The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความหลากหลายของพรรณไม้และสัตว์น้ำในคลองท่าข้าม12

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriwimonwanpangyotha, 2022-12-25 00:43:45

ความหลากหลายของพรรณไม้และสัตว์น้ำในคลองท่าข้าม12

ความหลากหลายของพรรณไม้และสัตว์น้ำในคลองท่าข้าม12

ความหลากหลายของพรรณไม้และสัตว์นา้ ใน
คลองท่าข้าม ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

The diversity of flora and fauna in Khlong Tha Kham, Khuan Nong Hong Sub-district, Cha Uat
District, Nakhon Si Thammarat Province

ครูทป่ี รึกษาโครงงาน
นางสาวจุรีย์ ไก่แก้ว
นางสา อทุ ยั วรรณ สังคานาคิน

คณะผู้วจิ ยั
นางสาวปาจรีย์ ราษรงค์ เลขที่ 16
นางสาวศิริวมิ ลวรรณ แพ่งโยธา เลขท่ี 20
นางสาวจริ ภญิ ญา มะสุวรรณ เลขท่ี 26

ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 5/1
โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร
สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช


กติ ตกิ รรมประกาศ

โครงงานเร่ือง ความหลากหลายของพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในคลองทา่ ขา้ ม ตาบลควนหนองหงษ์
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช เป็นส่วนหน่ึงของรายวิชาบูรณาการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ใน
การจดั ทาโครงงานคร้ังน้ีเป็ นการทาโครงงานเป็ นสารวจพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในคลองท่าขา้ ม ตาบลควน
หนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช โดยกาหนดจุดศึกษาไว้ 3 จุด คือคลองทา่ ขา้ ม คลองโหล๊ะ
มงั คุดและคลองห้วยยวน ซ่ึงเป็ นคลองท่ีอยู่ในบริเวณละแวกใกล้เคียงกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อดูความ
หลากหลายของพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าของแต่ละบริเวณจุดศึกษา โดยที่นามาศึกษาและมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นทาง
วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เบ้ืองตน้ คือ การเปรียบเทียบดูระหวา่ งชนิดของพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าที่พบใน
แต่ละบริเวณ โดยนาหลกั ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงในการบูรณาการคิดวิเคราะห์ให้มี
ความน่าสนใจมากย่ิงข้ึน ตลอดจนการส่งเสริมใหม้ ีกระบวนการคิด วิเคราะห์ วางแผน นาสิ่งท่ีมีอย่รู อบตวั
มาประยกุ ตใ์ หเ้ ขา้ กบั การเรียนในวิชาโครงงานบรู ณาการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

คณะผูจ้ ดั ทาหวงั ว่าโครงงานบูรณาการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์น้ีจะเป็ นประโยชน์ต่อผูท้ ่ี
ศึกษา ผูท้ ่ีสนใจในเร่ืองน้ีและขอขอบคุณ นางสาวอุทยั วรรณ สังคานาคิน และนางสาวจุรีย์ ไก่แกว้ ที่ให้
คาปรึกษาและขอ้ เสนอแนะเป็นอยา่ งดี และหากผดิ พลาดประการใดตอ้ งขออภยั ไว้ ณ โอกาสน้ีดว้ ย

คณะผ้จู ดั ทา


สารบัญ หน้า
เร่ือง

คานา

สารบญั

สารบญั ตาราง

สารบญั รูปภาพ
1
บทที่ 1 บทนา
1
ที่มาและความสาคญั ของโครงงาน 2
วตั ถุประสงคง์ านวิจยั 2
นิยามศพั ทท์ ่ีใชใ้ นการทาโครงงานวิจยั 2
ขอบเขตของการทาโครงงานวิจยั 2
ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ 5
บทท่ี 2 เอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง 5
ปัจจยั ทางกายภาพของสิ่งแวดลอ้ ม 7
ชนิดพรรณไมท้ ่ีสารวจพบเจอและสนใจศึกษา
17
ชนิดของสัตวน์ ้าท่ีสารวจพบเจอ
27
บทที่ 3 วิธีการดาเนนิ การ 28
วสั ดุอปุ กรณ์ท่ีใชใ้ นการศึกษา 29
ข้นั ตอนการวางแผนการดาเนินงาน 30
ข้นั ตอนการดาเนินงาน 31
บทที่ 4 ผลการศึกษา 35
บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ

บรรณานุกรม
36
ภาคผนวก




สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า

1 ชื่อหมูบ่ า้ นและขนาดพ้นื ท่ีคลองที่ลงสารวจ ตาบล ควนหนองหงษ์ จงั หวดั นครศรีธรรมราช 29

2 พรรณไมท้ ี่พบเจอสนใจในบริเวณจุดศึกษา คลองท่าขา้ ม คลองโหล๊ะมงั คุด 32

และคลองหว้ ยยวน ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

3 สตั วน์ ้าท่ีสารวจพบเจอในบริเวณจุดศึกษา คือ คลองท่าขา้ ม คลองโหล๊ะมงั คุด 36

และคลองหว้ ยยวน ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

4 ขอ้ มลู ปัจจยั ที่ใชใ้ นการศึกษาคลองท่าขา้ ม คลองโหละ๊ มงั คุด และคลองหว้ ยยวน 39

ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

5 รายชื่อพรรณไมท้ ี่พบเจอในคลองทา่ ขา้ ม หมู่บา้ นคลองตม หมูท่ ่ี 6 ตาบลควนหนองหงษ์ 46

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

6 รายช่ือพรรณไมท้ ี่พบเจอในคลองโหละ๊ มงั คดุ หมบู่ า้ นโหละ๊ มงั คดุ หม่ทู ่ี 7 47

ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

7 รายชื่อพรรณไมท้ ่ีพบเจอในคลองหว้ ยยวน หมบู่ า้ นหว้ ยยวน หมู่ที่ 7 48

ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

8 รายช่ือสตั วน์ ้าที่สารวจพบเจอในคลองท่าขา้ ม หมบู่ า้ นคลองตม หมู่ท่ี 6 49

ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

9 รายช่ือสตั วน์ ้าที่สารวจพบเจอในคลองโหละ๊ มงั คุด หมู่บา้ นโหล๊ะมงั คุด หม่ทู ี่ 7 50
ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

10 รายช่ือสตั วน์ ้าท่ีสารวจพบเจอในคลองหว้ ยยวน หมบู่ า้ นหว้ ยยวน หมู่ท่ี 7 51

ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช


สารบัญรูปภาพ ง

ภาพที่ หน้า

ภาพท่ี 1 คลองท่าขา้ ม 3
ภาพที่ 2 คลองโหล๊ะมงั คดุ 3
ภาพท่ี 3 คลองหว้ ยยวน 4
ภาพที่ 4 เฟิ ร์นกา้ นดา 7
ภาพที่ 5 หญา้ รังไก่ 8
ภาพท่ี 6 บอนกระดาดเขียว 9
ภาพท่ี 7 กลว้ ยป่ า 10
ภาพท่ี 8 มอส 11
ภาพท่ี 9 โคลงเคลงขนต่อม 12
ภาพที่ 10 ตน้ มหาสดา 13
ภาพที่ 11 เฟิ ร์นสไบนาง 14
ภาพท่ี 12 ตน้ เตา่ ร้าง 15
ภาพท่ี 13 ไลเคน 16
ภาพที่ 14 ปลาช่อน 17
ภาพที่ 15 ปลาเสือสุมาตรา 19
ภาพที่ 16 หอยขม 20
ภาพที่ 17 หอยเชอรี่ 23
ภาพท่ี 18 ปลาซิวหางแดง 25
ภาพที่ 19 กุง้ 26
ภาพท่ี 20 จิงโจน้ ้า 27


ช่ือโครงงาน ความหลากหลายของพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในคลองท่าขา้ ม ตาบลควนหนองหงษ์

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ผู้จัดทาโครงงาน 1.นางสาว ปาจรีย์ ราษรงค์

2.นางสาว ศิริวมิ ลวรรณ แพง่ โยธา

3.นางสาว จิรภิญญา มะสุวรรณ

ครูท่ปี รึกษา นางสาวจุรีย์ ไก่แกว้

นางสาวอุทยั วรรณ สงั คานาคนิ

ระดบั ช้ัน มธั ยมศึกษาปี ที่ 5

สถานทีศ่ ึกษา โรงเรียนชะอวดวทิ ยาคาร

ปี การศึกษา 2565

บทคดั ย่อ

โครงงานเรื่อง ความหลากหลายของพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในคลองท่าขา้ ม ตาบลควนหนองหงษ์
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช ใชค้ วามรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกตใ์ ช้ร่วมกนั เพ่ือให้เกิดความ

น่ าสนใจและสามารถเชื่ อมโยงไปได้ในหลากหลายแขนงเรื่ อง พรรณไม้และ สัตว์น้ ามาศึกษาดูความ
หลากหลายในแต่ละบริเวณท่ีกาหนดไว้ มีจุดประสงค์ เพ่ือศึกษาปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มท่ีส่งผลต่อความ
หลากหลายพรรณไมแ้ ละสตั วน์ ้าในคลองท่ีกาหนดจุดศึกษาไวแ้ ละเพื่อศึกษาและรวบรวมพรรณไมแ้ ละสัตว์
น้าโดยใชข้ อ้ มูลสณั ฐานวทิ ยาในการบอกลกั ษณะ ช่ือทางวทิ ยาศาสตร์ และวงศ์ สามารถแยกประเภทชนิดได้

สรุปไดว้ า่ จากการลงพ้ืนท่ีสารวจท้งั 3 จุดศึกษา พบวา่ จุดศึกษาท่ี 1 คลองท่าขา้ มเป็นพ้นื ท่ีที่มีระบบ
นิเวศที่อุดมสมบูรณ์มากท่ีสุดก็เพราะมีพรรณไมท้ ่ีสารวจพบเจอในบริเวณที่กาหนดมากกว่าจุดศึกษาท่ี 2
และ 3 ยงั รวมไปถึงสัตวน์ ้าท่ีอาศยั ในบริเวณใกลก้ บั พ้ืนท่ีศึกษามีจานวนสัตวน์ ้าท่ีพบมากกว่าจุดศึกษาท่ี 2
และ 3 ตามลาดับ ดังน้ันสอดคล้องกับสมมติฐานข้างต้นท่ีได้กาหนดไว้ คือ "ปัจจัยทางกายภาพของ
ส่ิงแวดลอ้ มส่งผลต่อความหลากหลายของพรรณไม้ รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศยั อยใู่ นพ้ืนท่ีน้นั จะเป็นตวั ดชั นีบ่ง
บอกถึงระบบนิเวศท่ีอดุ มสมบูรณ์ได้


บทท่ี 1

บทนา

ทม่ี าและความสาคัญของโครงงาน

ประเทศไทยต้งั อยู่ในเขตชีวนิเวศน์แบบป่ าฝนเขตร้อน ไดร้ ับอิทธิพลจากลมมรสุมและความ
แตกต่างของระดบั พ้ืนท่ีต่าง ๆ ใหม้ ีฝนตกชุกเกือบตลอดปี จึงมีผลต่อความหลากหลายของพรรณไมต้ ่าง ๆ
เป็นจานวนมาก ซ่ึงพรรณไมต้ ่างๆ เหล่าน้ีมีการนามาใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดา้ นอาหาร ที่
อยอู่ าศยั เครื่องนุ่งห่ม หรือยารักษาโรค ปัจจุบนั ไดม้ ีการศึกษาวจิ ยั ความหลากหลายของพรรณไมใ้ นประเทศ
ไทยในหลายลกั ษณะ เช่น การสารวจความหลากหลายของพรรณไมเ้ ฉพาะพ้ืนที่ การสารวจและศึกษาพรรณ
ไมเ้ ฉพาะกลุ่ม เป็นตน้ โดยไดร้ ับการสนบั สนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อใหเ้ กิดการศึกษาคน้ ควา้ และวิจยั ใน
วงกวา้ ง รวมถึงการศึกษาถึงปัจจยั อื่นที่ส่งผลต่อการให้พรรณไมน้ ้นั เจริญเติบโตไดด้ ีก็มีทรัพยากรดินที่เป็ น
ส่วนหน่ึงท่ีสามารถทาใหพ้ รรณไมน้ ้นั ดารงชีวิตดว้ ยปัจจยั อ่ืนๆ อาทิ เช่น แสงสวา่ ง อุณหภมู ิ แกส๊ และแร่ธาตุ
ต่างๆ ที่จาเป็นต่อการดารงชีวิตของพรรณไม้ รวมถึงสัตวน์ านาชนิดที่ตอ้ งอาศยั พ่ึงพาในทุกดา้ นของระบบ
นิเวศ

คลองท่าขา้ มถือเป็นสายน้าท่ีอุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศท่ีร่มร่ืน มีสัตวน์ านาชนิดท่ีอาศยั อยู่ใน
คลองท่าขา้ มดว้ ยปัจจยั หลาย ๆ อย่างที่ทาให้คลองแห่งน้ีเป็ นท่ีรู้จกั กนั ดีในละแวกของหมู่บา้ นน้ี เพราะมี
พรรณไมห้ ลากหลายชนิดที่เป็ นพนั ธุ์ไมท้ ่ีหายาก จึงเป็ นสถานท่ีที่น่าสนใจที่หน่ึงเพื่อการศึกษาเรียนรู้ทาง
คณะผูจ้ ดั ทาจึงสนใจที่จะศึกษาในเร่ืองของปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มท่ีเป็ นตวั ดชั นีวดั ผลต่อความหลากหลาย
ของพรรณไมใ้ นคลองท่าขา้ ม โดยใชค้ วามรู้ทางดา้ นพฤกษาศาสตร์ร่วมมาประยกุ ตร์ ่วมใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี
โดยการสารวจพรรณไมแ้ ต่ละชนิด แลว้ แบ่งพรรณไมช้ นิดน้ันออกเป็นแต่ละวงศ์ และชื่อทางวิทยาศาสตร์
และการจดั อนั ดบั วงศ์ และนาความรู้คณิตศาสตร์ในเรื่องของค่าเฉล่ีย กราฟ และแผนภูมิวงกลม เพื่อแสดง
ถึงพรรณไมท้ ี่มีจานวนมากท่ีสุดในคลองท่าขา้ ม และยงั ส่งเสริมให้คนในทอ้ งถิ่นเห็นความสาคญั คุณค่า
ทรัพยากรในทอ้ งถ่ินของตนเองเพื่อใหเ้ กิดการอนุรักษใ์ หค้ งอยสู่ ืบไป

คาถามวิจยั

ปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มแตล่ ะพ้ืนท่ีส่งผลต่อความหลากหลายของพรรณไม้ ส่ิงมีชีวติ ในระบบนิเวศท่ี
เป็นตวั ดชั นีวดั ความอุดมสมบูรณ์ในพ้นื ที่ต่างกนั ไดห้ รือไม่


2

สมมตฐิ าน

คาดวา่ ปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มส่งผลต่อความหลากหลายของพรรณไม้ รวมถึงส่ิงมีชีวิตท่ีอาศยั อยู่ใน
พ้ืนท่ีน้นั จะเป็นตวั ดชั นีบ่งบอกถึงระบบนิเวศท่ีอดุ มสมบรู ณ์ได้

วตั ถปุ ระสงค์งานวจิ ยั

1.เพ่ือศึกษาปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มท่ีส่งผลต่อความหลากหลายพรรณไมแ้ ละสตั วน์ ้าในคลองท่ีกาหนดจุด
ศึกษาไว้

2.เพ่ือศึกษาและรวบรวมพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าโดยใช้ขอ้ มูลสัณฐานวิทยาในการบอกลกั ษณะ ช่ือทาง
วทิ ยาศาสตร์ และวงศ์ สามารถแยกประเภทชนิดได้

ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ

1.ไดศ้ ึกษาปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มที่ส่งผลต่อความหลากหลายพรรณไมแ้ ละพนั ธุ์สัตวใ์ นคลองท่ีกาหนด
จุดศึกษาไว้

2.เพื่อศึกษาและรวบรวมพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าโดยใช้ขอ้ มูลสัณฐานวิทยาในการบอกลกั ษณะ ชื่อทาง
วิทยาศาสตร์ และวงศ์ สามารถแยกประเภทชนิดได้

นยิ ามศัพท์ท่ใี ช้ในการทาโครงงาน

พรรณไม้ คือ เพ่ือศึกษาสภาพชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของพรรณไม้ ซ่ึงปรากฏอยู่ทวั่ ๆ ไปในบริเวณ
พ้ืนที่กวา้ งพอสมควร

สัตว์น้า คือ สัตวน์ ้าท่ีอาศยั อยใู่ นน้าหรือมีวงจรชีวิตส่วนหน่ึงอยใู่ นน้า หรืออาศยั อยใู่ นบริเวณท่ีน้าทว่ มถึง
เช่น ปลา กุง้ ปู แมงดาทะเล หอย เต่า กระ ตะพาบน้า จระเขร้ วมท้งั ไข่ของสัตวน์ ้าน้นั สัตวจ์ าพวกเล้ียงลูก
ดว้ ยนม ปลิงทะเล ฟองน้า หินปะการัง กลั ปังหา และสาหร่ายทะเลท้งั น้ีรวมซากหรือส่วนหน่ึงส่วนใดของ
สตั วน์ ้าเหลา่ น้นั

ขอบเขตงานวจิ ัย

การวิจยั คร้ังน้ีมุ่งศึกษาเก่ียวกบั ปัจจยั ทางส่ิงแวดลอ้ มในแต่ละพ้ืนที่เป็นตวั ดชั นีวดั ผลต่อความหลากหลาย
ของพรรณไมใ้ นคลองท่าขา้ มและพนั ธุ์สตั ว์ ตาบลควนหนองหงษ์ จงั หวดั นครศรีธรรมราช เพ่ือศึกษาปัจจยั
โดยรวมท่ีส่งผลความหลากหลายต่อพรรณไม้ ระบบนิเวศ และรวมถึงสิ่งมีชีวิตท่ีอาศยั อยู่ในพ้ืนที่น้ันดว้ ย
เพื่อเป็นตวั ดชั นีบ่งบอกถึงหลาย ๆ ปัจจยั ท่ีจะเป็นตวั บ่งบอกถึงความอดุ มสมบูรณ์ และรวมถึงส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ


3

ขอบเขตการศึกษา
พืน้ ทศ่ี ึกษา

ลักษณะพื้นที่ศึกษา แบ่งพ้ืนท่ีการศึกษาออกเป็ น 3 พ้ืนท่ี เป็ นบริเวณใกลเ้ คียงเพ่ือการศึกษาปัจจยั ทาง
ส่ิงแวดลอ้ ม พรรณไม้ และรวมถึงความสัมพนั ธ์สิ่งมีชีวิตในแต่ละพ้ืนท่ี โดยจะศึกษาและกาหนดปัจจยั ท่ีใช้
ในการศึกษา คือ อุณหภูมิ ค่า pH ของดิน ค่าแสง และค่าความชุ่มช้ืนในดิน พรรณไม้ และสัตวน์ ้าในคลอง
โดยกาหนดจุดศึกษาไว้ 3 จุด คือ คลองท่าขา้ ม คลองโหล๊ะมงั คุด คลองห้วยยวน โดยมีตน้ น้ามาจากอ่างกกั
เก็บน้าหว้ ยน้าใส
จุดท่ี 1 คลองท่าข้าม

หม่บู า้ นคลองตม หมู่ที่ 6 ตาบล ควนหนองหงษ์ อาเภอ ชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช
พ้ืนที่ขนาดศึกษา 50 x 50 ตารางเมตร

ภาพท่ี 1 คลองท่าขา้ ม


4

จดุ ท่ี 2 คลองโหล๊ะมงั คดุ
หมู่บา้ นโหละ๊ มงั คดุ หมทู่ ่ี 7 ตาบล ควนหนองหงษ์ อาเภอ ชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

พ้ืนท่ีขนาดศึกษา 50 x 50 ตารางเมตร

ภาพที่ 2 คลองโหละ๊ มงั คดุ
จดุ ที่ 3 คลองห้วยยวน

หมบู่ า้ นหว้ ยยวน หมู่ท่ี 7 ตาบล ควนหนองหงษ์ อาเภอ ชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช
พ้ืนท่ีขนาดศึกษา 50 x 50 ตารางเมตร

ภาพท่ี 3 คลองหว้ ยยวน


บทท่ี 2

เอกสารทเี่ กยี่ วข้อง

การทาโครงงานบูรณาการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เรื่องความหลากหลายของพรรณไมแ้ ละ
สตั วน์ ้าในคลองทา่ ขา้ ม ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

จะกล่าวถึงหวั ขอ้ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี

1.ปัจจยั ทางกายภาพของสิ่งแวดลอ้ ม

2.ชนิดพรรณไมท้ ี่สารวจพบเจอและสนใจศึกษา

3.ชนิดของสตั วน์ ้าท่ีสารวจพบเจอ

เอกสารทีเ่ กยี่ วข้อง

1.ปัจจัยทางกายภาพของสิ่งแวดล้อม

แสงสว่าง

เป็นแหล่งกาเนิดพลงั งานของส่ิงมีชีวิตทุกชนิดโดยมีพืชสาหร่ายและแบคทีเรียบางชนิดเป็ นตวั รับ
พลงั งานแสงมาเก็บไวใ้ นรูปโมเลกุลของอาหารที่สร้างข้ึนและถ่ายทอดไปยงั ส่ิงมีชีวิตท่ีสร้างอาหารไม่ได้
ปริมาณแสงในธรรมชาติจะแตกต่างกนั ออกไปทาใหแ้ ต่ละบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตอาศยั อยู่ แตกต่างกนั ไปดว้ ย
เช่นในบริเวณท่ีมีแสงส่องถึงจะมีกลุ่มพชื เจริญเติบโตอยา่ งหนาแน่นแต่ในบริเวณใตต้ น้ ไมใ้ หญม่ กั จะไม่พบ
พืชอื่นมากนกั พชื แต่ละชนิดมีความตอ้ งการแสงสวา่ งในปริมาณท่ีแตกต่างกนั บางพวกตอ้ งการแสงมาก เช่น
ออ้ ย ขา้ ว ขา้ วโพด บางพวกตอ้ งการแสงนอ้ ย เช่น กลว้ ยไมแ้ สงที่มีผลต่อการหุบบานของดอกไม้ การเปิ ด-
ปิ ดของปากใบของพชื กาหนดพฤติกรรมการออกหากินของสตั ว์

อณุ หภูมิ

สิ่ ง มี ชี วิตแต่ละ ชนิ ดอยู่ไ ด้ใ นอุณหภู มิ ท่ี เหมา ะสม กับตัวเอง อุ ณหภู มิ มี ผล ต่ อกา รเปล่ี ย นแปลง
พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต เช่น สัตวบ์ างชนิดมีการหนีหนาวหรือหนีร้อนสัตวบ์ างชนิดมีการจาศีลหนีหนาว
หรือหนีร้อน มีผลต่อการกระจายของพนั ธุ เพราะสัตวบ์ างชนิดอยไู่ ดใ้ นอากาศร้อนบางชนิดอยไู่ ดใ้ นอากาศ
เยน็

แก๊สและแร่ธาตุ
สิ่งมีชีวติ ส่วนใหญ่ตอ้ งการแกส๊ ออกชิเจนเพื่อใชใ้ นการหายใจซ่ึงจะพบปริมาณมากเป็นอนั ดบั สอง


6

รองจากไนโตรเจน ในพืชนอกจากจะใชแ้ ก๊สออกชิเจนแลว้ ยงั ตอ้ งการแก๊สคาร์บอนไดออกไซดเ์ พื่อใชใ้ น
กระบวนการสังเคราะห์แสงดว้ ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแร่ธาตอุ ื่นๆ ในดินเป็นตวั การ
สาคญั ในการจากดั ชนิดและปริมาณของพชื ซ่ึงจะส่งผลถึงสตั วท์ ่ีอาศยั พืชเป็นอาหารและเป็นที่อยอู่ าศยั

ความเป็ นกรด-เบส
สภาพกรด เบสในดินและในน้าแตล่ ะแห่งจะไมเ่ ท่ากนั ข้นึ อยกู่ บั ปริมาณแร่ธาตุตา่ งๆในดิน ส่ิงมีชีวติ

ตอ้ งอาศยั อยใู่ นสภาพท่ีมีกรด เบสที่เหมาะสม เทา่ น้นั จึงจะดารงชีวิตอยอู่ ยา่ งเป็นปกติเช่น พืชส่วนใหญช่ อบ
ดินที่มีสภาพเป็ นกลาง

ความเค็ม
ความเคม็ มีอิทธิพลมากกบั ส่ิงมีชีวติ ที่อาศยั อยบู่ ริเวณผิวหนา้ น้าและชายหาดเนื่องจากบริเวณน้ีมีการ

เปล่ียนแปลงความเคม็ คอ่ นขา้ งมาก เช่น เวลาน้าลงหรือมีแสงแดดมากทาใหน้ ้าทะเลในแอ่งหินเป็นแอง่ เลก็ ๆ
ระเหยทาใหม้ ีความเคม็ มาก แตถ่ า้ หากฝนตกกจ็ ะทาใหค้ วามเคม็ ลดลงทนั ที ซ่ึงจะเป็นอนั ตรายตอ่ สัตวท์ ่ี
อาศยั อยใู่ นแอง่ น้าแห่งน้ีสัตวแ์ ละพืชที่มีความทนทานตอ่ สภาพน้ีไดแ้ ก่ หอยข้ีกา สาหร่ายไส้ไก่ สาหร่ายเห็ด
หูหนูและดอกไมท้ ะเลบางชนิด

นา้ และความชื้น
น้าเป็นองคป์ ระกอบของเน้ือเยอื่ ของส่ิงมีชีวิตทกุ ชนิดและเป็นตวั ก่อใหเ้ กิดความอุดมสมบรู ณ์ในฤดู

ฝน ซ่ึงพชื ทว่ั ไปจะข้นึ เขยี วชอมุ่ แตใ่ นฤดูร้อนพืชจะแหง้ และเห่ียวเฉา พชื และสัตวจ์ ึงตอ้ งมีการปรับตวั เพ่ือ
รักษาและสงวนน้าไวค้ วามช้ืนมีผลต่อการระเหยของน้าออกจากร่างกายของส่ิงมีชีวิต เช่น ความช้ืนใน
บรรยากาศสูงการระเหยน้าออกจากร่างกายของสิ่งมีชีวิตจะเกิดข้นึ ไดน้ อ้ ยกวา่ ความช้ืนต่า

กระแสลม
เป็นปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลตอ่ การผสมพนั ธุข์ องพชื การแพร่กระจายพนั ธุ์พืชและการคายน้าของพืช


7

2.ชนิดพรรณไม้ทสี่ ารวจพบเจอ
1.เฟิ ร์นก้านดา

ภาพท่ี 4 เฟิ ร์นกา้ นดา

ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Adiantum latifolium Lam.

ชื่อสามัญ maidenhair fern

ช่ืออ่ืน –

วงศ์ PTERIDACEAE

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์

ตน้ พืชจาพวกเฟิ ร์น เหงา้ เล็ก สูง 60-80 เซนติเมตร เกล็ดสีน้าตาล รูปแถบใบ ใบประกอบแบบขนนก 2
ช้นั รูปสามเหล่ียมแกมรูปไข่ โคนมีเกลด็ ดา้ นบนและแกนกลางเป็นร่อง ใบประกอบย่อยมี 1-4 คู่ ช่วงปลาย
เป็นใบประกอบช้นั เดียว รูปสามเหล่ียมแกมรูปขอบขนาน ใบยอ่ ยรูปขอบขนาน เบ้ียว โคง้ เลก็ นอ้ ย ปลายมน
โคนรูปล่ิมกวา้ งหรือมน แผ่นใบเกล้ียงท้งั สองดา้ น ขอบจกั ฟันเล่ือย เส้นใบแยกแขนงเป็ นสองง่ามกลุ่มอบั
สปอร์ เรียงตลอดขอบใบบน ประมาณก่ึงหน่ึงของขอบใบลา่ ง รูปขอบขนาน

ข้อมูลทว่ั ไป

เป็นพนั ธุ์ไมต้ า่ งประเทศ มีถ่ินกาเนิดในอเมริกาเขตร้อน ข้นึ เป็นวชั พชื หรือแพร่พนั ธุใ์ นธรรมชาติทวั่ ไป
ในเขตร้อน


8

2.หญ้ารังไก่

ภาพที่ 5 หญา้ รังไก่

ชื่อวิทยาศาสตร์ Nephrolepsis biserrata (Sw.) Schott

ชื่อวงศ์ SELAGINELLACEAE

ชื่ออื่น กนกนารี

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็ นพืชใกลเ้ คียงเฟิ ร์นลาตน้ ต้งั ตรงใตด้ ิน เรียวยาว ขา้ งตน้ มีรากงอกบริเวณด้านล่าง และรากแตก
สาขาเป็นคๆู่ เส้นผา่ ศูนยก์ ลาง 1-3 มิลลิเมตร แตกเป็นพุ่มกวา้ ง สูง 0.5-1.5 เมตร ใบ ใบประกอบ แตกออก
จากกิ่งหลกั เรียงตวั เป็ น 4 แถว ตลอดความยาวของลาตน้ ใบดา้ นบน 2 แถวมีขนาดใหญ่กว่าใบดา้ นล่าง
กวา้ ง 0.5-2 มิลลิเมตร ยาว 2-4 มิลลิเมตร รูปรี โคนใบมน ปลายแหลมใบมีสีเขยี วอ่อนถึงเขียวเขม้ บางชนิดมี
สีแดง สีเหลือบฟ้า ใบดา้ นล่าง 2 แถวเรียงแนบกบั ลาตน้ หรือกิ่ง กา้ นใบยาวโนม้ ลงคลุมดินและชูส่วนปลาย
ยอดต้งั ข้ึน

กล่มุ สปอร์ อยบู่ ริเวณปลายก่ิง สปอร์รูปไขแ่ กมรูปหอก ปลายแหลม ยาว 2-2.5 มิลลิเมตร

แหล่งที่พบ พบบริเวณพ้นื ดินที่ชุ่มช้ืนใกลล้ าธาร แสงราไร

การขยายพนั ธ์ุ สปอร์

ลกั ษณะเด่น แผน่ ใบ


9

3.บอนกระดาดเขียว

ภาพที่ 6 บอนกระดาดเขียว

ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don

ช่ือสามญั : Elephant ear, Giant taro, Ape, Ear elephant, Giant alocasia, Pai

ช่ืออื่น: กระดาด กระดาดเขยี ว บอนเขยี ว

วงศ์ ARACEAE

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ตน้ ไมล้ ม้ ลกุ มีหวั อยใู่ ตด้ ิน เจริญเป็นกอสูงไดถ้ ึง 2 เมตร ลาตน้ ส้ัน ต้งั ตรง สีมว่ งปนสีน้าตาล อวบน้า
ใบ ใบเด่ียว เรียงเวียนสลบั รูปไข่แกมรูปหัวใจ กวา้ ง 25-60 เซนติเมตร ยาว 30-90 เซนติเมตร ปลายต่ิง

แหลม โคนเวา้ ลึก ขอบเรียบหรือเป็ นคล่ืนเล็กนอ้ ย แผ่นใบสีเขียว เรียบ เป็ นมนั มีเส้นแขนงใบขา้ งละ 5-7
เสน้ กา้ นใบใหญ่ สีเขยี ว ยาว 1.2-1.5 เมตร

ดอก ออกดอกเป็ นช่อ ตามปลายยอด ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกนั ช่อดอกเป็ นแท่งยาวปลายแหลม
ยาว 11-23 เซนติเมตร กา้ นช่อดอก ยาว 25-50 เซนติเมตร มีกาบรองดอกสีเหลืองอมเขียวหุ้มอยู่ โคนกาบ
โอบรอบโคนช่อดอก ดอกเพศผอู้ ยบู่ ริเวณส่วนบน ดอกเพศเมียอยบู่ ริเวณโคนช่อ

ผล กลม เป็นกระจุก ไมม่ ีกา้ นผล ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีสม้ แดง

ข้อมูลทว่ั ไป
มีถ่ินกาเนิดในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้


10

4.กล้วยป่ า

ภาพท่ี 7 กลว้ ยป่ า

ช่ือวิทยาศาสตร์ Musa acuminata Colla subsp.

ชื่อวงศ์ :MUSACEAE

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์

ตน้ เป็นพืชลม้ ลุกลาเทียมสูงประมาณ 2.5-3.5 เมตร เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางต่ากวา่ 15 ซม. กาบลาตน้ ดา้ น
นอกมีป้ื นดา มีนวลเลก็ นอ้ ย ส่วนดา้ นในสีแดง

ใบ ใบชูค่อนขา้ งตรงกา้ นใบสีชมพูอมแดงมีจุดดา มีครีบ เส้นกลางใบสีเขียว กา้ นช่อดอกมีขน
อ่อนๆ มาก ใบประดบั ค่อนขา้ งยาวปลายแหลม ดา้ นบนสีม่วงอมแดงมีนวล ดา้ นล่างที่โคนสีแดงซีด เมื่อใบ
กาง ต้งั ข้นึ จะเอนไปดา้ นหลงั และมว้ นงอเห็นไดช้ ดั การเรียงของใบประดบั บนช่อดอกไม่ค่อยซ้อนมาก และ
จะมีลกั ษณะนูนที่โคนของใบประดบั เห็นเป็นเส้นชดั เจน เม่ือใบประดบั หลุดออก

ดอก ดอกยอ่ ยมีกา้ นดอกส้นั ผลจึงมีกา้ นส้ันและมีขนาดเลก็

ผล รูปร่างของผลมีหลายแบบแตกต่างกนั ไปตามชนิดยอ่ ย บางชนิดยอ่ ย บางชนิดมีผลโคง้ งอ ผล
มีเน้ือนอ้ ยสีขาวรสหวาน มีเมลด็ จานวนมากสีดา ผนงั หนาแขง็

ประโยชน์/สรรพคณุ :

ยาง สมานแผลห้ามเลือด ผลดิบ แกท้ อ้ งเสีย ผลสุก เป็นยาระบายสาหรับผทู้ ่ีเป็น โรคริดสีดวงทวาร
หัวปลี แกโ้ รคเกี่ยวกบั ลาไส้ แกโ้ รคโลหิตจาง ลดน้าตาลในเส้นเลือด ตารายาพ้ืนบา้ น : รากและเหงา้ ผสมยา
อ่ืน ปรุงเป็นยาดบั พิษฝี ภายใน แกไ้ ขผ้ ิดน้า (เป็นไขเ้ ขา้ ใจว่าหายแลว้ ไปอาบน้ากลบั ไขอ้ ีก) ผล ที่เปลือกพอ
เริ่มเหลืองนิด ๆ นามากินดิบรักษาแผลในกระเพาะ ใบ กลว้ ยเถ่ือนใชห้ างใบ ๓ หาง วางซ้อนกนั หงายลงใน
หมอ้ แลว้ เอากะลาตวั เมียควา่ ปิ ด ใส่น้าลงในหมอ้ พอประมาณ ตม้ กินน้าแกต้ กเลือด รากขบั ปัสสาวะ


11

5.มอส

ภาพท่ี 8 มอส
ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Bryophyta
ชื่อวงศ์ Charophytes
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์

มอสเป็นพืชจาพวกมอสหรือพืชไม่มีท่อลาเลียง มีลกั ษณะแตกต่างจากลิเวอร์เวิร์ตที่คลา้ ยคลึงกบั มนั
คือส่วนคลา้ ยรากมีหลายเซลล์ นอกจากน้ี"ลาตน้ "และ"ใบ"ยงั แสดงถึงความแตกต่างได้ ถา้ ใบไม่เป็นแฉกลึก
หรือเป็นขอ้ บ่งบอกถึงพืชชนิดน้ีเป็นมอสส์ ส่วนความแตกต่างอื่นๆน้นั ไม่สามารถแยกมอสส์และลิเวอร์เวิร์
ตออกจากกนั ได้

มอสเป็นพชื ท่ีไม่มีท่อลาเลียงทาใหส้ ่วนเพ่ิมเติมข้ึนมานนั่ คือมีแกมีโทไฟตท์ ่ีเด่นชดั ในวงจรชีวิต คอื
เซลล์ของพืชมีโครโมโซมหน่ึงชุด( haploid ) ส่วนสปอโรไฟต์ (คือมีโครโมโซมสองชุด( มีชีวิตท่ีส้ันกว่า
และข้ึนกบั แกมีโทไฟต์ ถา้ จะเปรียบกบั พืชช้นั สูงก็คือ ในพืชมีเมล็ด,โครโมโซมหน่ึงชุดท่ีใช้สืบพนั ธุ์ก็คือ
เกสรและออวุล ขณะที่โครโมโซมสองชุดเป็นพืชดอกท้งั ตน้
ประโยชน์:

หนา้ ที่เหมือนฟองน้าคอยดูดซบั ความชุ่มช้ืนใหก้ บั ผืนป่ า โดยมอสมกั อยรู่ วมกนั เป็นกลุ่มขนาดใหญ่
ปกคลุมพ้ืนป่ า ทาให้สามารถเก็บกกั น้าไวใ้ นดินได้มาก ด้วยเหตุน้ีจึงมีการนามอสมาใช้ประโยชน์ด้าน
สิ่งแวดลอ้ ม เช่น การใชม้ อสขา้ วตอกฤาษี (Sphagnum moss) คลุมดินในกระถางตน้ ไม้ โดยจะเก็บกกั น้าไว้
ในเซลลใ์ บที่มีการเรียงตวั ของเซลลแ์ บบพิเศษ ป้องกนั การสูญเสียน้าภายในดิน และจะไม่แยง่ น้าจากกระถาง
ตน้ ไมท้ าใหด้ ินยงั คงความชุ่มช้ืนอยไู่ ดน้ าน


12

6.โคลงเคลงขนต่อม

ภาพท่ี 9 โคลงเคลงขนต่อม

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Clidemia hirta (L) D.Don

ชื่อพืน้ เมือง โคลงเคลงขนตอ่ ม (ภาคใต)้

ช่ือวงศ์ MELASTOMATACEAE

ลกั ษณะทางพฤกษาศาสตร์

ไมพ้ มุ่ สูงประมาณ 1 เมตร บริเวณก่ิงกา้ นมีขนสีน้าตาลปกคลมุ ใบ ใบเด่ียว โดยเรียงตรงขา้ มสลบั ต้งั
ฉาก การติดใบเป็นแบบมีกา้ น รูปใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลมติ่งอ่อน โคนใบมีลกั ษณะเป็นรูปหัวใจ ขอบ
ใบแบบจกั ฟันเลื่อยถี่ การจดั เรียงของเส้นใบออกจากโคนใบไปจรดปลายใบ 5 เส้น ผิวใบมีขนส้ันนุ่มสี
น้าตาลปกคลุม ใบกวา้ ง 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 11 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ มี 2-3 ดอก
ถว้ ยรองดอกรูประฆงั ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร และมีขนต่อมแข็งปกคลุม กลีบเล้ียงกลีบดอกมีอย่างละ 5
กลีบ กลีบดอกสีขาว รูปไข่ยาว 8-11 มิลลิเมตร เน้ือบาง เกสรเพศผมู้ ี 10 อนั สีขาว อบั เรณูยาว 4-5 มิลลิเมตร
แกนอบั เรณูยาวและมีจะงอยส้ัน ผล ผลเล็กกลม เส้นผ่าศูนยก์ ลาง 5-7 มิลลิเมตร มีขนยาวแข็ง ผลสีม่วงเขม้
ดา ผลแตกตามตะเขบ็ มีหลายเมด็

ช่วงการออกดอกและตดิ ผล : ระหวา่ งเดือนเมษายน – เดือนกรกฎาคม

นิเวศวทิ ยา : พบข้ึนตามท่ีโล่งและท่ีราบ

การขยายพนั ธ์ุ : ใชเ้ มลด็


13

7.ต้นมหาสดา

ภาพที่ 10 ตน้ มหาสดา

ช่ือวทิ ยาศาสตร์ : Cyathea latebrosa (Wall. ex Hook.) Copel.

ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์: Alsophila latebrosa Wall. ex Hook., Dichorexia latebrosa (Wall. ex Hook.) C. Presl)
วงศ์: CYATHEACEAE

ชื่อท้องถนิ่ อ่ืนๆ: กดู ตน้ (ภาคเหนือ), มหาสดา (ภาคตะวนั ออกเฉียงใต)้ , กูดพร้าว (เชียงใหม)่ บางแห่งเรียกว่า
“กดู ตน้ ดอยสุเทพ”

ชื่ออ่ืน : เนระพสู ี, เนระพูสีเทศ, กูดดา, ดีงหู วา้

ลกั ษณะทางพฤกษาศาสตร์

ตน้ กูดพร้าว จดั เป็ นเฟิ ร์นตน้ ที่มีลาตน้ ต้งั ตรง สูงไดป้ ระมาณ 3-5 เมตร ตามลาตน้ มีเกล็ดข้ึนปกคลุม
และมีรอยกา้ นใบที่หลุดร่วงไป รากมีลกั ษณะเป็นเส้นแขง็ สีดา มีเขตการกระจายพนั ธุ์ในจีนตอนใต้ กมั พูชา
มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบข้ึนกระจายพนั ธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉียงใต้ และ
ภาคใต้ โดยมกั พบข้ึนตามไหลเ่ ขาในป่ าดิบเขา บนพ้นื ที่สูงจากระดบั น้าทะเลต่ากวา่ 1,000 เมตร

วงศ์ : POLYPODIACEAE มหาสดาพนั ธุ์ใหม่ เฟิ ร์นตน้ (Tree Fern) หรือ มหาสดา ชนิด Cyathea
moluccana ซ่ึงพบเป็ นรายงานใหม่สาหรับประเทศไทย ดูต่างจากเฟิ นตน้ ชนิดอื่นๆ ตรงที่มีลาตน้ เป็ นเหงา้
ส้ันๆ และมีใบย่อยแบบขนนกช้นั เดียว ในไทยมีรายงานพบเฉพาะท่ีป่ าฮาลา-บาลาเท่าน้นั เป็ นเฟิ นมหาสดา
ชนิดใหม่ของไทย แมแ้ ต่ใน Flora of Thailand หรือ พรรณพฤกษาชาติประเทศไทย ในเล่มที่เกี่ยวกบั เฟิ น ก็
ยงั ไม่มีรายงานมาก่อน แต่จากขอ้ มูลที่ไดร้ ับ จากคุณธีร์ หะวานนท์ ซ่ึงทาวิจยั เรื่องเฟิ นมหาสดาของไทย ทา
ให้ทราบว่า เคยมีผูเ้ ก็บตวั อยา่ งเฟิ นชนิดน้ีไดใ้ นป่ าฮาลา-บาลา เม่ือเกือบ 20 ปี ก่อนมาแลว้ จากน้นั ก็ไม่มีใคร
พบเห็นมนั อีกเลย


14

8.เฟิ ร์นสไบนาง

ภาพท่ี 11 เฟิ ร์นสไบนาง

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Nephrolepid sp.
วงศ์ Lomariopsidaceae
ประเภท เฟิ นดิน

ลกั ษณะทางพฤกษาศาสตร์
ลาตน้ ลาตน้ เป็นเหงา้ ส้นั ต้งั ตรงหรือเอน มีเกลด็ หรือขนสีน้าตาลปกคลมุ รากเป็นเสน้ ยาว ทอดเล้ือยไป

ตามผิวดิน
ใบ ใบประกอบแบบขนนกยาวไดถ้ ึง 3 เมตร ใบยอ่ ยรูปแถบ มีจานวนมากถึง 100 คู่ ปลายใบเรียวมนถึง

แหลม โคนป้าน ขอบจกั ฟันเลื่อยต้ืน กา้ นเรียวเลก็ ดูอ่อนชอ้ ยมากกวา่ เฟิ นใบมะขามชนิดเดิมท่ีจาหน่ายกนั
ในตลาด
กล่มุ อบั สปอร์: รูปกลม
อตั ราการเจริญเติบโต: ปานกลางถึงเร็ว
ดิน: ชอบวสั ดุปลกู ระบายน้าดี
แสงแดด: แสงแดดเตม็ วนั ถึงราไร
น้า: ปานกลาง
การขยายพนั ธ์ุ: แบง่ กอเพาะสปอร์
การใช้งานและอื่นๆ: นิยมปลูกเป็นไมก้ ระถางแขวนใหใ้ บหอ้ ยตกลงมาจากกระถาง เล้ียงงา่ ย ถา้ ปลูกเล้ียงใน
สภาพแสงแดดจดั ใบจะส้ันลงและมีสีอมเหลือง


15

9.ต้นเต่าร้าง

ภาพที่ 12 ตน้ เต่าร้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Caryota mitis Lour.

วงศ์ ARECACEAE

ชื่อสามญั Fishtail Palm, Wart Fishtail Palm

ชื่ออ่ืนๆ เต่าร้างแดง เชื่องหมู่ มะเดง็ งือเดง็

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์

ลาตน้ ไมพ้ ุ่ม ลาตน้ สูงประมาณ 2-3 เมตร เส้นรอบวงประมาณ 36-40 เซนติเมตร ลาตน้ สีน้าตาล ผิวลา
ตน้ เรียบ

ใบ ใบประกอบแบบขนนก 2 ช้นั การเรียงตวั ของเส้นใบขนานตามความยาวใบ ใบรูปสามเหล่ียมขา้ ว
หลามตดั ปลายใบมน โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ เน้ือใบคลา้ ยกระดาษ ใบเรียงแบบเรียงตรงขา้ ม ดา้ นบน
แผน่ ใบเกล้ียง ใบดา้ นบนสีเขียวเขม้ ทอ้ งใบสีเขียว ใบออ่ นสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเหลือง ใบกวา้ งประมาณ
8-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 18-23 เซนติเมตร

ดอก ดอกช่อเชิงลด กลีบดอกในตาดอกเรียงจรดกนั ดอกสมมาตรดา้ นขา้ ง วงกลีบดอกแยกจากกนั กลีบ
ดอกสีเหลืองนวล กลีบดอก 3 กลีบ กลีบเล้ียง 4 กลีบ เกสรตวั ผู้ 10 อนั เกสรตวั เมีย 1 อนั

ผล ผลสด ผลมีเน้ือเมล็ดเดี่ยว ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีส้มหรือส้มแดง ผลแก่สาคล้า ผลมีขนาดประมาณ
1-2 เซนติเมตร

การขยายพนั ธ์ุ เมลด็ 1 ผล มีเพยี ง 1 เมลด็


16

10.ไลเคน

ภาพท่ี 13 ไลเคน

ช่ือทัว่ ไป Carbacanthographis candidata

ชื่อวิทยาศาสตร์ Carbacanthographis candidata (Nyl.) Staiger & Kalb

ลกั ษณะท่วั ไป
เป็นสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ซ่ึงไดแ้ ก่ เห็ดราและสาหร่าย โดยมีการอยรู่ ่วมกนั แบบพ่งึ พาอาศยั กนั เห็ดราจะได้

ความช้ืนและก๊าซออกซิเจนจากสาหร่าย และสาหร่ายกจ็ ะไดก้ า๊ ซคาร์บอนไดออกไซดเ์ พือ่ ใชใ้ นการ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสงจากเห็ดรา นอกจากน้ีไลเคนยงั สามารถใชเ้ ป็นดชั นีวดั มลพษิ ทางอากาศได้
ไลเคนมีรูปแบบที่สาคญั 4 แบบ ครัสโตส (crustose) ลกั ษณะเป็นแผน่ แขง็ ติดอยบู่ นตน้ ไม้ สแควมโู ลส
(squamulose) ลกั ษณะเป็นเม็ดคลา้ ยลูกหิน ติดแน่นอยกู่ บั ตน้ ไม้ โฟลิโอส (foliose) ลกั ษณะคลา้ ยใบไม้ ไม่
ติดแน่น ฟรูทิโคส (fruticose) ลกั ษณะเป็นเส้นหรือแตกกิ่งกา้ นคลา้ ยตน้ ไม้ เป็นดชั นีวดั มลพิษทางอากาศได้
ไลเคน เป็นสิ่งมีชีวติ ที่อยรู่ ่วมกนั ระหวา่ งสาหร่าย หรือไซแอโนแบคทีเรีย (สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน) กบั รา
ไลเคนสามารถเจริญไดบ้ นหินหรือเปลือกไม้ หรือบริเวณแหง้ แลง้ ที่ไมเ่ หมาะกบั การเจริญของพืชอื่นๆ

ไลเคนจานวนมากสามารถเจริญไดท้ ่ีอณุ หภมู ิต่าในท่ีสูงและแถบข้วั โลก สัณฐานวิทยาของไลเคน

ไลเคน ประกอบดว้ ยไมซีเลียมของราอดั ตวั กนั แน่นอยชู่ ้นั บน ขา้ งใตเ้ ป็นกลุ่มเซลลข์ องสาหร่ายและ
ดา้ นลา่ งลงไปเป็นช้นั ของรา ซ่ึงอาจยดึ ติดกบั พ้นื ดินดว้ ยไฮฟาท่ีเรียก ไรซีน (rhizine) ไลเคนส์บางพวกมี
ความซบั ซอ้ นข้ึนโดยช้นั ที่อยู่ใตช้ ้นั สาหร่ายยงั มีอาหารสะสมเกบ็ ไว้ ราส่วนใหญ่เป็นพวกแอสโคไมซีตีส มี
ส่วนนอ้ ยท่ีเป็นเบสิดิโอไมซีตีส ส่วนสาหร่ายเป็นพวกสาหร่ายสีเขยี ว ไลเคนส์แต่ละต้นจะประกอบดว้ ยรา
ชนิดเดียวอยรู่ ่วมกบั สาหร่ายหรือไซแอโนแบคทีเรียชนิดเดียว สาหร่ายสีเขยี วที่พบมากท่ีสุด คอื Trebouxia
ซ่ึงเป็นพวกเซลลเ์ ดียว และ Trentepohlia ซ่ึงเป็นพวกเส้นสาย กบั Nostoc เป็นพวกไซแอโนแบคทีเรีย ไล
เคนส์แบ่งตามรูปร่างได้ 3 ชนิด คอื ครัสโทสไลเคนส์ (crustose lichens) รูปแบบเกาะติดแน่นตามเปลือก


17

ไม้ กอ้ นหิน และเกิดเป็นพวกแรก โฟลิโอสไลเคนส์ (foliose lichens) รูปคลา้ ยใบไม้ เกาะติดกบั หินหรือ
เปลือกไม้ หลดุ ออกง่าย และ ฟรูทิโคสไลเคนส์ (fruticous lichens)คลา้ ยตนั ไมเ้ ลก็ ๆ แตกก่ิงกา้ น ไล
เคนส์ สืบพนั ธุ์โดยวิธีแฟรกเมนเตชนั ออกจากตน้

3.ชนดิ ของสัตว์น้าทส่ี ารวจพบเจอ

1.ปลาช่อน

ภาพท่ี 14 ปลาช่อน

ช่ือวิทยาศาสตร์ Channa striata Bloch, ค.ศ. 1793

อาณาจกั ร Animalia

ไฟลมั Chordata

ช้ัน Actinopterygii

อนั ดบั Perciformes

วงศ์ Channidae

สกุล Channa

สปี ชีส์ striata
ปลาช่อน ปลาน้าจืดชนิดหน่ึง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata อยูใ่ นวงศป์ ลาช่อน (Channidae)

มีส่วนหัวค่อนขา้ งโต รูปร่างทรงกระบอกยาว ครีบหางเรียวปลายมน ปากกวา้ ง ภายในปากมีฟันเข้ียวบน
เพดาน ลาตวั สีคล้าอมมะกอกหรือน้าตาลอ่อน มีลายเส้นทแยงสีคล้าตลอดท้งั ลาตวั 6 - 7 เส้น ดา้ นทอ้ งสีจาง
ตดั กบั ดา้ นบน ครีบสีคล้ามีขอบสีเหลืองอ่อน ครีบทอ้ งจาง มีขนาดลาตวั ประมาณ 30 - 40 ซ.ม. ใหญ่สุดไดถ้ ึง


18

1 เมตร โดยปลาช่อนสปี ชีส์น้ีมีความพิเศษไปกว่าปลาช่อนชนิดอ่ืน ๆ คอื สามารถแถกไถตวั คืบคลานไปบน
บกเพ่ือหาที่อยใู่ หม่ได้ รวมท้งั สามารถหลบอยใู่ ตด้ ินในฤดูฝนแลง้ เพ่ือรอฝนมาไดเ้ ป็นแรมเดือน โดยสะสม
พลงั งานและไขมนั ไว้ ท่ีเรียกวา่ "ปลาช่อนจาศีล" พบอาศยั อยใู่ นแหล่งน้าทวั่ ประเทศไทย พบไปจนถึงเอเชีย
ใต้ พม่าและอินโดนีเซีย นิยมนามาบริโภค ปรุงเป็นอาหารไดห้ ลากหลายท้งั สดและตากแหง้ เป็นปลาน้าจืด
เศรษฐกิจท่ีสาคญั จนอาจเรียกไดว้ า่ เป็ นปลาน้าจืดเศรษฐกิจอนั ดบั หน่ึง เล้ียงไดท้ ้งั ในบ่อและกระชงั ตามริม
แม่น้า นอกจากน้ียงั นิยมเล้ียงเป็ นปลาสวยงามดว้ ย โดยเฉพาะตวั ที่สีกลายเป็ นสีเผือก (Albino) หรือปลาท่ี
พิการตวั ส้นั กวา่ ปกติ (Short Body)

ปลาช่อนในบางพ้ืนท่ี เช่น ท่ีจงั หวดั สิงห์บุรี ข้ึนช่ือมาก ท่ีเรียกว่า "ปลาช่อนแม่ลา" มีประเพณีพ้ืนถ่ินคือ
เทศกาลกินปลา ปลาช่อน มีช่ือเรียกตามภาษาถ่ินในแตล่ ะภาควา่ "หลิม" ในภาษาเหนือ "คอ้ " หรือ "ก๊วน" ใน
ภาษาอีสาน เป็นตน้

รูปร่างลกั ษณะ

ปลาช่อนเป็ นปลาท่ีมีเกล็ด ลาตวั อว้ นกลม ยาวเรียว ท่อนหางแบนขา้ ง หัวแบนลง เกล็ดมีขนาดใหญ่
ปากกวา้ งมาก มีฟันซี่เลก็ ๆ อยบู่ นขากรรไกรท้งั สองขา้ ง ครีบทกุ ครีบไมม่ ีกา้ นครีบแขง็ ครีบหลงั และครีบกน้
ยาวจนเกือบถึงโคนหาง ครีบหางกลม ลาตวั ส่วนหลงั มีสีดา ทอ้ งสีขาว ดา้ นขา้ งลาตวั มีลายดาพาดเฉียง มี
อวยั วะพิเศษช่วยในการหายใจ ปลาช่อนจึงสามารถเคลื่อนไหวไปบนบกหรือฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็ น
เวลานานๆ

การผสมพนั ธ์ุวางไข่

ปลาช่อนสามารถวางไข่ไดเ้ กือบตลอดปี สาหรับฤดูกาลผสมพนั ธุ์วางไข่จะเริ่มต้งั แต่ เดือนมีนาคม –
ตลุ าคม ช่วงท่ีมีความพร้อมท่ีสุดคอื เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม

ในฤดูวางไข่ จะสังเกตความแตกต่างระหว่างปลาเพศผูก้ บั เพศเมียอยา่ งเห็นไดช้ ดั คือ ปลาเพศเมีย ลกั ษณะ
ทอ้ งจะอูมเป่ ง ช่องเพศขยายใหญ่ มีสีชมพูปนแดง ครีบทอ้ งกวา้ งส้นั ส่วนปลาเพศผู้ ลาตวั มีสีเขม้ ใตค้ างจะมี
สีขาว ลาตวั ยาวเรียวกวา่ ปลาเพศเมีย

ตามธรรมชาติปลาช่อนจะสร้างรังวางไข่ในแหล่งน้านิ่งความลึกของน้าประมาณ 30 –100 เซนติเมตร โดย
ปลาตวั ผจู้ ะเป็นผสู้ ร้างรังดว้ ยการกดั หญา้ หรือพรรณไมน้ ้า และใชห้ างโบกพดั ตลอดเวลาเพือ่ ที่จะทาให้พ้ืนท่ี
เป็ นรูปวงกลม เส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 30 –40 เซนติเมตร ปลาจะกดั หญา้ ท่ีบริเวณกลางของรัง ส่วน
พ้ืนดินใตน้ ้า ปลากจ็ ะตีแปลงจนเรียบ หลงั จากที่ปลาช่อนไดผ้ สมพนั ธุว์ างไข่แลว้ พอ่ แมป่ ลาจะคอยรักษาไข่
อยใู่ กลๆ้ เพอ่ื มิใหป้ ลาหรือศตั รูอ่ืนเขา้ มากินจนกระทงั่ ไข่ฟักออกเป็นตวั ในช่วงน้ีพอ่ แม่ปลากย็ งั ใหก้ ารดูแล


19

ลูกปลาวยั อ่อน เมื่อลูกปลามีขนาด 2 – 3 เซนติเมตร จึงแยกตวั ออกไปหากินตามลาพงั ได้ ซ่ึงระยะน้ีเรียกวา่
ลูกครอก หรือลูกชักครอก ลูกปลาขนาดดังกล่าวน้าหนักเฉลี่ย 0.5 กรัม ปลา 1 กิโลกรัมจะมีลูกครอก
ประมาณ 2,000 ตวั ลูกครอกระยะน้ีจะมีเกษตรกรผูร้ วบรวมลูกปลาจากแหล่งน้าธรรมชาติเป็ นอาชีพนามา
จาหน่ายใหแ้ ก่ผเู้ ล้ียงปลาอีกต่อหน่ึงในราคากิโลกรัมละ 70 – 100 บาท ซ่ึงรวบรวมไดม้ ากในระหวา่ งเดือน
มิถุนายน – ธนั วาคม

2.ปลาเสือสุมาตรา

ภาพท่ี 15 ปลาเสือสุมาตรา

ชื่อสามัญ เสือสุมาตรา

ช่ือสามญั ภาษาองั กฤษ:SUMATRAN TIGER BARB

ชื่อวิทยาศาสตร์ Systomus partipentazona

ช่ือไทยอ่ืนๆ เสือขา้ งลาย

ลกั ษณะทว่ั ไป

เสือสุมาตรา เป็นปลาน้าจืดขนาดเล็ก อย่ใู นสกุลเดียวกนั กบั ปลาตะเพียนขาว จึงมีรูปร่างคลา้ ยคลึงกนั
ที่ลาตวั มีแถบดาพาดขวาง 5 แถบ สองแถบแรกพาดผ่านตาและหนา้ ครีบหลงั แถบท่ีสามพาดผ่านโคนครีบ
หลงั และสนั หลงั แถบที่สี่พาดผา่ นโคนครีบกน้ และลาตวั ส่วนแถบท่ีหา้ อยทู่ ี่โคนหาง ครีบหลงั และครีบกน้ มี
สีเหลือง มีหนวดท่ีมมุ ปากบนหน่ึงคู่

ถนิ่ อาศัย แหล่งท่ีพบ

เสือสุมาตราเป็ นปลาที่อาศยั อยู่ในแหล่งน้าไหลและน้านิ่ง อยู่รวมกนั เป็ นกลุ่ม พบตามแม่น้าลาธาร
และหนองบึง แพร่กระจายทว่ั ทุกภาคของประเทศไทย ชาวนครสวรรค์เรียกว่า ปลาขา้ งลาย ทางภาคใต้
เรียกวา่ เสือสุมาตรา


20

อาหารเสือสุมาตรากินลูกกุง้ ลกู น้า ลกู ไร แมลงน้าและเศษซากพชื และสัตวเ์ น่าเป่ื อย
ขนาดความยาว ประมาณ 3-6 เซนติเมตร
3.หอยขม

ภาพที่ 16 หอยขม

ชื่อสามัญภาษาองั กฤษ RIVER SNAIL

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Filopaludina martensi

อาณาจักร Animalia

ไฟลมั : Mollusca

ช้ัน: Gastropoda

วงศ์: Viviparidae Gray, 1847

ลกั ษณะทว่ั ไป

หอยขม เป็นหอยน้าจืดขนาดเลก็ มีเปลือกเป็นเกลียวกลมยอดแหลม เปลือกหนาและแขง็ ผวิ ช้นั นอก
เป็นสีเขียวแก่ ฝาปิ ดเปลือกเป็นแผน่ กลม ตีนใหญ่ จะงอยปากส้นั ทู่ ตามีสีดาอยตู่ รงกลางระหว่างโคนหนวด
ตวั ผมู้ ีหนวดขา้ งขวาพองโตกวา่ เส้นขา้ งซ้าย ลกั ษณะพิเศษของหอยชนิดน้ีจะมีอวยั วะเพศท้งั เพศผูแ้ ละเพศ
เมียอยู่ในตวั เดียวกนั ออกลูกเป็นตวั และผสมพนั ธุ์ไดด้ ว้ ยตวั มนั เอง จะพบเห็นชุกชุมเร่ิมจากเดือนมกราคม-
เมษายน ถ่ินอาศยั แหลง่ ที่พบหอยขมชอบอยใู่ นน้านิ่งซ่ึงไมล่ ึกนกั ตามบริเวณซ่ึงมีพ้ืนเป็นโคลนหรือดินปน
ทราย พบท้งั ในน้าจืดและน้ากร่อย เช่น ตามชายทะเล ปากอ่าว ในคูคลองและท่ีลุ่มเกือบทุกแห่งมีอยู่ทว่ั ไป
ในภาคตา่ ง ๆ


21

อาหารหอยขมกินพวกสาหร่ายท้งั ท่ีสดและเน่าเป่ื อย ใบไมใ้ บหญา้ ผใุ นน้ารวมท้งั ซากอินทรียท์ ่ีเน่าเปื่ อยและ
ผงตะกอนท่ีจมอยตู่ ามผวิ ดิน

ขนาดมีความสูง 2-4 ซ.ม.ส่วนก้อนอวยั วะ เป็ นส่วนที่รวมอวยั วะไวเ้ ป็ นกอ้ น ขดเป็ นเกลียวตามรูปของ
เปลือก อวยั วะภายในประกอบไปดว้ ยตอ่ มน้าลาย หวั ใจ เหงือก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้ เป็นตน้

ส่วนเทา้ กลา้ มเน้ือเทา้ จะยดึ ติดกบั ฝาปิ ดเปลือก กลา้ มเน้ือเทา้ เป็นแผน่ แบน ๆ กวา้ ง ๆ จะเคล่ือนท่ีในลกั ษณะ
เป็นคลื่นแบบตวั หนอน การทางานของกลา้ มเน้ือเทา้ จะทางานไล่จากส่วนหนา้ ไปยงั ส่วนทา้ ยติดต่อกนั เวลา
หอยขมเคลื่อนท่ีไปจะยน่ื ส่วนหวั ส่วนเทา้ และ siphon ออกมาจากเปลือก

การกนิ อาหาร

หอยขมมีปาก ระบบทางเดินอาหารเริ่มจากปาก อาหารท่ีลอยอยใู่ นน้า เช่น แพลงกต์ อนเลก็ ๆ สามารถ
ถกู ดูดเขา้ ไปในช่องใตป้ ากได้ นอกจากน้ีภายในปากก็จะมี redula ซ่ึงมีลกั ษณะแขง็ ทาหนา้ ที่คลา้ ยเป็นฟันใช้
ขูดแทะอาหารที่ติดอยู่กบั วสั ดุ เช่น ตะไคร่น้า ภายในช่องปากมีท่อเปิ ดจากต่อมน้าลาย ต่อจากช่องปากคือ
หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้ และทวาร ตามลาดบั อาหารของหอยขมไดแ้ ก่ ตะไคร่น้า พืชน้า แพลงก์
ตอน และอินทรียส์ ารท่ีเน่าเป่ื อย

การหายใจ

หอยขมหายใจดว้ ยเหงือก เหงือกจะอยใู่ นช่อง mantle cavity โดยน้าจะไหลผา่ นช่องน้ีไปทาใหเ้ กิดการ
แลกเปล่ียนกา๊ ซระหวา่ งน้ากบั เส้นเลือดบริเวณเหงือก

การสืบพนั ธ์ุ

หอยขมมีอวยั วะเพศท้งั เพศผแู้ ละเพศเมียอยใู่ นตวั เดียวกนั สามารถผสมตวั เองหรือผสมขา้ มโดยการมา
ประกบกนั ได้ และการผสมพนั ธุ์ไดด้ ว้ ยตวั ของมนั เองจะทาไดเ้ ม่ืออายุได้ 60 วนั หอยขมออกลูกเป็นตัวคร้ัง
ละ ประมาณ 40-50 ตวั ลูกหอยขมท่ีออกมาใหม่ ๆ จะมีวุน้ หุ้มอยู่ แม่หอยขมจะใช้หนวดแทงวุน้ จนแตก
เพื่อให้ลูกหอยหลุดออกจากวุน้ ลูกหอยขมสามารถเคลื่อนไหวไดท้ นั ทีเมื่อออกจากตวั แม่ ระยะท่ีจะพบเห็น
ชุกชุมอยใู่ นช่วงเดือนธนั วาคม-พฤษภาคม มีอายขุ ยั ต้งั แต่ 3-11 ปี

แหล่งอาศัย

หอยขมมกั อาศยั อยู่ตามแหล่งน้าจืดธรรมชาติทวั่ ไป เช่น คู หนอง คลอง บึง และในนาขา้ ว ท่ีเป็ น
พ้นื ดินหรือโคลน ท่ีระดบั น้าต้งั แต่ 10 ซม. ถึง 2 ม. โดยใชเ้ ทา้ ยดึ เกาะอยตู่ ามวตั ถุต่าง ๆ เช่น เสา สะพาน ตอ
ไม้ พนั ธุ์ไมน้ ้า หรือจมอยู่ในโคลน หอยขมมกั อยู่ในน้าท่ีไม่ไหลแรงนักหรือเป็ นน้าน่ิงในท่ีร่ม มีการ


22

แพร่กระจายไปทว่ั ทุกภูมิภาคของประเทศไทย สามารถพบไดท้ ว่ั ไปในทุกจงั หวดั และมีการแพร่กระจาย
ทว่ั ไปในประเทศใกลเ้ คยี ง เช่น พม่า ลาว เวียดนาม และกมั พชู า รวมถึงในจีน และ ญี่ป่ ุน และแอฟริกา
4.หอยเชอรี่

ภาพที่ 17 หอยเชอร่ี
ช่ือสามัญภาษาองั กฤษ Golden applesnail, Channeled applesnail
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Pomacea canaliculate
อาณาจักร Animalia
ไฟลมั Mollusca
ช้ัน Gastropoda
วงศ์ใหญ่ Ampullarioidea
ไม่ได้จัดลาดบั clade Caenogastropoda
วงศ์: Ampullariidae
สกุล: Pomacea
สกุลย่อย: Pomacea
สปี ชีส์: P. canaliculata
ลกั ษณทั่วไป


23

หอยเชอรี่สามารถแบ่งหอยเชอร่ีได้ 2 พวก คอื พวกที่มีเปลือกสีเหลืองปนน้าตาล เน้ือและหนวดสีเหลือง
และพวกมีเปลือกสีเขยี วเขม้ ปนดา และมีสีดาจาง ๆ พาดตามความยาว เน้ือและหนวดสีน้าตาลอ่อน หอยเชอรี่
เจริญเติบโตและขยายพนั ธุไ์ ดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ลกู หอยอายเุ พียง 2 – 3 เดือน จะจบั คู่ผสมพนั ธุ์ไดต้ ลอดเวลา
หลงั จากผสมพนั ธุไ์ ด้ 1 – 2 วนั ตวั เมียจะวางไข่ในเวลากลางคนื โดยคลานไปวางไข่ตามที่แหง้ เหนือน้า เช่น
ตามกิ่งไม้ ตน้ หญา้ ริมน้า โคนตน้ ไมร้ ิมน้า ขา้ ง ๆ คนั นา และตามตน้ ขา้ วในนา ไขม่ ีสีชมพูเกาะติดกนั เป็นกลุ่ม
ยาว 2 – 3 นิ้ว แต่ละกลมุ่ ประกอบดว้ ยไขเ่ ป็นฟองเลก็ ๆ เรียงตวั เป็นระเบียบสวยงาม ประมาณ 388 – 3,000
ฟอง ไขจ่ ะฟักออกเป็นตวั หอยภายใน 7 – 12 วนั หลงั วางไข่

หอยเชอรี่ เดิมเป็นหอยน้าจืดที่อาศยั อยใู่ นแหล่งน้าทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศไทยนาเขา้ มาคร้ังแรกจาก
ประเทศญ่ีป่ ุนและไตห้ วนั ในฐานะของหอยท่ีกาจดั ตะไคร่น้าและเศษอาหารในตูป้ ลา ซ่ึงนิยมเล้ียงกนั อยา่ ง
แพร่หลายราวก่อนปี พ.ศ. 2530 ต่อมาไดม้ ีผคู้ ิดจะเล้ียงเพาะขยายพนั ธุเ์ ป็นสัตวเ์ ศรษฐกิจเพอื่ การบริโภค แต่
ทวา่ ไมไ่ ดร้ ับความนิยมจึงปลอ่ ยลงแหลง่ น้าธรรมชาติ จนกลายเป็นปัญหาชนิดพนั ธุ์ตา่ งถ่ินในปัจจุบนั
5.ปลาซิวหางแดง

ภาพท่ี 18 ปลาซิวหางแดง
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Rasbora borapetensis Smith, 1934
ช่ือสามัญ Blackline rasbora, Redtail rasbora
อนั ดบั Cypriniformes
วงศ์ Cyprinidae
อาณาจักร Animalia
ไฟลมั Chordata
ช้ัน Actinopterygii


24

อนั ดับ Cypriniformes
สกุล Rasbora
สปี ชีส์ R. borapetensis
ลกั ษณะทั่วไป

เป็ นปลาน้าจืดขนาดเล็ก ลาตวั แบนขา้ ง ตาโต มีแถบสีดาพาดตามความยาวจากบริเวณดา้ นหลงั ของ
แผ่นปิ ดเหงือกจนถึงกลางฐานครีบหาง และมีแถบสีเขียวปนสีทองขนานตามแนวแถบสีดา มีแถบสีดา
บริเวณโคนครีบก้นถึงบริเวณโคนครีบหาง ครีบหางเวา้ ลึกเป็ นรูปส้อมมีสีแดงสด ตัวโตเต็มท่ียาว 5
เซนติเมตร ส่วนมากพบอาศยั อยรู่ วมกนั เป็นฝงู ใหญ่ อยบู่ ริเวณกลางน้าและใกลผ้ ิวน้าตาม ลาคลอง หนอง บึง
และอา่ งเกบ็ กินแพลงกต์ อนสตั ว์ เป็นอาหาร
6.ก้งุ ฝอย

ภาพท่ี 19 กงุ้ ฝอย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Macrobrachium lanchesteri
ชื่อสามญั ภาษาองั กฤษ LANCHESTER'S FRESHWATER PRAWN
อาณาจักร Animalia
ไฟลมั Arthropoda
ไฟลมั ย่อย Crustacea
ช้ัน Malacostraca
อนั ดับ Decapoda


25

วงศ์ Palaemonidae
สกลุ Macrobrachium
สปี ชีส์ M. lanchesteri
ลกั ษณะทวั่ ไป

เป็ นกุง้ น้าจืดขนาดเล็ก มีเปลือกแข็งห่อหุ้มตวั มีขา 10 คู่ แบ่งแยกหน้าท่ีกนั ออกไปเป็ นขาสาหรับจบั
อาหาร ขาเดินและขาว่ายน้า ขาเดินคู่ที่สองมีขนาดไล่เลี่ยกบั ขาเดินคู่ท่ี 4 และ 5 ขอ้ ปลายมีลกั ษณะเป็นกา้ ม
หนีบ อยู่รวมกันเป็ นฝูง ลกั ษณะสาคัญประจาตัวคือ มีกรีตรง ขาเดิน 3 คู่ยาวเท่ากันแตกต่างจากลูกกุ้ง
กา้ มกรามที่มีขนาดเทา่ กนั ซ่ึงจะมีกรียาวปลายโคง้ สูงข้นึ
ถิน่ อาศัย แหล่งที่พบ

กุง้ ฝอยชอบอยบู่ ริเวณผิวน้าตามชายริมตลิ่งซ่ึงเป็นแหลง่ น้าที่มีรากหญา้ และรากพนั ธุ์ไมน้ ้าจะ
รวมกลมุ่ อยกู่ นั ชุกชุมในหนอง บอ่ บึง หรือตามบริเวณแหลง่ น้าซ่ึงมีกระแสน้าข้นึ ลงไหลเอื่อย ๆ
อาหาร

กงุ้ ฝอยกินจุลินทรียแ์ ละตวั อ่อนของสัตวน์ ้าขนาดเลก็
ขนาด ความยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร
8.จิงโจ้น้า

ภาพท่ี 20 จิงโจน้ ้า
ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Gerridae
ช่ือสามัญภาษาองั กฤษ Water Striders หรือ Pond skaters


26

อาณาจกั ร Animalia

ไฟลมั Arthropoda

ช้ัน Insecta

อนั ดับ Hemiptera

อนั ดบั ย่อย Heteroptera

อนั ดับฐาน Gerromorpha

วงศ์ GerridaeLeach, 1815

สกลุ Gerris

สปี ชีส์ G.remigis

ลกั ษณะท่ัวไป

จิงโจน้ ้าจดั เป็นแมลง ร่างกายประกอบดว้ ย 3 ส่วนคือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนทอ้ ง มีขา 6 ขาเป็น
ปลอ้ ง มีหนวดยาว 1 คู่ บริเวณลาตวั มีสีดาหรือน้าตาลเขม้ เรียวยาว มีท้งั ท่ีมีปี กและไม่มีปี ก จิงโจน้ ้ามีหนวด
จานวน 1 คู่ โดยส่วนท่ีอยู่ติดกบั ส่วนหัวมีลกั ษณะแข็งคลา้ ยขนแปรง ความยาวของหนวดน้ีสามารถบอก
ความแตกต่างของแต่ละสปี ชีส์ได้ ส่วนอกของจิงโจ้น้ามีขนาดที่เล็กและแคบ มีขนาดประมาณ 1.6-36
มิลลิเมตร มีขนาดท่ีแตกต่างกนั ตามแต่ละสปี ชีส์ มีขนขนาดเล็กปกคลุมอยู่ซ่ึงมีความมนั วาวช่วยป้องกนั
ไม่ให้จมน้า จิงโจน้ ้าอาศยั แรงตึงผิวของน้าเมื่อมีการผสมพนั ธุ์ จิงโจน้ ้าประกอบดว้ ยขา 3 คู่ โดยขาแต่ละคู่
ทาหนา้ ท่ีต่างกนั คือ ขาคู่ท่ี 1 ขาคหู่ นา้ มีลกั ษณะส้นั กวา่ ขาคู่อ่ืนทาหนา้ ที่ในการจบั ตวั เหยอื่ หรืออาหาร ขาคทู่ ่ี
2 ขาคู่กลางมีความเรียวและยาวทาหนา้ ท่ีผลกั ดนั ให้เกิดการเคลื่อนที่ และขาคู่ที่ 3 ข่าคู่หลงั ทาหนา้ ที่ในการ
ปรับทิศทางขณะเคล่ือนที่ ปี กของจิงโจน้ ้าจะอยบู่ ริเวณหลงั ของส่วนอก และบางสปี ชีส์ไมม่ ีปี ก ความยาวปี ก
จะต่างกนั ในแต่ละสปี ชีส์ บริเวณที่อยอู่ าศยั ท่ีเป็นน้าไหลจะพบจิงโจน้ ้ามีปี กท่ีส้ัน ส่วนบริเวณที่น้าน่ิงจะพบ
จิงโจน้ ้าท่ีมีปี กยาวความสามารถในการเดินบนน้า

จิงโจน้ ้าอาศยั แรงตึงผิว (surface tension) ของน้าซ่ึงยึดเหน่ียวโมเลกุลของน้าเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั เกิด
ความยืดหยุ่นทาใหไ้ ม่จมน้า และมีขาที่ยาวมีขนขนาดเลก็ ปกคลมุ อยู่ ขนขนาดเล็กเหล่าน้ีเรียกว่า ไมโครซีเต
(miceosetae) ทาหนา้ ท่ีในการกกั เกบ็ อากาศเอาไวท้ าใหเ้ ป็นฟิ ลม์ บางๆป้องกนั ไมใ่ หจ้ มน้า และทาใหส้ ามารถ
เคล่ือนที่อยบู่ นผวิ น้าได้


27

บทที่ 3

วธิ ีการดาเนนิ การ

โครงงานบูรณาการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เร่ืองความหลากหลายทางส่ิงแวดลอ้ มที่มีผลต่อ
พรรณไมแ้ ละสัตว์น้าในคลองท่าขา้ ม ตาบล ควนหนองหงษ์ จงั หวดั นครศรีธรรมราช มีวตั ถุประสงค์เพ่ือ
ศึกษาปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มที่ส่งผลต่อความหลากหลายพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในคลองที่กาหนดจุดศึกษาไว้
และเพ่ือศึกษาพรรณไมโ้ ดยใช้หลกั การจาแนกประเภท ช่ือทางวิทยาศาสตร์ ละวงศ์ สามารถแยกประเภท
ชนิด รวมถึงลกั ษณะของพรรณไมว้ ิธีดาเนินการวิจยั

การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมแ้ ละพนั ธุ์สัตวศ์ ึกษาในพ้ืนที่ 3 จุด คือ คลองท่าขา้ ม คลอง
โหละ๊ มงั คุด และคลองหว้ ยยวน อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช ต้งั แต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ถึง
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 เพอ่ื ใหค้ รอบคลุมทกุ ฤดูกาล มีรายละเอียดและข้นั ตอนต่าง ๆ ดงั น้ี

ตารางท่ี 1 ช่ือหมู่บา้ นและขนาดพ้ืนท่ีคลองท่ีลงสารวจ ตาบล ควนหนองหงษ์ จงั หวดั นครศรีธรรมราช

หมู่ท่ี ช่ือหมู่บ้าน ขนาดพืน้ ท่ีคลองทีล่ งสารวจ
(ตารางเมตร)
จุดศึกษาที่ 1 คลองท่าข้าม
6 หมูบ่ า้ นคลองตม หม่ทู ี่ 6 ตาบลควนหนองหงษ์ 50 x 50 ตารางเมตร

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช 50 x 50 ตารางเมตร
จดุ ศึกษาที่ 2 คลองโหล๊ะมงั คุด
7 หมู่บา้ นโหล๊ะมงั คุด หมู่ที่ 7 ตาบลควนหนองหงษ์ 50 x 50 ตารางเมตร
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช
จุดศึกษาท่ี 3 คลองห้วยยวน
7 หมู่บา้ นหว้ ยยวน หมู่ที่ 7 ตาบลควนหนองหงษ์
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

1.ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง

เกบ็ รวบรวมพรรณไมช้ นิดต่าง ๆ และถา่ ยรูปสิ่งมีชีวิตที่พบเจอในบริเวณน้นั ในพ้นื ท่ีที่สามารถเขา้ ถึง
ไดข้ อง 3 จุดท่ีศึกษา คือ คลองท่าขา้ ม คลองโหล๊มงั คุด และคลองห้วยยวน โดยเก็บส่วนของตน้ พรรณไม้
หรือส่วนท่ีสามารถใชใ้ นการศึกษาจาแนกประเภทและชนิดพรรณไมไ้ ด้


30

2. เครื่องมือท่ใี ช้ในการทาวจิ ยั
2.1 กลอ้ งถา่ ยรูป
2.2 อปุ กรณ์ในการเก็บตวั อยา่ งพชื

- กรรไกรชกั กรรไกรตดั กิ่งไม้ มีดพบั
- ถงุ พลาสติกขนาดต่างๆ สาหรับใส่พรรณไมท้ ี่เก็บระหวา่ งสารวจ
2.3 โปรแกรม Word
2.4 เคร่ืองวดั 4 in 1 Soil Survey Instrument
2.5 สมุดจดบนั ทึก
2.6 Notebook
2.7 อปุ กรณ์ในการเกบ็ ตวั อย่างดิน
- จอบขนาดเลก็
- ถุงเก็บตวั อยา่ งดิน
3. วธิ ดี าเนินการ
3.1 วางขนาดจุดท่ีศึกษา ขนาด 50 x 50 ตารางเมตรท้งั 3 จุดศึกษา คอื คลองท่าขา้ ม คลองโหละ๊ มงั คุด และ
คลองหว้ ยยวน
3.2 ใชเ้ ครื่องวดั 4 in 1 Soil Survey Instrument เพือ่ หาคา่ ความชุ่มช้ืนในดิน อุณหภูมิ คา่ pH ของดินและ
ค่าแสงท้งั 3 จุดศึกษา
3.3 เกบ็ ขอ้ มลู โดยการใชว้ ิธีการถา่ ยรูปพรรณไมแ้ ละสตั วน์ ้าท่ีพบเจอบริเวณขนาดท่ีศึกษาน้นั ท้งั 3 จุด
ศึกษา
3.4 นาขอ้ มูลภาพถา่ ย มาจดั แยกประเภท ชื่อชนิดของตวั อยา่ งพรรณไมแ้ ละสตั วน์ ้าท้งั หมดที่เกบ็ มาได้
โดยใชอ้ า้ งอิงเอกสารทางวิชาการดา้ นพฤกษศาสตร์ และจากฐานขอ้ มูลดชั นีชื่อพชื สากล
3.5 สรุปจานวนชนิดของพรรณไมแ้ ละสตั วน์ ้าที่สารวจพบแตล่ ะพ้ืนท่ีมาสรุปเป็นตารางบนั ทึกผลที่
สามารถบอกวงศ์ สกลุ และ ช่ือทางวิทยาศาสตร์


บทท่ี 4

ผลการศึกษา

การจดั ทาโครงงานบูรณาการณ์วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ เร่ือง ความหลากหลายของพรรณไมแ้ ละ
สัตวน์ ้าในคลองท่าขา้ ม ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช มีวตั ถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มท่ีส่งผลต่อความหลากหลายพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในคลองที่กาหนดจุดศึกษาไว้
เพื่อศึกษาและรวบรวมพรรณไม้และสัตว์น้าโดยใช้ข้อมูลสัณฐานวิทยาในการบอกลักษณะ ชื่อทาง
วิทยาศาสตร์ และวงศ์ สามารถแยกประเภทชนิดได้ จากการจดั ทาโครงงานคร้ังน้ี คณะผูจ้ ดั ทาไดผ้ ลการ
ดาเนินการตามวตั ถุประสงค์ ดงั น้ี

ตารางท่ี 2 พรรณไมท้ ่ีคน้ พบและสนใจในบริเวณจุดศึกษา คอื คลองทา่ ขา้ ม คลองโหละ๊ มงั คุดและคลองหว้ ย
ยวน ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช


32 32
ตารางที่ 2 พรรณไมท้ ่ีคน้ พบและสนใจในบริเวณจุดศึกษา คอื คลองท่าขา้ ม คลองโหละ๊ มงั คุดและคลองหว้ ย
ยวน ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ตารางที่ 3 สัตวน์ ้าที่สารวจพบในบริเวณจุดศึกษา คือ คลองทา่ ขา้ ม คลองโหล๊ะมงั คดุ และคลองหว้ ยยวน
ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช


33
ตารางท่ี 3 สัตวน์ ้าท่ีสารวจพบในบริเวณจุดศึกษา คอื คลองทา่ ขา้ ม คลองโหล๊ะมงั คุดและคลองหว้ ยยวน
ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ตารางที่ 4 ตารางเก็บขอ้ มูลปัจจยั ท่ีศึกษาคลองท่าขา้ ม คลองโหล๊ะมงั คุด และคลองห้วยยวน
ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช


34

ผลการศึกษา สรุปได้ว่าจากการทาโครงงานบูรณาการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เร่ืองความ
หลากหลาย ของพรรณไม้และสัตว์น้าในคลองท่าข้าม ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช ไดด้ งั น้ี

จดุ ศึกษาที่ 1 คลองท่าข้าม

อุณหภูมิเฉล่ียอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส ค่า pH ของดินอยู่ที่ 6.27 ค่าแสงอยู่ในระดบั ต่า และค่าความ
ชุ่มช้ืนในดินอยู่ในระดบั ปกติ พบพรรณไม้ จานวน 6 ชนิด ไดแ้ ก่ เฟิ ร์นกา้ นดา หญา้ รังไก่ กลว้ ยป่ า บอน
กระดาดเขียว เฟิ ร์นใบมะขาม และไลเคน พบสัตวน์ ้าจานวน 5 ชนิด ไดแ้ ก่ หอยเชอรี่ หอยขม จิงโจน้ ้า ปลา
ซิวหางแดง และปลาช่อน

จดุ ศึกษาที่ 2 คลองโหล๊ะมงั คดุ

อุณหภมู ิเฉล่ียอยทู่ ี่ 28 องศาเซลเซียส คา่ pH ของดินอยทู่ ่ี 6.7 คา่ แสงอยใู่ นระดบั สูง และคา่ ความชุ่ม
ช้ืนในดินอยู่ในระดบั ปกติพบพรรณไม้ จานวน 5 ชนิด ไดแ้ ก่ โคลงเคลงขนต่อม หญา้ รังไก่ กลว้ ยป่ า บอน
กระดาดเขยี ว และตน้ มหาสดา พบสัตวน์ ้าจานวน 3 ชนิด ไดแ้ ก่ จิงโจน้ ้า กงุ้ ฝอย และปลาช่อน

จดุ ศึกษาที่ 3 คลองห้วยยวน

อุณหภูมิเฉล่ียอย่ทู ี่ 27 องศาเซลเซียส ค่า pH ของดินอยทู่ ี่ 6.0 ค่าแสงอยใู่ นระดบั ต่า และค่าความชุ่ม
ช้ืนในดินอยูใ่ นระดบั ปกติพบพรรณไมจ้ านวน 5 ชนิด ไดแ้ ก่ เฟิ ร์นสไบนาง หญา้ รังไก่ กลว้ ยป่ า ตน้ เต่าร้าง
และไลเคน พบสัตวน์ ้าในจานวน 3 ชนิด ไดแ้ ก่ จิงโจน้ ้า กุง้ ฝอย และปลาช่อน


บทที่ 5

สรุป อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ

จากการทาโครงงานบูรณาการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เรื่องความหลากหลาย ของพรรณไมแ้ ละ
สัตว์น้าในคลองท่าขา้ ม ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จังหวดั นครศรีธรรมราช สามารถสรุปและ
อภิปรายผลจากการดาเนินการทาโครงงาน ไดด้ งั น้ี

วัตถปุ ระสงค์ของโครงงาน

1.เพอื่ ศึกษาปัจจยั ทางส่ิงแวดลอ้ มท่ีส่งผลต่อความหลากหลายพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในคลองที่กาหนดจุด
ศึกษาไว้

2.เพื่อศึกษาและรวบรวมพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าโดยใช้ขอ้ มูลสัณฐานวิทยาในการบอกลกั ษณะ ชื่อทาง
วทิ ยาศาสตร์ และวงศ์ สามารถแยกประเภทชนิดได้

5.1 สรุปผลการดาเนนิ การ
สรุปไดว้ า่ จากการลงพ้ืนท่ีสารวจท้งั 3 จุดศึกษา พบวา่ จุดศึกษาที่ 1 คลองท่าขา้ มเป็นพ้ืนท่ีท่ีมีระบบ

นิเวศท่ีอุดมสมบูรณ์มากท่ีสุดก็เพราะมีพรรณไมท้ ี่สารวจพบเจอในบริเวณที่กาหนดมากกว่าจุดศึกษาท่ี 2
และ 3 ยงั รวมไปถึงสัตวน์ ้าท่ีอาศยั ในบริเวณใกลก้ บั พ้ืนท่ีศึกษามีจานวนสัตวน์ ้าที่พบมากกว่าจุดศึกษาท่ี 2
และ 3 ตามลาดบั ดงั น้นั สอดคลอ้ งกบั สมมติฐานขา้ งตน้ ท่ีไดก้ าหนดไว้ คือ "คาดว่าปัจจยั ทางกายภาพของ
ส่ิงแวดลอ้ มส่งผลต่อความหลากหลายของพรรณไม้ รวมถึงสิ่งมีชีวติ ท่ีอาศยั อยใู่ นพ้ืนท่ีน้นั จะเป็นตวั ดชั นีบ่ง
บอกถึงระบบนิเวศท่ีอดุ มสมบรู ณ์ได้

ประโยชน์ท่ีได้รับ

1.สามารถนาความรู้ไปใชใ้ นการศึกษาปัจจยั ทางสิ่งแวดลอ้ มที่ส่งผลต่อความหลากหลายพรรณไมแ้ ละ
สัตวน์ ้า

2.สามารถบอกลกั ษณะ แยกประเภทชนิดของพรรณไมแ้ ละสัตวน์ ้าในเบ้ืองตน้ ได้

3.สามารถนาไปตอ่ ยอดโครงการอนุรักษต์ ่างๆไดภ้ ายในทอ้ งถิ่นของตวั เองได้

ข้อเสนอแนะ/ข้อจากดั

ความไม่แน่ชดั ในการเก็บขอ้ มูลของสัตวน์ ้าและพรรณไมด้ ว้ ยหลายๆปัจจยั ซ่ึงอาจจะไม่ครอบคลุม
พ้ืนที่โดยรอบในการเกบ็ ขอ้ มลู




บรรณานุกรม

ทวศี กั ด์ิ บุญเกิด, ต่อศกั ด์ิ ลีลานนท.์ ความหลากหลายทางชีวภาพของกล่มุ พืช. ใน: กาธร ธีรคปุ ต,์
สมศกั ด์ิ ปัญหา, ทวีศกั ด์ิ บุญเกิด, ตอ่ ศกั ด์ิ ลีลานนท,์ ทศั นีย์ เอี่ยมกมล, อญั ชลี เอาผล และคณะ,
บรรณาธิการ. ความหลากหลายทาง ชีวภาพในประเทศไทย.

สานกั งานความหลากหลายทางชีวภาพ กรมป่ าไม.้ ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทาง
ชีวภาพ. [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เขา้ ถึงเม่ือ 15 พ.ย. 2564]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://biodiversity.forest.go.th

สานกั งานอทุ ยานแห่งชาติ. กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพนั ธ์ุพืช. [อินเทอร์เนต็ ]. 2562 [เขา้ ถึงเม่ือ
17 ก.ค. 2564]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://www.dnp.go.th

องคก์ ารสวนพฤกษศาสตร์. ฐานข้อมูลพรรณไม้. [อินเทอร์เน็ต]. 2556. [เขา้ ถึงเม่ือ 25 พ.ค. 2564].
เขา้ ถึงไดจ้ าก: www.qsbg.org

ชยั สิทธ์ิ ตระกูลศิริพาณิชย.์ ความหลากหลายทางชีวภาพในป่ าชายเลน 1 ทศวรรษทรัพยากรชีวภาพ
ในป่ าชายเลน (พ.ศ. 2549-2558). กรุงเทพฯ: โรงพิมพช์ ุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั ;
2559.


ภาคผนวก


37

ตารางที่ 5 รายช่ือพรรณไมท้ ่ีพบเจอในคลองทา่ ขา้ ม หมูบ่ า้ นคลองตม หม่ทู ี่ 6 ตาบลควนหนองหงษ์

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

กล่มุ / วงศ์ /ช่ือวทิ ยาศาสตร์ ช่ือไทย ภาพพรรณไม้
เฟิ ร์นกา้ นดา
ชื่อวทิ ยาศาสตร์:
Adiantum aethiopicum L.
วงศ์: Adiantaceae

ชื่อสามัญ:มอส มอส
ชื่อวิทยาศาสตร์: Bryophyta
ชื่อวงศ์: Charophytes

ชื่อวิทยาศาสตร์: Alocasia บอนกระดาดเขียว
macrorrhizos (L.) G.Don ไลเคน
ช่ือสามญั : Elephant ear, Giant
taro, Ape, Ear elephant, Giant
alocasia, Pai
วงศ์: ARACEAE

ชื่อทวั่ ไป:
Carbacanthographis candidata
ชื่อวิทยาศาสตร์:
Carbacanthographis candidata
(Nyl.) Staiger & Kalb


38

ตารางท่ี 6 รายชื่อพรรณไมท้ ่ีพบเจอในคลองโหละ๊ มงั คดุ หม่บู า้ นโหละ๊ มงั คดุ หมทู่ ี่ 7 ตาบลควนหนองหงษ์
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

กล่มุ / วงศ์ /ช่ือวทิ ยาศาสตร์ ชื่อไทย ภาพพรรณไม้

ช่ือวทิ ยาศาสตร์: หญา้ รังไก่
Selaginella argentea Spring
ช่ือวงศ์ :
SELAGINELLACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ : กลว้ ยป่ า
Musa acuminata Colla subsp. โคลงเคลงขนต่อม
ชื่อวงศ์ :
MUSACEAE

ช่ือวิทยาศาสตร์:
Clidemia hirta (L) D.Don
ช่ือวงศ์ :
MELASTOMATACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์: ตน้ มหาสดา
Cyathea podophylla (Hook.)
Copel.

ช่ือพ้อง:
Alsophila kohchangensis C.
Chr., Gymnosphaera
podophylla

ชื่อวงศ์:
Cyatheacea :ตน้ มหาสดา


39

ตารางที่ 7 รายชื่อพรรณไมท้ ่ีพบเจอในคลองหว้ ยยวน หมู่บา้ นหว้ ยยวน หมทู่ ี่ 7 ตาบลควนหนองหงษ์

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

กล่มุ / วงศ์ /ชื่อวิทยาศาสตร์ ช่ือไทย ภาพพรรณไม้

ช่ือวิทยาศาสตร์: หญา้ รังไก่
Selaginella argentea Spring
ชื่อวงศ์:
Family name :
SELAGINELLACEAE

ช่ือวิทยาศาสตร์: เฟิ ร์นสไบนาง
Nephrolepid sp.
วงศ์: Lomariopsidaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์: ตน้ เตา่ ร้าง
Caryota mitis Lour. กลว้ ยป่ า
ชื่อสามญั :
Fishtail Palm, Wart Fishtail
Palm
วงศ์: PALMAE

ช่ือวทิ ยาศาสตร์:
Musa acuminata Colla subsp.
ชื่อวงศ์: MUSACEAE


40

ตารางท่ี 8 รายชื่อพนั ธุส์ ัตวท์ ี่สารวจพบเจอในคลองท่าขา้ ม หมู่บา้ นคลองตม หม่ทู ี่ 6 ตาบลควนหนองหงษ์

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

กล่มุ / วงศ์ /ช่ือวทิ ยาศาสตร์ ช่ือไทย ภาพสัตว์

ชื่อสามญั : จิงโจน้ ้า
POND – SKATERS
WATER STIDERS
อนั ดับ: Hemiptera
วงศ์: Geridae

ชื่อสามญั ภาษาองั กฤษ: ปลาช่อน
STRIPED SNAKE-HEAD หอยขม
FISH
ชื่อวิทยาศาสตร์: Channa striata
Bloch
วงศ์ Channidae

ช่ือสามญั ภาษาองั กฤษ:
RIVER SNAIL
ชื่อวิทยาศาสตร์:
Filopaludina martensi
วงศ์:Viviparidae Gray, 1847

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : ปลาซิวหางแดง
Rasbora borapetensis Smith,
1934
ชื่อสามญั : Blackline rasbora,
Redtail rasbora
อนั ดบั : Cypriniformes
วงศ์ : Cyprinidae


41

ตารางท่ี 9 รายช่ือพนั ธุส์ ตั วท์ ่ีสารวจพบเจอในคลองโหล๊ะมงั คดุ หมบู่ า้ นโหละ๊ มงั คดุ หมูท่ ี่ 7

ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

กล่มุ / วงศ์ /ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อไทย ภาพสัตว์

ช่ือสามัญ : จ้ิงโจน้ ้า
POND – SKATERS
WATER STIDERS
ช่ือวิทยาศาสตร์:
Limnogonus fossarum
(Fabricius, 1775)
อนั ดบั : Hemiptera
วงศ์: Geridae

ช่ือสามญั ภาษาองั กฤษ: ปลาเสือสุมาตรา
SUMATRAN TIGER BARB หอยเชอร่ี
ช่ือวทิ ยาศาสตร์:
Puntigrus tetrazona
วงศ์: Cyprinidae

ชื่อวทิ ยาศาสตร์:
Pomacea canaliculateLamarck
วงศ์: Ampullariidae

ชื่อสามัญภาษาองั กฤษ: หอยขม
RIVER SNAIL
ช่ือวทิ ยาศาสตร์:
Filopaludina martensi
วงศ์:Viviparidae Gray, 1847


42

ตารางที่ 10รายช่ือพนั ธุส์ ตั วท์ ี่สารวจพบเจอในคลองหว้ ยยวน หมูบ่ า้ นห้วยยวน หมทู่ ่ี 7 ตาบลควนหนองหงษ์

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

กล่มุ / วงศ์ /ช่ือวิทยาศาสตร์ ช่ือไทย ภาพสัตว์

ช่ือสามญั : จิงโจน้ ้า
POND – SKATERS
WATER STIDERS
อนั ดบั : Hemiptera
วงศ์: Geridae

ชื่อสามญั ภาษาองั กฤษ: ปลาช่อน
STRIPED SNAKE-HEAD กุง้ ฝอย
FISH
ช่ือวิทยาศาสตร์:Channa
striatus Channa Bloch
วงศ์ Channidae

ชื่อวทิ ยาศาสตร์:
Macrobrachium lanchesteri
ชื่อสามัญภาษาองั กฤษ:
LANCHESTER'S
FRESHWATER PRAWN
วงศ์: Palaemonidae


43

ตารางท่ี 11 ตารางเก็บขอ้ มูลปัจจยั ท่ีศึกษาคลองท่าขา้ ม หมบู่ า้ นคลองตม หมทู่ ี่ 6 ตาบลควนหนองหงษ์

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ปัจจยั ทีใ่ ช้ในการวัด คร้ังที่ 1 คร้ังที่ 2 คร้ังที่ 3 ค่าเฉลย่ี ในพืน้ ท่ี
โดยประมาณ
อณุ หภูมิ 29 °C 25 °C 24 °C
ค่า pH ของดนิ 6.6 6.8 5.4 26 °C
คา่ แสง low low low
คา่ ความชมุ่ ชน้ื ในดิน Nor Dry Nor 6.27
low
Nor

สามารถสรุปได้ว่า

จากการลงพ้นื ที่สารวจในจุดศึกษาที่ 1 จากตารางขอ้ มูลจะเห็นไดว้ า่ อณุ หภมู ิในแต่ละพ้นื ที่ท่ีทาการเก็บ
ถึง 3 คร้ังจะไดค้ ่าเฉลี่ยอุณหภมู ิอยทู่ ่ี 26 องศาเซลเซียส ค่ากรด-ด่างของดินมีค่าเฉล่ียอยทู่ ่ี 6.27 ส่วนในค่าแสง
อยใู่ นระดบั ต่า และค่าความชุ่มช้ืนในดินในการเก็บคร้ังที่ 1 และคร้ังที่ 3 อยใู่ นระดบั ปกติ ส่วนในคร้ังท่ี 2
ความชุ่มช้ืนในดินแหง้

ตารางที่ 12 ตารางเกบ็ ขอ้ มลู ปัจจยั ท่ีศึกษาคลองโหละ๊ มงั คุด หม่บู า้ นโหล๊ะมงั คดุ หมทู่ ี่ 7

ตาบลควนหนองหงษ์ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ปัจจัยที่ใช้ในการวัด คร้ังที่ 1 คร้ังท่ี 2 คร้ังที่ 3 ค่าเฉลยี่ ในพืน้ ท่ี
โดยประมาณ
อุณหภมู ิ 28 °C 31 °C 26 °C
ค่า pH ของดนิ 6.5 5.5 6.2 28 °C
คา่ แสง High High Low
คา่ ความชมุ่ ชนื้ ในดนิ Nor Dry Nor 6.07
High
สามารถสรุปได้ว่า Nor

จากการลงพ้นื ที่สารวจในจุดศึกษาท่ี 2 จากตารางขอ้ มูลจะเห็นไดว้ า่ อณุ หภมู ิในแต่ละพ้ืนที่ท่ีทาการเก็บ
ถึง 3 คร้ังจะไดค้ ่าเฉล่ียอุณหภมู ิอยทู่ ่ี 28 องศาเซลเซียส ค่ากรด-ด่างของดินมีค่าเฉล่ียอยทู่ ่ี 6.07 ส่วนในค่าแสง
อยใู่ นระดบั ต่าในการเกบ็ คร้ังที่ 1 และ 3 ในการเกบ็ คร้ังท่ี 2 ค่าแสงจะสูง และค่าความชุ่มช้ืนในดินในการเกบ็
คร้ังท่ี 1 และคร้ังที่ 3 อยใู่ นระดบั ปกติ ส่วนในคร้ังที่ 2 ความชุ่มช้ืนในดินแหง้


44

ตารางท่ี 13 ตารางเกบ็ ขอ้ มลู ปัจจยั ที่ศึกษาคลองหว้ ยยวน หม่บู า้ นหว้ ยยวน หมู่ที่ 7 ตาบลควนหนองหงษ์

อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ปัจจยั ทใี่ ช้ในการวัด คร้ังที่ 1 คร้ังท่ี 2 คร้ังที่ 3 ค่าเฉลย่ี ในพืน้ ที่
โดยประมาณ
อณุ หภมู ิ 29 °C 27 °C 25 °C
ค่า pH ของดนิ 5.4 6.8 5.2 27 °C
คา่ แสง High Low Low
คา่ ความชุ่มช้ืนในดนิ Dry Nor Nor 6.0
Low
สามารถสรุปได้ว่า Nor

จากการลงพ้นื ท่ีสารวจในจุดศึกษาท่ี จากตารางขอ้ มูลจะเห็นไดว้ า่ อณุ หภมู ิในแต่ละพ้นื ท่ีท่ีทาการเก็บถึง 3
คร้ังจะไดค้ ่าเฉลี่ยอุณหภูมิอยทู่ ี่ 27 องศาเซลเซียส คา่ กรด-ด่างของดินมีคา่ เฉลี่ยอยทู่ ี่ 6.0 ส่วนในค่าแสงอยใู่ น
ระดบั ต่าในการเกบ็ คร้ังท่ี 2 และ 3 คา่ แสงจะสูงในคร้ังที่ 1 และค่าความชุ่มช้ืนในดินในการเกบ็ คร้ังที่ 2 และ
คร้ังท่ี 3 อยใู่ นระดบั ปกติ ส่วนในคร้ังที่ 1 ความชุ่มช้ืนในดินแหง้


Click to View FlipBook Version