ ิจัยได้ดำเนนิ การตามขนั้ ตอนดังนี้
1. การกำหนดประชากรและการสมุ่ กลุ่มตัวอย่าง
2. การสร้างเครื่องมือทีใ่ ช้ในการวิจัย
3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
4. การจัดกระทำและการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การกำหนดประชากรและการเลอื กกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรทใี่ ช้ในการวิจัย
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวิจัยคร้งั น้ี เปน็ นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรยี นวงั ไกลกงั วล ในพระ
บรมราชูปถมั ภ์ ถนนเพชรเกษม ตำบลหัวหนิ อำเภอหัวหนิ จังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ์
กลุ่มตวั อย่างทใ่ี ช้ในการวิจัย
กลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ช้ในการวจิ ยั คร้ังนี้ เปน็ นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5/2 โรงเรียนวงั ไกลกงั วล ใน
พระบรมราชูปถมั ภ์ ถนนเพชรเกษม ตำบลหวั หิน อำเภอหัวหนิ จงั หวัดประจวบครี ขี ันธ์ ท่ีกำลังศกึ ษาอยภู่ าคเรยี น
ท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 โดยการสุม่ กลมุ่ ตวั อย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 1 หอ้ งเรียน
ทัง้ หมดจำนวน 36 คน จากนักเรียนทงั้ หมดจำนวน 36 คน โดยที่โรงเรยี นจดั ห้องเรียนตามแผนการเรยี นแบบคละ
ความสามารถของนกั เรยี นทม่ี ีผลการเรียนระดบั เกง่ ปานกลางและออ่ นอยูใ่ นหอ้ งเดยี วกัน
การสร้างเครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการศึกษาค้นควา้
เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัยคร้ังนป้ี ระกอบด้วย
1. ชุดกจิ กรรมการเรยี นการสอนเร่ือง การพฒั นาทกั ษะการระบายสชี อล์กน้ำมัน โดยใช้ชดุ กิจกรรม
การเขยี นภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/2 ประกอบด้วย
1.1 คูม่ ือผการใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนการสอน เรอื่ ง การพัฒนาทกั ษะการระบายสชี อล์ก
นำ้ มนั โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขยี นภาพระบายสี ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5/2 ประกอบด้วย
1.1.1 คำนำชดุ กิจกรรมการเรยี นการสอน
1.1.2 สารบัญของชุดกิจกรรมการเรยี นการสอน
26
1.1.3 องค์ประกอบของชดุ กิจกรรมการเรยี นการสอน
1.1.4 คำชแี้ จงในการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน
1.1.5 มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวชว้ี ดั และจดุ ประสงค์การเรียนรู้
1.1.6 แบบทดสอบก่อนเรยี น-หลงั เรยี น
1.1.7 เนือ้ หาของชุดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
1.1.8 เกณฑก์ ารให้คะแนนและการประเมินผลการเรียนรู้
1.2 บทเรยี นประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียนรู้ และในเอกสารประกอบการเรียนรู้
แต่ละชดุ ประกอบด้วย เนอื้ หา ตัวอยา่ งและใบกิจกรรม
1.3 แผนการจดั การเรียนรู้ จำนวน 3 แผน แต่ละแผนจะสอดคล้องตามเอกสาร
ประกอบการเรยี นรู้
ขน้ั ตอนการสร้างชดุ กิจกรรมการเรยี นการสอน เรอื่ ง การพัฒนาทกั ษะการระบายสีชอล์กน้ำมนั โดยใชช้ ดุ
กิจกรรมการเขียนภาพระบายสี ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/2
1. การเตรียมงานด้านวชิ าการ
ผวู้ จิ ัยได้ศกึ ษาหนังสือและเอกสารทเ่ี ก่ียวข้องเพอื่ เป็นแนวทางในการสร้างชดุ กิจกรรมการ
เรียนการสอน เร่ือง การพฒั นาทักษะการระบายสชี อล์กนำ้ มัน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสี ของ
นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 และเปน็ แนวทางในการจดั การเรียนการสอนดังน้ี
1.1 ศึกษาเนอื้ หาเรอ่ื ง การพฒั นาทักษะการเขยี นภาพระบายสีชอล์กนำ้ มัน จากหนงั สือ
และเอกสารประกอบด้วย
1.1.1 หนงั สือเรยี นรายวิชาทศั นศิลป์ ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 กล่มุ สาระการ
เรยี นรศู้ ลิ ปะ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2552)
1.1.2 การระบายสีชอลก์ น้ำมนั (โกศล พณิ กุล 2554, หน้า 9-13)
1.1.3 จติ รกรรมสร้างสรรค์ (สมภพ จงจิตตโ์ พธา. 2554)
1.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การสร้างชดุ กิจกรรมการเรียนการสอน
เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างชดุ กิจกรรมการเรยี นการสอน เรื่อง การพฒั นาทกั ษะการระบายสีชอล์กนำ้ มนั โดยใช้
ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสี ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2
1.3 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้องกบั รปู แบบการสอนทักษะปฏิบตั ิของเดวสี ์
2. การสร้างชุดกจิ กรรมการเรยี นการสอน เรื่อง การพฒั นาทกั ษะการระบายสชี อลก์ นำ้ มนั โดยใช้ชุด
กิจกรรมการเขยี นภาพระบายสี ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 ผวู้ จิ ัยดำเนนิ การสร้างดงั น้ี
1.4 นำปัญหาที่เกิดจากการเรียนการสอนที่เก่ยี วขอ้ งกบั การเขยี นภาพระบายสีชอล์กน้ำมนั
ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5/2 มากำหนดกรอบเน้ือหา เร่ือง การพฒั นาทกั ษะการเขียนภาพระบายสโี ดยใช้
27
ชดุ กจิ กรรมการเขียนภาพระบายสีโปสเตอร์ตามหลักการของเดวีส์ เปน็ บทเรยี นสำหรบั ใช้ในการจดั กจิ กรรมการ
เรียนรโู้ ดยแบ่งเน้อื หาออกเป็นเทคนิคการระบายสีชอล์กนำ้ มัน 6 เทคนคิ ประกอบด้วย
2.1.1 เทคนิคการระบายสชี อลก์ น้ำมนแบบไลน่ ำ้ หนักสี
2.1.2 เทคนคิ การระบายสชี อล์กนำ้ มนแบบจุดสี
2.1.3 เทคนิคการระบายสชี อลก์ น้ำมนแบบการผสมสขี าว
2.1.4 เทคนคิ การระบายสชี อลก์ น้ำมนแบบการผสมสดี ำหรือสคี ู่ครงขา้ ม
2.1.5 เทคนิคการระบายสชี อล์กนำ้ มนแบบการใชน้ ้ำมันเกล่ียสี
2.1.6 เทคนิคการระบายสีชอล์กน้ำมนแบบการขูดสี
1.5 จดั ทำชดุ กจิ กรรมโดยออกแบบชดุ กิจกรรมให้สอดคล้องกบั เนอื้ หาและจุดประสงค์
1.6 จดั ทำคู่มือการใช้ ประกอบดว้ ย
1.6.1 ชุดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
1.6.2 สารบญั ของชุดกิจกรรมการเรยี นการสอน
1.6.3 องคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
1.6.4 คำชแี้ จงในการใช้ชดุ กิจกรรมการเรยี นการสอน
1.6.5 มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ดั และจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1.6.6 แบบทดสอบกอ่ นเรียน-หลงั เรยี น
1.6.7 เนื้อหาของชุดกิจกรรมการเรียนการสอน
1.6.8 เกณฑ์การใหค้ ะแนนและการประเมินผลการเรยี นรู้
1.7 จัดทำแผนการเรยี นรู้ เรอื่ ง การพฒั นาทักษะการเขียนภาพระบายสีโดยใช้ชดุ
กิจกรรมการเขยี นภาพระบายสีโปสเตอร์ตามหลักการของเดวีสร์ ่วมกับเทคนคิ STAD ประกอบดว้ ย
1.7.1 มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชี้วดั
1.7.2 จุดประสงค์การเรียนรู้
1.7.3 สาระสำคญั
1.7.4 สมรรถนะสำคญั
1.7.5 คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1.7.6 สาระการเรยี นรู้
1.7.7 กจิ กรรมการเรยี นรู้
1.7.8 สอื่ การเรยี นการสอน
1.7.9 การวัดและประเมนิ ผล
1.7.10 บนั ทกึ ผลหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน
28
1.7.11 เกณฑ์การให้คะแนนชน้ิ งาน
3. นำชุดกิจกรรมการเรียนการสอนการพฒั นาทักษะการระบายสีชอลก์ น้ำมัน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขยี น
ภาพระบายสขี องนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่5/2 ที่ผ้วู จิ ยั สรา้ งข้ึนเสนอตอ่ คณะกรรมการและผ้เู ชยี่ วชาญจำนวน 3
ท่าน เพ่ือพิจารณาความเหมาะสมของเน้ือหา ตรวจสอบความถูกต้องและชี้แนะข้อบกพร่องพร้อมท้ังให้
ขอ้ เสนอแนะในการปรับปรงุ แก้ไขโดยพจิ ารณาว่าแบบทดสอบท่ีสร้างขึ้นสอดคล้องกับเน้ือหาและจุดประสงค์การ
เรียนรหู้ รือไมโ่ ดยใชเ้ กณฑก์ ารพิจารณาดังน้ี
คะแนน +1 สำหรบั ข้อสอบที่สอดคล้องกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
คะแนน 0 สำหรับขอ้ ที่ไม่แนใ่ จว่าสอดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้
คะแนน -1 สำหรับขอ้ ที่ไมส่ อดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
4. นำชดุ กจิ กรรมการเรยี นการสอนจากข้อที่ 3 ท่ไี ด้รบั การตรวจสอบจากคณะกรรมการและผ้เู ชย่ี วชาญ
จำนวน 3 ทา่ น ไปปรับปรุงแกไ้ ขตามคำแนะนำ
5. นำชุดกิจกรรมการเรยี นการสอนจากข้อท่ี 4 ทีไ่ ดร้ ับการปรับปรงุ แกไ้ ขเสนอตอ่
คณะกรรมการและผู้เช่ียวชาญจำนวน 3 ท่าน ให้พจิ ารณาอีกครัง้ แล้วนำมาปรบั ปรงุ แก้ไขใหเ้ รยี บร้อย
6. นำชุดกิจกรรมการเรยี นการสอนจากขอ้ ที่ 5 ไปทดลองใชก้ บั กลุม่ ทดลองตัวอยา่ งซึ่งเปน็
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่5/2 โรงเรยี นวังไกลกงั วล ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จำนวน 1 หอ้ งเรียน จำนวนนกั เรียน
36 คน
การเก็บรวมรวบข้อมลู
1. ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเรยี นการสอน เร่ือง การพฒั นาทักษะการ
ระบายสชี อล์กนำ้ มนั โดยใชช้ ุดกิจกรรมการเขยี นภาพระบายสขี องนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5/2 รวม 7 คาบ
ดงั นี้
1.1 กิจกรรมการเรยี นรทู้ ่ี 1 ทำแบบทดสอบก่อนเรียน และฝกึ ระบายสีชอลก์ น้ำมนั
เทคนคิ การไล่สแี ละจดุ สีจำนวน 2 คาบ
1.2 กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ี 2 การฝกึ ระบายสีชอล์กนำ้ มันเทคนิคการผสมสีขาวและ
เทคนคิ การผสมสีดำหรอื สีคตู่ รงข้าม จำนวน 2 คาบ
1.3 กิจกรรมการเรยี นร้ทู ่ี 3 การฝกึ ระบายสชี อล์กน้ำมันเทคนคิ การใช้น้ำมันเกลี่ยสี และ
เทคนคิ การขูดสี จำนวน 2 คาบ
1.4 กิจกรรมการเรียนรทู้ ี่ 4 การทดสอบหลงั เรยี น จำนวน 1 คาบ
29
2. การทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรอ่ื ง การพฒั นาทักษะการ
ระบายสชี อลก์ นำ้ มนั โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสี ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/2 ทัง้ ก่อนการ
ใชช้ ดุ กิจกรรมและหลงั การใช้ชุดกจิ กรรม รวมแลว้ จำนวน 1 คาบ
การจดั กระทำและการวเิ คราะหข์ ้อมูล
1. ผู้วจิ ัยสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 1 ห้องเรียน จำนวน 35 คน โดยกอ่ นใชช้ ดุ
กิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การพัฒนาทกั ษะการระบายสีชอลก์ นำ้ มัน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบาย
สี ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/2 ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิก่อนเรยี นด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอน ในส่วนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะมีใบกิจกรรมให้
นักเรียนปฏิบัติเป็นรายบุคคล ผู้วิจัยจะนำใบกิจกรรมไปตรวจให้คะแนนทุกคร้ังเพื่อเป็นส่วนหน่ึงของการ
ประเมินผลการเรียนรู้ สำหรับใบกิจกรรมจะคิดคะแนนเป็นรายบุคคลแล้วนำมาเฉล่ยี เป็นคะแนนของกลุ่ม คิดเป็น
รอ้ ยละ 20 ของคะแนนเต็ม
2. เมื่อนักเรยี นกลุ่มตวั อย่างปฏบิ ัตกิ จิ กรรมครบทุกเอกสารการเรยี นรู้ในชดุ กจิ กรรม
การเรียนการสอน เรื่อง การพัฒนาทักษะการระบายสีชอล์กน้ำมัน โดยใชช้ ุดกิจกรรมการเขียนภาพ ระบายสี
ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 เสรจ็ แลว้ ผู้วจิ ัยดำเนินการดังน้ี
2.1 นกั เรียนกล่มุ ตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธห์ิ ลงั เรยี นด้วยชดุ กจิ กรรม
เรอื่ ง การพัฒนาทักษะการระบายสีชอล์กนำ้ มนั โดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสี ของนักเรียนช้นั
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 แบบปรนัย 10 ข้อ คะแนนเต็ม 10 คะแนน ใช้เวลาในการทดสอบ 30 นาที
3. ผ้วู จิ ยั นำคะแนนทไี่ ด้ตอ่ ไปนีม้ าวิเคราะหโ์ ดยใชว้ ิธีการทางสถติ ติ ่อไป
3.1 คะแนนใบกิจกรรมจากขอ้ 1
3.2 คะแนนแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธก์ิ อ่ นการเรยี นด้วยชดุ กิจกรรมและ
หลงั การเรยี นด้วยชดุ กิจกรรม จากขอ้ 2.1 เรื่อง การพฒั นาทักษะการระบายสีชอล์กนำ้ มนั โดยใช้ชุดกจิ กรรมการ
เขยี นภาพระบายสี ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5/2
การวิเคราะหข์ ้อมูล
1. หาคา่ สถติ พิ น้ื ฐานของคะแนนท่ีได้จากการทำใบกจิ กรรมในชุดฝึกทกั ษะ แบบทดสอบ
วดั ผลสัมฤทธ์กิ ่อนการเรียนด้วยชดุ กิจกรรมและหลังการเรียนด้วยชดุ กิจกรรม เรอื่ ง การพัฒนาทกั ษะการระบายสี
ชอล์กนำ้ มนั โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเขียนภาพระบายสี ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5/2 มาวเิ คราะหโ์ ดย
ใช้ ค่าเฉลย่ี เลขคณติ และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
30
2. ทดสอบสมมติฐานท่ีว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี5/2 หลังจากการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม การ
เรียนการสอน เร่ือง การพัฒนาทักษะการระบายสีชอล์กน้ำมัน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสี ของ
นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 มีผลการเรียนร้ผู ่านเกณฑ์เปน็ จำนวน 70 ข้ึนไป ของจำนวนนักเรยี นทั้งหมดดว้ ย
การทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกับ ค่าสัดส่วนของประชากรโดยใชส้ ถติ ทิ ดสอบ T (t – test dependent)
สถิติท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล X
1. สถิตพิ ้ืนฐาน ไดแ้ ก่
N
ค่าเฉลีย่ เลขคณิต
X=
ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
S.D. =
S.D แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน
แทน ผลรวมของคะแนน
แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตัวยกกำลังสอง
N แทน จำนวนผู้เรียน
2. สถิตทิ ี่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครอื่ งมอื ที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่
ค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งของขอ้ สอบ ( IOC)
IOC = R
N
IOC แทน ค่าดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างข้อคำถามกบั จุดประสงค์
หรือพฤติกรรม
R แทน ผลรวมคะแนนความคดิ เหน็ ของผู้เชี่ยวชาญ
N แทน จำนวนผเู้ ชีย่ วชาญ
3. สถติ ิท่ีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ไดแ้ ก่
สถิตทิ ดสอบ T (t – test dependent)
31
t= D
n D2 − ( D)2
n −1
T แทน ค่าท่ีใช้พจิ ารณา t – test dependent
D แทน ผลต่างของคะแนนทดสอบก่อนเรยี นกับคะแนนทดสอบ
หลงั เรียน
D แทน ผลรวมของผลต่างคะแนนทดสอบกอ่ นเรยี นกบั คะแนน
ทดสอบหลงั เรยี น
N แทน จำนวนผเู้ รยี น
32
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู
สัญลกั ษณท์ ี่ใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การวิจัยครัง้ นมี้ ีจุดมงุ่ หมายเพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาศิลปะโดยการสรา้ งชุดกิจกรรม เรอ่ื ง
การพฒั นาทักษะการระบายสชี อลก์ น้ำมัน โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสีของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปี
ท่ี 5/2 และศกึ ษาผลการเรยี นรหู้ ลงั จากการใชช้ ุดฝึกทักษะปฏบิ ตั ิ เรอื่ ง การพฒั นาทักษะการระบายสชี อลก์ นำ้ มนั
โดยใช้ชุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสีของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 รวมท้ังศกึ ษาความพงึ พอใจทีม่ ตี อ่
เนื้อหาการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าศลิ ปะโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการวาดภาพระบายสีชอลก์ นำ้ มันและ
กจิ กรรมการเรยี นรู้หลังจากการใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนการสอน การพัฒนาทกั ษะการระบายสชี อล์กนำ้ มนั โดยใช้
ชุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสีของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5/2 เพ่ือใหเ้ ข้าใจตรงกนั ผ้วู จิ ยั ไดก้ ำหนด
สัญลกั ษณ์ที่ใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลและนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดงั น้ี
N แทน จำนวนนักเรยี นในกลมุ่ ตวั อย่าง
X แทน คะแนนเฉลย่ี
S.D. แทน ค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนน
t แทน คา่ สถิติที่ใช้พิจารณา t-distribution
* แทน มนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั .05
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ผู้วจิ ยั จำแนกออกเปน็ 2 ตอน ดงั น้ี
ตอนท่ี 1 ผลการหาประสิทธภิ าพของเครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นงานวิจัย
ตอนท่ี 2 ผลการพฒั นาทักษะการระบายสชี อล์กน้ำมัน โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสี
ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5/2
ตอนท่ี 1 ผลการหาประสิทธภิ าพของเครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นงานวจิ ยั
ตารางท่ี 1 ผลสรปุ การประเมิน แบบประเมนิ ความสอดคล้องระหว่างจดุ ประสงค์และเนอ้ื หาของ
ชุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสีชอลก์ นำ้ มันของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2
ลำดับ ผเู้ ชีย่ วชาญ รวม IOC ผลการเมนิ
33
ท่ี 1 2 3
1 +1 +1 0 +2 0.66 ใชไ้ ด้
2 +1 +1 +1 +3 1.00 ใช้ได้
3 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
4 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
5 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
6 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
7 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
8 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
9 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
10 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
11 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
12 0 +1 +1 +1 0.66 ใชไ้ ด้
13 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
14 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
15 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
จากตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน ต่อแบบประเมินความสอดคล้อง
ระหวา่ งจุดประสงคแ์ ละเนือ้ หาของชดุ แบบฝึกทักษะการการระบายสชี อล์กน้ำมัน โดยการใช้สตู รการหาค่า IOC ค่า
ดัชนคี วามสอดคลอ้ งท่ียอมรับมีคา่ ตง้ั แต่ 0.05 ขึ้นไป ซึ่งผลการประเมนิ ความสอดคลอ้ งรายละเอียดของเนื้อหาและ
องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ของชุดแบบฝึกทักษะการวาดภาพตามลำดบั อย่ทู ี่ 0.95 ซ่ึงมีค่ามากกว่าระดับ 0.05 แสดงให้
เห็นวา่ ชุดแบบฝึกทักษะการวาดภาพตามลำดับน้ี อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ในการทดลอง
ได้จริง
ตอนท่ี 2 ผลการพัฒนาทักษะการระบายสีชอลก์ น้ำมัน โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสีของ
นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5/2
ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการวาดภาพ ของผู้เรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5/2 จากการวาดภาพระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้ชุดฝึกการวาดภาพระบายสี
ชอล์กน้ำมนั โดยใชส้ ถติ ิแบบ One - Group Pretest – Posttest Design สามารถแสดงผลขอ้ มูลไดด้ งั น้ี
ตารางที่ 2 ผลคะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรียนด้วยการใช้ชดุ ฝกึ การวาดภาพระบายสีชอลก์ น้ำมนั
34
ลำดับท่ี คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลงั เรียน คะแนนหลงั
(70) เรียนลบ
1 (70) คะแนนกอ่ น
2 46 เรยี น
3 60 56
4 63 66 10
5 62 66 10
6 57 67 3
7 60 64 5
8 58 64 7
9 47 63 4
10 50 62 5
11 49 69 15
12 56 59 19
13 46 62 10
14 47 60 6
15 65 51 14
16 48 70 4
17 50 56 5
18 55 58 8
19 54 60 8
20 45 61 5
21 50 54 6
22 53 60 9
23 49 61 10
24 57 61 8
25 58 63 7
26 47 66 6
27 51 52 8
28 58 56 5
29 49 64 5
30 59 56 6
60 63 7
62 4
2
35
31 59 65 6
32 60 66 6
33 58 61 3
34 58 64 6
35 65 67 2
จากตารางท่ี 2 เปรียบเทียบผลคะแนนกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนด้วยการใช้ชดุ ฝึกการวาดภาพระบายสี
ชอล์กนำ้ มันพบว่าผลการเรียนของนักเรยี นกอ่ นการใชช้ ุดฝึกการวาดภาพระบายสีชอลก์ นำ้ มนั มีคะแนนต่ำกว่าผล
การเรียนหลงั การใช้ชุดฝกึ การวาดภาพระบายสชี อล์กน้ำมนั
ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการวาดภาพระบายสีชอล์กน้ำมัน ของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปี
ท5่ี /2 จากการวาดภาพระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้ชุดฝึกการวาดภาพระบายสีชอล์กน้ำมนั โดยใช้
สถติ ิแบบ One - Group Pretest – Posttest Design
กลมุ่ ตวั อยา่ ง n x̅ SD t Sig
กอ่ นเรียน 35 54.8000 5.94979 .000
หลงั เรียน 35 61.5714 4.59722 10.750
*มีนัยสำคัญทางสถติ ิท่ีระดบั 0.05
จากตารางท่ี 3 แสดงให้เห็นวา่ ผลการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการวาดภาพระบายสชี อล์กน้ำมนั ของ
นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 โรงเรยี นวงั ไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ของกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง คือ
นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/2 จากการวาดภาพระหวา่ งก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยชดุ ฝึกการวาดภาพระบาย
สชี อล์กนำ้ มัน โดยผลสัมฤทธท์ิ างการวาดภาพก่อนเรียนมีคา่ เฉลยี่ เท่ากับ 54.8000 และผลสมั ฤทธิ์ทางการวาด
ภาพหลังเรยี น มคี า่ เฉลีย่ เท่ากับ61.5714 มีค่า t เท่ากบั 10.750 คา่ เบยี่ งมาตรฐาน (S.D.)ก่อนเรียน เท่ากับ
36
5.94979 คา่ เบ่ยี งมาตรฐาน (S.D.)หลังเรียนเทา่ กับ 4.59722 คา่ sig เท่ากับ.000 แสดงให้เหน็ วา่ นกั เรยี นมี
ผลสมั ฤทธท์ างการระบายสีชอล์กนำ้ มันหลังการเรียนมากกวา่ กอ่ นเรียน อย่างมนี ัยยะสำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05
จงึ ยอมรบั สมมติฐานที่ต้งั ไว้ว่า การพฒั นาทกั ษะการระบายสชี อล์กนำ้ มัน หลังการใชช้ ดุ ฝกึ การวาดภาพระบายสี
ชอล์กน้ำมนั ทำใหน้ ักเรยี นมีทักษะการวาดภาพสงู ข้ึน
37
บทที่ 5
สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
การศึกษาคน้ ควา้ คร้ังนี้ เป็นการพัฒนาทักษะการระบายสชี อล์กนำ้ มนั โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพ
ระบายสขี องนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5/2 ซง่ึ มขี ั้นตอนการศึกษาและผลของการศึกษาสรปุ ได้ ดงั น้ี
1. ความมุ่งหมายของการวจิ ัย
2. ความสำคญั ของการวิจยั
3. ขอบเขตของการวจิ ยั
4. สมมตฐิ านการวิจยั
5. เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
6. สรปุ ผลการวจิ ยั
7. อภิปรายผล
8. ขอ้ เสนอแนะในการนำไปใช้
9. ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ัยคร้ังต่อไป
ความมุ่งหมายของการวจิ ัย
การศกึ ษาคร้งั นี้มุ่งทจี่ ะพัฒนาทักษะการระบายสชี อล์กน้ำมนั โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสีของ
นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 โดยมกี ารกำหนดจุดมงุ่ หมายเฉพาะดงั น้ี
1. เพื่อพัฒนาทกั ษะการระบายสีชอล์กนำ้ มนั โดยใชช้ ุดกิจกรรมการเขยี นภาพระบายสีของนกั เรียนชัน้
ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาศิลปะกอ่ นการเรยี นการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเขียน
ภาพระบายสชี อลก์ นำ้ มนั และหลงั การเรยี นการสอนด้วยชดุ กจิ กรรม
38
ความสำคญั ของการวิจยั
จากการวิจัยคร้งั นีผ้ วู้ จิ ยั ได้ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสรมิ พัฒนาทักษะการระบายสชี อล์กนำ้ มัน โดยใชช้ ดุ
กิจกรรมการเขียนภาพระบายสีของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถัมภ์
จำนวน 35 คน โดยการใชช้ ดุ กิจกรรมการการฝึกทกั ษะปฏิบตั กิ ารระบายสีชอล์กนำ้ มันด้วยเทคนิคต่างๆ และนำไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการเรยี นการสอนเพื่อพฒั นาให้สอดคล้องกบั ทักษะการระบายสชี อล์กนำ้ มันของผูเ้ รยี นตอ่ ไป
ขอบเขตของการวจิ ยั
ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการวิจัย
ประชากรทใี่ ชใ้ นการวิจัย
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 35 คน ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2561
โรงเรยี นวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ถนนเพชรบรุ ี แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี จังหวัดกรงุ เทพมหานคร
จำนวน 1 ห้องเรยี น
กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
นักเรยี นระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5/2 จำนวน 35 คน ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2561
โรงเรยี นวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนเพชรบรุ ี แขวงมกั กะสัน เขตราชเทวี จงั หวดั กรงุ เทพมหานคร
จำนวน 35 คน ซึ่งไดม้ าจากการเลือกกล่มุ ตวั อย่างแบบเจาะจง
สมมุติฐานการวจิ ยั การ
นกั เรยี นทเ่ี รยี นด้วยชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสชี อล์กนำ้ มันตามหลักการของเดวีส์มีทกั ษะ
เขียนภาพระบายสีทสี่ ูงขน้ึ กวา่ ก่อนเรยี นด้วยชดุ กิจกรรมอย่างมนี ยั ยะสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05
เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวิจัยครั้งนีป้ ระกอบดว้ ย
1. ชุดกิจกรรมการเรยี นการสอนเรอื่ ง การพัฒนาทกั ษะการระบายสชี อล์กนำ้ มัน โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการ
เขยี นภาพระบายสขี องนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 ประกอบด้วย
1.1 ค่มู อื การใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนการสอน เรอื่ ง การพัฒนาทกั ษะการระบายสชี อล์กนำ้ มัน
โดยใช้ชุดกจิ กรรมการเขียนภาพระบายสขี องนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 ประกอบดว้ ย
1.1.1 คำนำชุดกิจกรรมการเรยี นการสอน
1.1.2 สารบญั ของชุดกจิ กรรมการเรียนการสอน
1.1.3 องคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรมการเรียนการสอน
1.1.4 คำชี้แจงในการใชช้ ุดกิจกรรมการเรียนการสอน
39
1.1.5 มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวช้วี ัดและจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1.1.6 แบบทดสอบก่อนเรยี น-หลังเรียน
1.1.7 เน้ือหาของชดุ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1.1.8 เกณฑ์การใหค้ ะแนนและการประเมินผลการเรียนรู้
1.2 บทเรียนประกอบดว้ ย เอกสารประกอบการเรียนรจู้ ำนวน 1ชุด และในเอกสาร
ประกอบการเรียนรูแ้ ตล่ ะชดุ ประกอบด้วย เนอ้ื หา ตัวอย่างและใบกิจกรรม
1.3 แผนการจดั การเรยี นรู้ จำนวน 3 แผน แต่ละแผนจะสอดคลอ้ งตามเอกสาร
ประกอบการเรยี นรู้
การวิเคราะห์ข้อมูล
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล ผู้วิจยั จำแนกออกเปน็ 2 ตอน ดงั นี้
ตอนที่ 1 ผลการหาประสทิ ธภิ าพของเครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นงานวจิ ัย
ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผ้เู ช่ียวชาญ 3 ทา่ น ต่อแบบประเมินความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์
และเนื้อหาของชุดแบบฝึกทักษะการการระบายสีชอล์กน้ำมัน โดยการใช้สูตรการหาค่า IOC ค่าดัชนีความ
สอดคล้องท่ียอมรับมีค่าตั้งแต่ 0.05 ข้ึนไป ซ่ึงผลการประเมินความสอดคล้องรายละเอียดของเนื้อหาและ
องค์ประกอบตา่ ง ๆ ของชดุ แบบฝกึ ทักษะการวาดภาพตามลำดับอยทู่ ี่ 0.95 ซ่ึงมีค่ามากกว่าระดับ 0.05 แสดงให้
เห็นวา่ ชุดแบบฝึกทักษะการวาดภาพตามลำดบั น้ี อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ในการทดลอง
ไดจ้ ริง
ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาทักษะการระบายสีชอล์กน้ำมัน โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสีของ
นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5/2
ผลการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการวาดภาพระบายสีชอล์กนำ้ มันของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5/2
โรงเรียนวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถัมภ์ ของกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง คอื นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5/2
จากการวาดภาพระหว่างกอ่ นเรียนและหลังเรยี นด้วยชุดฝกึ การวาดภาพระบายสีชอลก์ น้ำมนั โดยผลสมั ฤทธิ์
ทางการวาดภาพกอ่ นเรียนมคี ่าเฉลยี่ เท่ากับ 54.8000 และผลสัมฤทธิ์ทางการวาดภาพหลงั เรยี น มีค่าเฉล่ยี เท่ากับ
61.5714 มีคา่ t เท่ากบั 10.750 ค่าเบีย่ งมาตรฐาน (S.D.)ก่อนเรยี น เท่ากับ 5.94979 คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน
(S.D.)หลงั เรียนเท่ากบั 4.59722 ค่า sig เท่ากับ.000 แสดงใหเ้ หน็ วา่ นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ทางการระบายสีชอล์ก
น้ำมันหลังการเรยี นมากกว่าก่อนเรยี น อย่างมนี ยั ยะสำคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั 0.05 จึงยอมรับสมมตฐิ านทีต่ ั้งไวว้ ่า
การพัฒนาทักษะการระบายสชี อล์กนำ้ มนั หลังการใช้ชดุ ฝึกการวาดภาพระบายสีชอลก์ น้ำมันทำให้นกั เรียนมีทกั ษะ
การวาดภาพสงู ขึน้
สรปุ ผลการวิจยั
40
1. ผลการเรียนรู้ท่ีนักเรยี นได้จากการทำชดุ กิจกรรมการเรียนการสอนเป็นรายกจิ กรรม เรื่อง
การพัฒนาทักษะการระบายสชี อล์กน้ำมันโดยใช้ชุดกิจกรรมการเขยี นภาพระบายสขี องนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี
5/2 ของนกั เรียนกลุ่มตัวอย่าง ท้งั 6 กจิ กรรม พบวา่ กิจกรรมทน่ี กั เรยี นได้คา่ เฉลีย่ ร้อยละรายกิจกรรมมากทสี่ ุด
โดยเรยี งจากมากไปหาน้อยตามลำดบั ดงั น้ี คือ กิจกรรมท่ี 1. เทคนคิ การระบายสีชอล์กนำ้ มนแบบไล่นำ้ หนักสี 2.
เทคนคิ การระบายสีชอล์กนำ้ มนแบบจุดสี 3.เทคนคิ การระบายสีชอลก์ นำ้ มนแบบการผสมสขี าว 4.เทคนิคการ
ระบายสชี อลก์ น้ำมนแบบการผสมสดี ำหรือสีคคู่ รงขา้ ม 5.เทคนิคการระบายสีชอลก์ น้ำมนแบบการใชน้ ้ำมันเกล่ยี สี
6. เทคนิคการระบายสีชอล์กนำ้ มนแบบการขดู สี
2.ผลของการพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาศิลปะโดยใช้ชุดกิจกรรมการพฒั นาทกั ษะการระบายสี
ชอลก์ นำ้ มัน โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเขียนภาพระบายสขี องนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 ซ่งึ ผู้วิจยั เปน็ ผทู้ ดลอง
ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรปู้ ระกอบการเรียนการสอนด้วยตนเองพบวา่ นักเรียนมีความสนใจอยากเรยี นรู้ มีความ
กระตอื รอื รน้ สามารถปฏบิ ตั ิกจิ กรรมและศกึ ษาหาความรูไ้ ดด้ ้วยตนเองตามข้ันตอนของการศึกษาชุดการเรยี นร้โู ดย
มีครูเป็นผูท้ ี่คอยแนะนำใหค้ วามชว่ ยเหลอื
3. การพฒั นาทักษะการระบายสชี อล์กน้ำมนั โดยใชช้ ุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสขี องนกั เรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/2 ของนกั เรียนกลมุ่ ตัวอย่างหลังการเรยี นการสอนโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการพัฒนาทักษะการ
ระบายสีชอล์กนำ้ มัน โดยใชช้ ุดกิจกรรมการเขยี นภาพระบายสขี องนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5/2 สูงกวา่ ก่อน
เรยี นอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05
อภปิ รายผล
จากการศึกษา เร่ือง การพฒั นาทักษะการระบายสีชอลก์ น้ำมนั โดยใช้ชุดกจิ กรรมการเขียนภาพระบายสี
ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/2 ผลการวจิ ยั ทำให้ทราบว่า
1. ผลการพฒั นาทกั ษะการระบายสีชอลก์ นำ้ มนั โดยใชช้ ุดกิจกรรมการเขยี นภาพระบายสีของ
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/2 เป็นรายกิจกรรม พบว่า นกั เรียนใหค้ วามสนใจ ต้งั ใจปฏิบตั กิ ิจกรรมได้บรรลตุ าม
วตั ถุประสงคใ์ นชุดการเรียนรู้โดยนกั เรยี นสามารถศกึ ษาหาความรใู้ นใบความรู้ละปฏบิ ัติกิจกรรมตามใบงานในชดุ
กจิ กรรมตามขน้ั ตอนได้เปน็ อยา่ งดี ท้งั น้อี าจเป็นเพราะ ไดน้ ำรูปแบบการเรียนการสอนแบบทกั ษะปฏิบัตขิ องเดวีส์
มาใช้ประกอบการพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาศิลปะของผู้เรยี นซง่ึ ทำใหผ้ เู้ รียนมคี วามสนใจในการเรยี นรู้
สนกุ สนาน ม่นั ใจ กระตนุ้ ให้เกดิ การเรียนรู้ สามารถปฏบิ ัติกจิ กรรมการเรียนรู้ไดถ้ ูกตอ้ งตามขัน้ ตอน ได้รับความรู้
และเกิดความเข้าใจตรงตามจุดประสงค์ของการเรยี นรู้
2. การพัฒนาทกั ษะการระบายสชี อลก์ น้ำมัน โดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสีของนกั เรยี นชัน้
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5/2 ของนักเรียนกล่มุ ตวั อยา่ งหลงั การเรยี นการสอนโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการระบายสชี อล์กน้ำมัน
โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขยี นภาพระบายสขี องนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5/2 สูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ัยสำคญั
ทางสถิติท่รี ะดบั .05 ซ่งึ เป็นไปตามสมมติฐานการวจิ ยั ทต่ี ง้ั ไว้ แสดงใหเ้ หน็ ว่า การพัฒนาทักษะการระบายสชี อลก์
41
นำ้ มัน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนภาพระบายสขี องนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 ส่งผลให้นักเรียนมีผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี นวชิ าศลิ ปะและทักษะการระบายสชี อล์กน้ำมันที่สูงขึน้ ท้ังน้ีเน่อื งมาจากการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการ
เรียนวิชาศลิ ปะโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการพัฒนาทกั ษะการระบายสชี อล์กนำ้ มนั โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเขียนภาพ
ระบายสีของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 สง่ เสริมให้นกั เรียนเกดิ การเรยี นรจู้ ากกระบวนการทำงานกลมุ่
การสาธิต การลงมอื ปฏบิ ตั ิหรือปฏสิ ัมพนั ธร์ ว่ มกับผอู้ ่นื ปฏิบตั ิจริงจากวสั ดุส่อื และอปุ กรณ์โดยผ่านการใชป้ ระสาท
สัมผัสจากการมอง ฟงั สงั เกตและลงมือปฏบิ ัตซิ งึ่ มคี วามสอดคล้องกบั ธรรมชาตขิ องผูเ้ รียน มกี ารแสดงความ
คิดเห็นร่วมกนั มกี ารช่วยเหลือซึง่ กันและกนั ระหว่างเพ่อื นในกลุม่ ไดม้ กี ารสงั เกตจากการกระทำข้ันสาธิตใน
กระบวนการต่างๆ จดจำ ลงมอื กระทำและจบั ต้องสมั ผสั ทำใหเ้ กิดความเข้าใจซ่งึ สอดคล้องกบั การเรยี นรู้โดยใช้
ทักษะปฏบิ ตั ิของเดวสี ์ ( ทศิ นา แขมณี. 2545: 244-245: อ้างองิ จาก เดวีส์, 1971: 50-56) กล่าววา่ แนวคิด
เกย่ี วกับการพัฒนาทักษะปฏบิ ัติไว้ว่า ทักษะส่วนใหญจ่ ะประกอบไปดว้ ยทกั ษะยอ่ ยๆจำนวนมาก การฝกึ ให้ผู้เรยี น
สามารถทำทักษะย่อยๆเหล่านั้นได้กอ่ นแลว้ ค่อยเชือ่ มโยงต่อกนั ไปเป็นทกั ษะใหญ่จะชว่ ยใหผ้ ้เู รียนประสบ
ความสำเร็จได้ดแี ละรวดเร็วขึน้ โดยกระบวนการเรยี นการสอนของรูปแบบทักษะปฏิบัติของเดวสี จ์ ะประกอบไปด้วย
ขนั้ ที่ 1 ขั้นสาธติ ทักษะหรือการกระทำข้ันนีเ้ ป็นขนั้ ท่ใี หผ้ ู้เรยี นได้เห็นทักษะหรือการกระทำทต่ี ้องการให้
ผเู้ รียนทำไดใ้ นภาพรวมโดยการสาธติ ใหผ้ ูเ้ รียนดูทั้งหมดตั้งแตต่ ้นจนจบทักษะ โดยการกระทำทีส่ าธิตใหผ้ ู้เรียนดนู นั้
จะต้องเปน็ การกระทำในลกั ษณะทเ่ี ปน็ ธรรมชาติ ไม่ช้าหรือเร็วเกนิ ปกติ กอ่ นการสาธิตครูควรใหค้ ำแนะนำแก่
ผู้เรยี นและควรช้ีแนะจุดสำคญั ท่คี วรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ขัน้ ท่ี 2 ขั้นสาธติ และใหผ้ ู้เรยี นปฏิบตั ิทักษะยอ่ ย เมอื่ ผู้เรียนได้เหน็ ภาพรวมของการกระทำหรอื ทักษะทง้ั
หมดแลว้ ผู้สอนควรแตกทักษะทง้ั หมดให้เป็นทักษะย่อยๆหรอื แบ่งสว่ นท่กี ระทำออกเป็นส่วนยอ่ ยๆและสาธิต
สว่ นยอ่ ยแต่ละส่วนให้ผเู้ รียนสงั เกตและทำตามไปทลี ะส่วนอย่างชา้ ๆ
ข้ันท3ี่ ขั้นใหผ้ ู้เรยี นปฏิบตั ิทกั ษะย่อย ให้ผ้เู รียนลงมอื ปฏบิ ัตทิ กั ษะย่อยโดยไมม่ ีการสาธติ หรอื การแสดง
แบบอยา่ งให้ดหู ากตดิ ขัดจุดใด ผู้สอนควรให้คำชแ้ี นะและช่วยแก้ไขจนกระทงั่ ผเู้ รยี นสามารถทำได้ เมื่อผ้เู รยี นทำได้
แลว้ ผสู้ อนจงึ เริม่ สาธติ ทกั ษะยอ่ ยส่วนต่อไปและให้ผ้เู รยี นปฏิบตั ิทกั ษะยอ่ ยน้ันจนทำได้ ทำเช่นนเ้ี รอ่ื ยๆ ไป
จนกระทั่งครบทุกสว่ น
ขั้นที่ 4 ขัน้ ใหเ้ ทคนิควธิ กี าร เม่ือผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะนำเทคนคิ วิธกี ารท่ีจะช่วยให้ผ้เู รยี น
นั้นทำงานไดด้ ีขน้ึ เชน่ ผ้เู รียนทำไดป้ ระณีตสวยงามขนึ้ ทำได้รวดเร็วขน้ึ ทำได้งา่ ยขนึ้ หรือสิน้ เปลอื งน้อยลง เป็นต้น
และขั้นที่ 5 ขัน้ ให้ผู้เรยี นเชือ่ มโยงทักษะยอ่ ยๆเป็นทักษะที่สมบรู ณ์ เมอ่ื ผู้เรียนสามารถปฏิบัตแิ ต่ละส่วนได้
แล้วจึงให้ผู้เรียนปฏบิ ัตทิ กั ษะยอ่ ยๆตอ่ เนือ่ งกันตัง้ แตต่ น้ จนจบและฝกึ ปฏบิ ตั หิ ลายๆครั้งจนสามารปฏิบตั ิทกั ษะที่
สมบรู ณไ์ ด้อย่างชำนาญซ่งึ ผลที่ผู้เรียนจะไดร้ บั จากการเรียนตามรูปแบบทกั ษะปฏิบัติของเดวีสจ์ ะทำให้ผู้เรยี น
สามารถปฏิบัติทักษะไดอ้ ยา่ งดแี ละมีประสิทธิภาพ
ดงั นัน้ จากการพัฒนาทกั ษะการระบายสชี อล์กนำ้ มนั โดยใช้ชุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสี
42
ของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 ของนกั เรียนกลุ่มตวั อยา่ งดังกลา่ ว จึงทำใหน้ กั เรยี นมกี ารพัฒนาผลสัมฤทธิ์
หลังการเรยี นโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเขยี นภาพระบายสชี อล์กนำ้ มันตามหลกั การของเดวสี ์ ที่สงู ข้นึ
1. ผลสัมฤทธิ์หลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05 หมายความวา่
แผนการจดั กจิ กรรม เรื่อง การพฒั นาทกั ษะการระบายสชี อลก์ นำ้ มนั โดยใช้ชุดกจิ กรรมการเขยี นภาพระบายสีของ
นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 ทำใหน้ กั เรียนมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาศลิ ปะที่สงู ขนึ้ ตามจุดมุ่งหมายทต่ี ้งั ไว้
มคี วามกา้ วหน้าทางการเรยี นและมกี ารพัฒนาทกั ษะของการเขยี นภาพระบายสีโปสเตอร์ที่สูงขนึ้
ผลการวจิ ัยครงั้ นี้ ถือไดว้ ่า การพัฒนาทักษะการระบายสีชอลก์ น้ำมนั โดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เขียนภาพระบายสขี องนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5/2 ส่งผลทางบวกตอ่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าศิลปะซง่ึ เปน็
การเพ่มิ ประสิทธิภาพในการเรยี น โดยนกั เรียนที่เรียนรู้จากการสงั เกต สาธติ จดจำและลงมอื ปฏิบัตไิ ดด้ ้วยตนเองมี
ความสอดคล้องกับการเรียนการสอนด้วยรปู แบบทักษะปฏบิ ตั ิของเดวีส์ (ทิศนา แขมณ.ี 2545: 244-245: อา้ งอิง
จาก เดวสี ,์ 1971: 50-56) กลา่ ววา่ การพฒั นาทกั ษะปฏิบตั ิ ทกั ษะสว่ นใหญ่จะประกอบไปด้วยทักษะย่อยๆจำนวน
มาก การฝึกใหผ้ ู้เรยี นสามารถทำทักษะย่อยๆเหลา่ น้นั ได้ก่อนแล้วค่อยเชอื่ มโยงตอ่ กันไปเป็นทักษะใหญ่จะช่วยให้
ผเู้ รียนประสบความสำเร็จไดด้ แี ละรวดเรว็ ข้ึน
ข้อเสนอแนะ
จากผลการวจิ ัยครั้งนี้ ผ้วู จิ ยั ได้พบขอ้ เสนอแนะและเป็นแนวทางในการวิจยั คร้งั ตอ่ ไป ดังนี้
1. จากผลการวิจยั พบว่า การพัฒนาทักษะการระบายสีชอลก์ น้ำมนั โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการ
เขยี นภาพระบายสีของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/2 หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียน แสดงวา่ ชดุ กิจกรรมการเขียน
ภาพระบายสีชอลก์ น้ำมันตามหลกั การของเดวสี ์ สำหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5/2 เป็นชดุ ที่ดมี ี
ประสทิ ธภิ าพ ดังนั้นจึงควรนำการเรยี นการสอนเรอ่ื ง การพฒั นาทักษะการระบายสชี อลก์ นำ้ มนั โดยใช้ชดุ
กจิ กรรมการเขียนภาพระบายสขี องนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 ไปใชใ้ นการพัฒนาผลการเรยี นรขู้ องนักเรยี น
ใหด้ ีขนึ้
ข้อเสนอแนะสำหรับการวจิ ัยในคร้งั ต่อไป
1. ควรมกี ารวจิ ยั และพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าศิลปะโดยใช้ชดุ กจิ กรรมการ
เขียนภาพระบายสปี ระเภทอื่นๆตามหลกั การของเดวสี ์หรือหลกั การจัดการสอนแบบอ่ืนๆ สำหรบั นักเรยี นช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 ไปใช้ในระดบั ช้นั อ่นื ๆ หรอื เร่อื งอนื่ ๆต่อไป
2. ควรศึกษาและพฒั นาสอื่ เก่ยี วกบั การเขียนภาพระบายสีชอลก์ นำ้ มันในรปู แบบท่ี
นอกเหนอื จากใบความรู้ อาจเป็นนวัตกรรมอน่ื ๆ เช่น สอ่ื วดี ีโอ E-book หรอื E-Learning เป็นตน้