นิราศเมอื งแกลง
สุนทรภู
วิชาภาษาไทยม.2 ครูภาณกุ า บินฮาซนั
ประวตั ิผแู ตง
พระสุนทรโวหาร นามเดมิ ภู หรือทเี่ รยี กกนั ทัว่ ไปวา สนุ ทรภู
(26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 - พ.ศ. 2398) เปน อาลกั ษณชาวไทยทีม่ ชี อ่ื
เสยี งเชิงกวี ไดรบั ยกยอ งเปน เชกสเปย รแหง ประเทศไทย [2] เกดิ หลงั จาก
ตงั้ กรุงรตั นโกสินทร ได 4 ป และไดเ ขา รับราชการเปน อาลักษณร าชสํานัก
ในรชั สมัย พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลานภาลัย เม่อื สิ้นรชั กาลได
ออกบวชเปนเวลารว ม 20 ป กอนจะกลับเขารับราชการอีกคร้ังในปลายรัช
สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา เจาอยหู วั โดยเปน อาลกั ษณใ น สมเด็จ
เจาฟา จุฑามณี กรมขุนอศิ เรศรงั สรรค ในสมัยรัชกาลท่ี 4 ไดเ ลื่อน
ตาํ แหนงเปน พระสุนทรโวหาร เจา กรมอาลกั ษณฝายพระราชวงั บวร ซ่งึ เปน
ตําแหนงราชการสุดทา ยกอ นสน้ิ ชีวติ
สุนทรภเู ปนกวีทม่ี คี วามชาํ นาญทางดา นกลอน ไดส รา งขนบการ
ประพันธกลอนนิทานและกลอน นริ าศ ขึน้ ใหมจ นกลายเปนที่นิยมอยาง
กวา งขวางสืบเน่อื งมาจนกระท่ังถึงปจจุบนั ผลงานทมี่ ีชื่อเสยี งของสุนทรภมู ี
มากมายหลายเร่อื ง เชน นริ าศภเู ขาทอง นริ าศสพุ รรณ เพลงยาวถวาย
โอวาท กาพยพ ระไชยสุรยิ า และ พระอภัยมณี เปน ตน โดยเฉพาะเรื่อง พระ
อภยั มณี ไดรับยกยอ งจาก วรรณคดสี โมสร วา เปน ยอดของวรรณคดี
ประเภทกลอนนทิ าน และเปน ผลงานท่แี สดงถึงทักษะ ความรู และทศั นะของ
สนุ ทรภูอยา งมากทีส่ ุด งานประพันธหลายช้นิ ของสุนทรภไู ดร บั เลอื กให
เปน สวนหนง่ึ ในหลักสตู รการเรียนการสอนนับแตอดตี มาจนถึงปจ จุบัน
เชน กาพยพระไชยสรุ ยิ า นริ าศพระบาท และอกี หลาย ๆ เรอ่ื ง
ประวตั ผิ ูแ ตง
ป พ.ศ. 2529 ในโอกาสครบรอบ 200 ปช าตกาล สุนทรภู
ไดร บั ยกยอ งจากองคก าร ยเู นสโก ใหเปน บคุ คลสําคญั ของโลกดา นงาน
วรรณกรรม ผลงานของสุนทรภยู ังเปน ที่นยิ มในสังคมไทยอยางตอเนอ่ื ง
ตลอดมาไมข าดสาย และมกี ารนําไปดัดแปลงเปน ส่อื ตาง ๆ เชน
หนังสอื การตนู ภาพยนตร เพลง รวมถึงละคร มีการกอ สรา ง อนสุ าวรีย
สุนทรภู ไวท ต่ี ําบลกรํ่า อาํ เภอแกลง จังหวัดระยอง บา นเกดิ ของบิดาของ
สุนทรภู และเปนทก่ี าํ เนดิ ผลงานนิราศเร่ืองแรกของทา นคือ นิราศเมือง
แกลง นอกจากนี้ยงั มอี นสุ าวรียแหง อน่ื ๆ อีก เชน ท่วี ดั ศรีสดุ าราม ท่ี
จังหวัดเพชรบรุ ี และจังหวัดนครปฐม วันเกิดของสุนทรภคู อื วนั ที่ 26
มถิ นุ ายนของทกุ ป ถอื เปน วนั สุนทรภู ซง่ึ เปนวนั สําคัญดา นวรรณกรรมของ
ไทย มีการจัดกิจกรรมเชดิ ชูเกียรติคณุ และสง เสรมิ ศิลปะการประพนั ธบ ทกวี
จากองคก รตาง ๆ โดยทว่ั ไป
ความเปน มาของนิราศเมืองแกลง
นริ าศเมอื งแกลงเปนนิราศคาํ กลอนเรอื่ งแรกของ
สนุ ทรภู มีความยาว 248 บท เลาเรอื่ งการเดินทางไปหาบดิ า
ทวี่ ัดปา ตําบลบา นกราํ่ อาํ เภอแกลง จงั หวดั ระยอง เม่ือกลาง
เดอื น 7 พ.ศ. 2350 สุนทรภแู ตงนิราศเรอ่ื งนเี้ มื่ออายยุ า ง 22 ป
ขณะนั้นยงั เปนโสดแตล อบรักอยกู บั แมจ ัน เม่ือความทราบถงึ กรม
พระราชวงั หลงั จงึ ถกู ลงโทษจาํ คกุ ท้งั สองคน เมอื่ พน โทษสนุ ทรภู
ออกเดนิ ทางไปเย่ียมบดิ าท่ีบวชอยทู เ่ี มืองแกลง และอาจตั้งใจที่จะ
บวชดว ยเพราะอายคุ รบบวชอีกทง้ั เปนการลา งอัปมงคลทถ่ี กู จองจํา
แตบ ังเอญิ ปว ย
นิราศเมืองแกลง
ชวงท1ี่
๏ โอส งั เวชวาศนานิจาเอย
จะมีคูมไิ ดอ ยปู ระคองเชย ตอ งละเลยดวงใจไวไกลตา
ถงึ ทกุ ขใครในโลกที่โศกเศรา ไมเหมอื นเราภมุ รินถวลิ หา
จะพลัดพรากจากกนั ไมท ันลา ใชแ ตต าตางถอ ยสุนทรวอน
โอจําใจไกลนุชสุดสวาดิ จงึ นริ าศเรื่องรกั เปน อักษร
ใหเ ห็นอกตกยากเมอ่ื จากจร ไปดงดอนแดนปา พนาวัน
กบั ศษิ ยนอ งสองนายลวนชายหนุม นอยกบั พมุ เพอื่ นไรใ นไพรสัณฑ
กบั นายแสงแจง ทางกลางอารญั จะพากันแรมทางไปตา งเมอื ง
ถึงยามสองลองลาํ นาวาเลือ่ น พอดวงเดอื นดั้นเมฆขน้ึ เหลืองเหลือง
ถึงวัดแจงแสงจนั ทรจาํ รสั เรอื ง แลชาํ เลอื งเหลียวหลังหลงั่ นาํ้ ตา
เปนหว งหนง่ึ ถงึ ชนกทปี่ กเกลา จะแสนเศรา ครวญคอยละหอยหา
ท้งั จากแดนแสนหวงดวงกานดา โออรุ ารุม รอ นออ นกําลงั
ถึงสามปลม้ื พนี่ ร้ี ่าํ ปลา้ํ แตทุกข สุดจะปลุกใจปลมื้ ใหล มื หลัง
ขออารักษห ลักประเทศนเิ วศวัง เทพท้ังเมอื งฟา สุราไลย
ขอฝากนอ งสองรามารดาดว ย เอ็นดชู ว ยปกครองใหผองใส
ตวั ขาบาทจะนริ าศออกแรมไพร ใหพนไภยคลาศแคลวอยาแผวพาน
ถงึ สําเพง็ เกงต้ังริมฝงนํา้ แพประจําจอดเรยี งเคยี งขนาน
มีซุมซอกตรอกนางจา งประจาน ยังสําราญรองขบั ไมหลบั ลง
โอธ านศี รอี ยธุ ยาเอย นึกจะเชยกไ็ ดชมสมประสงค
จะลาํ บากยากแคนไปแดนดง เอาพุมพงเพงิ เขาเปนเหยาเรือน
ฯลฯ
นริ าศเมืองแกลง
ชว งท๒่ี ดูเลื่อมลน่ื เลนลากลําละหาน
ถงึ ปากลดั แลทา ชลาต้นื
เขาแจวจองลอ งแลน แสนสําราญ มาพบบา นบางระจาวยงิ่ เศราใจ
อนาถน่งิ องิ เขนยคนงึ หวน จนจวบจวนแจมแจงปจจุสมัย
ศศิธรออนอับพยบั ไพร ถึงเซิงไทรศาลพระประแดงแรง
ขออารักรักษศ กั ดสิ์ ิทธิท์ ส่ี งิ ศาล ลอื สะทา นอยูวา เจาหาวกาํ แหง
ขาจะไปทางไกลถงึ เมอื งแกลง เจา จงแจงใจภัคนิ ที ี
ฉนั พลดั พรากจากจรเพราะรอนจติ ร ใชจ ะคิดอายอางขนางหนี
ใหนิม่ นอ งครองรกั ไวส กั ป ทานสุขขีเถดิ ขาขอลาไป
ฯลฯ
กระแสชลวนเชยี่ วเรือเลีย้ วลด ดคู อ มคดขอบคุงคงคาไหล
แตส าชลเจียวยังวนเปน วงไป น่หี รือใจทีจ่ ะตรงอยา สงกา
ถึงดานทางกลางคลองขา งฝงซา ย ตะวนั สายแสงสองตอ งพฤกษา
ออกสดุ บานถงึ ทวารอรญั วา เปนทงุ คาแฝกแขมขึน้ แกมกัน
ลมระร้ิวปลวิ หญา คาระยาบ ระเนนนาบพลิว้ พลิกกระดกิ หนั
ดโู ลง ล่ิวทวิ รุกขเรียงรัน เปนเขตคนั ขอบปา พนาลยั
ฯลฯ
ชว งท่ี๓ ตะลงึ แลปูเปย วเท่ียวไสว
จะเหลยี วซา ยแลขวาก็ปา แสม
ระหร่งิ เรือ่ ยเฉอ่ื ยเสียงเรไรไพร ฤไทยไหวแวว วา พงางาม
ถึงชะแวกแยกคลองสองชะวาก ขา งฝง ฟากหวั ตะเขมีมะขาม
เขาสรา งศาลเทพาพยายาม กระดานสามแผน พิงไวบ ูชา
ตะลึงแลแตลวนลูกจระเข โดยคะเนมากมายท้ังซายขวา
สักสองรอยลอยไลก ินลกู ปลา เหน็ แตต ากบั จมกู เหมอื นตุกแก
นิราศเมืองแกลง
โอค ลองขวางทางแดนแสนโสทก ดูบนบกกแ็ ตลว นลิงแสม
เลียบตลง่ิ วง่ิ ตามชาวเรอื แพ ทําลอบแลหลอนหลอกตะคอกคน
คําโบราณทานผกู ถกู ทุกส่งิ เขาวาลิงจองหองมันพองขน
ทําหลุกหลกิ เหลือกลานพานลุกลน เขาดา คนจึงวา ลงิ โลนลําพอง
ถงึ ชะวากปากคลองเปน สองแพรง นา้ํ กแ็ หง สรุ ิยนก็หมนหมอง
ขางซา ยมือนน้ั แลคือปากตะครอง ขา งขวาคลองบางเห้ยี ทะเลวน
ประทบั ทอดนาวาอยูทา น้าํ ดูเรียงลาํ เรอื รายริมไพรสณฑ
เขาหงุ หาอาหารใหต ามจน โอยามยลโภชนาน้ําตาคลอ
จะกลนื ขาวคราวโศกในทรวงเสียว เหมอื นขนื เคย้ี วกรวดแกลบใหแ สบศอ
ตอ งเจอื น้ํากลํ้ากลนื พอกล้ัวคอ กนิ แตพ อดบั ลมดว ยตรมใจ
พอฟา คล้าํ ค่าํ พลบลงหรบุ รู ยุงออกฉชู งิ พลบตบไมไหว
ไดร ับรองปองกนั เพียงควันไฟ แตห ายใจมใิ ครออกดวยอบอาย
โอยามยากจากเมอื งแลว ลมื มงุ มากราํ ยงุ เวทนาประดาหาย
จะกรวดน้ําควา่ํ ขนั จนวนั ตาย แมนเจา นายทานไมใชแลวไมม า
ฯลฯ
ชวงท๔ี่ ไมสรา งสุดโศกสิ้นถวลิ หา
แลทะเลแลวกใ็ หอ าลัยนุช
จนอทุ ยั ไตรตรสั จํารัสตา เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล
ดเู รอื แพแตละลําลว นโปะโหละ พวกเจกจนี กินโตะ เสยี งโหลเหล
บางลยุ เลนลว งปดู ูโซเซ สมคะเนใสข องเท่ยี วมองคอย
อันนารีท่ยี งั สาวพวกชาวบา น ถีบกระดานถือตะกราเทยี่ วหาหอย
ดแู คลวคลองลอ งแลน แฉลบลอย เอาขาหอ ยทําเปนหางไปกลางเลน
นริ าศเมืองแกลง
อนั พวกเขาชาวประโมงไมโหยงหยิบ ลว นตนี ถบี ปากกดั ขัดเขมร
จะไดก ินขา วเชา ก็ราวเพล ดจู ัดเจนโลดโผนในโคลนตม
จงึ ม่ังค่ังตง้ั บา นในการบาป แตตองสาปเคหาใหส าสม
จะปลกู เรือนกม็ ไิ ดใสปน ลม ใครขืนทาํ กร็ ะทมดว ยเพลงิ ลาม
โอด ูเรือนเหมอื นอกเราไรคู ผูใดดูจงึ ไมออกเอีย่ มสนาม
หรอื ตอ งสาปบาปหลงั ยังตดิ ตาม ผหู ญงิ งามจึงไมม ปี รานเี ลย
จะรกั ใครเขาก็ไมเ มตตาตอบ สมประกอบไดแตส อดกอดเขนย
เอ็นดเู ขาเฝานึกนยิ มเชย โอใจเอย จะเปนกรรมนัน้ รํ่าไป
พลางราํ พงึ ถึงทางทกี่ ลางเถ่ือน จงึ คลอ ยเคลอื่ นนาวาเขาอาศัย
มมี ติ รชายทา ยยา นเปน บานไทย สํานักในเคหาขนุ จาเมอื ง
ฯลฯ
ตะวันคลอ ยหนอยหนึ่งถึงบางพระ ดูระยะบานน้นั กแ็ นนหนา
พอพบเรือนเพ่อื นชายชือ่ นายมา เขาโอภาตอนรับใหหลบั นอน
พอรุง แสงสุริยาลลี าลาศ ลงเลียบหาดหวนคะนึงถึงสมร
เห็นกรวดทรายชายทะเลชโลธร ละเอียดออ นดงั ละอองสําลีดี
ดกู าบหอยรอยคลืน่ กระเด็นสาด ก็เกลือ่ นกลาดกลางทรายประพรายสี
เปนหลายอยา งลางลูกก็เรยี วรี โอเชน น้แี มม าดวยจะดใี จ
จะเชยชมกมเกบ็ ไปกลางหาด เห็นประหลาดก็จะถามตามสงสยั
พ่ีไมรกู ็จะชวนสํารวลไป ถึงเหน่ือยใจจะคอยเบาบรรเทาคลาย
โอยามน้ีพเ่ี หน็ แตพ กั ตรเ พือ่ น ไมช ่นื เหมอื นสุดสวาทท่ีมาดหมาย
กล้ันนาํ้ ตามาจนสดุ ทห่ี าดทราย เห็นเรอื รายโรงเรยี งเคยี งเคยี งกนั
ชวงท่5ี ขน้ึ จากหาดเขาปาพนาสณั ฑ
เสยี งจักจัน่ แซเ ซงวังเวงใจ
อันชื่อนี้ศรีมหาราชาชาติ
คอยเลียบเดินเนนิ โขดสิงขรคนั
นริ าศเมืองแกลง
สองขางทางนางไมไ พรสงัด ไมแกวงกวัดกานกิง่ ประวงิ ไหว
เย็นระรืน่ ชืน่ ชมุ ชอมุ ใบ หนาวฤทยั โทมนสั ระมดั กาย
เสยี งนกรอ งกอ งกูก นั กลางปา ฟง ภาษาสัตวไ พรกใ็ จหาย
จนออกดงลงเดินเนินสบาย คอ ยเคล่ือนคลายรอเรยี งมาเคียงกนั
ถงึ เขาขวางวางเว้ิงชะวากวงุ เขาเรยี กทงุ สงขลาพนาสณั ฑ
เปน ปา รอบขอบเขินเนนิ อรัญ นกเขาขันคเู รยี กกันเพรียกไพร
ฯลฯ
ในกระแสแลลว นแตโปะ ลอม ลงอวนออ มโอบสกดั เอามัจฉา
โอค ดิ เหน็ เอ็นดหู มูแมงดา ตัวเมียพาผวั ลอยเที่ยวเล็มไคล
เขาจับตัวผัวทิ้งไวก ลางนาํ้ ละลอกซ้ําสาดซดั ใหตดั ษัย
พอเมียตายฝายผวั ก็บรรลยั โอเ หมือนใจท่พี ี่รกั ภัคินี
แมน นองตายพ่ีจะวายชีวติ ดวย เปนเพ่ือนมวยมิ่งแมไปเมอื งผี
รําจวญจิตรคดิ มาในวารี จนถงึ ทศี่ าลาบา นนาเกลอื
หยุดประทับดบั ดวงพระสุริยแ สง ยง่ิ โรยแรงรอ นรนน้ันลนเหลือ
จะเคย้ี วเขา ตละคําเอาน้าํ เจอื พอกลว้ั เกลอื้ กลาํ้ กลนื คอ ยช่นื ใจ
ฯลฯ
ชวงท่ี6
ลวนพฤกษายางยงู สงู ไสว
ครหู นึง่ ถงึ ชะวากชากลูกหญา ไตใบไมยงู ยางมากลางแปลง
แตลว นทากตะเละรําลาํ ภูไพร ถีบกระทบื มใิ ครหลุดสดุ แสยง
กระโดดเผาะเกาะผบั กระหยับคืบ ทงั้ ขาแขง เลอื ดโทรมชะโลมไป
ปลดทตี่ ีนติดขาระอาแรง เปนสนามนาํ้ ทา ไดอ าศัย
ออกเดินถี่หนีทากถึงชากขาม ขน้ึ ตน ไมหักรงั ไวเ รียงราย
เหน็ รอยคนแรมคางอยกู ลางไพร
นิราศเมืองแกลง
เหน็ ลงิ คา งบางชนวี ะหวีดโหวย กระหมึ โหยหอ ยไมน าใจหาย
เสยี งผวั ผัวตัวเมยี เที่ยวโยนกาย เหน็ คนอายแอบอิงกับกิ่งยาง
โอชะนเี วทนาเทีย่ วหาผัว เหมือนตวั พจ่ี ากนอ งใหห มองหมาง
ชะนเี พรียกเรียกชายอยปู ลายยาง พเี่ รียกนางนุชนองอยูในใจ
ฯลฯ
พอเตม็ ตงึ ถงึ สุนัขกะบากนั้น รอยเขาฟนพฤกษาอยูอ าศยั
เห็นรอยคนปนควายคอยคลายใจ รูวา ใกลอ อกดงเดนิ ตะบึง
แตยา งยายทรายฝุน ขยนุ ยุบ ย่ิงเหยยี บฟุบขาแขง ใหแข็งขงึ
ยงิ่ จวนเย็นเสนสายใหตายตึง ดเู หมือนหน่งึ เหยียบโคลนใหโ อนเอน
ออกปากชอ งทอ งทุงที่ตล่งิ ตางเกลือกกล้ิงลงท้ังรกถกเขมร
ดวยลา เรอื่ ยเหน่ือยออนนอนระเนน จนสรุ ิเยนทรล บั ไมช ายทะเล
ผลดั กนั ทํายา่ํ เหยยี บแลวยนื หยัด กระดูกดัดผวั ะเผาะใหโผเผ
คอยยางเทากาวเขยกดเู กกเก ออกโซเซเดินขามตามตะพาน
เปน ทงุ แถวมแี นวแมน ้าํ ออม ระยะหยอ มเคหานาสนาน
เปนเนินสวนลว นเหลา มะพรา วตาล เขาลบั บานทบั มา ลลี าไป
ฯลฯ
ชวงที่7 ตอ งพากนั ลยุ เลียบทะเลไหล
เปน ทุงแถวแนวน้ําสกดั กน้ั
แลว ขนึ้ ขา มตามตะพานสาํ ราญใจ ลงเลียบในตนี เขาลําเนาทาง
ดูครึม้ ครกึ พฤกษาปาสงัด ทะลุลัดตดั ทะเลแหลมทองหลาง
ตางเพลิดเพลนิ เดนิ วา เสภาพลาง ถูกขุนชา งเขา หอหัวรอ เฮ
เหน็ ไรแ ตงแกลงแวะเขา รมิ หาง ทาํ ถามทางชกั ชวนใหสรวลเส
พอเจา ของแตงโมปะโลปะเล สมคะเนกนิ แตงพอแรงกัน
นิราศเมอื งแกลง ลงเลียบหาดปรดี เิ์ ปรมเกษมสันต
ตาํ แหนงน้ันช่ือชะวากปากลาวน
แลว ภิญโญโมทนาลาลีลาศ ไปตามทางโขดเขนิ เนินถนน
ถึงปากชองคลองน้าํ เปน สาํ คัญ เหมอื นคนกรนโครกครอกทํากลอกตา
ไมหยดุ ย้งั ตั้งหนา เขาปา กวา ง ประสบพบเผา พงศพ วกวงศา
สดบั เสียงลงิ คางครางคาํ รน กลนื น้าํ ตากไ็ มฟงเฝา พรง่ั พราย
ถึงหยอมยานบานกลํา่ พอค่ําพลบ ราํ คาญคิดอาไลยมิใครหาย
ขึน้ กระฎที ีส่ ถติ ทานบิดา จงึ แยกยายบิตุราชญาติกา
ศโิ รราบกราบเทา ใหเปลา จติ ใหต งั้ แตเ ศรา สรอยละหอ ยหา
ชะรอยกรรมทาํ สัตวใ หพ ลดั พราย บดิ ามาอางวา งอยูก ลางไพร
มาพบพอ ทอ ใจดว ยไกลแม ขามประเทศทงุ ทาชลาไหล
ชนนอี ยศู รอี ยุธยา จึงมาไดเ ห็นหนา บิดาตัว
ภเู ขาขวางทางก้ันอรัญเวศ ดงั ฉตั รแกว กางก้นั ไวเ หนอื หัว
เดินกนั ดารปานปม จะบรรลัย คอ ยยงั ชัว่ มึนเมอื่ ยทีเ่ หนื่อยกาย
ทา นชูชว ยอวยพรใหผ องแผว ตางมาฝากรกั ใครเหมือนใจหมาย
อสุ า หฝนไพลทารกั ษาตัว กลาวขวัญนายเบยี ดเบยี นแลวเฆยี่ นตี
บรรดาเหลาชาวบา นประมาณมาก ลว นออออื เองกกู ะหนูกะหนี
พูดถงึ ทตี่ โี บยขโมยควาย เปนวาขค้ี รา นฟงแตซ งั ตาย
ถามราคาพราขวานจะวานซ้อื มันโมหมาไลเนื้อไปเหลอื หลาย
ที่คะขาคาํ หวานนานนานมี ไดก ระตา ยตะกวดกวางมายางแกง
เวลาเชากช็ วนกนั ออกปา เขาทาํ ครวั ครน้ั ไปปะขยะแขยง
พอเวลาสายัณหตะวนั ชาย จนเรีย่ วแรงโรยไปมใิ ครม ี
ท้งั แยบึง้ อง่ึ อา งเน้ือคางคัว่
ตอ งอดสนิ้ กนิ แตข าวกบั เตาแตง
นิราศเมอื งแกลง
อยบู รุ ินกินสําราญท้ังหวานเปร้ยี ว ต้งั แตเ ท่ยี วยากไรมาไพรศรี
แตนํา้ ตาลมไิ ดพานในนาภี ปถ ววี าโยกห็ ยอ นลง
ดวยเดือนเกาเขา วสาเปน หนา ฝน จึงขดั สนสง่ิ ของตอ งประสงค
ครนั้ แลวลาฝา เทา ทา นบิตุรงค ไปบา นพงคอตง้ั รมิ ฝงคลอง
ฯลฯ
ชว งท่ี8
เหมือนขันหมากมิง่ มติ รพสิ มัย
นริ าศเรือ่ งเมอื งแกลงแตงมาฝาก ใหช น่ื ใจเหมอื นแตห ลังมัง่ เถิดเอยฯ
อยา หมางหมองของขัดตดั อาลยั