world war i —1914-1918
world war 1 or the first world war, often abbreviated as wwi or ww1
ชื่อ
คำว่า"สงครามโลก" ถูกใช้ครั้งแรกในเดือนกันยายน ค.ศ. 1914 โดยนักชีววิทยาและนัก
ปรัชญาชาวเยอรมัน แอร์นสท์ เฮคเคิล ผู้กล่าวอ้างว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลักสูตรและ
ลักษณะของ'สงครามในยุโรป'ที่น่ากลัว...จะกลายเป็นสงครามโลกครั้งแรกตามความหมายของ
คำนี้"ตามการอ้างอิงจากรายงานบริการโทรเลขในหนังสือพิมพ์อินเดียนาโพลิส สตาร์ เมื่อวันที่
20 กันยายน ค.ศ. 1914
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่2
เหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1914-1918 เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อว่า
มหาสงคราม หรือเรียกอย่างง่าย ๆ ว่า สงครามโลก
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1914 นิตยาสารแคนาดาที่มีชื่อว่า แมคลีนส์ ได้เขียน
ไว้ว่า "บางครั้งสงครามต่างๆ ได้ตั้งชื่อเป็นของตัวเอง นี่คือมหาสงคราม"
ชาวยุโรปในยุคเดียวกันยังได้เรียกว่า
"สงครามเพื่อยุติสงคราม" หรือ "สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งหมด"
เนื่องจากการรับรู้ถึงขนาดและการทำล้ายล้างที่ไม่ใครเปรียบเทียบได้ในขณะนั้น ภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่สองได้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1939 คำดัวกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานมากขึ้น
โดยนักประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิบริติชรวมทั้งชาวแคนาดาที่นิยมใช้คำเรียกว่า
"สงครามโลกครั้งแรก" และ"สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง"
สาเหตุ สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็คือ
การลอบปลงพระชนม์อาร์คดุยค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทของบัลลังก์
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยกัฟรีโล ปรินซีป ชาวเซิร์บบอสเนีย ซึ่งเป็น
สมาชิกของแก๊งมือมืด และการแก้แค้นของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีต่อราช
อาณาจักรเซอร์เบียก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้นใน
ทวีปยุโรปภายในหนึ่งเดือน ทวีปยุโรปส่วนมากก็อยู่ในสภาวะสงคราม แต่ความ
ขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่การรวมชาติเยอรมนี ตั้งแต่ ค.ศ. 1871 นั้นทำให้ยุโรปต้อง
อยู่ในสมดุลแห่งอำนาจซึ่งยากแก่การรักษา การแข่งขันทางทหาร อุตสาหกรรม
และการแย่งชิงดินแดนก็ทำให้วิกฤตสุกงอมจนกระทั่งปะทุออกมาเป็นสงคราม
สาเหตุที่ทั้งสองฝ่ายมารบกันใหญ่โตจนกลายเป็นสงคราม
ไม่ได้เกิดมาจากเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งเเต่เกิดมาจากการ
สะสมความแค้นไว้มากมายของทั้งสองฝ่ายจนประทุออก
มาเป็นสงครามโลก
ปัจจัยที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้แก่ ระบบเครือข่ายพันธมิตรอันซับซ้อน การแข่งขันทางการ
เมืองและเศรษฐกิจจักรวรรดินิยม การเจริญของแนวคิดชาตินิยม และสุญญากาศทางอำนาจของ
จักรวรรดิออตโตมันที่กำลังเสื่อมถอย ปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญรวมถึงกรณีพิพาทเรื่องอาณาเขตที่ไม่ได้
รับการแก้ไข ความเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของยุโรปที่รับรู้ได้ วิธีการปกครองที่สับสนกระจัดกระจาย
การแข่งขันในทางอาวุธช่วงทศวรรษก่อนหน้า และการวางแผนปฏิบัติการทางทหาร
การสะสมอาวุธ เป็นสาเหตุให้แต่ละประเทศไม่ไว้ใจกันและคิดว่าอีกฝ่ายต้องการที่จะรบกับประเทศของตนจึงมีการสะสมอาวุธเกิดขึ้น
จักรวรรดินิยม ในสมัยนั้นเป็นช่วงในการล่าอาณานิคมจึงทำให้เกิดการทะเลาะกันเนื่องจากต่างฝ่ายก็อยากที่จะยึดครองพื้นที่ให้ได้
มากที่สุด รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ เมื่อถูกยึดอาณานิคมก็มักจะใช้ทรัพยากรจากประเทศนั้นๆเพื่อให้ตัวเองรวยขึ้นและนำไปซื้อ
อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆมาสะสมไว้จักรวรรดินิยมจึงเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุ
สงคราม ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกได้มีการเกิดสงครามยิบย่อยมาก่อนแล้วซึ่งสงครามเหล่านี้ทำให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศ
ชาตินิยมเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักในสงครามครั้งนี้และยังเป็นการจุดชนวนให้เกิดสงครามโลกขึ้นมา
คู่สงคราม
สงครามครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ มหาอำนาจไตรภาคี
ซึ่งเดิมประกอบด้วย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร จักรวรรดิรัสเซีย รวมไปถึง
ประเทศอาณานิคมด้วย โดยส่วนใหญ่รัฐที่เข้าร่วมสงครามในภายหลังจะเข้าร่วมกับ
ฝ่ายพันธมิตร โดยชาติมหาอำนาจที่เข้าสู่สงครามด้วย ได้แก่จักรวรรดิญี่ปุ่น เมื่อ
เดือนสิงหาคม 1914 อิตาลี เมื่อเดือนเมษายน 1915 และสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน
เมษายน 1917 และฝ่ายมหาอำนาจกลางซึ่งเดิมประกอบด้วย จักรวรรดิเยอรมนี
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และดินแดนอาณานิคม จักรวรรดิออตโตมานได้เข้า
ร่วมกับฝ่ายมหาอำนาจกลางเมื่อเดือนตุลาคม 1914 และบัลแกเรียในอีกปีให้หลัง
ระหว่างช่วงสงคราม ประเทศที่วางตัวเป็นกลางในทวีปยุโรป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์
สวิตเซอร์แลนด์ สเปนและประเทศตามคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย แม้ว่าประเทศเหล่านี้
อาจจะเคยส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ไปช่วยเหลือบางประเทศที่รบอยู่ก็ตาม
ในปี ค.ศ. 1914 เป็นเวลาที่ W.W.1 เกิดขึ้นซึ่งขณะนั้น
มหาอำนาจยุโรปถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
1. ฝ่ายมหาอำนาจกลาง (The Central Power)
ได้แก่เยอรมนีออสเตรีย-ฮังการี ตุรกี บัลแกเรีย
2. ฝ่ายพันธมิตร (The Allied Power) ได้แก่ฝรั่งเศส รัสเซีย
อังกฤษ เซอร์เบีย อิตาลี สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และไทย
ระยะเวลา สงครามโลกครั้งที่ 1
1914-1918 (World War ค.ศ. 1914-1918)
แเลป็ะนสิ้สนงสุคดรเมาื่มอทเ.ีด่เืรอิ่มนขพึ้นฤเมศื่อจิกเดาือยนนสิงคห.ศาค. ม19ค18.ศ.รว19มแ14ล้วๆ
มีสงครามเป็นระยะเวลาถึง 4 ปีเลยทีเดียว
การรบในสงครามโลกครั้งที่1
การรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีทั้งการรบทางอากาศ ทางบกในสนามเพลาะและทางเรือทั้งบนผิวน้ำและ
ใต้ดิน ปรากฏการณ์ที่สำคัญ คือกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศประสานการรบอย่างเป็น
เอกภาพเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ประเทศคู่สงครามต่างแข่งกันประดิษฐ์และผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ
มากมายหลายประเภทที่มีอำนาจทำลายล้างสูง รวมทั้งหาวิธีป้องกันพรมแดนของตน
นอกจากนี้ก็มีการประดิษฐ์รถถัง เครื่องบินต่อสู้อากาศยาน ปืนกล ระเบิดมือ และระเบิดรวมทั้งแก๊ส
พิษ ในการรบทางเรือก็มีการประดิษฐ์เรือดำน้ำเพื่อใช้โจมตีเส้นทางลำเลียงของข้าศึกและเยอรมนีก็เป็น
ผู้นำในการใช้เรือดำน้ำโจมตี แต่ประดิษฐ์กรรมที่สำคัญคือเครื่องบิน เพราะเครื่องบินทำให้เกิดสงคราม
ทางอากาศขึ้นเป็นครั้งแรกและการต่อสู้ทางอากาศก็ชี้ให้เห็นว่าแนวหลังของแต่ละฝ่ายไม่สามารถรอดพ้น
จากการโจมตีของข้าศึกได้อีกต่อไป อาวุธและประดิษฐ์กรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ทำให้สงครามโลกนองเลือด
และมีผู้บาดเจ็ดล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล สงครามที่กระทำกันครบทั้ง 3 มิติ คือ ทางบก ทางเรือ
และทางอากาศทำให้สงครามครั้งนี้แตกต่างจากสงครามในอดีตอย่างมาก
ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 1
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นในยุโรปใน พ.ศ. 2457 นั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอยู่ใน
ความเป็นกลางแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหวของคู่
สงคราม อย่างใกล้ชิดการสงครามได้รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ทรงเห็นว่าฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่าย
รุกรานจึงทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 22
กรกฎาคม พ.ศ. 2460 แล้วประกาศเรียกพลทหารอาสาสำหรับกองบินและกองยานยนต์
ทหารบก เพื่อส่งไปช่วย สงครามยุโรป การส่งทหารไปรบครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์ เพราะ
เท่ากับได้เรียนรู้วิชาการทางเทคนิคการรบและการช่างในสมรภูมิจริงๆ
เมื่อเสร็จสงครามสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ ประเทศไทย ได้ส่งผู้แทนเข้าประชุม ณ พระราชวังแวร์ซาย
ด้วยผลพลอยได้จากการเข้าสงครามนี้ ก็คือสัญญาต่างๆ ที่ไทยทำกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ย่อม
สิ้นสุดลงตั้งแต่ไทยประกาศสงครามกับประเทศนั้น และไทยก็ได้พยายามขอเจรจาข้อแก้ไขสนธิสัญญาฉบับ
เก่า ซึ่งทำไว้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส และ ชาติอื่นๆ แต่ก็ประสบความยากลำบากอย่างมาก อาศัยที่ไทยได้
ความช่วยเหลือจากชาวอเมริกาซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาต่างประเทศจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยา
กัลยาณไมตรี ในที่สุดประเทศต่างๆ 13 ประเทศ รวมทั้งอังกฤษ ตามสนธิสัญญา พ.ศ. 2468 และ
ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญา พ.ศ. 2467 ตกลงยอมแก้ ไขสัญญาโดยมีเงื่อนไขบางประการ เช่น จะยอม
ยกเลิกอำนาจศาลกงสุล เมื่อไทยมีประมวลกฎหมายครบถ้วน และยอมให้อิสรภาพในการเก็บภาษีอาการ
ยกเว้นบางอย่างที่อังกฤษขอลดหย่อนต่อไปอีก 10 ปีเช่น ภาษีสินค้าฝ้ายเป็นเหล็ก ไทยพยายามเร่งชำระ
ประมวลกฎหมายต่างๆ ต่อมาจนแล้วเสร็จ และเปิดการเจรจาอีกครั้งหนึ่งในที่สุด ประเทศต่างๆ ก็ยอมทำ
สัญญาใหม่กับไทย เมื่อ พ.ศ. 2480 ไทย ได้อิสรภาพทางอำนาจศาล และภาษีอากรคืนมาโดยสมบูรณ์
การสงบศึก การสงบศึกระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับเยอรมนีได้มีการลงนามในรถไฟ
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 โดยสารในป่ากงเปียญ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ซึ่งถือว่า
เป็นจุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งบนแนวรบด้านตะวันตก ผู้ลงนาม
หลัก ได้แก่ จอมพล แฟร์ดีน็อง ฟ็อช ผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตร
และมัทธิอัส เออร์ซเบอร์เกอร์ ผู้แทนของเยอรมนี การสงบศึกดังกล่าว
เป็นข้อตกลงทางทหารซึ่งเป็นความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดของเยอรมนี
หากแต่มิใช่ทั้งการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขหรือสนธิสัญญา
11 พฤศจิกายน ค.ศ.1918 การสงบศึกและการยอมจำนน
การสงบศึกระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับเยอรมนีได้มีการลงนามในรถไฟ
โดยสารในป่ากงเปียญ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ซึ่งถือว่าเป็น
จุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งบนแนวรบด้านตะวันตก ผู้ลงนามหลัก
ได้แก่ จอมพล แฟร์ดีน็อง ฟ็อช ผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตร และ
มัทธิอัส เออร์ซเบอร์เกอร์ ผู้แทนของเยอรมนี
การสงบศึกและการยอมจำนน
การสงบศึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงทางทหารซึ่งเป็น
ความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดของเยอรมนี หากแต่มิใช่
ทั้งการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขหรือสนธิสัญญา
สภาพเศรษฐกิจและสังคม
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1
การเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดจากหลายสาเหตุที่
สำคัญได้แก่การที่ประชาชนขาดกำลังซื้อ การจำกัดสินเชื่อของสถาบันการเงิน
การที่ระดับราคาพืชผลโดยทั่วไปได้ลดต่ำลง และความยุ่งยากทางการเงิน
ของสหรัฐอเมริกา
การสูญเสียในสงครามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อมวลมนุษยชาติอย่างแสนสาหัส ทำให้มีผู้
บริสุทธิ์เสียชีวิตหลายล้านคน เด็กบางคนต้องสูญเสียผู้เป็นบิดา – มารดา อย่างไม่มีวันหวน
กลับ ทั้งๆที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องกลายเป็นเด็กเร่ร่อน บางคนอดอาหารจนเสียชีวิตซึ่ง
ทรมานเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีผู้บาดเจ็บและทุพพลภาพเป็นจำนวนมาก
หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมรบและประกาศศักดาในสงครามครั้งนี้ ทำให้
สหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลกเสรีบนเวทีโลกเคียงคู่กับอังกฤษและ
ฝรั่งเศส รัสเซียกลายเป็นมหาอำนาจโลกสังคมนิยม หลังจากเลนินทำการปฏิวัติยึดอำนาจ
และต่อมาเมื่อสามารถขยายอำนาจไปผนวกแคว้นต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ยูเครน เบลารุส
ฯลฯ จึงประกาศจัดตั้งสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1922 เกิดการร่างสนธิสัญญาแวร์ซาย
โดยฝ่ายชนะสงครามสำหรับเยอรมนี และสนธิสัญญาสันติภาพอีก 4 ฉบับสำหรับ
พันธมิตรของเยอรมนีเพื่อให้ฝ่ายผู้แพ้ยอมรับผิดในฐานะเป็นผู้ก่อให้เกิดสงคราม
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1
ในสนธิสัญญาดังกล่าวฝ่ายผู้แพ้ต้องเสียค่าปฏิกรรมสงคราม เสียดินแดนทั้งใน
ยุโรปและอาณานิคม ต้องลดกำลังทหาร อาวุธ และต้องถูกพันธมิตรเข้ายึด
ครองดินแดนจนกว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของสนธิสัญญาเรียบร้อย อย่างไร
ก็ตาม ด้วยเหตุที่ประเทศผู้แพ้ไม่ได้เข้าร่วมในการร่างสนธิสัญญา แต่ถูกบีบ
บังคับให้ลงนามยอมรับข้อตกลงของสนธิสัญญา จึงก่อให้เกิดภาวะตึงเครียดขึ้น
เกิดการก่อตัวของลัทธิฟาสซิสต์ในอิตาลี นาซีในเยอรมัน และเผด็จการทหารใน
ญี่ปุ่น ซึ่งท้ายสุดประเทศมหาอำนาจเผด็จการทั้งสามได้ร่วมมือเป็นพันธมิตร
ระหว่างกัน เพื่อต่อต้านโลกเสรีและคอมมิวนิสต์ เรียกกันว่าฝ่ายอักษะ (Axis)
มีการจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ
เป็น ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคง ปลอดภัยและ
สันติภาพในโลก แต่ความพยายามดังกล่าวก็ดูจะล้มเหลว เพราะในปี ค.ศ.
1939 ได้เกิดสงครามที่รุนแรงขึ้นอีกครั้ง นั่นคือ สงครามโลกครั้งที่ 2
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1
ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศคู่สงครามทั้ง 2 ฝ่าย
ประเทศผู้แพ้สงครามถูกบังคับให้ทำสนธิสัญญา ได้แก่
สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ทำกับประเทศเยอรมัน
สนธิสัญญาตรีอานอง ทำกับประเทศฮังการี
สนธิสัญญาเนยยี ทำกับประเทศบัลแกเรีย
สนธิสัญญาแซงต์แยร์แมง ทำกับประเทศออสเตรีย
สนธิสัญญาแซฟส์ ทำกับประเทศตุรกี
มีคำแถลงการณ์ 14 ประการของประธานาธิบดีวูดโรล์ วิลสัน นำไปสู่การตั้งองค์การสันนิบาตชาติ (อเมริกา
ไม่เข้าร่วม/และไม่มีกำลังทหาร)
ตุลาคม ค.ศ. 1918 เยอรมนีได้ส่งคำร้องขอยุติสงครามไปยัง วูดโรว์ วิลสัน ประธานาธิบดีของสหรัฐในขณะ
นั้น วูดโรว์ วิลสัน ได้ยื่นเงื่อนไขในการยุติสงคราม
14 ข้อ โดยไม่ได้ปรึกษากับฝ่ายพันธมิตร
1. ห้ามทำสนธิสัญญาลับระหว่างประเทศ
2. เสรีภาพทางท้องทะเลแม้ในยามสงคราม
3. การค้าเสรีระหว่างประเทศ
4. การลดอาวุธ
5. แก้ไขการอ้างสิทธิอาณานิคม
6. เยอรมนีต้องถอนตัวออกจากดินแดนของรัสเซีย
7. อิสรภาพของเบลเยี่ยม
8. ต้องคืนแคว้นอัลซัค – ลอร์เรนให้ฝรั่งเศส
9. ต้องปรับพรมแดนของอิตาลี
10. ให้โอกาสปกครองตนเอง แก่จักรวรรดิออสเตรีย – ฮังการี
11. ต้องฟื้นฟูรัฐบอลข่าน และเซอร์เบียต้องมีทางออกทะเล
12. ประชากรที่ไม่ใช่ชาวเติร์กในจักรวรรดิตุรกีต้องเป็นอิสระ
13. สร้างโปแลนด์ขึ้นใหม่
14. ต้องจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ
เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เนื่องจากทุกประเทศทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม
ทำให้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป ได้ล้มสลายลง เช่น จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิเยอรมัน
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมันต้องล่มสลายลง
เกิดประเทศใหม่ในยุโรป เช่น เชคโกสโลวาเกียและยูโกสลาเวียแยกออกจากรัสเซีย ออสเตรีย
ฮังการี ถูกแยกออกจากกัน โปแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย แยกเป็นประเทศใหม่
ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 1
เหตุผลที่ไทยต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่1 ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ โดยไทยต้องเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร
เพราะต้องการแก้ไขความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาเบาร์ริ่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ผลของการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1ของประเทศไทย
ไทยเข้าร่วมสงคราม อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร
-ได้รับการยกเลิกสนธิสัญญาบาวริ่ง จากการช่วยเหลือขอ ดร.ฟรานซิส บี แซร์ (พระยากัลยาณไมตรี)
-ไทยได้รับเงินค่าปฏิกรรมสงครามมาจำนวน 2,000,000 บาท
-ไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสันนิบาต
Chวันrพisักtรmบas Truce
หมายถึงการตกลงพักรบชั่วคราวของทหารอังกฤษและทหาร
เยอรมัน ซึ่งกำลังรบกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
พักรบเพื่อแข่งฟุตบอลกัน
การพักรบเพื่อมาเตะฟุตบอลในวันคริสต์มาสครั้งนั้น
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.1914
ในวันนั้นทหารอังกฤษและเยอรมัน ซึ่งเข่นฆ่าทำสงครามกัน ได้วาง
อาวุธและลงเตะฟุตบอลร่วมกันเพื่อฉลองวันคริสต์มาสมีการตั้งวง
ดื่มฉลอง ร้องรำทำเพลง รวมถึงการแลกเปลี่ยนของขวัญตาม
ธรรมเนียมเทศกาลคริสต์มาสทุกประการ
ของขวัญชิ้นหนึ่งที่มีการมอบให้กันคือ ลูกฟุตบอล
ที่นำมาใช้ในการแข่งขันเพื่อความสนุกของทหารอังกฤษและทหารเยอรมัน
การแข่งขันฟุตบอลเมื่อ 107 ปีก่อนระหว่างทีมทหารอังกฤษกับทีมทหาร
เยอรมันครั้งนั้น ทีมทหารเยอรมันเป็นฝ่ายชนะ 3 ต่อ 2 แข่งกันที่ผืนดิน
ทำการเกษตรในเมืองเซ็นต์ อีฟส์ (Saint Yves) ประเทศเบลเยียม
เออร์นี่ย์ วิลเลี่ยมส์ ทหารผ่านศึกชาวอังกฤษสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
ที่ยังมีชีวิตอยู่ เล่าถึงฟุตบอลนัดประวัติศาสตร์ครั้งนั้นว่า
ตอนนั้นเขาอายุ 19 ปี เป็นหนึ่งในทีมที่ลงเตะฟุตบอลด้วย
วิลเลี่ยมส์เล่าว่าลูกฟุตบอลที่ใช้แข่งวันนั้นเป็นลูกฟุตบอลสภาพดี มีการสมมุติ
เขตประตูและเตะกันเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้เอาผลแพ้ชนะอย่างจริงจัง
วันรำลึก
11 พฤศจิกายน วันรำลึกการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 (Armistice Day)
เยอรมนี (ฝ่ายมหาอำนาจกลาง) ได้ติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตร
ขอเจรจาสงบศึก ในวันที่ 6 พฤษจิกายน ค.ศ. 1918 ทั้งสอง
ฝ่ายได้ลงนามในสัญญาสงบศึกบนรถไฟ ณ เมืองคองเปียน
ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 จึงถือให้ทุกวัน
ที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่าง
เป็นทางการ และในประเทศไทยได้กำหนดให้วันที่ 11 พ.ย.
ของทุกปีเป็น “วันที่ระลึกทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1”
THE END
world war i
แหล่งอ้างอิง
https://sites.google.com/site/sngkhramlokkhrangthi12/thima-khxng-
shttps://www.gotoknow.org/posts/247778ngkhramlok-khrang-
https://www.baanjomyut.com/library/world_war_1/01.html
http://www.thaiembassy.fr/2020/11/11/11-พฤศจิกายน-วันรำลึกการส/
http://www.digitalschool.club/digitalschool/social2_1_1/m6_2/content/lesson2/lesson2_1.php
http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/hist/39.htm
https://www.sanook.com/sport/193049/
ขั้นตอนในการทำงงานของกลุ่ม
1. ให้คนในกลุ่มเลือกหัวข้อที่ตัวเองสนใจและนำมาแชร์กัน
และร่วมกันโหวตหัวข้อที่น่าสนใจที่สุดจนได้มา1หัวข้อ
2. แบ่งงานให้แต่ละคนไปหาข้อมูลมา ทั้งในอินเตอร์เน็ตและในหนังสือเรียน
3. นำข้อมูลมาตรวจสอบและเช็คอีกทีว่าข้อมูลไหนมี
ความน่าเชื่อถือได้มากที่สุด
4. หลังจากได้ข้อมูลที่คิดว่าน่าเชื่อถือมาแล้ว ก็นั่งวิเคราะห์ว่าทำไมถึงเกิดเหตุ
การณ์นั้นๆขึ้น สาเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมา
5. นำข้อมูลที่หามาได้นำมาจัดเรียงให้เป็นรูปแบบของงานนำเสนอ
เสนอ 1
คุณครูภาณุพงษ์ ไชยคง
2
จัดทำโดย
1.นางสาวนันทวรรณ บุญราษฎร์ เลขที่ 19 3
2. นางสาวรัตนาภรณ์ สวมสูง เลขที่ 21
3. นางสาวบุญยรักษ์ศิริ ชมภู่ เลขที่ 24 4
4. นางสาวกวิสรา ศรีทนารักษ์ เลขที่36
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7
ปีการศึกษาที่ 2564 ภาคเรียนที่ 2