The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นักวิทยาศาสตร์อิสลามในอดีต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by muslihan salaeh, 2020-02-17 12:51:37

นักวิทยาศาสตร์อิสลาม

นักวิทยาศาสตร์อิสลามในอดีต

Keywords: นักวิทยาศาสตร์อิสลาม

นกั วทิ ยาศาสตร์อสิ ลาม

Islamic scientist

บรรดานักวทิ ยาศาสตร์อสิ ลามในอดีต

อาบู อาลี อัลหุเซน อบิ นุ อับดุลลอฮฺ อิบนุ อลั หะซนั อิบนุ ซีนา
Abu Ali al- Husayn ibn Abd Allah ibn al-Husayn ibn Sina

(ฮ.ศ.370-428 : ค.ศ.980-1037)
ชาวตะวนั ตกรูจ้ กั ในช่ือ อเวศซินา(Avicenna)

อาบู อาลี อลั หเุ ซน อบิ นุ อบั ดลุ ลอฮฺ อบิ นุ อลั หะซัน อิบนุ ซีนา รูจ้ ักกันในนาม
อบิ นซุ นี า เปน็ มสุ ลิมรอบร้คู นหนึ่ง เป็นชาวเปอรเ์ ซียเกิดเมื่อปี
ฮ.ศ.370 (ค.ศ.980)ที่เมืองอัฟชานะฮเฺ ตอรก์ มนิ ิสถาน ใกลก้ บั บุคอรอ
(ปัจจบุ ันในประเทศอสุ เบกีสถาน)

บิดาเป็นคนบลั ค์ในอัฟกานีสถาน มารดาเป็นชาวบา้ นธรรมดา

และเสยี ชวี ติ ที่ หมุ าดาน(ในอิหรา่ นปจั จุบนั ) เมื่อปี ฮ.ศ. 428 (ค.ศ. 1037)

อิบนุซนี า มคี วามชานาญในหลายด้าน ไดท้ ่องอัลกุรอานมาตง้ั แต่อายุ 10ขวบ เป็นแพทย์และเป็น
นักปราชญม์ ุสลมิ ในเวลาน้นั เช่นกัน เขาได้ถูกนบั เปน็ นกั ดาราศาสตร์ นกั เคมี นกั ฟสิ ิกส์ นักกลอน
นักคณติ ศาสตร์ นักธรณีวทิ ยา นกั ตรรกศาสตร์ นกั จิตวทิ ยา เปน็ ผูร้ ู้ เป็นทหาร เปน็ ประชาชนทดี่ ี
ของรัฐอิสลาม รวมทัง้ เปน็ ผ้รู อบรใู้ นเรอื่ งศาสนา

อิบนซุ ีนา บางครัง้ ถกู เรยี กว่าเปน็ ชีครุ เฺ ราะอสี ‫( الشٌخ الرئٌس‬ประธานผรู้ อบรู้)

ชาวตะวันตกจะนบั ว่าเป็นผูน้ าทางการแพทยแ์ ละบดิ าแหง่ การแพทย์ศาสตรส์ มยั ใหม่ อบิ นุซนี า
ไดม้ าเก่ยี วขอ้ งกบั การสาธารณสขุ เมอ่ื เกดิ วิกฤตการณ์แพร่ระบาดโรคในอาณาจกั รทเ่ี ขาอาศัยอยู่
เขาจึงต้องรับหน้าท่เี ปน็ แพทย์ โดยเปน็ แพทยป์ ระจาพระองค์เจ้าชายต่างๆ และชว่ งสุดท้ายของ
ชวี ิตเขาไดเ้ ป็นรฐั มนตรีของรฐั

หนังสือและตาราของอิบนซุ นี าทงั้ หมดมีมากกวา่ 450 เรื่อง ทส่ี าคญั ที่สดุ คือ

เปน็ หนังสือทางการแพทยแ์ ละเภสชั หนงั สอื ‫القانون فً الطب‬

al-Qanun fi al-Tibb (The Canon of Medicine “The Law of Medicine”) เป็นตาราทาง
แพทยท์ ่ีชาวยุโรบใช้มานาน

หนังสือ ‫ كتاب الشفاء‬Kitab al-Shifa (The Book of Healing) เปน็ เป็นหนงั สือทางวิทยศาสตร์
ปรัชญาและจิตวิทยา

นอกจากนี้ อเวศซินาหรืออิบนซุ นี าคดิ ว่า แสงมีความเรว็ จากัด จงึ พฒั นาเคร่ืองมอื วดั อยา่ งละเอียด
โดยใช้ air thermometer

อบิ นซุ ีนานับว่าเปน็ คนแรกทใ่ี ช้วิธกี ารรกั ษาโรคโดยใช้วธิ ีการฉดี ยาเข้าใต้ผิวหนงั

ในการรักษาโรคหายใจไมอ่ อกอันเนื่องมาจากหลอดลมตบี ตนั

อิบนซุ ีนาได้คิดคน้ ทอ่ หายใจทามาจากทองคาและเงนิ รกั ษาด้วยการซอดเขา้ ไปทางปากเข้าสู่
หลอดลม และวิธกี ารนย้ี ังใช้อยจู่ นถงึ ปจั จบุ นั เพยี งเปลีย่ นจากการใชท้ องคาเปน็ ปลาสติกหรือยาง
แทน

การรกั ษาผู้ปว่ ยทางศรี ษะ อิบนซุ นี าพบวา่ กระดกู กะโหลกศีรษะไมเ่ หมือนกับกระดูกท่วั ไป
การสานตอ่ ของกระดกู กะโหลกศีรษะจะออ่ นมากเม่อื เทียบกบั กระดูกท่วั ไป ทางด้านปรสติ วิทยา
ทางการแพทย์ อบิ นุซีนาเปน็ คนแรกทีค่ ้นพบพยาธิปากขอ(Ancylostoma) เขาไดพ้ บก่อน Dubini
(1843) ชาวอติ าลนี านถึง 9 ศตวรรษ และความสามารถอื่นๆ อกี มากมายทที่ า่ นเป็นคนรเิ ร่ิม

ภาพหนา้ หน่งึ ของหนงั สือ ‫( القانون فً الطب‬Canon of Medicine) เล่มท่ี 5
ทตี่ พี ิมพใ์ นศตวรรษท์ ่ี 14 อธิบายอวยั วะภายในหลายรวมทั้งกะโหลกศีรษะและกระดูก

รูปวาดตดิ อยทู่ ีห่ อ้ งโถงใหญ่
ในคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยปารสี ประเทศฝรั่งเศส

รา้ นขายยา ตามหนงั สอื ท่เี ขยี นขึ้นโดยอิบนซุ ินา
ในศตวรรษ์ท่ี 15 (ภาพโดย SCALA)

อนสุ าวรยี อ์ ิบนซุ ีนาในเมืองดชู านเบ ประเทศทาจกิ สิ ถาน
แสตมป์ประเทศรสั เซีย

UNESCO ทาเหรยี ญที่ระลกึ ในโอกาสครบ 1,000 ปี ของ ibn Sina (ซ้าย) ดา้ นหนา้ และ (ขวา)
ดา้ นหลัง

ภายในชว่ งเวลาท่นี ้อยนิดน้ี Avicenna สามารถผลิตผลงานออกมาได้มากมาย เพราะชอบทางาน
ตลอดเวลา ไมว่ า่ จะเปน็ เวลากลางวันหรือกลางคืน ในคุก
หรือนงั่ มา้

โลกมสุ ลมิ ยกยอ่ ง Abu Ali Al-Husayn Ibn Abd-Allah ibn Hasgan ibn Ali ibn Sina ว่า เปน็
สดุ ยอดแหง่ ปราชญใ์ นหมู่ปราชญ์ ในขณะท่โี ลกตะวันตกรจู้ ักบุรษุ คนเดียวกนั นีใ้ นนาม Avicenna
วา่ เป็นมนุษย์ที่ฉลาดท่ีสุดคนหน่งึ ในประวตั ศิ าสตร์โลก เพราะเป็นนักปรัชญาท่ีมีความรู้มหาศาล
เปน็ ทั้งนักวิทยาศาสตร์ และแพทยผ์ มู้ ชี ่อื เสียงในการรักษาคนไข้ เปน็ กวี และนักดนตรี นอกจากน้ี
ก็ยังเคยเป็นรฐั มนตรี นกั โทษติดคุก นกั เดินทางท่ีเคยไปถึงเอเชียกลาง และเปอร์เซีย รวมถึงเป็น
นกั เขยี นผ้ไู ดเ้ รยี บเรียงตาราความร้แู ทบทกุ แขนงทีม่ ีในโลกในขณะนน้ั ดว้ ย

อาบู อาลี มฮุ ามัด อบิ นุ อลั หะสัน อบิ นุ อลั หะสัน อัล ฮัยษัม อลั บศั รี

Abu All al-Hasan ibn al-Hasan ibn al-Haytham

ชาวตะวันตกรู้จกั ในชื่อ อัลฮาเซน(Alhazen)

อาบู อาลี อิบนุ อลั ฮัยษมั เกิดที่ บศั เราะฮฺ ประเทศอิรัก ในปี ฮ.ศ.354 (ค.ศ.965) เขาได้เหน็ ความ
รุ่งเรอื งในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแพทยแ์ ละอนื่ ๆ เขาจึงหันไปศกึ ษาในสาขาวิชา
เรขาคณิตและการมองเหน็ (แสงและสายตา) เขาไดอ้ า่ นหนังสือมากมายจากบรรดานักวชิ าการที่โด่ง
ดังกอ่ นหน้าเขา ท้ังท่ีมาจากกรีกและมาจากอนั ดะลสุ (สเปน) อย่างเช่น อัซซะหร์ อวี และคนอ่นื ๆ
เขาไดเ้ ขียนหนังสอื ในเร่ืองทางการแพทย์หลายเล่ม และได้รว่ มวางกฎเกณฑท์ เ่ี ริม่ ทีอ่ ัซซะหร์ อวไี ด้
ริเรมิ่

อิบนุ อัลฮยั ษัม ใช้ชีวติ ในแบกแดดอย่างสันโดษ มคี วามชานาญเฉพาะในเรือ่ งทางการแพทยด์ า้ น
สายตา แตช่ าวแบกแดดชอบถามเขาในทุกเร่ือง เพราะเปน็ ที่ร้วู า่ อลั ฮัยษัมเปน็ คนเกง่ จึงนับว่าเขา

เป็นผู้กวา้ งขวางในวิชาความรู้ โดยเฉพาะเร่ืองสายตาและการมองเหน็ นอกจากนเ้ี ขายงั เปน็ ผรู้ ดู้ า้ น
ดาราศาสตร์ เรขาคณติ คณติ ศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ จักษแุ พทย์ ปรัชญา ฟสิ กิ ส์ และจติ วิทยา

อบิ นุ อัลฮยั ษัม บางคร้ังถูกเรยี กว่า อลั บศั รี เพราะเกดิ ทเ่ี มอื งบศั เราะฮฺ

(Basra ‫ )البصرة‬ชาวลาตนิ ยโุ รปจะเรียกช่อื ทา่ นวา่ alhacen หรอื alhazenและได้รับการขนาน
นามเป็น Ptolemaeus Secundus

อบิ นุ อลั ฮัยษมั หรอื อัลฮาเซน ไดห้ ักลา้ งทฤษฎีของยคู ลดิ (Euclid) และปโตเลมี

(Ptolemy)ปราชญช์ าวกรกี ทสี่ อนกันมาเปน็ เวลาพันกว่าปีวา่ แสงจากดวงตามนุษย์ส่งออกไปยงั วัตถุ
ทาให้มองเหน็ วตั ถุ แตอ่ ิบนอุ ลั ฮัยษัมเป็นคนแรกทีอ่ ธิบายวา่ การทีม่ องเหน็ วตั ถเุ พราะแสงจากวตั ถุ
สะท้อนเขา้ มาสู่สายตา มใิ ชต่ าของมนษุ ยส์ ง่ แสงออกไปดงั เชน่ ทยี่ ูคลิดและปโตเลมเี คยสอนไว้ เขา
ใด้การทดลองโดยใชห้ อ้ งมืดในการพสิ จู นท์ ฤษฎีดงั กล่าว ต่อมางานวจิ ัยของอิบนุฮัยษัมได้ถกู อ้างอิง
ซา้ และศกึ ษาเพิม่ เตมิ โดยนักวทิ ยาศาสตร์เปอร์เซยี ชือ่ กามาลดุ ดนี อัล-ฟาริซี

(1319-1267.ค.ศ ‫)كمالالدين ابوالحسن محمد فارسی‬

ซง่ึ ไดส้ ังเกตลาแสงภายในลกู แก้ว เพอ่ื ศกึ ษาการสะท้อนของแสงแดดในละอองฝน ผลการศึกษาน้ี
ทาใหเ้ ขาสามารถอธบิ ายการเกดิ รุ้งกินนา้ เปน็ คนแรกของโลก

ภาพวาดแสดงการอธยิ ายของอิบนอุ ับฮยั ษมั ถงึ การสะท้อนของแสงเขา้ สู่สายตา

ทาใหม้ องเห็นวตั ถไุ มใ่ ชแ่ สงจากตาไปยังวัตถุ
ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 11 อบิ นอุ ัลฮยั ษมั ไดเ้ ขยี นหนงั สอื เกีย่ วกับการมองเห็นของมนษุ ย์ โดย
หักล้างความเห็นของ Galen, Euclid และ Ptolemy และรปู ต่อไปนเี้ ปน็ การแสดงลกั ษณะการ
มองเห็นของดวงตาทงั้ สองข้าง เก่ยี วเนอ่ื งประสาทสายตาและสมอง

ตาราของอิบนุอัลฮัยษัม

• Kitab-at-Manazir(‫ )كتاب المناظر‬ถกู แปลเป็นภาษา Latin Opticae Thesaurus
Alhazin(1270) เป็นหนังสอื ทพี่ ูดถึงการมองเหน็ และแสงในลกั ษณะต่างๆในทางพสิ ิกส์

• Mizan al-Hikmah (‫ )مٌزان الحكمة‬พดู ถึงช้นั ของบรรยากาศที่อย่รู อบโลก ความสูงของแตล่ ะ
ชนั้

• และตาราอ่นื ๆอกี กวา่ 200 เลม่

อบิ นุอัลฮัยษัมเป็นผเู้ ร่มิ ใชว้ ิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) และมอี ทิ ธผิ ลตอ่ Francis
Bacon, Kepler สร้างและศกึ ษากล้องรเู ขม็ การแยกแสงเป็นสีต่างๆ การหกั เห เงา รงุ้ การ
มองเห็น บรรยากาศ มวลกับความแร่งโนม้ ถ่วง แรง Analytical Geometry

รปู อิบนอุ ลั ฮนั ษัม บนธนบตั ร 10000 ดินารข์ องประเทศอิรกั

ดวงตราไปรษณยี ์ของปากสี ถาน แสดงความสาคญั ของอบิ นอุ ัลฮยั ษมั
การมองเห็น ดวงตาและเรขาคณิต

Abu al-Qasim Khalaf ibn al-Abbas Al-Zahrawi

(ฮ.ศ.324 – 403 : ค.ศ.936 – 1013)

ทางตะวนั ตกรจู้ กั ในชอื่ Abulcasis , Abucasis

อะบู กอซมิ อซั -ซะห์รอวี เป็นแพทย์มุสลิมอนั ดะลเุ ซยี (สเปน) เกดิ ที่ อลั ซะฮเฺ ราะฮฺ

(หา่ งจาก กรุ ตบุ ะฮ(ฺ กอโดบา)ในสเปน ประมาณ 6 ไมล)์ เป็นศัลยแพทย์

นกั เคมี นักศลั ยกรรมตกแตง่ และเปน็ นักวทิ ยาศาสตร์ ถอื ได้ว่าเป็นบิดาศัลยแพทย์สมัยใหม่

ในสมยั กลางมุสลิมมกี ารแพทยท์ ่ีครอบคลมุ และสมบูรณ์ ตาราทางการแพทยน์ อกจากจะมเี ป็น
ภาษาอาหรับของโลกอิสลามแลว้ ยงั ได้แปลเป็นภาษายุโรปและใช้จนถึงยคุ สมัยทก่ี า้ วหนา้ อซั -ซะห์
รอวีเปน็ คนหนง่ึ ทเี่ ปน็ ผูร้ ว่ มพฒั นาทางวิชาการแพทย์ เขาเปน็ เจา้ ของหนังสอื นบั เป็นประวตั ศิ าสตร์
ทางการแพทย์ คือ หนงั สอื

‫كتاب التصرٌف لمن عجز عن التألٌف‬

(Kitab al-Tasrif) มที ง้ั หมด 30 เลม่ เป็นสารานกุ รมทางการแพทย์ เป็นหนังสอื ท่ีใช้ควบคกู่ บั
หนังสอื ของ อิบนุซนี า เปน็ เวลานานถงึ 5 ศตวรรษ

ผลงานบางอย่างของอซั -ซะหร์ อวี

อัลหมุ ยั ดี นักเขยี นและนกั ประวตั ศิ าสตร์ ไดเ้ ขียนในหนังสอื ของเขาทชี่ อื่

‫جذوة المقتبس فً أخبار علماء الأندلس‬

(ไฟยงั ไมม่ อดในประวตั ขิ องนกั วทิ ยาศาสตร์อันดาลูเซยี ) วา่ อัซ-ซะห์รอวีเป็นนักการศาสนาและ
นักวิทยาศาสตร์ เขาได้รกั ษาคนไข้เพอ่ื อลั ลอฮโฺ ดยไมค่ ิดคา่ ตอบแทนใดๆในตลอดเวลาคร่งึ วันของ
การทางาน

เขาเป็นคนแรกที่ใชเ้ อน็ เย็บแผลภายในดว้ ย catgut เปน็ เอ็นทอ่ี ยู่ในกล่มุ

“ไหมละลาย” (Absorbtable) ชนิดหนึง่ ในหนงั สือ Kitab al-Tasrif

อซั -ซะห์รอวี ไดเ้ ขียนอธิบายถงึ วธิ ีการและข้ันตอนของการผ่าตดั หลอดคอ (tracheostomy) เปน็
การผ่าตัดเปิดหลอดลมคอออกเป็นรู เพือ่ ช่วยในการหายใจ การผ่าตดั หลอดลมนี้ไดม้ มี านานแล้วใน
ยคุ อยี ิปต์โบราณ เพ่อื รกั ษาอาการของคนทีห่ ายใจไมอ่ อก จากนัน้ กรีกโรมนั ได้นาความรนู้ บ้ี ันทึกใน
บันทึกศาสตร์ทางการแพทย์ของพวกเขา ต่อมาการผา่ ตดั แบบนไ้ี ด้หยุดไปอนั เนอื่ งมาจากมีคน
เสยี ชีวิตเกิดข้นึ ระหว่าการผ่าตดั อัซ-ซะห์รอวีไดม้ าพัฒนาวธิ ีการผา่ ตดั หลอดลมนจี้ นประสบ
ผลสาเร็จ

เขาเปน็ คนแรกทใ่ี ชท้ ่านอนศรีษะตา่ ปลายเทา้ สูง (Trendelenburg Position)ถา้ ตอ้ งการผ่าตดั คน
น้นั ในบรเิ วณท่ีตา่ กวา่ ท้อง และทา่ นอนตรงกันข้าม(Reverse Trendelenburg position) ถ้า
ตอ้ งการผ่าตดั บรเิ วณเหนือกวา่ ท้อง

เขาเปน็ คนแรกท่รี ักษาคนไข้ทมี่ ปี ญั หาหลอดเลอื ดดาเม่อื 1000 กว่าปมี าแลว้ โดยใชว้ ิธีการ
Stripping of the veins และวธิ กี ารนใี้ นฟนื้ ข้นึ มาใช้อีกในปัจจุบนั

เขาเป็นคนแรกทค่ี น้ พบความสัมพันธ์ระว่างความพรอ้ มทางรา่ งกายกับการถา่ ยทอดทางพันธกุ รรม
เปน็ จุดเร่ิมตน้ ของการค้นพบความผดิ ปกตทิ มงกรรมพันธุแ์ ละความสามารถถ่ายทอดของโรคบาง
ชนดิ ทางกรรมได้ เชน่ โรค ฮโี มฟิเลยี (Hemophilia)

ภาพในหนังสอื ภาษาลาตินหน้า 1531 แปลโดย Peter Argellata
แสดงถงึ อปุ กรณแ์ ละเครือ่ งมอื ทางการแพทย์ท่นี าเสนอโดย อลั -ซะหร์ อวี

อะบบู ักรฺ มุฮามัด อบิ นุยะห์ยา อบิ นซุ าการียา อลั -รอซี

Abu Bakr Muhammad ibn Zakariya ar-Razi

(ฮ.ศ.250-311 : ค.ศ.864-923)

ชาวตะวันตกรู้จกั ในช่ือ ราเซศ(Rhazes) หรอื รอซีซ(Rosis)

อะบูบกั รฺ อรั รอซี เกดิ เม่อื ปี ฮ.ศ.250(ค.ศ. 864) และเสียชีวติ เมอ่ื วันที่ 5 ซะอบฺ าน ฮ.ศ. 311
(19 พฤศจิกายน ค.ศ. 923) ท่เี มืองอัลไรย์ ประเทศเปอเซยี (ใกลก้ รุงเตหะราน ประเทศอิหร่านใน
ปจั จุบนั ) อรั รอซี เป็นผ้มู ีความชานาญในหลายสาขาวชิ า ไดศ้ ึกษาทางคณติ ศาสตร์ การแพทย์
ปรัชญา ดาราศาสตร์ เคมี ตรรกวิทยา และวรรณกรรม Sigrid Hunke (1913 -1999) นกั บูรพาคดี
ชาวเยอรมนั ได้เขยี นถึงอรั รอซีในหนังสอื “Allah’s sun over the Occident” วา่ เป็นแพทย์ด้าน
มนษุ ยธ์ รรมทีย่ งิ่ ใหญ่ที่สดุ หลงั จากอัรรอซีไดศ้ ึกษาทางการแพทยท์ ีแ่ บกแดดเขากไ็ ด้ยา้ ยกลับไปยัง
เมืองอลั ไรย์ และเสนอใหผ้ ู้ปกครองเมืองอัลไรย์ มนั ศูร อบิ นุอิสฮาก กอ่ ตงั้ สานักงานบีมารส์ ถาน
(สถานทร่ี ักษาคนไข)้ และไดเ้ ขยี นหนังสือแก่ผคู้ รองเมอื งสองเรอ่ื ง คือ อลั มันซรู ฟี ีฏฏบิ (อัลมันซู
รทางการแพทย์‫ المنصوري فً الطب‬: ) และอัฏฏิบอัรรฮู านี(แพทย์ทางจติ วิญญาณ : ‫الطب‬
ً‫ )الروح‬หนงั สือสองเล่มน้เี ก่ียวเนอ่ื งกัน เลม่ แรกเปน็ หนังสอื เก่ียวกับการรกั ษาโรคทางร่างกาย
ส่วนเล่มที่สองเปน็ การรักษาทางจิต อัรรอซีมีชอื่ เสียงมากทเ่ี มืองอลั ไรย์ และไดถ้ ูกเชิญไปยัง

แบกแดดอกี ครั้งและได้รับแต่งตั้งใหเ้ ป็นหวั หน้าที่ศูนยบ์ ีมาร์สถานอลั มุอฺตัดดีย์ เปน็ ศนู ย์ทต่ี ั้งข้นึ ใหม่
โดยเคาะลีฟะฮฺ มอุ ตฺ ดั ดดิ บิลลาฮฺ
อัรรอซี มีความสามารถหลายภาษา นอกจากภาษาอาหรบั เขามีความสามารถทางภาษาเปอเซยี
ภาษายนู าน(กรกี ) และภาษาฮินด(ิ อินเดีย) เขาไดเ้ ขียนหนังสือและบทความมากกวา่ 184 เร่ืองใน
ทุกสาขาวิชาในทางการแพทยเ์ ขามีความชานาญในหลายสาขา มคี วามชานาญทางดา้ นโรคเก่ยี วกบั
เด็ก จนไดร้ ับสมยานามว่าเปน็ บดิ าแหง่ หมอเดก็ และเขาก็ไดร้ บั ช่ือว่าเปน็ ผนู้ าทางด้านโรคผิวหนงั
และสายตา
อรั รอซี สนใจโรคไขท้ รพิษ(Smallpox) ตาราเขาถูกแปลเป็นภาษายุโรปหลายภาษา

(ภาพจินตนาการ อัรรอซกี าลังรกั ษาเด็ก)
หนงั สอื และตาราท่อี รั รอซีแต่งบางเล่ม

Thabit Ibn Qurra

(ทราบทิ อบิ นุ กรุ เฺ ราะฮฺ)

(ฮ.ศ.221-321 : ค.ศ.836-901)

ชอ่ื เตม็ ของทราบิท คอื อะบู อลั หะซนั อบิ นุมัรวาน ทราบิท อิบนกุ รุ เฺ ราะฮฺ อลั หรั รอนยี ์

( ً‫) ابو الحسن ثابت بن قره بن مروان الحران‬

ทราบิท อบิ นุ กรุ ฺเราะฮฺ อบิ นุ มัรวาน เกิดเม่อื ปี ฮ.ศ.221 (ค.ศ.836) ทเ่ี มอื งฮรั รอน เมโสทาเมยี
(ปจั จุบันอยูใ่ นประเทศตุรกี) และเสยี ชวี ติ เมอ่ื วันท่ี 26 เศาะฟัรฺ ฮ.ศ.288 (18 กมุ ภาพันธ์ ค.ศ.901)
เปน็ นกั วชิ าการชาวอาหรบั ซเี รีย มชี อื่ เสียงทางด้าน ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ เรขาคณติ และดนตรี
และมีหลานเป็นนักวทิ ยาศาสตรเ์ ช่นกนั

ช่ือ Ibn Sinan (908- 946) ทราบืท เปน็ คนแรกที่ได้วัดและกาหนดเวลาของปี เปน็ 360 วัน 6
ชั่วโมง 9 นาที 10 วินาที เขาได้ทางานทม่ี ัสยิดทีฮ่ ัรรอน เม่อื ปี

ค.ศ.848 และได้ย้ายไปยงั อัรรอ็ กเกาะฮฺ ทางตอนเหนอื ของซีเรีย เปดิ โรงเรยี นสอนดาราศาสตร์
ปรชั ญา และการแพทย์ทีน่ น้ั มีลูกศษิ ย์มากมาย ที่มชี ื่อเสียง เช่น สะนาน อิบรอฮีม และหลานของ

เขา อัลบัยตานี ทราบทิ อบิ นกุ ุรเราะฮฺ เป็นคนแรกทีค่ น้ พบและอธบิ าย จตุรัสกล (Magic Square
‫)المربعات السحرٌة‬
หมายถึงตารางทมี่ ีชอ่ งจานวนในแนวตง้ั และจานวนชอ่ งในแนวนอนเทา่ กัน ภายในแต่ละช่องตาราง
จะมตี ัวเลขจานวนเต็มหนึง่ จานวนที่ไมซ่ า้ กับตวั เลขในชอ่ ง อน่ื ๆ โดยตวั เลขทกุ ชอ่ งจะเป็นจานวน
นบั ที่เรียงกัน และเทา่ กับผลบวกตัวเลขท้งั หมดในท่ีละแนวนอนเท่ากนั และเท่ากับผลบวกของ
ตวั เลข จากทุกชอ่ งในแตล่ ะแนวต้ัง และยังเทา่ กบั ผลบวกของตวั เลขจากทุกชอ่ งในแต่ละแนว
ทแยงมุมด้วย

คอลดิ อิบนุ ยะซีด เปน็ หลานเคาะลฟี ะฮฺมุอาวยี ะฮฺ อิบนอุ ะบซี ุฟยาน เคาะลฟี ะฮฺอาณาจกั รอะมะวี
ยะฮฺคนท่ี 1และเป็นบตุ รยะซีด อบิ นมุ ุอาวิยะฮฺ เคาะลฟี ะฮคฺ นที่ 2 คอลิดเป็นบคุ คลทใี่ ห้ความสาคัญ
แกค่ วามร้มู าก เขานบั ว่าเปน็ ผ้ศู ึกษาหาความรู้และปฏบิ ัติตามท่ีเขาได้ศึกษาเปน็ อย่างดี เปน็ คน
อาหรบั คนแรกทีเ่ น้นศึกษาวิชาเคมแี ละได้แปลตาราวชิ าเคมีให้เปน็ ภาษาอาหรับ
คอลิดได้ละท้งิ ตาแหน่งทางการปกครองมงุ่ ส่กู ารศกึ ษาหาความรู้ โดยเฉพาะด้านวิชาเคมี เปน็ นัก
ประดษิ ฐจ์ ากสิ่งทไ่ี ด้เรียนร้จู ากวชิ าเคมี และได้เชิญนักวิชาการเคมจี ากกรกี มายังอยิ ิปตเ์ พือ่ มาให้
ความรแู้ ละแปลหนงั สือเคมีจากภาษากรีกเป็นภาษาอาหรับ นอกจากวชิ าเคมีแลว้ เขายังได้ศึกษา
และสนับสนนุ ในวิชาทางการแพทย์ วชิ าดาราศาสตร์ ใช้ความรทู้ างเคมีคดิ คน้ และผลติ ยาทางการ
แพทย์ เขาเป็นคนทสี่ นบั สนนุ ใหเ้ ปลีย่ นจากวชิ าเล่นแร่แปรธาตุ

(Alchemy:‫ )الخٌمٌاء‬เป็นวชิ าเคมี(chemistry:‫)الكٌمٌاء‬
อัลญาหิศ กล่าววา่ คอลิด อบิ นุยะซีด เปน็ นกั พูด นักปาฐกถา นกั กลอน(ชาอิรฺ) เป็นคนชอบถอื ศลี
อดและเปน็ คนแรกทีแ่ ปลหนังสือดาราศาสตร์ หนงั สอื การแพทย์และหนังสอื ทางเคมจี ากภาษากรกี
และภาษาคอปตกิ

(Coptic language:‫)القبطٌة‬ใหเ้ ปน็ ภาษาอาหรบั
ตาราและงานเขียนของคอลดิ

คอลิดได้เขยี นหนังสอื ไวม้ ากมาย ตน้ ฉบบั บางเลม่ ยังมเื กบ็ ไว้ท่หี อ้ งสมดุ ของ
ประเทสตรุ กี ตาราและงานเขียนของท่านพอจะกลา่ วถงึ มี

• ‫كتاب السر البدٌع فً فك رمز المنٌع فً علم الكاف‬

• ‫كتاب فردوس الحكمة فً علم الكٌمٌاء منظومة‬

• ‫كتاب الحرارات‬

• ‫كتاب الرحمة فً الكٌمٌاء‬

• ‫كتاب الصحٌفة الصغٌر‬

• ‫كتاب الصحٌفة الكبٌر‬

• ‫مقالتا مٌرٌانس الراهب فً الكٌمٌاء‬

• ‫وصٌته إلى ابنه فً الصنعة‬
คอลิด อบิ นุยะซีด กบั วิชาดาราศาสตร์
อัลไบรนู ีย์ ได้พูดถงึ งานเขยี นของคอลดิ ในการคานวณทางดาราศาสตร์วา่ คอลิดได้เขยี นการ
คานวณห้วงเวลาระหว่างอาดมั มนษุ ย์คนแรกกับอเลก็ ซานเดอรม์ หาราช (Alexander the Great:
356-323 ปกี ่อนคริสตกาล) 5180 ปี ปีทที่ า่ นนบีมุหมั มัด(ศอ็ ลฯ)อพยพ จะตรงกับปีที่ 923 ของอ
เล็กซานเดอร์
และปีท่ี 6113 ของอาดมั

‫جابر ابن حٌان‬
Abu Musa Jabir ibn Hayyan
อะบมู ซู า ญาบริ อิบนุ หยั ยาน (บดิ าแห่งวชิ าเคม)ี

ชาวยุโรปจะร้จู ักในนาม “Geber“

อิบนหุ ยั ยาน มีช่อื จริงวา่ อะบมู ซู า ญาบริ ฺ อิบนหุ ยั ยาน อับนุอับดลุ ลอฮฺ อลั -อซั ดี ( ‫أبو موسى‬
‫)جابر بن حٌان بن عبد الله الأزدي‬เปน็ ที่รู้จกั กันในนาม

อลั -อัซดี (‫)الأزدي‬เป็นช่อื ของเผ่าดังเดมิ ของเขา “อลั -อซั ด”ฺ ครอบครัวของเขาไดอ้ พยพหลงั จาก
เขือนมะอรฺ บิ (1)ในเยเมนไดล้ ้มสลายไป

ญาบิรฺ อบิ นุหัยยาน เกดิ ทีเ่ มืองตูซ(Tus:‫ )طوس‬ประเทศอหิ รา่ น เม่อื ปี ฮศ.101

(คศ.720) บดิ าของเขาเปน็ เภสชั กร เปน็ ผ้สู นบั สนุนกลุ่มอบั บาซีและได้อพยพจากคูฟะฮไฺ ปยังเมือง
ตสู เพ่ืองานเผยแพร่ ศาสนาและงานของกล่มุ ชาวอบั บาซยี ะฮฺ สุดท้ายได้ถกู ทหารของอะมะวียะฮฺ
จบั ไปประหารชวี ิต ญาบริ จงึ เดนิ ทางกลบั ไปยังอริ กั

ผลงานทางเคมขี อง ญาบิรฺ

กอ่ นญาบริ อบิ นุหัยยาน วชิ าการทางเคมีนับเป็นสาขาวิชาหนงึ่ ที่เกดิ ขึ้นจากประสบการ เชน่ ประสบ
การการทาใหเ้ ป็นมมั มี การฟอก การยอ้ ม และอ่ืนๆ

การเลน่ แรแ่ ปรธาตุ การทากระจก การเคลอื บสื การสกัดน้ามันแล้ะน้าหอม โดยเฉพาะความ
พยายามสรา้ งวัตถจุ ากวตั ถุท่ีมีคา่ นอ้ ยแปรใหเ้ ปน็ วัตถทุ ี่มคี า่ มาก เชน่ แปรธาตุเหลก็ และตะก่ัวเปน็
เงนิ แปรทองเหลอื ให้เป็นทองคา ตา่ งๆเหล่าน้สี ร้างแรงจงู ใจให้ญาบีรศฺ ึกษาและคน้ คว้าทางดา้ นเคมี
จนประสบผลสาเร็จในหลายเร่อื ง เชน่ คิดคน้ และสรา้ งอุปกรณ์ทางเคมี เชน่ สร้างแก้วโลหะ เป็น
ต้น

สามารถผสมระหวา่ ง ไฮโดรคลอไรด์ (HCl) กบั กรดดนิ ประสวิ (HNO3) กลายเปน็ สารเคมีที่เรียกว่า
นา้ ทอง หรอื น้าพระราชา ท่ีสามารถละลายทองได้ สามารถกลั่นสารประกอบ เกลือแกง(NaCl)กับ
สารละลายเฟอรร์ สั ซัลเฟต FeSO4H2O ออกจากกันได้ และญาบิรเป็นผู้ได้บ่งบอกคุณสมบัติของ
กรดวา่ เป็นนา้ ทค่ี มและสามารถละลายโลหะได้ เป็นผคู้ ้นพบกรดอนิ ทรยี ์ เช่น กรดซีตรกิ (Citric
acid) กรดนา้ สม้ (กรดแอซิติก : Acetic acid ) และกรดตาร์ตาริก (tartaric acid)

สามารถเตรยี มสารโซเดยี มไฮดรอกไซด์ (NaOH) และโซเดยี มคารบ์ อเนท(Na2Ca3) คน้ พบ
ตะกั่วขาว (Lead carbonate) ซิลเวอร์ไนเทรท (Agno 3)

แยกสารหนจู าก Arsenic trisulfide (As2S3) แยกพลวงจาก สติบไนต์ (Sb2S3)

แยกสารท่เี ปน็ กรดและสารทีเ่ ปน็ ดา่ ง และกล่าวว่าทงั้ สองจะทาปฎิกรยิ าต่อกนั

จะทาให้เกดิ เกลอื

ผลงานในทางอตุ สาหกรรม

ญาบิรฺ อบิ นรุ รยั ยาน ไมเ่ พียงแค่ศึกษาและค้นควา้ ทางเคมีบรสิ ุทธิเทา่ นน้ั เขายงั ไดน้ าความรทู้ าง
เคมไี ปปรบั ใชใ้ นชวี ิตเชิงอุตสาหกรรมด้วย เชน่ สรา้ งวธิ กี ารสกดั แร่ธาตุ เตรียมโลหะแข็งให้
เหมาะสมกบั สิ่งทต่ี อ้ งการสรา้ ง

ปอ้ งกนั เหล็กไมใ่ หเ้ กดิ สนิม คดิ คน้ และสรา้ งวิธกี ารทาหมกึ จากเหล็กซลั ไฟด์ทม่ี ีลกั ษณะเปน็ สีทอง
แทนทน่ี า้ หมกึ ทองคา เพราะหมกึ ทองคามรี าคาทีแ่ พงมาก

ฟอกหนังดว้ ยกรรมวธิ ที ีโ่ ดดเด่น โดยใช้กระบวนการทางเคมีทค่ี ดิ คน้ ไดเ้ คลอื บเงาและเคลอื บผิวดว้ ย
สารเคมใี หไ้ ดผ้ ลดแี ละโดดเด่น

หาวิธีการย้อมผมและสง่ิ จาเปน็ ทางเคมีอน่ื ๆอกี มากทจี่ าเปน็ ในชวี ติ ประจาวัน

ญาบริ ฺ อิบนหุ ัยยาน กบั การศึกษา

ญาบริ ฺ ใหค้ วามสาคัญกับการศึกษาค้นควา้ ดว้ ยการทดลอง เขากลา่ วแกน่ ักเรยี นของเขาวา่ “สงิ่ แรก
ท่ีต้องทาคอื ปฎิบัตแิ ละดาเนินการทดลอง เพราะผู้ใดทีไ่ มป่ ฎิบัตแิ ละไม่ทาการทดลองเขาไม่บรรลถุ งึ
ระดับตา่ สุดของความจรงิ (ความร)ู้ ลูกรักเจ้าจงทาการทดลองแลว้ เจ้าจะได้ความรู้” และเขาบนั ทกึ
ในหนังสอื ของเขาตอนหนง่ึ ว่า “..ความรจู้ ะไมไ่ ดม้ านอกจากดว้ ยการทดลอง”

นบั ไดว้ ่าญาบิรเฺ ปน็ คนแรกเร่มิ เขยี นรายงานการทดลองอยา่ งมรี ะเบียบและเป็นระบบ เขาได้
ตกั เตอื นแก่ลกู ศษิ ย์ของเขาว่า “นกั วิชาการ (อุลามาอฺ)รสู้ กึ ภาคภมู ิใจในผลงานทเ่ี ขาได้ประสบ
ผลสาเรจ็ เพราะเขาเหล่าน้ันไดจ้ ัดการด้วยการจดั การท่ีดีเย่ยี ม .. ดังนัน้ เจา้ จงตรกึ ตรองอย่าง
รอบคอบและอยา่ รบี เร่ง และยดึ ตามผลท่ีได้มาในทกุ ๆสง่ิ ”

ทั้งนีก้ ไ็ ม่ได้หมายความว่าญาบิรฺ อิบนหุ ยั ยาน ไดท้ าการศกึ ษาวจิ ัยมาในรูปแบบทีส่ มบูรณ์แลว้ อยา่ ง
อบิ นุฮยั ษมั และอลั ไบรูนี ซง่ึ ทง้ั สองน้ีมาหลังจากอบิ นุหัยยานกวา่ สามศตวรรษ แตน่ ั้นก็หมายถงึ
ระบบและระเบยี นการศกึ ษาวิจัยอยา่ งถกู ต้องได้เริม่ มาแลว้ ในกลมุ่ คนมุสลิมในยคุ ต้นๆ เม่ือ 1300
ปีมาแล้ว

ญาบิรฺ ได้ให้แนวคิดทางการศึกษา เขาเก็นวา่ ความรจู้ ะบงั เกิดข้ึนจากสญั ชาตญาน และผู้ร้หู รือ
นกั วิชาการจะยดึ ติดกบั ธรรมชาตทิ ี่เปน็ ความรู้ ดังนนั้ ผ้เู รยี นหรอื นกั ศึกษาหาความรจู้ ะต้อง
เตรยี มพร้อมธรรมชาตทิ ่ีมีอยูใ่ นตัวเองเพื่อพรอ้ มทีจ่ ะรับความรกู้ อ่ นที่จะแสวงหามันดว้ ยการศกึ ษา
ดว้ ยเหตุนี้ญาบริ ฺจงึ ไดต้ ักเตอื นแก่ครแู ละลกู ศษิ ยว์ ่า

“หน้าท่ีของครูตอ่ ลกู ศษิ ย.์ . ครูจะตอ้ งทดสอบความพรอ้ มของลกู ศิษยใ์ นเรอ่ื งที่ครูจะสอน
ความสามารถในการรับฟงั ความสามารถในการจดจา เมอ่ื ไดแ้ ลว้ ครูจะต้องสอนใหเ้ หมาะสมกบั
ความสามารถของเขา…”

“หน้าทข่ี องนกั เรยี นท่มี ตี ่อครู นกั เรียนจะตอ้ งยืดหยนุ่ พร้อมท่จี ะนอ้ มรบั ทกุ คาพูดทุกแงม่ ุม อยา่ ได้
ขัดคาส่ังครู กระสนุ ของครคู ือความรู้ และความรูน้ จี้ ะไมแ่ สดงออกมานอกจากเม่ือลูกศษิ ยเ์ งียบสงบ
และน้อมรับ ฉันไม่ได้หมายความวา่ ใหล้ ูกศษิ ยเ์ ช่อื ฟังครใู นทกุ การงานของชวี ิต แต่ให้เช่อื ฟงั ในทีน่ ้ี
หมายถึงเชอ่ื ฟังในความรทู้ ค่ี รูสอน..”

หนงั สอื และตาราของญาบิรฺ อบิ นุหยั ยาน

ญาบริ ฺ ไดเ้ ขียนหนังสือมากมาย ว่ากันวา่ เขาไดเ้ ขยี นหนงั สอื ทางเคมมี ากกวา่ 500 เรือ่ ง
นอกจากน้นั เขาไดเ้ ขียนในหนังสอื ท่เี ก่ียวกบั การแพทย์ คณิตศาสตร์ ปรชั ญา ตรรกและบทกวี มหุ ัม
มดั อบิ นุซะอีด อัซซรั กุซฏี (รู้จกั ในชอ่ื อบิ นมุ ะชาฏ อลั -อัซฏรุ ลาบ)ี กล่าวเขาไดเ้ ห็นงานเขียน
ของญาบริ ฺที่อิยปิ ต์เก่ียวกบั แอสโตรเลบซงี่ ไม่เคยเหน็ คนอืน่ เขยี นเหมอื นเขา และเป็นทร่ี จู้ ักเช่นกนั
วา่ ญาบริ ฺได้เขยี นหนังสือเกีย่ วกับกระจกและการมองเหน็ หนังสือทส่ี าคัญๆของเขามีมากมาย เชน่

● หนงั สอื ”้‫(“الخواص الكبٌر‬คุณสมบตั ทิ ยี่ ิ่งใหญ่) เปน็ หนังสือท่มี ีชื่อเสยี งท่ีสดุ ของเขา ฉบบั
เขียนด้วยลายมอื มีเกบ็ ไว้ท่ีพิพธิ ภัณฑ์ในปรเทศอังกฤษ

● หนงั สือ “‫(“كتاب سبعٌن‬คมั ภรี ์เจด็ สิบ The Seventy Books) “‫(“كتاب الرحمة‬คัมภีร์
เมตตา) ท้งั สองเล่นได้ถูกแปลเป็นภาษาลาตนิ ในยคุ สมยั ตอนกลาง

● หนังสอื “‫(“الجمل العشرون‬ยี่สบิ ประโยค) เปน็ หนงั สือรวบรวมยส่ี ิบบทความทางเคมี
● หนงั สอื “‫(“الأحجار‬อัคนี Book of Stones ) มฉี บบั เขียนดว้ ยมอื เกบ็ ไว้ทพ่ี ิพธิ ภณั ฑ์

แหง่ ชาตใิ นกรุงปารีส
● หนง้ สือ”‫(“اسرار الكٌمٌاء‬ความลบั ของเคม)ี
● หนงั สือ”‫(“أصول الكٌمٌاء‬หลักเคม)ี

หนังสอื ของญาบริ มฺ ใี นภาษาลาตนิ มากมาย แต่หาต้นฉบบั ท่เี ปน็ ภาษาอาหรบั ไม่พบ เช่น หนงั สือ
“Summa perfectionis ‫“البحث فً الكمال‬

ญาบริ ฺ อบิ นหุ ัยยาน กบั ขอ้ กล่าวหา

บางคนกล่าวหาว่า ญาบิรฺ เป็นชาวกรกี (ยนู าน)โดยกาเนิดและเขา้ รบั อิสลาม ซี่งตามที่ไดต้ รวจสอบ
แลว้ ญาบริ เฺ ปน็ คนอาหรบั โดยกาหนด โดยมีตน้ ตระกูลจากเผา่ อลั -อัซดฺ เยเมน ตามทีก่ ล่าวมา
ข้างตน้

นกั เคมีชาวฝรงั เศษช่อื Marcelin Pierre Eugène Berthelot (25 October 1827 – 18 March
1907) ได้กล่าวอ้างงานเขียนของญาบริ เฺ ปน็ ของเขา ด้วยเหตไุ มพ่ บต้นฉบบั ที่เปน็ ภาษาอาหรับ ใน
เวลาเดยี วกันมคี นอ่ืนได้เขยี นหนังสือเดยี วกันและได้อ้างวา่ ได้แปลจากหนังสอื ของญาบริ ฺ

ญาบริ ใฺ นสายตาของคนตะวันตก

ญาบริ ฺ นบั ว่าเป็นคนวางรากฐานทางวชิ าเคมสี มยั ใหม่และทันสมยั และเปน็ ท่ยี นื ยันจากนกั ปราชญ์
และนักวิชาการในยุโรปหลายคน เช่น

Francis Bacon (22 January 1561 – 9 April 1626) นกั ปรชั ญา นักกฎหมาย นกั วทิ ยาศาสตร์
ชาวอังกฤษ กล่าววา่ “ญาบริ ฺ เป็นคนแรกทส่ี อนวชิ าเคมแี ก่ชาวโลก เขาเปน็ บดิ าวชิ าเคมี”

Marcelin Berthelot (25 October 1827 – 18 March 1907) นกั เคมีและนกั การเมอื งชาวฝรงั
เศษ ได้กลา่ ววา่ “วชิ าเคมเี ปน็ ของญาบิรฺ วชิ าตรรกเปน็ ของอริสโตเติล”

Max Meyerhof (21 March 1874 – 1945) จักษแุ พทย์ เชื้อสายยิว

ชาวเยอรมันกลา่ วว่า “การพัฒนาวิชาเคมีในยุโรปสามารถอ้างถงึ ญาบริ ฺ เพราะคาศัพทท์ างเคมี
หลายคาของญาบิรฺยังใชจ้ นถึงทกุ วันน้ี”

Gustave Le Bon (7 May 1841 – 13 December 1931) นกั จิตวทิ ยาสังคม นกั สงั คมวทิ ยา ชาว
ฝรัง่ เศษไดก้ ลา่ วว่า “จากการทไ่ี ดอ้ า่ นสารานุกรมทางวทิ ยาศาสตรข์ องญาบิรฺ พบว่า ไดร้ วบรวม
วชิ าการทางเคมีในหมคู่ นอาหรับในสมัยของเขา หนงั สือของเขาไดบ้ รรยายถึงสารประกอบทางเคมี
ท่ีก่อนหน้านั้นไมเ่ คยมีใครรู้จกั และเป็นการอธบิ ายครั้งแรกถึงการกลั่น การกรอง ผลกึ การดซู ึม
และการเปลีย่ นแปลงของสาร”

——————————————–

(1)เขือนมะริบหรอื เรียกอกี อยา่ งหนึ่งเขอื น อัล-อัลอะรมิ ิ อย่รู ะหว่างหบุ เขาสามลูกในประเทส
เยเมน สรา้ งขน้ึ ปี 1750-1700 กอ่ นครสิ ตศ์ ตวรรษ และเขอ่ื นนไ้ี ด้ถกู กล่าวถงึ อลั กรุ อาน ซเู ราะฮฺ
ซะบะอฺ อายะหท์ ่ี 15-16 วา่

‫« َل َقدْ َكا َنْ لِ َس َبأْ ِفً َمس َك ِن ِهم آٌْة َج َّنتاَ ِْن َعن ٌَ ِمٌ ْن َو ِش َما ْل ُكلُوا ِمن ِّرز ِْق َر ِّب ُكم واش ُك ُروا‬:
‫َل ُهْ َبل َدةْ َط ٌِّ َبةْ َو ََجر َّن َتْبٌ ِنْ َغ َفُذ َووارَْت َفًْأَأُع ُك َرلْ ُضَخوما َطْفأَ َورأَثَسللَْنا َو َعَش َلًٌِهءْمْ ِّم َسٌن َْل ِسالد َعْر ِرَق ِلِْمٌ َولْ َب» َّدلناَ ُهم ِب َج َّن َتٌ ِهْم‬

.(16-15 :‫)سبأ‬

ความวา่ : 15. โดยแน่นอน สาหรับพวกสะบะอฺนั้นมสี ญั ญาณหนึง่ ในทีอ่ าศัยของพวกเขา (*1*) มี
สวนสองแห่งทางขวาและทางซา้ ย พวกเจ้าจงบริโภคจากปจั จยั ยังชีพของพระเจา้ ของพวกเจ้า และ
จงขอบคุณตอ่ พระองค์ อนั เป็นดนิ แดนทอ่ี ุดมสมบูรณ์ (*2*) และมีพระเจ้าผทู้ รงอภยั 16. แต่พวก
เขาได้ผนิ หลัง ดังน้ัน เราจงึ ปล่อยน้าจากเข่ือนให้ท่วมพวกเขา (*3*) และเราได้เปลี่ยนให้พวกเขา
สวนสองแหง่ ของพวกเขา แทนสวนอกี สองแหง่ (*4*) มีผลไมข้ มและตน้ ไมพ้ ่มุ และตน้ พทุ ราบ้าง
เล็กนอ้ ย

(1) ในประเทศเยเมน คอื มสี ัญญาณอนั ย่งิ ใหญท่ ี่ชี้บง่ ถึงเดชานภุ าพของพระองค์ ในการตอบแทน
ผู้กระทาความดแี ละความชัว่ ตามผลงานของเขา เมอื่ ชาวเมืองสะบะอไฺ ด้เนรคณุ ต่อความโปรดปราน
ของอัลลอฮฺ พวกเขาจึงถกู ทาลายอานาจใหห้ มดสน้ิ ไป และกระจัดกระจายไป

(2) ก้อตาดะฮกฺ ล่าววา่ สวนสองแห่งของพวกเขาเปน็ ต้นไมท้ ร่ี ่มร่นื และมดี อกผลอยา่ งมากมาย
งดงามเม่ือสตรเี ดินผ่านไปโดยมกี ระจาดทนู อยู่บนศีรษะ ผลไมจ้ ะหลน่ ลงมาเต็มกระจาดโดยไม่ต้อง
เกบ็ เกีย่ ว เพราะความสกุ งอมของมนั และความทม่ี นั มีอย่างมากมาย

(3) คือ เม่ือพวกเขาไมเ่ ชือ่ ฟงั ไม่จงรกั ภกั ดี ไม่ขอบคุณต่ออัลลอฮฺ และไม่ปฏบิ ตั ิตามขอ้ ใช้ขอ้ หา้ ม
ของบรรดาร่อซูลของพระองค์ เราจึงปล่อยน้าจากเข่ือนไปทาลายเรือกสวนและบา้ นช่องของพวก
เขา

(4) คือเราไดเ้ ปล่ียนสวนสองแหง่ ท่อี ุดมสมบรู ณเ์ ปน็ สวนสองแหง่ ท่แี ห้งแลง้ เป็นตน้ ไมพ้ ่มุ เลก็ ๆ
และผลของมันขม

อบู อับดิลลาฮฺ มฮุ ามัด อบิ นุ อิบรอฮีม อลั ฟิซารีย่ ์

ไม่ทราบปีท่ีเขาเกดิ แตเ่ ขาเสยี ชีวิตในมหานครแบกแดด เม่อื ปี ฮ.ศ.189 โดยประมาณ เขาสืบสกลุ
จากตระกูลเก่าแก่ทีม่ ีนิวาสถานอย่ใู นนครอัลกฟู ะฮฺ อริ ัก นักบรู พาคดี เดวดิ เบนเคอร่ี กลา่ วว่า :
อบู อบั ดลิ ลาฮฺ อัลฟิซารี่ย์ เร่ิมเกยี่ วข้องเป็นครั้งแรกกบั มหานครแบกแดด เมือ่ ปี ฮ.ศ.144 และค่อ
ลีฟะฮฺ อบู ญะอฺฟัร อัลมันซรู แหง่ ราชวงศ์อับบาซียะฮฺได้ยกยอ่ งและอปุ ถัมภ์เขาเป็นอย่างดี

อบู อับด้ิลลาฮฺ อลั ฟิซารย่ี ์ ไดเ้ ตบิ โตในครอบครวั แหง่ วิชาการ เขาศกึ ษากบั บิดาของเขาคือ อบูอสิ
หาก อิบรอฮมี อบิ นุ ฮะบบี อัลฟิซารี่ย์ ซ่งึ เสียชวี ิตในปี ฮ.ศ.160 บดิ าของเขาเป็นนักปราชญ์ผู้
ยง่ิ ใหญใ่ นภาควชิ าดาราศาสตร์ (astronomy) โดยมคี วามโดง่ ดงั เป็นอนั มากในวชิ าโหราศาสตร์
(astrology) และการทาปฏทิ ินประจาเดือน ในปี ฮ.ศ. 155 มีคณะทตู จากอินเดยี มาถึงนคร
แบกแดดพร้อมกบั ตารา สิทธันตะ (siddhanta) ซ่งึ เปน็ ตาราสาคญั ทร่ี วบรวมขอ้ มลู เกีย่ วกบั วิชา
ดาราศาสตร์ คอ่ ลีฟะห์ อบู ญะอฟฺ รั อลั มันซรู จงึ ทรงมีบัญชาให้ มฮุ ัมมดั อิบนุ อิบรอฮีม อัลฟซิ าร่ยี ์
แปลตาราเล่มนอี้ อกเปน็ ภาษาอาหรับ และแตง่ ตาราในทานองเดยี วกันโดยใหช้ ่ือวา่ ตารา “อัซซินดิ
ฮินดฺ อัลกะบีร” ตาราเลม่ นีเ้ ป็นแหล่งอา้ งองิ ขอ้ มูลทส่ี าคัญสาหรับผ้คู น้ ควา้ ในวิชาดาราศาสตร์
จนถึงรัชสมยั ค่อลีฟะห์ อัลมะอฺมนู แหง่ ราชวงศอ์ ับบาซยี ะห์

มฮุ ามดั อบิ นุ มูซา อลั ควุ าริซมย่ี ์ (ฮ.ศ.164-235) ไดศ้ ึกษาเจาะลกึ ตารา “อัซซนิ ดินฮนิ ดฯฺ ”
ของอลั ฟิซาร่ีย์ และอัลควุ ารซิ มย่ี ์กเ็ หน็ วา่ น่าท่ีจะสรปุ คัดย่อและตรวจทานตาราเลม่ นพ้ี ร้อมคดั
ตารางดวงดาวออกมาอยา่ งสรุปและแล้วตาราคัดย่อ

ของอัลคุวารซิ มี่ยก์ ็เข้ามาแทนทตี่ ารา“อัซซินดิฮนิ ดฯฺ ” ในเวลาตอ่ มา

นกั ประวัตศิ าสตร์ในแวดวงวิทยาศาสตร์ทดลองทราบกันดวี า่ เครอื่ งมือดาราศาสตร์ (Astrolabe)
ชน้ิ แรกในอิสลามเปน็ ผลงานของ มุฮามัด อบิ นุ

อิบรอฮีม อัลฟซิ าร่ีย์ และเขายังไดแ้ ตง่ ตาราคมู่ ือเพ่อื บอกถงึ วธิ ีการใช้งานเครอ่ื งมือดาราศาสตร์
โดยให้ชอ่ื ว่า “กติ าบุล อะมลั บลิ อสุ ตุรลาบ อลั มุ่ซตั เตาะฮฺ” อกี ด้วย แตม่ ีบางคนสบั สนระหว่างมฮุ า
มดั กบั อบิ รอฮมี ผู้เป็นบิดาในเรอ่ื งการประดษิ ฐ์ เครื่องมือดาราศาตร์ astrolabe ชิ้นแรกในอสิ ลาม
แต่ที่มีขอ้ มูลยืนยนั แนน่ อนคอื มฮุ ามดั อัลฟิซารย่ี ์ เป็นผู้ประดิษฐ์

มุฮามดั อิบนุ อิบรอฮีม อลั ฟิซารีย์ เป็นผูท้ ห่ี ลงใหลในวิชาดาราศาสตร์และแตง่ โคลง (กอ้ ซดี ะฮ)ฺ ใน
เรื่องดวงดาวซง่ึ เป็นท่กี ล่าวขานในหม่นู กั วชิ าการเสมอในวิชาดาราศาสตร์ ส่วนหนึ่งจากตาราท่ีมุฮา
มดั ได้แตง่ ข้ึนในวิชาดาราศาสตร์ ได้แก่ โคลงกลอนในวชิ าเก่ยี วกบั ดวงดาว, ตาราการคานวณ
สาหรบั การคล้อยของดวงอาทิตย์, ตาราปฏทิ ินดวงดาว, ตาราคมู่ อื การใชเ้ ครอื่ งมือดาราศาสตร์
แบบกลมและตาราค่มู อื การใชเ้ คร่อื งมอื ดาราศาสตร์แบบเรยี บแบน

กลา่ วโดยสรปุ มุฮามดั อิบนุ อิบรอฮมี อลั ฟซิ ารย่ี ์ คอื ผ้รู เิ รมิ่ เคลื่อนไหวการถา่ ยทอดขอ้ มลู ในวชิ า
ดาราศาสตรแ์ ละคณิตศาสตรจ์ ากแหลง่ อ้างองิ ตา่ งๆ โดยเฉพาะทีเ่ กย่ี วกบั อินเดยี เปน็ ภาษาอาหรับ
เป็นท่ีทราบกันวา่ มฮุ ามัด อัลฟซิ าร่ีย์ มคี วามชานาญในภาษาตา่ งดา้ ว โดยเฉพาะภาษาสันสกฤต
และเขายังทุ่มเทความพยายามอยา่ งย่งิ ยวดในแวดวงดาราศาสตร์ประยุกต์ โดยอาศัยการบนั ทึก
สถิติ การสังเกตด้วยประสาทสัมผัสสาหรับการดดู าว ซง่ึ ให้เหตุผลถงึ การโคจรของดวงดาวและเทห
วตั ถแุ ห่งฟากฟ้า การอธิบายอย่างเปน็ ระบบถึงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตรม์ ีผลอยา่ งใหญห่ ลวง
ในแวดวงของนกั วชิ าการอาหรบั มุสลิม ในเร่อื งนจ้ี ริงอยูท่ ่ีว่า คอ่ ลีฟะฮอฺ ลั มนั ซรู แหง่ ราชวงศอ์ บั บา
ซียะฮฺได้สนบั สนนุ อัลฟิซารี่ย์ และเหล่าสหายของเขาด้วยการประทานรางวลั อันมากมาย พวกเขา
จึงไดแ้ ปลตาราต่างๆ ซงึ่ ประชาชาติท้งั หลายไดท้ ิ้งไวเ้ ปน็ มรดกทางวชิ าการ น่ันมใิ ชเ่ พยี งอนิ เดยี
เท่านั้น แต่รวมถึงภาษากรีกและเปอร์เซียอีกด้วย พวกเขายังได้ปรับปรุง แก้ไขขอ้ ผดิ พลาดท่ีเกดิ ขนึ้
ในตาราเหลา่ น้ันและเพ่มิ เตมิ สาระสาคัญอนั เป็นแกน่ ในวิชาดาราศาสตรอ์ กี เช่นกัน

นูรุดดีน อลั บัฏรูญ่ยี ์ อบอู ิสหาก อัลอิชบีลยี่ ์

ไมท่ ราบแน่ชัดวา่ ปราชญ์ผู้น้ถี ือกาเนดิ และสิน้ ชีวิตเม่อื ใด แต่ยนื ยนั ไดว้ า่ เขาเป็นนักปราชญผ์ หู้ นึง่
ของตอนปลายศตวรรษที่ 6 แห่งฮจิ เราะฮศฺ กั ราช เดิมเขามาจากเมือง บัฏรจู ญฺ ์ ใกลก้ บั นคร
กุรฏบุ ะฮฺ (โคโดบาฮฺ-สเปน) แต่เขาใช้ชีวติ และเติบโตตลอดจนศกึ ษาเลา่ เรยี นในนครอชิ บีลียะฮฺ
(ซีวลิ ลา่ )อลั โดมลี ยี ์ ได้กล่าวว่า
“แทจ้ รงิ อบอู สิ หาก นูรุดดนี อลั บฏั รญู ยี ์ อัลอชิ บลี ยี ์ มคี วามโดง่ ดงั ยงิ่ กวา่ ญาบริ อบิ นุ อลั อฟั ละฮฺ
ในวิชาดาราศาสตร์ ทวา่ บรรดานกั เขียนตาราในดนิ แดนตะวนั ตกเกยี่ วกับวชิ าดาราศาสตรไ์ ดท้ าลาย
สทิ ธิอันชอบธรรมของเขาจนเสียสิน้
ชือ่ เสยี งของอัลบฏั รญู ีย์เป็นท่ีรู้จกั กนั ในนาม (Alpetragius) สาหรบั ชาวตะวันตก

อบอู ิสหาก อัลบฏั รญู ีย์ เปน็ ศิษย์ของนักปราชญผ์ ยู้ ่งิ ใหญน่ ามวา่ มฮุ ามดั อบิ นุ ฏฟุ ยั ล์ อัลอนั ดะลูซยี ์
(ฮ.ศ.550-581) ซ่ึงเลือ่ งลือในวชิ าแพทยศ์ าสตร์, ปรัชญาและการเมืองการปกครอง

ทฤษฎขี องอลั บฏั รญู ยี เ์ กย่ี วกับการโคจรของหมู่ดวงดาวซึง่ รู้จกั กนั ในหมชู่ าวตะวนั ตกวา่
(Alpetragius , theory of planetary motion) ได้ส่งอทิ ธพิ ลอยา่ งใหญห่ ลวงในแวดวงดารา
ศาสตร์ ทฤษฎีอนั ย่งิ ใหญ่น้ีไดส้ ่ันคลอนระบบดาราศาสตรข์ องปโตเลมี ซงึ่ ครอบงาความคิดของนกั
ดาราศาสตร์ในยุคน้ัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตารา “อลั ฮัยอะฮฺ” ของอลั บฏั รญู ีย์ มีบทบาทสาคัญ
อยา่ งย่ิงยวดในการจดุ ประกายข้อสงสยั เก่ียวกบั คาสอนของปโตเลมีในด้านดาราศาสตร์ ทาให้
นักวิชาการชาวตะวนั ตกได้ทาการแปลตาราท่สี าคญั เล่มนี้ในด้านดาราศาสตรอ์ อกเป็นภาษาต่างๆ
ของพวกเขา มิเชล สก็อต ไดแ้ ปลตารา “อลั ฮยั อะฮ”ฺ เปน็ ภาษาละติน ในปี ฮ.ศ.614 สว่ นมซู า

(โมเช่) เบน ติบฺบนู ได้แปลเป็นภาษาฮบิ รู ในปี ฮ.ศ.935 ในส่วนของมเิ ชล สก็อตน้ันถอื ได้ว่าเขาคอื
บคุ คลแรกที่นาเอาตารา “อัลฮยั อะฮฺ” ของอัลบฏั รญู ยี ์ เขา้ สู่โลกของคริสเตยี นในยโุ รป ทง้ั นีเ้ พราะ
มิเชลได้ศึกษาภาษาอาหรบั อยา่ งชานาญในนคร ฏุลยั ฏลุ ะฮฺ (โทเลโด) เมื่อปี ฮ.ศ.614

อลั โดมิลยี ์ ยงั ได้ระบุเพม่ิ เตมิ อกี วา่ อารค์ บิชอพ เบอรน์ าดนี บัลดี เดอ เออรบ์ โน่ (Bernardin Baldi
d-urbno) ชาวอิตาลี่ ซ่งึ มีชีวติ อย่ใู นระหวา่ งปี ฮ.ศ.960-1026 ถือว่า อลั บัฏรูญยี ์ เปน็ นกั
คณิตศาสตรผ์ โู้ ดดเด่นคนหนง่ึ ของโลก จากจดุ นี้

ท่านอารค์ บิชอพ ชาวอิตาลีผ่ ้นู ี้จึงได้วางนามช่ือของอลั บฏั รญู ีย์ เอาไวใ้ นทาเนยี บต้นๆ ของบรรดา
นกั ดาราศาสตร์ในตาราของทา่ นท่ีรวบรวมอตั ชีวประวตั ขิ องเหล่าผเู้ ลอื งนามท่วั โลกเอาไว้

ทฤษฎขี องอัลบฏั รูญยี ท์ างดา้ นดาราศาสตร์ไดม้ สี ว่ นขับเคลือ่ นใหเ้ กิดทฤษฎี (Eudoxus) ซงึ่ กาหนด
เกี่ยวกบั กลุ่มจกั ราศีทมี่ ศี ูนย์กลางรว่ มกนั

ซงึ่ กล่าวว่า “ระหว่างการโคจรของกลุม่ จกั ราศตี า่ งๆ ไปพรอ้ มๆ กับได้นาไปสูก่ ารปรากฏเส้นโคจร
เดยี วเท่าน้นั ของกลุ่มจกั ราศีแตล่ ะกลุ่ม”

สังเกตไดว้ ่า อัลบัฏรญู ีย์ ได้ปฏิเสธทฤษฎขี องปโตเลมีโดยสิ้นเชงิ และเขาไดช้ แ้ี นะวา่ ควรกลบั ไป
พิจารณาระบบของอรสิ โตเติ้ลทก่ี ลา่ วถึงศนู ย์กลางของจักราศที งั้ หมด และอัลบัฏรญู ียย์ งั เป็น
เจ้าของทฤษฎรี ูปทรงหอยโข่งของจกั ราศอี ีกด้วย

อลั บัฏรญู ีย์ มีชื่อเสยี งเล่อื งลือท้ังในหมูข่ องชาวครสิ เตยี นและชาวยิว เน่ืองจากเขาเป็นผูเ้ ดยี วท่ี
สามารถสรา้ งความสน่ั คลอนตอ่ สานักความคิดทางดาราศาตรข์ องปโตเลมี ซึ่งนัน่ เป็นเพราะความ
เจนจัดและความชานาญการอย่างเอกอขุ องเขาในวชิ าดาราศาสตร์และคณติ ศาสตร์ควบคู่กนั น่ันเอง

มูซา อบิ นุ ชากิรฺ

มีชีวิตอยใู่ นรัชสมัยคอ่ ลฟี ะฮฺ อัลมะอฺมนู แหง่ ราชวงศ์ อบั บาซียะฮฺ
(คริสตศ์ ตวรรษท่ี 9) ในมหานครแบกแดด เขาใหค้ วามสนใจต่อเรอ่ื งราวทางดาราศาสตรใ์ นราช
สานกั ของ อัลมะอมฺ ูน ซงึ่ เป็นชว่ งเวลาระหวา่ งปี ค.ศ.814-833 และกลายเปน็ โหราจารยค์ นสาคัญ
ทมี่ ีความใกลช้ ิดกบั อลั มะอมฺ ูนมูซา อบิ นุ ชากริ ฺ ไดพ้ ยายามทุ่มเทในการศกึ ษาดาราศาสตร์จนมี

ความชานาญ และแตง่ ปฏิทนิ ดวงดาวเปน็ จานวนมาก ช่อื เสียงของเขาเป็นทเี่ ล่ืองลือในหมู่ผู้คนร่วม
สมยั ในศาสตรแ์ ขนงน้ี

คอ่ ลีฟะฮฺ อลั มะอมฺ ูน ไดส้ ่ง มซู า อบิ นุ ชากริ ฺ พร้อมดว้ ยคณะไปยังทะเลทราย ซินญารฺ ของอิรกั
เพ่ือวดั ระยะทาง ซ่ึงตรงกับเส้นแวง (Longitude) ซึ่งเพียงพอสาหรับการวดั รปู รา่ งและเน้อื ที่ของ
โลกตามวิชา geodesy เมื่อถูกคานวณด้วยจานวน 360 หลงั จากทาการการคานวณอยา่ งยาวนาน
และละเอยี ดลออ คณะของ มซู า อบิ นุ ชากริ ก็ไดผ้ ลการคานวณระยะทางเทา่ กับ 2/663 ไมล์
อาหรับ

(1ไมล์อาหรบั =1973.2 เมตร) ผลการคานวณนี้ เทา่ กบั 47,356 กิโลเมตร สาหรับเสน้ ทรอปิค
(tropic) คอื เส้นขวางหา่ งจากเสน้ ศนู ย์สูตรของโลก

23 องศา 27 ลิปดา - ซง่ึ ผลการคานวณนีใ้ กล้เคยี งกับขอ้ เท็จจริงท่วี า่ เสน้ ทรอปิคของโลกจริง
เท่ากบั 40,000 กิโลเมตรโดยประมาณ

มซู า อบิ นุ ชากิรฺ ได้เสียชวี ติ เมอ่ื อายุยงั ไม่มาก และลกู ชายท้งั 3 คน คอื มฮุ ามดั , อะฮมฺ ัด และ
ฮะซนั ยงั คงเปน็ เด็กทีเ่ ยาวว์ ยั คอ่ ลฟี ะฮฺ อลั มะอมฺ ูน จงึ ไดท้ รงอุปถัมภเ์ ลี้ยงดูพวกเขาเปน็ อย่างดี
และให้การศึกษาแก่ทงั้ 3 คน จนกระทั่งลูกชายคนโต คือ มฮุ ามัด กลายเปน็ ผู้มบี ทบาทสาคัญใน
ด้านการเมอื งการปกครอง และแทนที่บดิ าของตนในการถวายงานแก่ค่อลฟี ะฮฺ อลั มะอมฺ ูน จรงิ ๆ
แล้ว มุฮามัด อิบนุ มซู า อิบนิ ชากิร มใิ ชน่ กั การปกครองเพยี งเทา่ นัน้ หากแตว่ ่าเขายงั เปน็ นกั
คณติ ศาสตรร์ ะดบั แนวหนา้ และให้ความสนใจในด้านอตุ ุนยิ มวทิ ยาและการประดิษฐท์ างกลศาสตร์
อีกดว้ ย

ในตอนเรมิ่ แรก ลกู ๆ ของ มูซา อิบนุ ชากริ ได้ใหค้ วามสนใจในการแปลตาราทางดา้ นดาราศาสตร,์
กลศาสตร์ และคณติ ศาสตร์ จากภาษาตา่ งๆ เป็นภาษาอาหรับ จนกระทง่ั ค่อลีฟะฮฺ อัลมะอฺมูน ได้
แตง่ ตัง้ ให้พวกเขาดูแลรับผิดชอบกองแปลตาราของราชบณั ฑติ ยสถาน (บยั ตุล้ ฮกิ มะฮ)ฺ ลกู ๆ

ของมซู า อบิ นุ ชากริ ได้คดั เลอื กนกั แปลและสาขาวิชาทจี่ าเปน็ ตอ้ งแปล ส่วนหน่งึ จากนักแปลผู้
ย่ิงใหญท่ ถ่ี ูกคดั เลือก

ฮะบีบ อบิ นุ อสิ ฮาก และ ซาบติ อบิ นุ กุรเราะฮฺ เปน็ ตน้

พวกเขายังไดท้ ่มุ เทในการเสาะหาเอกสารขอ้ เขียนทางวิชาการเพื่อทาการแปล

ด้วยเหตุน้ี มุฮามดั อบิ นุ มูซา จงึ ได้เดินทางไปยงั ดนิ แดนต่างๆ เพ่อื เสาะหาและรวบรวมเอกสาร
ขอ้ เขียนในทุกสาขาวิชา โดยเฉพาะตาราในภาควิชากลศาสตร,์ ดาราศาสตร์, ปรชั ญา, การแพทย,์
และเภสชั ศาสตร์

ลกู ๆ ของมซู า อบิ นุ ชากริ ไดส้ ร้างหอดูดาวข้ึนในบ้านของพวกเขา ซ่ึงตั้งอย่ใู กล้เคยี งกับเขต

อัรรอ่ ซอฟะฮฺ ในมหานครแบกแดด หอดูดาวแหง่ นี้มีอปุ กรณ์ทางดาราศาสตร์ขนาดใหญ่มหมึ าท่ี
หมุนไดด้ ว้ ยพลังแรงดนั น้า พวกเขาไดบ้ รรลุผลลพั ธอ์ ย่างนา่ ทง่ึ จนกลายเปน็ ข้อมูลอา้ งอิงทีส่ าคญั ใน
ภาควชิ าดาราศาสตร์ พวกเขายงั ใหค้ วามสนใจต่อวชิ ากลศาสตร์ (Mechanics) และค้นคว้าในเรือ่ ง
กลไกและการประกอบเครอื่ งจกั ร พรอ้ มกับแต่งตารากลศาสตร์ ซ่งึ รวบรวมแบบของเคร่อื งจกั ร
มากกว่าร้อยชนิด ถือกันว่าตาราเลม่ นเ้ี ปน็ ตาราเล่มแรกที่ค้นควา้ วิจัยในเรอื่ งการประกอบ
เคร่อื งจักรกล

ลูกๆ ของมซู า อบิ นุ ชากริ ถอื วา่ ธาราศาสตร์ (Hydraulics) เป็นส่วนหนึ่งของภาควชิ ากลศาสตร์
(Mechanics) ด้วยเหตนุ ้ีพวกเราจึงพบว่าพวกเขาไดป้ ระดษิ ฐ์คิดค้นอปุ กรณต์ า่ งๆ ท่ชี ่วยในการส่ง
น้าข้ึนสทู่ สี่ ูง เช่น หออะซาน, หอประภาคาร, ป้อมปราการ และดาดฟา้ ของบา้ นพกั อาศยั เป็นตน้

ในสว่ นของอะฮมฺ ัด อิบนุ ชากริ ได้ประดิษฐเ์ คร่ืองมือทางการเกษตรทจ่ี ะสง่ เสยี งดังออกมาแบบ
ออโตเมตกิ เมอื่ น้าทถ่ี ูกส่งเขา้ สระกักเกบ็ นา้ เพ่ือการเกษตรถึงระดบั ที่กาหนดเอาไว้ การเกษตรกรรม
ในยคุ น้ัน จงึ เจริญรดุ หน้าเป็นอนั มาก พวกเขายังได้ศกึ ษาเรื่องจดุ รวมน้าหนกั หรอื ศนู ย์ถว่ ง (center
of gravity) วชิ านจ้ี ะเก่ียวกบั วิธกี ารหาผลลพั ธข์ องน้าหนักของวตั ถทุ ีถ่ กู แบกและพวกเขายังได้
เขียนงานวจิ ยั เป็นอันมากในเร่อื งนี้ ซ่งึ บ่งชว้ี า่ พวกเขามีความชานาญการอยา่ งยาวนานในภาควิชานี้

ลกู ๆ ของมซู า อิบนุ ชากิร ไดค้ ้นพบวิธีการใหม่สาหรบั การวาดรปู ทรงวงรี (รูปไข)่ Elliptical โดย
ฝงั เข็ม 2 อัน ในจดุ 2 จดุ และเอาเสน้ ดา้ ยทย่ี าวกว่าระยะจุด 2 จุด เป็น 2 เทา่ แลว้ ผูกปลาย
เสน้ ดา้ ยทั้งสองเปน็ ปม แลว้ วางเสน้ ดา้ ยรอบเขม็ 2 อันนัน้ และสอดดินสอเขา้ ไปในเส้นดา้ ย ขณะท่ี
หมนุ ดินสอเป็นวงก็จะเกิดเป็นรูปทรงวงรี (รูปไข่) ออกมา เรียกจดุ 2 จดุ น้ีวา่ “จุดรวมทั้งสองหรือ
โฟกัส (focus, focal point) 2 จดุ ของรูปวงรี” จรงิ ๆ แล้ว มซู า อิบนุ ชากริ ได้ทาให้บ้านของตน
เป็นมหาวทิ ยาลยั และลกู ๆ ของเขากค็ อื นกั ศึกษาผปู้ ราชญ์เปรือ่ ง เราจึงพบวา่ มฮุ ามดั ลกู ชายคน
โต ได้รบั ชือ่ เสยี งเป็นอันมากในสาขาการเมืองการปกครอง, วิชาดาราศาสตร์, คณติ ศาสตร์,
ปรชั ญาและการแพทย์ รวมถงึ การมสี ่วนรว่ มของเขาในภาควชิ ากลศาสตร์ เขาเปน็ ท่ีรู้จกั กนั ในนาม
“ฮะกมี (ปราชญ์) แหง่ ตระกูลมซู า” ในขณะที่ อะฮมฺ ัด ซึ่งเป็นลกู ชายคนกลางให้ความสนใจในการ
สร้างผลงานเชิงวิทยาศาสตรป์ ระยุกตแ์ ละเครือ่ งไมเ้ คร่อื งมอื จักรกลส่วนอลั ฮะซัน เขากลายเป็น

ผนู้ าแห่งยคุ ในภาควิชาเรขาคณิต และสามารถไขปัญหาทีซ่ บั ซอ้ นให้กับผคู้ นรว่ มสมัย จนกระทง่ั
เปน็ ท่โี ปรดปรานของคอ่ ลีฟะฮฺ อัลมะอฺมูน

กล่าวโดยสรุป ลกู ๆ ของมซู า อิบนุ ชากริ ไดป้ ระดิษฐ์คิดค้นสิ่งท่เี ปน็ ประโยชน์มากมาย อาทิเช่น
ทฤษฎกี ารสร้างนา้ พ,ุ นาฬกิ าทองเหลอื ง และเคร่อื งมือจกั รกล ซึ่งถูกใช้ในวิชาดาราศาสตร์,เคร่ือง
เล่นของเดก็ และอปุ กรณภ์ ายในบ้าน การประดษิ ฐค์ ิดค้นของลูกๆ ของมซู า อิบนุ ชากิร ไดม้ อบ
ความคดิ ใหมๆ่ ทางเทคโนโลยี เป็นเร่ืองนา่ เศร้าจริงๆ ทีว่ ่า นกั วทิ ยาศาสตรต์ ะวนั ตกได้เผยแพร่
ความคิดทหี่ ลอกลวงและเปน็ เท็จ นัน่ คือ การอา้ งวา่ ชาวอาหรบั -มสุ ลมิ ให้ความสนใจเปน็ การ
เฉพาะกับภาควชิ ามนษุ ยศาสตร์ (humanities) โดยละเลยภาควิชาเกีย่ วกบั ทฤษฎี
(theoretically) และวิทยาศาสตรป์ ระยุกต์ (applied science) ผลงานของตระกูลมซู า อิบนุ

ชากิร ท่ไี ดน้ าเสนอเอาไวน้ ้ัน ได้หกั ล้างคากล่าวอา้ งนน้ั โดยสิน้ เชงิ

อบิ นุ ฮัมซะฮฺ อลั มฆั ริบ่ีย์

เปน็ นกั วิชาการในชว่ งคริสตศ์ ตวรรษท่ี 16 ทีม่ ีความเจนจัดในวชิ าคานวณ ไม่ทราบปีทเี่ กดิ และปที ่ี
เขาเสียชวี ติ เขามีเชอ้ื สายแอลจีเรยี และใชช้ ีวิตช่วงหนงึ่ ในนครอสิ ตนั บลู โดยศกึ ษาและเปน็ ครสู อน
คณติ ศาสตร์ เขาพดู ภาษาตรุ กี (เตอรก์ ชิ ) ได้ดี จนแต่งตาราภาษาตุรกีท่ีโด่งดังของเขาทชี่ ่ือ “ตฮุ ฺ
ฟะฮฺ อัลอะอฺดาด ลซิ ะวี อรั รชุ ฺดิ วัซซะดา๊ ด” นักบูรพาคดบี างคนแสรง้ ทาเป็นไมร่ ูถ้ ึงผลงานทาง
วิชาการของอบิ นุ ฮมั ซะฮฺ อัลมฆั รบิ ่ยี ์ เพราะนัน่ จะทาให้พวกเขาจาตอ้ งนาเสนอการมีส่วนร่วมอยา่ ง
สาคญั ยง่ิ ของ อิบนุ ฮัมซะฮฺ อัลมฆั ริบย่ี ใ์ นวชิ า Logarithm ซ่ึงพวกเขาไมป่ รารถนาเชน่ นน้ั พวกเขา
ยนื กรานว่า นาบแิ อร์ ชาวสก็อตแลนด์ คอื ผู้คดิ ค้นที่แทจ้ ริงของวชิ า Logarithm และปฏเิ สธ
บทบาทของอบิ นุ ฮัมซะฮฺ อลั มฆั รบิ ยี่ โ์ ดยสนิ้ เชิง ท้ังๆ ทเี่ ขาคือผวู้ างศลิ ากอ้ นแรกๆ ของวชิ าน้ี พวก
นกั บรู พาคดีรดู้ แี ก่ใจว่าวชิ า Logarithm เป็นเนอ้ื หาสาคญั มากๆ ในวิชาคณติ ศาสตร์ ด้วยเหตนุ ้พี วก
เขาจึงไม่เห็นวา่ เป็นผลดแี ต่อยา่ งใดในการยอมรบั ถึงส่งิ ท่นี ักวิชาการชาวอาหรับมสุ ลมิ ได้นาเสนอ
เอาไว้เก่ยี วกบั เร่อื งน้ี

อบิ นุ ฮัมซะฮฺ อัลมฆั ริบย่ี เ์ ป็นทีร่ ู้จักกันว่ามคี วามโปร่งใสทางวิชาการ เขาจะอา้ งและระบุถึง
นกั วชิ าการทเ่ี ขาถ่ายทอดตลอดจนยอมรบั ถงึ คุณปู การของนักวชิ าการเหลา่ น้นั ซง่ึ เขาอาศัยขอ้ มลู
และทฤษฎีในการค้นพบวชิ า Logarithm

ตารา “ตุฮฺฟะตุล้ อะอฺดา๊ ดฯ” ของอบิ นุ ฮัมซะฮฺ นับเปน็ ตาราอา้ งอิงสาคญั ในวชิ าคานวณ ทัง้ น้ี
เพราะเขาใช้วธิ กี ารแบบใหมใ่ นการแบง่ บทตา่ งๆ ของตาราเลม่ น้ี และคน้ ควา้ ปญั หาในวชิ าคานวณ
ซงึ่ ผูค้ นในทกุ วันนย้ี ังคงใชก้ ันอยู่ อีกทั้งยงั ไดน้ าเสนอปญั หาตา่ งๆ ที่เกีย่ วกับพื้นที่และขนาดหรอื
ปรมิ าตร

ในปจั จบุ ัน ความคิดทวี่ า่ อบิ นุ ฮมั ซะฮฺ อลั มฆั ริบ่ีย์ ไดศ้ ึกษาความสมั พันธร์ ะหว่างตวั เลขและ
เรขาคณิต ซึ่งนาไปส่กู ารค้นพบวชิ า Logarithm เป็นความคิดทช่ี ดั เจนตอ่ หนา้ นกั ประวัตศิ าสตรใ์ น
ภาควชิ าคณติ ศาสตรแ์ ละนาบแิ อร์นั้นมีสว่ นสาคัญในการพัฒนาวชิ าแขนงนี้ และนาบิแอรก์ บั เฮนร่ี
บรอกซ์ ชาวองั กฤษ ท้งั สองคนคอื ผแู้ รกท่ีวางตารางในวชิ า Logarithm

มคี วามคลาดเคลือ่ นในหม่ผู ู้คนว่า รากศัพทอ์ นั เป็นทีม่ าของคา A Logarithm นน้ั มาจากคาว่า
Alguarisms คือ อัลคุวารซิ ม่ียาตฺ ซงึ่ อ้างถงึ มฮุ ามัด อิบนุ มูซา อลั คุวาริซมฺ ีย่ ์ นกั ปราชญ์มสุ ลมิ ผู้
ย่ิงใหญ่ โดยเขา้ ใจกนั วา่ อัลคุวาริซฺมีย่ ์ เป็นนักวิชาการคนแรกที่มผี ลงานในเร่อื งน้ี ทัง้ ๆ ที่
ข้อเท็จจรงิ นนั้ ปรากฏวา่ อัลควุ ารซิ ฺม่ียไ์ ม่เคยมสี ่วนรว่ มในเร่อื งนแี้ ตอ่ ยา่ งใด และถ้าหากคาวา่
Logarithm ถกู นาเอามาจากชอื่ ของอัลคุวารซิ ฺมี่ยจ์ ริง ผ้ทู มี่ บี ทบาทสาคญั ในวิชา Logarithm นน้ั
คอื ซนิ าน อลั ฮาซบิ , อบิ นุยนู สุ อัซซ่อดะฟี่ย์, อบิ นุ ฮัมซะฮฺ อัลมัฆริบีย่ ์, นาบแิ อร์ และบรอกซ์
วัลลอฮอุ ะอฺลมั

กุสฏอ บนิ ลูกอ (ลูกา) อัลบะอลฺ ะบะกีย์

เราไมท่ ราบแนช่ ัดวา่ เกิดเมื่อใด แตเ่ ขาเสยี ชีวติ ในแคว้นอาร์เมเนยี
เม่ือปี ฮ.ศ.300 เขาเปน็ พลเมอื งชาม (ซเี รีย) ถอื ในศาสนาคริสต์ มเี ชอ้ื สายกรกี ชอ่ื เสยี งของเขาเป็น
ที่เลื่องลอื ในรัชสมยั ค่อลฟี ะฮฺ อลั มกุ ตะดริ บิลลาฮฺ แห่งราชวงศอ์ ับบาซยี ะฮฺ ซงึ่ ส้ินพระชนมใ์ นปี
ฮ.ศ.320 และครองอานาจระหวา่ งปี ฮ.ศ.295-296

กสุ ฏอ มคี วามชานาญในภาษากรีก, ซรุ ยานยี ะฮแฺ ละภาษาอาหรับ ส่วนหนึ่งจากตาราภาษากรกี ซ่งึ
กสุ ฏอไดแ้ ปลเปน็ ภาษาอาหรบั ไดแ้ ก่ ตารา Autolycus, ตารา Aristarchus, ตารา Theodoius,
ตารา Heron, ตารา Hypsicles และตารา Diophantus เป็นตน้ ตาราทกี่ ุสฏอได้แปลน้นั ยังรวมถึง
ตาราในสาขาวิชาธรรมชาติวทิ ยา โดยเฉพาะตาราการแพทยซ์ ง่ึ มเี ปน็ จานวนมาก

กสุ ฏอ บิน ลกู อ อัลบะอฺละบะกยี ์ได้ใหค้ วามสนใจในเรอ่ื งมาตรานา้ หนกั และการช่ังตวง จนกระท่ัง
มาตรฐานการชั่งตวงของชาวอาหรบั มีความแม่นยาเป็นอยา่ งมาก โดยมคี วามคลาดเคลือ่ นนอ้ ยกวา่
4/1,000 สว่ นจากวัตถุหน่ึงชิน้ เร่ืองน้ปี รากฏอยู่ในหนงั สือของเขาท่ีชื่อ “อลั เอาซาน-วลั มะกายีล”

ในสว่ นตาราทีก่ ุสฏอ บนิ ลกู อ อัลบะอฺละบะกียไ์ ด้แต่งนัน้ มเี ปน็ จานวนมาก

อาทเิ ช่น

1. ตาราวา่ ดว้ ยสว่ นที่ไมส่ ามารถแบ่งได้

2. ตาราว่าดว้ ยการแบ่งระหว่างสัตวท์ ี่พดู ไดก้ ับสตั ว์ท่ีพูดไมไ่ ด้

3. ตารารปู ทรงกลม
4. ตาราดาราศาสตร์
5. ตาราว่าดว้ ยแวน่ ขยาย
6. ตาราบทนาในวิชาตรรกวทิ ยา
7. ตารา “มารยาทหรือจรรยาบรรณนกั ปรัชญา”
8. ตาราหลักมลู ฐานเรขาคณิต เป็นตน้

อา้ งองิ

นักวทิ ยาศาสตร์อสิ ลาม. คน้ เมื่อวนั ท่ี 15 กุมภาพันธ์ 2563,

https://sites.google.com/site/kitabjawistudy/home/prawatisastr/nak-withyasastr-xislam




Click to View FlipBook Version