The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social bl402, 2020-11-02 08:23:30

นาฏศิลป์ไทย

นาฏศิลป์ไทย

นาฏศิลปไทย

คํานาํ

นาฏศลิ ปตะวันออก เปนหนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ ทีมจี ดุ ประสงคเ์ พอื ให้คณะผ้จู ดั ทําได้ฝกการ
สร้างองคค์ วามรู้เกียวกับภูมปิ ญญาไทยโดยใช้วธีการทางประวัติศาสตร์อยา่ งเปนระบบ แนวทาง
และการมีสว่ นร่วม การอนุรักษ์ภมู ปิ ญญาไทยและวัฒนธรรมไทย ซึงเปนสว่ นหนงึ ของวชา
ประวัตศิ าสตร์ไทย (ส31102) ทงั นหี นังสือหนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ สน์ ีมีเนอื หาความรู้เกียวกับ
นาฏศิลปตะวันออกซงึ เปนภมู ิปญญาและวัฒนธรรมไทย ทีสะท้อนใหเ้ ห็นถึงวถชี วี ตความรู้ ความ
สามารถของคนไทย อนั เกดิ จากการสงั สมสติปญญาความรู้ทหี ลากหลายและมกี ารผสมผสานใหม้ ี
ความเหมาะสมกบั ปฏิสมั พันธท์ างธรรมชาติและความเปนสังคมพหุวัฒนธรรมทมี ีการถ่ายทอดจาก
รุ่นส่รู ุ่นจนเปนมรดกทางวัฒนธรรม
หวังว่าหนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ นาฏศลิ ปตะวันออก เล่มนีจะใหค้ วามรู้ และแนวทางในการนาํ ไป
ประยกุ ต์ใช้ในชวี ตประจาํ วันแกผ่ ูอ้ า่ น เพือเปนประโยชน์ในการพฒั นาตนเอง และการอนุรักษ์
สบื ทอดภูมิปญญาและวัฒนธรรมให้คงอยู่สบื ไป

คณะผู้จัดทํา

สารบญั 3
4
ประวตั แิ ละความเปนมาของนาฏศลิ ปไทย 5
นาฏศลิ ปมีกปี ระเภท 7
เครอื งแต่งกาย 9
ทา่ ราํ และนาฏยศัพท์ 12
ประเภทของการแสดง
วงดนตรที ใี ชป้ ระกอบ

ประวตั แิ ละความเปนมา
ของนาฏศลิ ปไทย

ประวัตนิ าฏศลิ ปไทย

นาฏศลิ ปไทย เปนศิลปะแหง่ การฟอนราํ ทมี ีสมมติฐานมาจากธรรมชาตแิ ต่ได้
รบั การตกแต่งและปรับปรุงใหง้ ดงามยิงขึน จนกอ่ ใหเ้ กดิ อารมณ์สะเทอื นใจแก่ผดู้ ู
ผชู้ มโดยแท้จรงิ แล้วการฟอนราํ กค็ ือ ศลิ ปะของการเคลือนไหวอวัยวะตา่ ง ๆ ของ
มนษุ ย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ หนา้ ตา ฯลฯ ดว้ ยเหตุนีธรรมชาตทิ เี ปนพืนฐานเบอื ง
ตน้ ของการฟอนรําจึงมาจากอิรยิ าบทตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ ไดแ้ ก่ ยืน เดิน นัง นอน
ฯลฯ ตามปกติการเดินของคนเราจะกา้ วเทา้ พร้อมทงั แกวง่ แขนสลบั กันไปเชน่ เมือ
ก้าวเทา้ ซา้ ยก็จะแกวง่ แขนขวาออก และเมอื ก้าวเทา้ ขวากจ็ ะแกว่งแขนซา้ ยออก
สลับกันเพือเปนหลักในการทรงตัว ครนั เมือนํามาตกแตง่ เปนท่ารําขึน ก็กลาย
เปนท่าเดินทมี ีลลี าการก้าวเท้าและแกว่งแขน ใหไ้ ดส้ ดั สว่ นงดงามถกู ต้องตาม
แบบแผนทีกําหนด ตลอดจนทว่ งทํานองและจังหวะเพลง

นาฏศิลปไทย เกิดมาจากอากัปกิรยิ าของสามญั ชนเปนพืนฐานซึงโดยทวั ไป
มนษุ ย์ทุกคนยอ่ มมอี ารมณ์ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ รัก โกรธ โศกเศรา้ เสยี ใจ ดใี จ รอ้ งไห้
ฯลฯ แตท่ นี ่าสังเกตกค็ อื เมือมนุษยม์ อี ารมณ์อยา่ งหนงึ อย่างใดเกดิ ขึน นอกจาก
จะมีความรู้สึกเกดิ ขึนในจิตใจแลว้ ยงั แสดงปฏกิ ิริยาตอบโตอ้ อกมาทางกายใน
ลกั ษณะตา่ ง ๆ กัน เช่นรัก - หนา้ ตากริ ยิ าทแี สดงออก อ่อนโยน รจู้ ักเลา้ โลม เจา้ ชู้
โกรธ - หน้าตาบึงตงึ กระทบื เทา้ ชหี นา้ ดา่ วา่ ตา่ ง ๆโศกเศร้า,เสยี ใจ - หนา้ ตา
กิรยิ าละห้อยละเหีย ตดั พอ้ ต่อว่า ร้องไห้

สรุปได้วา่ นาฏศลิ ปไทย เกิดมาจากกริ ยิ าท่าทางซงึ แสดงออกในทางอารมณ์
ของมนุษยป์ ุถชุ น อากัปกิริยาต่าง ๆ เหล่านเี ปนมูลเหตใุ ห้ปรมาจารย์ทางศลิ ปะนาํ
มาปรับปรงุ บญั ญตั สิ ัดส่วนและกําหนดวธิ ีการขนึ จนกลายเปนทา่ ฟอนราํ โดยวาง
แบบแผนลลี าท่าราํ ของมอื เท้า ให้งดงาม รู้จักวิธเี ยอื ง ยัก และกลอ่ มตวั ให้
สอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ นั จนเกิดเปนท่าราํ ขึน และมีววิ ฒั นาการปรับปรุงมาตาม
ลําดบั จนดูประณีตงดงาม อ่อนช้อยวจิ ิตรพิสดาร จนถึงขนั เปนศลิ ปะได้

ทมี าของนาฏศลิ ปไทย

นาฏศลิ ปไทยมีกําเนดิ มาจาก

๑. การเลยี นแบบธรรมชาติ แบง่ เปน ๓ ขึน คอื ขนั ตน้ เกิดแต่
วสิ ัยสัตว์ เมือเวทนาเสวยอารมณ์ ไม่ว่าจะเปนสุขเวทนาหรอื
ทกุ ขเวทนากต็ าม ถา้ อารมณแ์ รงกล้าไมก่ ลันไวไ้ ด้ ก็แสดงออก
มาให้เห็นปรากฏ เชน่ เดก็ ทารกเมอื พอใจ ก็หัวเราะตบมอื
๒. การเซน่ สรวงบชู า มนุษยแ์ ต่โบราณมามีความเชือถือในสงิ
ศักดิสิทธิ จึงมีการบชู า เซ่นสรวง เพอื ขอใหส้ งิ ศกั ดสิ ทิ ธิ
ประทานพรให้ตนสมปรารถนา หรือขอใหข้ จดั ปดเปาสงิ ทีตนไม่
ปรารถนาใหส้ ินไป
๓. การรบั อารยธรรมของอนิ เดยี เมอื ไทยมาอย่ใู นสวุ รรณภูมิ
ใหมๆ่ นัน มีชนชาติมอญ และชาตขิ อมเจริญรุง่ เรืองอยู่กอ่ นแล้ว
ชาตทิ งั สองนนั ได้รบั อารยธรรมของอินเดียไว้มากมายเปนเวลา
นาน เมอื ไทยมาอยูใ่ นระหวา่ งชนชาตทิ งั สองนี กม็ ีการติดต่อกนั
อย่างใกล้ชิด ไทยจึงพลอยได้รบั อารยธรรมอินเดียไวห้ ลายดา้ น
เชน่ ภาษา ประเพณี ตลอดจนศิลปการละคร ได้แก่ ระบํา ละค

นาฏศลิ ปมกี ปี ระเภท

-นาฎศลิ ป คอื การรา่ ยราํ ทมี นุษย์ได้ปรุงแต่งจากลลี าตามธรรมชาติ
ใหส้ วยสดงดงาม โดยมดี นตรเี ปนองค์ประกอบในการรา่ ยราํ
-นาฎศิลปของไทย แบง่ ออกตามลักษณะของรปู แบบการแสดงเปน
ประเภทใหญ่ ๆ 4 ประเภท คอื
1.โขน
2.ละคร
3.รําและระบาํ
4.การแสดงพืนบา้ น

เครอื งแต่งกาย

เครอื งแต่งกายตวั พระ

เครืองแตง่ ตัวพระ คอื เครืองแตง่ กายของผแู้ สดงหรอื ผ้รู ําทแี สดงเปนผชู้ ายประกอบ
ด้วยส่วนประกอบของเครอื งแต่งกายดังนี
(แขนขวา -แสดงเสือแขนสนั ไม่มอี นิ ทรธนแู ขนซา้ ย-แสดงเสอื แขนยาวมอี นิ ทรธนู)
1.กาไลเทา้ ํ 2. สนับเพลา 3. ผา้ นุง่ ในวรรณคดี เรยี กวา ภูษา หรือพระภูษา
4. หอ้ ยขา้ ง หรือเจียระบาด หรอื ชายแครง 5. เสือในวรรณคดเี รยี กวา ฉลององค์ ่
6. รัดสะเอว หรือรดั องค7์ . หอ้ ยหนา้ หรือชายไหว 8. สุวรรณกระถอบ9. เขม็ ขัด หรือ
ปนเหนง่ 10. กรองคอ หรอื นวมคอ ในวรรณคดีเรียกวา กรองศอ ่ 11. ตาบหน้า หรือ
ตาบทับ ในวรรณคดเี รียกวา่ ทบั ทรวง 12. อนิ ทรธนู 13. พาหรุ ดั 14.สังวาล 15.
ตาบทศิ 16. ชฎา 17. ดอกไม้เพชร(ซา้ ย) 18. จอนหู ในวรรณคดเี รียกวา กรรเจยี ก
หรอื กรรเจยี กจร 1่ 9.ดอกไมท้ ดั (ขวา) 20. อบุ ะ หรอื พวงดอกไม้(ขวา) 21. ธาํ มรงค์
22. แหวนรอบ 23.ปะวะหลํา 24. กาไลแผง ในวรรณคดีเรียกว่าทองกร

ตวั พระ

เครอื งแตง่ กายตัวนาง

เครอื งแต่งตัวนาง คอื เครอื งแตง่ กายของผูแ้ สดงหรอื ผู้รําทีแสดงเปนหญงิ ประกอบ
ดว้ ยส่วนประกอบของเครอื งแต่งกายดังนี
1. กําไลเท้า 2. เสอื ในนาง 3. ผา้ นุ่ง ในวรรณคดี เรยี กวา่ ภูษา หรือพระภษู า 4. เขม็ ขดั
5. สะอิง 6. ผ้าหม่ นาง 7. นวมนาง ในวรรณคดเี รียกวา่ กรองศอ หรือสรอ้ ยนวม
8. จนี าง หรือ ตาบทบั ในวรรณคดีเรยี กว่า ทับทรวง 9. พาหุรัด 10. แหวนรอบ
11. ปะวะหลาํ 12. กําไลตะขาบ 13. กําไลสวม ในวรรณคดีเรียกว่า ทองกร
14. ธาํ มรงค์ 15. มงกุฎ 16. จอนหู ในวรรณคดเี รียกวา่ กรรเจยี ก หรือกรรเจยี กจร
17. ดอกไมท้ ัด (ซ้าย) 18. อบุ ะ หรือพวงดอกไม้ (ซา้ ย)

ตัวนาง

ท่ารํา

นาฏยศพั ท์

นาฏยศัพท=์ หมายถึงศพั ทเ์ ฉพาะในทางนาฏศิลป
กระดกเท้า=กระทุง้ เท้าแลว้ จะต้องรีบกระดกเทา้ ขึน
จีบ = กริยาของมอื ทีใชน้ วิ หวั แมม่ ือ จรดกบั ข้อแรกของนิวชี
ตังวง= เปนการยกแขนใหล้ ําแขนโค้ง นิวทังสเี รียงชิดติดกัน ส่วนนวิ หัวแมม่ อื
หกั เขา้ หาฝามือเพยี งเลก็ น้อย และหักข้อมอื ไปทางหลังมือ

ภาษาท่า

ภาษาท่าทางนาฏศิลป ในชวี ติ ประจําวนั ทกุ วันนมี นุษยเ์ ราใชท้ า่ ทางประกอบการพดู
หรอื บางครงั มีการแสดงสหี น้าความรู้สึกเพือเนน้ ความหมายด้วยในทางนาฏศิลป
ภาษาทา่ เสมือนเปนภาษาพดู โดยไม่ต้องเปลง่ เสยี งออกมาแตอ่ าศัยส่วนประกอบ
อวัยวะของรา่ งกายแสดงออกมาเปนท่าทางโดยเลยี นแบบท่าทางธรรมชาตเิ พือใหผ้ ู้ชม
สามารถเข้าใจไดก้ ารปฏบิ ัติภาษาทา่ ทางนาฏศิลป

แบ่งออกได้ดงั นี
1. ภาษาทา่ ทางนาฏศลิ ป ทใี ชแ้ ทนคําพูด เชน่ ฉนั เธอ ท่าน ปฏเิ สธ ทา่ เรยี ก ท่าไป
2. ภาษาทา่ ทางนาฏศลิ ป อิรยิ าบทหรือกิริยาอาการ เช่น ท่ายนื ท่าเดิน ทา่ นัง่
3. ภาษาท่าทางนาฏศิลป ทใี ชแ้ สดงอารมณ์ความรสู้ ึก เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ เศรา้ โศก
ภาษาทา่ ทางนาฏศิลปทใี ช้แทนคาํ พูด

ยกตวั อยา่ งท่าฉนั แสดงถงึ ตัวเราเอง

ประเภทของการแสดง

ระบํา

ความหมายและความเปนมาของระบาํ ศิลปะของการร่ายราํ ทีแสดงพร้อมกัน
เปนหมเู่ ปนชุด ความงามของการแสดงระบาํ อยูท่ ีความสอดประสานกลมกลนื
กัน ดว้ ยความพร้อมเพรียงกนั การแสดงมที ังเนือร้องและไม่มีเนอื รอ้ ง ใชเ้ พียง
ดนตรปี ระกอบ คําว่า "ระบาํ " รวมเอา "ฟอน" และ "เซงิ " เขา้ ไว้ด้วยกัน เพราะ
วิธีการแสดงไปในรูปเดียวกนั แตกตา่ งกันทีวธิ รี า่ ยรําและการแตง่ กายตาม
ระเบยี บประเพณีตามทอ้ งถิน

ระบาํ แบ่งออกเปน 2 ชนดิ คือ ระบาํ ดังเดมิ หรอื ระบํามาตรฐาน
และระบาํ ปรับปรงุ หรือระบําเบ็ดเตล็ด

ประเภทของระบาํ

1. ระบําแบบดังเดิมหรือระบาํ มาตรฐาน
ไดแ้ ก่ ระบาํ ทฝี กหดั กันเพือให้เปนแบบ
มาตรฐานทมี มี าแตค่ รงั โบราณ เชน่ ระบํา
สีบท

2.ระบําปรบั ปรงุ หมายถึงระบําทีได้ปรบั ปรงุ
ขนึ ใหม่ โดยคาํ นงึ ถึงความเหมาะสมต่อ
การนาํ ไปใชใ้ นโอกาสตา่ งๆ

ระบําสบี ท

ราํ

ราํ ศิลปะแห่งการร่ายราํ ทมี ีผแู้ สดงตงั แต่ 1-2 คน เช่น การราํ
เดยี ว การรําคู่ การราํ อาวธุ เปนตน้ มีลกั ษณะการแต่งกายตาม
รปู แบบของการแสดง ไมเ่ ลน่ เปนเรอื งราวอาจมบี ทขบั ร้อง
ประกอบการรําเข้ากบั ทํานองเพลงดนตรี มีกระบวนทา่ ราํ โดย
เฉพาะการราํ คูจ่ ะต่างกบั ระบาํ เนืองจากท่าราํ จะมคี วามเชอื ม
โยงสอดคล้องตอ่ เนืองกัน และเปนบทเฉพาะสาํ หรบั ผูแ้ สดง
นนั ๆ เช่น รําเพลงช้า – เพลงเรว็ ราํ แม่บท รําเมขลา – รามสูร

ประเภทของการรํา

1) รําเดยี ว หมายถึง การรําทใี ชผ้ แู้ สดงเพียงคนเดียว เช่นราํ มโนราห์
2) รําคู่ หมายถึง การรําทีใช้ผูแ้ สดง 2 คน การรําคู่ แบง่
ลักษณะการรําออกเปน2ประเภทได้แก่
2.1 รําคใู่ นเชงิ ศิลปะการตอ่ สู้ เชน่ กระบกี ระบอง
2.2 รําคู่ในชุดสวยงาม เช่น หนุมานจับนางเบญจกาย

3) รําหมู่ หมายถงึ การรําทใี ช้ผูแ้ สดงมากกวา่ 2 คน โดย
นบั เอาลกั ษณะของจาํ นวนคนส่วนระบาํ นันก็ถอื เปนสว่ น
หนึงของราํ หมูเ่ ช่นเดียวกัน เชน่ ราํ โคม

การฟอน
การฟอน เปนการผสมผสานของไทยเช่นการละเล่นพืน
เมอื ง มลี ลี าออ้ นชอ้ ยงดงามตามวฒั นธรรมผสมผสานของไทย
เช่นการฟอนเทียนใชฟ้ อนในเวลากลางคนื โดยผูฟ้ อนจะถอื
เทยี นมอื ละเลม่ ถา้ ในเวลากลางวนั จะเปนฟอนเลบ็ เพือฟอน
บชู าสิงศกั ดติ อ่ มาใช้ประกอบเฉพาะงานสาํ คัญในพระราชฐาน

ฟอนโกมคาํ

วงดนตรีประกอบ

วงปพาทย์

เปนวงทปี ระกอบไปดว้ ยเครอื งดนตรีประเภทตี เปา
และเครืองประกอบจงั หวะ ใชบ้ รรเลงในงานพระราช
พธิ ีและพธิ ีตา่ ง ๆ แบ่งได้ 3 ขนาด คอื

1)วงปพาทย์เครืองห้า=จะใช้สําหรบั การบรรเลงใน
การแสดงมหรสพ
2)วงปพาทย์เครอื งค่=ู เหมือนวงปพาทยเ์ ครอื งห้า
เพยี งแตเ่ พมิ ระนาดทุ้มและฆอ้ งวงเล็กเขา้ ไป
3)วงปพาทย์เครืองใหญ่ เหมือนวงปพาทยเ์ ครืองคู่
เพยี งแตเ่ พิมระนาดเอกเหลก็ และระนาดทุ้มเหล็ก
เข้าไป

วงดกึ ดาํ บรรพ์

คือวงปพาทย์ผสมชนดิ หนงึ มีต้นเคา้ สืบเนอื งมาจาก การ
แสดงละครดกึ ดาํ บรรพ์ซึง เจา้ พระยาเทเวศรว์ งศ์ววิ ฒั น์
(ม.ร.ว.หลาน กุญชร) และ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟากรม
พระยานรศิ รานวุ ัดติวงศ์ รว่ มกันปรับปรุงขึนโดย อาศัยแนวอุปรากร
(Opera) ของตะวันตกเขา้ ประกอบ ละครนไี ดช้ ือตามโรงละครซงึ เจ้า
พระยาเทเวศรว์ งศ์ววิ ัฒนต์ ังชือว่า โรงละครดกึ ดาํ บรรพ์ ละครกเ็ รียก
ว่า ละครดกึ ดาํ บรรพ์ ด้วย วงปพาทย์ทีใชป้ ระกอบการแสดงละครนี
จงึ มชี อื วา่ "ปพาทยด์ กึ ดําบรรพ"์

บรรณาธกิ าร

ผูจ้ ัดทํา

1 นางสาวขวญั ขา้ ว ทองอินทร์ ม.4/2 เลขที5
2 นายอนวุ ัฒน์ โพพว่ ง ม.4/2 เลขที10
3 นางสาวธญั พร พว่ งคาํ ม.4/2 เลขที17
4 นางสาวณัฐณชิ า มานุจํา ม.4/2 เลขที19
5 นายจักรภทั ร โครตธรรม ม.4/2 เลขท2ี 3
6 นางสาวปณติ า จันชุม ม.4/2 เลขที24
ฝายสืบคน้ ข้อมลู /หารปู

นางสาวขวญั ข้าว ทองอินทร์ ม.4/2 เลขท5ี
นางสาวธัญพร พว่ งคํา ม.4/2 เลขท1ี 7
นางสาวปณติ า จนั ชุม ม.4/2 เลขที24

ฝายออกแบบ/พิมพ์งาน

นางสาวณัฐณชิ า มานุจํา ม.4/2 เลขท1ี 9

ฝายเรียบเรยี ง

นายอนุวัฒน์ โพพ่วง ม.4/2 เลขที10

ฝายตรวจสอบ

นายจกั รภทั ร โครตธรรม ม.4/2 เลขที23

บรรณานกุ รม

ครูสนุ นั ทา ประวัตนิ าฏศิลปไทย สืบค้นเมือ 26ตลุ าคา 2563
https://sites.google.com/

ภูษณศิ า เศรษฐวชิ ยั ความเปนมาของนาฎศลิ ป
ประเภทของการแสดง/ สืบคน้ เมอื 26 ตุลาคม 2563
https://sites.google.com/site/phusanesa/

ครขู มิ เครืองแต่งกาย สืบคน้ เมอื 26ตลุ าคม 2563
https://sommay.wordpress.com/2011/08/06/
http://www.banramthai.com/

ประภาท จันเสน่ วงดนตรีประกอบ สบื คน้ เมอื 26 ตุลาคม 2563
https://sites.google.com/site/kphakphhsh
https://sites.google.com/site/thaimusichistory


Click to View FlipBook Version