The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สมชาย วงศ์เขียว, 2021-01-26 22:09:41

โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทร02006

สื่อการเรียนวิชาเลือก



คํานาํ

ศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอําเภอเกาะกูด ไดรวบรวม
เนื้อหา ความรู เพ่ือจัดทําสื่อการเรียนรู รายวิชาโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู
ทร02006 จากหนังสือเรียนของสํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย ท่ีไดดําเนินการจัดทําหนังสือเรียนรายวิชาเลือกข้ึน เพ่ือใชในการเรียนการ
สอนหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 โดยมี
วัตถุประสงคในการพัฒนาผูเรียนใหมีความรูความเขาใจ ทักษะและเจตคติที่ดีตอการ
เรียนรดู วยตนเอง ในรายวิชาเลือกโครงงานเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู

การดําเนินการจัดสื่อการเรียนรูคร้ังนี้ ไดรับความรวมมืออยางดีจากคณะครู
และผูเกี่ยวของ เพื่อใหไดส่ือท่ีสอดคลองกับหลักสูตรและเปนประโยชนตอผูเรียน
และขอขอบคุณสํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
มา ณ โอกาสน้ี

หวังวาสื่อการเรียนรูฉบับน้ีจะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนของครู
ผจู ัดการเรียนรูตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด ศูนยการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอําเภอเกาะกูด สํานักงาน กศน.จังหวัดตราด ขอนอมรับไว
ดว ยความขอบคณุ ยงิ่



สารบัญ

คาํ นาํ ............................................................................................................................... หนา
สารบัญ...........................................................................................................................
บทท่ี 1 ความรูเบือ้ งตนเกยี่ วกับการทาํ โครงงาน...........................................................

เร่อื งท่ี 1 ความหมายของโครงงาน.....................................................................
เรอ่ื งที่ 2 ประเภทของโครงงาน..........................................................................
เรอ่ื งท่ี 3 ประโยชนข องการทาํ โครงงาน.............................................................
บทที่ 2 ขัน้ ตอนและกระบวนการเรยี นรูโดยการทําโครงงาน.........................................
เรอ่ื งที่ 1 วิเคราะหหลักสูตรเพื่อหวั ขอรายงาน...................................................
เรอ่ื งที่ 2 ลกั ษณะของโครงงานท่ีด.ี ....................................................................
เรื่องที่ 3 สวนประกอบของโครงงาน..................................................................
เรือ่ งท่ี 4 การเขยี นแผนปฏบิ ตั ิงานโครงงาน.......................................................
เรอ่ื งที่ 5 การเขียนผลการปฏิบัติงาน.................................................................
บทที่ 3 การเขยี นรายงานผลการดาํ เนนิ โครงงาน..........................................................
เรื่องท่ี 1 การเขยี นรายงานผลการดําเนินโครงงาน.............................................
ผจู ัดทํา............................................................................................................................

1

บทท่ี 1 ความรเู บ้อื งตน เกยี่ วกบั โครงงาน

>>สาระสาํ คญั

โครงงานเปนกิจกรรมการเรียนรูซ่ึงเปนสวนหน่ึงของสาระการเรียนรูท่ีมี
กระบวนการทํางานอยา งมีระบบเปน แผนท่ีชดั เจนผลงานตองสอดคลองกบั หลกั สูตร
และวัตถุประสงคท่ีกําหนดไวในรายละเอียดโรงงานรวมทั้งตองสามารถนําไปใชได
จริง

>>ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวงั

เพ่ือใหผ ูเ รียนอธิบายความหมายและมีความรเู บ้อื งตนเกีย่ วกบั โครงงาน

>>ขอบข่ายเนอ้ื หา

เรือ่ งที่ 1 ความหมายของโครงงาน
เรือ่ งที่ 2 ประเภทของโครงงาน
เรื่องที่ 3 ประโยชนของการทาํ โครงงาน

.

2

>>เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายของโครงงาน

โครงงาน (Project Approach) คือกิจกรรมท่ีเปดโอกาสใหผูเรียนไดทําการศึกษาคนควา
และฝกปฏิบัติดวยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรหรือกระบวนการอ่ืน ๆ ไปใชในการศึกษาหาคําตอบ โดยมีครูผูสอนคอยกระตุน
แนะนําและใหคําปรึกษาแกผูเรียนอยางใกลชิด ตั้งแตการเลือกหัวขอท่ีจะศึกษาคนฟาดําเนินงาน
ตามแผน กาํ หนดข้ันตอนการดาํ เนนิ งานและการนาํ เสนอผลงาน ซง่ึ อาจทําเปนบุคคลหรอื เปนกลมุ

โครงงาน คือ การศึกษาคน ควาเกย่ี วกับสิง่ ใดสิ่งหนึง่ หรอื หลาย ๆ สิ่งที่อยากรูคําตอบใหลกึ ซ้ึง
หรอื เรยี นรใู นเรอื่ งน้นั ๆ ใหมากข้ึน โดยใชกระบวนการวิธีการศึกษาอยา งมรี ะบบ เปน ข้ันตอนในการ
วางแผนในการศึกษาอยา งละเอยี ด ปฏิบัตติ ามแผนท่ีวางไวจ นไดข อสรุปทีเ่ ปน คาํ ตอบในเรื่องน้ัน ๆ

ลกั ษณะผลงานของโครงงานโดยพื้นฐาน ตอ งสอดคลองกับหลักสูตรเน่อื งจากโรงงานเปนสวน
หน่ึงของกิจกรรมการเรียนรูในสาระการเรียนรู นอกจากน้ีโครงงานยังตองสอดคลองกับจุดมุงหมาย
ตามหลักเกณฑและวิธีการการจัดการศึกษานอกโรงเรียน หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศกึ ษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ท่ีมงุ สง เสริมศักยภาพดานการเรยี นรูใหแกผเู รียน ไดมีโอกาส
ฝก ทักษะการอาน คิดวิเคราะห และเขียนรวมถึงการมีโอกาสไดเลือกท่ีจะเรียนรูในสิ่งท่ีผูเรียนชอบ
หรือถนัด ซึ่งจะสงผลใหผูเรียนเกิดแรงจูงใจใฝสัมฤทธ์ิและเกิดความพยายามท่ีจะทําโครงงานใหมี
คุณคา มากท่สี ดุ ตามลักษณะของโครงงานที่ดี ดังแสดงในรปู ผังมโนทศั น (Mind Mapping) ตอ ไปน้ี

เลือกทําตามความสนใจ

สามารถนําไปใชไ ดจรงิ ลักษณะของ เปนการศึกษาเชิงลึก
ความคิดสรางสรรค โครงงานทดี่ ี สอดคลองกับหลกั สตู ร

เปนเร่อื งทส่ี าํ คัญและนา สนใจ

3

>>เรอื่ งท่ี 2 ประเภทของโครงงาน

ประเภทของโครงงานโดยทวั่ ไปแบง ออกเปน 4 ประเภทคือ
1. โครงงานประเภทศกึ ษาและทดลอง เปนการศกึ ษาเรียนรเู พือ่ เปรียบเทียบและพิสูจนขอเท็จดี

ตามทฤษฎีและหลักการทางวิชาการ โดยต้ังอยูบนพ้ืนฐานของสมมติฐานวาผลท่ีเกิดข้ึนจากการ
ทดลองจะนําไปสกู ารพัฒนา เพ่มิ คณุ คา และประโยชนใหก บั ส่งิ นั้นหรอื เกิดประโยชนดา นการตัดสนิ ใจ
ท่ีถกู ตองโดยไมประสบกบั ภาวะเส่ียง ตัวอยางเชนโครงงานศึกษาเปรยี บเทยี บคุณภาพน้ําผึ้งทเ่ี กดิ จาก
ผึ้งที่เลี้ยงดวยน้ําเช่ือมกับนํ้าหวานจากเกสรดอกไม โครงงานศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความแตกตาง
ประเทศโอมานการออกไขข องไกไขใ นโรงเรือนที่มีเสยี งเพลงจังหวะแผวเบากบั จงั หวะรนุ แรง

2. โครงงานประเภทการสํารวจ เปนการศึกษาเรียนรเู พ่อื การเก็บ และรวบรวมขอมูลแลวนําผล
ดงั กลาวมาวเิ คราะห จําแนกหมวดหมู แลว นําเสนอผเู กี่ยวของนําไปพัฒนาเพือ่ นาํ ไปสูการแกปญหา
หรือหาแนวทางการพัฒนา หรือตามจุดประสงคของผูสํารวจ ตัวอยางเชนโครงงานรวบรวม
วรรณกรรมพ้ืนบาน โครงงานสํารวจพฤติกรรมการสูบบุหร่ีของผูเรียน โครงงานสํารวจการตองการ
รบั การแกไขดา นการออกเสียงคาํ ควบกลาํ้ ของผเู รยี น

3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ เปนการศึกษาเรียนรูเพื่อสรางช้ินงานใหมีประสิทธิภาพ
เพียงพอตอ การนําไปใชป ระโยชนใ น 2 ลักษณะดังน้ี

3.1 ชิน้ งานสามารถถายทอดความรูใหผอู น่ื เกิดการเรยี นรไู ดด วยตัวของช้ินงานเองโดยไมตอ งมี
ผูอธิบายแทน หรอื กลา วอีกนยั หน่ึงกค็ ือ ชนิ้ งานประเภทน้เี ปนช้ินงานท่ีเปรยี บเสมือนผูถา ยทอดความรู
เพราะองคค วามรูท่ีปรากฏในช้ินงานมีความละเอียด ชัดเจน และมกี ารนําเสนอท่ีดีดว ยตัวของชิ้นงาน
เอง ตัวอยางเชนโครงงานจัดทําบัตรคําสุภาพ โครงงานหองหัวใจใหความรู โครงงานบานคําศัพท
โครงงานแบบจําลองเกษตรทฤษฎีใหม

3.2 ช้ินงานท่ีนําไปใชไ ดจริง หรือกลา วอีกนยั หนง่ึ ก็คือ เราสรางชิ้นงานข้นึ เพื่อประโยชนการ
ใชสอยหากนําไปใชเพื่อในชีวิตประจําวันเพื่อการประกอบอาชีพ เพื่ออํานวยความสะดวกในบาน
ตัวอยางเชนโรงงานจัดทําเครื่องดักยุงรีไซเคิล โครงงานแบบทําเตาอเนกประสงคจากดินเหนียวเปน
งานประจําเครื่องปม ลมสารพดั ประโยชน

4. โครงงานประเภทพฒั นาผลงาน เปนการศึกษาเรียนรูเพ่ือพัฒนาผลงานเดิมที่มีอยูแลวไมมี
ประโยชนมคี ุณคาหรือมปี ระสิทธภิ าพมากย่ิงข้ึนแบงออกเปน 2 ลกั ษณะดังนี้

4.1 การพัฒนาโครงงานเดิมที่ผูเรียนรุนกอนไดทําไว โดยอาจทําตามขอเสนอแนะท่ีปรากฏ
อยูในเอกสารรายงานผลการดําเนินงาน เชนใหทําบัตรคําสุภาพท่ีใชประจํา ในสถานการณอ่ืน
นอกเหนือจากงานช้ินเดิม หรือพิจารณาหาวิธีการพัฒนาใหโครงงานเดิมนั้นมีความสมบูรณมากขึ้นก็
ไดเชน ชิ้นงานเดิมของโครงงานจัดทําบัตรคําสุภาพมีแตตัวอักษร อาจพัฒนาดวยการนํารูปภาพมา
ประกอบเพ่ือเสริมคําอธิบายใหมคี วามชดั เจนมากขึ้น อกี ทั้งยังเพม่ิ คณุ คา ทําใหบ ตั รคํามีความนาสนใจ
มากขนึ้ หรอื ไมก อ็ าจปรบั หรอื เพิ่มคําสภุ าพใหส อดคลองกับยุคสมยั กไ็ ด

4
4.2 การพัฒนาช้ินงานเดิมท่ีมีอยูแลวในทองถิ่นหรือชุมชน ซึ่งบังเอิญมีความสอดคลองสาระ
การเรียนรูวิชาที่ทําโครงงาน ผูเรียนสามารถพัฒนาชิ้นงานนั้นไมมีคุณคาหรือประโยชนมากขึ้นจาก
เดิมดวยการนําทฤษฎี และหลักการทางวชิ าการของสาระการเรียนรูวิชามาประยุกตใ ช เชนโครงงาน
พัฒนาพจนานุกรมภาษาถิ่น โครงงานจัดทําภาพประกอบวรรณกรรมพ้ืนบาน พัฒนาครกกระเด่ือง
ซ่ึงเปนชิ้นงานที่มีผูรวบรวมไวอยูกอนแลวในพิพิธภัณฑของหมูบาน ซึ่งสามารถพัฒนาใหสมบูรณ
ย่งิ ขน้ึ ไดอกี หากผเู รียนประสงคจ ะพัฒนาชิ้นงานประเภทน้ี ผูเรยี นตองอธิบายความแตกตางระหวาง
สภาพชิ้นงานเดิมกบั ช้ินงานใหม ภายหลังที่ไดร ับการพฒั นาดวยวิธีการของผเู รียนใหชัดเจน อันเปน
การเพิ่มนํ้าหนกั ความสําคญั ของโครงงานเพ่ือใหผูอนมุ ัติโครงงานเห็นดวยกับการทาํ โครงงาน

>>เร่ืองท่ี 3 ประโยชนของการทําโครงงาน

3.1 ไดทาํ งานตามความถนดั และความสนใจของตนเอง
3.2 ฝกทกั ษะกระบวนการทาํ งานดว ยตนเองหรอื รว มกนั ทาํ งานเปน กลมุ
3.3 สามารถวางแผนการทํางานอยา งเปนระบบ
3.4 พฒั นาความคดิ รเิ ริม่ สรางสรรค
3.5 ศกึ ษาคน ควาและแกปญหาจากการทํางาน
3.6 เปนสิ่งยนื ยันวาเปนผูม ีความรคู วามสามารถและประสบการณในโครงงานท่ที ําจรงิ ในกรณี
ท่ตี อ งนาํ ไปแสดงตอ ผูเก่ยี วของ

5

บทท่ี 2 ขนั้ ตอนและกระบวนการเรียนรู
โดยการทาํ โครงงาน

>>สาระสาํ คญั

การทําโครงงานมีขั้นตอนและกระบวนการเรียนรูท่ีผูเรียนจะตองศึกษา
วเิ คราะหหลักสตู รเพื่อกําหนดหัวขอโครงงานรายละเอียดโรงงานเปน เอกสารท่ีแสดง
ใหเห็นภาพรวมท้ังหมดของโครงงานที่เริ่มตั้งแตที่มาจนกระท่ังผลผลิตสุดทายของ
โครงงานการนํากรอบความคิดที่ผานกระบวนการวิเคราะหตามลําดับขั้นตอนเปน
อยางดีแลวนําไปสูการปฏิบัติไดโดยผูเกี่ยวของตองตรวจสอบความถูกตองความ
เหมาะสมและความเชื่อม่ันวาโครงงานน้ันเปนโครงงานที่มีความสําคัญและสมควร
จะทาํ กอ นที่ผูเรยี นจะลงมอื ปฏิบัติ

>>ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวงั

1. เพอ่ื ใหผูเ รียนทาํ โครงงานไดส อดคลองกับสาระการเรียนรู
2. เพอื่ สง เสรมิ ใหผเู รยี นไดฝ กทกั ษะในการอา นคิดวเิ คราะหเขยี น

>>ขอบขา่ ยเนอ้ื หา

เรอ่ื งท่ี 1 เพราะหลักสูตรเพอ่ื กาํ หนดหัวขอโครงงาน
เร่อื งท่ี 2 ลักษณะของโครงงานทดี่ ี
เรื่องท่ี 3 สวนประกอบของโครงงาน
เรื่องท่ี 4 การเขยี นแผนปฏิบตั ิงานโครงงาน
เรื่องท่ี 5 การเขียนผลการปฏบิ ตั งิ าน

6

>>เรื่องที่ 1 การวิเคราะหหลกั สูตรเพื่อกาํ หนดหัวขอโครงงาน

การวิเคราะหหลักสูตรเพ่ือกําหนดหัวขอโครงงาน เปนกระบวนการท่ีสามารถสงเสริมทักษะ
การคิดและวเิ คราะหเ หตุผเู รยี นไดเปนอยางดีมีจุดมงุ หมายสาํ คัญ 2 ประการคือ

1. เพื่อใหผูเรียนสามารถทําโครงงานไดสอดคลองกับหลักสูตร เมื่อใดก็ตามท่ีผูเรียนกําหนด
หวั ขอโครงงานดวยวิธีการเลือกเน้ือหาที่อยูในแบบเรียนตามใจใหชอบ โดยไมคํานึงถึงองคประกอบ
ของหลักสูตรแลว ความเปนไปไดที่จะทําใหผลของการทําโครงงานไมสอดคลองกับหลักสูตรมีสูง
เพราะวามาตรฐานการเรียนรขู อง 1 สาระการเรียนรูในรายวิชา ไมไดมีเพียงมาตรฐานการเรยี นรูเดียว
และย่งิ กวา นน้ั มาตรฐานการเรียนรูเพียงขอเดยี ว ก็ไมไดม ีเพียงขั้นการเรยี นรเู ดียว อาจประกอบดว ย
ขั้นการเรียนรู 1 2 หรือ 3 ข้ันก็ได เชนข้ันความจํา (ความรู) ความเขาใจ หรือขั้นการนําไปใช
เพราะฉะน้ันถาผูเรียนเลือกทําโครงงานโดยปราศจากการคํานึงถึงความสัมพันธระหวาง สาระ
มาตรฐาน และมาตรฐานการเรียนรูแลว ผลงานของโรงงานอาจอยูในสภาพไมสมบูรณ เพราะเปน
การศึกษาที่ไมตรงกับจุดประสงคของหลักสูตร ตัวอยางเชนนางสาวปวีณา วิมล ผูเรียนระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย ทําโครงงานรายวิชาสุขศึกษาในหัวขอ “อวัยวะภายนอก” มีวัตถุประสงค
เพอื่ ใหรจู กั สวนตา ง ๆ ของอวยั วะภายนอกของมนุษย ซงึ่ เปนเพียงระดบั การเรียนรูข ้นั ความจําเทา นั้น
ครั้นเมื่อกลับไปตรวจดูรายละเอียดในหลักสูตรแลว พบวามาตรฐานการเรียนรูเร่ืองน้ี มุงใหผูเรียน
เกิดความรูความเขาใจในโครงสราง หนาที่ และระบบการทํางาน รวมท้ังวิธีการดูแลรักษาอวัยวะ
ภายนอกของมนุษย ซ่ึงเปนระดับการเรียนรูขั้นความเขาใจ และการวิเคราะหสวนความจําเปน
มาตรฐานการเรียนรูในหลักสูตรระดับประถม สรุปไดวาการทําโครงงานของนางสาวปวีณา วิมล
ไมเ ปนไปตามจดุ มงุ หมายของหลกั สูตรมธั ยมศึกษาตอนปลาย

2. เพื่อสงเสริมใหผูเรียนไดฝกทักษะการอาน คิด วิเคราะหและเขียนเน่ืองจากลักษณะ
กิจกรรมของโครงงาน มีความละเอียดและซับซอน ผูเรียนจําเปนตองศึกษาคนควาหาความรูอยาง
กวางขวาง เพ่ือนํามาใชประกอบการเขียนรายละเอียดโครงงานและการทําช้ินงาน จําเปนตองใช
ทกั ษะดานการอาน การคิดเชงิ มิติสมั พนั ธสูง รวมทง้ั ทกั ษะการวิเคราะหและทักษะการเขียนในแทบ
ทุกขั้นตอนของการทาํ โครงงานก็วา ได

การวเิ คราะหหลักสูตรเพ่ือกําหนดหวั ขอโครงงานในรูปแบบตาราง มีความเหมาะสมกับผเู รียน
มากเน่ืองจากไดมีการกําหนดสวนประกอบของตารางไวอ ยา งชัดเจน ซึ่งสามารถใชเปนพื้นฐานในการ
ฝก ทักษะการคดิ อยางมีกรอบเชิงสําคัญรวมทั้งการวเิ คราะหเ พ่ือหาความสัมพันธ ระหวางขอมลู ท่ีอยู
ในตารางแตละชองไดเปนอยางดี นอกจากนี้กระบวนการวิเคราะหโครงงานยังเปรียบเสมือนเปน
กุญแจไขประตูไปสโู ลกโครงงานจึงไดจ ัดทําลําดับขัน้ การวเิ คราะหห ลักสตู รดังแผนผังแสดงตอไปน้ี

7

ผังแสดงขนั้ ตอนการวเิ คราะหหลกั สูตรเพื่อกําหนดหัวขอโครงงาน
ขัน้ ตอนท่ี 1

เลือกสาระการเรยี นรูทส่ี นใจและ/หรอื ถนัดเพยี ง 1 สาระ

ข้ันตอนท่ี 2
เลอื กมาตรฐานตามสาระการเรยี นรทู ี่เลอื กไวในขั้นตอนที่ 1 เพยี ง 1 มาตรฐาน

ขัน้ ตอนท่ี 3
เลือกมาตรฐานการเรยี นรูท่ีสนใจตามมาตรฐานในข้นั ตอนท่ี 2 เพยี ง 1 ขอ

(ผเู รยี นสามารถเลอื กมาตรฐานยอ ยในขอเดียวกันนี้ได)
ข้นั ตอนท่ี 4

กาํ หนดช่ือโครงงานโดยพิจารณาจากรายละเอยี ดสาระการเรยี นรทู สี่ าํ คญั กับ
มาตรฐานการเรียนรทู ่สี นใจในขัน้ ตอนท่ี 3
ขน้ั ตอนท่ี 5

นํารายละเอียดสาระการเรยี นรูท ่ีเลือกไวตามขัน้ ตอนที่ 4 มาพจิ ารณากาํ หนดเปนงาน
โดยนาํ มาตรฐานการเรยี นรูมาใชป ระกอบการกาํ หนด
ทิศทางการทาํ โครงงาน

8

เพื่อใหมองเห็นภาพความสัมพันธระหวางองคประกอบท้ัง 5 ขั้นตอนของการวิเคราะหหลักสูตรเพื่อ
กําหนดหัวขอโครงงานชัดเจนย่ิงข้ึนจึงไดแสดงตัวอยางตารางวิเคราะหหลักสูตรเพ่ือกําหนดหัวขอ
โครงงานดงั ตอไปนี้

ตัวอยางตารางการวิเคราะหหลักสูตรเพอ่ื กําหนดหัวขอ โครงงาน
รายวิชาสุขศกึ ษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน

สาระ/มาตรฐาน/ รายละเอียดสาระ ระบุช่ือโครงงานตามลักษณะประเภทของโครงงาน
มาตรฐานการ การเรยี นรู ทดลอง สาํ รวจ สิง่ ประดษิ ฐ พัฒนา

เรียนรู 1.โ ค ร ง ง า น โ ค ร ง ง า น กิ น
ส า ร ะ ที่ 1 ก า ร ขอ 1 ปจจัยท่ีมีผล
เจริญเติบโตและ ตอการเจริญเติบโต สํ า ร ว จ แ ห ล ง อยางไรจึงโตไว
พั ฒ น า ก า ร ข อ ง และพัฒนาการของ อาหาร 5 หมูใน และแข็งแรง?
มนุษย มนษุ ย ทองถน่ิ ลักษณะช้ินงาน
มาตรฐาน พ 1.1 1.1 หลกั โภชนาการ 2.โ ค ร ง ง า น เปนแผนภาพ 3
เขาใจธรรมชาติ 1.2 พันธกุ รรม สํ า ร ว จ มิ ติ แ ส ด ง รู ป
ข อ ง ก า ร 1.3 ส่งิ แวดลอ ม พฤติกรรมการ อาหาร 5 หมู
เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต แ ล ะ บริโภคอาหาร พ ร อ ม
พั ฒ น า ก า ร ข อ ง ของประชาชนใน ร า ย ล ะ เ อี ย ด
มนษุ ย ทองถิน่ คุณคาและหลัก
มาตรฐานการ โภชนาการ
เรียนรูขอ 1 เขาใจ ปจจัยที่มีผลตอ
ป จ จั ย ที่ มี การเจริญเตบิ โต
ผลกระทบตอการ และพัฒนาการ
เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต แ ล ะ ของมนษุ ย
พัฒนาการในชวง
วัยตา ง ๆ

หมายเหตุ ถาผูเรียน สามารถกําหนดหัวขอโครงงานไดมากกวา 1 ใหนําไปประเมินความเปนไป
ตรวจสอบวา โครงงานใดเปนโครงงานท่ีผูเรียน สามารถทําไดดีท่ีสุด โดยใชวิธีการวิเคราะหความ
เปน ไปไดใ นการทําโครงงาน

9

เพื่อใหมองเห็นภาพผลท่ีไดจากการวิเคราะหหลักสูตรเพื่อกําหนดหัวขอโครงงานจากตารางการ
วเิ คราะหใ หช ัดเจนย่งิ ข้ึนจึงไดน าํ เสนอขอ มลู ในรปู ของแผนภาพดังตอ ไปน้ี
แผนภาพแสดงผลทไี่ ดจากตารางการวเิ คราะห หลกั สตู รเพื่อกาํ หนดหวั ขอโครงงาน
รายวิชาสุขศึกษา

สาระการเรยี นรทู ี่ 1
การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการของมนุษย

มาตรฐาน พ 1.1
เขา ใจธรรมชาตขิ องการ
เจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนุษย

มาตรฐานการเรียนรู รายละเอียดสาระ
ขอ 1 เขาใจปจจัยที่มีผลกระทบตอการ ขอ 1 ปจจัยที่มีผลตอการเจริญเติบโตและ
เจรญิ เติบโตและพฒั นาการในชวงวยั ตาง ๆ พัฒนาการของมนษุ ย

1.1 หลักโภชนาการ
1.2 พันธุกรรม
1.3 สงิ่ แวดลอ ม

สามารถนําข้ันการเรียนรูจากมาตรฐานขอ 1 1.สามารถนํารายละเอียดสาระมาใชเปน
ซึ่งก็คือ คาํ วา “เขา ใจ” มาใชเขยี นคาํ กรยิ าใน เนื้อหาคือ การศึกษาปจจัยที่มีผลตอการ
สว นของวัตถุประสงคในรายละเอียดโครงงาน เจริญเติบโตของมนุษย และสามารถเลือก
เพื่อใหทราบจุดมุงหมายของการทําโครงงาน ศึกษาเฉพาะหลักโภชนาการเพียงเพื่อให
วา ตองการใหผูศึกษาเกิดการเรียนรูในข้ันใด ทราบจุดมุงเร่ืองเดียว เพื่อใหสามารถศึกษา
เชน เชงิ ลกึ ได
2.สามารถนํารายละเอียดสาระมากําหนดชื่อ
1.เพ่ือจัดทําภาพอาหารหลัก 5 หมูที่มีอยู โครงงานได เชน “โครงงานกินอยางไรจึงโต
ในทองถ่ิน ราคาถูกและหางาย พรอม ไวและแขง็ แรง”
รายละเอยี ดคณุ คา ทางโภชนาการท่ีถูกตอ ง

2.เพ่ือสงเสริมใหผูศึกษาขอมูลจากแผน
ภาพมคี วามรูความเขา ใจในหลักโภชนาการได
ถกู ตอง

3.เ พ่ื อ ส ง เ ส ริ ม ใ ห ผู ศึ ก ษ า ส า ม า ร ถ นํ า
ความรจู ากแผน ภาพไปใชในชวี ติ ประจําวันได

10

การปฏบิ ัติและพัฒนาโครงงานเพอ่ื ปอ งกันการตัดสนิ ใจเลือกทาํ โครงงานทีไ่ มเหมาะสมกับผเู รียนอนั จะ
นาํ ไปสูความไมบรรลผุ ลตามวัตถุประสงคท ี่กําหนดไวในโครงงาน ผูเรียนตองศึกษาบริบทหรือขอมูล
เบื้องตนท่ีเก่ียวของใหรอบคอบกรอง เชน ขอมูลเก่ียวกับตนเอง วิชาการ และสิ่งแวดลอมโดยให
เลือกโรงงานทม่ี ีคะแนนสูงสุดโดยใชว ิธกี ารวิเคราะหด ังตารางตอ ไปน้ี

ตัวอยางตารางการวเิ คราะหหลักสูตรเพ่ือกําหนดหัวขอ โครงงาน

รายละเอยี ดขอ มูลเบ้ืองตน คาระดับคะแนนความเหมาะสมของแตล ะโครงงาน
ขอมูลเก่ยี วกบั ตนเอง มาก ปานกลาง นอย
1. ความสนใจ
2. ความถนดั
3. เงิน
4. วัสดุอุปกรณ
5. เวลา
ขอมลู เกี่ยวกบั สังคม/ส่ิงแวดลอม
6. ประโยชน
7. ผูใหการสนบั สนุน
8. ความพรอ มของแหลงการเรยี นรู
ขอ มลู ดา นวิชาการ
9. มคี วามรูใ นเรอื่ งท่จี ะทาํ
10. มที กั ษะพนื้ ฐานท่ี จาํ เปน

เกณฑการใหค า ระดับคะแนนประเมินความเหมาะสมของโครงงาน
3 หมายถงึ เหมาะสมมาก
2 หมายถึงเหมาะสมปานกลาง
1 หมายถึง เหมาะสมนอย

11

>>เรอ่ื งที่ 2 ลักษณะของโครงงานทดี่ ี

ลักษณะของโครงงานทด่ี ตี องสะทอ นใหเ ห็นสิ่งตอ ไปนี้
1. ความสัมพนั ธของทุกสว นองคป ระกอบ
2. ความสมเหตสุ มผล
3. ความชัดเจน
4. สามารถตอบคําถามเหลานี้ไดคือจะทําอะไร ทําเพื่ออะไร ทําใหใครจะเริ่มทําและแลวเสร็จ
เมื่อใดเกิดประโยชนอะไรแกใ ครทาํ อยา งไรใครเปน คนทาํ ทไ่ี หนใชเ งนิ เทา ไร
5. สามารถตรวจสอบความสําเร็จได

>>เร่ืองท่ี 3 สวนประกอบของโครงงาน

สวนประกอบของโครงงานแบงออกไดเ ปน 12 สวนดังตอ ไปนี้
3.1 ชือ่ โครงงาน

เขียนใหกระชับชัดเจนนาสนใจสามารถส่ือความหมายหรือสะทอนใหเห็นสิ่งท่ีทําได
ทันทีวา “งานคืออะไรหรืออะไรคืองาน” และตองสอดคลองกับเนื้อหาที่จะทําอีกดวยตัวอยางเชน
โรงงานเผยแพรความรูโรคเอดส โรงงานจัดทําปฏิทินคําพังเพย โครงงานศึกษาเปรียบเทียบความ
แตกตา งของสไี ขแดงของเปดที่ไดรับอาหารจากดอกดาวเรืองและดอกกุหลาบ

3.2 หลักการและเหตผุ ล
หลกั การและเหตุผลเปนสวนประกอบแรกและสําคัญตอ การตัดสนิ ใจใหค วามเห็นชอบ

และอนุมัติใหทาํ โครงงานมากท่ีสดุ เน่ืองจากลักษณะของขอมูลในสวนน้ี แสดงใหเ หน็ ความสาํ คัญของ
โครงงานต้ังแตท ี่มาและผลลัพธหรือกลาวอีกนัยหนึง่ กค็ ือ หลักการและเหตุผลเปรียบเสมอื นศูนยรวม
สวนประกอบสําคัญของโครงงานใน 4 เรื่องไดแก วัตถุประสงค วิธีการดําเนินงาน เปาหมาย
และผลท่ีคาดวาจะไดรับ ดังน้ันการเขียนหลักการและเหตุผลท่ีดตี องสามารถตอบคําถาม ทําไมตอง
ทํา? ใหชัดเจน อาจกลาวถึงความสําคัญหรือความจําเปนวาหากไมทําจะเกิดผลเสียหายตอใคร/
อะไร/อยา งไร/หรือเพื่อพัฒนาปรับปรุงส่งิ เดิมท่ีมีและดอี ยูแลวซ่งึ อยใู นสภาพเสื่อมใหดขี ้ึนหรือเพ่ือให
เกดิ ประสิทธภิ าพมากย่ิงขึ้นอยางไร

การเขียนหลักการและเหตุผลน้ัน เปนการเปล่ียนแสดงใหเห็นความสําคัญที่เปน
ธรรมชาติของเร่ืองหรือเนื้อหาทจ่ี ะทํา แลว จึงบรรยายสภาพความเปน จริงของสิ่งท่ีจะทําซ่ึงเกี่ยวของ
กับเนื้อหาวาอยูในสภาพเชนใด อาจแสดงใหเห็นถึงสภาพท่ีเปนปญหาหรือความจําเปนที่ตองไดรับ
การแกไข หลักการนั้นใหเชื่อมโยงวิธีการที่จะนํามาใชแกปญหา และแสดงผลดีที่คาดวาจะเกิดขึ้น
ดวยวธิ ีการของผจู ะทํา

12

เพ่ือใหการเขียนหลักการและเหตุผลงายข้ึน จึงไดนําเสนอการอธิบายวิธีการเขียนในรูปแบบ
ดังตอ ไปน้ี
สวนท่ี 1 หลักการ หมายถึง ขอ มูลที่เปนขอเท็จจริงที่ไมมีผูใดปฏเิ สธไดเปนขอมลู ที่แสดงให
เหน็ ความสําคัญตามธรรมชาติของทกุ เรื่องในโลกน้ซี ึ่งเม่ือใดก็ตามถาส่งิ ๆ นัน้ ไมอยูใ นวถิ ีหรอื สภาพที่
ปกติยอมกอ ใหเ กดิ ผลกระทบเสียหาย
สวนที่ 2 เหตุ หมายถึง สภาพบางอยางที่สมควรไดรับการแกไขหรือพัฒนา ทําเปนแรง
บนั ดาลใจใหเ กิดการนําเทคนคิ วธิ กี าร หรอื กระบวนการแกปญหาหรือพฒั นา
สว นที่ 3 ผล หมายถึง ขอมลู ท่แี สดงใหเหน็ ถึงสงิ่ ดี ๆ ทีค่ าดหวังวา จะเกิดขึ้นภายหลงั ทไ่ี ดนํา
วธิ กี ารเทคนคิ หรอื กระบวนการมาใช
ตัวอยางการเขยี นหลกั การและเหตุผลโครงงานการทาํ บตั รคาํ สภุ าพ
หลักการ เหตุ ผล
ภาษาพูดเปนเครื่องมือการ แตโดยสภาพความเปนจริง โดยหวังวาบัตรคําท่ีประดิษฐ
ส่ื อ ส า ร ที่ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ทั่วๆไปพบวายังมีบุคคลอีก ขึ้นดวยการผสมผสานงานศิลป
มากกวาเครื่องมือการสื่อสาร จํานวนไมนอยท่ีใชภาษาพูดไม สรางแรงจูงใจใหผูเรียน ศรช.
ประเภทใด ๆ ในโลกเน่ืองจาก ถูกตองกับกาละเทศะแมวาเปน วัดลาดปลาเคาและบคุ คลท่ัวไป
ธรรมชาติของการส่ือสารดวย บุคคลท่ีเปนเจาของภาษากต็ าม สนใจศึกษาการใชค ําสุภาพจาก
ภาษาพูดผูสงสารหรือผูพูด ดวยเหตุนี้ คณะผูเรียน ม.ปลาย บัตรคํานี้อันจะทําใหบุคคล
สามารถแสดงรายละเอียดของ กลุมท่ี 1 ศรช.วัดลาดปลาเคา เหลาน้ีสามารถใชภาษาพูดได
วตั ถุประสงคการส่ือสารรวมท้ัง จึงไดจัดทําโครงงานบัตรคํา ถกู กาละเทศะมากขนึ้
อารมณหรือความรูสึกไปยัง สุ ภ า พ จ า ก ป ฏิ ทิ น เ ก า เ พื่ อ
ผูร ับสารหรือคูสนทนาไดดีที่สุด เผยแพรและสงเสริมการใช
ฉะน้ันการประสบความสําเร็จ ภาษาพูดใหถูกตองแกผูเ รยี นใน
ดวยการส่ือสารภาษาพูดจะ ศรช.วัดลาดปลาเคาและบุคคล
ม า ก ห รื อ น อ ย ข้ึ น อ ยู กั บ ท่วั ไป
ประสิทธิภาพในการใชภาษา
ของผพู ูดเปน สาํ คญั

13
3.3 วัตถุประสงค

เปนการแสดงใหเห็นวาจะทําอะไร (จุดประสงคตนทาง) หรือเพื่อใหเกิดอะไรกับสิ่งท่ี
จะทํา (จุดประสงคปลายทาง) หากมีมากกวา 1 เรื่องใหเขียนเปนขอการเขียนวัตถุประสงคที่ดีตองมี
ความชัดเจน มีทิศทางวัดได และควรเลือกเขียนวัตถุประสงคใ นลกั ษณะตนทางหรือปลายทางอยาง
ใดอยางหนง่ึ ดังตอ ไปน้ี

1) วัตถุประสงคตนทาง แสดงใหเห็นชิ้นงานวาคืออะไรหรือจะทําอะไรลักษณะ
ขอความของวัตถุประสงคตนทางคือเพื่อ(จะทํา)...........................เชน เพ่ือจัดทําบัตรคําสุภาพเพ่ือ
สงเสรมิ การใชคําสภุ าพทถี่ กู ตอง

2) วัตถุประสงคปลายทาง แสดงใหเห็นผลลัพธท่ีเกิดข้ึนจากโครงงาน ลักษณะ
ขอความของวัตถุประสงคปลายทางคือ เพื่อให…………………...เชน เพื่อใหผูเรียนและบุคคลท่ัวไป
สามารถใชคาํ สุภาพไดถกู ตอง

3.4 เปาหมาย
เปน การแสดงใหเห็นถงึ ผลผลิตทเ่ี กิดขน้ึ เมือ่ สนิ้ สุดกระบวนการทํางานแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะ
ดังน้ี

1) เชิงปริมาณหมาย หมายถึงผลผลิต/ผลงานทีส่ ามารถแจง หรือนับไดล ักษณะหนวย
นับอาจเปนคน ช้ิน อัน เลม แผน ฉบับ เร่ือง ฯลฯ เชนสํารวจผูเรียนเพศชายจํานวน 10 คนตัดคํา
สภุ าพ 10 แผน

2) เชิงคุณภาพ หมายถึง การแสดงใหเห็นคุณคาหรือประโยชนที่จะเกิดขึ้นกับ
ผลผลิต วามีคุณลักษณะอยางไร กลาวอีกนัยหน่ึงก็คือ เปาหมายเชิงคุณภาพ เปนสิ่งท่ีไมสามารถ
นํามาแจงหรอื นบั ได แตสามารถบอกคุณลกั ษณะไดวา มีคณุ คา หรือดตี ามความตั้งใจ หรือยึดบรรทัด
ฐานตามคุณลักษณะของงานน้ัน ๆ เปนตัวกําหนดเพื่อใหสามารถเขาใจการเปล่ียนเปาหมาย
เชิงคุณภาพไดงา ยขนึ้ จงึ แบง ลกั ษณะคําทน่ี ํามาใชเ ขียนเปาหมายเชิงคุณภาพ 2 ประเภท

(1) กลมุ คําสุภาพไดแ ก ดี สวย สมบูรณ ครบถวน พรอ ม ละเอยี ด ชดั เจน งาย สะดวก
คงทน แข็งแรงเหมาะสม ซาบซึ้ง ฯลฯ เชนบัตรคํามีลักษณะสวยงามนาหยิบอานและคําท่ีบรรจุ
ในปจจุบนั มคี วามชดั เจนละเอยี ดและเพียงพอตอการนาํ ไปใชในชวี ิตประจําวนั

(2) กลุมคํากริ ิยาข้ันการเรียนรูไดแก รู เขาใจ สามารถ บอกสาเหตุ อธิบาย แยกแยะ
จําแนก สรุป ตีคา ประเมิน เชน บัตรคําสามารถสื่อความหมายของคําสุภาพไดชัดเจนโดยไมตองใช
บคุ คลอธบิ ายบตั รคําบรรจดุ วยถอ ยคาํ ท่ีเหมาะสมแกการนําไปใชใ นชวี ิตประจาํ วนั มาก

3.5 ระยะเวลาดําเนนิ งาน
เปนการระบุระยะเวลาการเร่ิมปฏิบัติงานภายหลังท่ีไดรับอนุมัติใหดําเนินการตัดโรงงานแลว
ใหระบุ วันท่เี ดือน และพ.ศ. เชน ระหวา งวันที่ 8 พฤศจกิ ายน 2552 ถึง 14 กุมภาพนั ธ 2553
3.6 สถานที่ดาํ เนนิ งาน
เปนการระบสุ ถานทีห่ ลกั ทีใ่ ชใ นการจัดทําโครงงานตัวอยางเชน กศน.ตาํ บลหนองโดน หมูท ี่ 3
ตาํ บลหนองโดน อาํ เภอหนองโดน จังหวดั สระบุรี 18190

14
3.7 งบประมาณ
เปนการแสดงใหเหน็ แหลงท่ีมาของเงินจํานวนเงนิ พรอมแสดงรายละเอยี ดคาใชจา ยเชนใชเ งิน
จากสมาชกิ ในกลุมรวมทงั้ สน้ิ 240 บาทแบง เปน คา ใชจา ยดังตอไปน้ี
1. คาพาหนะ 40 บาท
2. คาถายเอกสาร 100 บาท
3. คากาวลาเทก็ ซ 20 บาท
4. คากระดาษสา 40 บาท
5. เบด็ เตล็ด 40 บาท
หมายเหตุทกุ รายการหวั เฉล่ียตายเทาท่จี า ยจริง
3.8 วิธดี าํ เนินงาน
เปนการแสดงใหเห็นข้ันตอนการทํางานในลักษณะงานตั้งแตจุดเร่ิมตนของการกําหนดหัวขอ
โครงงานกระทัง่ สรปุ และรายงานผลเชน
1. วิเคราะหหลกั สตู รเพ่ือกําหนดหวั ขอ โครงงาน
2. วเิ คราะหความเหมาะสมของโครงงาน
3. จดั ทํารายละเอียดโรงงาน(ซอมแผนปฏบิ ตั งิ าน)
4. เสนอรายละเอียดโรงงานเพือ่ ขอความเหน็ ชอบจากครู ศรช.
5. เสนอรายละเอียดโครงงานเพ่ือขออนุมัติจากศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัยอาํ เภอ
6. ดาํ เนินการตามแผน
7. ประเมินผล
8. สรปุ และรายงานผล
3.9 การประเมนิ ผล
เปนการแสดงใหเห็นถึงวิธกี ารตรวจสอบคณุ ภาพของผลงานกอ นท่จี ะนําสงครูวาสอดคลอ งกับ
วตั ถปุ ระสงคหรือไม โดยระบุวาใชเครื่องมืออะไรในการประเมิน ใครบา งท่ีเก่ียวของกับการประเมิน
ประเมินอยางไร เชนประเมินผลชิ้นงานโดยใชแบบสัมภาษณท่ีผูเรียนสรางขึ้นเอง และนําไป
สัมภาษณสมาชกิ ในชุมชนและเพ่อื นกลุมอืน่
3.10 ผลที่คาดวา จะไดร บั
เปนการแสดงใหเห็นสภาพช้ินงานท่ีได ประโยชนท่ีคาดวาจะเกิดจากการนําช้ินงานไปใช
รวมทั้งประโยชนอันเปนผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึนจากนําช้ินงานไปใช โดยระบุวาเกิดประโยชนแกใคร
และอยางไรตัวอยา งอยูใ นรายละเอียดโครงงานเชน
1. ไดบ ัตรคาํ สุภาพตรงตามทรี่ ะบุไวในเปา หมายของโครงงาน
2. ผูที่อานบตั รคาํ สุภาพมคี วามพงึ พอใจในดา นความรแู ละช่ืนชมความเปน ศิลปะของชนิ้ งาน
3. ผูเรยี นและผูท่ีอานบัตรคาํ สุภาพสามารถใชค ําสุภาพไดถูกตอ งกับกาละเทศะมากขึ้น

15

4. ผูเรียนและผูที่อานบัตรคําสุภาพมองเห็นคุณคาความสําคัญเกิดความตระหนักและ
ระมัดระวงั การใชภาษาไทยใหถกู ตอ งมากขนึ้
5. ศูนยก ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอําเภอสามารถนําบตั รคําสุภาพไปจัด
แสดงและใชเ ปนส่อื ใหบริการยืมแกผูเรยี นและผสู นใจได
6. บตั รคําสภุ าพชิน้ นีส้ ามารถเปนแหลง อา งองิ และใชเปน ขอ มูลวิชาการได
3.11 ผูรับผดิ ชอบโรงงาน
เปนการแสดงรายช่อื ผูทําโครงงานพรอ มแสดงรายละเอยี ดงานหรือหนาที่ความรับผิดชอบของ
แตละคนใหชดั เจน เชน
ชอ่ื – สกุล หนา ทีค่ วามรับผดิ ชอบ
1.นายดลชยั ใจพระ เขียนและจดั หาวัสดุอปุ กรณ
2.นางสาวมะลลุ ี สีสมร ประเมนิ ผลและจัดทาํ รายงานผล
3.นางสาวสุชาดา เทพบุตรี ตกแตงบตั รคาํ
* ทุกคนรว มกนั คนควา รวบรวมขอมลู

3.12 ท่ีปรึกษาโครงงาน
เปนการแสดงชื่อและตําแหนงของบุคคลที่ผูเรียนไดเชิญ เปนผูใหขอคิดคําแนะนําและให
ขอเสนอแนะในการทําโครงงานอยา งถกู ตอ งเชน
ช่อื – สกลุ ตาํ แหนง
1.นายสเุ ทพ เทพพนม ขา ราชการบํานาญ
2.นางสาวจงรัก รกั สอน ครู ศรช.

16

>>เรอื่ งที่ 4 การเขียนแผนปฏบิ ัติงานโครงงาน

เพ่ือใหผ ูเกี่ยวของกับการตรวจสอบความเหมาะสมของรายละเอียดโครงงานสามารถมองเห็น
ภาพกิจกรรมหรือกระบวนการทํางานอันจะสรางความนาเช่ือถือในความสําเร็จของช้ินงาน รวมท้ัง
ความเปนไปไดในการทาํ โครงงานผเู รียนจําเปนตอ งแนบแผนปฏิบัติงานพรอมกับรายละเอียดโรงงาน
ในการนําเสนอเพือ่ ขออนุมตั โิ ครงงาน ดงั ตัวอยา งตอไปน้ี

ตัวอยางแผนปฏิบัติงานโรงงานพิมพอยา งไรถึงจะโตไวๆนะแข็งแรง

ที่ กจิ กรรม/งาน ระยะงาน เงิน วสั ด/ุ สถานท่ี ผรู ับผิดชอบ หมาย
(บาท) อปุ กรณ เหตุ

วางแผนสํารวจ 1 ธ.ค. 52 ท่ีใช ศ ร ช . วั ด สม าชิ ก ทุ ก

ขอมลู สาครสนุ ฯ คน
เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม 2-13 ธ.ค.52 50 หอง สมุ ดวั ด สม าชิ ก ทุ ก
ขอ มูล ล า ด ป ล า เ ค า / คน
ศรช.วัดสาครสุน
ฯ/ศรช.ลาดปลา
เคา/สาธารณสุข
ลาดปลาเคา
วิ เ ค ร า ะ ห แ ล ะ 15 ธ.ค. 52 ศ ร ช . วั ด สม าชิ ก ทุ ก
คั ด เ ลื อ ก ข อ มู ล ท่ี สาครสนุ ฯ คน
ตองการ
จัด ซื้ อวั ส ดุแ ล ะ 16 ธ.ค. 52 150 กระดาษ น.ส.สําลี
เตรียมอปุ กรณ กาว สีน้ํา นายมานะ
สีเมจกิ น.ส.สมซา
ประสานงานเชิญ 17 ธ.ค. 52 38 ซ อ ย 2
ช า ง ศิ ล ป ม า ช ว ย ถ.ลาดปลาเคา 4
ออกแบบและตกแตง แ ข ว ง จ ร ะ เ ข บั ว
ชน้ิ งาน เขตลาดพรา ว
จดั ทําชน้ิ งาน 21-28 ธ . ค . 123/4 ถ.ลาด สม าชิ ก ทุ ก
52 – 12 ม.ค. ปลาเคา 8 แขวง คน
53 จร ะ เข บั ว เขต
ลาดพราว

17

ที่ กจิ กรรม/งาน ระยะงาน เงนิ วสั ดุ/ สถานท่ี ผูรบั ผิดชอบ หมาย
(บาท) อปุ กรณ เหตุ

ประเมินผล 14-17 ม . ค . 20 ที่ใช ศ ร ช . แ ล ะ สม าชิ ก ทุ ก

53 ประชาชนที่อาศัย คน
รอบ ๆ วัดสาคร
สุม ฯ
ปรบั ปรงุ แกไ ข 18-20 ม . ค . 123/4 ถ.ลาด สม าชิ ก ทุ ก
53 ปลาเคา 8 แขวง คน
จร ะ เข บั ว เขต
ลาดพรา ว
เขียนรายงานผล 21-31 ม . ค . บานสมาชิ ก สม าชิ ก ทุ ก
การดําเนนิ โครงงาน 53 ทุกคน คน
สง ผลงาน 5 ก.พ. 53 ศ ร ช . วั ด สม าชิ ก ทุ ก
สาครสนุ ฯ คน

18

>>เรื่องที่ 5 การเขียนผลการปฏิบัตงิ าน

ภายหลังที่สถานศึกษาอนุมัติใหผูเรียนทําโครงงานตามท่ีไดเสนอ ผูเรียนตองรายงานผลการ
ปฏิบัติงานตามที่ระบุไวใน แผนปฏิบัติงานเปนระยะ ๆ ตามท่ีกําหนดไวในแผนการจัดการเรียนรู
เพ่ือใหครูทราบดวยเหตุผลสําคัญ 4 ประการคือ ทราบความคืบหนาของการปฏิบัติงาน
ใหขอเสนอแนะหรือคําแนะนําในการพัฒนางานเพ่ือหาทางชวยเหลือเมื่อเกิดปญหาและอุปสรรค
และเพือ่ นาํ ไปประกอบการพจิ ารณาใหคะแนนในสว นของกระบวนการทํางานดังตวั อยา งตอ ไปน้ี

ตัวอยางการเขยี นผลการปฏบิ ัติงานโครงงานกนิ อยางไรจึงจะโตไวและแขง็ แรง

ว.ด.ป กิจกรรม ผลการปฏิบัติงาน ปญ หาอุปสรรค/ ลายมือชอื่ ครู ขอคดิ เห็น
การแกไ ขปญหา จากครู
2-13 ธ.ค.52 เก็บและรวบรวม ครบตามท่ีระบุไวใน ไ ด ภ า พ สี แ ส ด ง
ขอมลู รายละเอียดโครงงาน ชนิดของอาหาร
ไมครบแตใชภาพ
ข า ว ดํ า แ ท น
จาํ นวน 5 ภาพ
15 ธ.ค. 52 จั ด เ ต รี ย ม วั ส ดุ ครบตามท่ีระบุไวใน
อุปกรณ แผน ฯ
21-28 ธ.ค.52 จัดทาํ ชน้ิ งาน เสร็จกอนกําหนด 1
แ ล ะ 4-10 วนั
ม.ค. 53
14-17 ม . ค . ประเมนิ ผล สัมภาษณผูประเมิน
53 ครบตามท่ีระบุไวใน
รายละเอียดโครงงาน
ตรงตามกําหนดเวลา
ที่ระบไุ วในแผน ฯ
18-20 ม . ค . ป รั บ ป รุ ง แ ก ไ ข ตรงตามที่กําหนดไว
53 ต า ม ผ ล ก า ร ในแผน ฯ
ประเมนิ
21-31 ม . ค . จัดทํารายงานผล ตรงตามที่กําหนดไว
53 การดําเนินงาน ในแผน ฯ
5 ก.พ. 53 สงโครงงาน

19

บทที่ 3 การเขยี นรายงานผลการดําเนินโครงงาน

>>สาระสาํ คญั

การเขียนรายงานผลการดําเนินงานโครงงาน เปนการแสดงใหเห็นถึง
รายละเอียดงานท้ังหมดที่ทําใหโรงงานชิ้นน้ันสําเร็จลุลวงลงได เปรียบเสมือนเปน
การหลอมรวมขอ มูลทัง้ หมดของการทําโครงงานไวใ นเอกสารเลม เดียว จุดมุงหมาย
สําคัญของการจัดทํารายงานผลการดําเนินงาน โครงงานมีอยู 2 ประเภทคือ
เพื่อสําหรับใชในการพิจารณาใหคะแนนในสวนของกระบวนการทํางาน และเพื่อ
สําหรบั ใชในการประเมินทกั ษะการอา น คิด วเิ คราะห และเขยี น

>>ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวงั

เพื่อใหผูเรียนมีความรูและสามารถเขียนรายงานผลการดาํ เนนิ โครงการไดอ ยาง
ถูกตอ ง

>>ขอบขา่ ยเนอ้ื หา

เรือ่ งที่ 1 การเขยี นรายงานผลการดาํ เนินโครงงาน

20

>>เรอ่ื งท่ี 1 การเขียนรายงานผลการดําเนนิ โครงงาน

สวนประกอบของการเขียนรายงานผลการดําเนินโครงงานแบงออกเปน 13 สวนดัง
รายละเอยี ดตอ ไปนี้
1. บทคัดยอ เปน การสรุปภาพรวมของการทาํ โครงงานโดยยอเกี่ยวกับการทาํ โครงงานเร่ิมตั้งแต
วัตถุประสงคค วามสาํ คัญวิธีการและผลท่ีไดรบั จากการทาํ โครงงาน
2. กติ ตกิ รรมประกาศ เปนการแสดงการใหเกยี รติและยกยองบุคคล กิตติกรรมประกาศเปน การ
แสดงการใหเกียรติและยกยองบุคคลในท่ี กิตติกรรมประกาศเปนการแสดงการใหเกียรติและยกยอง
บคุ คลในท่ีมีสว นเกี่ยวของกับ กิตติกรรมประกาศเปนการแสดงการใหเกียรติและยกยองบุคคลในท่ีมี
สวนเกี่ยวของกับการใหคาํ แนะนําปรึกษา กิตติกรรมประกาศเปนการแสดงการใหเกียรติและยกยอง
บุคคลในท่ีมีสวนเกี่ยวของกับการใหคําแนะนําปรึกษาแก 3 กิตติกรรมประกาศเปนการแสดงการให
เกยี รติและยกยอ งบุคคลในที่มีสวนเก่ียวของกับการใหคาํ แนะนาํ ปรึกษาแกผเู รยี นสามารถปฏิบัติโครง
ไดสําเร็จเชน “ โรงงานชิ้นนี้สําเร็จลงไดดวยดีเพราะไดรับความอนุเคราะหจากอาจารยสุภาพ
สุภาพชนและอาจารยสีทอง ผองแผว ที่ใหความรูพ้ืนฐานเกี่ยวกับทําโครงงานขอเสนอแนะและขอ
ปรับปรุงเกย่ี วกบั การเสนอความคดิ และวิธีใชภ าษาเขียนใหถ ูกตอ งขาพเจา ตองขอขอบคุณอาจารยท้ัง
สองทานรวมทง้ั บุคคลอื่นทีข่ า พเจา ไมสามารถนํามาเอย ไว ณ ท่ีนี้ไวใ นโอกาสน้ี”
3. คาํ นาํ
เปนการแสดงใหเห็นจุดมุงหมายของการทําโครงงานโดยยอ พรอมนําเสนอขอมลู ทเ่ี ปน เร่ืองหลัก
และสําคญั เพ่อื ใหผอู า นไดทราบโดยภาพรวม
4. สารบัญ
เปนการแสดงลําดับของ สารบัญเปนการแสดงลําดับของหัวเร่ืองตาง ๆ วาสารบัญเปนการแสดง
ลําดบั ของหวั เร่ืองตางๆวาอยูหนาใดของเลมรายงานดังรปู แบบตอไปน้ี
สารบัญ
บทท่ี หนา
1. ……………………………………. ………
2. ……………………………………. ………

5. สารบญั ตาราง
เปน การแสดงขอมูลเก่ียวกับลําดับเรื่องและลาํ ดับหนา ของตารางตาง ๆ ดังรูปแบบตอ ไปนี้
สารบญั ตาราง
ตารางที่ หนา
1. เรอ่ื ง…………………………………. ………
2. เรื่อง…………………………………. ………

21

6. สารบัญภาพ
เปน การแสดงขอ มูลเก่ียวกับลําดบั ท่ีเร่อื งและลําดับหนา ของภาพตา งๆดังรูปแบบตอ ไปนี้
สารบัญภาพ
ภาพท่ี หนา
1. เรอื่ ง…………………………………. ………
2. เรอ่ื ง…………………………………. ………

7. บทนาํ
สวนประกอบตางๆของเนอื้ หาในเรอ่ื งท่ี 1 แบงไดเปน 6 หัวขอ ดังนี้

1. หลกั การและเหตุผล
2. ความสาํ คญั
3. วตั ถปุ ระสงค
4. ขอบเขตของการทําโครงงาน
เน่ืองจากโดยธรรมชาติของการปฏบิ ัติในลกั ษณะน้ีผูปฏิบัติไมสามารถปฏิบัตงิ านไดค รอบคลุม
ทุกพืน้ ท่ีและตวั บุคคลทําใหไมส ามารถนําผลของการศกึ ษาไปใชอ างอิงหรือเปน ตัวแทนของสิ่งท่ีศึกษา
ไดทั้งหมดจึงจําเปนตองระบุวาบุคคลหรือพื้นที่ศึกษาจริง ๆ คือท่ีใดและเปนใครเพ่ือปองกันมิใหเกิด
การนาํ ขอมลู ไปใชอ างอิงกับบุคคลหรือสถานท่ีทไ่ี มเ กี่ยวของ
5. นิยามศพั ทเ ฉพาะ

เปนการอธิบายขยายความของคําศัพทบางคําในเอกสารใหชัดเจนเพ่ือมิใหเกิดความ
เขา ใจผดิ หรือสบั สนในความหมายที่ทายเชนผูเรียนทเี่ รยี นอยทู ใี่ ด ระดับชัน้ ใด

6. ผลที่คาดวาจะได
ใหเขียนผลการท่ีไดมาของผลงานมีความพึงพอใจแคไหนอยางไรสอดคลองกับ

วัตถปุ ระสงคท ต่ี ้ังไวอ ยางไรมีความเขา ใจและเรียนรูในเรอื่ งใดบา งมกี ารหาขอ มูลอยางไร

8. เอกสาร/ขอมลู ที่เกี่ยวขอ ง
แสดงขอ มูลเกี่ยวกับรายละเอยี ดเนอื้ หาของเอกสารโดยยอโดยลาํ ดับชอ่ื เอกสารหรือขอมลู ลักษณะ
ขอมูลท่ีนักศึกษานํามาใชประกอบการทําโครงงานไดแกขอมูลที่ไดจากการคนควาทางเอกสารหรือ
ขอ มูลทไ่ี ดจ ากการสมั ภาษณบคุ คล
9. วธิ ีดําเนนิ งาน

แสดงรายละเอยี ดขอมูลเกี่ยวกบั ขั้นตอนการทําโครงงานใน 5 เรอื่ งดังน้ี
1. การกําหนดหัวขอ โครงงาน(ทาํ อยา งไร)
2. การวิเคราะหค วามเปนไปไดในการเลอื กทาํ โครงงาน(ทําอยา งไร/ถาม)ี
3. การเขียนรายละเอียดโรงงาน(วิธีการรวบรวมขอมูลเพ่ือนํามาเขียนตลอดจนการปรับแก
รายละเอยี ดเนือ้ หาจากรูและสถานศกึ ษา)

22
4. ข้นั ตอนการทําช้นิ งาน(นาํ ขอมูลจากการเขยี นแผน-ผลมาเขียน)
5. การประเมินผลช้ินงาน(บอกเคร่ืองมือที่ใช อธิบายวิธีการประเมิน ผูประเมิน และผลการ
ประเมนิ )
10. ผลการดาํ เนนิ งาน
แสดงขอมูลเก่ียวกับลักษณะช้ินงานที่ไดอยางละเอียดดวยวิธีการนําหัวขอเปาหมายดาน
ปริมาณและดานคุณภาพมาเปนหัวขอในการเขียนอาจเขียนเปนความเรียงหรือแบงเปนขอก็ได
ตัวอยา งเชน
1. ปรมิ าณงานที่ไดด งั นี้

- ไดบ ตั รคําสภุ าพขนาด…...จํานวน…...แผน ครบตามเปาหมาย
- นาํ เสนอคาํ สุภาพไวในบตั รคาํ จํานวน…..คาํ ครบตามเปาหมาย
2. คณุ ลกั ษณะงานทไี่ ดดงั น้ี
- บตั รคําสุภาพมีสีสวยสด
- บตั รคําสุภาพมีขนาดพอเหมาะไมเ ล็กไมใ หญเกินไปเก็บและขนยายสะดวก
- บตั รคาํ สภุ าพประกอบชัดเจนและสวยงาม
- บัตรคําสภุ าพมคี วามคงทน
- บัตรคําสภุ าพเหมาะสมกบั การนาํ ไปใชสอนหรอื เปน สอ่ื เผยแพร
11.สรปุ อภปิ รายผลและขอเสนอแนะ
แสดงรายละเอยี ดโดยยอ ของสวนประกอบตา งๆของเน้อื หาใน 3 เรอื่ งตอไปน้ี
1. สรุป เปนการแสดงขอมูลในสวนท่ีเปนวัตถุประสงควิธีดําเนินงานและผลการดําเนินงาน
โดยยอ
2. อภิปรายผล เปนการเขียนอธิบายเหตุผลหรือสาเหตุที่ทําใหไดผลงานออกมาในทํานอง
นาพอใจและ/หรือไมนาพอใจอยางไร สอดคลองหรือไมสอดคลองกับผลงานชนิดเดียวกันที่คนอ่ืนได
ทําไว สอดคลองหรือไมสอดคลองกับวัตถุประสงคทต่ี ้ังไว และ/หรือขาดเรียนเชอื่ มโยงกบั ทฤษฎีก็ได
ตัวอยางเชน “ชุดตัดกรรมท่ีไดจากการทําโครงงานครั้งนี้เปนท่ีนาพอใจของสมาชิกในกลุม
และผูประเมิน มีความคลายคลึงกับสื่อบัตรคําท่ีสําหรับใชสอนวิชาภาษาไทยของโรงเรียนมัธยมวัด
มะอึกมากแตกตางกันตรงวัสดุที่นํามาใชและสวนประกอบท่ีเปนรูปภาพคือบัตรคําของโรงเรียนวัด
มะอึกทํามาจากกระดาษโปสเตอรท่ีครูผูสอนซื้อมาจากรานคาไมมีรปู ภาพมีแตคําอธิบาย มีการแบง
หมวดหมูคําในการเก็บโดยใชกลองเปนท่ีเก็บ สวนชุดบัตรคําของกลุมผูเรียนทํามาจากวัสดุเหลือใช
โดยไดใชความรูความสามารถดานศิลปะมาตกแตงใหดูมีคุณคา และอยูในรูปปฏิทินต้ังโตะไมมีท่ี
หอ หมุ มรี ปู ภาพประกอบพรอ มคาํ อธบิ าย
3. ขอ เสนอแนะ เปนการเขยี นเพ่ือใหขอเสนอแนะแกผ ูอานที่จะทําโครงงานในเรื่องเดียวกัน
หรอื ลักษณะคลายกนั เพ่ือใหผลงานคร้งั ตอ ไปมีความสมบรู ณมากย่ิงขึ้นตัวอยางเชน

23

ขอ เสนอแนะสําหรับผทู ่จี ะทาํ โครงงานเรื่องเดยี วกันคือ
- ควรทําบัตรคําสุภาพในสถานการณอ ่นื ๆ บางเชน
- การแสดงความยนิ ดีในโอกาสตา ง ๆ
- การขอรอ งและการถามทศิ ทาง
- ควรใชภาพสีและใชมติ เิ พอ่ื เพ่ิมความสนใจ

12. บรรณานกุ รม
เปนสวนท่ีแสดงใหทราบแหลงทมี่ าของขอมูลท่ีนํามาใชประกอบการทําโครงงานมีหลักเกณฑ

การเขียนดงั ตอ ไปนี้
1. เรียงตามลาํ ดบั กอนหลงั ของพยญั ชนะ
2. ถาพยัญชนะเหมือนกนั ใหพ จิ ารณาเรียงพยัญชนะท่ีไมม ีสระและวรรณยกุ ตประสมกอ น
3. พยัญชนะเหมือนกันและมีสระและวรรณยุกตป ระสมเหมือนกันใหพิจารณาตามลําดับของ

สระและวรรณยุกต
4. ช่ือเหมือนกันใหพจิ ารณาชือ่ เรื่องและถา ช่อื เรือ่ งเหมือนกนั ใหพจิ ารณาลําดบั ปที่พมิ พ
5. ถา เปน หนังสือแบบเรียนใหเ รยี งลาํ ดบั และใสเ คร่ืองหมายวัดตอนดงั นี้

ชือ่ ผแู ตง . ชือ่ หนงั สอื /แบบเรียน. คร้งั ที่พิมพ. จังหวดั ท่พี มิ พ: ชอ่ื โรงพิมพ. ปทพี่ ิมพ
6. ถาเปนวารสารใหเรยี งลาํ ดับและใสเ คร่อื งหมายวรรคตอนดงั นี้

ช่อื ผูเขียนบทความ. ชือ่ บทความ. ชอื่ วารสาร. ปท่ี(ฉบบั ท)่ี หนา :เดือน ปทพ่ี ิมพ.
7. ถาไมร ะบสุ ถานทีพ่ มิ พใ นเอกสารใหใ สค ําวา ม.ป.ท.
8. ถา ไมร ะบปุ ท ่ีพมิ พใ นเอกสารใหใสคําวา ม.ป.ป.
9. ถาแหลงขอมูลมาจากบุคคลเชนภูมิปญญาขุมทรัพยทางปญญาใหระบุช่ือยศตําแหนงท่ี

แสดงถึงความเชีย่ วชาญพรอมระบุท่ีอยูใหช ัดเจนตวั อยางบรรณานุกรมเชนกินเลยครับผมเด๋ยี วไปกิน
บา น

ตัวอยางบรรณานุกรม
กมล การกุศล. วรรณคดีนริ าศ. คณะมนุษยศ าสตร มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, ม.ป.ป.
การศึกษานอกโรงเรียน,กรม. คูมือการจัดทําโครงงาน. พิมพคร้ังที่ 1, กรุงเทพฯ : โรงพิมพชุมชน
สหกรณการเกษตร แหง ประเทศไทย, 2541
อุดม เชยกีวงส วมิ ล วิโรจนนพนั ธุ และกฤตย สกุณะพัฒน. การอานและพิจารณาหนังสอื . กรงุ เทพฯ
: บรรณกิจเทรดด้งิ , 2541
อุดมส สมบูรณ. การศึกษาตลอดชีวิต. วารสารการศึกษานอกโรงเรียน. 4(5) 5 – 9 : พฤษภาคม
2545
อุดมส สมบูรณ. การศึกษาตลอดชีวิต. วารสารการศึกษานอกโรงเรียน. 4(5) 5 – 9 : พฤษภาคม
2546
ฮดั ซนั มฮุ ัมหมดั . การศึกษาเพอ่ื ชวี ติ . กรุงเทพฯ : ม.ป.ท,2536

24
13. ภาคผนวก

เปน การแสดงขอมลู อื่น ๆ ท่ีไมสามารถหรอื ไมเหมาะสมที่จะนําไปแสดงไวในสวนของเน้อื หาที่
กําหนดไวตามสารบัญ แตเปนขอมูลสามารถสรางหรือเพ่ิมความเชื่อม่ันใหแกเนื้อหาที่กําหนดไวตาม
สารบัญ

การทําโครงงานประดิษฐช ุดบัตรคาํ สุภาพ มีวัตถุประสงคเพ่อื ตองการเผยแพรความรูการใชคํา
สุภาพในสถานการณตาง ๆ ที่ถูกตองแกผูเรียน ศรช.วัดลาดปลาเคาและบุคคลทั่วไป ไดดําเนินการ
จดั ทําระหวางวันท่ี 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2546 ไดทําบัตรคําสุภาพทั้งสิ้น จํานวน
45 แผน ๆ ละ 1 สถานการณ สําหรับใชกับบุคคลท่ีมีความอาวุโสตางกัน ไดแกผูอาวุโสนอยกวา
มากกวา และอาวุโสเทากัน แบงเปนบัตรคําเก่ียวกับการแนะนําตน 15 แผน การกลาวลา 15 แผน
และการกลาวแสดงความเสียใจ 15 แผน การพัฒนาคุณภาพน้ันทําใหผูเรียนกลุมอื่น เพื่อนบานและ
ครูผูชวยวิจารณและใหขอเสนอแนะ พรอมนําไปปรับปรุงแกไขจนเปนที่นาพอใจ และไดคุณภาพ
ตามทร่ี ะบุไวในเปาหมายทุกประการ
ท่มี า : หนังสือเรยี นรายวชิ าเลอื ก : สาระทักษะการเรียนรู รายวิชาโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการ
เรียนรู ทร 02006 หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สํานักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

25

ผูจดั ทาํ

ที่ปรกึ ษา ผูอํานวยการ กศน.อาํ เภอเกาะกูด
นางณัฐนนั ท แกว จรสั ครู

ผูรวบรวม/จัดทาํ /ออกแบบ
นายสมชาย วงศเขยี ว

26


Click to View FlipBook Version