ต้นเปื อย หรือ ต้นตะแบก ตะแบก สรรพคุณและประโยชน์ของต้นตะแบกแดง ตะแบก ชื่อวิทยาศาสตร์Lagerstroemia calyculata Kurz จัดอยู่ในวงศ์ตะแบก (LYTHRACEAE) สมุนไพรตะแบก มีชอื่ท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า แลนไห้(เชยีงใหม่), ตะแบกขาวใหญ่ (ปราจีนบุร ี), ตะแบกใหญ่ (ราชบุร ี, นครราชสีมา), เปลือยดง (นครราชสีมา), ตะแบกหนัง (จันทบุร ี), เปลือย (สุโขทัย, พิษณุโลก), ตะแบกแดง (ประจวบคีร ีขันธ์), อ้าย (สุราษฎร์ธานี), ป๋วย เปื๋อย เปื๋อยขาว เปื๋อย ตุ้ย เปื๋อยค่าง เปื๋อยน้า เปื๋อยลั้วะ เปื๋อยเปลือกหนา (ภาคเหนือ), เปือย (ลานช้าง), ตะแบก ตะแบก ใหญ่ ตะแบกหนัง (ภาคกลาง), กะแบก (ไทย), ตะคู้ฮก (กะเหร ี่ยง-แม่ฮ่องสอน), บองอยาม (มาเลเซีย-ปัตตานี) เป็นต้น
ลักษณะของตะแบก • ต้นตะแบก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 15-35 เมตร เร ือนยอดเป็นรูปเจดีย์ต่า ๆ แตก กิ่งก้านสาขาออกรอบต้น เปลือกล าต้นเกลี้ยงเป็นสีเทาอมเหลือง หร ือ สีน้าตาลอมเทา มีรอยขรุขระเป็นหลุมตื้น ๆ เกิดจากสะเก็ดแผ่นบาง ๆ ของเปลือกที่หลุดร่วงไป ดูคล้ายกับเปลือกต้นฝรั่ง แต่จะมีจุดด่างขาว ๆ อยู่ตามล าต้น ทางตอนบนของล าต้นจะค่อนข้างเร ียบ ส่วนเปลือก ชั้นในเป็นสีชมพูอมม่วง ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สลับกับชั้นลายเส้นสีขาว โคนต้นเป็นพูพอนชัดเจน ตรงส่วนที่เป็นพูพอนมักจะกลวงขึ้นไป ประมาณ 3-5 เมตรจากผิวดิน ตามกิ่งอ่อนมีขนสีน ้ าตาลสาก ๆ ขึ้น หนาแน่น เนื้อไม้มีความแข็งประมาณ 628 กก. ความถ่วงจ าเพาะ ประมาณ 0.68 ความแข็งแรงประมาณ 1,219 กก./ตร.ซม. ความ เหนียวประมาณ 2.89-กก.-ม. ความดื้อประมาณ 112,700 กก.ตร. ซม. และมีความทนทานตามธรรมชาติ ตั้งแต่ 3-17 ปี เฉลี่ยประมาณ 9.4 ปี อาบน้ายาไม้ได้ยากมาก (ชั้นที่ 5) ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้น ในป่าราบ ป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณชื้นและแล้งทั่วไปทาง ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความสูงจากระดับน้าทะเลประมาณ 100- 400 เมตร พบได้มากที่ป่ายุบศร ีราชา (ต้นตะแบกที่ขึ้นในป่าดงดิบจะ ไม่ผลัดใบ)
ใบตะแบก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเร ียงสลับกัน บางทีออกเร ียงเกือบตรงข้าม ลักษณะ ของใบเป็นรูปไข่หร ือรูปขอบขนานแกมรูปหอก เห็นตาง่ามชัดเจน ใบมีขนาดเล็กกว่าใบ อินทนิลน้า (ขนาด 2 ใน 3 ส่วน) ปลายใบทู่ โคนใบทู่หร ือกลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-14 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว หลังใบเกลี้ยง หร ือเกือบเกลี้ยง ส่วนท้องใบมีขนสีน้าตาลสาก ๆ ขึ้นหนาแน่น ตะแบกเป็นไม้กึ่งผลัดใบ ซึ่งจะผลัดใบหร ือไม่ผลัดใบก็ได้ แต่ถ้าผลัดใบก็จะผลัดใบในช่วงประมาณเดือนธันวาคม ถึงเดือนมีนาคม และจะแตกใบใหม่ในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม
ดอกตะแบก ออกดอกเป็นชอ่แบบเป็นกลุ่มย่อย ออกเป็นชอ่ โต ๆ ตามปลายกิ่ง ตามส่วนต่าง ๆ จะมี ขนสาก ๆ ขึ้นทั่วไป ดอกจะมีขนาดเล็ก เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ดอกมีกลีบดอก 6 กลีบ แยกจากกันเป็นอิสระ โคนกลีบติดกับผนังด้านในของถ้วยกลีบ เลี้ยง โคนกลีบดอกแคบ ส่วนปลายกลีบจะเป็นแผ่นกลม ๆ สีขาวหร ือสีม่วงอมชมพูอ่อน ๆ ส่วนกลีบ เลี้ยงมี 6 กลีบ โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกออกเป็น 6 แฉก (เร ียกว่า "ถ้วยกลีบ เลี้ยง") มีขนสีสนิมขึ้นปกคลุม ดอกมีเกสรเพศผู้จ านวนมาก ขนาดไล่เลี่ยกัน ออกดอกในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม เวลาดอกบานต้นทั้งต้นจะมีอยู่ 2 สี ดูสวยงามมาก • ผลตะแบก เมื่อดอกร่วงจะติดผล ผลตะแบกจะเป็นผลแห้งที่เมื่อแก่แล้วจะแห้งแตกออกเป็น 6 แฉก ถ้วยกลีบเลี้ยงจะหุ้มโคนของผลเช่นเดียวกับอินทนิลน้าและอินทนิลบก ผลมีขนาดเล็ก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร ผลแก่เป็นสีน้าตาล แข็ง เมื่อแก่จะ แตก ภายในมีเมล็ดจา นวนมาก มีปีก เมล็ดเป็นสีน ้ าตาลเข้ม ผลตะแบกจะเรม่ิแก่ในชว่ง ประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม เมล็ดจะร่วงหล่นเมื่อเปลือกผลแตกและอ้า • ขอนดอก เป็นเนื้อไม้ที่ได้จากต้นตะแบกหร ือต้นพิกุลที่มีราลง เนื้อไม้จะมีลักษณะเป็นสีน้าตาล เข้มประขาว มองเห็นเป็นจุดสีขาวกระจายทั่วไป ภายในผุเป็นโพรงเล็ก ๆ และมีกลิ่นหอม รส จืด ขอนดอกอาจจะเป็นเนื้อไม้ที่ได้จากต้นตะแบกหร ือต้นพิกุลก็ได้ที่มีอายุมาก ๆ ยอดหักเป็น โพรง มักมีเชื้อราเข้าไปเจร ิญในเนื้อไม้และไม้ยืนต้นตาย เนื้อไม้จึงเหมือนไม้ผุ
สรรพคุณของตะแบก 1. เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ลงแดง (เปลือก) 2. เปลือกใช้ปรุงเป็นยาแก้บิด และมูกเลือด (เปลือก) 3. ขอนดอกมีสรรพคุณเป็นยาบ ารุงหัวใจ บ ารุงปอด บ ารุงตับ บ ารุงทารกครรภ์ (ขอนดอก) 4. ใช้เป็นยาแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น บ ารุงดวงจิตให้ชุ่ม ชื่น (ขอนดอก) 5. ใช้เป็นยาแก้ไข้ร้อนเพื่อตร ีโทษ แก้เหงื่อ แก้เสมหะ (ขอนดอก) 6. ในบัญชียาจากสมุนไพร มีปรากฏการใช้ขอนดอกในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียน โลหิต (แก้ลม) ซึ่งมีส่วนประกอบของขอนดอก ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในต ารับ ได้แก่ ต ารับ "ยาหอมเทพจิตร" ที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมกองละเอียด (อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น บ ารุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น) และต ารับ "ยาหอมนวโกฐ" ที่มีสรรพคุณในการแก้ลม วิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในอก ในผู้สูงอายุ แก้ลมปลายไข้ (อาการหลังจาก การฟื้นไข้แล้วยังมีอาการคลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ท้องอืด อ่อนเพลีย) (ขอนดอก) 7. ต าราพระโอสถพระนารายณ์มีปรากฏการใช้ขอนดอกร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ อีก 15 ชนิด อย่าง ละเท่ากัน น ามาบดให้ละเอียด ท าเป็นแท่ง ใช้น้าดอกไม้เป็นกระสายยา เมื่อจะใช้ก็ละลายน้า ซาวข้าวหร ือน้าดอกไม้ก็ได้ ใส่พิมเสนลงไปเล็กน้อย ใช้ชโลมตัวเป็นยาแก้ไข้ (ขอนดอก) ประโยชน์ของตะแบก • ไม้ตะแบกเป็นไม้ที่มีคุณค่าชนิดหนึ่งของไทย เนื้อไม้มีลักษณะเป็นสีเทาถึงสีน้าตาลอมเทา เสี้ยนไม้ตรงหร ือเกือบตรง เนื้อไม้มีความละเอียดปานกลาง เป็นมัน แข็ง เหนียว แข็งแรง เลื่อยไสกบ ตกแต่งได้ง่าย ขัดชักเงาได้ดี จึงมีการน ามาใช้ประโยชน์กันมาก ไม่ว่าจะเป็นการ น ามาใชท้ าสิ่งปลูกสรา้งที่ต้องการรบัน ้ าหนักมาก ๆ เชน่รอด ตอ กาน เคร ื่องบน ไม้ปาร์เกต์ ใช้ในงานก่อสร้างอาคารบ้านเร ือน เร ือ แพ เกวียน แจว เคร ื่องมือกสิกรรม ฯลฯ ส่วนไม้ ตะแบกชนิดลายจะนิยมน ามาใช้ท าเคร ื่องเร ือน ด้ามหอก ด้ามมีด พานท้ายปืน คิวบิลเลียด ด้ามปากกา ด้ามร่ม ไม้ถือ กรอบรูปภาพ สันแปรง ไม้บุผนังที่สวยงาม มีลักษณะเหมือนไม้ เสลา สามารถน ามาใช้ทดแทนกันได้ดี • นอกจากนี้เนื้อไม้ยังสามารถน ามาใช้ท าเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี คือ ถ้าน ามาถ่ายเป็นถ่านและ ฟืนจะให้ค่าความร้อนถึง 7,524 และ 4,556 แคลอร ีต่อกรัม (ค านวณจากตัวอย่างแห้ง) • มีการน าต้นตะแบกมาปลูกเป็นไม้ประดับในรูปสวนป่าน้อย ปัจจุบันนิยมน ามาปลูกเป็นไม้ ดอกไม้ประดับทั่วกันอย่างแพร่หลาย