เครื่องมอื สำหรับเก็บรวบรวมขอ้ มูลใน
กำรศึกษำทำงวิทยำกำรระบำด
Tools for collecting information on
epidemiological studies
การศกึ ษาทางวทิ ยาการระบาด ทงั้ 3แบบ คอื เชงิ พรรณนา เชงิ วเิ คราะห์
และเชงิ ทดลอง โดยเคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นทางวทิ ยาการระบาดสามารถแบง่ ออกเป็น
2 ประเภทใหญๆ่
1.เคร่อื งมอื สาหรบั เกบ็ รวบรวมทางสงั คมศาสตร์
• ชนิดของเคร่อื งมอื
❖ แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู (Record)
❖ แบบสอบถาม (Questionnaire)
❖ แบบสมั ภาษณ์ (Interview)
❖ แบบทดสอบหรอื แบบวดั ความรู้ (Test)
❖ การสงั เกต (Observation)
• การทดสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื สาหรบั เกบ็ รวบรวมทางสงั คมศาสตร์
❖ การทดสอบความตรงหรอื ความถกู ตอ้ ง (Validity)
❖ การทดสอบความเทยี่ ง (Reliability)
2.เคร่อื งมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทางวทิ ยาศาสตร์
• การทดสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื สาหรบั เกบ็ รวบรวมทางวทิ ยาศาสตร์
▪ ความตรงหรอื ความถกู ตอ้ ง (Validity)
o ความตรงตามเน้ือเร่อื ง (Content validity)
o ความตรงตามโครงสรา้ ง (Construct validity)
o ความตรงตามเกณฑส์ มั พนั ธ์ (Criterion-related validity)
▪ การทดสอบความเทย่ี ง (Reliability)
เป็นการทดสอบคณุ สมบตั ขิ องเคร่อื งมอื ทมี่ คี วามคงเสน้ คงวา
หรอื ความแมน่ ยาของส่งิ ทว่ี ดั กนั ซ้าๆกนั ซ่ึงสามารถทดสอบโดยการนา
แบบทดสอบไปใชก้ บั กลมุ่ ตวั อยา่ งทมี่ คี ณุ สมบตั ใิ กลเ้ คยี งกบั ตวั อยา่ ง
ประชากรจรงิ โดยกลมุ่ ตวั อยา่ งทที่ ดสอบประมาณ 30-50 ราย โดยใชว้ ธิ ี
Kuder-Richardson (KR-20, KR-21) หรอื วธิ สี มั ประสทิ ธ์ขิ อง
Cronbach
• เคร่อื งมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทางวทิ ยาศาสตร์
➢ การทดสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื สาหรบั เกบ็ รวบรวมทางวทิ ยาศาสตร์
❖ ความตรงหรอื ความถกู ตอ้ ง (Validity)
- ความไว (Sensitivity) หมายถงึ ความสามารถของเคร่อื งมอื หรอื
วธิ กี ารทดสอบ ในการตรวจแยกบคุ คลทเี่ ป็นโรคไดถ้ กู ตอ้ งจาก
กลมุ่ ทที่ ราบแน่นอนวา่ เป็นโรค หรอื ความสามารถของเคร่อื งมอื
หรอื วธิ ที ดสอบในการตรวจพบสารทต่ี อ้ งการตรวจไดใ้ นปรมิ าณ
นอ้ ยทส่ี ดุ
- ความจาเพาะ (Specificity) หมายถงึ ความสามารถของ
เคร่อื งมอื หรอื วธิ กี ารทดสอบ ในการตรวจแยกบคุ คลทไ่ี มเ่ ป็นโรค
ไดถ้ กู ตอ้ งจากกลมุ่ ทที่ ราบแน่นอนวา่ ไมเ่ ป็นโรค หรอื
ความสามารถของเคร่อื งมอื หรอื วธิ ที ดสอบในการตรวจพบสารท่ี
ตอ้ งการตรวจไดจ้ าเพาะเจาะจง ไมม่ ปี ฏกิ ริ ยิ าขา้ ม (Cross-
reaction) กบั สารอ่นื ๆ
คา่ การพยากรณแ์ ละอตั ราความชกุ ของโรค
o ในการเลอื กชดุ ทดสอบสาหรบั การทางานภาคสนาม หรอื คดั กรองผปู้ ว่ ยใน
ชมุ ชนส่งิ ทต่ี อ้ งคานึงถงึ มากคอื SensitivityและPositive predictive value
o คา่ Sensitivityและ Specificityของชดุ การทดสอบจะไมข่ ้นึ อยกู่ บั อตั ราความ
ชกุ ของโรคทต่ี อ้ งการทดสอบในชมุ ชน แตค่ า่ Positive predictive value,
Negative predictive value จะข้นึ อยกู่ บั อตั ราความชกุ ในชมุ ชน
การเลอื กจดุ ตดั ของเคร่อื งมอื หรอื วธิ ที ดสอบ
(Selection of cut-off point of screening test)
ในการทดสอบทผ่ี ลของการทดสอบใหค้ า่ เชงิ ปรมิ าณ ผดู้ าเนินการทดสอบตอ้ ง
เลอื กจดุ ตดั เพ่อื ใหข้ อ้ สรปุ วา่ ผไู้ ดร้ บั การทดสอบมผี ลการตรวจเป็นบวกหรอื ลบ เป็น
โรคหรอื ปกติ แนวทางในการเลอื กจดุ ตดั อาจพจิ ารณาส่งิ ตอ่ ไปน้ี
o ธรรมชาตขิ องโรค (Natural History of Disease)
➢ ถา้ เป็นโรคทไ่ี มพ่ บในคนทว่ั ไป ไมม่ พี าหะ ไมม่ ผี ตู้ ดิ เช้อื แบบไมป่ รากฏ
อาการ หรอื มแี ตน่ อ้ ยมาก สามารถกาหนดจดุ ตดั ของผลบวกทคี่ า่ สงู กวา่
คา่ เฉลย่ี ของคนปกตทิ ว่ั ไป เน่ืองจากคา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานของคนทวั่ ไป
ตา่ มาก
➢ ถา้ ธรรมชาตขิ องโรค เป็นโรคทพ่ี บไดบ้ อ่ ยๆ หรอื เป็นโรคประจาทอ้ งถ่นิ
(Endemic) มพี าหะนาโรค หรอื มผี ตู้ ดิ เช้อื แบบไมป่ รากฏอาการ
การเลอื กจดุ ตดั ผลบวกควรเลอื กโดยใชค้ า่ ทางสถติ มิ าชว่ ย ในกรณี
เชน่ นี้จดุ ตดั ผลบวกอาจเป็น คา่ ทมี่ ากกวา่ X + 2 SD หรอื
คา่ ทม่ี ากกวา่ X + 3 SDซ่งึ การเลอื กจดุ ตดั จะมผี ลตอ่ ความไวและ
ความจาเพาะของเคร่อื งมอื หรอื วธิ ที ดสอบ
• พจิ ารณาจากความตอ้ งการของผศู้ กึ ษา
❖ ตอ้ งการความไวสงู ๆ (เกอื บรอ้ ยละ 100)
❖ ตอ้ งการความจาเพาะสงู ๆ (เกอื บรอ้ ยละ 100)
❖ ตอ้ งการประสทิ ธภิ าพสงู
เกณฑใ์ นการเลอื กจดุ ตัดสาหรับเคร่อื งมอื คดั กรองโรค
o คา่ sensitivity สงู
มกั จะเลอื กใช้การทดสอบ (หรอื จดุ ตดั ) ทมี่ Sี ensitivityสงู เม่อื
➢ โรคนนั้ เป็นโรคทรี่ า้ ยแรง ถา้ พลาดจากการตรวจพบเสยี ตงั้ แตแ่ รกเร่มิ
จะกอ่ ผลเสยี ใหก้ บั ผปู้ ว่ ยมาก หรอื เป็นอนั ตรายถงึ แกช่ วี ติ
➢ ใชส้ าหรบั โรคทร่ี า้ ยแรงแตร่ กั ษาใหห้ ายได้ และถา้ ไมไ่ ดร้ บั การรกั ษา
โรคกส็ ามารถทจ่ี ะตดิ ตอ่ แพรห่ ลายไปยงั คนจานวนมากได้
➢ ผลของ false positive จะไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ผลเสยี ตอ่ ตวั ผถู้ กู ทดสอบหรอื
จติ ใจมากนกั
➢ หลงั จากทดสอบแลว้ ในกลมุ่ ทผี่ ดิ ปกติ สามารถทาการตรวจวนิ ิจฉยั เพ่อื
ยนื ยนั ดว้ ยวธิ อี ่นื ไดง้ า่ ย การทดสอบยนื ยนั มรี าคาถกู สะดวก และไมเ่ ป็น
อนั ตรายตอ่ ผถู้ กู ทดสอบ
➢ ใช้ในกรณีทมี่ คี วามชกุ ของโรคคอ่ นขา้ งนอ้ ย และเราตอ้ งการใหไ้ ดผ้ ปู้ ว่ ย
ทมี่ อี ยทู่ ง้ั หมดในกรณีนี้ การไดผ้ ล negative จากการคดั กรอง จะเป็น
การ rule out ผทู้ ไ่ี มเ่ ป็นโรคออกไป
o คา่ specificity สงู
เราจะเลอื กใชก้ ารทดสอบ (หรอื จดุ ตดั ) ทม่ี sี pecificityสงู เม่อื
▪ ใชส้ าหรบั โรคทเ่ี ม่อื การทดสอบใหผ้ ลบวกเทยี ม (false positive)
จะมผี ลเสยี ตอ่ ตัวผปู้ ว่ ยมาก ทงั้ ในดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ และอารมณ์ หรอื มี
ผลตอ่ ผใู้ กลช้ ดิ กบั ผปู้ ว่ ยดว้ ย
▪ ในกรณีทม่ี ผี ปู้ ว่ ยหรอื ผตู้ ดิ เช้อื ทต่ี รวจไมพ่ บ (ผลลบเทยี ม หรอื false
negative) ทเ่ี ป็นโรคทไ่ี มต่ ดิ ตอ่ ไปยงั ผอู้ ่นื และเป็นโรคทไี่ มร่ นุ แรง
หรอื ไมม่ คี วามเสยี หายตอ่ ตวั ผปู้ ว่ ยมากนกั
▪ เป็นโรคทไี่ มส่ ามารถทาการตรวจวนิ ิจฉยั เพ่อื ยนื ยนั โดยวธิ อี ่นื หรอื ทาได้
ยาก และวธิ นี นั้ เม่อื กระทาแลว้ อาจเป็นอนั ตรายตอ่ ตวั ผปู้ ว่ ย
o หลกั เกณฑใ์ นการเลอื กเคร่อื งมอื หรอื วธิ กี ารทดสอบ
❖ เลอื กเคร่อื งมอื วดั ทม่ี คี วามถกู ตอ้ ง (Validity) กลา่ วคอื เลอื กวธิ กี าร
ทดสอบหรอื เคร่อื งมอื ทมี่ คี า่ ความไว และความจาเพาะสงู ทงั้ คู่
หรอื มปี ระสทิ ธภ์ าพเคร่อื งมอื สงู
❖ เลอื กเคร่อื งมอื ทม่ี คี วามน่าเช่อื ถอื สงู และมคี วามแมน่ ยาสงู
(Good reliability หรอื precision)
❖ เลอื กเคร่อื งมอื ทท่ี ดสอบไดง้ า่ ย และไดผ้ ลเรว็ (Rapid test)
❖ เลอื กเคร่อื งมอื หรอื วธิ กี ารทดสอบทร่ี าคาไมแ่ พง น้ายาคงทน ไมเ่ ส่อื ม
สลาย หาไดง้ า่ ย ซ้อื ไดส้ ะดวก
❖ ใชต้ วั อยา่ งทดสอบในปรมิ าณนอ้ ยสามารถทาไดค้ รงั้ ละหลายๆตวั อยา่ ง
ไดพ้ รอ้ มๆกนั
❖ เลอื กวธิ กี ารทดสอบใหเ้ หมาะกบั ส่งิ ทตี่ อ้ งการศกึ ษา ซ่งึ ข้นึ อยกู่ บั ความรู้
และประสบการณข์ องผเู้ ลอื ก
o ความผดิ พลาดในการวดั (Measurement error)
➢ ความผดิ พลาดจากการสมุ่ ตวั อยา่ ง (Random error หรอื sampling
error) เป็นความผดิ พลาดทเ่ี กดิ จากการเลอื กประชากร เน่ืองจากใน
การศกึ ษาวจิ ยั ไมส่ ามารถจะทาการศกึ ษาประชากรทงั้ หมดได้
➢ ความผดิ พลาดจากการวจิ ยั (Systemic errorหรอื bias) เป็นความ
ผดิ พลาดทเี่ กดิ ข้นึ ในกระบวนการศกึ ษาวจิ ยั ตงั้ แตก่ ารออกแบบงานวจิ ัย
การดาเนินงานวจิ ัย และการวเิ คราะหผ์ ล ทาใหเ้ กดิ ความคลาดเคล่อื นใน
การประเมนิ ผลซ่งึ ขอ้ ผดิ พลาดจากกระบวนการวจิ ยั สามารถเกดิ ไดจ้ าก
❖ การเลอื กตวั อยา่ ง (Selection bias)
ในการเลอื กตวั อยา่ งบางครงั้ อาจเกดิ อคตใิ นการเลอื ก
ตวั อยา่ งทง้ั น้ีอาจเพ่อื อานวยความสะดวกในการทางานวจิ ยั
ซ่งึ ทาใหเ้ กดิ ความผดิ พลาดในการวดั ได้
❖ การวดั หรอื รวบรวมขอ้ มลู (Information bias)
เป็นความผดิ พลาดทเี่ กดิ จากการสอบถาม การตรวจสอบ
การวดั ดว้ ยเคร่อื งมอื
✓ ความผดิ พลาดจากผสู้ อบถาม หรอื ผวู้ ดั
✓ ความผดิ พลาดอนั เกดิ เน่ืองจากประชากรตวั อยา่ ง
✓ ความผดิ พลาดอนั เน่ืองจากเคร่อื งมอื ทใ่ี ชต้ รวจวดั
❖ ตวั แปรกวน (Confounder)
ตวั แปรสามารถบดิ เบอื นผลของตวั แปรทผ่ี ทู้ าการวิจยั กาลงั
ศึกษาได้
ขน้ั ตอนกำรวจิ ยั ทำงระบำดวทิ ยำ
การวจิ ยั ทางระบาดวทิ ยา กเ็ หมอื นการวจิ ยั ทว่ั ๆไป คอื แบง่ ออก
ไดเ้ ป็น3ระยะใหญๆ่
• ระยะวางโครงรา่ งและสรา้ งแนวความคดิ รวบยอดเกยี่ วกบั การวิจยั
(Conceptual Phase)
➢ กาหนดปัญหา วตั ถปุ ระสงค์ และสมมตฐิ านการวจิ ัย
➢ ทบทวนเอกสาร
❖ ตวั แปรในการวจิ ยั
1. ตวั แปรตน้ หรอื ตวั แปรอสิ ระ(Independent variables)
2. ตวั แปรตาม(Dependent variable)
3. ตวั แปรภายนอก(Extraneous variables)
➢ กาหนดประชากรทจี่ ะศกึ ษา
➢ กาหนดรปู แบบการศกึ ษา
❖ การศกึ ษาเชงิ นิเวศน(์ Ecological study)
❖ การศกึ ษาภาคตดั ขวาง (Cross -sectional study)
❖ การศกึ ษาแบบ Case-control study
❖ การศกึ ษาแบบ Cohort study (ใชไ้ ดท้ งั้ Analytical และ
Intervention)
➢ การสรา้ งเคร่อื งมอื ในการรวบรวมขอ้ มลู
❖ เคร่อื งมอื
1. วธิ กี ารตรวจอจุ าระKato Thick Smear
2. แบบสอบถาม ขอ้ มลู ทวั่ ไป, พฤตกิ รรมการกนิ
➢ การทดสอบแบบการวจิ ยั และเคร่อื งมอื
▪ Stool examinationใชว้ ธิ ขี องKato’s Thick smear
▪ แบบสอบถาม ใชว้ ธิ กี ารประชมุ วพิ ากษค์ วามครอบคลมุ
และทดสอบแบบสอบถามใน ม. 6 (นอกเขตการศกึ ษา)
และปรบั ปรงุ เน้ือหาใจความใหเ้ หมาะสมกบั พ้นื ที่
➢ การระบขุ อบเขตขอ้ สมมติ และขอ้ จากดั ของการวจิ ยั
ผวู้ จิ ยั จะตอ้ งมองเหน็ และยอมรบั วา่ ในการวจิ ยั ของตนนนั้
มขี อ้ จากดั และมขี อ้ สมมตทิ ใ่ี ชเ้ ป็นพ้นื ฐานการวจิ ัย
➢ การจดั เตรยี มดา้ นการดาเนินการ
✓ งบประมาณ
✓ คน
✓ ชว่ งเวลาทด่ี าเนินการ
➢ การเขยี นโครงรา่ งการวจิ ยั (สาหรบั ขอทนุ หรอื อนมุ ตั ดิ าเนินการ)
o ช่อื เร่อื ง(Title)
o ความสาคญั และทมี่ าของปัญหา(Rationale)
o วตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา(Purpose of The Study)
o คาถามการวจิ ยั (Research Question)
o สมมตฐิ านการวจิ ยั (Hypothesis)
o ขอบเขตการวจิ ยั (Scope of the Research)
➢ ขอบเขตดา้ นประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
➢ ขอบเขตดา้ นพ้นื ที่
➢ ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
o นิยามเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร (Operational Definition )
o แนวคดิ ทฤษฎี งานวจิ ยั และเอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ ง(Literature Review)
o วธิ ดี าเนินการวจิ ยั (Research Methodology)
➢ รปู แบบการวจิ ยั
➢ ประชากร, กลมุ่ ตวั อยา่ ง, วธิ กี ารสมุ่ (Population, Sample and
Sampling)
➢ เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มลู
➢ วธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มลู (Data Collection)
➢ วธิ กี ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู (Data Analysis)
o แผนการดาเนินงานวจิ ยั
o งบประมาณ
o ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะไดร้ บั
o เอกสารอา้ งองิ
o ภาคผนวก(แบบสอบถาม, วธิ กี ารตรวจทางวทิ ยาศาสตร)์
• ระยะลงมอื ปฏบิ ตั ิตามแนวความคดิ (Empirical phase)
➢ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (Data collectionหรอื Observation)
➢ การจดั ระเบยี บขอ้ มลู (Data systematization)
➢ การวิเคราะหข์ อ้ มลู (Data analysis)
• ระยะแปลผลขอ้ มลู (Interpretation phase)
โดยทว่ั ไปการเขยี นรายงานการวจิ ยั จะม2ี ลกั ษณะ
❖ รายงานฉบบั สมบรู ณ์ จะประกอบดว้ ย5บท คอื บทท1ี่ กลา่ วถงึ
บทนา, บทท2ี่ กลา่ วถงึ แนวคดิ ทฤษฎเี อกสารและงานวจิ ยั ท่ี
เกยี่ วขอ้ ง, บทท3่ี กลา่ วถงึ วธิ ดี าเนินการวจิ ยั , บทท่ี 4 กลา่ วถงึ
ผลการวจิ ยั , บทท่ี 5 สรปุ และอภปิ รายผล และเอกสารอา้ งองิ
รวมถงึ ภาคผนวกตา่ งๆ ซ่งึ อาจเป็นวธิ กี ารตรวจ หรอื แบบสอบถาม
ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
❖ รายงานเพ่อื ลงพมิ พเ์ ผยแพรใ่ นวารสาร จะข้นึ อยกู่ บั วารสารนน้ั ๆ
วา่ จะใหเ้ ขยี นในลกั ษณะอยา่ งไร ผวู้ จิ ยั ตอ้ งศกึ ษากอ่ นทจี่ ะเขยี น
เพ่อื สง่ ลงพมิ พ์ ตวั อยา่ งเชน่ การสง่ ลงพมิ พใ์ นวารสาร
The Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and
Public Healthจะมหี วั ขอ้ ในการเขยี นคอื Title, Authors and
institute, Abstract, Introduction, Materials and
Methods, Results, Discussion, Acknowledgements,
References.
กำรเฝำ้ ระวงั ทำงวทิ ยำกำรระบำด
ความหมายของการเฝา้ ระวงั ทางวทิ ยาการระบาด
การเฝา้ ระวงั (Surveillance) เป็นรากฐานของวทิ ยาการระบาดสมยั ใหมส่ าหรบั
งานสาธารณสขุ เพ่อื ใชเ้ ป็นแนวทางในการปอ้ งกนั และควบคมุ โรค โดยในอดตี การเฝา้
ระวงั เกดิ ข้นึ เพ่อื เป็นแนวทางในการปอ้ งกนั และควบคมุ โรคตดิ เช้อื แตใ่ นระยะตอ่ มา
ไดข้ ยายขอบขา่ ยของงานไปยงั โรคไรเ้ ช้อื แขนงตา่ งๆเชน่ การเฝา้ ระวงั ทางโภชนาการ
การเฝา้ ระวงั อบุ ตั เิ หตุ การเฝา้ ระวงั การพกิ ารแตก่ าเนิด เป็นตน้ และในปัจจบุ นั ได้
นาไปใชใ้ นการเฝา้ ระวงั ปัจจยั เสย่ี งตา่ งๆเชน่ การสบู บหุ ร่ี การด่มื สรุ า การตดิ สารเสพ
ตดิ เป็นตน้
วัตถปุ ระสงคข์ องการเฝา้ ระวงั ทางระบาดวทิ ยา
• ใหท้ ราบถงึ สถานการณข์ องโรคทเี่ ป็นปัญหาสาธารณสขุ
• เพ่อื ใหท้ ราบถงึ แนวโนม้ ทเี่ ปลย่ี นแปลงไปของโรคภยั ทง้ั ทเี่ กดิ จากธรรมชาติ
และ การกระทาของมนษุ ย์
• เพ่อื ตรวจคน้ ใหท้ ราบถงึ กลมุ่ ประชาชนทเ่ี สย่ี งตอ่ การเกดิ โรคภยั
(Population at risk) เพ่อื จะไดห้ าวธิ กี ารปอ้ งกนั ควบคมุ ไดท้ นั ทว่ งที
• เพ่อื ตดิ ตามลกั ษณะทางระบาดวทิ ยาของโรคภยั ไขเ้ จบ็ วา่ มแี นวโนม้
เปลยี่ นแปลงไปอยา่ งไร เพ่อื หาองคค์ วามรใู้ หมน่ าไปใชใ้ นการปรบั ปรงุ และ
ควบคมุ ปอ้ งกนั โรค
ขอบเขตของการเฝา้ ระวงั และประโยชนข์ องการเฝา้ ระวงั
o ขอบเขตของการเฝา้ ระวัง
การเฝา้ ระวงั ทางวทิ ยาการระบาด จะครอบคลมุ ทง้ั งานโรคตดิ เช้อื และ
โรคไรเ้ ช้อื โดยขอบเขตทส่ี าคญั ของการเฝา้ ระวงั
➢ การเฝา้ ระวงั การปว่ ย
➢ การเฝา้ ระวงั การตาย
➢ การเฝา้ ระวงั การระบาด
➢ การเฝา้ ระวงั การใชว้ คั ซนี เซรมุ่ และยา
➢ การเฝา้ ระวงั ปัจจยั ทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การเกดิ โรค
o ประโยชนข์ องการเฝา้ ระวัง
▪ ตรวจพบปัญหาโรคภยั ไขเ้ จบ็ ไดท้ นั ทว่ งที และชว่ ยบอกสาดบั
ความสาคญั ของปัญหา
▪ ไดข้ อ้ มลู ในการวางแผนงานอนามยั และคาดคะเนความตอ้ งการดา้ น
อนามยั ในอนาคต
▪ ขอ้ มลู การเฝา้ ระวงั เป็นแนวทางในการปอ้ งกนั และควบคมุ โรค
▪ ขอ้ มลู การเฝา้ ระวงั เป็นแนวทางในการประเมนิ ผลการปอ้ งกนั และควบคมุ
โรคและโปรแกรมแทรกแซงทางสขุ ภาพอนามยั อ่นื ๆ
▪ เป็นแนวทางในการรกั ษาพยาบาล คน้ หาสาเหตขุ องโรคและสาเหตกุ าร
ระบาดของโรค
รปู แบบการเฝา้ ระวงั ทางระบาดวทิ ยา
o การเฝา้ ระวงั เชิงรกุ (Active Surveillance)
เป็นการเฝา้ ระวงั ทผี่ รู้ วบรวมขอ้ มลู เขา้ ไปตดิ ตามคน้ หาปัญหาทเี่ ฝา้ ระวงั
ในชมุ ชนอยา่ งใกลช้ ดิ วธิ นี ้ีจะทาใหส้ ามารถทราบปัญหาไดร้ วดเรว็ และคมุ
คณุ ภาพขอ้ มลู และไดข้ อ้ มลู ครบถว้ น ใชก้ บั การเฝา้ ระวงั ในพ้นื ทที่ ไี่ มก่ วา้ งและ
เวลาสน้ั ๆ
o การเฝา้ ระวงั เชิงรบั (Passive Surveillance)
เป็นการเฝา้ ระวงั ทผ่ี ทู้ าการเฝา้ ระวงั รบั และรวบรวมขอ้ มลู จาก ผใู้ หบ้ รกิ าร
สาธารณสขุ เชน่ โรงพยาบาล สถานีอนามยั ศนู ยบ์ รกิ ารสขุ ภาพโรงพยาบาลรฐั
และเอกชน
o การเฝา้ ระวงั เฉพาะพ้ืนท(ี่ Sentinel Surveillance)
เป็นการเฝา้ ระวงั ทร่ี วบรวมขอ้ มลู จากผปู้ ฏบิ ตั งิ านทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ปัญหาที่
เลอื กไวแ้ ลว้ เชน่ การเฝา้ ระวงั โรคเฉพาะพ้นื ทข่ี องการตดิ เช้อื เอดสใ์ นประเทศ
ไทย ซ่งึ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในหอ้ ง LAB ของโรงพยาบาล ตอ้ งรายงาน ผลการตรวจ
HIV ในกลมุ่ ผมู้ าบรจิ าคเลอื ดทธ่ี นาคารเลอื ด หญงิ ฝากครรภ์ ทหารเกณฑ์
หญงิ บรกิ าร ชายบริการ
o การเฝา้ ระวงั เฉพาะ(Special System Surveillance)
เป็นการเฝา้ ระวงั ทใ่ี ชก้ บั ปัญหาทเี่ ฉพาะ เชน่ การเฝา้ ระวงั โรคตดิ เช้อื ใน
โรงพยาบาล (Nosocomial Infection surveillance) การเฝา้ ระวงั สขุ ภาพของ
คนงานในโรงงาน เป็นตน้
ขา่ ยงานเฝา้ ระวงั ทางวทิ ยาการระบาดของกระทรวงสาธารณสขุ
ประเทศไทย
อาสาสมคั รสาธารณสขุ เป็นหน่วยงานลา่ งสดุ ระดบั หมบู่ า้ นทท่ี าหนา้ ทส่ี ง่ ขอ้ มลู
ขา่ วสารไปยงั หน่วยงานลาดบั ถดั ไป
➢ สถานีอนามยั เม่อื มผี ปู้ ว่ ยเขา้ รบั การรกั ษา และพบโรคทตี่ อ้ งรายงานทาง
ระบาดวทิ ยา(79โรค) ผรู้ บั ผดิ ชอบตอ้ งรายงานในแบบรายงาน506และ
สง่ ไปทสี่ าธารณสขุ อาเภอ
➢ สาธารณสขุ อาเภอ เม่อื ไดร้ บั รายงานจาก สถานีอนามยั จะรวบรวมและสง่
ให้ศนู ยร์ ะบาดวทิ ยาระดบั อาเภอ ซ่งึ บางแหง่ จะอยทู่ โี่ รงพยาบาล บางแหง่
จะอยทู่ ่ี สาธารณสขุ อาเภอ
➢ โรงพยาบาล เม่อื มเี ม่อื มผี ปู้ ว่ ยเขา้ รบั การรกั ษา และพบโรคทตี่ อ้ งรายงาน
ทางระบาดวทิ ยาผรู้ บั ผดิ ชอบตอ้ งรายงานในแบบรายงาน506และสง่ ให้
ศนู ย์ระบาดวทิ ยาระดบั อาเภอ
➢ ศนู ย์ระบาดวทิ ยาระดบั อาเภอ นาขอ้ มลู จาก รายงาน506ตรวจสอบ
ความถกู ตอ้ ง ใหร้ หสั และนาขอ้ มลู เขา้ เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ ซ่งึ มรี ะบบ
รองรบั การนาเขา้ ขอ้ มลู 506จากนนั้ ประมวลผลขอ้ มลู เพ่อื ทราบ
สถานการณข์ องโรค และจะสง่ ขอ้ มลู ออกเป็น electronic file สง่ ให้
สานกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั ผา่ นชอ่ งทางตา่ งๆ (e-mail, ftp,
diskette)และนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ระบาดผา่ นการประชมุ
ระดบั อาเภอ ใหร้ ะดบั ตาบลทราบ
➢ งานระบาดวทิ ยา สานกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั รวบรวมขอ้ มลู จากศนู ย์
ระบาดอาเภอทกุ อาเภอในจังหวดั นาเขา้ เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ และสง่
ขอ้ มลู ออก(export) เพ่อื สง่ ใหร้ ะดบั กระทรวงตอ่ ไป และงานระบาดวทิ ยา
ยงั ประมวลผลขอ้ มลู เพ่อื ทราบสถานการณข์ องโรค และนาเสนอ
คณะกรรมการวางแผนและประเมนิ ผลของจงั หวดั (หวั หนา้ กลมุ่ งาน/ฝา่ ย
ใน สานกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั , ผอู้ านวยการโรงพยาบาล และ
สาธารณสขุ อาเภอ) ในการประชมุ ประจาเดอื น เพ่อื หาแนวทางแกไ้ ข
ควบคมุ ปอ้ งกนั โรคทเี่ ป็นปัญหา ณ.เดอื นนน้ั ๆ
การดาเนินการตามขา่ ยงานเฝา้ ระวงั ทางวทิ ยาการระบาด
o การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู อยา่ งเป็นระบบ(หน่วยบรกิ าร โรงพยาบาล, สถานีอนามยั ,
ศนู ยบ์ รกิ ารสาธารณสขุ อ่นื ๆ)
o การวิเคราะหข์ อ้ มลู และการแปลผล(ศนู ยร์ ะบาดอาเภอ, งานระบาด สานกั งาน
สาธารณสขุ จงั หวดั )
o การกระจายขอ้ มลู ขา่ วสารใหผ้ เู้ กย่ี วขอ้ งไดท้ ราบและนาไปใชป้ ระโยชน์ (ประชมุ
ระดบั อาเภอ, การประชมุ ระดบั จงั หวดั )
เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการดาเนินงานเฝา้ ระวงั ทางระบาดวทิ ยา
(1)บตั รรายงานผปู้ ว่ ย
(2)บตั รเปลย่ี นแปลงรายงานผปู้ ว่ ย
(3)ทะเบยี นออกเลขทบี่ ตั รรายงานผปู้ ว่ ย
(4)ทะเบยี นผปู้ ว่ ยแยกตามชนิดของโรค
(5)ทะเบยี นผูป้ ว่ ยเป็นรายวันในแต่ละเดอื นแยกตามชนิดของโรค
(6)ทะเบียนผปู้ ว่ ยเป็นรายเดอื นและอาเภอ แยกตามชนิดโรค
(7)ทะเบยี นผปู้ ว่ ยเป็นรายเดอื น ตามกลมุ่ อายแุ ละเพศแยกตามชนิดโรค
(8)รายงานสถานการณข์ องโรคประจาสปั ดาห์ ตามวนั รบั รกั ษาผู้ปว่ ย
(9)รายงานการปฏบิ ัติงานประจาเดอื น
(10)ทะเบียนรบั บตั ร รง.506 ของงานระบาดวทิ ยาจังหวดั เป็นรายวัน
(11)ทะเบยี นรบั บัตร รง.506 และบตั ร รง.507 ของงานระบาดวทิ ยาเป็นราย
เดอื น
(12)แบบบนั ทกึ กิจกรรมการใช้ประโยชน์ขอ้ มลู ขา่ วสารทางระบาดวทิ ยา
ความหมายของการระบาดของโรค
การท่ีมโี รคเกดิ ข้นึ มากอยา่ งรวดเรว็ ผดิ ปกตจิ ากท่เี คยเป็นอย่ใู นชมุ ชนน้ันๆ
เช่น ในชุมชนหน่ึงเคยมีไขไ้ ทฟอยดเ์ กิดเป็นประจาเฉลีย่ ปีละ 2ราย ในระยะเวลาหลาย
ปีที่ผา่ นมา แตค่ รนั้ ถงึ เดือนมถิ นุ ายนของปีหน่ึงมผี ้ปู ว่ ยดว้ ยโรคดังกล่าวถงึ 6ราย
ซ่งึ มากกว่าจานวนผปู้ ว่ ย(เฉล่ีย)ทเี่ คยมีมากอ่ น จงึ เรียกไดว้ ่ามีการระบาดเกิดข้นึ
การระบาดของโรค (Epidemic) ในอดตี มกั หมายถึงโรคทท่ี าใหเ้ กดิ การติดต่อ
จานวนมากผิดปกตใิ นระยะเวลาอนั ส้นั โดยเกิดข้นึ อยา่ งเฉียบพลัน เช่น โรคไขท้ รพิษ
กาฬโรค เป็นตน้ ซ่ึงมกั พบในประเทศดอ้ ยพฒั นา แต่ในปัจจบุ นั การระบาดของโรค
ครอบคลมุ ถึงโรคไรเ้ ช้ือ ซ่งึ อาจระยะเวลานานหลายปี หรือหลายสิบปี เชน่ โรคมะเรง็
โรคอบุ ัตเิ หตุ เปน็ ต้นในการเฝา้ ระวังลักษณะของการเกิดโรคในชุมชนที่พบไดจ้ ะมี
ดังนี้
❖ โรคทีเ่ กิดข้ึนแบบประปราย(Sporadic)ไดแ้ กโ่ รคท่เี กดิ ข้ึนนานๆ
ครง้ั
❖ โรคประจาทอ้ งถ่นิ (Endemic) ไดแ้ กโ่ รคทพ่ี บประจาในชมุ ชนนัน้
❖ โรคระบาด(Epidemic)คอื โรคทเี่ กดิ ข้นึ มากอย่างรวดเรว็ ซ่งึ อาจ
เกิดจากพ้ืนท่ีsporadic หรอื Endemic กไ็ ด้
❖ โรคระบาดแผ่กวา้ ง(Pandemic) โรคใดๆ ทแ่ี ผก่ ระจายไปท่วั
ประเทศ และประเทศตา่ งๆ เช่น ไขห้ วัดนก, ไข้หวัดใหญส่ ายพนั ธ์
ใหม่ ชนิด A (H1N1) หรือ โรคไขป้ วดขอ้ ยงุ ลาย (Chikungunya)
ในประเทศไทย
❖ การกระจายโรคในทอ้ งถ่นิ การกระจายของโรคในท้องถ่ิน อาจใช้
วธิ ีการง่ายๆ โดยทาแผนท่ีจุด (Spot map) โดยใช้เข็มหมดุ หรอื
ดนิ สอสจี ุดบนแผนที่ท าใหเ้ ห็นการกระจายของโรคในเขตทอ้ งที่
ตา่ งๆ ทาใหเ้ หน็ การจบั กลุม่ ของผปู้ ว่ ย (cluster) ในทอ้ งทตี่ ่างๆ
ชนิดของการระบาดของโรค
o การระบาดของโรคจากแหลง่ แพร่เช้ือรวม (Common-source epidemic)
การระบาดของโรคที่เกดิ จากการที่กลมุ่ บคุ คลไปสมั ผัสกับแหล่งแพรโ่ รครว่ มกัน
ในช่วงระยะเวลาอนั สั้น ทาใหเ้ กดิ ปว่ ยในชว่ งระยะเวลาต่างกันไมเ่ กินหน่ึงระยะฟกั ตวั
ของโรค โดยแหล่งแพร่เช้ือมักเป็น อาหาร น้า นม และการใช้ส่งิ ของภาชนะรว่ มกัน
o การระบาดของโรคจากแหล่งแพรเ่ ช้ือกระจาย (Propagated source
epidemics)
เป็นการระบาดของโรคจากบคุ คลหน่ึงไปยังบคุ คลหน่ึง จะโดยทางตรงหรือออ้ มก็
ตามโดยการแพรก่ ระจายจะเป็นช่วงๆ ผทู้ ่ีไมม่ ภี ูมคิ ุ้มกัน หรือมีความไวต่อการเป็นโรค
(Susceptible host) กจ็ ะเป็นโรคได้งา่ ย และเม่อื คนเหล่านน้ั เป็นโรคกันมากแลว้
จานวนผปู้ ว่ ยก็จะลดลง การเกิดโรคระบาดน้ีจะดาเนินไปในระยะเวลาท่ยี าวนานกวา่ การ
เกดิ โรคชนิดแรก
องคป์ ระกอบของการเฝา้ ระวงั โรคและภยั
▪ การรายงานการตาย
ความเป็นจรงิ คอื คนทกุ คนไมไ่ ดต้ ายทโ่ี รงพยาบาลทกุ คน จะมสี ่วนหน่ึงตายที่
บา้ น แตว่ า่ ไมว่ า่ จะตายท่ีไหน กม็ ีกฎหมายกาหนดให้ต้องไปแจง้ ตายภายใน 24
ชว่ั โมง ดังนนั้ ข้อมลู การตายสว่ นใหญ่จะไดจ้ ากกระทรวงมหาดไทย
▪ การรายงานการเจบ็ ปว่ ย
รายงาน504หรอื รายงานผู้ปว่ ยนอกโรงพยาบาล และสถานีอนามยั จะตอ้ ง
รายงานจานวนคนไข้ หรือการเจบ็ ปว่ ยของประชาชนทม่ี ารับบรกิ าร ให้หน่วยงานระดับ
จงั หวัดทราบ โดยจดั กล่มุ โรคเป็น 21 กลมุ่ โรค จากนน้ั จงั หวดั จะรายงานระดบั กระทรวง
ทราบ
รายงาน505หรือ รายงานผปู้ ว่ ยในผูป้ ว่ ยในมเี ฉพาะโรงพยาบาล ดังนน้ั รายงาน
505 จะรายงานเฉพาะผปู้ ว่ ยในเทา่ นนั้ การจัดกลมุ่ โรคผู้ปว่ ยในจะจดั เป็น 75 กล่มุ โรค
รายงาน506หรือรายงานโรคเฝา้ ระวังทางระบาดวทิ ยาศูนย์ระบาดวทิ ยาระดบั
อาเภอจะรายงานให้ระดบั จังหวัดทราบ
▪ การรายงานการระบาด
เม่อื มกี ารเกิดโรค หรอื อนั ตรายต่อสขุ ภาพ ในชมุ ชนมากกวา่ ปกติ หน่วยงาน
สาธารณสขุ ผ้รู ับผดิ ชอบตอ้ งจดั ใหม้ กี ารรายงานสถานการณ์หรือภาวะผดิ ปรกตนิ น้ั ข้ึน
แหลง่ ของรายงาน อาจเป็นหน่วยงานสาธารณสุขท้องถ่นิ เช่น สถานีอนามัย
โรงพยาบาล ในพ้ืนทน่ี นั้ ๆ
▪ การศกึ ษาทางห้องชันสตู รสาธารณสขุ
สามารถใช้ข้อมลู ในห้องชันสูตรโรคมาเปน็ องค์ประกอบในการเฝา้ ระวังโรคได้
ซ่ึงสามารถบอกไดท้ ้ังโรคติดตอ่ และโรคไมต่ ดิ ต่อ
▪ การสอบสวนผ้ปู ว่ ยเฉพาะราย
ข้ออมลู เกีย่ วกบั การเกดิ โรคของผปู้ ว่ ยแต่ละราย ท่ีได้จากการสอบสวนทาง
ระบาด จะชว่ ยให้ทราบถึงลักษณะการเกิดโรคท่ีเป็นอยแู่ ละท่ีกาลงั จะเปล่ยี นแปลงไป
โดยเฉพาะขอ้ มูลทเ่ี กี่ยวข้องกบั บคุ คล เช่น เพศ อายุ อาชีพ เช้ือชาติ สถานภาพสมรส
▪ รายงานการสอบสวนการระบาดในท้องท่ี
เช่นเกดิ เหตกุ ารณ์ระบาดของโรคใดโรคหน่ึงในพ้นื ท่ี ท่ีรบั ผดิ ชอบ จะต้องเขา้
ไปศึกษาทางระบาดวทิ ยาซ่ึงอธิบายถงึ รปู แบบของการระบาด ขอบเขตของการระบาด
รวมถงึ อาจสรุปถงึ ปัจจัยของการระบาดได้
▪ การสารวจทางระบาดวทิ ยา
ขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากสถานบรกิ ารทางสาธารณสขุ อาจไมเ่ พียงพอทจี่ ะแสดงถงึ การเกดิ
โรคทแี่ ทจ้ ริงได้ เพราะมคี นอกี กล่มุ หน่ึงที่อาจเขา้ ไม่ถึงการบริการดา้ นสขุ ภาพ
การสารวจทางระบาดเชิงรกุ จะท าใหท้ ราบสถานการณ์แทจ้ ริงมากข้นึ
▪ การศึกษารังของโรคในสตั ว์และการกระจายของแมลงนาโรค
ใชใ้ นการช่วยแสดงถงึ แหลง่ ทเี่ ป็นทส่ี ะสมและขยายพันธ์ของโรค กอ่ นที่จะไปสู่
มนษุ ย์ เช่นการสารวจการกระจายของยุงกน้ ปลอ่ งในภมู ภิ าคตา่ งๆ เพ่อื จะบอกถงึ แหล่ง
สะสมของโรคมาลาเรียท่ีคนเส่ียงตอ่ การเป็นโรคนี้
▪ ขอ้ มลู เก่ยี วกับการใช้วคั ซนี เซรมุ่ และยา
ขอ้ มลู การใชว้ คั ซีนอาจสะทอ้ นถึงการเกดิ โรคที่ปอ้ งกนั ไดโ้ ดยวัคซนี ลดลง หรอื
ข้อมลู การใช้ยาบางอยา่ ง จะแสดงถึงโรคบางอย่างมีจานวนมากข้นึ
▪ ข้อมูลเกีย่ วกบั ส่งิ แวดลอ้ ม
ข้อมูลประชากรและส่ิงแวดลอ้ มทเ่ี ปล่ียนแปลงไปทาใหร้ ปู แบบของการระบาด
เปลย่ี นแปลงไปดว้ ย เชน่ หากฐานประชากรมีเดก็ 10-14 มาก ก็อาจทาใหช้ ุมชนน้ีเสย่ี ง
ต่อการเป็นไข้เลอื ดออกมาก
การสอบสวนโรค
ความหมายของการสอบสวนโรค
เป็นกระบวนการท่ดี าเนนิ การเมอื่ ข้อมลู การเฝ้าระวัง(Surveillance) พบความ
ผิดปกติของการเกิดโรคการดาเนินการทางระบาดเรยี กกระบวนการนีว้ า่ การ
สอบสวน(Investigation) ซ่งึ เป็นคาเดียวกับที่ทางตารวจใช้หากเป็นโรคทรี่ ะบาด
เรากเ็ รียกวา่ การสอบสวนโรค(Outbreak investigation) หากเป็นปญั หาทีไ่ ม่ใช่
โรคกย็ งั ใชห้ ลกั การเดยี วกันได้(Problem investigation)
วัตถปุ ระสงค์ของการสอบสวนโรค
➢ ควบคมุ โรคในขณะนั้นไม่ให้ลุกลามกว้างขวางตอ่ ไป(Disease control)
นับเป็นวัตถุประสงคห์ ลกั ซงึ่ การจะควบคมุ ได้ตอ้ งรสู้ าเหตรุ ูก้ ารกระจายเพราะ
จะได้นามาตรการการท่ีถูกตอ้ งเหมาะสมเข้าไปแก้ปัญหาได้
➢ ป้องกันการเกิดโรคในอนาคต(Disease prevention)
เมอ่ื ควบคมุ การระบาดของโรคในขณะน้นั ไดแ้ ลว้ ก็ยังมคี วามจาเปน็ ทจี่ ะตอ้ ง
วางแผนเพ่ือการปอ้ งกันโรคที่จะเกิดขนึ้ ในอนาคตหรอื หลายครง้ั ทกี่ ารระบาด
ของโรคสงบลงดว้ ยตวั มันเอง
➢ เพ่ือใหไ้ ด้ความรทู้ ่ไี ม่เคยรู้มาก่อน(Gaining unknown knowledge)
แม้จะเป็นวัตถุประสงคล์ าดับท่สี ามแต่หลายคร้ังทก่ี ารสอบสวนโรคเปน็
โอกาสเดียวทเี่ ราจะไดค้ วามรหู้ ลายๆอยา่ งเกย่ี วกบั โรคนั้นๆทไี่ มเ่ คยร้มู าก่อน
หรือหากมีกเ็ ปน็ ขอ้ มูลจากประเทศอื่นๆซง่ึ การหาความรเู้ หล่านบี้ างครง้ั ไม่
อาจทาได้ด้วยการทดลองเพราะเป็นการผดิ จรยิ ธรรม
➢ เพื่อพัฒนาบคุ ลากร (Human capacity building)
การจะป้องกนั หรือควบคมุ โรคตา่ งๆใหไ้ ดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพนน้ั
หากเจ้าหนา้ ที่ได้ลงมอื ปฏิบตั จิ ริงๆกจ็ ะได้เรียนรู้และเพิ่มทกั ษะของการ
แก้ปญั หาไดด้ ียิ่งข้ึน
ข้นั ตอนในการสอบสวนโรค
o ยืนยนั การวนิ จิ ฉัยโรค (Confirm diagnosis)
o ยนื ยนั วา่ มีการระบาดจรงิ (Outbreak verification)
o รวบรวมข้อมลู ระบาดวทิ ยาเชิงพรรณนา (Descriptive Epidemiology)
o ตงั้ สมมุตฐิ านของการระบาด (Hypothesis formation)
o ทาการศึกษาระบาดวทิ ยาวเิ คราะห์เพ่ือพิสูจนส์ มมตุ ฐิ าน
(Analytic epidemiology)
o ศึกษาสภาพแวดลอ้ มและส่ิงประกอบอ่นื ๆ (Environmental study)
o สรปุ สาเหตแุ ละเขยี นรายงาน (Causal association)
o นาเสนอข้อมลู ใหผ้ ู้เกย่ี วขอ้ งไดใ้ ช้ประโยชน์ (Dissemination of result)
o ตดิ ตามผลการดาเนนิ งานสอบสวนโรค (Follow-up)
วิทยาการระบาดเกี่ยวกับโรคติดต่อ
Epidemiology of Communicable Diseases
โรคตดิ ตอ่ (Communicable Disease) คอื โรคซ่งึ เกดิ จากเช้อื โรคหรอื พษิ ของ
เช้อื โรคชนิดใดชนิดหน่ึงซ่งึ อาจถา่ ยทอดจากคนหรอื สตั วท์ เ่ี ป็นโรคไปสคู่ นปกตไิ ด้ จะ
โดยทางตรงหรอื ทางออ้ มดงั นนั้ การศกึ ษาเกย่ี วกบั คณุ สมบตั ติ า่ งๆของเช้อื โรคทที่ าให้
โฮสทเ์ กดิ โรคข้นึ จงึ มคี วามสาคญั อยา่ งย่ิงตอ่ การปอ้ งกนั และควบคมุ โรคตดิ ตอ่ ได้
คณุ สมบตั ขิ องเชอื้ โรคท่ีสัมพันธก์ บั โฮสท์
• ความสามารถในการตดิ เชื้อ (Infectivity)
ความสามารถของเชื้อโรคในการทาใหโ้ ฮสท์เกดิ การติดเชือ้
ซง่ึ สามารถวัดไดท้ ัง้ ทางตรงและทางออ้ ม
o การวดั ความสามารถในการตดิ เชือ้ ทางตรง คอื จานวนเชอื้ โรคที่
น้อยที่สุดทีท่ าใหเ้ กดิ โรค (Infectiuous dose)
o การวดั ความสามารถในการติดเชือ้ ทางออ้ ม
วัดจากความสามารถในการติดเชอื้ จากบุคคลหนงึ่ ไปยงั อีก
บุคคลหน่ึง ประกอบดว้ ยอัตราการตดิ เช้อื ใหม(่ หรอื ผู้ป่วย
ระลอกแรก) และอัตราป่วยระลอกสอง
• ความรุนแรงของโรค(Virulence)
ความสามารถของเชือ้ โรคในการทาใหเ้ กิดโรคที่มอี าการรนุ แรงมาก
หรือเกิดการตายมาก เช่น โรคพิษสุนขั บา้ ทาให้เกิดอัตราตายสูงถงึ 100%
ดัชนีทใี่ ช้วดั ความรุนแรงของโรคคือ อัตราปว่ ยตาย และอัตราความรุนแรง
ของโรค
• ความสามารถในการทาให้เกดิ ภมู ิตา้ นทานโรค (Immunogenicity)
ความสามารถของเชอื้ โรคในการทาใหเ้ กดิ ภูมติ ้านทานโรคในร่างกาย
ของโฮสท์ โดยเชอ้ื โรคบางชนิดเมื่อทาใหเ้ กดิ โรคแล้ว จะทาให้เกดิ ภมู ติ ้านทาน
ตลอดชวี ติ เช่นโรคคางทูม โรคหดั โรคอีสุกอใี ส
ระยะเวลาทส่ี าคญั เกยี่ วกบั การตดิ เชอ้ื
o ระยะลาเทนท์ (Latent period) ระยะเวลารบั เชือ้ จนถงึ เริ่มปล่อยเชอ้ื ออกจาก
รา่ งกาย เป็นระยะท่เี ชอ้ื หลบซ่อนในเซลล์ยงั ไมป่ รากฏใหพ้ บ เป็นระยะสั้นมาก
o ระยะเพเทนท์ (Patent period) คอื ระยะท่เี ช้ือปรากฏ ซึง่ สามารถตรวจพบได้
อาจพบในเลือด ปสั สาวะ อจุ จาระ หรอื ส่วนอนื่ ๆของร่างกาย
o ระยะฟกั ตวั ของโรค (Incubation period) คอื ระยะเวลาตง้ั แต่เรม่ิ ได้รบั เช้อื
จนกระทัง่ ปรากฏอาการ โดยโรคบางโรคระยะฟกั ตัวส้ัน บางโรคระยะฟกั ตวั
ยาว ระยะฟกั ตวั จะมีประโยชน์ในการกาหนดเวลากกั กนั ผสู้ ัมผัสโรค และชว่ ย
ในการวนิ ิจฉัยโรค
o ระยะติดตอ่ ของโรค (Period of communicability) คอื ระยะท่เี ช้อื โรคปลอ่ ย
ออกจากรา่ งกายของโฮลท์ และสามารถแพรจ่ ากบุคคลหนงึ่ ไปอกี บคุ คลหน่งึ
ระยะติดตอ่ ของโรคมปี ระโยชนใ์ นการกาหนดเวลากักแยกผปู้ ว่ ย ไมใ่ หแ้ พร่
เชอ้ื ไปยังบคุ คลอื่น
o ระยะแพร่เช้อื สูงสุด (Generation time) คอื ระยะที่โรคมีการตดิ ตอ่ สูงสุด
โดยเป็นระยะเวลาระหวา่ งไดร้ ับเชอ้ื แลว้ มีการปล่อยแพรเ่ ชือ้ ไปยงั บคุ คลอ่ืน
สูงสุด โดยท่ัวไปมักมคี า่ ใกลเ้ คียงกบั ระยะฟกั ตวั
สเปคตรมั ของโรคตดิ เชอื้
การกระจายของโรคตามระดับตา่ งๆ ของความรุนแรงของโรค โดยเมื่อเช้อื
เข้าสู่รา่ งกาย อาจมกี ารตดิ เชอ้ื หรอื เกิดขึ้นหรอื ไม่กไ็ ด้ และเมือ่ ติดเชือ้ แล้วอาจแสดง
อาการของโรคหรือไม่ ทงั้ น้ขี น้ึ อยกู่ บั ความตา้ นทานของโฮสท์ ความสามารถในการ
กอ่ พยาธสิ ภาพและความรุนแรงของเชอื้ โรค โดยสเปคตรัมของโรค สามารถแบง่ ได้
ดังน้ี
❖ พวกท่ไี มม่ ีการตดิ เช้ือ (No infection) พวกน้มี ีความตา้ นทานสูง เมอื่
เช้อื โรคเขา้ สู่รา่ งกายโฮสทแ์ ลว้ ไมส่ ามารถเจรญิ เติบโตหรือแบ่งตวั ได้
❖ พวกตดิ เช้อื แบบไม่ปรากฏอาการ (Inapparent infection) พวกน้ีมี
ความตา้ นทานปานกลาง โดยเชื้อโรคสามารถเจรญิ เตบิ โตหรือแบง่ ตัว
ในรา่ งกายของโฮสท์แต่ยงั ไมป่ รากฏอาการ
❖ พวกทีม่ อี าการนอ้ ย (Mild disease)
❖ พวกท่ีมอี าการมาก (Moderately severe disease)
❖ พวกที่มีอาการรนุ แรงมาก (Severe disease)
❖ พวกทเ่ี ปน็ มากจนถงึ แกค่ วามตาย (Fatal disease)
กลไกการแพรก่ ระจายของโรคตดิ เชอ้ื
การตดิ เช้อื ทางตรง(Direct transmission) การแพร่เชอื้ ของโรคทแี่ พรจ่ าก
แหลง่ แพร่เชอื้ จากบคุ คลหน่งึ ไปสู่อกี บุคคลหนงึ่ การสัมผัสโดยตรงไม่อาศัยส่ือใดๆ
ม2ี วิธีคือ
o การสัมผสั โดยตรง (Direct contact) สิ่งกอ่ โรคแพรจ่ ากรงั ของโรคไปสู่
โฮสทโ์ ดยการสัมผัสผวิ หนงั , การจูบ หรือการมเี พศสัมพันธ์ การใกล้ชิดกนั
มากๆเช่น กามโรค โรคซฟิ ลิ สิ
o การแพรผ่ า่ นละออง (Droplet spread)หมายถงึ ละอองท่ีไม่เลก็ มากทีเ่ กิด
จาก การจาม ไอ หรือการพูด ละอองนจ้ี ะแพรไ่ ปไม่ไกลมากจงึ จดั กลมุ่ อยใู่ น
การแพร่ทางตรง ตัวอยา่ งโรคทแ่ี พรโ่ ดยวธิ นี คี้ อื โรคไอกรน(Pertussis)และ
โรคไขก้ าฬหลงั แอน่ (meningococcal infection)
การแพร่เชื้อทางอ้อม(Indirect Transmission) หมายถึงการแพรข่ องส่ิงกอ่
โรคจากแหล่งแพร่เชือ้ ไปสู่โฮสท์โดย อาศัยส่ือหรอื พาหะ แบง่ ออกเป็น3วธิ ีคือ
o การแพรเ่ ชอ้ื ผา่ นส่ือนาโรค(Vehicle-borne transmission) วิธกี ารแพรท่ ี่
เช้ือแพรจ่ ากบุคคลหนง่ึ ไปสู่อกี บคุ คลหนึ่ง ผา่ นพาหะท่ไี ม่มชี วี ติ เชน่ อาหาร
นา้ นม เลือด ส่ิงของเครือ่ งใช้ เชน่ ผ้าเช็ดหนา้ ผ้าปูทนี่ อน มดี ผา่ ตดั ตัวอย่าง
การแพรเ่ ชอ้ื แบนนเ้ี ชน่ อาหารและน้านาเชอ้ื Hepatitis A virus, อาหาร
กระป๋องที่มีสิ่งแวดล้อมทีเ่ อื้อต่อการสร้าง Botulinum toxinของเช้อื
Clostridium botulinumการแพร่กระจายโดยวิธนี ี้จะทาให้เกิดโรคครง้ั ละ
จานวนมาก
o การแพร่เชอื้ โดยพาหะนาโรค(Vectors-borne transmission)
การแพร่เชือ้ โดยวธิ ีน้ีจะแพรผ่ า่ นพาหะที่มีชีวติ เชน่ ยุง หมดั เหบ็ ทเ่ี ป็น
พาหะนาโรค การแพรเ่ ชื้อชนิดนแ้ี บ่งออกเปน็ 2วิธี
❖ การแพร่เช้ือทางกายภาพ(Mechanical transmission)
คอื การแพร่แบบทีเ่ ชือ้ โรคไมม่ กี ารเปลยี่ นแปลงหรือ
เจรญิ เติบโตในพาหะเลย
❖ การแพรเ่ ช้อื ทางชีวภาพ(Biological transmission)
การแพร่แบบนีเ้ ชื้อโรคจะมีการเปล่ยี นแปลงหรือเจริญเตบิ โตในตวั
พาหะ ซงึ่ แบง่ ยอ่ ยได้3ประเภท
✓ การแพรเ่ ชื้อโดยการแบ่งตัว(Propagative
transmission)
✓ การแพร่เชื้อโดยการเจรญิ เตบิ โต (Cyclic transmission)
✓ การแพร่เชื้อโดยการเจริญเตบิ โตและแบ่งตวั
(Cyclopropagative transmission)
การติดเชือ้ ผ่านอากาศ(Airborne) การแพร่โดยสิ่งกอ่ โรคถกู พาโดยฝุ่น หรือ
ละออง (ขนาดเล็กกวา่ 5ไมครอน) ทีแ่ ขวนลอยอยู่ในอากาศ ได้นานและลอยไปไกล
กวา่ droplet ตัวอย่างเช่น
o ถกู พาโดยฝนุ่ (Dust) ไขข่ องพยาธิเขม็ หมุด(Pin worm, Enterobius
vermicularis) สามารถปลิวไปพร้อมกับฝ่นุ เมือคนหายใจเข้าและกลืนลงคอ
กจ็ ะเป็นพยาธิเข็มหมดุ ได้
o ถูกพาโดยละออง(Droplet nuclei) เชน่ หัด สามารถติดต่อสู่เดก็ ไดเ้ มอื่ เด็ก
เขา้ มาในคลนิ ิกแพทยห์ ลงั จากทีเ่ ดก็ ทเี่ ป็นหดั เพิ่งเดนิ ออกไป เพราะว่าเชอ้ื หัด
ยังคงแขวนลอยอยใู่ นอากาศ
ระบาดวทิ ยาโรคตดิ ตอ่
o ระบาดวิทยาโรคติดตอ่ จากอาหารและน้า
o ระบาดวทิ ยาโรคติดตอ่ เกดิ จากการหายใจ
o ระบาดวทิ ยาโรคติดต่อเกิดจากการสัมผสั
o ระบาดวทิ ยาโรคตดิ ตอ่ จากสัตวแ์ ละแมลง
▪ โรคตดิ ตอ่ จากแมลง
▪ โรคติดต่อจากสัตว์
o สรปุ สถานการณ์
วิทยาการระบาดเก่ยี วกบั โรคไมต่ ดิ ตอ่
Epidemiology of Non-communicable Diseases
ความหมายโรคไมต่ ิดตอ่
o โรคกลมุ่ NCDs ย่อมาจาก Non-communicable diseases คือโรคกลุ่มทไี่ ม่
ติดต่อ เป็นโรคทไี่ มไ่ ดเ้ กดิ จากเช้ือโรค ไม่ตดิ ต่อทง้ั ทางตรงและทางอ้อม ไมม่ ี
การติดตอ่ โดยการสมั ผสั คลกุ คลี หรอื การสัมผัสกับสารคดั หลง่ั ตา่ งๆ
o โรคกลุม่ NCDs เป็นโรคทเ่ี กย่ี วกบั นิสัยหรือพฤตกิ รรมการดาเนินชวี ติ ซ่งึ โรค
กล่มุ นี้จะมกี ารดาเนินของโรคอย่างชา้ ๆ การเกิดอาการเร่มิ ตน้ จากความผิดปกติ
เพยี งเลก็ นอ้ ยและคอ่ ยๆทวคี วามรนุ แรงมากข้นึ และเม่อื มอี าการของโรคแล้วจะ
เกดิ การเร้ือรังของโรคตามมาด้วย ถา้ ไม่ไดร้ บั การรกั ษาทถี่ ูกต้องและทันเวลา จะ
ส่งผลกระทบอยา่ งมากต่อการดาเนินชีวติ ของผู้ปว่ ยและคนญาติหรอื ผู้ดูแล
ผปู้ ว่ ยและพบวา่ ผู้ปว่ ยจานวนมากเสยี ชวี ิตด้วยโรคกลมุ่ นี้
o โรคในกลุ่ม NCDs เป็นโรคทีเ่ กดิ จากนิสยั หรอื พฤตกิ รรมการดาเนินชวี ิต
การกิน การนอน การพกั ผอ่ น การออกกาลังกาย และการทางานตา่ งๆ
โรคไมต่ ดิ ตอ่ ไดแ้ ก่โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหิตสงู โรคหลอดเลอื ดหวั ใจ
โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเร้ือรัง โรคไขมันในเลอื ดสูง โรคมะเรง็ โรคทาง
พนั ธกุ รรม โรคตับแข็ง และโรคสมองเส่อื ม (อลั ไซเมอร)์
สถานการณ์การตายและปว่ ยดว้ ยโรคไมต่ ิดตอ่
จากรายงานสถติ สิ าธารณสุข พ.ศ.2550–2557 อตั ราตายด้วยโรคไม่ตดิ ตอ่ ท่ี
สาคัญ ไดแ้ ก่ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลอื ดสมอง
โรคความดันโลหติ สงู และโรคเบาหวาน พบวา่ ในปี 2553 ถึง 2557 มอี ตั ราตายเพ่มิ
สูงข้ึนอย่างตอ่ เน่ืองในทกุ โรค แตใ่ นปี 2557 อัตราเพ่ิมเร่มิ ชะลอตัวลดลง
วทิ ยาการระบาดของโรคหลอดเลอื ดหวั ใจ
(Cardiovascular disease)
▪ สถานการณ์ของโรคหวั ใจและหลอดเลอื ด
เป็นปัญหาการตายอันดับตน้ ๆของโลกไม่ว่าจะมฐี านะทางเศรษฐกจิ และ
สังคมอย่างไร ผรู้ อดจากการจู่โจมของโรคหวั ใจและหลอดเลือดจะตอ้ งรับการ
รักษาตอ่ เน่ืองเป็นเวลานาน
คนทวั่ โลกตายจากโรคหวั ใจและหลอดเลอื ด 16.7 ล้านคนหรือ 29.2 %ในปี
2546 และเพ่ิมเป็น 17.5 ล้านคนในปี 2548
ประมาณ 80 % ของการตาย อยใู่ นกล่มุ ประเทศรายไดต้ ่าถงึ ปานกลาง
ประชาชนอย่างนอ้ ย 20 ล้านคนท่รี อดตายจาก โรคหวั ใจและหลอดเลือด
ต้องรกั ษาตอ่ เน่ืองและมคี า่ ใช้จ่ายสงู
การเกิดโรคหวั ใจและหลอดเลอื ดไมม่ ีลักษณะเฉพาะทางภมู ศิ าสตร์,เพศ
หรือฐานะทางเศรษฐกจิ และสังคม
สถานการณโ์ รคหัวใจและหลอดเลือดและปัจจยั เสีย่ งประเทศไทยสถานการณ์
โรคหัวใจและหลอดเลอื ดในประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข
ในช่วงปี พ.ศ.2554 -2556 พบว่าอัตราตายดว้ ยโรคหัวใจและหลอดเลอื ดต่อประชากร
100,000 คน มแี นวโนม้ เพ่ิมข้นึ เร่อื ยๆโดยในปี พ.ศ.2556 มผี ู้เสียชวี ติ จากโรคหัวใจ
ขาดเลือด จานวน 17,388 คน เฉล่ยี เสียชีวติ วนั ละ 48คนหรอื เฉล่ยี ชว่ั โมงละ 2คน
▪ ประเภทของโรคหัวใจ
o โรคหวั ใจรมู าติ
o โรคหวั ใจขาดเลอื ด
o โรคหวั ใจพกิ ารแตก่ าเนิด
o โรคหัวใจเน่ืองจากโลหิตจาง
o โรคหวั ใจเน่ืองจากความดันโลหิตสูง
▪ อาการของโรคหวั ใจ
o หอบเหน่ือยเม่อื ออกแรง
o การต่ืนข้ึนหอบเหน่ือยภายหลงั นอนหลับ
o หอบเหน่ือยในท่าราบและจะทเุ ลาเม่ืออยู่ในท่านง่ั
o อาการเจ็บหนา้ อก
o อาการเจ็บอกแองไจน่า (Angina pectoris)
o บวม
o ไอ หรือไอเป็นเลอื ด
o เป็นลม
o ใจสน่ั ใจเตน้
o ออ่ นเพลีย
o ตามัวมกั พบรว่ มกบั โรคความดันสงู
▪ การวนิ ิจฉัย
➢ การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
➢ การตรวจคล่นื ไฟฟา้ หัวใจ
➢ การตรวจภาพเสียงหัวใจและคล่ืนเสยี งสะท้อนหวั ใจ
➢ การถา่ ยภาพรังสีหวั ใจและหลอดเลือด
➢ การตรวจสวนหวั ใจ
➢ การตรวจหลอดเลอื ดโคโรนารีด่ ้วยสารทึบแสง
➢ การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกก าลงั กาย
➢ การวนิ ิจฉยั โรคหัวใจด้วยวิธีอ่ืนๆ เชน่ การตรวจหัวใจและหลอดเลือดดว้ ย
รังสไี อโซโทป เป็นต้น
▪ การรกั ษา
การรกั ษาโรคหัวใจ แพทย์จะรักษาตามสาเหตุของโรค
▪ การปอ้ งกันและควบคุมโรคหวั ใจ
➢ สร้างบริโภคนิสัยทดี่ ี
➢ ออกกาลงั กาย
➢ ควบคมุ นา้ หนักใหอ้ ยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
➢ รจู้ กั วิธีลดความเครยี ดท่ีไม่อันตรายตอ่ สุขภาพ
➢ ลดหรืองดบรโิ ภคสุราและบหุ รี่
วิทยาการระบาดของโรคมะเรง็ (Cancer)
มะเร็ง (Cancer) เป็นค่าที่เรยี กทว่ั ๆ ไปของเน้ืองอกรา้ ย (Malignant tumour)
ซ่งึ มคี ุณสมบตั ปิ ระจาตวั 4ประการ
• Clocality หมายถึง การมีความสามารถในการจบั เป็นกลมุ่ กอ้ น
• Autonomy หมายถึง การเจริญเติบโตไมไ่ ดถ้ กู ควบคุมอยา่ งถูกต้องโดยสาร
ชีวเคมีตามปกติและอทิ ธิพลทางกายภาพ กลา่ วคอื เซลล์มะเรง็ สามารถแบง่ ตัว
ได้ภายใต้ภาวะทีไ่ ม่เก้อื กูลตอ่ การแบง่ ตวั
• Anaplasiaมีความหมายว่าขาดความเป็นปกติ (a lack of normal)
• Metastasis หมายถึง มคี วามสามารถที่จะแพรก่ ระจายไปยงั ส่วนอ่นื ๆ
ของรา่ งกายได้
o สถานการณข์ องโรคมะเรง็ ในไทย
❖ การกระจายของมะเร็งตามปัจจัยดา้ นบุคคล
• เพศ
• อายุ
• อาชพี
❖ การกระจายของโรคมะเร็งตามปัจจยั ดา้ นสถานที่
โรคมะเร็งพบในทกุ ภาคของประเทศไทย พบมากทส่ี ดุ
คือกรุงเทพมหานครและปรมิ ณฑล รองลงมาคอื ภาคตะวนั ตก
❖ การกระจายของโรคมะเร็งตามปัจจัยดา้ นเวลา
ความชกุ ของโรคมะเรง็ รวมทุกชนิดในประชากรไทยมแี นวโนม้
เพ่ิมข้นึ มเี พยี งโรคมะเรง็ ในชอ่ งปากและคอหอยเท่าน้ันทม่ี แี นวโนม้
ลดลง
o สาเหตขุ องมะเร็ง
➢ ปัจจัยเก่ยี วข้องโดยตรง
• การเปล่ียนแปลงทางกรรมพันธ์ุ
• ระบบภมู ิค้มุ กนั ของร่างกาย
• ส่ิงแวดล้อมรวมทงั้ สารก่อมะเร็ง
• การติดเช้ือโรคบางชนิด
➢ ปัจจยั เสรมิ
• สาเหตเุ กย่ี วกบั ตัวของผู้ปว่ ย
✓ อายุ
✓ เพศ
✓ กรรมพนั ธุ์
✓ ภมู ิคมุ้ กนั ของร่างกาย
✓ การระคายเคอื งที่เกิดซ ้าๆนานๆ
• สาเหตจุ ากส่ิงแวดล้อมภายนอก
สารเคมี บางชนิดทส่ี าคัญมดี งั นี้
✓ บุหร่ี
✓ การประกอบอาชพี บางอย่าง
✓ อาหารบางชนิด
✓ สารเคมีกาจัดแมลงทตี่ กค้างบนผักหรอื ผลไม้
รงั สี รังสเี อกซเรยอ์ าจทาใหเ้ ป็นมะเร็งเมด็ เลือด มะเรง็
ตอ่ มธัยรอยด์
• เช้อื โรค
เช้ือไวรัส พยาธบิ างชนิด เช้ือรา
• ฮอรโ์ มน
o ลกั ษณะอาการของผ้ทู ี่เป็นมะเร็งระยะเร่มิ แรก
➢ เป็นตมุ่ กอ้ น หรือแผลทน่ี ม ผิวหนัง ริมฝีปาก กระพุง้ แกม้ หรือที่ล้นิ หรอื
แผลตามสว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย
➢ เป็นแผลเร้อื รงั รกั ษาไมห่ ายหรอื ขนาดของแผลใหญ่ข้ึน
➢ ตกขาว หรอื มีเลือดออกทางทวารหนกั ทวารเบา
➢ ท้องอึด เบ่อื อาหาร และผอมลงมาก หรือกลนื ล าบาก
➢ เสยี งแหบหรอื ไอ โดยท่ีหาสาเหตุไมไ่ ด้
➢ หดู หรือปานทโี่ ตข้ึนผิดปกติ
➢ มีการเปลย่ี นแปลงการถา่ ยอุจจาระหรอื ปัสสาวะทผี่ ดิ ปกติวสิ ยั
o การวนิ ิจฉยั โรคมะเร็งระยะเร่มิ แรก
✓ การส่องกล้องเพ่ือตรวจลาไสใ้ หญ่ส่วนล่าง
✓ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ
✓ การตรวจทวารโดยแพทย์
✓ การตรวจแปปสเมียร์
✓ การตรวจภายใน
✓ การขดู มดลูกเอาช้นิ เน้ือตรวจ
✓ การตรวจเต้ายมด้วยตนเอง
✓ การตรวจเตา้ นมด้วยเอกซเรย์พเิ ศษ
✓ ตรวจสุขภาพและค้นหามะเร็งนอกจากนนั้ ยงั มีวธิ กี ารตรวจโดยทางอมิ มนู
โนโลยี
o การรักษา
การรกั ษาโรคมะเรง็ นนั้ คงไมส่ ามารถกลา่ วไดอ้ ยา่ งละเอยี ดในทนี่ ี้
แตจ่ ุดมุ่งหมายการรักษาตามที่องค์การอนามยั โลกกาหนดไวม้ ดี ังน้ี
➢ ทาใหผ้ ้ปู ว่ ยหายจากโรคมะเร็ง
➢ ทาใหผ้ ู้ปว่ ยมีชีวติ ทดี่ ีและยืนยาว
➢ ทาใหผ้ ปู้ ว่ ยโรคมะเร็งมคี ุณภาพชีวติ ทด่ี ีข้ึน
o หลักการปอ้ งการและควบคมุ โรคมะเร็ง
การปอ้ งกนั โรคมะเรง็ ในระดบั ชุมชน
➢ การดาเนินการปอ้ งกนั ขัน้ กอ่ นปฐมภมู ิรฐั ควรมีนโยบายให้แน่ชดั
เกย่ี วกบั การกาจดั สาเหตุ เช่น มีนโยบายห้ามนาเขาสารก่อมะเร็งตา่ งๆ
➢ การดาเนินการปอ้ งกันขนั้ ปฐมภมู คิ วรดาเนินการดังต่อไปน้ี
• การศกึ ษาวิจยั
• มีการกาหนดมาตรการการควบคมุ และเฝา้ ระวงั ด้านสารกอ่ มะเร็ง
• มีมาตรการปอ้ งกันการเกดิ โรคมะเรง็ จากการประกอบอาชีพ
• มกี ารดาเนินการเก่ยี วกับการปอ้ งก้นโรคมะเร็งที่พบบ่อยในไทยที่
ทาการรกั ษาไมไ่ ดผ้ ล ทม่ี ีอตั ราการเกดิ โรคและอัตราตายสงู
• การดาเนินการดา้ นการใหส้ ุขศกึ ษาแก่ประชาชน โดยให้
ประชาชนไดร้ บั ข่าวสารที่จาเป็นเกีย่ วกับการพฒั นาสขุ ภาพและ
แกไ้ ขปัญหาสุขภาพ
➢ การการดาเนินการดา้ นการคัดกรองโรค เน่ืองจากโรคมะเร็งรักษาให้หาย
ได้ถา้ ตรวจพบได้เม่อื อย่ใู นระยะเร่มิ แรก
➢ การสนับสนนุ การศึกษาฝึกอบรมและการพัฒนาบคุ ลากรทางการแพทย์
และสาธารณสุขทกุ ระดบั
โรคเบาหวาน Diabetes mellitus
เบาหวานเป็นกลุม่ อาการท่มี นี ้าตาลในเลอื ดสงู กวา่ ปกติและมอี ตั ราการเกิดโรค
แทรกซ้อนทางหลอดเลอื ดสงู กว่าปกติ เน่ืองจากการขาดอินสลุ นิ และหรือประสทิ ธิภาพ
ของอินสลุ นิ ลดลงถา้ รนุ แรงจะเกดิ อาการของภาวะการมสี ารคีโตนคงในเลือดและ
อาการของภาวะการเป็นกรดในเลือดสูง
o สาเหตขุ องเบาหวาน
• ปัจจัยทางกรรมพนั ธ์ุ
• ปัจจยั ทางส่ิงแวดลอ้ ม
➢ โภชนาการ
➢ โรคตดิ ตอ่ ไวรสั
➢ การออกกาลังกาย
➢ สาเหตอุ ่นื ๆ
o ประเภทของเบาหวาน
• เบาหวานชนิดพ่ึงอนิ สลุ นิ (Insulin Dependent Diabetes Mellitus,
IDDM)
• เบาหวานชนิดไมต่ ้องพ่งึ อินสลุ ิน(Non-In-sulin-Dependent Diabetes
Mellitus, NIDDM)
o สถานการณโ์ รคเบาหวานในประเทศไทย
ในประเทศไทยพบความชุกของเบาหวานในผหู้ ญงิ สงู กว่าผูช้ ายเล็กนอ้ ย
ผ้ทู อี่ ายนุ อ้ ยกวา่ 60ปี ทงั้ ผหู้ ญงิ และผู้ชายมีความชกุ ที่ใกลเ้ คียง
ความชุกมีแนวโนม้ สูงข้นึ ตามอายทุ ม่ี ากข้นึ และพบความชุกสูงสดุ ทก่ี ลุ่มอายุ 60
ถึง 69ปี
o ลักษณะทางคลนิ ิกของโรคเบาหวาน
ผ้ปู ว่ ยโรคเบาหวานสว่ นใหญ่จะเป็นชนิดไม่พ่งึ อนิ สุลนิ (NIDDM)
➢ ปัสสาวะมากกว่าปกติ
➢ ด่ึมน้าบอ่ ยกว่าปกตแิ ละมากกวา่ คนธรรมดา
➢ กนิ จขุ ้ึน
➢ เป็นแผลหรือฝี งา่ ยและหายยาก
➢ คันตามตวั ผิวหนงั และอวัยวะสืบพนั ธ์
➢ ตาพร่ามวั
➢ มอื ชา เทา้ ชา หมดความร้สู กึ ทางเพศ
➢ มีลกู แรกคลอดนา้ หนกั ตวั เกินกว่า4กิโลกรมั
o ภาวะแทรกซ้อน
✓ พยาธิสภาพทเ่ี กิดจากหลอดเลอื ดเล็ก ๆ (Microangiopathies)
❖ โรคแทรกซอ้ นทางประสาทตา (Retino¬pathies)
❖ อาการแทรกซอ้ นทางไต (Nephropathies)
✓ พยาธสิ ภาพชนิดน้ีเกดิ ในหลอดเลอื ดใหญ่ (Macroangiopathies)
✓ ภาวะแทรกซอ้ นทางระบนประสาท (Neuropathies)
o การวนิ ิจฉัย
• มอี าการของเบาหวาน
• ตรวจกลโู คสในพลาสมาขณะอดอาหารอย่างนอ้ ย8 ช่วั โมง
• ตรวจกลูโคสในพลาสมาหลงั ตรวจความทนของกลโู คส(Oral glucose
tolerance test; OGTT) ภายหลัง 2 ชวั่ โมง
o หลกั การปอ้ งกันและควบคมุ โรคเบาหวาน
การปอ้ งกนั ระดบั ชมุ ชน
➢ การควบคุมปัจจยั เสีย่ งเก่ยี วกบั โภชนาการ
➢ การส่งเสริมใหป้ ระชากรทุกระดบั มกี ารออกก าลังกาย
➢ การระมัดระวงั การตดิ เช้อื บางอย่างทีอ่ าจมีผลกระทบต่อตบั อ่อนและต่อม
ไร้ทอ่ อ่ืน ๆ
➢ การส่งเสรมิ ใหป้ ระชาชนมสี ุขภาพจิตทด่ี ี ไม่เครียด
➢ สง่ เสริมและให้ความรูใ้ หป้ ระชาชนมีlife style ทเ่ี หมาะสม
➢ การมกี ารเฝา้ ระวังและการตรวจคดั กรองโรคในชุมชน
➢ การเฝา้ ระวงั และชะลอภาวะแทรกซ้อน โดยใหม้ กี ารตรวจอาการผดิ ปกติ
ของอวยั วะดังกล่าวโดยสม า่ เสมอ
โรคความดนั โลหติ สงู Hypertension
เป็นภาวะทางการแพทยอ์ ย่างหน่ึง โดยจะตรวจพบความดนั โลหติ อยใู่ นระดบั ที่
สูงกว่าปกตเิ ร้อื รงั อยเู่ ป็นเวลานาน ท้ังน้ีองค์การอนามัยโลก กาหนดไวใ้ นปี 1999 วา่
ผู้ใดกต็ ามท่มี คี วามดนั โลหติ วัดได้มากกว่า 140 /90 มม.ปรอท ถอื วา่ เป็นโรคความดัน
โลหติ สงู และ การที่ความดนั โลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน เพ่มิ ความเสย่ี งต่อการเกดิ โรค
ต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตบี โรคหวั ใจ โรคไตวาย เสน้ เลอื ดแดงใหญ่โปง่
พอง อมั พาต
o สาเหตขุ องโรคความดนั โลหิตสงู
✓ ความดันโลหติ สงู มกั ตรวจไม่พบสาเหตุ
➢ ปัจจัยด้านกรรมพันธุ์
➢ ปัจจัยด้านบุคคล
✓ ความดนั โลหิตสงู ทมี่ สี าเหตุ
o ลักษณะทางคลนิ ิกของโรคความดันโลหิตสงู
• ความดันโลหติ สูงระดบั ออ่ นหรือปานกลาง
• ความดนั โลหิตสูงอย่างรนุ แรง
o ภาวะแทรกซอ้ น
➢ กรณีท1ี่ ภาวะแทรกซอ้ นโดยตรง ไดแ้ ก่ภาวะหวั ใจวายหรอื หลอดเลือดใน
สมองแตก
➢ กรณีที่2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลอื ดแดงตีบหรอื ตนั เชน่ กลา้ มเน้ือ
หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเร้ือรัง ทาให้หวั ใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทา
ใหถ้ ึงแก่ชวี ติ ได้ หลอดเลือดสมองตบี เกดิ อมั พฤกษอ์ มั พาต หรอื หลอด
เลอื ดแดงในไตตบี มากถงึ ขั้นไตวายเร้อื รงั ได้ หรือประสาทตาเส่ือม ตา
มัวลงเร่ือยๆ จนตาบอดได้
o การวนิ ิจฉยั
✓ Hypertension (ความดนั โลหิตสูง): หมายถงึ ระดบั ความดนั โลหติ
140/90 มม.ปรอท หรอื มากกว่าซ่งึ จะเป็นค่าบนหรือคา่ ล่างกไ็ ด้
✓ Isolated systolic hypertension: หมายถงึ ระดบั ความดนั โลหติ ตวั บน
140 มม.ปรอท หรอื มากกว่า แตร่ ะดับความดนั โลหิตตัวล่างตา่ กว่า 90
มม.ปรอท
✓ Isolated office hypertension (White coat hypertension): หมายถงึ
ระดบั ความดนั โลหิตทวี่ ัดในคลินิกโรงพยาบาลหรอื สถานบริการ
สาธารณสขุ มคี า่ 140/90 มม. ปรอท หรอื มากกว่าแต่เม่ือวดั ความดนั
โลหิตทบ่ี ้านพบว่าต่ากวา่ 135/85 มม. ปรอท(จากการวัดดว้ ยเคร่อื งวดั
ความดันโลหิตอตั โนมตั ิ)
o หลกั การปอ้ งกันและควบคมุ โรคความดนั โลหติ สูง
➢ ควบคุมน้าหนักใหอ้ ยใู่ นเกณฑป์ กติ หากคุณอว้ นใหร้ บี ลดน้าหนกั
➢ ให้ออกกาลงั กายอยา่ งสม่าเสมอ
➢ เลือกอาหารมม่ี ีเกลือต่า
➢ ใหล้ ดปรมิ าณแอลกอฮอล์ให้อย่ใู นเกณฑ์เหมาะสม
➢ งดบุหรี่ เป็นวิธกี ารทีไ่ ดผ้ ลดใี นการปอ้ งกนั โรคหวั ใจและหลอดเลือด
➢ จดั การเร่ืองความเครียด
➢ รบั ประทานอาหารท่มี ีคณุ ภาพโดยการลดอาหารเค็ม ลดอาหารมนั เพ่มิ
ผักผลไม้
➢ ปรึกษาแพทยเ์ กยี่ วกับยาที่ใชอ้ ยู่เพราะมียาบางตวั ทาให้เกิดความดนั
โลหิตสงู
➢ การจะใชย้ าคมุ กาเนิดต้องปรึกษาแพทย์
วทิ ยาการระบาดโรคจากการประกอบอาชพี
และส่งิ แวดลอ้ ม
o ความหมายและความสาคญั ของโรคจากการประกอบอาชพี
โรคทเี่ กดิ จากการประกอบอาชพี หรอื เน่ืองจากการทางาน ตามกฎหมาย
แรงงานเกย่ี วกบั เงนิ ทดแทน ใหค้ วามหมายไวว้ า่ หมายถงึ โรคหรอื ความเจบ็ ปว่ ย
ตา่ งๆ ทเี่ กดิ ข้นึ กบั ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทสี่ มั ผสั กบั งานหรอื อยใู่ นบรรยากาศของการท า
งานทเี่ ป็นพษิ ภยั จนเป็นสาเหตทุ าใหส้ ขุ ภาพอนามยั เส่อื มโทรมจนเจบ็ ปว่ ยเป็น
โรค หรอื พกิ าร
การเจบ็ ปว่ ยหมายถงึ การทล่ี กู จา้ งคนงานผทู้ อี่ ยใู่ นบรรยากาศของการ
ทางาน เกดิ อาการเจบ็ ปว่ ยหรอื ถงึ แกค่ วามตาย เน่ืองจากการทางานใหแ้ ก่
นายจา้ งดว้ ยโรคซ่งึ เกดิ ข้นึ ตามลกั ษณะหรอื สภาพงาน หรอื เรยี กวา่ การเจบ็ ปว่ ย
เป็นโรคจากการประกอบอาชพี
o สถานการณโ์ รคจาการประกอบอาชพี และส่งิ แวดลอ้ ม
จากรายงานผปู้ ว่ ยทไี่ ด'รบั รายงานพจิ ารณาเฉพาะรายแตล่ ะกลมุ่ โรค
ตามโรคทต่ี อ้ งเฝา้ ระวงั 35รายโรค ระหวา่ ง พ.ศ. 2546-2552 จาแนกตาม
รายละเอยี ด ดงั นี้
➢ กลมุ่ โรคปอดและระบบทางเดนิ หายใจ( Lung and Respiratory
diseases)
➢ โรคเหตสุ ภาวะทางกายภาพ(Physical Hazard)
➢ กลมุ่ โรคผวิ หนงั (Skin diseases)
➢ โรคกระดกู และกลา้ มเน้ือ(Musculoskeletal diseases)
➢ พษิ จากสตั ว(์ Toxic effect of contact with venomous animals)
➢ พษิ จากพชื พษิ ( Toxic effect of contact with plants )
➢ พษิ โลหะหนกั ( Heavy metal poisoning )
➢ พษิ สารระเหยและตวั ทาละลาย( Toxic effect of solvents )
➢ พษิ จากกา๊ ซ(Toxic effect of gas and vapor poisoning)
➢ พษิ จากสารเคมกี ารเกษตรและสารเคมอี ่นื ๆ(Toxic effect of
pesticides and other chemical)
o ปัจจยั สาเหตทุ ่ที าใหเ้ กดิ โรคจากการประกอบอาชพี
• ปัจจยั สาเหตทุ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ตน้ เหตขุ องโรค
➢ ปัจจยั สาเหตทุ มี่ าจากส่งิ คกุ คามทางกายภาพ
➢ ปัจจยั สาเหตทุ ม่ี าจากส่งิ คกุ คามทางเคมี
➢ ปัจจยั สาเหตทุ มี่ าจากส่งิ คกุ คามทางชวี ภาพ
➢ ปัจจยั สาเหตทุ มี่ าจากส่งิ คกุ คามทางจติ วทิ ยาสงั คม
• ปัจจยั สาเหตเุ กยี่ วกบั ตวั ผปู้ ระกอบอาชพี
➢ เพศ
➢ อายุ
➢ สภาวะสขุ ภาพ
➢ ระยะเวลาในการทางานแตล่ ะวนั
➢ ระยะเวลาทผ่ี ปู้ ระกอบอาชพี ไดป้ ฏบิ ตั งิ าน
➢ ความรคู้ วามเขา้ ใจ
➢ ความไวตอ่ การแพพ้ ษิ หรอื การเกดิ โรคของแตล่ ะคนซ่งึ แตกตา่ ง
กนั
• ปัจจยั สาเหตเุ กยี่ วกบั สงั คม เศรษฐกจิ และส่งิ แวดลอ้ มตา่ งๆ
➢ นายจา้ งขาดความรคู้ วามเขา้ ใจเร่อื งสขุ ภาพอนามยั และความ
ปลอดภยั อยา่ งจรงิ จงั มงุ่ หวงั แตผ่ ลประโยชนข์ องตน
➢ หวั หนา้ งานและเพ่อื นรว่ มงาน
➢ เพ่อื นบา้ นแหลง่ ทอี่ ยอู่ าศยั อาจกอ่ ให้เกดิ ทศั นคตทิ ไ่ี มถ่ กู ตอ้ งใน
การปอ้ งกนั โรค
➢ เศรษฐกจิ
➢ ส่งิ แวดลอ้ มอ่นื ๆ
o ความผดิ ปกตทิ เี่ กดิ ข้นึ กบั รา่ งกายจากการประกอบอาชพี
• ระบบทางเดนิ หายใจ
• ผวิ หนงั
• ระบบกลา้ มเน้ือ
• ระบบยอ่ ยอาหาร
• ระบบเลอื ด
• ทอ่ ปัสสาวะ
• ระบบประสาท
➢ ผลกระทบของการเกดิ โรคจากการประกอบอาชพี
✓ ผลกระทบตอ่ ตนเอง
✓ ผลกระทบตอ่ นายจา้ ง
✓ ผลกระทบตอ่ รฐั บาล
o หลกั การควบคมุ ปอ้ งกนั โรคและอนั ตรายจากการประกอบ
อาชพี
➢ การควบคมุ และปอ้ งกนั ทสี่ ่งิ แวดลอ้ ม
➢ การควบคมุ ปอ้ งกนั ดา้ นตวั บคุ คล
➢ การบรหิ ารจดั การ
o ระบาดวทิ ยาของโรคจากการประกอบอาชพี จากสารเคมี
ตา่ งๆ
❖ โรคจากพษิ ของสารตะกวั่ (Lead Poisoning)
❖ โรคจากพษิ ของสารปรอท (Mercury Poisoning)
❖ โรคจากพษิ ของสารหนู
❖ โรคจากพษิ ของสงั กะสี
❖ โรคจากพษิ ของแมงกานีส
❖ โรคจากพษิ ของแคดเมยี ม
❖ โรคจากพษิ ของโครเมยี ม
❖ โรคจากพษิ ของฟอสฟอรสั
❖ โรคจากพษิ ของเบนซนิ
❖ โรคจากพษิ ของแอลกอฮอล์
❖ โรคจากฝุน่ หนิ ทราย
o วทิ ยาการระบาดโรคผวิ หนงั ทเ่ี กดิ จากการทางาน
(Occupational Dermatoses)
• คาจากดั ความ
Occupational Dermatoses คอื การอกั เสบของผวิ หนงั ทมี่ ี
สาเหตหุ รอื มอี าการมากข้นึ จากการทางานอาชพี สว่ นใหญจ่ ะพบทบี่ รเิ วณ
มอื มี criteria เพ่อื วนิ ิจฉยั โรคทงั้ หมด 7 ขอ้
✓ อาการแสดงเขา้ ไดก้ บั Contact dermatitis
✓ มปี ระวตั สิ มั ผสั สารกอ่ ภมู แิ พห้ รอื สารระคายเคอื งผวิ หนงั ใน
ระหวา่ งทางาน
✓ ผ่นื เกดิ ทตี่ าแหน่งทสี่ มั ผสั สารดงั กลา่ ว
✓ ผ่นื เกดิ ภายหลงั จากเร่มิ ทางานนน้ั ๆ ในระยะเวลาทเี่ หมาะสม
✓ ไมพ่ บสาเหตอุ ่นื นอกเหนือจากการทางาน
✓ อาการดขี ้นึ เม่อื หยดุ งานหรอื ไมไ่ ดส้ มั ผสั สารดงั กลา่ ว
✓ ทดสอบ patch test หรอื provocative test ใหผ้ ลบวก
• ระบาดวทิ ยา
พบวา่ 90%ของโรคผวิ หนงั ทเ่ี กดิ จากการทางานมสี าเหตจุ าก
contact dermatitis จากสถติ ขิ องแผนกผปู้ ว่ ยนอก สถาบนั โรคผวิ หนงั
ระหวา่ ง พ.ศ.2544 –2546ในผปู้ ว่ ย occupational contact
dermatitis พบ irritant contact dermatitis มากกวา่ allergic
contact dermatitis สารกอ่ ภมู แิ พท้ พี่ บวา่ เป็นสาเหตุ 3อนั ดบั แรกคอื
potassium dichromate (ปูนซเี มนต,์ เคร่อื งหนงั ),
paraphynylenediamine (น้ายายอ้ มผม), และ nickel sulfate (เคร่อื ง
โลหะ, เหรยี ญบาท)
• สาเหตุ
เป็นทท่ี ราบกนั ดวี า่ contact dermatitis เกดิ จากสาเหตภุ ายนอก
รา่ งกาย (exogenous) แตส่ าเหตภุ ายในรา่ งกาย (endogenous) กท็ าให้
อาการรนุ แรงข้นึ ผทู้ ม่ี ปี ระวตั ิ atopic dermatitis ในวัยเดก็ เม่อื โตเป็น
ผใู้ หญม่ กั พบผ่นื ทมี่ อื บรเิ วณขอ้ พบั คอ และผวิ จะไวตอ่ การเกดิ irritant
contact dermatitis มากกวา่ คนปกติ
Contact Dermatitis สามารถแบง่ กลมุ่ ไดด้ งั นี้
❖ Irritant Contact Dermatitis (ICD)เป็นสาเหตขุ อง
occupational contact dermatitis ทพ่ี บบอ่ ยทส่ี ดุ โดยเฉพาะ
กลมุ่ ผปู้ ว่ ย occupational hand dermatitis
❖ Allergic Contact Dermatitis (ACD)เกดิ จากปฏกิ ริ ยิ าทาง
ภมู คิ มุ้ กนั แบบ Delay-type hypersensitivity (type IV) ตอ่ สาร
กอ่ ภมู แิ พ้ (allergen) ทพ่ี บบอ่ ยไดแ้ ก่ potassium dichromate
(ปูนซเี มนตแ์ ละเคร่อื งหนงั ), rubber chemical (ถงุ มอื ยาง
ธรรมชาตแิ ละผลติ ภณั ฑ์จากยางธรรมชาต)ิ , nickel (โลหะ),
colophony (พลาสเตอรย์ าและกาว) และplastic material
(epoxy resin, acrylate)
❖ Contact Urticaria and Protein Contact Dermatitis
สารเคมแี ละโปรตนี จากพชื และสตั วห์ ลายชนิดทาใหเ้ กดิ ปฏกิ ริ ยิ า
แบบimmediate-type hypersensitivity (type I) ผปู้ ว่ ยจะมี
อาการผ่นื คนั แบบทนั ทหี ลงั สมั ผสั สารนนั้
❖ Photo Contact Dermatitis พบไดใ้ นคนทที่ างานกลางแจง้
โดยสารบางชนิดจะมคี ณุ สมบตั ริ ะคายเคอื งและ/หรอื เป็นสารกอ่
ภมู แิ พต้ อ่ เม่อื ถกู แสงแดดเชน่ coal tar, ครมี กนั แดด
• การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
➢ Patch test เป็นการทดสอบเพ่อื วนิ ิจฉยั occupational allergic
contact dermatitis
➢ Skin prick test เป็นการทดสอบเพ่อื ชว่ ยในการวนิ ิจฉยั contact
urticaria และ protein contact dermatitis
➢ Use test กรณีสารทตี่ อ้ งการทดสอบ patch test มคี วามระคาย
เคอื งสงู
➢ Radioallergosorbant test (RAST)เป็นการทดสอบ
immediate-type hypersensitivity ทปี่ ลอดภยั ทส่ี ดุ นิยมตรวจ
ในคนทส่ี งสยั latex allergy
• การปอ้ งกนั
✓ หลกี เลยี่ งสารกอ่ การระคายเคอื ง(irritants)
✓ แนะนาใหส้ วมถงุ มอื
✓ การใชผ้ ลติ ภณั ฑท์ าความสะอาดผวิ และบารงุ ผวิ
o วิทยาการระบาดโรคมะเรง็ จากการประกอบอาชพี และ
ส่งิ แวดลอ้ ม(Occupational Cancer)
➢ สาเหตกุ ารเกดิ โรค
• สาเหตจุ ากส่งิ แวดลอ้ มภายนอกรา่ งกาย
• สาเหตจุ ากส่งิ แวดลอ้ มภายในรา่ งกาย
➢ กลไกการเกดิ โรค
• ระยะท่ี 1 (Initiation)เป็นระยะทเี่ ซลลม์ กี ารเปลย่ี นแปลงสาร
พนั ธกุ รรม (Genetic Change) หลงั จากสมั ผสั สารกอ่ มะเรง็
• ระยะท่ี 2 (Promotion)เป็นระยะทม่ี กี ารสะสมการเปลยี่ นแปลง
ทางพนั ธกุ รรมของเซลล์ ซ่งึ ใชเ้ วลานานประมาณ 5-10 ปี
• ระยะที่ 3 (Transformation หรอื Conversion)เป็นระยะที่
Pre-malignant Cell มกี ารเปลยี่ นแปลงสารพนั ธกุ รรมกลายเป็น
เซลลม์ ะเรง็ เรยี กเซลลใ์ นระยะน้ีวา่ Malignant Cell
• ระยะท่ี 4 (Progression)เป็นระยะทเี่ ซลลม์ ะเรง็ มคี ณุ สมบตั ดิ รุ า้ ย
และลกุ ลามมากข้นึ เรยี กเซลลใ์ นระยะนี้วา่ Malignant Tumor
การจดั กลมุ่ สารกอ่ มะเรง็ ในการจาแนกสารกอ่ มะเรง็ มหี ลายหน่วยงานทไ่ี ดจ้ ดั
กลมุ่ ระดบั ของการเกดิ มะเรง็ ไว้
▪ The International Agency for Research on Cancer
▪ The American Conference of Governmental Industrial Hygienists
▪ National Toxicology Program
➢ การตรวจตดิ ตามเพ่อื ชว่ ยในการวนิ ิจฉยั โรค
❖ การตรวจตดิ ตามการสมั ผสั
▪ การตรวจตดิ ตามทางส่งิ แวดลอ้ ม (Environmental
Monitoring)
▪ การตรวจตดิ ตามทางชวี ภาพ (Biological Monitoring)
❖ การตรวจตดิ ตามผลกระทบตอ่ สขุ ภาพ(Health Effect
Monitoring)
✓ ตวั ชวี้ ดั ทบ่ี ง่ บอกปรมิ าณการสมั ผสั (Effective Biological
Dose)
✓ ตวั ชว้ี ดั ทบ่ี ง่ บอกผลตอ่ รา่ งกาย (Effective Biological
Effects)
❖ การตรวจตดิ ตามการเกดิ โรค(Disease Monitoring)
➢ การปอ้ งกนั และควบคมุ โรค
วธิ กี ารควบคมุ ดา้ นสขุ ศาสตรอ์ ตุ สาหกรรมสามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 3 แบบ
• การควบคมุ ทางวศิ วกรรม(Engineering Controls)
• การควบคมุ ทางการบรหิ ารจดั การ(Administrative Controls)
• การใชอ้ ปุ กรณป์ อ้ งกนั อนั ตรายสว่ นบคุ คล(Personal Protective
Equipment)
นอกจากการปอ้ งกนั และควบคมุ ทางดา้ นสขุ ศาสตร์
อตุ สาหกรรมแลว้ สามารถจาแนกตามบทบาทหนา้ ทข่ี องผทู้ ่ี
เกย่ี วขอ้ งได้
❖ ผผู้ ลติ และผใู้ ชส้ ารกอ่ มะเรง็ ในการประกอบอาชพี
❖ ภาครฐั และหน่วยงานทเี่ กยี่ วขอ้ ง
❖ ประชาชนทวั่ ไป