การศกึ ษาเจตคติทีม่ ตี ่อวชิ าภาษาองั กฤษของนักเรียนในระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6
โรงเรยี นขุนหว้ ยตากพัฒนาศึกษา
นายอทิ ธพิ ทั ธ์ เผา่ กนั ทะ
เอกสารการวิจัยนเี้ ปน็ ส่วนหนึง่ ของการปฏิบัตงิ านดา้ นการสอน
รายวชิ าภาษาอังกฤษพืน้ ฐาน
กลุม่ สาระการเรียนรู้ ภาษาตา่ งประเทศ
ชั้น ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
การศึกษาเจตคติที่มีตอ่ วชิ าภาษาองั กฤษของนกั เรียนในระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนขนุ หว้ ยตากพฒั นาศกึ ษา
นายอิทธิพทั ธ์ เผา่ กันทะ
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ภาษาต่างประเทศ
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
โดยได้รับความเหน็ ชอบจาก
……………………………………………ประธานกรรมการ
(นายพิภพ โพนสาลี)
ผ้อู ำนวยการโรงเรียน
……………………………………………..กรรมการ
(นางมธรุ ส เฟอื งผงึ้ )
หัวหน้าฝ่ายวชิ าการ
……………………………………………..กรรมการ
(นางทุตยิ ภรณ์ โพร้งพนม)
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาษาต่างประเทศ
ช่ืองานวจิ ยั การศึกษาเจตคติท่ีมตี ่อวิชาภาษาอังกฤษของนักเรยี นในระดับชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขนุ หว้ ยตากพฒั นาศกึ ษา
ช่ือผู้วิจัย นายอิทธพิ ัทธ์ เผา่ กันทะ
กล่มุ สาระ
ประเภทงานวิจัย ภาษาตา่ งประเทศ
วิจัยในช้นั เรียน
บทคดั ย่อ
การศกึ ษาวจิ ัยครั้งนี้ มวี ัตถุประสงค์เพอื่ วดั เจตคติของนกั เรยี นท่มี ีต่อวชิ าภาษาองั กฤษ ของนกั เรยี น
ระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรยี นขุนหว้ ยตากพฒั นาศกึ ษา ในภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563 กล่มุ ตวั อยา่ งเป็น
นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 จำนวน 58 คน โดยใหน้ ักเรยี นทำแบบสอบถามวัดเจตคติจำนวน 15 ข้อ ท่ี
คณะผู้วจิ ัยได้สร้างขึน้ จำนวน 1 ฉบับ จากน้ันจงึ ทำการวิเคราะห์ผลคะแนนโดยใชว้ ิธีการหาค่าเฉลี่ย
ผลการศกึ ษาปรากฏวา่ คะแนนเฉลยี่ ของแบบสอบถามมีค่าเทา่ กับ 3.16 ซงึ่ แปลความได้วา่ นกั เรียนมี
เจตคตปิ านกลางตอ่ วิชาภาษาอังกฤษ
กติ ตกิ รรมประกาศ
รายงานการวิจยั ฉบับน้ีสำเรจ็ อยา่ งสมบูรณ์ ไดด้ ว้ ยความร่วมมืออย่างดียิง่ จากจากนักเรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปที ่ี 6 โรงเรียนขุนหว้ ยตากพฒั นาศกึ ษาทีอ่ นเุ คราะหร์ ว่ มมือตอบแบบสอบถาม
คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการศึกษาวิจัยนี้ ผู้วิจัยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้
รายวชิ าภาษาองั กฤษตอ่ ไป
นายอิทธพิ ัทธ์ เผา่ กันทะ
ผวู้ ิจยั
หัวเร่ือง สารบัญ หนา้
สว่ นนำ 1
ทม่ี าและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………….........………..….. 1
แนวทางการ
แก้ปัญหา………………………………………………………………………..……………...… 1
วัตถุประสงค์การวิจัย……………………………………………………………..….....................….… 1
ตัวแปการจัย……………………………………………………………………………………………………… 2
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ..................................................................................... 2
ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ บั .................................................................................. 2
ขอบเขตของการวจิ ัย...........................................................................................
3
เอกสารวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วข้อง…………………………………………………………….............................................. 3
เจตคต…ิ ……………………………….……….……................................................................ 4
1.1ความหมายของเจตคติ ……………………........……………………………………….………..…. 5
1.2 องค์ประกอบของเจตคติ ……………………………………………………......………………..…… 6
1.3 ลกั ษณะของเจตคติ....................................................................................... 8
1.4 การวัดเจตคติ ............................................................................................... 8
1.5 ปจั จัยที่มีผลต่อการมเี จตคติที่แตกต่างกนั ……………………….........……………...……
2. การสอนภาษาองั กฤษ………………………………………………………….......………………..…… 12
12
วิธีดำเนนิ การวจิ ัย................................................................................................................ 14
ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน................................................................................ 14
เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย.....................................................................................
ขน้ั ตอนการดำเนนิ การ........................................................................................ 15
การวิเคราะหข์ อ้ มลู .............................................................................................
16
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล......................................................................................................... 16
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล........................................................................................
สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ…………………………………...................……………………………....…
สรุปผลการวจิ ัย…………………………………..........……………………………………………………
อภิปรายผล…………………………………………....………………………...…………..………………..
ข้อเสนอแนะ.…………………………………………....………..……………………………………………… 16
แบบฟอร์มรายงานการวจิ ัยช้นั เรียน..................................................................................... 17
ตารางการทำวจิ ยั ในชั้นเรยี น............................................................................................... 18
เอกสารอ้างอิง.................................................................................................................... 19
ภาคผนวก........................................................................................................................... 20
การศกึ ษาเจตคตทิ ่มี ตี อ่ วชิ าภาษาอังกฤษของนกั เรยี นในระดับชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6
โรงเรียนขนุ หว้ ยตากพฒั นาศกึ ษา
1. ส่วนนำ
ที่มาและความสำคัญของปญั หา
ปัจจุบันการเรียนการสอนภาษาองั กฤษนับว่ามคี วามสำคัญมากเนือ่ งมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
และการตดิ ตอ่ สือ่ สารทท่ี นั สมัย ทำให้การตดิ ตอ่ กันระหวา่ งประเทศเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว ดงั นัน้ จึงจำเปน็ อย่างยิ่งใน
การที่จะเรยี นรภู้ าษาอังกฤษอนั เป็นภาษาสากล เพอื่ นำมาใชใ้ นการติดตอ่ สือ่ สาร และเพื่อความเจริญก้าวหน้าทาง
วิชาการ ในด้านการศึกษา ภาษาอังกฤษไดถ้ ูกบรรจุไว้ในหลักสูตรให้นักเรียนได้เรยี นรู้ ตั้งแต่ระดับประถม มัธยม
ตลอดจนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งจากวัตถุประสงค์ของหลักสูตรภาษาอังกฤษในปัจจุบัน นอกจากจะมีจุดประสงค์
เพื่อให้นักเรียนมคี วามสามารถในการใช้ภาษา ทั้งเพื่อการศึกษาและการนำไปใช้ในชีวติ ประจำวันแล้ว ยังมีการ
มุง่ เนน้ ให้นกั เรียนมีเจตคตทิ ่ีดีตอ่ การเรียนภาษาอังกฤษ เห็นประโยชนแ์ ละคณุ ค่าของภาษาองั กฤษอีกด้วย ดงั น้ันจงึ
ทำใหผ้ ้วู ิจัยเห็นความสำคญั ของของการมเี จตคติทีด่ ีตอ่ ภาษาองั กฤษของนกั เรยี น จึงไดจ้ ัดทำการวจิ ัยเพ่ือวัดเจตคติ
ของนักเรียนที่มีต่อวิชาภาษาองั กฤษ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาในการเรยี นการสอนวิชาภาษาอังกฤษ
ตอ่ ไป
แนวทางการแกป้ ัญหา
จัดทำแบบสอบถามเพื่อวัดเจตคติของนักเรียนที่มตี ่อวิชาภาษาองั กฤษเพื่อนำผลจากการวจิ ัยมาเก็บเปน็
ข้อมูลเพอื่ แกไ้ ขปัญหาในการเรยี นการสอน และเพื่อให้นักเรยี นมีเจตคตทิ ่ีดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ เหน็ ประโยชน์และ
คณุ คา่ ของภาษาองั กฤษ
วัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย
1. เพอ่ื วดั เจตคตขิ องนักเรียนทีม่ ีตอ่ วชิ าภาษาอังกฤษ
2. เพือ่ รวบรวมข้อมูลสำหรบั การแกป้ ัญหาในการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ
ตัวแปรการวจิ ยั
1. แบบสอบถามวดั เจตคติของนกั เรยี นที่มตี อ่ วิชาภาษาองั กฤษ
2. ระดบั คะแนนเฉล่ียของแบบสอบถาม
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
การวจิ ัยครัง้ นเี้ ปน็ การศกึ ษาเจตคตขิ องนกั เรียนในระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี6 โรงเรยี นขนุ ห้วยตากพัฒนา
ศึกษาผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามเหื่อวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 15 ข้อ โดยใช้ข้อ
คำถามทง้ั 2 ประเภทคือ ประเภททางบวก และทางลบ และได้ทำการนำผลของแต่ละข้อคำถามมาหาค่าเฉลยี่ แล้ว
นำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาข้อสรุปพร้อมท้ังนำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยาย เพื่อศึกษาเจตคติของ
นกั เรียนท่ีมีต่อวิชาภาษาองั กฤษ
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รับ
1. นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 มเี จตคติทีด่ ตี ่อวิชาภาษาอังกฤษ
2. ไดแ้ นวทางในการแกป้ ญั หาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
ขอบเขตของการวิจัย
ในการศึกษาวจิ ัยครงั้ น้ีเป็นการสร้างแบบสอบถามเพือ่ วดั เจตคตขิ องนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่มีต่อ
วิชาภาษาองั กฤษโดยใช้ข้อคำถามท้ังประเภททางบวกและทางลบ จำนวน 15 ข้อ และไดก้ ำหนดขอบเขตของการ
วิจัยไวด้ ังน้ี
1.ประชากร ประชากรทใ่ี ชใ้ นการศึกษา คือนักเรียนโรงเรียนขนุ หว้ ยตากพัฒนาศึกษาท่ีกำลังศึกษาอยู่ใน
ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6ก และ 6ข ในภาคเรยี นท่ี 1 ประจำปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 2หอ้ งเรยี น จำนวน 58
คน
2. แบบสอบถามท่ใี ช้ในการศกึ ษา เป็นเปน็ แบบสอบถามเพ่อื วดั เจตคตขิ องนักเรียนในระดบั ชนั้
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ทีม่ ตี อ่ วิชาภาษาอังกฤษจำนวน 15 ขอ้ ท่มี ีข้อคำถามประเภททางบวก 8 ข้อ และข้อคำถาม
ประเภททางลบ 7 ขอ้ รวม 15 ขอ้
2.เอกสารวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง
1. เจตคติ
ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเจตคติมีบทบาทสำคัญเพราะความสำเร็จในการเรียน ภาษาต่างประเทศ
ขึ้นอยู่กับเจตคตขิ องผู้เรยี นที่มีตอ่ เจ้าของภาษาด้วย ดังที่ คราสเชน ( Krashen, 1982 : 136) ได้กล่าวว่า เจตคติ
และความถนัดทางภาษามีความเกย่ี วข้องกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ภาษาตา่ งประเทศของผู้เรียนแต่ไม่ขึ้นต่อกัน
และกัน ทั้งน้ีเพราะผูเ้ รียนอาจจะมีความถนัดต่ำและ มีเจตคติที่ดีหรือมคี วามถนัดสูงแต่มีเจตคตใิ นทางลบ ซึ่งเจต
คตินั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็มีสว่ นในการกำหนดความสำเร็จในการเรียนได้ทั้งนั้นเพราะผู้เรียนบางคนอาจไมม่ ี
ความต้องการที่จะเป็น เหมือนเจ้าของภาษาแต่มีความเห็นว่าภาษาต่างประเทศนั้นมีประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น
ทำให้ได้รับรู้ แนวคิดใหม่ๆ วิธีการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน ดังนั้น เจตคติที่ดีต่อ
ภาษาตา่ งประเทศยอ่ มมคี วามสมั พันธ์และมีอทิ ธิพลต่อพฤตกิ รรมหรือสัมฤทธิผลในการเรยี นภาษาของ ผเู้ รียนอย่าง
แน่นอน นอกจากนี้ ไคลน (Klein, 1990 : 37-38) อธิบายว่า เจตคติเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ การเรียนรู้ภาษาที่สอง
หากผเู้ รยี นมเี จตคตทิ ี่ดตี อ่ ภาษาทีส่ องน้นั ๆจะทำให้ผเู้ รียนประสบความสำเร็จ มากกว่าผู้เรียนทมี่ ีเจตคติไม่ดี
1.1ความหมายของเจตคติ
ส่งิ หนง่ึ ท่เี ปน็ ตวั โน้มนำพฤติกรรมของบุคคล คือ “Attitude” จงึ นับว่ามีอิทธพิ ลตอ่ ชวี ติ ใน สังคมเป็นอย่าง
มาก คำว่า “Attitude” เดมิ ใชค้ ำว่า “ทัศนคต”ิ ตอ่ มาเปล่ยี นเป็น “เจตคต”ิ ซงึ่ ปัจจุบนั ใชว้ ่า “เจตคติ” และตาม
พจนานกุ รมทางการศึกษา (Dictionary of Education) ไดใ้ ห้คำจำกัดความของเจตคติวา่ หมายถึง ความรสู้ กึ ของ
คนเราที่มีความเห็นต่อสิ่งต่างๆรอบตัว ในด้าน ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อสิ่งต่างๆ
(สภุ ัคษร อินทร, 2545 : 10 อ้างถึงใน นพนฐั จำปาเทศ, 2542 : 53) เจตคติ หรอื ทัศนคติ ตรงกบั ภาษาอังกฤษว่า
“Attitude” มรี ากศพั ท์มาจากภาษาละตนิ ว่า “Aptus” แปลวา่ โน้มเอียง เหมาะสม (ศรัญ ตตยิ ากิตติ, 2544 : 40
อ้างถึงใน รวีวรรณ อังคนุรักษ์พันธ์. 2533 : 3) “เจตคติ” เป็นนามธรรมและเป็นส่วนที่ทำให้ เกิดการแสดงออก
ด้านการปฏิบัติแต่เจตคติไม่ใช่แรงจูงใจ (Motive) และแรงขับ (Drive) หากแต่เป็น สภาพแห่งความพร้อมที่จะ
โต้ตอบ (State of Readiness) และแสดงให้ทราบถงึ แนวทางของ การสนองตอบของบุคคลต่อสงิ่ เร้า (ศรญั ตติยา
กิตต,ิ 2544 : 40 อา้ งถงึ ใน ประภาเพ็ญ สวุ รรณ, 2526 : 1)
ประภาเพ็ญ สุวรรณ (สุภัคษร อินทร, 2545 : 11 อ้างถึงใน ประภาเพ็ญ สุวรรณ, 2526 : 14) ใช้คำว่า
“ทัศนคต”ิ และให้ความหมายว่า ทศั นคติคอื ความคดิ เหน็ ซ่ึงถกู กระตุ้นดว้ ย อารมณ์ ซึง่ ทำใหบ้ ุคคลพร้อมท่ีจะทำ
สง่ิ หน่ึงสิ่งใด ทัศนคติจะมีบทบาทช่วยให้เราได้ปรับปรงุ ตัวเอง ป้องกันตัวเอง (Defend Ego) ให้สามารถแสดงออก
ถงึ ค่านิยมต่างๆและชว่ ยให้บคุ คลเขา้ ใจโลก รอบตัวเรา ประสบการณ์เดมิ ของบคุ คลช่วยในการเกิดทัศนคติและเป็น
ตัวกำหนดทัศนคติของบุคคล ทัศนคติไม่ได้เป็นองค์ประกอบอย่างเดียวที่ทำให้เกิดการปฏบิ ัติแต่เป็นสาเหตอุ ย่าง
หนึ่งที่ก่อให้เกดิ หรือเป็นท่ีมาของการปฏิบตั เิ ช่นเดียวกัน การปฏิบตั ิของบคุ คลจะทำใหท้ ัศนคติเปลี่ยนแปลงหรอื
เกิด ทศั นคติใหมไ่ ด้การปฏิบัติของบุคคลน้นั ไมไ่ ด้มีสาเหตุมาจากทัศนคติอย่างเดยี วแต่เป็นผลทเ่ี กิดขึ้นจาก วิถีการ
ครองชีวติ (Norms) นิสัย (Habits) และส่ิงที่คาดหวังจากผลของการกระทำตา่ งๆดว้ ย
ฮ็อก (Hogg, 1998 : 116) กล่าวถึง เจตคติว่าเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ความรู้สึกและ การแสดงพฤติกรรม
ซ่งึ มตี ่อกลมุ่ คน สงิ่ ของ เหตกุ ารณ์และสญั ลกั ษณค์ วามรู้สกึ อาจจะเปน็ ไปทง้ั ใน ทางบวกและทางลบ
ออลพอร์ท (นพณัฐ จำปาเทศ, 2542 : 54 อ้างอ้างถงึ ใน Allport, 1935 : 810) ได้กล่าว ว่า เจตคติเป็น
สภาวะความพร้อมทางดา้ นจติ ซ่ึงเกดิ ข้นึ จากประสบการณ์ สภาวะความพร้อมนี้จะเป็น แรงทจ่ี ะกำหนดทิศทางของ
ปฏกิ ริ ิยาของบุคคลที่จะมีตอ่ บคุ คล สงิ่ ของ หรือสถานการณ์ต่างๆท่ี เก่ยี วข้อง
อนาสตาซี(นพณัฐ จำปาเทศ, 2542 : 54 อ้างถงึ ใน Anatasi, 1986 : 543) กล่าวว่า เป็น ความโน้มเอียง
ทีจ่ ะมีปฏกิ ิรยิ าตอบสนองส่งิ เร้าท่กี ำหนดใหเ้ ป็นพวกๆในทางชอบหรือไมช่ อบ
จากความหมายดังกล่าวข้างตน้ สรปุ ได้วา่ เจตคติ หมายถึง ความคดิ ความเชอ่ื หรอื ความรู้สึกของบุคคล
อันเนื่องมาจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งจะเป็นแรงกำหนดทิศทาง การแสดงออกทางพฤติกรรมเพ่ือ
ตอบสนองตอ่ บุคคล ส่ิงของหรือสถานการณต์ า่ งๆในทิศทางใด ทศิ ทางหนึ่งท้ังทางบวกและทางลบ
1.2 องคป์ ระกอบของเจตคติ
นกั จติ วิทยาไดจ้ ำแนกองค์ประกอบของเจตคติเป็น 3 แนวทางคอื (ศรญั ตติยากิตติ, 2544 : 41 อา้ งถึงใน
ระวีวรรณ อังคนุรักษพ์ ันธ,์ 2533 : 12-13)
1. เจตคตมิ 3ี องค์ประกอบ ไดแ้ ก่
1.1 องค์ประกอบด้านความคิด (Cognitive Component) หมายถึง องค์ประกอบ ด้านความรู้ความคิด
ความเชื่อ และความคิดเห็นของบุคคลทม่ี ีต่อเป้าหมายของเจตคติ องค์ประกอบ ด้านความรู้ ความคิด เกีย่ วขอ้ งกับ
สิง่ ทบ่ี ุคคลพิจารณาว่าส่ิงนั้นดหี รือไม่ดี ถูกหรอื ผิด พงึ ปรารถนา หรอื ไมพ่ งึ ปรารถนา
1.2 องค์ประกอบด้านอารมณ์ ความรู้สึก (Affective Component) หมายถึง ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ
ทา่ ทีทีด่ ีไม่ดีทบี่ ุคคลมตี ่อเปา้ หมายเจตคตอิ าจแบ่งได้เป็น 2 ประการ คือ ความรู้สกึ ทางบวก และความรู้สึกทางลบ
องค์ประกอบด้านความร้สู กึ เป็นองค์ประกอบท่ีสำคัญที่สดุ ขององคป์ ระกอบเจตคตเิ ปน็ ศูนยก์ ลางของเจตคติ
1.3 องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavior Component) หมายถึงความพรอ้ ม หรือแนวโนม้ ทบี่ คุ คลจะ
ปฏิบัติต่อเป้าหมายของเจตคติซึ่งมีผลมาจากสององค์ประกอบแรก เราจึงวัด เจตคติของบุคคลได้จากพฤติกรรม
การแสดงออก
2. เจตคตมิ ี 2 องคป์ ระกอบ ได้แก่
2.1 องค์ประกอบด้านสตปิ ญั ญา หมายถึง กล่มุ ของความเช่ือท่ีบุคคลมตี ่อเปา้ หมาย ของเจตคติ
2.2 องคป์ ระกอบด้านอารมณ์ ความรสู้ กึ ทบ่ี ุคคลมเี มอื่ ถกู กระตนุ้ โดยเปา้ หมายของ เจตคติ
3. เจตคติมีองค์ประกอบเดียว คือ อารมณ์ความรู้สึก ในทางชอบหรือไม่ชอบที่บคุ คลมี ต่อเป้าหมายของ
เจตคติ
สรุปได้ว่า องค์ประกอบของเจตคตินั้นมีหลายองค์ประกอบ แต่ที่ครอบคลุมทุก องค์ประกอบคือมี 3
องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ องค์ประกอบทางการร้คู ิด (Cognitive Component) องคป์ ระกอบทางความร้สู ึก (Affective
Component) และองค์ประกอบทางการพร้อมกระทำ (Action Tendency Component) ซึ่งองค์ประกอบ
เหลา่ นจ้ี ะเปน็ ตัวกำหนดทศิ ทางเจตคตใิ ห้เปน็ ไป ตามลกั ษณะของแตล่ ะบุคคลทีม่ ีต่อส่ิงต่างๆแตกต่างกนั ไป
1.3 ลกั ษณะของเจตคติ
สุปาณีสนธิรัตน์และคนอื่นๆ (2541 : 368 อ้างถึงใน Sherif & Sherif, 1956) ได้สรุป ลักษณะ
ของเจตคตไิ ว้วา่
1. เจตคตเิ ป็นสิ่งทีต่ ้องเรียนรเู้ จตคตไิ มใ่ ช่เป็นแรงขบั ทางร่างกาย
2. เจตคติเป็นสิ่งที่คงทนถาวร แม้ว่าเจตคติเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้โดยสามารถ เปลี่ยนแปลงได้เหมือน
การเรยี นรอู้ น่ื ๆ แต่เป็นความรู้สกึ ทีฝ่ ังลึกลงไป
3. เจตคติเป็นความรูส้ ึกทแ่ี สดงโดยตรงต่อสิ่งเรา้ เป็นอยา่ งๆไป บคุ คลย่อมแสดง ความรูส้ กึ ตอ่ บคุ คลหนึ่งที่
เขารู้จกั และอาจแสดงความรสู้ ึกไม่ชอบกบั อกี คนหนง่ึ ที่เขารู้จักเช่นกนั
4. เจตคติสามารถเกิดกับทุกๆสิ่งได้ เช่นเดียวกับบุคคล วัตถุกลุ่ม สถาบันแนวความคิด และขบวนการ
ทั่วๆไป
5. เจตคตเิ ป็นพน้ื ฐานหรืออยา่ งน้อยกเ็ ป็นส่วนหนง่ึ อนั เปน็ แรงผลกั ดนั ก่อใหเ้ กิด ลักษณะนสิ ัยขนึ้ ได้
สุรางค์ โค้วตระกูล (2544: 367) ไดส้ รุปลกั ษณะของเจตคตไิ วด้ ังน้ี
1. เจตคติเป็นส่ิงทีต่ ้องเรยี นรู้
2. เจตคตเิ ปน็ แรงจงู ใจทจี่ ะทําให้บคุ คลกล้าเผชิญกับสงิ่ เร้าหรอื หลีกเล่ียง มีทง้ั บวก และลบ
3. เจตคติประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ องค์ประกอบทางปัญญาหรือการ รู้คิด (Cognitive
Component) องค์ประกอบเชิงความรู้สึก (Affective Component) และ องค์ประกอบเชิงพฤติกรรม
(Behavioral Component)
4. เจตคติเปลี่ยนแปลงได้ง่าย การเปลี่ยนแปลงเจตคติอาจจะเปลี่ยนแปลงจากบวกเป็น ลบหรือลบเป็น
บวก
5. เจตคติเปลี่ยนแปลงตามชุมชนหรือสังคมที่บุคคลนั้นเป็นสมาชิก เนื่องจากชุมชนหรือ สังคมหนึ่งๆ
อาจจะมีค่านิยมที่เป็นอดุ มการณ์พิเศษเฉพาะ
6. สังคมประกติ มีความสำคัญต่อพฒั นาการเจตคติของเด็ก โดยเฉพาะเจตคติต่อ ความคดิ และหลักการที่
เป็นนามธรรม
ศรญั ตติยากิตติ (2544 : 42) ไดส้ รุปลกั ษณะสำคญั ของเจตคติไว้ 6 ข้อ ดังนี้
1. เจตคตไิ ม่ไดต้ ิดตัวมาแตก่ ำเนิด แตเ่ กิดจากประสบการณแ์ ละการเรียนรภู้ ายหลงั จาก ส่ิงแวดล้อม
2. เจตคตเิ ปน็ พฤติกรรมภายใน ไมอ่ าจทราบไดจ้ นกว่าจะแสดงออก
3. เจตคตไิ ม่อาจจะวัดได้โดยตรง แต่สามารถอนุมานไดจ้ ากพฤติกรรมทแ่ี สดงออก
4. เจตคติเป็นสภาวะทางจิตใจท่ีมผี ลต่อความรสู้ ึกนกึ คิดและเป็นตัวกาํ หนดแนวทางใน การแสดงออก
5. พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลอาจไม่ตรงกับเจตคติก็ได้เพราะอาจมีเหตุผลทาง สังคมที่ทำให้
บคุ คลแสดงพฤตกิ รรมออกมาเช่นนน้ั
6. เจตคติอาจเปลี่ยนแปลงได้ สรุปว่า ลักษณะของเจตคติเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ มีทั้งทางบวกและทางลบ
และสามารถ เปล่ยี นแปลงไดต้ ามประสบการณแ์ ละสิ่งแวดล้อม นอกจากน้ันเจตคตยิ ังมีผลต่อความรู้สกึ นกึ คิด และ
เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการแสดงออกอีกดว้ ย
1.4 การวัดเจตคติ
ในการวดั เจตคตนิ ้นั เราจะทราบเจตคติของคนไดก้ โ็ ดยการสงั เกต การพยากรณ์ การแสดงออก คำพดู การ
กระทำหรอื พฤตกิ รรมภายนอก และการสัมภาษณ์ ซึง่ วธิ วี ัดเจตคตแิ บง่ เป็น ประเภทใหญๆ่ ได้ดังนี้(สุภัคษร อินทร,
2545 : 12)
1. ใชแ้ บบทดสอบวดั เจตคติโดยตรง ซ่ึงมกั เรยี กกนั วา่ “มาตราสว่ นวดั เจตคติ” (Attitude Scales) ท่ีนิยม
ใช้กันแพร่หลาย คือ แบบทดสอบวัดเจตคติของลิเคิร์ท (The Likert Techniques) และแบบทดสอบทางเจตคติ
ของเธอรส์ โตน (The Thustone Method)
1.1 แบบทดสอบวัดเจตคติของลิเคิร์ท (The Likert Techniques) วิธีที่นิยมกันมาก ที่สุด คือ วิธีการใช้
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 อนั ดับ คือ เห็นด้วยมากทีส่ ุด เห็นด้วย ไมแ่ นใ่ จ ไม่เหน็ ด้วย ไม่เห็นด้วย
อยา่ งยง่ิ และแตล่ ะฉบบั จะมคี ่าเป็นตัวเลข คือ 5, 4, 3, 2 และ1 ตามลำดบั
1.2 แบบทดสอบทางเจตคติของเธอร์สโตน (The Thustone Method) เปน็ มาตรา สว่ น 11 อนั ดบั ตัง้ แต่
ความรสู้ ึกพงึ พอใจมากทีส่ ุด ไปจนถึง ไมพ่ งึ พอใจมากท่สี ุด แตล่ ะอันดบั จะมีคา่
เป็นตัวเลข คือ เห็นด้วยมากทีส่ ุดได้11 คะแนน รองลงไปกเ็ ปน็ 10, 9, 8, 7, 6 ความเห็นกลางๆได้5 ต่อลงไปเปน็
4, 3, 2, 1 และไม่เห็นด้วยมากที่สุดได้0 2. วิธีการประเมินแบบมาตราส่วน (Method of Summateed Rating)
วธิ นี ส้ี ร้างข้ึนโดย ลเิ คริ ์ท (Likert, 1932) วธิ ีการประเมนิ บนมาตราสว่ นของลเิ คิร์ทนี้ แบบสอบถามจะประกอบด้วย
ข้อความต่างๆที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นของเจตคติที่ต้องการศึกษา แต่ละข้อความมีมาตรา ส่วนประกอบ แบ่ง
ความรสู้ กึ ออกเปน็ 5 ชว่ ง เทา่ ๆกัน คือ เห็นด้วยอยา่ งย่ิง เห็นดว้ ย ไมแ่ น่ใจ ไมเ่ หน็ ดว้ ย ไมเ่ ห็นดว้ ยอย่างยิ่ง ตั้งแต่
1-5 ค่า 1-2 เป็นเจตคติที่มีทิศทางลบ โดยค่า 1 เป็นระดบั ความรู้สึกสูงที่สุด ค่า 2 เป็นระดับความรูส้ ึกรองลงมา
สำหรับคา่ 3 เป็นระดับความร้สู ึกทกี่ ้ำกง่ึ ระหว่างเจตคติทางบวกและทางลบ สว่ นค่า 4 และ 5 เป็นเจตคติทางบวก
โดยค่า 5 เป็นระดับ ความรู้สึกสูงที่สุด และค่า 4 เป็นระดับความรู้สึกรองลงมา หลังจากสร้างแบบสอบถามที่มี
ข้อความ จำนวนมากพอควร นำแบบสอบถามไปใชก้ บั คนกลมุ่ หนงึ่ ท่ีมีลกั ษณะคลา้ ยกบั คนในกลมุ่ ตัวอย่างที่ ผู้สรา้ ง
ต้องการวัดเจตคติ หลังจากนั้นคัดเลือกข้อความที่แจ่มชัด ไม่คลุมเครือ มีค่าอำนาจจำแนก เหมาะสมไปใช้
แบบสอบถามจริง โดยข้อความที่นำมาใช้จริง ควรมีเนื้อความที่แสดงเจตคติทั้งด้านบวก และด้านลบจำนวน
ใกลเ้ คียงกัน (ดวงแข จงเจริญ, 2540 : 12-13)
3. วธิ กี ารใช้ความหมายแฝงคุณศพั ท์ (Semantic Differential Method) ซ่งึ วธิ กี ารนี้ ออสกูดและคนอ่ืนๆ
(รวีวรรณ อังคนุรกั ษพ์ ันธุ์, 2533 : 115-119 อ้างถงึ ใน Osgiid and others, 1955) เป็นผสู้ ร้างข้นึ ทำการคัดเลือก
คำหรือข้อความที่ต้องวัดเจตคติโดยการเลือกคำคุณศัพท์หรือ เป็นวลีที่ตรงข้ามกันเป็นจำนวนคู่ให้มากๆ คำที่
คัดเลือกมานั้นต้องมีความหมายสอดคล้องกันกับคำ หรือข้อความที่จะต้องการวัดเจตคติ การกำหนดช่วงมาตรา
และการกำหนดคะแนนโดยทั่วไปกำหนด เป็น 7 ช่วง โดยกำหนดให้มีค่าเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย หรือ
จากน้อยไปหามาก จากนั้นนำ แบบสอบถามวัดเจตคติที่สร้างขึ้นไปใช้กับบุคคลที่ต้องการวัด โดยให้ผู้ตอบท า
เครอื่ งหมายบนช่วง มาตราตามความรูส้ ึกของผตู้ อบบนคำคุณศพั ทห์ รือวลีแต่ละคู่ ดงั นน้ั จะเหน็ ได้ว่าวิธกี ารวดั เจต
คตินนั้ มหี ลายวิธซี ง่ึ ในแตล่ ะวิธีนัน้ มีขั้นตอนและวธิ ีการในการวัดแตกต่างกนั ออกไป ขึน้ อยู่กับการวัดเจตคติ นั้นใช้
กบั บคุ คลและสถานการณใ์ ด เปน็ ตน้
ในการวิจัยครงั้ น้ี ผ้วู ิจยั ใชแ้ บบสอบถามวัดเจตคติโดยได้ปรับใช้ลักษณะแบบสอบถามวัด เจตคติของลิเคิร์ท
(The Likert Technique) แบง่ ออกเปน็ 5 ระดบั คอื มากท่สี ดุ มาก ปานกลาง น้อย และนอ้ ยที่สุด
1.5 ปจั จยั ท่มี ผี ลต่อการมีเจตคตทิ แ่ี ตกต่างกนั
ประภาเพ็ญ สุวรรณ (บรรพต ขันคํา, 2546 : 16 อ้างถึงใน ประภาเพ็ญ สุวรรณ, 2526 : 65-69) ได้
กล่าวถึง ปัจจัยท่ีมผี ลต่อการมเี จตคตทิ ี่แตกต่างกนั ไวด้ งั น้ี
1. ตัวบุคคล (The Individual) ประสบการณ์ในการให้การเลี้ยงดูหรือการฝึกอบรม จะเป็นตัวกําหนด
บคุ ลกิ ภาพของบคุ คล ขณะเดียวกนั กย็ ่อมมีบุคลกิ ภาพทแ่ี ตกต่างกัน ซงึ่ บุคลิกภาพที่ แตกต่างกนั นีจ้ ะมผี ลทำให้เจต
คตขิ องบคุ คลเหลา่ น้นั แตกตา่ งกันดว้ ย นอกจากนยี้ ังมปี ัจจัยดา้ น สรรี วทิ ยา สงั คม เชน่ อายกุ ารศกึ ษา มีผลต่อเจต
คติของบคุ คล ทำใหม้ ผี ลต่อเจตคติของตนเองทมี่ ีต่อ สงิ่ ต่างๆในสงั คม
2. สัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Relation) การที่บุคคลหนึ่งจะสามารถ ทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงเจตคติหรือไม่มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะบางอย่างของบุคคล นั้น ได้แก่ ความเป็นท่ี
นา่ เช่ือถือ ความน่าสนใจ และอำนาจ คุณลักษณะเหล่าน้ีมีผลตอ่ การ เปล่ียนแปลงเจตคตินอกจากนค้ี วามแตกต่าง
กันของความเช่ือและเชือ้ ชาติจะมีผลก่อใหเ้ กิดเจตคติที่ แตกตา่ งกันของบคุ คลได้
3. กลุ่ม (The Group) บุคคลย่อมมีส่วนร่วมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก หลายคน ใน
ขณะเดยี วกันบุคคลนน้ั ก็อาจจะมีความต้องการเขา้ ไปมีสว่ นร่วมกับกลุ่มอน่ื ดว้ ย เจตคติ ของบคุ คลน้นั ย่อมขึน้ อยู่กับ
บคุ คลในกลมุ่ ท่ีเขาเปน็ สมาชิกด้วย ดงั นน้ั เจตคตขิ องบุคคลจะเปลี่ยนได้ ทางหนง่ึ ก็โดยการเปล่ียนแปลงเจตคติของ
กล่มุ
4. สัมพนั ธภาพระหว่างกลุ่ม (Intergroup Relation) กลุม่ ตา่ งๆ ถา้ มคี วามเหมือนกนั และความแตกต่าง
กันมากเท่าใดในด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรม ความแตกต่างของสังคม ความ
ขดั แย้งระหวา่ งกล่มุ บางครัง้ อาจทำใหเ้ กดิ ความแตกต่างของเจตคติ ระหวา่ งกลุม่ ขึน้ ได้ สรุปได้วา่ ปัจจยั พ้นื ฐานใน
ดา้ นตัวบุคคล สัมพันธภาพระหวา่ งบคุ คล กลมุ่ และ สมั พันธภาพระหว่างกล่มุ นน้ั ลว้ นแต่ส่งผลใหค้ นเรามีเจตคติท่ี
แตกต่างกนั
2. การสอนภาษาอังกฤษ
2.1 วิธีการสอนภาษาอังกฤษ กองวิจยั ทางการศึกษา (2546 : 18-30 อ้างอิงจากกองวิจัยทางการศกึ ษา,
2544 : 57- 114) ได้รวบรวมวธิ สี อนภาษาองั กฤษไว้ 19 วธิ ี ดังนี้
1. วิธีสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (The Communicative Approach) การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการ
ส่ือสาร หมายถึง การสอนที่ใช้เทคนิคการสอนหลายๆ แบบผสมผสานกัน ยึดหลักการสอนเพื่อการสื่อสารเป็น
สําคัญโดยการนําการสอนแบบตรง การเลียนแบบและ การท่องจําเข้ามาแทรกในการฟัง บทฟังและพูด น า
ไวยากรณ์มาแทรกในการสอน มกี ารสรปุ กฏเกณฑ์ เนน้ ทกั ษะการใชภ้ าษาเปน็ สำคญั
2. วธิ ีสอนภาษาเพ่อื ส่อื สารตามธรรมชาติ (Whole Language) การสอนภาษาเพ่ือสือ่ สาร ตามธรรมชาติ
หมายถึง การสอนภาษาทีม่ ีลกั ษณะเป็นไปตามธรรมชาติ การใช้ภาษาและ สภาพแวดล้อมทางสังคม โดยเน้นการ
พัฒนาภาษาดว้ ยการบูรณาการทกั ษะฟงั พดู อา่ น เขียน
3. วิธีสอนแบบจัดกิจกรรม 10 Minutes for Student ขั้นตอนการสอนแบบจัดกิจกรรม 10 Minutes
for Student มี 7 ขน้ั ตอน ได้แก่
ขนั้ ท่ี 1 แจ้งใหผ้ ้เู รียนทราบล่วงหนา้ วา่ แขง่ ด้วยวธิ ีใด เน้อื หาอะไร เพ่อื ให้ผูเ้ รยี น และครูเตรียมพรอ้ ม
ขน้ั ที่ 2 ทบทวนเนอื้ หาสำคัญก่อนท าการแข่งขนั เพอ่ื เพมิ่ ความมั่นใจตอ่ ผู้ทเ่ี รยี น อ่อน
ขั้นที่ 3 ผูเ้ รยี นเขียนชอื่ กลมุ่ สำหรบั ลงคะแนนไวบ้ นกระดาน
ขั้นที่ 4 ทบทวนกติกาเพื่อให้ผู้เรยี นเตรียมความพร้อมและเงียบ เพื่อให้ผู้เรียนมี สมาธิ สนใจ ตรวจสอบ
และจดจําสง่ิ ท่เี พอ่ื นปฏิบตั กิ จิ กรรมให้ดู
ขั้นที่ 5 เริ่มกิจกรรมแข่งขัน โดยเริ่มจากคนเก่งคือคนที่นั่งหน้าสุดของแต่ละกลุ่ม ออกไปปฏิบัติเป็นชดุ
แรก เพื่อให้คนที่นัง่ ท้ายแถวคือผู้ที่เรียนอ่อนได้มตี ัวอย่างให้ดซู ำ้ หลายๆ ครั้ง เพื่อจะได้เขา้ ใจและเพิ่มความมั่นใจ
มากย่ิงขนึ้ เป็นการช่วยสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้ทีเ่ รยี นอ่อนประสบผลสำเร็จได้ งา่ ยขึน้ และมกี ำลังใจท่จี ะเรียนรู้
ขน้ั ท่ี 6 การตัดสินให้คะแนน ใหเ้ สร็จสน้ิ เป็นชุด ให้ผูเ้ รียนไดม้ สี ่วนร่วมในการ วิเคราะห์ แต่ต้องฝึกในการ
เคารพกฎ กตกิ า และมีคุณธรรม ไม่เหน็ แกห่ มพู่ วกหรอื เพื่อใหไ้ ด้คะแนน เพียงอย่างเดยี ว
ขั้นที่ 7 การบันทึกคะแนนให้บันทึกไว้บนกระดานดำ เมื่อแข่งขันครบทุกคนแล้ว จึงรวมคะแนนกลุ่มใด
ได้รับคะแนนมากทสี่ ดุ จะไดร้ บั คำชมเชย กลุ่มใดได้คะแนนนอ้ ยท่ีสดุ ต้องออก กาํ ลงั กาย
4. วธิ สี อนแบบไวยากรณ์และแปล (The Grammar-Translation Method) การสอนแบบไวยากรณ์และ
แปล หมายถึง การสอนที่มวี ัตถุประสงค์เพ่ือให้ผู้เรียนมี ความสามารถในการอ่านและเห็นคณุ ค่าของบทประพนั ธ์
ภาษาต่างประเทศ และเช่อื ว่าการเรยี นรู้ ไวยากรณ์จะช่วยใหผ้ ูเ้ รียนมคี วามเข้าใจไวยากรณข์ องภาษาตนเองมากข้ึน
ชว่ ยให้พดู และเขยี นภาษา ได้ดีขึ้น วิธีสอนนี้เคยเรียกกนั วา่ “วิธสี อนแบบคลาสสิก” (Classic Method)
5. วิธีสอนแบบตรง (The Direct Method) การสอนแบบตรง หมายถึง การสอนที่มีจุดประสงค์เพื่อให้
ผเู้ รยี นใชภ้ าษาเพอ่ื ส่อื สาร ได้ มคี วามสามารถท่ีจะนำภาษาตา่ งประเทศท่เี รยี นไปใชใ้ นสงั คมทพ่ี ูดภาษาต่างประเทศ
นน้ั เนน้ การเรยี นรูข้ ้อมลู เก่ยี วกบั ชีวติ ประจําวันและวฒั นธรรมของเจ้าของภาษา จึงนยิ มใช้เจา้ ของภาษา หรือผู้ท่ีมี
ความสามารถใกล้เคียงกบั เจ้าของภาษาเป็นผู้สอน
6. วิธีสอนแบบฟัง-พูด (The Audio-Lingual Method) การสอนแบบฟัง-พูด หมายถึง การสอนที่มุ่งให้
ผเู้ รียนสามารถส่อื สารโดยใชภ้ าษาตา่ งประเทศท่ีเรยี นไดโ้ ดยผู้เรียนจะต้องฝึกภาษาท่เี รียนนั้นซ้ าๆจนเกิดเป็นนิสัย
สามารถพดู ได้ โดยไม่ต้องหยุดคดิ ผสู้ อนต้องเปน็ แบบอย่างทดี่ ใี นการใช้ภาษาใหแ้ ก่ผู้เรยี น
7. วิธีสอนตามทฤษฎีการเรียนแบบความรู้ความเข้าใจ (The Cognitive Code Learning Theory) วิธี
สอนตามทฤษฎีการเรียนแบบความรูค้ วามเข้าใจ หมายถึง การสอนที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาความสามารถที่จะ
เขา้ ใจภาษาเปน็ สำคญั เน้นการพฒั นาทกั ษะทงั้ 4 ต้งั แต่แรกเริ่มกอ่ น นำไปประยุกต์ใช้แต่ไม่ใชก่ ารฝกึ ซ้ำๆ ตามวิธี
สอนแบบฟัง-พูด
8. วิธีสอนแบบเงียบ (The Silent Way) การสอนแบบเงียบ หมายถึง การสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ใช้
ความสามารถท่จี ะใช้ภาษา ดว้ ยตนเอง ผสู้ อนเปน็ เพยี งผ้ชู ่วยเหลอื ในส่งิ ท่ีจำเป็นเท่าน้ัน ผู้เรียนจะต้องพยายามนำ
สิ่งท่ีตนรู้มาใช้ ใหเ้ กดิ ประโยชน์
9. วิธีสอนแบบการตอบสนองด้วยท่าทาง (The Total Physical Remove Method) การสอนแบบการ
ตอบสนองด้วยท่าทาง หมายถึง แนวการสอนภาษาต่างประเทศ แบบใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อการฟังเพื่อความ
เข้าใจ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ที่สนุกสนานใน การเรียนเพื่อการสื่อสารเป็นภาษาต่างประเทศ และ
กระตุ้นให้ผเู้ รียนอยากเรียนรูต้ อ่ ไป
10. วิธีสอนแบบชักชวน (Suggestopedia) การสอนแบบชักชวน หมายถึง การเรียนที่ผู้สอนมีการโน้ม
น้าวให้ผ้เู รยี นไดเ้ รยี นด้วย ความสนกุ สนานผ่อนคลายทางจิต มกี ารจดั บรรยากาศห้องเรียนให้สะดวกสบายจะช่วย
ใหเ้ กิดการ เรยี นรไู้ ด้เร็วและมปี ระสิทธิภาพ มุ่งให้ผเู้ รยี นเรียนภาษาทีใ่ ช้ส่อื สารในชีวติ ประจำวนั
11. วิธีสอนภาษาแบบกลุ่มสัมพันธ์ การสอนภาษาแบบกลุ่มสัมพันธ์ หมายถึง การสอนที่ยึดผู้เรียนเปน็
หลกั เน้นพัฒนา ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งผู้สอนกับผเู้ รยี นและระหวา่ งผู้เรยี นกบั ผู้เรียน และตอ้ งการให้ผ้เู รยี นใช้ภาษา
ท่ี เรยี นมาติดตอ่ ส่อื สารได้
12. วิธีสอนโดยใช้สื่อประสม เป็นวิธีสอนที่มีการยกระดับทักษะด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการ
เขียนให้ สูงขึ้น อีกทั้งยกระดับความเข้าใจเกณฑ์ทางภาษามากขึ้นโดยใช้สื่อประสมทั้ง 5 ในการสอน คือ บัตร
นทิ าน แถบบันทึกเสยี งนทิ าน บัตรงาน บทบาทสมมุติ แบบฝกึ อา่ นในใจและแบบฝึกหลักเกณฑ์ทาง ภาษา ข้นั ตอน
ในการใช้แต่ละสื่อขึน้ อยกู่ ับเนอ้ื หากิจกรรมและการพจิ ารณาของครผู ้สู อน
13. วิธีสอนโดยใช้เกม เป็นวิธีสอนโดยใช้เกมในการนำเข้าสู่บทเรยี นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความสนใจที่จะ
เรม่ิ เรียนหรอื เปน็ การทบทวนความรเู้ ดมิ หรอื ใส่ในข้นั การดำเนนิ การสอนเพ่ือใหก้ ิจกรรมการเรียน การสอนของครู
น่าสนใจและเป็นกิจกรรมทใ่ี ห้ผ้เู รียนเล่นในเวลาว่างใหเ้ กิดประโยชนไ์ ด้
14. วธิ ีสอนแบบมงุ่ ประสบการณ์ทางภาษา เปน็ วิธสี อนเพื่อพฒั นาทกั ษะทางการอา่ นและการเขยี นรวมถึง
การทำใหผ้ ู้เรียนมกี าร ระลกึ สิง่ ที่อา่ นได้แม่นยำและรวดเร็วข้นึ
15. วิธีสอนแบบการเรียนเพื่อรอบรู้ (Mastery Learning)การสอนวิธีนี้ของครูภาษาอังกฤษแม้จะไม่ได้
พัฒนาทกั ษะทุกดา้ นแตก่ ส็ ามารถ พฒั นาทักษะสำคัญคือการเขียน การสอนวิธีนี้ครูต้องทดสอบวดั ความรูพ้ ื้นฐาน
ของผู้เรียน ถ้าไม่ผ่าน ต้องมีการสรา้ งเสริมความรู้พื้นฐานก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มสอนโดยคำนึงถึง 5 ขั้น คือ ข้ัน
การรับรู้ ขั้น เกิดความคล่องตัว ขั้นเกิดความคงทน ขั้นนำไปประยุกต์ใช้ และขั้นปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพการณ์
หลังจากนัน้ จงึ มกี ารทดสอบย่อย ถา้ สอบไม่ผา่ นต้องซ่อมเสรมิ ซ้ำ สดุ ทา้ ยจงึ ทดสอบรวมอีกคร้ังเพื่อ ประเมนิ ผลรวม
แตล่ ะขน้ั จะเนน้ ทักษะการเขียนเป็นกจิ กรรมหลัก
16. วิธีสอนโดยใชเ้ พลง การสอนโดยใชเ้ พลง แมไ้ มม่ ีลำดบั ขัน้ สอน แต่ก็สามารถใชเ้ พลงไดท้ กุ ขั้นตอนของ
การสอนการสอนวิธีนี้จึงทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ไวยากรณ์อังกฤษและเข้าใจคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ
สงู ขน้ึ
17. วิธีสอนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านในการ จับใจความการอ่านจับ
ใจความของผู้เรียน เป็นการใช้หนังสือการอ่านและใช้ชดุ ฝึกทักษะการอา่ นใน กิจกรรมการเรียนการสอนหรอื เป็น
กิจกรรมเสรมิ ก็ได้ ซึ่งทั้งสองวธิ ีน้ีทำให้ผลฤทธ์ดิ า้ นการอา่ นของ ผู้เรียนสงู กวา่ การสอนแบบปกติ
18. วิธีสอนโดยใช้รูปแบบการสอนของบรูเนอร์ การสอนแบบนี้ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความ
คงทนในการเรยี นรู้ ภาษาองั กฤษสงู ข้นี โดยมีข้นั ตอน 3 ข้นั ตอน คอื เสนอขอ้ มูลและระบบมโนคติ ทดสอบการเกิด
มโนคตแิ ละการวเิ คราะหย์ ุทธศาสตรก์ ารคดิ
19. วิธีสอนด้วยเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือ (Co-operative Learning) วิธีสอนแบบนี้สามารถทำให้
ผู้เรียนมีทักษะบูรณาการสูงขึน้ และยังสามารถเสริมสร้าง ทักษะที่อ่านออกเสียง พูดโต้ตอบ การปฏิบัติตามคำสง่ั
การฟัง การอ่านจับใจความ การใช้ภาษาและ การเขียนสูงขึน้ ด้วย นอกจากนี้ยังเปน็ การเสรมิ ทักษะทางสังคมคือ
การท างานรว่ มกนั และมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ รว่ มกันสงู
3. วิธดี ำเนนิ การวิจัย
ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน
1 กรกฎาคม 2563 –20 กันยายน 2563
วัน เดือน ปี กจิ กรรม หมายเหตุ
17–21กรกฎาคม 2563 - ศกึ ษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์ปญั หา ผวู้ ิจัยบันทึกข้อมลู
ผวู้ ิจัยบนั ทกึ ข้อมลู
24 กรกฎาคม – - เขียนเค้าโครงงานวิจัยในช้ันเรยี น
4 สิงหาคม 2563 - ศกึ ษาเทคนิคการสรา้ งแบบสอบถาม
-ออกแบบและสร้างแบบสอบถามที่จะใชใ้ น
งานวิจยั
15–19 สงิ หาคม 2563 - นกั เรียนทำแบบสอบถาม
22-31 สิงหาคม 2563 - เกบ็ รวบรวมข้อมูลและวเิ คราะหข์ ้อมลู
5–20 กนั ยายน 2563 - สรปุ และอภปิ รายผล
- จัดทำรปู เลม่
เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวิจัย
1. แบบสอบถามวดั เจตคติ
ขน้ั ตอนการดำเนินการ
ในการดำเนินการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจดจำคำศัพท์ของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โดยใช้กิจกรรมการเขยี นคำศพั ท์ และทำแบบฝึกหดั เกย่ี วกับคำศัพท์ คณะผู้วจิ ยั ไดว้ างแผนการ
ดำเนนิ การศกึ ษา สรา้ งแบบทดสอบ และแบบฝกึ หัด โดยยดึ คำศัพทต์ ามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ และได้
ดำเนินการซ่ึงมีรายละเอียดเป็นข้นั ตอนดังนี้
1.ขัน้ วเิ คราะห์ (Analysis)
1.1 วเิ คราะหข์ ้อมลู พ้นื ฐานของผู้เรียน การวเิ คราะหผ์ เู้ รยี นไดก้ ำหนดไว้ดังน้ี
ประชากร คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนขุนห้วยตาก
พัฒนาศึกษา มีจำนวน 2 ห้องเรียน หอ้ งเรียนละ 23-25 คน รวมท้งั สน้ิ 58 คน
1.2 วเิ คราะห์ทศั นคตติ อ่ การเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษของนักเรยี น โดยการหาคา่ เฉล่ยี และระดับทศั นคติ
2. ขัน้ ออกแบบ (Design)
ผู้วจิ ยั ดำเนนิ การสร้างแบบวดั เจตคติของนักเรียนต่อวิชาภาษาองั กฤษโดยมลี ำดบั ขัน้ ตอนการสร้างดังนี้
ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบสอบถามวัดเจตคติจากเอกสารต่างๆ สร้างแบบวัดเจตคติของนักเรียน ที่มีต่อวิชา
ภาษาองั กฤษจำนวน 15 ข้อ โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวธิ ีการของ Likert ซ่งึ มีตัวเลือกให้เลือก 5
ขอ้ โดยถอื เกณฑน์ ้ำหนกั ในการให้คะแนนตัวเลอื กของขอ้ คำถามประเภทบวกและประเภทลบดงั น้ี (บญุ เรียง ขจร
ศลิ ป,์ 2530)
เจตคติตามนิยามของเทอร์สโตน (Thurstone) ที่กำหนด เจคติให้มีเพียงองค์ประกอบด้วย คือ ความรู้สึกหรือ
อารมณห์ รอื ความคิดทม่ี ีต่อสิง่ หน่งึ ดังน้นั การสรา้ งเครอื่ งมอื ของลเิ คริ ท์ จงึ มุ่งถามตรง ๆ ลงไปที่ "ความรูส้ ึก" หรือ
"ความคิด" ("ความเห็น") ซง่ึ เป็นข้อคำตอบออกจากใจของผถู้ ูกถาม โดยถามทำนองว่า ทา่ นเห็นดว้ ยกบั สง่ิ ที่กำหนด
ในระดับใด ให้เลือกได้ ๕ ระดับ หรือ ๗ ระดับ (พัฒนาขึ้นภายหลัง) ดังภาพว่าเห็นด้วยอยู่ในระดับใด ก่อนจะ
ตคี วามหมายเทียบกับเกณฑต์ อ่ ไปนี้
ขอ้ คำถามประเภททางบวก ขอ้ คำถามประเภททางลบ
Favorable Statement Unfavorable Statement
เห็นดว้ ยอย่างย่งิ ให้ 5 คะแนน ไม่เห็นด้วยอยา่ งยิง่ ให้ 5 คะแนน
เห็นดว้ ย ให้ 4 คะแนน ไม่เหน็ ดว้ ย ให้ 4 คะแนน
ไม่แนใ่ จ ให้ 3 คะแนน ไม่แนใ่ จ ให้ 3 คะแนน
ไมเ่ ห็นดว้ ย ให้ 2 คะแนน เหน็ ด้วย ให้ 2 คะแนน
ไม่เหน็ ดว้ ยอยา่ งย่งิ ให้ 1 คะแนน เหน็ ดว้ ยอย่างย่ิง ให้ 1 คะแนน
กำหนดเกณฑ์ในการคดิ คะแนนเฉลี่ยของแบบสอบถามตามเกณฑ์ของ ศกั ด์ิชยั เสรรี ัฐ (2530) ดงั นี้
คะแนนเฉลยี่ มีคา่ น้อยกวา่ 1.55 แสดงวา่ มีเจตคตทิ ่ไี มด่ ีอยา่ งมากตอ่ วชิ าภาษาอังกฤษ
คะแนนเฉลยี่ ระหว่าง 1.56 – 2.55 แสดงว่ามเี จตคติท่ีไมด่ ตี ่อวิชาภาษาองั กฤษ
คะแนนเฉล่ยี ระหว่าง 2.56 – 3.55 แสดงวา่ มเี จตคตปิ านกลางตอ่ วิชาภาษาอังกฤษ
คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 3.56 – 4.55 แสดงว่ามเี จตคติทดี่ ีต่อวิชาภาษาองั กฤษ
คะแนนเฉลย่ี มากกวา่ 4.55 แสดงว่ามเี จตคติทดี่ อี ยา่ งมากตอ่ วชิ าภาษาอังกฤษ
นำแบบวัดเจตคติที่สร้างขนึ้ เสนอต่อทปี่ รึกษางานวิจัยเพื่อตรวจสอบแกไ้ ขนำแบบวัดเจตคติมาปรับปรุงแก้ไขก่อน
นำไปใชจ้ ริง
3. ขั้นดำเนนิ การ
ในการวิจยั คร้ังน้ี ผู้วิจยั ได้มีการดำเนินการดงั นี้
3.1 นำแบบวัดเจตคติของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 ที่มตี อ่ วิชาภาษาองั กฤษใหน้ ักเรยี นชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 6 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนขนุ หว้ ยตากพัฒนาศกึ ษา จำนวน 58 คน ทำเพอื่ วดั
เจตคตขิ องนกั เรยี น และทำการบันทกึ คะแนน
3.2 ดำเนนิ การหาค่าเฉล่ียของแต่ละข้อคำถาม
3.3 ดำเนินการหาคา่ เฉลี่ยของแบบสอบถามวดั เจตคตทิ ัง้ ฉบับและเขยี นสรุป
4. วิเคราะหข์ อ้ มูล
4.1 วเิ คราะห์ข้อมูล
- วเิ คราะหผ์ ลจากคะแนนท่ไี ด้จากการทำแบบสอบถามวัดเจตคติ
4.2 สถิตทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
4.2.1 การหาค่าเฉล่ยี ( x )
(x) = x
N
เมื่อ x = ค่าเฉล่ีย
X = คะแนนทไี่ ด้
N = จำนวนนกั เรียนท้ังหมด
= ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด
4. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
เป็นการวเิ คราะห์ข้อมูลทีไ่ ด้จากการตอบแบบสอบถามวดั เจตคตทิ ี่มีตอ่ วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชน้ั
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นขนุ ห้วยตากพฒั นาศึกษา
ตารางท่ี 1 แสดงผลการวิเคราะหแ์ บบสอบถามวัดเจตคตขิ องนกั เรยี นท่มี ีต่อวชิ าภาษาอังกฤษ
ความคิดเหน็ ของนักเรยี น ค่าเฉลย่ี
1. วิชาภาษาอังกฤษเป็นวชิ าท่นี า่ สนใจ 3.16
2. ข้าพเจา้ ร้สู ึกหงดุ หงิดเม่ือเรยี นภาษาอังกฤษ 3.05
3. การเรยี นวิชาภาษาอังกฤษเปน็ สิง่ ทนี่ ่าเบอื่ หนา่ ย 2.88
4.วชิ าภาษาองั กฤษเปน็ วชิ าที่ทำใหเ้ กดิ ความสนุกสนาน 3.03
5.ข้าพเจา้ ไมส่ บายใจทกุ ครง้ั เม่อื เรียนภาษาองั กฤษ 2.98
6.วชิ าภาษาองั กฤษเป็นวชิ าท่ีทำให้เปน็ คนกล้าแสดงออก 3.12
7. วิชาภาษาองั กฤษเป็นวชิ าทตี่ อ้ งใชส้ มองมาก 3.59
8. การเรยี นวชิ าภาษาองั กฤษไมช่ ่วยใหช้ วี ิตก้าวหนา้ 2.74
9. ข้าพเจ้ารสู้ ึกสดชนื่ เมื่อทำงานวชิ าภาษาองั กฤษ 2.97
10. วชิ าภาษาอังกฤษเปน็ วชิ าที่เรยี นร้ไู ด้ยากมาก 3.64
11.วชิ าภาษาอังกฤษทำให้เกิดความคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์ 3.55
12. วิชาภาษาองั กฤษเป็นวิชาทีฝ่ กึ ฝนไดง้ ่าย 2.97
13. ภาษาองั กฤษช่วยในการประกอบอาชีพ 3.88
14. ภาษาองั กฤษไมไ่ ด้ชว่ ยให้บ้านเมอื งเจรญิ 2.55
15.ข้าพเจ้ามีความสุขมากเมือ่ ได้เรยี นวชิ าภาษาองั กฤษ 3.34
47.45
รวม 3.16
เฉลยี่
จากตารางท่ี 1 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ โดยเฉลี่ยจากแบบสอบถาม
ท้งั หมดได้ 3.16 คะแนน ซง่ึ เมือ่ เปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ทกี่ ำหนดไว้ จะอยู่ในชว่ งคะแนนในระดับปานกลาง ซง่ึ ถือว่า
นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 มเี จตคติต่อวชิ าภาษาองั กฤษในระดบั ปานกลาง
5. สรุป อภปิ รายผล และ ข้อเสนอแนะ
จากการศกึ ษาวจิ ัยในชนั้ เรียนครัง้ น้ี มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื วัดเจตคติของนกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี
6 ที่มีต่อวิชาภาษาอังกฤษเพื่อนำผลการวิจัยมาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาในการเรียนการสอนและเพื่อให้
นักเรียนมเี จตคติทด่ี ตี ่อการเรียนภาษาอังกฤษ เหน็ ประโยชนแ์ ละคุณค่าของภาษาองั กฤษ โดยใชแ้ บบสอบถามเพ่ือ
วดั เจตคติของนักเรียนจำนวน 15 ข้อ โดยได้ทำการสอบถามจากกลมุ่ ตวั อยา่ งซงึ่ เป็นนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี
6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนขุนห้วยตากพัฒนาศึกษา จำนวน 58 คน ผู้วิจัยได้ทำวิจัยโดยให้
นกั เรยี นทำแบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรยี นทีม่ ตี ่อการเรยี นภาษาองั กฤษ โดยสามารถวิเคราะห์ผลไดด้ ังน้ี
สรุปผลการศกึ ษาวจิ ยั
จากการศึกษาและวิเคราะห์คา่ เฉลี่ยของคะแนนที่ไดจ้ ากแบบสอบถามวัดเจตคตขิ องนกั เรยี น แสดงให้เห็น
ว่า คะแนนเฉล่ยี ของแบบสอบถามทัง้ 15 ข้อ เกีย่ วกับวิชาภาษาองั กฤษทั้งขอ้ คำถามประเภททางบวกและทางลบ มี
คา่ เท่ากับ 3.16 ซ่ึงแปลความไดว้ า่ นักเรียนมีเจตคติในระดับปานกลางตอ่ วิชาภาษาอังกฤษ
อภปิ รายผลการศกึ ษา
จากการสร้างแบบสอบถามวัดเจตคติชองนักเรียนท่ีมตี อ่ วชิ าภาษาอังกฤษของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี
6 ในคร้ังนีส้ ามารถอภิปรายผลไดด้ ังน้ี
1. พบว่านักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ ในระดับคะแนนเฉลี่ย 3.16 ซึ่งเป็นระดับคะแนนท่ี
พอใช้ ของระดับเจตคติปานกลาง ซึ่งจากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของแต่ละข้อคำถามทั้งประเภท
ทางบวกและทางลบพบว่า อาจมผี ลมาจากการทนี่ ักเรยี นส่วนใหญ่เกิดความสับสนกบั ขอ้ คำถามที่เป็น
ข้อคำถามประเภททางลบ
ขอ้ เสนอแนะ
1. ในการสร้างแบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาภาษาอังกฤษ อาจเป็นในรูปของการ
สัมภาษณ์ หรือการให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นบ้างก็ได้ หรืออาจจะลองเปรียบเทียบเจตคติของ
นักเรียนที่มีต่อวิชาภาษาอังกฤษกับวิชาอื่นๆ เพ่ือที่จะเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการ
พฒั นาการเรียนการสอนต่อไป
2. ในการวิจัยครั้งต่อไปอาจลดปริมาณของกลุ่มตวั อย่างลงและอาจเจาะจงทำการวิจัยกลุ่มนักเรียนใน
ระดับชนั้ อืน่ ๆ ต่อไป
ชื่องานวิจยั แบบฟอรม์ รายงานการวิจัยชน้ั เรียน ปกี ารศึกษา 2563
ชอ่ื ผวู้ จิ ัย การศึกษาเจตคติท่ีมีตอ่ วชิ าภาษาองั กฤษของนักเรยี นใน
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ระดบั ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนขุนหว้ ยตากพัฒนาศึกษา
นายอทิ ธพิ ทั ธ์ เผา่ กันทะ
ภาษาตา่ งประเทศ
เค้าโครงการทำวิจยั ในช้นั เรียน มี ไมม่ ี
ทมี่ าความสำคัญของการวจิ ยั มี ไมม่ ี
ออกแบบเก็บขอ้ มูล เสรจ็ ไมเ่ สรจ็
เกบ็ ข้อมูลเรียบร้อย เสรจ็ ไมเ่ สร็จ
แปลผลและอภิปรายผล เสร็จ ไมเ่ สรจ็
สรุปเป็นรปู เลม่ เสร็จ ไมเ่ สรจ็
..........................................
นายอทิ ธพิ ัทธ์ เผ่ากนั ทะ
ผู้วิจัย
ตารางการทำวจิ ยั ในชนั้ เรยี น
วัน เดือน ปี กิจกรรม หมายเหตุ
17–21กรกฎาคม 2563
24 กรกฎาคม – - ศึกษาสภาพปญั หาและวเิ คราะหป์ ญั หา
4 สงิ หาคม 2563
- เขียนเค้าโครงงานวจิ ยั ในช้ันเรยี น
15–19 สงิ หาคม 2563
22-31 สงิ หาคม 2563 - ศกึ ษาเทคนคิ การสร้างแบบสอบถาม
5–20 กันยายน 2563
- ออกแบบและสรา้ งแบบสอบถามที่จะใช้ใน
งานวิจัย
- นักเรียนทำแบบสอบถาม ผวู้ ิจยั บนั ทกึ ข้อมูล
- เก็บรวบรวมข้อมูลและวเิ คราะหข์ อ้ มลู ผ้วู จิ ยั บันทกึ ข้อมูล
- สรปุ และอภปิ รายผล
- จดั ทำรูปเล่ม
เอกสารอา้ งอิง
ดวงแข จงเจรญิ . 2540. การศกึ ษาทัศนคติของนกั ศึกษาระดบั มธั ยมปลาย วธิ เี รยี นทางไกลทมี่ ี
ต่อโรคเอดส์ในจงั หวัดกาญจนบุรี. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาผู้ใหญ่). กรุงเทพฯ :
บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถา่ ยเอกสาร.
ดวงเนตร เชยประเสรฐิ . 2551. การศกึ ษาเจตคติของผูป้ กครองตอ่ การเรยี นรูส้ องภาษาของเด็ก
ปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
บุญเรยี ง ขจรศิลป.์ 2530 ก วธิ ีวิจัยทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: ฟสิ ิกส์เซ็นเตอร์การพิมพ์.
นพนัฐ จำปาเทศ. 2542. ความรเู้ จตคติการปฏบิ ัติในการดำเนินงานสุขศึกษาเกย่ี วกบั เอดส์ของ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสถานีอนามัย จังหวัดสมุทรปราการ. ปริญญานิพนธ์กศ.ม.(สุข
ศกึ ษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร
สรุ างค์ โค้วตระกลู . 2544. จิตวิทยาการศกึ ษา. พิมพค์ รง้ั ที่ 5. กรงุ เทพฯ : สำนักพมิ พ์
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
สุภัคษร อนิ ทร. 2545. ความร้เู จตคติและการปฏิบตั ิของผู้บรหิ าร ครผู ปู้ กครอง สังกดั สำนักงาน
การประถมศึกษา จงั หวัดสพุ รรณบรุ ใี นการดำเนินการปฏริ ูปการเรียนร้รู ะดับปฐมวยั .
ศกั ดช์ิ ยั เสรีรัตน์. 2530. การพัฒนาโปรแกรมทใี่ ช้กบั ไมโครคอมพิวเตอรส์ ำหรบั การสอนซ่อม
เสริมในวิชาคณติ ศาสตร์ ค 204 เร่ือง “สมการ”.กรงุ เทพฯ: วิทยานิพนธป์ รญิ ญาโท,
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์.
ศรัญ ตติยากติ ติ. 2544. การศึกษาเจตคติของผูป้ กครองทมี่ ีต่อของเลน่ . สารนิพนธก์ ศ.ม.
(จิตวิทยาการแนะแนว). กรุงเทพฯ : บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.ถา่ ย
เอกสาร
Ellis, R. 1994. The study of second language acquisition. Oxford: Oxford University Press.
Gillette, Babara. 1987. Two Successful Language Learners: An Introspective Approach.
Introspection in Second Language Research. Edited by Clas Fxrch
Gabriele Kasper. Clevedon : Multiplelingual Matters Ltd.
Krashen, S.D. 1982. Principles and Practice in Second Language Acquisition. Oxford: Oxford
University Press.
Likert, Rensis. 1961. New Pattern of Management. Tokyo: McGraw-Hill Book Company.
ภาคผนวก
แบบสอบถามเพอ่ื วัดเจตคติของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรยี นขนุ หว้ ยตากพฒั นาศกึ ษา
ทีม่ ีต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
คำชแ้ี จง :
1. แบบสอบถามฉบับน้ีสรา้ งข้ึนเพอื่ วัดความคิดเหน็ ที่ผู้เรียนมตี อ่ การเรียนวชิ าภาษาองั กฤษ
2. แบบสอบถามฉบับน้ี มี 2 ตอน
ตอนที่ 1 ขอ้ มูลเก่ยี วกับผตู้ อบ
ตอนที่ 2 ข้อมูลเกีย่ วกบั ความคิดเหน็ ของผู้ตอบที่มีต่อการเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษ
ตอนที่ 1 ข้อมลู ทวั่ ไปเกี่ยวกบั ผู้ตอบ
คำช้แี จง : แบบสอบถามนี้ออกแบบข้ึนเพื่อสอบถามข้อมลู ท่วั ไปเกย่ี วกบั ผู้ตอบ
โปรดใสเ่ ครอ่ื งหมาย / ลงในช่อง ทเี่ หมาะสมกับคำตอบของทา่ น
1. อายุ 10 -11 12-13
2. ผลการเรยี นวชิ าภาษาองั กฤษในภาคเรียนที่ 2/2562
เกรด 0 เกรด 1 เกรด 2
เกรด 3 เกรด 4
ตอนที่ 2: ความเหน็ ของผู้ตอบทีม่ ีต่อการเรยี นวิชาภาษาองั กฤษ
คำชแ้ี จง : แบบสอบถามนี้ จัดทำขนึ้ เพื่อสอบถามความคิดเห็นเก่ยี วกับการเรียนวชิ าภาษาอังกฤษ
โปรดอา่ นข้อความดว้ ยความรอบคอบและใสเ่ ครือ่ งหมาย / ในชอ่ งวา่ งท่ีตรงกับความคดิ เห็นของท่าน ตอ่ การเรยี น
วิชาภาษาอังกฤษ
5 = เห็นด้วยอย่างยง่ิ 4 = เหน็ ด้วย 3 = ไม่แนใ่ จ 2 = ไมเ่ หน็ ดว้ ย 1 = ไม่เห็นด้วยอย่างยิง่
ตวั อยา่ ง :
ความคดิ เห็นของนกั เรียน เห็นดว้ ย เห็น ไมแ่ น่ใจ ไม่เห็น ไมเ่ ห็นดว้ ย
อย่างย่ิง ด้วย 3 ด้วย อย่างยง่ิ
54 21
การเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษเปน็ วชิ าท่ีเรยี นร้ไู ดง้ า่ ย /
ความคิดเห็นเกีย่ วกบั การเรียนวิชาภาษาองั กฤษ
ความคดิ เห็นของนกั เรยี น เห็นดว้ ย เหน็ ไม่ ไม่เหน็ ไมเ่ ห็น
อย่างย่งิ ดว้ ย
1. วชิ าภาษาองั กฤษเปน็ วิชาทีน่ ่าสนใจ แนใ่ จ ดว้ ย ด้วยอย่าง
2. ขา้ พเจา้ รู้สกึ หงุดหงิดเมอ่ื เรียนภาษาอังกฤษ 5 4
3. การเรียนวชิ าภาษาอังกฤษเป็นสง่ิ ทนี่ ่าเบอื่ หนา่ ย ยง่ิ
4.วิชาภาษาอังกฤษเปน็ วชิ าทีท่ ำให้เกิดความสนุกสนาน
5.ข้าพเจ้าไมส่ บายใจทกุ ครั้งเม่ือเรยี นภาษาอังกฤษ 32 1
6.วิชาภาษาองั กฤษเป็นวิชาทท่ี ำใหเ้ ป็นคนกลา้ แสดงออก
7. วิชาภาษาองั กฤษเปน็ วชิ าท่ีตอ้ งใช้สมองมาก
8. การเรียนวชิ าภาษาอังกฤษไม่ชว่ ยใหช้ ีวิตก้าวหน้า
9. ข้าพเจ้ารสู้ กึ สดชื่นเมือ่ ทำงานวิชาภาษาองั กฤษ
10. วิชาภาษาอังกฤษเปน็ วิชาทเี่ รียนร้ไู ด้ยากมาก
11.วชิ าภาษาองั กฤษทำใหเ้ กิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
12. วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาทฝี่ ึกฝนได้งา่ ย
13. ภาษาอังกฤษช่วยในการประกอบอาชีพ
14. ภาษาองั กฤษไมไ่ ดช้ ่วยให้บา้ นเมืองเจรญิ
15.ขา้ พเจ้ามคี วามสขุ มากเม่อื ได้เรียนวิชาภาษาองั กฤษ
ขอบคณุ ท่ใี ห้ความร่วมมอื
ตารางท่ี 2 ผลการแสดงคะแนนของเจตคติของนักเรยี นทมี่ ีต่อวิชาภาษาองั กฤษของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี
6
ความคิดเหน็ เกีย่ วกบั การเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
ความคดิ เห็นของนักเรียน เห็นด้วย เหน็ ไม่ ไม่เห็น ไมเ่ ห็น
อย่างยิง่ ดว้ ย แนใ่ จ ดว้ ย ดว้ ยอยา่ ง
5 ยง่ิ
432 1
1. วชิ าภาษาอังกฤษเป็นวิชาทนี่ ่าสนใจ 12 9 20 11 5
2. ขา้ พเจา้ รสู้ กึ หงดุ หงดิ เม่ือเรียนภาษาอังกฤษ 15 7 13 12 11
3. การเรียนวชิ าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งทน่ี ่าเบ่ือหน่าย 16
4.วิชาภาษาอังกฤษเป็นวชิ าท่ที ำให้เกดิ ความสนุกสนาน 10 12 13 7 8
5.ขา้ พเจา้ ไม่สบายใจทกุ ครง้ั เมอ่ื เรยี นภาษาอังกฤษ 14
6.วชิ าภาษาองั กฤษเป็นวชิ าท่ที ำให้เป็นคนกลา้ แสดงออก 9 13 15 13 11
7. วิชาภาษาองั กฤษเป็นวชิ าท่ตี ้องใช้สมองมาก 6
8. การเรียนวิชาภาษาองั กฤษไม่ช่วยให้ชีวติ กา้ วหน้า 11 13 12 8 15
9. ข้าพเจ้ารู้สกึ สดชืน่ เมอ่ื ทำงานวชิ าภาษาองั กฤษ 11
10. วชิ าภาษาอังกฤษเป็นวิชาทเี่ รยี นรู้ไดย้ ากมาก 14 10 14 9 6
11.วิชาภาษาองั กฤษทำใหเ้ กิดความคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรค์ 4
12. วิชาภาษาองั กฤษเปน็ วิชาท่ฝี ึกฝนได้งา่ ย 20 14 10 8 14
13. ภาษาอังกฤษช่วยในการประกอบอาชีพ 3
14. ภาษาองั กฤษไม่ไดช้ ว่ ยให้บ้านเมืองเจริญ 8 13 8 14 21
15.ขา้ พเจ้ามีความสขุ มากเม่ือได้เรยี นวิชาภาษาอังกฤษ 8
13 9 10 15
21 15 8 8
18 13 14 9
13 10 11 10
21 17 15 2
8 8 13 8
16 12 14 8
ตารางที่ 3 แสดงการหาค่าของแตล่ ะขอ้ คำถาม
ความคิดเหน็ เก่ียวกบั การเรียนวชิ าภาษาอังกฤษ
ความคิดเหน็ ของนกั เรียน เห็นดว้ ย เห็น ไม่ ไม่เหน็ ไม่เห็นดว้ ย
อยา่ งย่ิง ด้วย แน่ใจ ดว้ ย อย่างยิง่
5 4 32 1
1. วชิ าภาษาองั กฤษเปน็ วชิ าทน่ี า่ สนใจ 12x5 9 x4 20 x3 11 x2 5 x1
2. ข้าพเจ้ารสู้ ึกหงุดหงดิ เมอื่ เรยี นภาษาองั กฤษ 15 x5 7 x4 13 x3 12 x2 11 x1
3. การเรยี นวิชาภาษาอังกฤษเป็นส่งิ ท่ีน่าเบอื่ หน่าย 10 x5 12 x4 13 x3 7 x2 16 x1
4.วิชาภาษาองั กฤษเปน็ วิชาทท่ี ำใหเ้ กิดความสนกุ สนาน 9 x5 13 x4 15 x3 13 x2 8 x1
5.ข้าพเจา้ ไมส่ บายใจทกุ ครัง้ เมอื่ เรยี นภาษาอังกฤษ 11 x5 13 x4 12 x3 8 x2 14 x1
6.วิชาภาษาองั กฤษเปน็ วิชาทที่ ำให้เป็นคนกลา้ แสดงออก 14 x5 10 x4 14 x3 9 x2 11 x1
7. วชิ าภาษาอังกฤษเป็นวชิ าทีต่ ้องใช้สมองมาก 20 x5 14 x4 10 x3 8 x2 6 x1
8. การเรียนวิชาภาษาองั กฤษไม่ช่วยให้ชีวิตกา้ วหน้า 8 x5 13 x4 8 x3 14 x2 15 x1
9. ขา้ พเจ้ารู้สกึ สดชืน่ เมือ่ ทำงานวชิ าภาษาอังกฤษ 13 x5 9 x4 10 x3 15 x2 11 x1
10. วชิ าภาษาองั กฤษเปน็ วชิ าทเ่ี รียนรู้ไดย้ ากมาก 21 x5 15 x4 8 x3 8 x2 6 x1
11.วชิ าภาษาอังกฤษทำใหเ้ กิดความคดิ ริเริม่ สร้างสรรค์ 18 x5 13 x4 14 x3 9 x2 4 x1
12. วิชาภาษาองั กฤษเปน็ วชิ าท่ฝี กึ ฝนได้งา่ ย 13 x5 10 x4 11 x3 10 x2 14 x1
13. ภาษาองั กฤษชว่ ยในการประกอบอาชีพ 21 x5 17 x4 15 x3 2 x2 3 x1
14. ภาษาองั กฤษไม่ไดช้ ว่ ยใหบ้ า้ นเมืองเจรญิ 8 x5 8 x4 13 x3 8 x2 21 x1
15.ขา้ พเจ้ามีความสุขมากเมอื่ ไดเ้ รยี นวิชาภาษาอังกฤษ 16 x5 12 x4 14 x3 8 x2 8 x1
ตารางที่ 4 แสดงคะแนนรวมของแตล่ ะขอ้ คำถาม เหน็ ดว้ ย เห็น ไม่ ไม่เห็น ไมเ่ ห็นด้วย
อย่างยงิ่ ด้วย แนใ่ จ ดว้ ย อย่างย่งิ
ความคดิ เห็นของนกั เรยี น
5 4 32 1
1. วิชาภาษาองั กฤษเป็นวิชาท่ีน่าสนใจ 36
2. ข้าพเจ้ารสู้ กึ หงดุ หงดิ เม่ือเรยี นภาษาองั กฤษ 60 60 22 5
3. การเรยี นวิชาภาษาองั กฤษเปน็ ส่งิ ที่นา่ เบ่ือหนา่ ย 28
4.วชิ าภาษาองั กฤษเป็นวชิ าท่ีทำให้เกิดความสนุกสนาน 75 48 39 24 11
5.ข้าพเจ้าไมส่ บายใจทุกครงั้ เมอื่ เรียนภาษาองั กฤษ 50 52 39 14 16
6.วิชาภาษาอังกฤษเปน็ วชิ าที่ทำใหเ้ ปน็ คนกลา้ แสดงออก 45 52 45 26 8
7. วชิ าภาษาอังกฤษเปน็ วิชาท่ีต้องใชส้ มองมาก 55 40 36 16 14
8. การเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษไมช่ ว่ ยใหช้ ีวิตกา้ วหน้า 70 56 42 18 11
9. ขา้ พเจา้ รสู้ ึกสดช่ืนเมอ่ื ทำงานวิชาภาษาอังกฤษ 100 52 30 16 6
10. วิชาภาษาองั กฤษเป็นวชิ าทเี่ รยี นรูไ้ ด้ยากมาก 40 36 24 28 15
11.วิชาภาษาองั กฤษทำใหเ้ กิดความคดิ รเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ 65 60 30 30 11
12. วชิ าภาษาองั กฤษเปน็ วิชาที่ฝึกฝนได้งา่ ย 105 52 24 16 6
13. ภาษาอังกฤษชว่ ยในการประกอบอาชีพ 90 40 42 18 4
14. ภาษาอังกฤษไมไ่ ดช้ ่วยให้บ้านเมืองเจรญิ 65 68 33 20 14
15.ข้าพเจา้ มคี วามสุขมากเม่อื ไดเ้ รยี นวชิ าภาษาอังกฤษ 105 32 45 4 3
40 48 39 16 21
80 42 16 8
ตารางท่ี 5 แสดงคะแนนเฉลี่ยของแต่ละข้อคำถามและคะแนนเฉลยี่ โดยรวม
ความคดิ เหน็ ของนกั เรียน คา่ เฉลย่ี
1. วชิ าภาษาองั กฤษเป็นวชิ าท่นี า่ สนใจ 3.16
2. ขา้ พเจา้ รสู้ กึ หงดุ หงดิ เมื่อเรยี นภาษาอังกฤษ 3.05
3. การเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษเปน็ สิ่งทน่ี ่าเบื่อหนา่ ย 2.88
4.วิชาภาษาองั กฤษเปน็ วิชาทีท่ ำให้เกดิ ความสนุกสนาน 3.03
5.ข้าพเจ้าไม่สบายใจทกุ ครั้งเมือ่ เรียนภาษาองั กฤษ 2.98
6.วชิ าภาษาองั กฤษเป็นวชิ าที่ทำใหเ้ ปน็ คนกลา้ แสดงออก 3.12
7. วชิ าภาษาอังกฤษเป็นวิชาทต่ี อ้ งใช้สมองมาก 3.59
8. การเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษไม่ช่วยใหช้ วี ติ กา้ วหน้า 2.74
9. ข้าพเจ้ารูส้ กึ สดชนื่ เมอ่ื ทำงานวชิ าภาษาองั กฤษ 2.97
10. วิชาภาษาองั กฤษเปน็ วชิ าทเี่ รียนรู้ได้ยากมาก 3.64
11.วิชาภาษาอังกฤษทำใหเ้ กิดความคดิ ริเร่มิ สรา้ งสรรค์ 3.55
12. วิชาภาษาอังกฤษเปน็ วิชาท่ีฝึกฝนได้งา่ ย 2.97
13. ภาษาองั กฤษช่วยในการประกอบอาชีพ 3.88
14. ภาษาองั กฤษไม่ไดช้ ว่ ยใหบ้ า้ นเมอื งเจริญ 2.55
15.ข้าพเจา้ มีความสุขมากเมื่อไดเ้ รยี นวชิ าภาษาอังกฤษ 3.34
47.45
รวม 3.16
เฉลีย่
ประวตั ผิ ้ศู ึกษาวจิ ยั
ชื่อ - สกลุ นายอิทธิพทั ธ์ เผ่ากนั ทะ
วันเดอื นปีทีเ่ กิด 13 กมุ ภาพันธ์ 2537
ประวัตกิ ารศึกษา ศลิ ปศาสตร์บัณฑติ สาขาภาษาอังกฤษ ภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษ
การศกึ ษาบัณฑติ สาขาการศึกษา ภาษาอังกฤษ
ครู โรงเรยี นขนุ หว้ ยตากพฒั นาศกึ ษา
กลมุ่ สาระภาษาต่างประเทศ