55 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จินตนาการ จากการที่เด็กได้ สังเกต สำรวจ ทดลอง ค้นคว้ากับวัสดุต่างๆ เด็กจะได้รับรู้ เลือกสรร ตัดสินใจ วางแผน รวมทั้งการ วิจารณ์และการประเมินค่าผลงานที่ตนแสดงออกมาจนสำเร็จ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ตอบสนองต่อ ลักษณะนิสัยของเด็กที่อยากรู้อยากเห็นเปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกอย่างอิสระเสรีภายใต้บรรยากาศที่ สนุกสนานเพลิดเพลิน วิรุณ ตั้งเจริญ (2556) กล่าวถึง ศิลปะที่สร้างเสริมลักษณะนิสัยให้กับเด็กปฐมวัยด้านต่างๆ ต่อไปนี้ 1. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการแสดงออก 2. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านสร้างสรรค์ศิลปะเป็นวิถีทางหนึ่งสำหรับการ สะสมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัย 3. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านจินตนาการ และสิ่งต่างๆ ที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมา ย่อมเริ่มต้นด้วยจินตนาการก่อน 4. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านสุนทรียภาพ รับรู้และซาบซึ้งต่อคุณค่าทางด้าน ต่างๆ ของสิ่งที่อยู่รอบตัว 5. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการทำงาน ศิลปะเป็นการเริ่มต้นให้เด็กมีนิสัย รักการทำงานได้เป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติด้วยมือ เมื่องานเสร็จเด็กจะเกิดความภาคภูมิใจ 6. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการทำงานร่วมกัน การคิดวางแผน 7. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านความประณีต ศิลปะต้องใช้ความพยายามในการ สังเกตและความประณีตอยู่ตลอดเวลา จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ช่วยตอบสนองความต้องการ ของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกถึงความรู้สึก ความคิดริเริ่มจินตนาการ และมีความสัมพันธ์ต่อ การพัฒนาของเด็กปฐมวัยทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์- จิตใจ สังคม และ สติปัญญา นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมลักษณะและนิสัยบุคลิกภาพที่เหมาะสม เช่น กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก มีความ เชื่อมั่นในตนเอง สามารถปรับตัวในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ คุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ คุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีผู้กล่าวถึงดังนี้ สำนักงานวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา (2560) ได้กล่าวถึง คุณค่าของกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ ดังนี้ 1. ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสพัฒนา กล้ามเนื้อใหญ่ และกล้ามเนื้อเล็ก เช่น การร้อยลูกปัด ต่อภาพตัดต่อ การเขียนภาพ การเล่นกับสี
56 การปั้นดินต่างๆ และการประดิษฐ์เศษวัสดุ 2. ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ และจิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดง อารมณ์ และความรู้สึกที่เหมาะสมกับวัย มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส ได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาพ มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นตนเอง เช่น เขียนภาพตามความคิด สร้างสรรค์ และการแสดงความคิดเห็นต่อผลงานศิลปะ 3. ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคล และสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยแบ่งกลุ่มประดิษฐ์เศษวัสดุ การ วางแผนเลือกทำกิจกรรมศิลปะตามความสนใจ และมีโอกาสแสดงความรู้สึกตามความต้องการของ ตนเอง การแบ่งปัน การรับผิดชอบ และเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี 4. ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ การแก้ปัญหา การจำแนกมิติสัมพันธ์ เช่น การรับรู้ และแสดงความรู้สึกผ่านสื่อวัสดุ และผลงานเขียนระบายสี การปั้น ดิน การประดิษฐ์เศษวัสดุ เป็นต้น วรรณี เพชรรัตน์ (2558) ได้กล่าวถึง การสร้างสรรค์งานศิลปะให้มีลักษณะที่วิจิตรงดงาม สามารถประดิษฐ์ให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้มากมายหลายหลายรูปแบบเป็นงานที่มี 3 ลักษณะ คือ แบบ รูปร่าง รูปทรง พื้นที่ ขนาด ทรงลอยตัว แบบสามมิติ คือ ประกอบด้วยด้านกว้าง ด้านยาว และด้านสูง ทำให้เกิดคุณค่าทางศิลปะดังต่อไปนี้ 1. ใช้เป็นสื่อสำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียน 2. ใช้ประดับตกแต่งร่างกายและอาคารสถานที่ 3. ใช้แสดงประกอบการละเล่น แสดงละคร 4. ใช้ประดิษฐ์เป็นผลงานเป็นของขวัญ 5. เป็นงานฝีมือที่มีคุณค่าทางด้านศิลปะ ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ในรูปแบบที่ สวยงาม 6. ฝึกให้นักเรียนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7. เพื่อเป็นงานอดิเรกในเวลาว่างและพักผ่อนจิตใจได้ดีกิจกรรมเด็กจะมีความเชื่อมั่น ในตนเอง และเกิดความภาคภูมิใจในผลงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคิดในสิ่งที่มีความหมายสำหรับ เด็ก ดังนั้น กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับเด็กปฐมวัย อย่างมาก ชุมสาย สวนศิริ(2557) ได้กล่าวถึง คุณค่าของศิลปะเอาไว้ดังนี้ 1. ให้ประโยชน์ทางการศึกษา 2. ทำให้เกิดความสนุกสนาน 3. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ 4. ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง
57 5. ช่วยฝึกในด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับสายตาในเด็กก่อนวัยเรียน 6. ช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นใจในตนเอง 7. ช่วยส่งเสริมความคิดริเริ่มความสร้างสรรค์ 8. ช่วยส่งเสริมให้เป็นคนรักสวยรักงาม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ลูก้า (สุวรรณา ก้านทอง. 2557 ; อ้างอิงจาก Luca. 1968) กล่าวว่าในการฝึกความคิด สร้างสรรค์นี้คนเราสามารถได้รับการกระตุ้นให้มีขึ้นในระดับสูงได้ด้วยการเรียนรู้โดยเฉพาะเด็กในวัย อนุบาล ผู้สอนจะต้องมองเห็นความสำคัญว่า ศิลปะไม่เพียงแต่เป็นแบบฝึกหัดทางความคิดสร้างสรรค์ เท่านั้น ยังก่อให้เกิดกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ลาสกี้ และมูเคอจิ (เยาวพา เดชะคุปต์. 2555 ; อ้างอิงจาก Lasky ; & Mukerji. 1980) ได้กล่าวถึง คุณค่าจากการทำงานศิลปะมีหลายประการ ได้แก่ 1. เกิดพัฒนาการด้านการรับรู้วัตถุจากการสำรวจและการสร้างสรรค์งานศิลปะ จากวัสดุต่างๆ ช่วยให้เด็กมีประสาทไวต่อธรรมชาติสามารถแยกแยะความแตกต่างของวัสดุและ รูปแบบได้ 2. เกิดพัฒนาการด้านความคิด เด็กจะใช้จินตนาการเพื่อสื่อสารและแสดงความรู้สึก ซึ่งสามารถจัดระบบความคิดได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จินตนาการช่วยเสริมความคิดของเด็กให้ กระจ่างขึ้น 3. เกิดพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม การได้สำรวจและใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำงานศิลปะทำให้เด็กเกิดความพอใจและสนุกสนาน และจากการมีอิสระการเลือกชนิดของวัสดุ อุปกรณ์และชนิดของกิจกรรม จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ดังนั้นกิจกรรมทางศิลปะซึ่งมี ส่วนช่วยในการพัฒนาบุคลิกภาพและความภาคภูมิใจในตนเองของเด็ก จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความพร้อม ของเด็ก ทำให้เด็กได้มีโอกาสแสดงออก ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการ ศิลปะ สร้างสรรค์เปรียบเสมือนเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้ผู้ใหญ่ ได้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็ก และความ ต้องการของเด็กได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินแล้วเด็กยังมีโอกาส แสดงความรู้สึกนึกคิด เกิดการเรียนรู้และค้นพบสิ่งต่างๆ จากการสำรวจ ทดลอง กับสื่ออุปกรณ์ทาง ศิลปะด้วยตัวของเด็กเองขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งในหลายๆ กิจกรรมที่ครูจัดให้กับเด็ก ครูต้องคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ ซึ่งการจัดกิจกรรมต้องสอดคล้องกับ
58 พัฒนาการทางศิลปะของเด็ก การเลือกกิจกรรมควรเลือก กิจกรรมที่ช่วยฝึกฝนให้เด็กได้พัฒนาทั้ง ทางด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไปพร้อมๆ กัน เบญจา แสงมะลิ (2559) ได้กล่าวถึง การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ความสนใจของแต่ละบุคคล ครูคอยช่วยเหลือให้เด็กได้ประสบการณ์ที่เป็น ผลสำเร็จตามความต้องการของเด็ก สร้างเสริมเจตคติที่ดีต่อการผิดพลาดและการรู้จักรับผิดชอบในการ ดูแลรักษาวัสดุพร้อมทั้งสร้างความรู้สึกมั่นคง โดยปล่อยให้เด็กมีอิสระในการคิดจินตนาการเลือกและ ตัดสินใจ ครูมีหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเด็กเมื่อต้องการใช้คำถามกระตุ้นความคิด และให้ความเห็นพ้อง ในความพยายามที่แท้จริงของเด็ก นอกจากนั้นครูควรมีความเป็นกันเอง จริงใจและมีความเข้าใจในตัว เด็กด้วย 2. การจัดสถานที่ เวลา และวัสดุให้พอเพียงเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวอิสระ เมื่อทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ บนพื้น บนโต๊ะ ภายในและภายนอกอาคารเรียน มอบความไว้วางใจเด็กให้ เด็กดูแลรักษาเครื่องมือ เครื่องใช้และวัสดุด้วยตนเอง เวลาที่ให้เด็กไม่ควรน้อยเกินไปจนเด็กต้องรีบ ร้อนในการกระทำกิจกรรม สำรวจ การวางแผน การเก็บทำความสะอาดหลังจากทำงานเสร็จวัสดุที่ใช้ ต้องเตรียมไว้หลากหลายชนิดให้เด็กเลือกตามความพอใจ และเหมาะสมกับอายุของเด็ก เก็บรักษาง่าย และให้โอกาสเด็กมีประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส 3. การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ เด็กต้องการประสบการณ์ที่สมบูรณ์ เพื่อช่วยกระตุ้น การแสดงออกสร้างสรรค์ ประสบการณ์นี้เริ่มจากการเล่นของเด็กในชีวิตประจำวัน การพูด การสนทนา ความรู้สึกในสิ่งที่เด็กเห็นช่วยให้เด็กนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ครูควรสนับสนุนการพูดของเด็ก การ แสดงออกทางการกระทำ และการแสดงออกโดยการใช้สื่อกลาง วัสดุเครื่องใช้ทางศิลปะ การทัศนะ ศึกษา เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมการแสดงออกแบบสร้างสรรค์ 4. เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อการแสดงออกสร้างสรรค์ของเด็กครูต้องทำหน้าที่เป็น ผู้ปกครองเด็ก เข้าใจผลงานของเด็ก และสามารถเสนอแนะผู้ปกครองในการเลือกวัสดุที่เหมาะสมให้ เด็กเมื่อยู่บ้าน 5. ครูใช้วิธีการสร้างสรรค์สนับสนุนเด็กให้เลือกกิจกรรมศิลปะด้วยวิธี ซึ่งเด็กจะ แสดงออกหรือกระทำได้ และรวบรวมความคิดหรือวัสดุ วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะกระทำโดย ปราศจากการแนะนำ แต่หมายความว่า เด็กจะตัดสินใจและเลือกด้วยตนเอง กิจกรรมศิลปะควรมีหลาย ชนิดให้เด็กเลือกในแต่ละวัน 6. ครูวางแผนจัดเตรียมกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างดี เด็กมีอิสระในการค้นหาสำรวจ และทดลองและเมื่อเด็กรู้สภาพแวดล้อม เด็กก็จะถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ กล้ามเนื้อเล็ก
59 การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตาก็จะพัฒนาขึ้น มโนภาพเรื่องรูปทรง สี เจริญเติบโตขึ้น การที่เด็ก ได้เล่นรวมกับเพื่อน พูดสนทนาแลกเปลี่ยนสิ่งของ รับผิดชอบร่วมกัน ช่วยเสริมสร้างความพร้อมทาง อารมณ์และสังคมแก่เด็ก 7. ครูต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อจุดหมายในการวัด สำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา (2560) ได้กล่าวถึง กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ มีสิ่งที่ต้องคำนึงหลายประการ ดังนี้ 1. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ควรพยายามหาวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ก่อนเป็นอันดับ แรก 2. ก่อนให้เด็กทำกิจกรรม ต้องอธิบายการใช้วัสดุที่ถูกต้องให้เด็กทราบพร้อมทั้ง สาธิตให้ดู จนเข้าใจ 3. ให้เด็กทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ประเภทใดประเภทหนึ่ง รวมกันในกลุ่มย่อย เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการวางแผน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น 4. แสดงความสนใจในงานของเด็กทุกคน ไม่ควรมองผลงานของเด็กด้วยความ ขบขัน และควรนำผลงานของเด็กทุกคนหมุนเวียนจัดแสดงที่ป้ายนิเทศ 5. หากพบว่าเด็กคนใดสนใจทำกิจกรรมอย่างเดียวตลอดเวลา ควรกระตุ้น จูงใจ ให้เด็กเปลี่ยนแปลงทำกิจกรรมอื่นบ้าง เพราะกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แต่ละประเภท พัฒนาเด็ก แต่ละด้านแตกต่างกัน และเมื่อเด็กทำตามคำแนะนำได้ควรให้การสริมแรงทุกครั้ง 6. เก็บผลงานชิ้นที่แสดงความก้าวหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นข้อมูลสังเกตพัฒนาการ ของเด็ก จุรีรัตน์ บุญรินทร์ (2557) ได้กล่าวถึง การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ดังนี้ 1. เน้นที่กระบวนการขณะที่เด็กได้ลงมือทำงานศิลปะ ไม่ใช่เน้นที่ผลงาน เพราะ ศิลปะแสดงออกถึงประสบการณ์และความรู้สึกของเด็ก 2. คำนึงถึงอายุ ความสามารถ ความต้องการ และความสนใจของเด็ก 3. ส่งเสริมความคิดริเริ่มและความคิดที่อิสระ 4. ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ การทำงานอย่างมีอิสระและยืดหยุ่น 5. ยอมรับอัตราพัฒนาการและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน กุลยา ตันติผลาชีวะ (2555) ได้กล่าวถึง กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาส ให้เด็กได้สำรวจ ค้นพบ และได้ทดลองกับสื่ออุปกรณ์ทางศิลปะสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการ พัฒนาการคิดรวบยอดทางพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์จากการสังเกตและประเมินภาพ การ จัดกิจกรรมศิลปะควรแนะนำหรือบอกเด็กเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ให้เด็กค้นพบกระบวนการทางศิลปะ ด้วยตนเอง โดยให้เด็กได้ค้นคว้าอย่างกว้างขวางจากอุปกรณ์ที่หลากหลาย ให้โอกาสเด็กในการทำงาน ตามความพอใจและเป็นอิสระ ครูต้องเป็นผู้กระตุ้นจินตนาการของเด็ก พร้อมกับการสนับสนุนให้เด็ก
60 แสดงออกด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยหลีกเลี่ยงให้เด็กลอกเลียนหรือวาดภาพระบายสีจากสมุดเพราะ เท่ากับการกักความคิดเด็ก สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล (2554) ได้กล่าวถึง แนวทางในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เปิดโอกาสให้เด็กได้ ฝึกประสบการณ์การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างอิสระตามความสนใจของตนเองอย่างเต็มที่ ได้ใช้ กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ฝ่ามือ ในการหยิบ จับ สัมผัสวัสดุธรรมชาติและสิ่งต่างๆ ทำให้พัฒนาทักษะในการ ใช้มือ ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความแข็งแรงเกิดความยืดหยุ่น มีความคล่องแคล่ว 2. จัดเนื้อหาและหลักสูตร เน้นให้เด็กมีโอกาสจัดกระทำกับวัตถุ (Manipulation) เพราะเด็กในวัยนี้จะเรียนรู้โดยอาศัยประสาทสัมผัส การรับรู้การเคลื่อนไหว (Sensory - Motor) เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา 3. การจัดกิจกรรมโดยเน้นให้เด็กใช้ประสาทสัมผัสให้มากที่สุด กิจกรรมกระตุ้น ให้คิดและจัดกระทำหรือลงมือปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งสัมผัสแตะต้องสิ่งต่างๆ หรือเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว 4. การเลือกวัสดุควรให้เด็กมีโอกาสสัมผัสหรือจับต้องสิ่งของที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ดิน หิน ทราย น้ำ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยสื่อพัฒนาประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหวของเด็ก ให้เข้าใจ สภาพความเป็นจริงของวัตถุ เช่น น้ำหนัก เนื้อสาร จะนำไปสู่การเชื่อมโยงกับโครงสร้างอื่น จึงให้เด็กได้ ทำเพื่อพัฒนาประสาทสัมผัสมากที่สุด สัญลักษณ์ สุวรรณรัศมี(ม.ป.ป) เสนอว่าหลักที่ต้องคำนึงถึงหลายประการในการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ดังนี้ 1. จะต้องจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้ได้ทุกวัน โดยผู้สอนเตรียมอุปกรณ์ที่เด็ก ต้องการให้พร้อม เช่น สีเทียน สีน้ำ ดินน้ำมัน และเศษวัสดุต่างๆ ไว้ตามโต๊ะล่วงหน้า 2. ก่อนให้เด็กทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ควรใช้วิธีปล่อยให้เด็กเข้าทำกิจกรรม อย่างมีระเบียบ ซึ่งสามารถกระทำได้หลายวิธีเพื่อให้เด็กเข้ากลุ่มได้ผู้สอนอาจถามว่าเมื่อเช้านี้ใคร รับประทานข้าวก็ให้เข้ากลุ่มเดียวกัน 3. การจัดโต๊ะกิจกรรมควรจัดให้เป็นโต๊ะรวมที่เด็กสามารถล้อมวงกันทำงาน ได้มี โอกาสใช้ของร่วมกัน เช่น โต๊ะสำหรับวาดภาพด้วยสีเทียนและโต๊ะสำหรับวาดภาพด้วยสีน้ำ เป็นต้น 4. ตลอดเวลาที่เด็กทำงานต้องคอยเดินดูเด็กเพื่อคอยเขียนชื่อและให้กำลังใจเด็ก แต่ ไม่มีหน้าที่ไปชี้แนะว่าให้เด็กทำอะไร 5. หากเด็กทำเศษวัสดุหล่นควรแนะนำให้เด็กเก็บเองทุกครั้ง 6. หากเด็กทำงานไม่ถูกต้อง ต้องไม่บอกให้เด็กต้องแก้ไขอย่างไร ตรงไหน แต่จะ ใช้คำถามที่ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจและมีความมั่นใจในตนเอง
61 7. หากพบว่าเด็กคนใดคนหนึ่งชอบอยู่คนเดียว โดยไม่ยอมลุกให้คนอื่นๆ บ้างต้อง ให้คำแนะนำกับเด็ก ให้รู้จักการแบ่งปัน และแนะนำให้ทำกิจกรรมต่อไปในวันรุ่งขึ้น 8. เมื่อเด็กทำงานเสร็จต้องตรวจผลงานเพื่อดูพัฒนาการของเด็ก 9. ไม่ควรมองผลงานของเด็กด้วยความขบขัน แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าผลงานที่เด็ก ทำนั้นมีค่าเสมอ 10. เมื่อใกล้หมดเวลาต้องให้เด็กเก็บของเข้าที่ทุกครั้ง จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นสิ่งสำคัญ เปรียบเสมือนหัวใจของการจัดกิจกรรมที่ครูและผู้เกี่ยวข้องจะนำไปใช้กับเด็ก การจัดกิจกรรมจึงต้อง คำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ จัดให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับวัยและความสนใจของเด็ก ควรเปิด โอกาสให้เด็กมีอิสระในการคิด การแสดงออก ได้ทดลอง ค้นคว้า ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านการเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อที่หลากหลายและเหมาะสมกับเด็ก ประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2560) กล่าวถึง กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์มีเนื้อหาและขอบข่าย ดังต่อไปนี้ 1. การวาดภาพระบายสี 1.1 การวาดภาพด้วยสีเทียนหรือสีไม้ 1.2 การวาดภาพด้วยสีน้ำ เช่น พู่กัน ฟองน้ำ 1.3 การละเลงสีด้วยนิ้วมือ 2. การเล่นกับสีน้ำ 2.1 การเป่าสี 2.2 การหยดสี 2.3 การเทสี 3. การพิมพ์ภาพ 3.1 การพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 3.2 การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุ พืช ผักต่าง ๆ 4. การปั้น เช่น ดินน้ำมัน ดินเหนียว แป้งโด ฯลฯ 5. การพับ ฉีก ตัดปะ 5.1 การพับอย่างง่าย ๆ 5.2 การฉีก ปะ 5.3 การตัด ปะ
62 6. การฉีก ตัด ปะ พัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กอย่างหนึ่งคือการให้เด็กฉีกหรือตัด กระดาษด้วยกรรไกรตามความสามารถตามวัยของเด็กและนำมาปะติดเป็นภาพต่างๆ 7. การประดิษฐ์ ประดิษฐ์เศษวัสดุต่างๆ ประดิษฐ์เศษวัสดุเหลือใช้ และวัสดุ ธรรมชาติ เช่น ใบมะพร้าว ใบตอง เป็นต้น 8. การร้อยเช่น ลูกปัด หลอดภาพ หลอดด้าย การร้อยกระดาษ ร้อยหลอด การร้อยวัสดุธรรมชาติฯลฯ 9. การสาน เช่น งานกระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว 10. การสร้างรูป เช่น กระดานปักหมุดจากแป้นตะปูที่ใช้หนังยางหรือเชือกผูกดึง ให้เป็นรูปร่างต่างๆ จันทนา สุวรรณมาลี(2559) เสนอประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริม พัฒนาการทางด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. การสอนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของกล้ามเนื้อมือและประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ กับตา 2. การสอนเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง ครูให้คำชมเชยเมื่อเด็กทำได้ถูกต้อง จะเป็นการเสริมแรงให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง และควรให้เด็กนำผลงานไปติดที่ ป้ายนิเทศหน้าห้องเรียนหรือนำกลับบ้านเพื่อไปอวดคุณพ่อคุณแม่ 3. การสอนเพื่อริเริ่มสร้างสรรค์ควรจะมาหลังจากที่เด็กได้ลงมือทำกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติไปแล้ว จะทำให้ช่วยรู้วิธีกระบวนการ ครูควรกระตุ้นให้เด็กสนใจที่จะ ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ โดยฝึกคิดในสิ่งที่แปลกกว่าเดิม 4. การสอนเพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักรักสวยรักงามมีระเบียบเรียบร้อย เริ่มตั้งแต่ ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์ 5. มีป้ายนิเทศที่แสดงผลงานศิลปะสร้างสรรค์ของห้องเรียนอย่างถาวร และสลับ สับเปลี่ยนผลงานของเด็กอยู่ประจำ 6. มีความเมตตาหวังดีให้แก่เด็กทุกคน โดยการแสดงความรักและความห่วงใยแก่ เด็กเสมอพยายามใช้คำพูดที่ไพเราะกระตุ้นจินตนาการของเด็กระหว่างที่เด็กกำลังทำงาน นิตยา ประพฤติกิจ (2558) กล่าวถึงประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย มีหลายชนิด ต่อไปนี้ 1. บล็อก (Block) บล็อกเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อเด็กทั้งที่บ้านและโรงเรียน ชนิดของ การใช้บล็อกมีหลายชนิด เช่น บล็อกขนาดใหญ่และข้างในกลวง บล็อกชนิดแข็งทำด้วยไม้ ทำด้วย พลาสติก เมื่อเด็กเล่นบล็อก เด็กจะเล่นสมมติบทบาทไปด้วย 2. ดินเหนียว (Clay) ดินเหนียวเป็นวัตถุดิบอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กแสดงความคิดเห็น ของตนเองออกมาโดยการกลิ้ง ทุบ บี้ ตามที่พอใจ
63 3. แป้งโด (Play Dough) โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถหาดินเหนียวได้ดังนั้น การทำแป้งโดไว้ให้เด็กเล่น นอกจากจะได้ฝึกกล้ามเนื้อเล็กและยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก 4. การปะติดเศษวัสดุ (Collage) เด็กจะใช้จินตนาการจัดการกับเศษวัสดุที่ครูเตรียม ไว้ให้ดังนี้ ใช้หลอดกาแฟแทนแขนและขา ใช้ฟองน้ำทำหัว ใช้เชือกแทนเส้นผม ฯลฯ 5. การตัดและปะด้วยกาว (Cutting and Pasting) การตัดนับเป็นเรื่องยากสำหรับ เด็ก กรรไกรควรมีลักษณะที่เหมาะสมกับเด็ก จะช่วยในเรื่องการประสานสัมพันธ์มือและตา 6. การเล่นบทบาทสมมติ (Dramatic Play) ตามธรรมชาติเด็กจะเลียนแบบสิ่งที่เห็น ที่บ้าน จากชีวิตจริงและเลียบแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่ 7. การวาดภาพ (Drawing) การวาดภาพของเด็กมีลำดับขั้นพัฒนาการ และการ ขีดเขียนของเด็ก ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญมาก เด็กจะวาดภาพได้ดีเมื่อสามารถบังคับกล้ามเนื้อมือ ได้เมื่อการใช้มือและตาประสานสัมพันธ์กัน 8. การระบายสี (Painting) สามารถทำได้หลายวิธีเช่น การระบายสีที่กระดานขา หยั่ง การละเลงด้วยนิ้วมือ การใช้ฟองน้ำหรือพิมพ์ระบายสีฯลฯ 9. การละเลงสีด้วยนิ้วมือ (Finger Painting) นับเป็นวิธีการระบายอารมณ์ที่ดีวิธี หนึ่งสำหรับเด็ก เพราะสามารถแสดงออกได้หลายอารมณ์ เช่น สนุกสนาน สนใจ อยากรู้อยากเห็น ไม่พอใจหรือเศร้า บางทีอาจแสดงความรู้สึกกลัวเมื่อเห็นภาพ 10. การพิมพ์ภาพด้วยฟองน้ำหรือบล็อก (Sponge or Block painting) บางครั้ง ครูอาจใช้ฟองน้ำหรือบล็อกจุ่มสีแล้วพิมพ์ภาพบนกระดาษ 11. ทราย (Sand) เด็กส่วนใหญ่ชอบเล่นทราย ขณะที่เด็กเล่นทรายเด็กจะได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและของเล่นด้วยกัน ได้เรียนรู้ที่จะเล่นด้วยกันกับเพื่อน ๆ 12. การร้อย (Stringing) การร้อยเป็นการส่งเสริมให้เด็กใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการ ประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เด็กบางคนไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อมือและไม่มีสมาธิในการทำงาน แต่เด็กบางคนก็ชอบร้อย 13. น้ำ (Water) ตามธรรมชาติของเด็กจะชอบเล่นน้ำ ประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำ จะช่วยดูดซับความรู้สึกหรืออารมณ์ของเด็ก 14. งานไม้ (Wood Working) เด็กมักจะชอบทุบ ตอก ครูควรปล่อยให้เด็กใช้ จินตนาการของตนเองการสร้างสิ่งก่อสร้างง่ายๆ และให้เด็กตั้งชื่อ เกศินี นิสัยเจริญ (2557) ได้กล่าวถึง ประเภทของศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย สามารถจัดได้ดังต่อไปนี้ 1. กิจกรรมวาดภาพระบายสีเป็นการสร้างภาพที่เด็กเขียนมาจากความรู้สึกของ ตนเองให้เป็นสัญลักษณ์ที่สวยงาม มีจังหวะ และสีสันต่าง ๆ แทนการใช้คำพูด 2. กิจกรรมการฉีก ปะ และติดกระดาษ เป็นกิจกรรมที่ใช้กระดาษต่าง ๆ มาฉีก
64 ตัดและนำมาติดบนกระดาษให้เป็นภาพ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษวารสาร เป็นต้น 3. การปั้น เป็นกิจกรรมที่เด็กชอบมาก วัสดุที่ใช้ปั้น คือ ดินเหนียว ดินน้ำมัน แป้งโด การปั้นควรมีวัสดุสำหรับการปั้นที่มีผิวมัน เช่น พลาสติก โลหะ โฟเมก้า เป็นต้น 4. การพิมพ์ การพิมพ์ทำได้หลายวิธี ได้แก่ การพิมพ์ภาพด้วยนิ้วมือ การพิมพ์ภาพ จากเศษและวัสดุที่จากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ก้านกล้วย ก้านบัว เป็นต้น 5. งานพับกระดาษ เป็นการประดิษฐ์กระดาษให้มีลักษณะเป็นภาพ 3 มิติที่ต้อง อาศัยการทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาในการพับกระดาษให้เป็นภาพสัญลักษณ์ต่างๆ ตามลำดับ และตามขั้นตอนการพับ 6. งานประดิษฐ์เศษวัสดุเป็นของเล่นของใช้เป็นการรวบรวมเศษวัสดุจากกระดาษ มาประดิษฐ์เป็นของเล่นต่างๆ ตามแบบอย่าง ในการประกอบหรือตกแต่งอาจใช้กาว กรรไกร เศษไหม พรม ไม้ไอศกรีม หลอดกาแฟ เป็นส่วนประกอบ ปริยานุช จุลพรหม (2557) สรุปว่ากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่เป็นกิจกรรมประดิษฐ์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ วัสดุที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ดอกไม้กิ่งไม้ เมล็ดพืช เปลือกหอย ฯลฯ และวัสดุที่เป็นของเหลือใช้ เช่น กล่องยาสีฟัน เศษผ้า ฝาขวดน้ำอัดลม ฯลฯ วิรุณ ตั้งเจริญ (2556) กล่าวถึง ประเภทกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่จัดให้กับเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. การประดิษฐ์ภาพและเครื่องห้อยแขวนจากวัสดุต่าง ๆ 2. การประดิษฐ์ของเล่นและของใช้ต่าง ๆ จากเศษวัสดุ 3. การร้อย ลูกปัดหรือวัสดุต่าง ๆ ด้วยก้านธูป ก้านมะพร้าว ลวดหรือด้าย 4. การใช้กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว สานหรือประดิษฐ์ของเล่น 5. การเย็บหรือร้อยตามรอยปรุของรูปภาพ ผ้าเนื้อหยาบหรือกระสอบด้วยเข็มใหญ่ ปลายทู่ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้แก่ การวาดภาพ ระบายสี การเล่นกับสีการพิมพ์ภาพ การปั้น การพับ ฉีก ตัดปะ และการประดิษฐ์ ซึ่งแต่ละ ประเภทเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิด ได้สำรวจและจัดกระทำได้วัตถุโดยตรง ออกแบบ ตกแต่ง ต่อเติมสร้างเป็นชิ้นงานทางศิลปะตามความคิดริเริ่มจินตนาการ การเลือก สื่อ วัสดุอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การเลือกสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีผู้กล่าวถึงหลักการไว้ดังนี้ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2560) ได้กล่าวถึง ข้อควรระวังใน การใช้สื่อในระดับปฐมวัย มีดังนี้
65 1. วัสดุที่ใช้ต้องไม่เป็นพิษ ไม่หัก และไม่แตกง่าย มีพื้นผิวเรียบ ไม่มีเสี้ยน 2. ขนาดไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไป เพราะยากต่อการหยิบยก เพราะอาจตกลงมา เสียหาย แตก เป็นอันตรายต่อเด็กหรือใช้สะดวก 3. รูปทรง ไม่เป็นรูปทรงแหลม รูปสี่เหลี่ยมเป็นสัน 4. น้ำหนักไม่ควรมีน้ำหนักมาก เพราะเด็กจะยกหรือหยิบไม่ไหว อาจจะตกลงมา เป็นอันตรายต่อเด็ก 5. มีความปลอดภัย หลีกเลี่ยงสื่อที่เป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น สารเคมีวัตถุไวไฟ 6. สี หลีกเลี่ยงสีที่เป็นอันตรายกับสายตา นฤมล หุ้น (2559) ได้กล่าวถึง คุณสมบัติของเศษวัสดุธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืช ใบพืช ต้นพืช และส่วนอื่นๆ ของพืชโดยการนำไปตากแห้งแล้วค่อยนำมาประดิษฐ์เพื่อให้เกิดความคงทน ในการเก็บรักษา หรือเคลือบด้วยแลคเกอร์ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อไม่ให้แมลงกัด เจาะ การเชื่อมติด ชิ้นต่อชิ้นของพืชในขั้นตอนการประดิษฐ์นั้นให้ใช้กาว กาวสารเคมี หรือกาวปืน เลิศ อานันทนะ (2559) แบ่งวัสดุออกเป็น 2 ชนิด คือ 1. เศษวัสดุที่มีลักษณะแบน (2 มิติ) ได้แก่ ใบไม้ กระดาษ หนังสือพิมพ์ กระดาษ ห่อของ ตั๋วรถเมล์ ฟางข้าว หญ้าแห้ง ฯลฯ 2. เศษวัสดุที่มีลักษณะเป็นก้อน (3 มิติ) ได้แก่เปลือกมะพร้าว ไม้ไผ่ กะลา กิ่งไม้ รากไม้ก้อนหิน กรวด ดิน กล่อง เมล็ดพืช ฯลฯ การสะสมเศษวัสดุต่าง ๆ ในยามที่ไปทัศนาจร เช่น ฝึกหัดสะสมเปลือกหอย หินที่แปลกๆ แสตมป์ และรูปภาพต่างๆ เก็บรักษาไว้ที่มิดชิดปลอดภัย ไม่กีดขวาง เพื่อเตรียมไว้ใช้ในโอกาสต่อไป สมจินต์ มนูญศิลป์ (2559) ได้กล่าวถึง การพิจารณาวัสดุต่างๆ เสียก่อนที่จะนำมาทำ กิจกรรม วัสดุที่เหลือใช้จากทรัพยากรธรรมชาติ เมล็ดพืช พืชบางชนิด มียาง มีขน ที่อาจเป็น อันตรายต่อผิวหนัง เช่น ทำให้เกิดอาการคันหรือเป็นแผล ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาดีเสียก่อน ที่จะนำไปใช้จากที่กล่าวมาสามารถหาวัสดุได้ต่างๆ ดังนี้ 1. วัสดุที่ได้จากของเหลือใช้ในชีวิตประจำวันทุกๆ วัน เช่น กล่องยาสีฟัน สบู่ ฉะนั้นของที่เป็นเศษวัสดุจึงมีมากมายจากการที่เราใช้ของจำเป็น เช่น แกนกระดาษชำระ แกนหลอด ด้ายขวดแชมพู กล่องกระดาษต่างๆ ขวดพลาสติก ฯลฯ 2. วัสดุที่เหลือใช้ที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติเช่น เปลือกหอย ก้อนหิน เมล็ดพืช ที่หาได้จากภูมิประเทศ โดยที่เราไปทัศนาจรสถานที่ต่างๆ ก็จะเก็บนำมาใช้ประดิษฐ์ได้ถ้าดีได้ผลและ ต้องการทำมากขึ้นก็อาจสั่งซื้อได้ในราคาถูก 3. วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานทอผ้าก็มีแกนหลอดด้าย ซึ่งเป็นกระดาษบ้าง พลาสติกบ้างหรือชำรุดเป็นของที่โรงงานทิ้ง เศษผ้า แกนหลอดด้าย สิ่งเหล่านี้ สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของต่างๆ ได้เหมือนกัน
66 วิบูลลักษณ์ สารจิตร (2558) ได้กล่าวถึง วัสดุเหลือใช้ต่างๆ อาจแยกเป็นประเภทได้ดังนี้ 1. เครื่องใช้สำนักงาน ได้แก่ กระดาษโฆษณาสินค้า กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษอาร์ตด้านหลังปฏิทิน ปากกา ริบบิ้น แกนกระดาษชำระ เป็นต้น 2. วัสดุในครัวเรือน ได้แก่ 2.1 ของใช้ที่ชำรุด เศษโลหะ 2.2 ผ้า เช่น เสื้อผ้าเก่า เศษผ้า เป็นต้น 2.3 ขวด เช่น น้ำหอม ซอส สุรา เครื่องดื่ม น้ำดื่ม แชมพู น้ำยาล้างถ้วย ชาม ครีม เครื่องสำอาง เป็นต้น 2.4 กล่องผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โฟม กระดาษ พลาสติก ผ้า หนังสัตว์ เป็นต้น 2.5 ของเหลือจากอาหาร เช่น กระดูก ก้าง เปลือกไข่ กระดองปู เปลือก หอยเปลือกส้ม เปลือกส้มโอ เป็นต้น 3. ก้อนหิน ได้แก่ กรวด ทราย หิน เป็นต้น 4. สัตว์ ได้แก่ เปลือกหอย รังไหม เป็นต้น 5. พืช ได้แก่ 5.1 เมล็ด เช่น มะก่ำตาหนู แตงโม ลำไย สน ทุเรียน เป็นต้น 5.2 เปลือก เช่น เปลือกไม้ข้าวโพด ลูกเนียง ถั่วลิสง มะพร้าว เป็นต้น 5.3 กิ่ง แขนง เหง้า เช่น ไผ่ 5.4 เถาวัลย์ เช่น ลิเพา สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล (2554) ได้กล่าวถึงวัสดุธรรมชาติแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วัสดุ จากธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ดังนี้ 1. วัสดุจากธรรมชาติได้แก่ วัสดุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติบางชนิดหาได้ง่าย มีอยู่ ทั่วไป เก็บเอามาใช้ได้ บางอย่างต้องหาซื้อเพื่อนำมาใช้เช่น ใบไม้ดอกไม้กิ่งไม้เมล็ดพืช ขนนก ก้อน หิน ดิน ทราย เปลือกหอย ขี้กบ ขี้เลื่อย ไม้ไผ่ เกล็ดปลา ฯลฯ 2. วัสดุเหลือใช้ ได้แก่ วัสดุที่ไม่ได้ใช้แล้วแต่สามารถนำกลับมาประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์ได้อีก จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การเลือกใช้วัสดุสำหรับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ควรเป็นวัสดุ ที่เหลือใช้ที่ได้จากธรรมชาติที่มีในท้องถิ่น และการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ต้องคำนึงความปลอดภัยไม่มี อันตรายต่อเด็ก ต้องหาง่าย ราคาถูก ประหยัด ขนาดเหมาะสมกับเด็ก ขนาดไม่ใหญ่เกินไป และควร หลีกเลี่ยงสีที่เป็นอันตรายต่อเด็ก
67 ปัญหาและอุปสรรคของการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย สามารถจัดได้หลายกิจกรรม เช่น กิจกรรม การวาดภาพ กิจกรรมระบายสี กิจกรรมฉีก ตัด ปะกระดาษ กิจกรรมพับกระดาษ กิจกรรมงาน ประดิษฐ์ และงานปั้น กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ถ้ารู้จักเลือกจัดให้เหมาะสมกับวัย ความต้องการ และ พัฒนาการเด็กแล้ว จะทำให้เด็กมีความคิด ความเข้าใจและเกิดทักษะทางกระบวนการความคิด สร้างสรรค์ แต่ในสภาพปัจจุบันการเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องเหมาะสมกับวัย สภาพความต้องการของ เด็ก พัฒนาการเด็ก และสภาพแวดล้อมท้องถิ่น ยังพบว่ามีปัญหาอยู่มาก ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มีสาเหตุมา จากตัวครูนักเรียนและสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ในการเลือกกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้สอดคล้อง เหมาะสมกับวัย สภาพความต้องการของเด็ก พัฒนาการเด็ก และสภาพแวดล้อมท้องถิ่น พบว่า มี ปัญหา และอุปสรรคมาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (สำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา 2551) ได้แก่ 1. ด้านปรัชญาการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่ไม่เน้นการจัดประสบการณ์ตาม หลักการจัดการศึกษาปฐมวัย ทำให้เด็กขาดโอกาสที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ ภาษาและ การคิด จากการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2. ด้านตัวครูไม่ตะหนักถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับ เด็กปฐมวัย ครูเน้นความสวยงาม ความเรียบร้อยของงานมากกว่าการประเมินพัฒนาการทางศิลปะของ เด็ก 3. ด้านสภาพแวดล้อม และวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้หลากหลาย เช่น สภาพห้องเรียนที่มีเด็กมากเกินไป ความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก วัสดุอุปกรณ์ ที่ไม่เพียงพอและสภาพแวดล้อม หรือบรรยากาศไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น เพื่อให้การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เกิดผลดีแก่เด็กปฐมวัยควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. ผู้สอนต้องรู้จักเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย ความต้องการและความสามารถ ของเด็ก อีกทั้งกิจกรรมที่เลือกไว้ต้องสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม ผู้สอนควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะเด็กดีพอ 2. ผู้เรียน เนื่องจากเด็กจะทำงานโดยยึดถือตัวเองเป็นหลัก ขาดความรับผิดชอบ ขาดระเบียบวินัย และไม่รู้จักการเสียสละแบ่งปัน ผู้สอนต้องพยายามหาวิธีการให้เด็กเกิดความรู้ความ เข้าใจ โดยการกระตุ้นยั่วยุ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ให้เกิดความรู้สึกว่า การเรียนศิลปะเป็น สิ่งจำเป็นต่อตัวเด็กเอง 3. สภาพแวดล้อมโดยทั่วๆ ไป ได้แก่ วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณต้องจัดหาให้เพียงพอ ที่จะสนับสนุนกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการรู้จักนำวัสดุที่มีอยู่ภายในท้องถิ่น หาง่าย และ ราคาถูก มาดัดแปลงจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก
68 กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นิตยา ประพฤติกิจ (2558) ได้กล่าวถึง พัฒนาการด้านการร้อยของเด็กปฐมวัย มีดังนี้ 1. เด็ก 2 ขวบ ยังไม่สนใจกิจกรรมการร้อย เพราะกล้ามเนื้อมือยังอาจไม่พร้อม อาจใช้วิธีดันเชือกให้เข้ารูไปทั้งๆ ที่มืออีกข้างหนึ่งก็ไม่ได้ช่วย ถ้าหากผู้ใหญ่ช่วยร้อยให้เด็กจะเลิกร้อยไป เลยหรือถ้าหากผู้ใหญ่ร้อยเชือกให้แล้วจะดึงออกอีกก็ได้ 2. เด็ก 3 ขวบ เด็กอาจนั่งสังเกตอย่างตั้งใจหรือใช้ความพยามในการร้อยลูกปัดได้ 1-2 อัน ดังนั้นจึงควรเลือกลูกปัดที่มีขนาดโตและรูโตด้วย ถ้าเชือกอ่อนตัวลงหรือปลายไม่แข็งแรงพอ จะทำให้เด็กเลิกเล่นได้ เด็กอาจจะสนใจเมื่อครูสาธิตการร้อยทีละอัน โดยสังเกตการจับเชือกและจับ วัตถุ แต่เด็กๆ มักสนใจเพียงครู่เดียว 3. เด็ก 4 ขวบ เด็กมักเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างถือลูกปัดและจับเชือกสามารถร้อย ลูกปัดได้อย่างสบาย ดังนั้นจึงพร้อมที่เล่นสิ่งที่ยากขึ้น เช่น วัตถุที่มีขนากเล็กลงรูเล็กลง และเล่นได้นาน ขึ้นถึงขนาดร้อยเป็นสร้อยข้อมือหรือสร้อยคอได้ 4. เด็ก 5 ขวบ สนุกกับการร้อยลูกปัดอาจให้ครูจัดหาให้และนั่งร้อยได้นานสามารถ เริ่มต้นและผูกได้เมื่อร้อยเสร็จ การร้อยเป็นงานที่ยากและน่าเบื่อสำหรับเด็กเล็กๆ แต่พ่อแม่ควรเปิด โอกาสให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็กและสายตาให้ประสายสัมพันธ์กัน โดยผู้จัดกิจกรรมการร้อยจะต้อง เข้าใจว่าเด็กสามารถทำได้เพียงใด ไม่เร่งร้อนและมีความยืดหยุ่นกับเด็ก ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ร้อย หลายๆ ชนิด เช่น การร้อยเชือกผูกร้องเท้า สร้อยคอลูกปัด หลอดกาแฟ แท่งไม้หลอดได้เป็นต้น 5. งานประดิษฐ์งานประดิษฐ์เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการในการ ประดิษฐ์คิดค้นศิลปะในรูปแบบต่างๆ ประดิษฐ์คิดค้นทั้งในแง่ รูปทรง สีวิธีการ และเนื้อหา ให้ปรากฏ ขึ้น เป็นการส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ให้สวยงามน่าสนใจและมีผลไปสู่การใช้ประโยชน์ในโอกาส ต่างๆ แมททิว และ มาซาน (ปุณณรัตน์ พิชญไพบูลย์2557 ; อ้างอิงจาก Mattil ; &Marzan. 1981) กล่าวถึง สื่อที่เหมาะสมกับการปั้น โดยทั่วไปควรเลือกใช้วัสดุประเภทดินเหนียว ดินน้ำมัน ขี้เลื่อย กระดาษ ทราย เทียน แป้ง ขี้ผึ้ง แต่วัสดุที่มีความเหมาะสมกับเด็กเล็กมากที่สุด คือ ดินเหนียว ดินน้ำมัน แป้งโด ดินเหนียว (Clay) เป็นวัสดุธรรมชาติราคาถูกหาได้ทั่วไป มีความยืดหยุ่นอ่อนตัวเปลี่ยนแปลง รูปทรงได้ง่าย นำกลับมาใช้ได้โดยไม่เสีย ตอบสนองการกระทำของเด็กได้ดีในเรื่องการจับ การทดลอง และทนทานต่อการกระทบกระแทกได้ดีก่อให้เกิดความรู้สึกถึงพื้นผิวที่เป็นธรรมชาติได้ดีทำให้เด็ก เรียนรู้และรับรู้ได้ตามสัญชาตญาณ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องรูปแบบ แต่แตกหักได้ง่ายเมื่อมีการเคลื่อนย้าย ผลงานและมีข้อจำกัดเรื่องความสะอาดและวิธีเก็บรักษา ชวลิต ดาบแก้ว (2556) ได้กล่าวถึง การพิมพ์ภาพไว้ว่าสามารถทำได้หลายวิธีได้แก่
69 การพิมพ์ภาพด้วยนิ้วมือ การพิมพ์ภาพจากเศษวัสดุที่ได้จากธรรมชาติโดยใช้ส่วนต่างๆ ของพืช และ สัตว์ การพิมพ์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1. การพิมพ์ภาพจากวัสดุธรรมชาติ โดยการเอาส่วนต่างๆ ของพืชมาพิมพ์เป็นภาพ ดังนี้ 1.1 การพิมพ์ภาพใบไม้ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น หยัก โค้ง กลม รี เราสามารถนำใบของพืชมาทำเป็นแม่พิมพ์ภาพได้ 1.2 การพิมพ์ภาพด้วยดอกไม้ดอกไม้ที่มีรูปทรงสวยงามแปลกตา สามารถ นำมาเป็นแม่พิมพ์ภาพได้เช่น ดอกกะหล่ำ นำมาตัดให้เรียบแล้วทาสี 1.3 การพิมพ์ภาพด้วยก้านของพืช ก้านของพืชที่มีลักษณะอ่อน สามารถ นำมาตัดขวางแล้วเกิดลวดลายที่สวยงาม เช่น ก้านกล้วย ก้านบัว ผักตบชวา ก้านมะละกอ ฯลฯ 1.4 การพิมพ์ภาพด้วยฝักของพืช เช่น ถั่วลันเตา มะขามเทศ กระถิน ข้าวโพด ฯลฯ 1.5 การพิมพ์ภาพด้วยผลของพืช เช่น มะเฟือง สับประรด 1.6 การพิมพ์ภาพด้วยหัวของพืช เช่น มันเทศ มันแกว ขิง ข่า 1.7 การพิมพ์ภาพเป็นเรื่องราวด้วยส่วนต่างๆ ของพืชตามความคิดสร้างสรรค์ 1.8 การพิมพ์จากส่วนต่างๆ ของสัตว์เช่น เปลือกหอย เกล็ดปลา 1.9 การพิมพ์ภาพดินเหนียว โดยใช้ใบไม้เป็นแม่พิมพ์ การพิมพ์ดินเหนียวจะ ทำให้เป็นภาพได้นาน 2. การพิมพ์ภาพจากเศษวัสดุ 2.1 พิมพ์ภาพจากเศษวัสดุเหลือใช้เช่น เชือก พิมพ์ภาพด้วยตรายาง การพิมพ์ภาพด้วยการขยุ้มการดาษ 2.2 การพิมพ์ภาพจากวัสดุอื่นและการพิมพ์จากวัสดุหลายๆ ชนิดรวมกัน 3. การปั้น เยาวพา เดชะคุปต์ (2555) ได้กล่าวถึง กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติไว้ดังนี้ 1. การวาดภาพระบายสีเป็นกิจกรรมการสร้างภาพที่เด็กวาดไปด้วยความรู้ในตัวเอง ให้เป็นสัญลักษณ์มีสวยงาม มีจังหวะและสีสันต่างๆ แทนการใช้คำพูด เช่น การใช้พู่กันวาดภาพด้วยสีน้ำ ลงไปในก้อนหิน และใบไม้ 2. การปะติดเศษวัสดุ (Collage) เด็กจะใช้จินตนาการจัดการกับเศษวัสดุที่ครูเตรียม ไว้ให้เช่น ใช้หลอดกาแฟแทนแขนและขา ใช้ฟองน้ำทำหัว ใช้เชือกแทนเส้นผม เกล็ดปลา เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ฯลฯ 3. การร้อย
70 จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ ควรเลือกวัสดุให้เหมาะสม กับเด็ก ควรเป็นวัสดุที่หาได้จากท้องถิ่น หาง่าย มีราคาถูก ประหยัดและเป็นวัสดุที่มีความหลากหลาย และที่สำคัญต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและไม่มีอันตรายต่อเด็ก เช่น เกล็ดปลา เมล็ดพืช ใบไม้ ดอกไม้ ดินเหนียว ดิน หิน ทราย กากมะพร้าว ข้าวโพด ก้านกล้วย ใบตอง เชือกกล้วย เม็ดมะขาม พืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะสร้างสรรค์ที่นิยมนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ มีดังต่อไปนี้ 1. ทฤษฎีลำดับขั้นพัฒนาการตามความคิดและอายุ (Age-Based Concepts) ทฤษฎีนี้หมายความว่า ความเจริญงอกงามของเด็กจะพัฒนาไปตามลำดับขั้นอายุ ซึ่งหมายถึง ความพร้อมด้านวุฒิภาวะ คือ ทั้งร่างกายและการกระทำเป็นไปตามลำดับขั้นตามวัยอันควร เช่น การพัฒนาการทางศิลปะตามระดับอายุของ วิคเตอร์โลเวนเฟลด์ 2. ทฤษฎีแห่งปัญญา (Intellectual Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าเด็กจะทำงานศิลปะ ตามที่ตนรู้ เป็นทฤษฎีที่ให้เด็กได้แสดงความรู้ความสามารถตามที่ตนเข้าใจ ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคล การเลียนแบบนี้เน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออก ของเด็กโดยตรงเด็กสามารถจะแสดงรายละเอียดที่ตนรู้สิ่งที่แตกต่างกันตามความคิดรวบยอดของตนเอง ทฤษฎีนี้เหมาะแก่การสอนทุกระดับ 3. ทฤษฎีพัฒนาการการรับรู้ (Perceptual Development Theory) ทฤษฎีนี้เป็น ของเกสตอลท์(Gestalt) ซึ่งมีความเชื่อว่าเด็กจะทำงานศิลปะตามที่ตนเห็นตามความเป็นจริง เด็กจะ เห็นแต่เค้าโครงและเห็นส่วนรวมของภาพมากกว่ารายละเอียด ทฤษฎีนี้เหมาะกับการสอนเด็กระดับ อนุบาล และประถมศึกษา เด็กจะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาแบบง่ายๆ ส่วนความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้น ตามวัยของเด็กเอง 4. ทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น (The Hapic & Visual Child Theory) ทฤษฎีนี้ เป็นความเชื่อของ วิคเตอร์โลเวนเฟลด์(Viktor Lowenfeld) ซึ่งมีความเชื่อว่า ความเข้าใจและ การรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กจะมีผลต่ออารมณ์ของเด็ก ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เด็กแสดงออกตาม อารมณ์ของตน จากการวิจัยของโลเวนเฟลด์เชื่อว่า เด็กจะมีอิสระเสรีภายในตัวเอง และจะแสดงออก ทางด้านร่างกาย และอารมณ์อย่างเปิดเผย วิทคิน ; และลินตัน (Witkin ; & Linton) วิจัยเพิ่มเติม เกี่ยวกับความเชื่อนี้พบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเสรีจะแสดงออกได้ดีกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงอย่างขาด เสรีภาพ การสร้างสรรค์จะแสดงออกจากอารมณ์ภายในของเด็ก โดยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมของเด็กแต่ละ คน
71 5. ทฤษฎีเหมือนจริง (Naive Realism Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เด็กสามารถเห็น ได้เหมือนผู้ใหญ่ การเรียน คือ การให้เด็กฝึกทักษะตามที่ครูต้องการ กล่าวคือ ครูจะเป็นผู้กำหนดให้เด็ก ทำตาม ซึ่งไม่เหมาะสมกับการสอนศิลปะระดับก่อนประถมศึกษา มีแนวโน้มของการเรียนเพื่อมุ่งรักษา และถ่ายทอดวัฒนธรรมดังเดิม เช่น วิชาจิตรกรรมไทย หรือการวาดภาพเหมือน เป็นต้น เป็นทฤษฎีที่ ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เข้าใจวิธีการและมีแบบแผน เป็นการเรียนเพื่อฝึกทักษะและหาความรู้โดยตรง เป็นทฤษฎีที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจวิธีการ และมีแบบแผน เป็นการเรียนเพื่อฝึกทักษะและ ความรู้โดยตรง เป็นการดำรงไว้เพื่อการอนุรักษ์ศิลปะอย่างแท้จริง จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะสร้างสรรค์มีหลายทฤษฎีสามารถนำมา ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ โดยครูสามารถนำแนวคิดในแต่ละทฤษฎีมาใช้ในการจัดกิจกรรม เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้โดยจัดให้เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคลและระดับ ความสามารถของเด็ก เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทางศิลปะสร้างสรรค์โดยเริ่มจากการขีดเขี่ย วาดในสิ่งที่ เด็กเห็นโดยไม่สนใจว่าจะเหมือนจริงหรือไม่ เพราะกล้ามเนื้อมือของเด็กยังไม่เจริญเติบโตพอ เด็กจะวาด สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและตนเองจะต้องตัวใหญ่ บุคคลที่อยู่รอบตัวจะวาดขนาดเล็กลง เด็กชอบวาดภาพคนตัว สูงแต่ตัวผอมบาง เช่น เพื่อน ญาติโดยไม่สนใจความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เอกสารและงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ งานวิจัยในประเทศ วราภรณ์ นาคะศิริ (2560) ศึกษาการคิดเชิงเหตุและผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้ทรายสีผลจากการศึกษา พบว่า เด็กปฐมวัยมีความคิดเชิงสร้างสรรค์หลังการทำ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดยใช้ทรายสีสูงกว่าก่อนทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้ทรายสีอย่างมีนัย ทางสถิติที่ระดับ .01 ศรีแพร จันทราภิรมย์ (2560) ศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมสร้างสรรค์โดยใช้เปลือกข้าวโพด ผลการการวิจัย พบว่า ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลัง การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เปลือกข้าวโพดสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสถิติที่ระดับ .01 ประสิทธิรักษ์ เจริญผล (2557) ศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ต่อเติมด้วยลายเส้น พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ต่อเติมด้วยลายเส้นมีความคิดสร้างสรรค์ทั้งโดยรวมและแยกรายด้านก่อนและหลังการจัดกิจกรรม มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ .01
72 สมศรีเมฆไพบูลย์วัฒนา (2557) ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์การร้อยดอกไม้ผลการการวิจัย พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ เล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การร้อยดอกไม้สูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จิตทนาวรรณ เดือนฉาย (2556) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการจัดศิลปะวาดภาพนอกห้องเรียน ที่ส่งผลต่อความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ผลจากการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปะแบบวาดภาพนอกห้องเรียนมีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์สูงกว่าเด็กที่ได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปะแบบปกติ งานวิจัยต่างประเทศ ปีเตอร์สัน (พนิดา ชาตยาภา. 2559 ; อ้างอิงจาก Peterson. 1958) กล่าวว่า ศิลปะเป็น แนวทางหนึ่งในการแสดงออกของเด็ก ซึ่งเด็กต้องการโอกาสที่จะแสดงออก อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอด ความรู้ความรู้สึกและความเข้าใจ รวมทั้งบุคลิกภาพและความเป็นอิสระของเด็กออกมาได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์และจินตนาการของเด็กแต่ละคนนั้นเอง ฟิลลิปส์ (วิรุณ ตั้งเจริญ. 2556 ; อ้างอิงจาก Phillips. 1986) ศึกษาความเข้าใจของผู้สอน ระดับปฐมวัยในด้านกระบวนการความงามทางศิลปะและศิลปศึกษา ผลการวิจัย พบว่า มีความเห็น เหมือนกันในทรรศนะเกี่ยวกับการเรียนศิลปะ โดยวิธีดำเนินการทดลองโดยลงมือกระทำโดยตรงกับสื่อที่ หลากหลายและเน้นการสร้างสรรค์ผลงานกับสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อย่าง อิสระ และมีความคิดเห็นแตกต่างกันในทรรศนะเกี่ยวกับศิลปศึกษา ในโรงเรียนประถมที่การสอนศิลปะ เป็นจุดเล็กๆ และถูกมองว่าเป็นวิชาหนึ่งในโรงเรียนเท่านั้น แต่ในมหาวิทยาลัยศิลปะจะมีการสอนที่ เข้มงวดเกี่ยวกับความรู้มโนทัศน์คำศัพท์สื่อศิลปะโดยตรงที่ใช้ในการศึกษา นอกจากนี้ยังพบครูผู้สอน ต้องการเรียนเกี่ยวกับวิธีสอนศิลปะมากกว่าความรู้มโนทัศน์คำศัพท์สื่อทางศิลปะและหลักสูตรที่ใช้ใน การสอนศิลปะยังเป็นที่ต้องการของครูผู้สอนเช่นเดิม จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เด็ก ปฐมวัยสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ได้ดีเพราะกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์เปิดโอกาสให้เด็กได้ถ่ายทอดความคิดอย่างอิสระและนำมาสร้างเป็นผลงาน นอกจากนี้ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ยังส่งเสริมทักษะและกระบวนการต่างๆ เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหา กระบวนการพัฒนาสื่อความหมาย ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์พฤติกรรมทางสังคม ทักษะทาง ภาษา ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ในด้านการนับ การจัดลำดับ การเปรียบเทียบ การ จัดหมวดหมู่ เป็นต้น ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กแสดงออก ได้ลงมือปฏิบัติและค้นหาความรู้ด้วย ตัวเองซึ่งจะนำมาสู่การเรียนรู้ของเด็ก
73 บทที่3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชาย–หญิง ที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 110 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชาย–หญิง ที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ประกอบด้วย 1. แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์จำนวน 20 แผน 2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งมีทั้งหมด 4 ชุด รวมทั้งสิ้น 20 ข้อ ดังนี้ ชุดที่ 1 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 2 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก จำนวน 5 ข้อ
74 ชุดที่ 3 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านความสามารถในการควบคุมในการใช้ กล้ามเนื้อ มัดเล็ก จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 4 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา จำนวน 5 ข้อ การสร้างเครื่องมือในการวิจัย แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ นักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาจากเอกสาร ตำรา แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่พัฒนา ความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับศิลปะสร้างสรรค์ที่พัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2. นำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์ในการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม สื่อและแหล่งเรียนรู้ การ ประเมินผล 3. นำแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไปทดลองใช้กับของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดทำ แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็ก ของเด็กปฐมวัย
75 2. นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยมาสร้างแบบทดสอบวัด ความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ให้ครอบคลุมเนื้อหา โดยสร้างแบบทดสอบเป็นแบบเชิงปฏิบัติจริง โดยให้เด็ก ลงมือปฏิบัติจริงกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ชุด ชุดละ 5 ข้อรวมทั้งสิ้น 20 ข้อ ดังนี้ ชุดที่ 1 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านความคล่องแคล่วในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 2 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็ก จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 3 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านความสามารถในการควบคุมในการ ใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 4 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับ ตา จำนวน 5 ข้อ 3. สร้างคู่มือในการดำเนินการทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ประกอบด้วย คำชี้แจง คำแนะนำในการใช้แบบทดสอบ การเตรียมตัวก่อนสอบ ข้อความที่ต้องพูดกับนักเรียน คำสั่ง เวลาที่ใช้ในการทดสอบ 4. นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยทำการทดสอบเด็กก่อนการทดลอง (Pretest) ด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย โดยทดสอบเป็นรายบุคคล 2. ผู้วิจัยดำเนินจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยจัดในช่วงกิจกรรมสร้างสรรค์โดยใช้เวลาใน การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน รวมทั้งสิ้น 20 ครั้ง ดังตาราง 1
76 ตาราง 1 ตารางดำเนินกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สัปดาห์/หน่วย กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ดำเนินการทดสอบก่อนการจัดกิจกรรม (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1. หน่วย สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต กิจกรรม หนอนหลากสีจากไม้หนีบผ้า กิจกรรม ประดิษฐ์ภาพจากใบไม้แห้ง 2. หน่วย สัตว์โลกน่ารัก กิจกรรม ภาพสวยด้วยงาดำ งาขาว กิจกรรม ศิลปะจากเม็ด-เส้นใยมะขาม 3. หน่วย ต้นไม้แสนรัก กิจกรรม ลอกลายใบไม้ กิจกรรม ปะ ติด ขยำ ขยุ้ม 4. หน่วย ดอกไม้แสนสวย กิจกรรม พิมพ์ภาพจากก้านกล้วย กิจกรรม สร้างสรรค์ภาพด้วยเศษดินสอ 5. หน่วย ดอกไม้แสนสวย กิจกรรม มู่ลี่แสนสวย กิจกรรม มงกุฎดอกไม้ 6. หน่วย โลกของแมลง กิจกรรม สร้างภาพจากเมล็ดพืช กิจกรรม พิมพ์ภาพจากก้านกล้วย 7. หน่วย ผักและผลไม้ กิจกรรม ปั้น ปั้น ปั้น กิจกรรม ฉีก ปะ ภาพ 8. หน่วย ข้าวมหัศจรรย์ กิจกรรม เปลือกข้าวเจ้าขา กิจกรรม ดอกไม้ข้าวเหนียว 9. หน่วย บ้านแสนสุข กิจกรรม จุดสีสร้างภาพ กิจกรรม โรยภาพด้วยทราย 10. หน่วย สาระแห่งสีสัน กิจกรรม กลิ้งแกนข้าวโพด กิจกรรม นิ้วมือสร้างภาพ ดำเนินการทดสอบหลังการจัดกิจกรรม (Post-test) ด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 3. เมื่อดำเนินกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ครบ 10 สัปดาห์ ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์(Posttest) ด้วยแบบทดสอบวัดวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งเป็นชุด
77 เดียวกับแบบทดสอบวัดวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้ทดสอบก่อนการกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ 4. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบทั้งก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไป ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐานสรุปผลการวิจัยต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการทดสอบไปวิเคราะห์และหาคุณภาพด้วยวิธีการทางสถิติดังนี้ 1. หาค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าร้อยละ (Percentage) 2. เปรียบเทียบความแตกต่างความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กก่อนและ หลังก่อนการกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้t - test สำหรับ Dependent samples สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน 1) หาค่าเฉลี่ยโดยใช้สูตร x สูตร x = N x โดยที่ x คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนน x คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N คือ จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง 2) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ( 1) . . 2 2 − − = N N N X X S D เมื่อ S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด 2 X แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง
78 N แทน จำนวนนักเรียน 2. สถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ 2.1 ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2545) N R IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม กับนิยามศัพท์เฉพาะ R แทนผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 1) การคำนวณเปรียบเทียบพัฒนาการของผู้เรียนก่อนและหลัง โดยคำนวณสูตร t– test for dependent sample) ( ) 1 2 2 − − = n n D D D t เมื่อ df = n - 1 เมื่อ D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ n แทน จำนวนคู่ 2 D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนแต่ละตัวกำลังสอง ( ) 2 D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง
79 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขา ดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ผู้วิจัยนำผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการทดสอบไปวิเคราะห์และหาคุณภาพด้วยวิธีการทางสถิติดังนี้ 1. หาค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กก่อนและหลังก่อนการกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้t - test สำหรับ Dependent samples ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ ตอน 1 ผลการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ตอน 2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ในภาพรวม ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ ปรากฏ ดังตาราง 2
80 ตอน 1 ผลการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ปรากฏ ดังตาราง 2 ตาราง 2 ผลการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ก่อนจัดกิจกรรม หลังจัดกิจกรรม S.D S.D ด้านความคล่องแคล่ว ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 3.05 0.92 4.48 0.51 ด้านความยืดหยุ่น ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.67 0.48 4.43 0.51 ด้านความสามารถในการควบคุม ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.33 0.48 4.43 0.51 ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา 2.57 0.51 4.71 0.46 รวม 2.66 0.60 4.51 0.50 จากตาราง 2 ผลการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ก่อนการ จัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 3.05 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.92 หลังการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.48 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.51 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ก่อนการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.67 มี ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.48 หลังการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.43 มีค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.51 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านความสามารถในการ ควบคุมในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.33 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.48 หลังการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.43 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.51 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ก่อนการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.57 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.51 หลังการจัดกิจกรรม มีคะแนน เฉลี่ย เท่ากับ 4.71 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.46 ในภาพรวมแล้วความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์
81 ก่อนการจัดกกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.66 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.60 หลังการ จัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.51 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.50 ตอน 2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ในภาพรวม ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ ปรากฏ ดังตาราง 3 ตาราง 3 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ ในภาพรวม ก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก จำนวน นักเรียน ก่อน/หลัง S.D t p ด้านความคล่องแคล่ว ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 21 ก่อน 3.05 0.92 7.07* .000 หลัง 4.48 0.51 ด้านความยืดหยุ่น ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 21 ก่อน 2.67 0.48 18.50* .000 หลัง 4.43 0.51 ด้านความสามารถในการ ควบคุม ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 21 ก่อน 2.33 0.48 17.82* .000 หลัง 4.43 0.51 ด้านการประสานสัมพันธ์ ระหว่างมือกับตา 21 ก่อน 2.57 0.51 13.51* .000 หลัง 4.71 0.46 *มีนัยทางสถิติที่ระดับ .05 จากตาราง 3 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ในภาพรวม ก่อนและหลังการการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พบว่า คะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 แสดงการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีผลให้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้น หรือ การ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีผลทำให้คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ มี ความแตกต่างกัน
82 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นรายด้านและรายบุคคล ก่อนและหลังการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นรายด้านและรายบุคคล ปรากฏ ดังตาราง 4-7 ตาราง 4 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็ก ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง 1 2 5 3 2 3 4 1 3 2 4 2 4 3 4 1 5 2 4 2 6 4 5 1 7 4 5 1 8 4 5 1 9 4 4 1 10 4 5 1 11 4 5 1 12 2 5 3 13 2 5 3 14 2 5 3 15 3 4 1 16 2 4 2 17 3 4 1 18 5 5 0 19 3 4 1 20 3 4 1 21 3 4 1 21 3 4 1 22 3 4 1
83 นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง 23 3 4 1 24 3 4 1 รวม 73 106 33 ค่าเฉลี่ย 3.05 4.48 1.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.92 0.51 0.93 จากตาราง 4 พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ได้คะแนน เฉลี่ย 3.05 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.92 หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ได้คะแนนค่าเฉลี่ย 4.48 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 คะแนนค่าเฉลี่ยของผลต่างก่อนและหลัง 1.43 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างก่อนและหลัง 0.93 ตาราง 5 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็ก ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง 1 3 5 2 2 3 5 1 3 3 5 2 4 3 5 2 5 3 4 2 6 2 4 2 7 2 4 2 8 2 4 1 9 3 4 1 10 2 4 2 11 2 4 1 12 3 5 2
84 นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง 13 3 5 2 14 3 5 2 15 3 4 2 16 3 4 1 17 3 5 2 18 3 4 1 19 2 4 2 20 2 4 2 21 3 5 2 22 3 5 2 23 3 5 2 24 3 5 2 รวม 65 108 43 ค่าเฉลี่ย 2.67 4.43 1.76 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 0.51 0.44 จากตาราง 5 พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ก่อน การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ได้คะแนน เฉลี่ย 2.67 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 หลังการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้คะแนนค่าเฉลี่ย 4.43 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 คะแนนค่าเฉลี่ย ของผลต่างก่อนและหลัง 1.76 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างก่อนและหลัง 0.44
85 ตาราง 6 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้านความสามารถในการควบคุมในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง 1 3 4 1 2 2 4 2 3 3 5 2 4 3 5 2 5 3 5 2 6 2 4 2 7 2 4 2 8 2 4 2 9 3 5 2 10 2 4 2 11 2 4 2 12 2 4 2 13 2 4 2 14 2 4 2 15 3 4 1 16 2 5 3 17 2 5 3 18 2 5 3 19 3 5 3 20 2 5 3 21 2 4 2 22 2 4 2 23 2 4 2 24 2 4 2 รวม 55 105 50 ค่าเฉลี่ย 2.33 4.43 2.10
86 นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 0.51 0.54 จากตาราง 6 พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ด้านความสามารถในการควบคุมในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็ก ก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ได้คะแนน เฉลี่ย 2.33 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้คะแนนค่าเฉลี่ย 4.43 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 คะแนนค่าเฉลี่ยของผลต่างก่อนและหลัง 2.10 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างก่อนและหลัง 0.54 ตาราง 7 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง 1 3 4 1 2 3 4 1 3 2 5 3 4 3 5 2 5 3 5 2 6 3 5 2 7 2 5 3 8 2 4 2 9 2 4 2 10 2 5 3 11 3 5 2 12 3 4 1 13 3 4 1 14 3 5 2 15 3 5 2 16 3 5 2 17 3 5 2 18 2 5 3 19 2 5 3
87 นักเรียนเลขที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่าง 20 2 5 3 21 2 5 3 22 3 5 2 23 3 5 2 24 3 5 2 รวม 63 114 51 ค่าเฉลี่ย 2.57 4.71 2.14 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 0.46 0.73 จากตาราง 7 พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ก่อนการ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้คะแนน เฉลี่ย 2.57 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 หลังการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้คะแนนค่าเฉลี่ย 4.71 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.46 คะแนนค่าเฉลี่ย ของผลต่างก่อนและหลัง 2.14 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างก่อนและหลัง 0.73
88 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ผู้วิจัยได้เสนอตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สมมติฐานของการวิจัย 4. สรุปผลการวิจัย 5. อภิปรายผล 6. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สมมุติฐานในการวิจัย หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 มีระดับสูงขึ้น สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก ก่อนการ จัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.66 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.60 หลังการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.51 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.50 2. หลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นักเรียนมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ดังนี้
89 2.1 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียน เทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในภาพรวม พบว่า มี ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2.2 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียน เทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เพิ่มขึ้นเป็นอันดับแรก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.14 รองลงมา ด้านความสามารถในการควบคุมในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.10 ด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.76 และด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.43 ตามลำดับ ซึ่งแสดง ให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ มีผลให้คะแนนเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพิ่มขึ้น และการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีผลทำให้คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์มีความแตกต่างกัน อภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนและหลังการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หลังการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้น มีทั้งนี้ สามารถอภิปรายผลได้ ดังนี้ 1. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัด ภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์ที่ได้รับหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สูงขึ้นทุกด้าน ทั้งนี้เนื่องมาจาก 1.1 ด้านความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักเรียนมีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ทั้งนี้เนื่องมาจาก การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เช่น การปั้นดินเหนียว การโรยด้วย ทราย การวาดภาพ การขยำกระดาษ การพิมพ์ภาพ ฯลฯนักเรียนได้ใช้มือและนิ้วมือ ในการ หยิบ จับ สัมผัสวัสดุและสิ่งต่างๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งสอดคล้องกับบรูเนอร์ (Bruner) ที่กล่าวว่า เด็กเรียนรู้ด้วยการการทำ (Enactive Representation) เป็นขั้นตอนที่เด็กเรียนรู้จาก ประสาทสัมผัส สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่เป็นวัยของการสำรวจ ค้นคว้า มีความอยากรู้ อยากเห็น และสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว การได้ลงมือกระทำ การได้หยิบจับสัมผัสสิ่งต่างๆ ทำให้เด็ก เข้าใจและรวบรวมประสบการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญ สำหรับการเรียนรู้ของ
90 เด็กเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในระดับชั้นต่อไป สอดคล้องกับแนวคิดของดิวอี้ (Dewey) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการกระทำ (Learning by Doing) 1.2 ด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักเรียนมีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ทั้งนี้เนื่องมาจาก การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เช่น การปั้นดินเหนียว การโรย ทราย การวาดภาพ การขยำกระดาษ การพิมพ์ภาพ ฯลฯ นักเรียนได้ใช้มือและนิ้วมือ ในการ หยิบ จับ สัมผัส วัสดุและสิ่งต่างๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความ ยืดหยุ่นมีความสามารถในการโค้งงอ การงอมือหรือนิ้วมือ การเคลื่อนไหวง่ายๆ อีกทั้งครูมีบทบาทใน การสังเกตความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในระหว่างปฏิบัติกิจกรรม ทำให้รู้ความสามารถและ พัฒนาการของแต่ละคน ถ้าพบว่าคนไหนมีปัญหาด้านความยืดหยุ่นของมือและนิ้วมือ ไม่ปฏิบัติกิจกรรม ทำไม่ได้ ไม่มีความมั่นใจในการปฏิบัติกิจกรรม ครูจะแนะนำและกระตุ้นให้ปฏิบัติกิจกรรม เมื่อได้ปฏิบัติ กิจกรรมซ้ำบ่อยๆ ครั้ง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดความยืดหยุ่น ซึ่งสอดคล้องกับ กฎของธอร์นได (Thorndike) ที่เชื่อว่าการกระทำซ้ำๆ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีสามารถทำให้ครูเห็นพัฒนาการได้ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งครูสามามรถที่จะนำมาแก้ไขปรับปรุงพัฒนาได้ทันท่วงที จึงส่งผลทำให้เด็กมีความ ยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้น 1.3 ด้านความสามารถในการควบคุมในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักเรียนมี ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ทั้งนี้เนื่องมาจาก การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เช่น การปั้น ดินเหนียว การโรยทราย การขยำกระดาษ การพิมพ์ภาพ ฯลฯ นักเรียนได้ใช้มือและนิ้วมือ ในการ หยิบ จับ สัมผัสวัสดุและสิ่งต่างๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ผลงานในช่วงแรกๆ จะไม่สามารถใช้มือ และนิ้วมือ ในการ หยิบ จับ อุปกรณ์วัสดุธรรมชาติต่างๆ ได้ถูกต้อง เช่น การจับพู่กัน การจับดินสอ จับ สีเทียน การจับอุปกรณ์ต่างๆ ส่งผลให้ไม่อยากปฏิบัติกิจกรรม เกิดความไม่มั่นใจ ครูจะต้องแนะนำและ วิธีการที่ถูกต้องจึงทำให้สามารถปฏิบัติกิจกรรม มีความสนใจกิจกรรม และสามารถใช้มือในการ หยิบ จับ อุปกรณ์วัสดุธรรมชาติต่างๆ ได้ถูกต้อง และสามารถควบคุมในการใช้มือและนิ้วมือได้ดีขึ้น ซึ่ง สอดคล้องกับ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2555) ที่กล่าวว่า กิจกรรมที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนา ทักษะการใช้มือ เนื่องจากการกระตุ้นจากปลายกล้ามเนื้อเล็กจะส่งผลต่อไปยังใยประสาททำให้เพิ่ม ความเจริญงอกงามของใยประสาท เช่น กิจกรรมการปั้นเป็นการส่งเสริมของกล้ามเนื้อฝ่ามือ ข้อมือ และ นิ้วมือในการบีบ บิ ดึง นวด ทุบ และประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มีทักษะการ ใช้มือใช้นิ้วมือในการทำงานคล่องตัวขึ้น กิจกรรมการฉีกกระดาษ การตัด การปะติดกระดาษบนภาพโดย เน้นความสามารถของการจับ การถือ 1.4 ด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นักเรียนมีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ทั้งนี้เนื่องมาจาก การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เช่น การปั้นดินเหนียว การโรย ทราย การขยำกระดาษ การพิมพ์ภาพ ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่จะต้องใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ใช้มือ นิ้วมือ และ สายตาในการทำงานให้ประสานกัน ในช่วงแรกของการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นักเรียนไม่มีความ
91 มั่นใจในการปฏิบัติกิจกรรม ใช้มือในการหยิบ จับ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ยังไม่คล่อง กล้ามเนื้อมือและ สายตาไม่สัมพันธ์กัน สังเกตได้จากกิจกรรมการร้อยข้าวเหนียว การร้อยมู่ลี่ นักเรียนจะร้อยได้น้อยชิ้น และใช้เวลาในการร้อยค่อนข้างนาน เมื่อได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในทุกสัปดาห์และต่อเนื่อง ทำให้สามารถหยิบ จับ วัสดุอุปกรณ์วัสดุธรรมชาติต่างๆ ยังได้คล่องแคล่วมากขึ้น และใช้เวลาในการ ปฏิบัติกิจกรรมน้อยลง เป็นการฝึกและควบคุมการใช้กล้ามเนื้อมือ ตา ได้สัมพันธ์กันมากขึ้น ซึ่ง สอดคล้องกับ พรมารินทร์ สุทธิจิตตะ (2559) กล่าวว่า กิจกรรมที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีคือ กิจกรรมสร้างสรรค์ทางศิลปะ เพราะเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับความสนใจ ความสามารถ อีกทั้งยัง สอดคล้องกับหลักการพัฒนาการของเด็กทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อมือและตาสัมพันธ์กัน ซึ่งจะนำไปสู่การ เรียน เขียน อ่าน กิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะสำหรับเด็กมิได้มีจุดมุ่งหมายให้ทำงานเพื่อสวยงาม แต่ ต้องการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง การฝึกประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาซึ่งเป็นพื้นฐานใน การเขียนในระดับชั้นต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับ แลนเดอส์ (2006) กล่าวถึง ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กว่าการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา จะทำให้สามารถพัฒนาทักษะในการเขียน การวาด และการจับวัตถุเล็กๆ หรืออุปกรณ์ เด็กก่อนวัยเรียนเรียนรู้ที่จะจับต้องวัตถุผ่านกระบวนการ มอง ประกอบกับผู้วิจัยใช้การสังเกตพัฒนาการของเด็กขณะทำกิจกรรม ทำให้เห็นความสามารถและ พัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำมาปรับปรุงและส่งเสริมพัฒนาการของ เด็กได้ จึงส่งผลทำให้เด็กในด้านการทำงานมีการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาเพิ่มสูงขึ้น 2. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 ที่ ทั้งนี้เนื่องมาจาก 2.1 กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ ตรง เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกประสบการณ์การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างอิสระตามความสนใจของตนเอง อย่างเต็มที่ ได้ใช้กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ฝ่ามือ ในการหยิบ จับ สัมผัสวัสดุธรรมชาติและสิ่งต่างๆ ทำให้ พัฒนาทักษะในการใช้มือ ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความแข็งแรงเกิดความยืดหยุ่น มีความคล่องแคล่ว ซึ่ง สอดคล้องกับ สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล (2554) 2.2 กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จัดให้เด็กได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งเป็น การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เป็นกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ปฏิบัติกิจกรรมทุกวัน ได้ ลงมือสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุต่างๆ ในแต่ละวัน จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของของดิวอี้ (Dewey) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการกระทำ (Learning by Doing) การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ตามความสนใจ ให้เด็กได้เรียนรู้ ลงมือกระทำด้วยตนเอง ซ้ำ แล้วซ้ำเล่าย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ และสอดคล้องกับ กฎของธอร์นได (Thorndike) ที่เชื่อว่าการกระทำ ซ้ำๆ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี ทำได้อย่างคล่องแคล่ว และเกิดแรงจูงใจ ทั้งนี้เพราะเด็กในวัยนี้ ต้องการได้รับการฝึกฝนให้เกิดทักษะ เด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ดีจากประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากเด็ก
92 ปฐมวัยมักจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ้ำๆ มักแสวงหาหนทางให้กับการกระทำของตนเอง และหาทางพัฒนาสิ่งที่ เขาทำ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ก่อนจัดกิจกรรมครูควรเตรียมแผนการสอน วัสดุ อุปกรณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมให้พร้อมและมีจำนวนเพียงพอ เพื่อเด็กจะได้นำมาใช้ปฏิบัติกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์vอย่างทั่วถึง และวัสดุที่นำมาปฏิบัติกิจกรรมควรเป็นวัสดุที่เคยเห็น และเคยใช้ประโยชน์จาก วัสดุดังกล่าว 2. ครูควรจัดสถานที่และสร้างบรรยากาศในการจัดกิจกรรมที่เป็นกันเอง เอื้อต่อการปฏิบัติ กิจกรรม และการทดสอบเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้ซักถาม ควรมีการยืดหยุ่นเวลาในการปฏิบัติกิจกรรม 3. การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมครูควรๆ โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ สร้างข้อตกลงร่วมกัน ให้เวลาในการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งในช่วงระยะเวลาสัปดาห์แรกๆ จะหยิบจับวัสดุ อุปกรณ์ วัสดุธรรมชาติไม่ถูกต้อง ไม่ปฏิบัติกรรม ครูควรเร้าความสนใจและกระตุ้นให้เด็กเกิดความ มั่นใจที่จะปฏิบัติกิจกรรม ให้ใช้ความสามรถในการใช้มือ นิ้วมือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา และปฏิบัติกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 4. การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์หากเด็กมีความสนใจในกิจกรรม ครูควรยืดหยุ่นเวลาในการ ปฏิบัติกิจกรรม 5. การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมวัสดุที่นำมาใช้ครูควรหากล่องหรือ ภาชนะสำหรับใส่วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความเรียบร้อย ครูดูแลอย่างใกล้ชิดและอธิบายวิธีการใช้ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ อย่างละเอียด ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาผลการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านอื่นๆ เช่น ทักษะด้านคณิตศาสตร์ทักษะด้านภาษา ทักษะด้านสังคม ด้านความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาการทางด้าน อารมณ์ พฤติกรรมความร่วมมือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น 2. ควรมีการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์จากวัสดุอื่นๆ เช่น วัสดุรีไซเคิล วัสดุท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้ เป็นต้น
93 บรรณานุกรม
94 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2560). แนวการจัดประสบการระดับก่อนประถมศึกษา. กรุงเทพฯ:คุรุสภา. กรุณา ญาณวินิจฉัย. (2555). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กที่มีความบกพร่องทาง สติปัญญาระดับชั้นปฐมวัยที่ฝึกโดยการใช้กิจกรรมสร้างสรรค์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2555). การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยคละอายุ. กรุงเทพฯ: เบรน-เบส บุ๊คส์. เกศินี นิสัยเจริญ. (2557). การสอนศิลปะสำหรับเด็กเล็ก, เอกสารการอบรมผู้ดูแลเด็กรุ่น 2. ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. เกียรติกมล อมาตยกุล. (2559). เรียนๆ เล่นอนุบาลอมาตยกุล. กรุงเทพฯ:พีพีพริ้น. ควัง สมสุวรรณ. (2556). พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ ปั้นดิน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. จรัล คำภารัตน์. (2559). การสอนศิลปะเพื่อพัฒนานาความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ:เวิลด์ มีเดีย. จิตทนาวรรณ เดือนฉาย. (2556). ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะวาดภาพนอกห้องเรียน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. จุรีรัตน์ บุญรินทร์. (2557). คู่มืองานสนุกกับเศษวัสดุ. กรุงเทพ:โอเดียนสโตร์. จันทนา สุวรรณมาลี. (2559). มาลัย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ชวลิต ดาบแก้ว. (2556). ศิลปศึกษา. กรุงเทพฯ:คุรุสภา ชะลอ นิ่มเสมอ. (2558). องค์ประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิช. ชุมสาย สวนสิริ. (2557). เรื่องร้อยมาลัย. กรุงเทพฯ:ศรีสยามการพิมพ์. ญาณิศา บุญพิมพ์. (2555). การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยโดยใช้31 กิจกรรมประกอบอาหารประเภทขนมไทย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ณภัทสรณ์ นรกิจ และคณะ. (2554). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือที่ได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยเมล็ดพืช. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ณัฐชุดา สาครเจริญ. (2558). การพัฒนากระบวนการวิทยาศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัยโดยการใช้ รูปแบบกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
95 นภเนตร ธรรมบวร. (2558). การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิช. นลินี เชื้อวนิชชากร. (2555). Small Hand Bigskill. นิตยสารรักลูก. นิตยา ประพฤติกิจ. (2558). การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. เบญจา แสงมะลิ. (2559). ประมวลการสอนนักเรียนอนุบาล. กรุงเทพฯ: คุรุสภา ปานิตา กุดกรุง. (2557). ทักษะคณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ประสิทธิรักษ์ เจริญผล. (2557). ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรม ศิลปสร้างสรรค์ต่อเติมด้วยลายเส้น. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ปริยานุช จุลพรหม. (2557). การพัฒนาความสามารถด้านการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยด้วย การจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ปุณณรัตน์ พิชญไพบูลย์. (2557). ศิลปศึกษา : จากทฤษฎีสู่การสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ผกากานต์ น้อยเนียม. (2556). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอายุ 4-5 ปี ที่ได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยดิน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2545). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ : สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พนิดา ชาตยาภา. (2559). กระบวนการพัฒนาการสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยโดยการสร้าง เรื่องราวในกิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวการสอนแบบภาษาธรรมชาติ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พัฒนา ชัชพงศ์(2556). สมองลูกพัฒนาด้วยศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:แปลนพับลิซซิ่ง. พรมารินทร์ สุทธิจิตตะ. (2559). การเปรียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้การสร้าง รูปภาพเรขาคณิตเป็นสื่อ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.ถ่ายเอกสาร. เยาวพา เดชะคุปต์. (2555). กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:เจ้าพระยาระบบการพิมพ์. ยุทธศาสตร์การศึกษา. รวิพร ผาด่าน. (2557). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์จากการฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:
96 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. รุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี. (2555). อนุบาล 2 แล้วยังเขียนหนังสือไม่ค่อยได้. นิตยสารรักลูก. เลิศ อานันทนะ. (2559). เทคนิควิธีสอนศิลปะเด็ก. กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรรณี อยู่คง. (2557). ความสามารถของกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้น. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. วรรณี เพชรรัตน์. (2558). เทคนิคการกรีดและพับประดิษฐ์กระดาษ. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิช. วราภรณ์ นาคะศิริ. ( 2560 ). การคิดเชิงเหตุและผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลป สร้างสรรค์โดยใช้ทรายสี. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. วิชัย วงษ์ใหญ่. (2557). ศิลปะเด็ก : ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ. กรุงเทพฯ: สุภา. วิบูลย์ลักษณ์ สารวิจิตร. (2558). ศิลปะสำหรับครูประถม. กรุงเทพฯ:หลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วิรุณ ตั้งเจริญ. (2556). ศิลปศึกษา. กรุงเทพฯ: วิธิฌวลอาร์ต. ศรีแพร จันทราภิรมย์. (2560). ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์โดยใช้เปลือกข้าวโพด. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. สมจินต์ มนูญศิลป์. (2559). วัสดุเหลือใช้ได้ประโยชน์. กรุงเทพฯ:รวมสาส์น. สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา. (2557). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ร้อยดอกไม้. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. สมาคมสหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย. (2555). การวัดผลประเมินผลแนวใหม่ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิช. สรวงพร กุศลส่ง. (2558). สุนทรียภาพทางศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย. เพชรบูรณ์:ดีดีการพมพ์. สิริพรรณ ตันติรักษ์ไพศาล. (2554). ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. ถ่ายเอกสาร. สัญลักษณ์ สุวรรณรัศมี. (ม.ป.ป.). คู่มือการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะเด็กชั้นอนุบาลปีที่1. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิช. สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). พัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:คุรุสภา สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
97 กระทรวงศึกษาธิการ. สุวรรณา ก้านทอง. (2557). ผลการจัดกิจกรรมศิลปะประกอบเสียงดนตรีคลาสสิคที่มีต่อความคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. หทัยรัตน์ สงสม. (2556). การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ปีที่ 2. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล. (2561). การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิช. Gesell, A. & Amatruda, C. S. (1947). Developmental diagnosis. New York : Hoeber. Hillgard (1982). The slow learner in the classroom (2nd ed.). Columbus, OH: Charles E. Merrill. Lander. (2006). Time and Human Interaction. New York : Guilford. Pennington. (2004). The use of humor and effective leadership styles by elementary Principals in central Florida. Retrieved June 4, 2004, from University of Central Florida. Mcafee,O.&D.Leong. (2004). Hearing impaired; Self-help devices for the disabled; Rehabilitation. Boston : Allyn and Bacon. Shelden, L.L. (1998). “The Effect of Position on the Fine Moter Accuracy and Compensatory Behaviors Observed During Fine Moter Tasks of Students with Cerebral Palsy Who are Nonambulatory (MoterDisabilitiesWriting, Communication). Dissertation Abstracts International. 58 (8): 3089.
98 ภาคผนวก
99 ภาพประกอบ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์
100 ภาพประกอบ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์
101 ภาพประกอบ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) จังหวัดเพชรบูรณ์
โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์