The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ดนตรีสมัยเรเนสซองส์

ดนตรีเรเนสซองส์

ดนตรียุคเรเนสซองส์ Renaissance ค.ศ.1400-1600 ช่ว ช่ งเวลาที่มีกมีารเปลี่ยนแปลงวัฒวันธรรมในยุโรป


ยุคเรเนสซองส์ (Renaissance ) เป็น ป็ ยุคที่ต่อจากยุคกลาง หลังจากที่บ้าบ้น เมือมืงในทวีปวียุโรปตกอยู่ใยู่นความทรุดรุ โทรม ขาดการทะนุบำนุบำรุงรุรักรัษามาเป็น ป็ ระยะเวลานาน ในยุคเรเนสซองส์ชส์าว ยุโรปเริ่มริ่ ให้คห้วามสนใจหันหักลับมาฟื้นฟื้ ฟู พัฒพันาบ้าบ้นเมือมืงใหม่ เพื่อพื่ ให้มีห้คมีวาม รุ่งรุ่เรือรืงเหมือมืนในยุคกรีกรีและโรมันมั ได้มีด้ มี การนำ เอาศิลปะวิทวิยาที่ดีใดีนอดีตดีกลับมา ใช้พัช้ฒพันาใหม่ จนทำ ให้มีห้กมีารเรียรีกชื่อชื่ยุค เรเนสซองส์อีส์ อีกชื่อชื่หนึ่งนึ่ว่าว่ “ยุคฟื้นฟื้ ฟู ศิลปะวิทวิยา” ซึ่งซึ่มีคมีวามหมายว่าว่การเกิด ใหม่ (Rebirth) ศูนย์กย์ลางยุคเรเนซองส์ คืออิตาลี ดนตรียุ รี ยุ คสมัย มั เรอเนสซองส์ ผู้คผู้ นในยุคเรเนสซองส์ เชื่อชื่ ในเรื่อรื่ง เหตุผตุลมากขึ้นขึ้แสวงหาข้อข้เท็จจริงริเลิก เชื่อชื่ผู้นำผู้ นำศาสนาจักจัรอย่าย่งงมงาย แสวงหา ความสุขสุความสวย ความงาม ความโอ่อ่า ยอมรับรัความจริงริของชีวิชีตวิกับธรรมชาติ สนใจเรื่อรื่งกายวิภวิาค มิติมิ ติสัมสัพันพัธ์ การจัดจั องค์ประกอบ สิ่งสิ่ต่างๆเหล่านี้ไนี้ ด้สด้ะท้อน ออกมาทางงานสถาปัตยกรรม สิ่งสิ่ ก่อสร้าร้ง ผลงานทางศิลปะ ผลงานทาง ดนตรี วรรณกรรม และการค้นพบทาง วิทวิยาศาสตร์ ผู้มีผู้ ฐมีานะทางสังสัคม พ่อพ่ค้า ขุนนาง เริ่มริ่ ให้คห้วามสนใจกับผลงานทาง ศิลปะดนตรีมรีากขึ้นขึ้


ลักษณะของดนตรีใรีนสมัยมันี้ยั นี้ งยัคงมีรูมีปรูแบบคล้ายในสมัยมัศิลป์ใป์หม่ แต่ได้มีด้ มี การปรับรั ปรุงรุพัฒพันารูปรูแบบมากขึ้นขึ้ลักษณะการสอดประสานทำ นองยังยัคง เป็น ป็ ลักษณะเด่นด่เพลงร้อร้งยังยัคงนิยนิมกันมาก แต่เพลงบรรเลงเริ่มริ่มี บทบาทมากขึ้นขึ้ ในช่วช่งศตวรรษที่ 15 และ 16 รูปรูแบบของดนตรีมีรีคมีวาม แตกต่างกันดังดันี้ ประชาชนทั่วทั่ ไปได้หด้ลุดลุพ้นพ้จากการปกครองระบอบศักดินดิา ( Feudalism) มนุษนุยนิยนิม ได้กด้ลายเป็น ป็ ลัทธิสำธิสำคัญทางปรัชรัญา ศิลปินปิผู้มีผู้ ชื่มีชื่อชื่เสียสีง คือ ลอเร็น ร็ โซ กิแบร์ตีร์ ตีโดนาเต็ลโล เลโอนาร์โร์ด ดา วินวิชิ ฯลฯ เพลงมักมัจะมี 3 แนว โดยแนวบนสุดสุจะมีลัมี ลักษณะน่าน่สนใจกว่าว่แนวอื่น ๆ เพลงที่ประกอบด้วด้ย เสียสีง 4 แนว ในลักษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบส เริ่มริ่นิยนิมประพันพัธ์กัธ์ กันซึ่งซึ่เป็น ป็ รากฐานของการประสานเสียสีง 4 แนว ใน สมัยมัต่อ ๆ มา เพลงโบสถ์จำ พวกแมสซึ่งซึ่พัฒพันามาจากแชนท์มีกมีารประพันพัธ์ กันเช่นช่เดียดีวกับในสมัยมักลาง เพลงโมเต็ตยังยัมีรูมีปรูแบบคล้ายสมัยมัศิลป์ใป์หม่ ใน ระยะนี้เ นี้ พลงคฤหัสหัถ์เริ่มริ่มีกมีารสอดประสานเกิดขึ้นขึ้คือ เพลงประเภทซังซัซอง แบบสอดประสาน ( Polyphonic chanson) ซึ่งซึ่มีแมีนวทำ นองเด่นด่ 1 แนว และมีแมีนวอื่นสอดประสานแบบล้อกัน ( Imitative style) ซึ่งซึ่มีแมีนวโน้มน้ เป็น ป็ ลักษณะของการใส่เส่สียสีงประสาน ( Homophony) ลักษณะล้อกันแบบนี้เ นี้ป็น ป็ ลักษณะสำ คัญของเพลงในสมัยมันี้ นอกจากนี้มี นี้ มี การนำ รูปรูแบบของโมเต็ตมาประพันพัธ์เธ์ป็น ป็ เพลงแมสและการนำ หลักของ แคนนอนมาใช้ใช้นเพลงแมสด้วด้ย 1. สมัยมัศตวรรษที่ 15


มนุษนุยนิยนิมยังยัคงเป็นป็ลัทธิสำธิสำคัญทางปรัชรัญา การปฏิรูปรูทางศาสนาและการต่อต้านการปฏิรูปรู ทางศาสนาของพวกคาทอลิกเป็นป็เหตุกตุารณ์ สำ คัญยิ่งยิ่ของคริสริต์ศาสนาเพลงร้อร้ง แบบสอด ประสานทำ นองพัฒพันาจนมีคมีวามสมบูรณ์แณ์บบ เพลงร้อร้งยังยัคงเป็นป็ลักษณะเด่นด่แต่เพลง บรรเลงก็เริ่มริ่นิยนิมกันมากขึ้นขึ้เพลงโบสถ์ยังยัมี อิทธิพธิลจากเพลงโบสถ์ของโรมันมัแต่ก็มีเมีพลง โบสถ์ของนิกนิายโปรแตสแตนท์เกิดขึ้นขึ้การ ประสานเสียสีงเริ่มริ่มีหมีลักเกณฑ์มากขึ้นขึ้การใช้กช้าร ประสานเสียสีงสลับกับการล้อกันของทำ นองเป็นป็ ลักษณะหนึ่งนึ่ของเพลงในสมัยมันี้ การแต่งเพลง แมสและโมเต็ต นำ หลักของการล้อกันของ ทำ นองมาใช้แช้ต่เป็นป็แบบฟิวฟิก์ (Fugue) ซึ่งซึ่ พัฒพันามาจากแคนนอน คือ การล้อของทำ นองที่ มีกมีารแบ่งบ่เป็นป็ส่วส่น ๆ ที่สลับซับซัซ้อซ้นมีหมีลักเกณฑ์ มากขึ้นขึ้ ในสมัยมันี้มี นี้ กมีารปฏิวัติวั ติทางดนตรีเรีกิดขึ้นขึ้ ใน เยอรมันมัซึ่งซึ่เป็นป็เรื่อรื่งของความขัดขัแย้งย้ 2.สมัย มั ศตวรรษที่ 16 ทางศาสนากับพวกโรมันมัแคธอลิก จึงจึมีกมีารแต่ง เพลงขึ้นขึ้มาใหม่โม่ดยใช้กช้ฏเกณฑ์ใหม่ด้ม่วด้ยเพลงที่ เกิดขึ้นขึ้มาใหม่เม่ ป็นป็เพลงสวดที่เรียรีกว่าว่ “โคราล” (Chorale) ซึ่งซึ่เป็นป็เพลงที่นำ มาจากแชนท์แต่ใส่ อัตราจังจัหวะเข้าข้ไป นอกจากนี้ยั นี้ งยัเป็นป็เพลงที่นำ มาจากเพลงคฤหัสหัถ์โดย ใส่เส่นื้อนื้เป็นป็เรื่อรื่งศาสนา และเป็นป็เพลงที่แต่งขึ้นขึ้ ใหม่ด้ม่วด้ย เพลงในสมัยมันี้ เริ่มริ่มีอัมี อัตราจังจัหวะแน่นน่อน เพลงคฤหัสหัถ์มีกมีาร พัฒพันาทั้งทั้ ใช้ผู้ช้ร้ผู้ อร้งและการบรรเลง กล่าวได้ว่ด้าว่ ดนตรีใรีนศตวรรษนี้มี นี้ รูมีปรูแบบ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นขึ้และ หลักการต่าง ๆ มีแมีบบแผนมากขึ้นขึ้ ในสมัยมันี้ มนุษนุย์เย์ริ่มริ่เห็นห็ความสำ คัญของดนตรีมรีาก โดย ถือว่าว่ดนตรีเรีป็นป็ส่วส่นหนึ่งนึ่ของชีวิชีตวินอกจากจะ ให้ดห้นตรีใรีนศาสนาสืบสืเนื่อนื่งมาจากสมัยมักลาง (Middle Ages) แล้วยังยัต้องการดนตรีขรีอง คฤหัสหัถ์ (Secular Music) เพื่อพื่พักพัผ่อผ่นใน ยามว่าว่ง เพราะฉะนั้นนั้ ในสมัยมันี้ด นี้ นตรีขรีองคฤหัสหัถ์ (Secular Music) และดนตรีศรีาสนา (Sacred Music) มีคมีวามสำ คัญเท่ากัน


เครื่อ รื่ งดนตรีส รี มัย มั รีเ รี นซองส์ เครื่อรื่งดนตรีใรีนสมัยมันี้ที่ นี้ ที่ นิยนิมใช้กัช้ กันได้แด้ก่ เครื่อรื่งสายที่บรรเลงด้วด้ยการ ใช้คัช้ คันชักชั ได้แด้ก่ ซอวิโวิอล ( Viols) ขนาดต่าง ๆ ซอรีเรีบค ( Rebec) ซึ่งซึ่ตัวซอมีทมีรวดทรงคล้ายลูกลูแพร์เร์ป็น ป็ เครื่อรื่งสายที่ใช้คัช้ คันชักชัลูทลูเวอร์ จินัจิลนัคลาวิควิอร์ดร์ขลุ่ยลุ่รีครีอร์เร์ดอร์ ปี่ชปี่อม ปี่คปี่อร์เร์น็ต น็ แตรทรัมรัเปต และ แตรทรอมโบนโบราณ เป็น ป็ ต้น ซอวิโวิอล ซินซิเดอร์เร์รลล่าแห่ง ห่ เครื่อรื่งสาย ขลุ่ย ลุ่ รีครีอร์เร์ดอร์


ลูท ลู lute


ตัวอย่างเพลงในสมัยเรเนสซองส์ เพลงร้อ ร้ ง (Vocal Music) ในศาสนาคริสริต์ที่สำ คัญมี 2 ชนิดนิคือ 1. แมส(Mass) คือเพลงขับขัร้อร้งหลายแนวเสียสีงในนิกนิายโรมันมัคาธอลิก ต่อมาเพิ่มพิ่ดนตรีบรีรรเลงประกอบในศตวรรษที่ 17 2. โมเต็ท (Motet) คือเพลงขับขัร้อร้งที่ไม่มีม่ดมีนตรีปรีระกอบ ใช้ทำช้ ทำนองจาก เพลงชานท์ มาเป็น ป็ แนวเสียสีงต่ำ แล้วเพิ่มพิ่แนวเสียสีงอื่นๆตามต้องการ ซึ่งซึ่มี จังจัหวะของทำ นองรวดเร็ว ร็ กว่าว่แนวเสียสีงต่ำ คำ ร้อร้งใช้ภช้าษาละติน


ดันดั สเตเบิล (John Dunstable, ประมาณ 1390 –1453) คีตกวีในสมัยเรเนสซองส์ ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงชาวอังกฤษ ซึ่งซึ่นอกจากมีชื่มีชื่อชื่เสียสีงเรื่อรื่งการ ประพันพัธ์เธ์พลงแล้ว ยังยัเป็นนักคณิตศาสตร์แร์ละนักดาราศาสตร์อีร์ อีก ด้วย เป็นผู้ทำผู้ ทำ ให้วห้งการดนตรีรู้รีรู้จัรู้กจัและยกย่อย่งดนตรีขรีองชาว อังกฤษ ชีวิชีตวิส่วส่นใหญ่ของ ดันสเตเบิลบิ ไปอยู่ใยู่นฝรั่งรั่เศส โดยการไป รับรัใช้ดช้ยุคแห่งห่เบดฟอร์ดร์ผลงานการประพันพัธ์ขธ์อง ดันสเตเบิลบิ ไม่ ว่าว่จะเป็นเพลงร้อร้ง เพลงแมสและโมเต็ตล้วนได้รับรัการยกย่อย่งใน เขตยุโรปตะวันวัตก โดยเฉพาะในช่วช่งระหว่าว่งปี 1420-1430 รูป แบบดนตรีขรีองเขามีอิมี อิทธิพธิลอย่าย่งมากต่อวงการดนตรี เขาคง ความมีชื่มีชื่อชื่เสียสีงได้จนกระทั่งทั่เสียสีชีวิชีตวิ ในปี 1453 ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงที่ รับรัเอาอิทธิพธิลของดันสเตเบิลบิ ไว้ ได้แก่ แบงชัวชัส์ และดูเดูฟย์ และผู้ ประพันพัธ์คธ์นอื่น ๆ ที่อยู่ใยู่นกลุ่มลุ่ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงเบอกันดี (Burgandy) ดันสเตเบิลบิ ใช้รูช้รูปแบบการประสานเสียสีงที่ดนตรี มาตรฐานนิยมใช้ ไม่ว่ม่าว่จะเป็นในสมัยมัคลาสสิกสิ โรแมนติก หรือรื เพลงสมัยมันิยม ในขณะที่ดนตรีใรีนสมัยมันั้นนั้ โดยทั่วทั่ๆ ไปไม่นิม่ นิยมการ ประสานเสียสีงในลักษณะนี้เลย จึงจึกล่าวได้ว่าว่ดันสเตเบิลบิเป็นบิดบิา ของดนตรีสรีมัยมั ใหม่ ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงชาวเนเธอร์แร์ลนด์ดูเดูฟย์เย์ป็นหนึ่งในจำ นวนนัก แต่งเพลงที่มีคมีวามสามารถสูงสูในสมัยมันี้เป็นหนึ่งของผู้ที่ผู้ ที่ ริเริริ่มริ่ดนตรีใรีนสมัยมัเรเนสซองส์ เมื่อมื่มาโชท์สิ้นสิ้ชีวิชีตวิลงในปี 1377 ดนตรีขรีองฝรั่งรั่เศสขาดผู้นำผู้ นำ ไปจนกระทั่งทั่ถึงดูเดูฟย์ซึ่ย์ซึ่งซึ่นับว่าว่เป็นผู้ ประพันพัธ์ที่ธ์ ที่ เป็นผู้นำผู้ นำทั้งทั้ ในฝรั่งรั่เศส และยุโรป ดูเดูฟย์ทำย์ ทำงานทาง ด้านดนตรีทั้รี ทั้งทั้ ในอิตาลีและฝรั่งรั่เศส ผลงานของดูเดูฟย์มีย์ ปมีระกอบ ด้วยเพลงคฤหัสหัถ์และเพลงโบสถ์ โดยในระยะแรกดูเดูฟย์ ประพันพัธ์เธ์พลงคฤหัสหัถ์ เช่นช่ชังชัซอง ในระยะต่อมาดูเดูฟย์ใย์ห้คห้วาม สนใจกับเพลงโบสถ์มาก และเบนแนวประพันพัธ์มธ์าสู่เสู่ พลงโบสถ์ ผลงานของดูเดูฟย์ที่ย์ ที่ มีชื่มีชื่อชื่เสียสีงคือ เพลงแมส ซึ่งซึ่ประพันพัธ์ไธ์ว้เว้ป็น จำ นวนมาก นอกจากนี้ยังยัมีเมีพลงโมเต็ต ซึ่งซึ่จัดจัเป็นเพลงที่ดูเดูฟย์ พัฒพันารูปแบบไว้แว้ละผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงรุ่นรุ่ต่อมานำ ไปใช้ ในบรรดา ลูกลูศิษย์ขย์องดูเดูฟย์มีย์ผู้มีหผู้ นึ่งที่มีชื่มีชื่อชื่เสียสีงในวงการดนตรีมรีาก คือ โอคิกัม ดูเ ดู ฟย์(ย์Guillianum Dufay ประมาณ 1400-1474)


โอคิกัคิมกั (Johannes Ockeghem, ประมาณ 1410-1497) ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงชาวเนเธอร์แร์ลนด์ ลูกลูศิษย์ขย์องดูเดูฟย์ ผู้ซึ่ผู้ ซึ่งซึ่รับรัเอาแนวคิดขอ งดูเดูฟย์มย์า และนำ เอาหลักการและความคิดของตนใส่เส่ข้าข้ไปทำ ให้ดห้นตรีขรีองโอ คิกัมมีเมีสน่ห์ชห์วนฟังฟัทั้งทั้นี้เนื่องจากดูเดูฟย์มีย์แมีนวการประพันพัธ์เธ์พลงแมสที่ขาด ความอบอุ่นในอารมณ์ของมนุษย์ ในขณะที่เพลงของโอคิกัมเน้นที่การ แสดงออกของอารมณ์และความรู้สึรู้กสึของมนุษย์ทำย์ ทำ ให้ไห้ด้รับรัฉายาว่าว่ “เจ้าจ้ชาย แห่งห่ดนตรี” รี (The Prince of music) โอคีกัมพัฒพันารูปแบบของการสอด ประสานทำ นองโดยเน้นการล้อกันของแนวเสียสีงแต่ละแนว (Imitative style) ซึ่งซึ่เป็นต้นแบบของฟิวฟิก์อันเป็นรูปแบบที่สำ คัญในสมัยมับาโรก ซึ่งซึ่บาคใช้เช้สมอ เมื่อมื่ประมาณ 200 ปีต่อมา ผลงานของโอคีกัมประกอบไปด้วยแมส 14 บท (เสร็จร็สมบูรณ์ 11 บท) เรควิเวิอียม 1 บท โมเต็ต 10 บท และชังชัซอง 20 บท กล่าวได้ว่าว่ผลงานของโอคีกัมส่วส่นใหญ่เป็นเพลงโบสถ์ทั้งทั้สิ้นสิ้ จอสกินกิเดอส์ เพรซ์ (Josquin des Prez, ประมาณ 1440 -1521) ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงชาวเนเธอร์แร์ลนด์ผู้ที่ผู้ ที่ ทำ งานให้สัห้นสัตะปาปา ชั่วชั่ระยะเวลา หนึ่ง และย้าย้ยมารับรัใช้เช้จ้าจ้นายในราชสำ นักฝรั่งรั่เศสเป็นผู้ที่ผู้ ที่ มีแมีนวการแต่ง เพลงที่ละเอียดอ่อน และเป็นผู้นำผู้ นำการแต่งเพลงประสานเสียสีงซึ่งซึ่ทำ ให้ผู้ห้ ผู้ ฟังฟัเห็นห็ถึงความสดใสและความมีพมีลังของการขับขัร้อร้ง แนวทางที่เขาใช้นี้ช้ นี้ รู้จัรู้กจั ในนามของ Musica reservata ซึ่งซึ่เป็นภาษาละตินมีคมีวามหมาย ถึงดนตรีสำรีสำหรับรัผู้ที่ผู้ ที่ เข้าข้ถึงโดยเฉพาะ ผลงานของจอสกินได้รับรัการ ยกย่อย่งว่าว่เป็นสัญสัลักษณ์ของดนตรีใรีนสมัยมัเรเนสซองส์ ในช่วช่งที่เขามี ชีวิชีตวิอยู่จยู่อสกินได้รับรัการยกย่อย่งตลอดมาแม้กม้ระทั่งทั่เมื่อมื่เขาสิ้นสิ้ชีวิชีตวิ ไปแล้ว ผลงานของเขายังยัมีกมีารนำ มาตีพิมพิพ์ใพ์หม่ใม่นศตวรรษที่ 17 และได้รับรัการ กล่าวยกย่อย่งจากนักประวัติวั ติศาสตร์ดร์นตรีชรีาวอังกฤษ คือ เซอร์จร์อห์นห์ ฮอว์กิว์ กินส์ใส์นช่วช่งปลายศตวรรษที่ 18 อีกด้วยกล่าวได้ว่าว่จอสกิน เดอส์ เพรซ์ คือ ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงที่ยิ่งยิ่ใหญ่ผู้หผู้ นึ่งในสมัยมัเรเนสซองส์ มีผมีลงานดี เด่นในลักษณะเพลงโบสถ์เช่นช่เดียวกับผู้ปผู้ ระพันพัธ์คธ์นอื่น ๆ ในสมัยมันี้ โทมัสมัทัลทัลิสลิ (Thomas Tallis) เกิดปี ค.ศ 1505 เสียสีชีวิชีตวิ 23 พฤศจิกจิายน 1585 เป็นนักออร์แร์กนและ เป็นนักแต่งเพลงชาวอังกฤษเป็นเพื่อพื่นกับ เบิร์บิดร์ (William Byrd) เขาเป็น นักออร์แร์กนของ Dover Priory ในปี 1532 แต่ย้าย้ยไปกรุงลอนดอน (Saint Mary-at-Hill) ต่อจากนั้นนั้ ไปที่ Waltham Abbey หลังจากการ เสียสีชีวิชีตวิของ ทัลลิส เขาได้รับรัยกย่อย่งว่าว่เป็น “บิดบิาแห่งห่ศาสตร์หร์ลาย ๆ ศาสตร์ไร์ม่ใม่ช่เช่พียพีงดนตรีเรีท่านั้นนั้ ” (Tallis was indeed a master,not of one but of many styles)


ปาเลสตรินริา (Giovanni Pierluigi da Palestrina, ประมาณ 1524-1594) ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงชาวอิตาเลียนซึ่งซึ่ใช้ชื่ช้ ชื่อชื่เมือมืงเกิดเป็นชื่อชื่เรียรีกแทนชื่อชื่จริงริๆ ปาเลสตรินริาใช้เช้วลาส่วส่นใหญ่รับรัใช้สัช้นสัตะปาปาปอลที่ 4 ในช่วช่งระยะเวลานี้เขา ได้สร้าร้งสรรค์งานประเภทเพลงโบสถ์ ประกอบไปด้วยเพลงแมส 105 บท โมเต็ต และเพลงโบสถ์ลักษณะอื่น ๆ ซึ่งซึ่จัดจัเป็นเพลงที่มีรูมีรูปแบบของการ สอดประสานทำ นองที่มีคุมีณคุค่ามากที่สุดสุส่วส่นหนึ่งในโลกของดนตรีสรีมัยมั เรเนสซองส์ โดยเฉพาะแมสบทหนึ่งที่มีชื่มีชื่อชื่ว่าว่ Missa Papae Marcelli (Mass for Pope Marcellus) ที่มีคมีวามบริสุริทสุธิ์สธิ์วยงามชวนให้ผู้ห้ ฟัผู้ งฟั นึกถึงสวรรค์ นอกจากเพลงโบสถ์เขาประพันพัธ์เธ์พลงคฤหัสหัถ์ได้เป็นจำ นวน มากเช่นช่กันได้แก่เพลงมาดริกริาล 4 เล่ม สำ หรับรัการร้อร้ง 4 และ 5 แนวและ เพลงสำ หรับรัการบรรเลงด้วยเครื่อรื่งดนตรีอีรีอีก 8 บท ซึ่งซึ่เพลงต่าง ๆ ล้วน จัดจัว่าว่เป็นเพลงในระดับคุณคุภาพทั้งทั้สิ้นสิ้มีน้มี น้อยเพลงที่ไม่ถึม่ ถึงระดับคุณคุภาพ นอกเหนือไปจากการเป็นผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงที่โด่งดัง เขายังยัเป็นนักร้อร้ง ประสานเสียสีงในโบสถ์และหัวหัหน้านักร้อร้งประสานเสียสีงประจำ โบสถ์ เบิร์ด ร์ (William Byrd, 1543-1623) มอนแทแวร์ดี ร์ ดี(Claudio Monteverdi, 1567-1643) ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงชาวอิตาเลียน ซึ่งซึ่รับรัใช้ทั้ช้ ทั้งทั้ ในราชสำ นักและในวัดวัหลายแห่งห่ตลอดชีวิชีตวิของเขา เป็นผู้ที่ผู้ ที่ เริ่มริ่ดนตรีสรีมัยมั ใหม่ โดยโจมตีแนวคิดเก่าๆ ในขณะนั้นนั้เกี่ยวกับแนวการแต่งเพลงที่ใช้ดช้นตรีเรีน้นบทร้อร้งให้เห้ด่นขึ้นขึ้มาซึ่งซึ่เรียรีกว่าว่ Word painting โดยกล่าวว่าว่ดนตรีครีวรใช้ใช้นการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึรู้กสึและเนื้อหาของเพลงมากกว่าว่คำ แต่ละคำ ใน บทร้อร้ง นอกจากนี้ยังยัวิจวิารณ์การใช้โช้ครงสร้าร้งของการสอดประสานทำ นองซึ่งซึ่เป็นหลักที่ใช้กัช้ กันทั่วทั่ ไป โดยหันหัมาให้คห้วาม สำ คัญกับการร้อร้งแนวเดียวไม่มีม่กมีารสอดประสาน (Monody) เขาฝากผลงานไว้มว้ากมายทั้งทั้เพลงโบสถ์และเพลงคฤหัสหัถ์ ส่วส่นใหญ่ของผลงานเพลงโบสถ์ใช้รูช้รูปแบบการประพันพัธ์แธ์บบการร้อร้งเพลงของสองกลุ่มลุ่นักร้อร้ง (Antiphonal Style) มี ทั้งทั้เพลงแมสและเพลงประเภทอื่นๆ ผู้ปผู้ ระพันพัธ์เธ์พลงและนักออร์แร์กนชาวอังกฤษ ที่มีชื่มีชื่อชื่เสียสีงที่สุดสุในสมัยมันั้นนั้ เบิร์บิดร์ ได้รับรัอิทธิพธิลและสไตล์ในการแต่งเพลงโดยมีลัมี ลักษณะเฉพาะของ อังกฤษมาจากครูของเขาคือ Thomas Tallis ขณะที่อายุเพียพีง 20 ปี เบิร์บิดร์มีช่มีวช่งชีวิชีตวิอยู่ใยู่นสมัยมัของการขัดขัแย้งย้ทางศาสนาคริสริต์จนในที่สุดสุ อังกฤษได้จัดจัตั้งตั้นิกายใหม่ขึ้ม่ ขึ้นขึ้มาคือ The Church of England แม้ว่ม้าว่เบิร์บิดร์เป็นชาวแคธอลิคเขาประพันพัธ์เธ์พลงโบสถ์ทั้งทั้นิกายแคธอลิคและ แองกลิกัน นอกจากเพลงโบสถ์ เขาประพันพัธ์เธ์พลงคฤหัสหัถ์ประเภทต่างๆ ไว้มว้ากมาย เช่นช่มาดริกริาลเพลงสำ หรับรัคีย์บย์อร์ดร์และอื่นๆ ผลงานของ เบิร์บิดร์ ไม่ว่ม่าว่จะเป็นเพลงโบสถ์หรือรืเพลงคฤหัสหัถ์ล้วนเป็นบทเพลงที่มีคุมีณคุค่า ทั้งทั้สิ้นสิ้เบิร์บิดร์และเพื่อพื่นคือ โธมัสมัทาลิสได้รับรัพระบรมราชานุญาตจากพระ ราชินีชิ นีอลิซาเบธที่หนึ่งให้จัห้ดจัพิมพิพ์โพ์น้ตดนตรีแรีต่ผู้เผู้ดียวในสมัยมันั้นนั้ เช่นช่เพลงมาดริกริาลที่มีบมีทร้อร้งเป็นเรื่อรื่งศาสนา สิ่งสิ่หนึ่งที่เขาสร้าร้งสรรค์ไว้แว้ละถือเป็น จุดเริ่มริ่ต้นของดนตรีใรีนรูปแบบนี้คือ โอเปร่าร่ ไม่ว่ม่าว่จะเป็นการร้อร้งเดี่ยว การร้อร้ง ประสานเสียสีงและดนตรีที่รี ที่ บรรเลงล้วนนำ ไปสู่อสู่ ารมณ์ความรู้สึรู้กสึซึ่งซึ่ทำ ให้โห้อเปร่าร่ของ เขาเป็นผลงานที่ควรแก่การยกย่อย่งและแนวคิดในเรื่อรื่งการบรรเลงดนตรีปรีระกอบโอ เปร่าร่นี้เองจัดจั ได้ว่าว่เป็นจุดเริ่มริ่ต้นประวัติวั ติศาสตร์ขร์องวงออร์เร์คสตรา โอเปร่าร่ส่วส่นใหญ่ ของมอนเทแวร์ดีร์ ดีสูญสูหายไปหมด คงเหลืออยู่เยู่พียพีง 3 เรื่อรื่ง ได้แก่ Orfeo ,2 Ritorno of Ulisse in Patria (The Return of Ulysses) และ L’ Incoronazione of Poppea (The Coronation of Popea) กล่าวได้ว่าว่เขามี แนวคิดในการประพันพัธ์เธ์พลงแบบโรแมนติกดังที่เขากล่าวไว้ว่ว้าว่ดนตรีครีวรอยู่บยู่น รากฐานของธรรมชาติในความเป็นมนุษย์กย์ล่าวคือดนตรีครีวรใช้ใช้นการแสดงออกถึง ความรักรัอย่าย่งเต็มรูปแบบ ความเศร้าร้ซึมซึจนถึงความโกรธ หรือรืความสุขสุสันสัต์จนถึง ความผิดผิหวังวั


Thank you


Click to View FlipBook Version