Pre-historic - Classical Bachelor of Arts
คำ นำ รายงานการศึกษาค้นคว้าเล่มนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ศิลปะ ศ33102 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาหาความรู้ในเรื่องของศิลปะสากลเพื่อนำ ไปใช้ประกอบในการเรีบน คณะผู้จัดทำ ได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำ รายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หวังว่า รายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน หากมีข้อเสนอแนะหรือผิด พลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ ผู้จัดทำ นายอัถพล ครุผาด พร้อมคณะ
เรื่อง หน้า คำ นำ ก สารบัญ ข ศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์ 1 ยุคหินเก่า 2 ยุคหินกลาง 4 ยุคหินใหม่ 5 สารบัญ
ศิลปะอียิปต์ 6ศิลปะยุคคลาสสิก 13ศิลปะยุคกรีก 14ศิลปะโรมันโบราณ 20บรรณานุกรม คผู้จัดทำ ง
ศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Pre-historic Art) ป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อจดบันทึกความคิด การกระทำ หรือ เหตุการณ์ต่างๆตั้งแต่มนุษย์กำ เนิดขึ้นบนโลก ประวัติศาสตร์ศิลป์ยุคก่อนประวัติศาสตร์งาน ศิลปะได้เริ่มมีการสร้าง กันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ยุคหินเก่าตอนปลาย ซึ่งอยู่ ในช่วงเวลาประมาณ 30,000-10,000 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 15,000- 10,000 มา นั้น มนุษย์ได้เขียนภาพสีและขูดขีดบนผนังถ้ำ และเพิงผา เป็นภาพสัตว์ การล่าสัตว์และภาพ ลวดลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงออกเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำ วัน และแสดงความ สามารถในการล่าสัตว์ ภาพเหล่านี้มักระบายด้วยถ่านไม้ และสีที่ผสมกับไขมันสัตว์พบได้ทั่วไป ในประเทศฝรั่งเศส และภาคเหนือของสเปนที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ถ้ำ ลาสโกซ์ในฝรั่งเศส ถ้ำ อัล ตามิราในสเปนงานศิลปะในยุคเก่าไม่มีเพียงแต่การเขียนภาพเท่านั้น ยังมีการปั้นรูปด้วยดิน เหนียว หรือแกะสลักบนกระดูกเขาสัตว์และงาช้างด้วยเรื่องราวที่นิยมทำ กันได้แก่ เรื่องการล่า สัตว์หรือบางก็มีรูปคน เป็นรูปสตรี ซึ่งอาจมีความหมายถึง การให้กำ เนิดเป็นการเพิ่มความ อุดมสมบูรณ์ให้กับชนเผ่า ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์สากล สามารถแบ่งออกได้ 3 ยุค ได้แก่
ยุคหินเก่า (Paleolithic Age หรือ Old Stone Age) เริ่มตั้งแต่ 3.5 - 5 ล้านปีล่วงมาแล้ว มีการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยการวาดภาพบนผนัง ถ้ำ หรือเพิงผา ลักษณะเด่นโดยภาพรวมของจิตรกรรมบนผนังถ้ำ ในยุคหินเก่าคือ ศิลปิน พยายามถ่ายทอดภาพที่เห็นอย่างตรงไปตรงมาและแสดงความเป็นจริงที่ตาเห็น ด้วยความ มั่นใจ ศิลปินสามารถจดจำ ลักษณะโครงสร้างส่วนประกอบของสัตว์ได้เป็นอย่างดีและจับ ลีลา ท่าทางต่างๆและถ่ายทอดออกมาได้อย่างชำ นาญ ภาพเขียนที่ถ้ำ Lascaux ภาพเขียนที่ถ้ำ Lascaux
ส่วนงานประติมากรสมัยหินเก่ามีการใช้วิธีขูด ขัดแต่ง เซาะ รูปแบบประติมากรรมจึงเป็นแบบการตัดทอนรูปทรงใน ธรรมชาติ ให้ง่ายต่อการแสดงออกและรับรู้ อย่างไรก้ตามเป็น ที่สังเกตุว่าประติมากรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นภาพ คน มักจะเป็นภาพผู้หญิงและเน้นการบ่งบอกรูปทรงทางเพศที่ แสดงออกถึงร่องรอยการ ให้กำ เนิดมาอย่างโชกโชน เช่น ประติมากรรมสลักหินรูปวีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟขนาดสูง4นิ้วเศษ พบที่วิเลนดอร์ฟ(Willendorf) ออสเตรีย อายุราว 25000- 20000ปีก่อนคริสตกาล สลักจากงาช้างอายุราว 20000ปีก่อน คริสตกาล พบที่ถ้ำ เลส์ปุค ฝรั่งเศส ประติมากรรม Venus of Willendorf
เริ่มเมื่อประมาณ 10000 – 6000 ปีล่วงมาแล้ว ลักษณรูปแบบศิลปะในช่วงนี้ไม่มีอะไรโดด เด่นมากนัก และเป็นช่วง รอยต่อที่สำ คัญของยุคหินเก่า ซึ่งมนุษย์มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับสัตว์ ใช้ ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สู่ยุคหินใหม่ที่มนุษย์สามารถปฏิรูปจัดการธรรมชาติได้ โดยยุคหินกลางจะ ถูกรวมเข้าไว้กับยุคหินใหม่หรือจัดให้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคหินใหม่ ศิลปกรรมสมัยหินกลางที่มี การค้นพบคือ จิตรกรรมตามหน้าผาบริเวณชายฝั่ง ยุคหินกลาง (Mesolithic or Middle Stone Age Art) ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของสเปน ประเทศโปรตุเกสมี การวาดภาพทั้งคนและสัตว์ ความสูงประมาณ3ฟุต มีท่าทางเคลื่อนไหวและเรื่องราวในการดำ รงชีวิต แสดงออกเป็นรูปคล้ายกันทั้งหมด โดยเมื่อเปรียบ เทียบศิลปะสมัยยุคกินกลางกับยุคหินเก่าแล้วนั้น ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม จะพบว่ามีคุณค่า ด้อยกว่ายุคหินเก่าทั้งฝีมือและการแสดงออก และ ผลงานที่หลงเหลือก็มีจำ นวนจำ กัดด้วย จิตรกรรมฝาผนังยุคหินกลาง
เริ่มเมื่ออายุประมาณ 4 พันปีก่อนคริสต์ศักราช ศิลปกรรมยุคหินใหม่ที่เด่นๆคือ เครื่องปั้นดินเผาประเภทเครื่องประดับ ปรากฎอยู่ในแคว้นบริตานีของฝรัั่งเศส และไอร์แลนด์ ของอังกฤษ ส่วนผลงานจิตรกรรมนั้นไม่เด่นชัดและศิลปกรรมที่โดดเด่นที่สุดของยุคหินใหม่ คืออนุสาวรีย์หิน (Megelithic) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์นำ เอาหินขนาใหญ่มาตั้ง วาง ในลักษณะ ต่างๆ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ แบบหินตั้งกับแบบโต๊ะหิน และก็ยังสามารถจำ แนกย่อยตาม ลักษณะการวางได้ดังนี้-หินตั้งเดี่ยว (Menhir or Standing Stone) เมนเฮอร์ เป็นแท่งหินที่ตั้ง อยู่โดดเดี่ยว เมนเฮร์ที่หใญ่ที่สุดอยู่ที่ลอคมารีเก ฝรั่งเศส สูงถึง 64 ฟุต-หินตั้งเป็นแกนยาว (Alignment) เป็นการตั้งหินให้ตรงเป็นแนวตั้งฉากกับพื้น และเป็นแถวยาวหลายก้อน บางแห่งมีจำ นวนถึงกว่า 1000แท่ง และตั้งเรียงยาวกว่า 2 ไมล์-หินตั้งเป็นวงกลม (Cromlech or Stonehenge) คือการเอาก้อนหินมาวางใน ลัษณะวงกลมคอมเลคที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่แอฟบิวรี่ อังกฤษ มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 6 ไมล์ ยุคหินใหม่ (Neolithic Art) อนุสาวรีย์หิน
ศิลปะอียิปต์(Egypt Art) อียิปต์โบราณ หรือ ไอยคุปต์ เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอน บนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกามีพื้นที่ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้ำ ไนล์ ปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของประเทศอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเริ่มปรากฏชัดเมื่อประมาณ 3,150 ปีก่อนคริตศักราช จากการรวมอำ นาจทางการเมืองของ อียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้ ภายใต้ฟาโรห์นาร์เมอร์ซึ่งเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ ความเชื่อ อียิปต์ (Egypt)เชื่อในเรื่องโลกหน้า สวรรค์ นรก และการกลับฟื้นคืนชีพมาใหม่ เชื่อว่าคนที่ ตายไปแล้ววิญญาณ (Ka) จะออกจากร่างไปให้สุริยเทพพิพากษา เมื่อหมดเวรกรรมแล้ว วิญญาณจะกลับมาเข้าร่างเดิมใหม่ จึงเกิดประเพณีการรักษาศพมัมมี่ เพื่อรอรับวิญญาณ ฟาโรห์เป็นตัวแทนของเทพเจ้าเชื่อในลัทธิวิญญาณนิยม นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เทพสูงสุดคือ รา(เร)เป็นสุริยเทพรูปลักษณะของเทพเจ้าส่วนใหญ่มีลักษณะผสมระหว่างมนุษย์กับสัตว์
เรื่องราวอารยธรรมของอียิปต์เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 4,000ปีก่อนค.ศ.เป็นยุคก่อน ประวัติศาสตร์ และก่อนราชวงศ์ (Pre-dynastic) ของอียิปต์ชาวอียิปต์ได้สร้างศิลปวัฒนธรรม ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาในด้านคุณธรรม และตอบสนองความเชื่อว่าวิญญาณของคน ตายจะกลับคืนสู่ร่างกายใหม่จึงเป็นมูลเหตุของการทำ มัมมี่ (mummy) หีบบรรจุศพทำ ด้วยหิน มัมมี่ เทพเจ้าลา
สร้างอาคารรูปทรงพีระมิด (Pyramids) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่เมืองกีซา ใน กรุงไคโร ภายในพีระมิดเป็นที่บรรจุพระศพกษัตริย์คูฟู (Khufu) ฐานพีระมิดยาวด้านละ 756 ฟุต สูง 481 ฟุต กินเนื้อที่ 32 ไร่ สร้างด้วยหินนักกว่าก้อนละ 2 ตัน จำ นวน 2,500,000 ก้อนประมาณว่าใช้กำ ลังคม 1,000,000 คน ผลัดกันสร้างทั้งกลางวัน และกลางคืน ใช้เวลาราว 20 ปี จึงเสร็จ ภายในห้องพีระมิด นอกจากจะบรรจุพระศพของกษัตริย์แล้ว ยังเป็นที่เก็บทรัพย์ สมบัติอันมีค่า ผนังภายในตกแต่งด้วยภาพเขียนสี บรรยายด้วยอักษรโบราณ ทำ ให้ทราบถึง ชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของชาวอียิปต์ชาวอียิปต์ยุคก่อน ประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี พีระมิด ภาพเขียนสีภายในพีระมิด
ด้านจิตรกรรม ลักษณะงานจิตรกรรมของอียิปต์ เป็นภาพที่เขียนไว้บนฝาผนังสุสานและวิหารต่าง ๆ สีที่ใช้ เขียนภาพทำ จากวัสดุทางธรรมชาติ ได้แก่ เขม่าไฟ สารประกอบทองแดง หรือสีจากดิน แล้ว นำ มาผสมกับน้ำ และยางไม้ ลักษณะของงานจิตรกรรมเป็นงานที่เน้นให้เห็นรูปร่างแบน ๆ มีเส้น รอบนอกที่คมชัด จัดท่าทางของคนแสดงอิริยาบถต่าง ๆ ในรูปสัญลักษณ์มากว่าแสดงความ เหมือนจริงตามธรรมชาติ มักเขียนอักษรภาพลงในช่องว่างระหว่างรูปด้วย และเน้นสัดส่วนของ สิ่งสำ คัญในภาพให้ใหญ่โตกว่าส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นภาพของกษัตริย์หรือฟาโรห์จะมีขนาด ใหญ่กว่ามเหสีและคนทั้งหลาย นิยมระบายสีสดใสบนพื้นหลังสีขาว ภาพเขียนสี ภาพเขียนสี
ลักษณะงานประติมากรรมของอียิปต์ จะมีลักษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม มีตั้งแต่รูปแกะ สลักขนาดมหึมาไปจนถึงผลงานอันประณีตบอบบางของพวกช่างทอง ชาวอิยิปต์นิยมสร้างรูป สลัก ประติมากรรมจากหินชนิดต่าง ๆ เช่นหินแกรนิต หินดิโอไรด์ และหินบะซอลท์หรือบางทีก็ เป็นหินอะลาบาสเตอร์ ซึ่งเป็นหินเนื้ออ่อนสีขาวถ้าเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ก็มักเป็น หินทราย นอกจากนี้ยังมีทำ จากหินปูน และไม้ซึ่งมักจะพอกด้วยปูนและระบายสีด้วย งาน ประติมากรรมขนาดเล็ก มักจะทำ จากวัสดุมีค่าเช่น ทองคำ เงิน อิเลคตรัมหินลาปิสลาซูลี เซรามิค ฯลฯ ประติมากรรมของอียิปต์มีทั้งแบบลอยตัวแบบนูนต่ำ และแบบนูนสูงมักจะแกะสลักลวดลายภาพบนผนัง บนเสาวิหารประติมากรรมแบบลอยตัวมักทำ เป็นรูป เทพเจ้า หรือรูปฟาโรห์ นอกจากนี้ยังทำ เป็นรูปข้าทาส บริวาร สัตว์เลี้ยง และ สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อใช้ ประกอบในพิธีศพอีกด้วย ด้านประติมากรรม ประติมากรรม
ด้านสถาปัตยกรรม ลักษณะสถาปัตยกรรมอียิปต์ใช้ระบบโครงสร้างเป็นเสาและคาน แสดงรูปทรงที่เรียบง่าย แข็ง ทื่อ ขนาดช่องว่างภายในมีเล็กน้อยและต่อเนื่องกันโดยตลอด สถาปัตยกรรมสำ คัญของชาว อียิปต์ได้แก่ สุสานที่ฝังศพซึ่งมีตั้งแต่ของประชาชนธรรมดาไปจนถึงกษัตริย์ ซึ่งจะมีความวิจิตร พิสดาร ใหญ่โตไปตามฐานะและอำ นาจลักษณะของการสร้างสุสานที่เป็นสถาปัตยกรรมสำ คัญ แห่งยุคก็คือ มัสตาบา และ พีระมิด มัสตาบา พีระมิด
พีระมิดในยุคแรกเป็นแบบขั้นบันได ต่อมามีการพัฒนารูปแบบวิธีการก่อสร้างจนเป็นรูป พีระมิดที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการสร้างวิหารเทพเจ้าเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมของ นักบวช และวิหารพิธีศพ เพื่อใช้ประกอบพิธีศพ ในสมัยอาณาจักรใหม่ (1020 ปีก่อน พ.ศ - พ.ศ.510) วิหารเหล่านี้มีขนาดใหญ่โต และสวยงาม ทำ จากอิฐและหินซึ่งนำ รูปแบบวิหาร มากจากสมัยอาณาจักรกลางที่เจาะเข้าไปในหน้าผา บริเวณหุบผากษัตริย์ และหุบผาราชินี ซึ่ง เป็นบริเวณที่มีสุสานกษัตริย์และราชินีฝังอยู่เป็นจำ นวนมาก วิหารอะบู ซิมเบล
ศิลปะยุคคลาสสิก (Classical Art) เป็นสมัยที่เน้นความสง่างามและความสมบูรณ์ของงานศิลปะ อย่างเช่น จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมนับตั้งแต่ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาลถึงประมาณ 500 คริสต์ศักราช แบ่งเป็น 2 ยุค ศิลปะยุคกรีกและศิลปะยุคโรมัน ผลงานจิตกรรมในยุคคลาสสิค
ศิลปะยุคกรีก (Greek Art) ศิลปะกรีกโบราณ หรือ ศิลปะกรีซโบราณ (750 ปีก่อน ค.ศ. - 300 ปีก่อนค.ศ.) ชาวกรีกมี ความเชื่อว่า "มนุษย์เป็นมาตรวัดสรรพสิ่ง" ซึ่งความเชื่อนี้เป็นรากฐาน ทางวัฒนธรรมของชาว กรีก เทพเจ้าของชาวกรีกจะมีรูปร่างอย่างมนุษย์ และไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย เหมือนชาวอียิปต์ ดังนั้น จึงไม่มีสุสานหรือพิธี ฝังศพที่ซับซ้อนวิจิตรเหมือนกับชาวอียิปต์ ผลงานที่ได้รับการยกย่องมีจำ นวนมากที่สำ คัญได้แก่ ด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และศิลปะการแสดง ความเชื่อ ชาวกรีกเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์อินโด-ยูโรเปียน ที่อพยพเคลื่อนย้ายลงสู่แหลมบอลข่าน ตั้งแต่ยุค ก่อนประวัติศาสตร์ จนกระทั่ง 2,000 ปี ก่อน ค.ศ. จึงได้ตั้งหลักที่เป็นประเทศกรีซในปัจจุบัน ประกอบด้วย 2 รัฐใหญ่ที่สำ คัญคือเอเธนส์ และสปาตา ชาวกรีกมีการศึกษาศิลปวิทยาจนมี ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ อักษรศาสตร์ ปรัชญา และการปกครอง ศิลปกรรม กรีกมี ความเจริญสูงสุด เป็นแบบฉบับในทางศิลปะของมนุษยชาติตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน
จิตกรรมของกรีกที่มีชื่อเสียงคือภาพวาดระบายสีตกแต่งผิวแจกัน ชาวกรีกนิยมทำ มา จนถึงพุทธศตวรรษที่ 1 เป็นภาพที่มีรูปร่างที่ถูกตัดทอนรูปจนใกล้เคียงกับรูปเรขาคณิต มีความ เรียบง่ายและคมชัด สีที่ใช้ได้แก่ สีดินคือเอาสีดำ อมน้ำ ตาลผสมบางๆ ระบายสีเป็นภาพบนพื้น ผิวแจกันที่เป็นดินสีน้ำ ตาลอมแดง แต่บางทีก็มีสีขาวและสีอื่นๆร่วมด้วย เทคนิคการใช้รูปร่างสี ดำ ระบายพื้นหลังเป็นสีแดงนี้ เรียกว่า "จิตรกรรมแบบรูปตัวดำ " และทำ กันเรื่อยมาจนถึงสมัย พุทธศตวรรษที่ 1 มีรูปแบบใหม่ขึ้นมา คือ "จิตรกรรมแบบรูปตัวแดง"โดยใช้สีดำ อมน้ำ ตาลเป็น พื้นหลังภาพ ตัวรูปเป็นสีส้มแดงหรือสีน้ำ ตาลไม้ตามสีดินของพื้นแจกัน เป็นต้น ด้านจิตกรรม แจกันแบบรูปตัวดำ แจกันแบบรูปตัวแดง
ด้านประติมากรรม กรีกจะยึดมั่นในเหตุผลและความสมบูรณ์ของมนุษย์ ต่างจากชาวอิยิปต์ และเมโสโปเตเมียที่ใช้ศิลปกรรมไปในทางบูชา เซ่นสรวง เกี่ยวกับศาสนา ชาว กรีกถือว่า ร่างกายของมนุษย์เป็นความงามตามธรรมชาติดุจเช่นเดียวกับ ภูเขา ต้นไม้ สายน้ำ ดังนั้น ศิลปกรรมของชาวกรีกจึงแสดงถึงความสมบูรณ์ ของร่างกายมนุษย์อย่างชัดเจน fact ประติมากรรมกรีก ประติมากรรมกรีก ชาวกรีกเป็นชาติแรกที่ สร้างทฤษฎีสัดส่วนทองคำ (golden section) ในการจัด วางความสวยงามหรือองค์ ประกอบศิลปที่ลงตัว ใช้ในงานศิลปทุกแบบทั้ง จิตรกรรมประติมากรรมหรือ สถาปัตยกรรม และกำ หนดความสมบูรณ์ แบบของคน ศรีษะเท่ากับ 1 ส่วน ต่อ 6 - 7 ส่วนของ ร่างกาย
งานประติมากรรมภาพคนจะแสดงให้เห็นถึงกล้าม เนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ที่สุด ปราศจากเครื่องนุ่ม ห่ม ส่วนมากเป็นเรื่องศาสนา ซึ่งสร้างถวายเทพเจ้าต่าง ๆ วัสดุที่นิยใช้สร้างงานได้แก่ ทองแดง และดินเผา ในสมัย ต่อมานิยมสร้างจาก สำ ริด และหินอ่อนเพิ่มขึ้น ในสมัย แรก ๆ รูปทรงยังมีลักษณะคล้ายรูปเรขาคณิต อยู่ต่อมา ในสมัยอาร์คาอิก ( 200 ปีก่อน พ.ศ. ) เริ่มมีลักษณะคล้าย กับมนุษย์มากขึ้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เทพเจ้า รูป นักกีฬา รูปวีรบุรุษ รูปสัตว์ต่าง ๆ ในยุคหลัง รูปทรงจะมี ความเป็น มนุษย์มากขึ้น แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวที่ สง่างาม มีการ ขัดถูผิวหินให้เรียบ ดูคล้ายผิวมนุษย์ มี ลีลาที่เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น ทำ ให้ ประติมากรรม กรีก จัดเป็นยุคคลาสสิก ในวงการศิลป ประติมากรรมเทพเจ้าโพไซดอน (Poseidon)
ด้านสถาปัตยกรรม ชาวเอเธนส์ได้สร้างสรรค์งานด้านสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นให้แก่ชาวโลก จำ นวนมาก ส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อกิจกรรมสาธารณะ เช่น วิหาร สนามกีฬา และโรงละคร ความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ความใหญ่โตของสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นความงดงามของสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ ตัวอย่างเช่น วิหารพาร์เทนอน (Parthenon) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาอะโครโพลิส (Acropolis) เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีสัดส่วนงดงามทั้งความยาว ความกว้างและ ความสูง จัดว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของโลก วิหารพาร์เทนอน (Parthenon) แอคโครโพลิส เป็นอาคาร โบราณที่โดดเด่นที่สุดในกรีซ และเป็นอาคารสาธารณะที่ ครอบคลุมและเป็นศูนย์กลาง ของศาสนาและการเมือง เมือง Acropolis ของกรุงเอเธนส์มี เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ (3 ล้าน ตารางเมตร มีความยาว ประมาณ 280 เมตร ทิศตะวันออกและทิศใต้กว้าง ที่สุดประมาณ 130 เมตร) ตั้งอยู่ บนเนินเขา Acropolis ใจกลาง เมืองเอเธนส์ สร้างขึ้นเมื่อ 580 ปีก่อนคริสตกาล และมีซาก อาคารเก่าแก่หลายแห่งที่มี ความสำ คัญทาง สถาปัตยกรรมและ ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ วิหารพาร์เธนอน fact สถาปัตยกรรมใช้โครงสร้างแบบเสา และคาน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานอาคารยกเป็นชั้นๆ ไม่มีหน้าต่าง และ กั้นเป็นห้องต่างๆ 1- 3ห้อง ปกติสถาปนิก จะสร้างเสารายล้อมรอบอาคารหรือ สนามด้วยมีการสลับช่วงเสากันอย่างมี จังหวะระหว่างเสากับช่องว่างระหว่างเสา ทำ ให้พื้นภายนอกรอบๆวิหารมีความ สว่างและมีรูปทรงเปิดและมีขนาดเหมาะ สมไม่ใหญ่ โตจนเกินไปมีรูปทรงเรียบง่าย
สถาปัตยกรรมกรีกแบบพื้นฐาน2ใน3แบบเกิดในสมัยอาร์คาอิกคือแบบดอริก และ แบบ ไอโอนิก ซึ่งแบบหลังพบแพร่หลายทั่วไปในแถบเอเชียไมเนอร์เสาหล่านี้แต่ละต้นจะมีคานพาด หัวเสาถึงกันหมด ในสมัยต่อมาเกิดสถาปัตยกรรมอีแบบหนึ่งคือ แบบโครินเธียน หัวเสาจะมี ลายรูปใบไม้ชาวกรีกนิยมสร้างอาคารโดยใช้สถาปัตยกรรมทั้งสามชนิดนี้ผสมผสานกันโดยมี การตกแต่งประดับประดาด้วยการแกะสลักลวดลายประกอบ บางที่ก็แกะสลักรูปคนประกอบ ไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้สีระบายตกแต่งโดยสีน้ำ เงินได้รับความนิยมใช้ระบายฉากหลังรูป ลวดลายที่หน้าจั่วและสีแดงใช้ระบายฉากหลังสำ หรับประติมากรรมที่หัวเสาและลายคิ้วคาน หัวเสาในยุคกรีก หัวเสาที่มีการแกะสลักรูปคน
ศิลปะโรมันโบราณ (Roman Art) อารยธรรมโรมันมีศูนย์กลางอยู่ที่แหลมอิตาลี เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยูโรเปียนเผ่า ละติน (Latin) ซึ่งอพยพจากทาง ตอนเหนือมาตั้งถิ่นฐานในแหลมอิตาลีประมาณ 1000 ปีก่อน คริสต์ศักราช และเรียกตัวเองว่า "โรมัน" พวกโรมันได้ขยายอิทธพล เข้าครอบครองดินแดนที่ เป็นศูนย์กลางความเจริญของอารยธรรมเฮลเลนิสติกซึ่งสลายเมื่อประมาณปี 146 ก่อนคริสต์ ศักราช และดินแดนอื่นๆ ทั้งในยุโรปและแอฟริกาเหนือ ทำ ให้อารยธรรมของโลกตะวันออกซึ่ง ผสมผสานอยู่ในอารยธรรมกรีกได้ขยาย เข้าไปในทวีปยุโรป และเป็นรากฐานของอารยธรรม ตะวันตกในปัจจุบัน ความเชื่อ ศาสนาและปรัชญาส่วนใหญ่รักจากกรีก เพราะเดิมโรมันเป็นชาวนา บางส่วนนับถือ โชคลาง ของขลัง และผี เช่น ผีเรือน ผีประจำ ลำ น้ำ ผีประจำ เตาผิงหรือเวสตา เป็นต้น และอีกทั้ง ยังมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและเทพีแบบกรีกแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ เช่น กรีกมี ซุส เป็นหัวหน้าเทพเจ้า โรมันมี จูปิเตอร์ , กรีกมี เฮรา เป็นภรรยา โรมันมี จูโน่
ด้านจิตกรรม จิตรกรรม อาศัยจากการค้นคว้าข้อมูลจากเมืองปอมเปอีสตาบิเอและเฮอร์คิวเลนุม ซึ่งถูก ถล่มทับด้วยลาวาจากภูเขาไฟวิสุเวียส เมื่อ พ.ศ. 622 และถูกขุดค้นพบในสมัยปัจจุบัน จิตรกรรมผาฝนังประกอบด้วยแผงรูปสี่เหลี่ยผืนผ้า ซึ่งมักเลียนแบบหินอ่อนเป็นภาพทิวทัศน์ ภาพคนและภาพเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม มีการใช้แสงเงา และกายวิภาคของมนุษย์ชัดเจน เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกับกาวน้ำ ปูนและสีขี้ฝึ้งร้อน นอกจากการวาดภาพยังมีภาพประดับด้วยเศษ หินสี (Mosaic) ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งบนพื้นและผนังอาคาร วิลล่าแห่งความลึกลับในปอมเปอี
ด้านประติมากรรม ประติมากรรมโรมันรับอิทธิพลมากจากชาวอีทรัสกันและกรีกยุคเฮเลนิสติก แสดงถึง ลักษณะที่ถูกต้องทางกายภาพ เป็นแบบอุดมคติที่เรียบง่าย แต่ดูเข้มแข็งมาก ประติมากรรม อีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือประติมากรรมรูปนูนเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มีรายละเอียดของ เรื่องราว เหตุการณ์ถูกต้อง ชัดเจน ประติมากรรมโรมันในยุคหลังๆ เริ่มเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ พิธีกรรมทางศาสนามากเป็นพิเศษ วัสดุที่ใช้สร้างประติมากรรมของโรมันมักสร้างขึ้นจาก ขี้ผึ้ง ดินเผา หิน และสำ ริด ประติมากรรมยุคโรมัน
ด้านสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมโรมัน มีลักษณะเช่นเดียวกับกรีก เนื่องจากได้รับอิทธิพลสืบต่อมาโดย ปรับปรุงบางอย่างของสถาปัตยกรรมกรีกเพื่อให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีระบบความคิด และอุปนิสัยของชาวโรมัน จึงทำ ให้ผลงานออกมาต่างกัน โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมโรมันส่วน ใหญ่เน้นความใหญ่โตมโหฬาร แข็งแรง โออ่า และหรูหรา ซึ่งชาวโรมันเองก็ไม่ได้จำ กัดการ ออกแบบอยู่เพียงแค่เฉพาะโครงสร้างระบบเสากับคานเท่านั้นแต่ได้มีการพัฒนาจนเกิด โครงสร้างแบบวงโค้งขึ้น (ที่เรียกว่า “อาร์ช”) เพดานทรงโค้ง(ที่เรียกว่า “โวลต์”) และหลังคาทรง กลม (ที่เรียกว่า “โดม”) ถ้าขยายโครงสร้างวงโค้งวงกลมแบบโรมันหรือที่เรียกว่า “โรมันอาร์ช” ให้กว้างออกไปในทางลึก ก็จะมีรูปแบบเพดานโค้งเหมือนอุโมงค์ หรือ “ทันเนลโวลต์” หลังจาก ทำ เพดานทรงโค้งแบบนี้ได้แล้ว ต่อมาชาวโรมันก็สร้างเพดานโค้งกากบาท หรือที่เรียกว่า “ครอ สส์ โวลต์”
ดังนั้นรูปแบบสถาปัตยกรรมโรมันจึงเป็นการนำ รูปแบบสถาปัตยกรรมกรีกแบบมูลฐานทั้ง 3 แบบ คือ ดอริค ไอโอนิค และโครินเธียน มาดัดแปลงปรับปรุงให้มีความสวยงามมากขึ้น และ เรียกชื่อว่า คอมโพสิท (Composite) โดยนำ ลายม้วนแบบไอโอนิคมาผสมเข้ากับหัวเสาแบบโค รินเธียน นอกจากนี้ยังได้พัฒนามาจนเกิดรูปแบบ “สถาปัตย์ตุสคัน” (Tuscan) โดยการใส่ฐาน เสาเพิ่มเติมเข้าไปทำ ให้ดูเด่นมากขึ้น ลำ เสาเกลี้ยงเกลาไม่มีร่องลาย ใช้บัวเสาที่ได้รับอิทธิพล มาจากหัวเสาแบบดอริค สิ่งที่แตกต่างกันอีกอย่างหนึ่งระหว่างเสาแบบกรีกกับเสาแบบโรมัน คือเสาแบบกรีกจะเป็นท่อนๆ เหมือนนำ มาวางซ้อนต่อกันขึ้นไป แต่เสาแบบโรมันจะเป็นเสาหิน ท่อนเดียวตลอด สิ่งสำ คัญอีกอย่างหนึ่งในการทำ ความเข้าวัฒนธรรมโรมัน คือชาวโรมันไม่ได้ จ่ายความความมั่งคั่งร่ำ รวยไปกับการสร้างวิหารเท่านั้น แต่ยังจ่ายไปกับการสร้างอนุสรณ์ สถาน การสร้างวัง และการสร้างสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้แก่สาธารณชนอีกด้วย เช่น โรงอาบ น้ำ อุ่น โรงมหรสพไร้หลังคา และอื่นๆอีกมากมาย เสาคอมโพสิท
บรรณานุกรม 602red colour.(2012).ศิลปะสากลสมัยก่อนประวัติศาสตร์,สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2567.จาก http://artdsr-whitebear602-28.blogspot.com/p/blog-page.htm smalllife.(2017).ศิลปะยุคกรีก,สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2567.จาก http://artdsrwhitebear602-28.blogspot.com/p/blog-page.htm พริม ศักดิ์กำ จรและคณะ.(ม.ป.ป.).ศิลปะอียิปต์,สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2567.จาก http://artdsr-whitebear602-28.blogspot.com/p/blog-page.htm historyofart61.(2017).ศิลปะยุคคลาสสิก,สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2567.จาก https://historyofart61.wordpress.com/2017/01/12/first-blog-post/
ผู้จัดทำ นายอัถพล ครุผาด เลขที่ 8 นางสาวสาลี่ พวกพระลับ เลขที่ 22 นางสาวชลิตา จิตบุตร เลขที่ 33 นางสาวพัชรา เหมนะ เลขที่ 36 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2
thank you