ใบความรทู้ ่ี 1 เรื่องววิ ฒั นาการอักษรจนี
(汉字的演变)
นบั แตโ่ บราณกาลมา ผคู้ นรู้จกั ใช้เส้นเชือก ภาพวาดและเครอื่ งหมายเพอ่ื ใช้ในการจด
บันทึกสงิ่ ตา่ ง ๆ เมือ่ เวลาผา่ นไป จึงเกิดววิ ัฒนาการกลายเปน็ ตวั อักษร สาหรบั ศลิ ปะในการ
เขียนตวั อกั ษรจนี นัน้ ได้ถือกาเนดิ ขนึ้ มาพรอ้ ม ๆกับตัวอักษรจนี ดงั นนั้ การจะศกึ ษาถึงศิลปะ
ในการเขยี นตัวอกั ษรจีนจงึ ตอ้ งทาความเขา้ ใจถึงตน้ กาเนดิ ของตัวอกั ษรควบคู่กันไป
อกั ษรภาพทีเ่ ก่าแก่ทสี่ ุดในจีน การปรากฏของอกั ษรจีนทเี่ กา่ แกท่ สี่ ดุ มาจากแหลง่ โบราณคดีปน้ั ปอ
จาก เมืองซอี านมณฑลส่านซที างตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของประเทศจีน
ทมี่ า:http://teachch.weebly.com สามารถนบั ยอ้ นหลงั กลบั ไปได้กว่า 5,000 ปี โดยอยใู่ นรปู ของอกั ษร
ภาพทสี่ ลกั เป็นรปู วงกลม เสีย้ วพระจนั ทร์และภูเขาหา้ ยอดบน
เคร่ืองป้นั ดนิ เผา จวบจนถงึ เมอื่ 3,000 ปีก่อนจงึ กา้ วเขา้ สรู่ ปู แบบ
ของอกั ษรจารบนกระดกู สัตว์ ซึ่งนับเป็นยุคต้นของศลิ ปะการเขียน
อักษรจนี
เม่อื ปี ค.ศ. 1899 ชาวบา้ นจากหมบู่ ้านเลก็ ๆแหง่ หนง่ึ ทางทศิ ตะวนั ตก "กระดูกมังกร" ที่ภายหลงั พบว่า
เฉยี งเหนือของอาเภออนั หยางมณฑลเหอหนนั ประเทศจนี ไดค้ น้ พบสง่ิ ท่ี เปน็ บนั ทึกอกั ขระโบราณ
เรยี กกนั วา่ ‘กระดกู มังกร’ จงึ นามาใช้ทาเป็นตวั ยารกั ษาโรคต่อมา ซึง่
พ่อคา้ หวงั อห้ี รงเกดิ ความสนใจต่อตัวอกั ษรบนกระดูก จงึ ไดส้ ะสมไว้มี ที่มา:http://teachch.weebly.com
จานวนกว่า 5,000 ช้นิ และสง่ ใหผ้ เู้ ช่ียวชาญทาการศึกษาวจิ ยั จึงพบวา่
กระดูกมงั กรนัน้ แท้ทจ่ี รงิ คอื กระดูกทจี่ ารกึ อักขระโบราณของยคุ สมัย
ซาง ทีม่ อี ายเุ ก่าแก่ถึง 1,300 ปีกอ่ นครสิ ตกาล
3
อกั ษรบนกระดองเตา่ และกระดกู สตั ว์ / 甲骨文 Jiǎgǔwén
(เจี๋ยกูเ่ หวิน)
cอักษรจารบน ท่ีมา: http://jiewfudao.com
กระดกู สตั ว์
(甲骨文
Jiǎgǔwén
ท่มี า: http://jiewfudao.com
ทีม่ า:http://teachch.weebly.com
อกั ษรบนกระดองเต่า / อักษรบนกระดกู สัตว์ / 甲骨文 Jiǎgǔwén (เจี๋ยกเู่ หวิน)
อกั ษรบนกระดองเตา่ และกระดกู สัตว์ / 甲骨文 Jiǎgǔwén (เจย๋ี ก่เู หวนิ ) เป็นอกั ขระโบราณทมี่ อี ายเุ ก่าแก่
ทสี่ ดุ ของจนี เท่าทีม่ กี ารค้นพบในปจั จบุ ัน โดยมากอยใู่ นรปู ของบันทกึ การทานายท่ีใช้มดี แกะสลกั หรอื จารลงบนกระดอง
เตา่ หรอื กระดกู สตั ว์ ปรากฏแพรห่ ลายในราชสานกั ซางเมื่อ 1,300 – 1,100 ปกี ่อนครสิ ตกาล ลักษณะของตัวอักษร
บางสว่ น ยงั คงมีลกั ษณะของความเป็นอักษรภาพอยู่ โครงสรา้ งตวั อกั ษรเปน็ รูปวงรี มขี นาดใหญเ่ ลก็ แตกตา่ งกัน ที่
ขนาดใหญ่บา้ งก็สงู ถงึ น้ิวกวา่ ขนาดเล็กกเ็ ทา่ เมล็ดขา้ ว บางคร้งั ในอกั ขระตัวเดยี วกันยงั มีวธิ ีการเขียนที่แตกต่างกัน
ตัวอกั ษรมีการพัฒนาการในแตล่ ะชว่ งเวลา โดยมลี ักษณะพเิ ศษ กล่าวคอื ยุคต้น ตัวอกั ษรมีขนาดใหญ่ ยุคกลาง มีขนาด
เลก็ และลายเสน้ ทเ่ี รียบง่ายกวา่ เม่ือถงึ ยคุ ปลายจะมลี ักษณะใกล้เคยี งกับอกั ษรจินเหวิน หรอื อกั ษรโลหะท่ีมคี วาม เปน็
ระเบยี บ
4
อักษรโลหะ / 金文 Jīnwén (จินเหวิน)
อักษรโลหะ / 金文 Jīnwén (จินเหวิน)
อกั ษรโลหะ / 金文 Jīnwén (จนิ เหวิน) เปน็ อกั ษรท่ใี ช้ในสมยั ซางตอ่ เนือ่ งถงึ ราชวงศโ์ จว (1,100 – 771 ปีกอ่ นครสิ ต
ศกั ราช) มชี อ่ื เรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ ‘จงตงิ่ เหวนิ ’(钟鼎文 Zhōnɡdǐnɡwén)หมายถงึ อักษรทห่ี ลอมลงบน
ภาชนะทองเหลืองหรอื สารดิ เน่ืองจากตัวแทนภาชนะสารดิ ในยคุ น้นั ได้แก่ ‘ติ่ง’ ซึ่งเปน็ ภาชนะคล้ายกระถางมสี ามขา ใช้แสดง
สถานะทางสังคมของคนในสมัยน้นั และตวั แทนจากเครอื่ งดนตรีท่ีทาจากโลหะ คอื ‘จง’ หรอื ระฆงั ดังน้นั อักษรทีส่ ลักหรือ
หลอมลงบนเครือ่ งใช้โลหะดังกล่าวจงึ เรยี กวา่ ‘จงตง่ิ เหวิน’ มลี ักษณะพเิ ศษ คือ มลี ายเสน้ ทห่ี นาหนกั ร่องลายเสน้ ราบเรียบท่ี
ไดจ้ ากการหลอม ไม่ใช่การสลักลงบนเนอื้ โลหะ อกั ษรโลหะในสมัยหลงั รัชสมัยเฉิงหวังและคงั หวงั แหง่ ราชวงศ์โจว จะมคี วาม
สงา่ งาม สะทอ้ นภาพลักษณ์ทส่ี ขุ ุมเยอื กเย็น
ท่ีมา: http://jiewfudao.com
ทม่ี า:http://teachch.weebly.com
เนอื้ หาทบ่ี นั ทกึ ด้วยอักษรโลหะ โดยมากเป็น คาสง่ั การของชนชนั้ ผูน้ า พิธีการบูชาบรรพบรุ ุษ บันทึกการทา
สงคราม เปน็ ต้น มีการบันทกึ การค้นพบอกั ษรโลหะตงั้ แตร่ ชั สมัยฮัน่ อตู่ ใี้ นราชวงศฮ์ ั่น (116 ปีกอ่ นครสิ ต
ศกั ราช) บนภาชนะ ‘ต่ิง’ ที่สง่ เข้าวงั หลวง ดังนั้น จึงมกี ารศกึ ษาและอธิบายจากปญั ญาชนในยุคต่อมา
5
อกั ษรส่ีเหล่ยี ม / 篆书 Zhuànshū (จว้ นซ)ู
ท่ีมา: http://www.shufaai.com
ทมี่ า: http://www.shufaai.com
อกั ษรจว้ น / 篆书 Zhuànshū (จ้วนซู)
จากสมัยชนุ ชวิ จน้ั กว๋อจนถึงยุคการก่อตงั้ ราชวงศฉ์ ิน (770 – 202 ปีกอ่ นครสิ ตศกั ราช) โครงสรา้ งของตวั อักษรจีนโดยมาก
ยงั คงรักษารูปแบบเดมิ จากราชวงศ์โจวตะวนั ตก ซึง่ นอกจากอกั ษรโลหะแล้ว ยงั มีอกั ษรรปู แบบต่าง ๆทเ่ี หมาะกบั การ
บนั ทึกลงในวสั ดุแตล่ ะชนดิ เชน่ อักษรท่ีใช้ในการลงนามสัตยาบันร่วมระหว่างแวน่ แควน้ ทีส่ ลกั ลงบนแผ่นหยกก็ เรยี กว่า
หนงั สอื พนั ธมติ ร หากสลักลงบนไมก้ เ็ รยี กสาสน์ ไม้ หากสลักลงบนหินกเ็ รยี ก ตัวหนังสอื กลองหนิ ฯลฯ นอกจากน้ี กอ่ นการ
รวมประเทศจนี บรรดาเจา้ นครรัฐหรอื แคว้นตา่ งก็มตี วั อกั ษรทีใ่ ช้แตก ตา่ งกนั ไป ซงึ่ สว่ นหนงึ่ ได้แก่อักษรจว้ นใหญ่
หรือต้าจ้วน (大篆 Dàzhuàn)ซง่ึ เป็นตน้ แบบของเส่ียวจว้ นในเวลาต่อมา
ภายหลังจากจน๋ิ ซฮี อ่ งเตไ้ ด้รวมแผ่นดินจนี เขา้ ด้วยกนั ในปคี .ศ. 221 แลว้ กท็ าการปฏริ ูประบบตวั อกั ษรครง้ั ใหญ่ โดยการ
สร้างมาตรฐานรปู แบบตวั อกั ษรทเ่ี ป็นหนง่ึ เดยี วกนั ทัว่ ประเทศ กล่าวกันวา่ ภายใตก้ ารผลักดนั ของมหาเสนาบดี หลซ่ี อื ได้มี
การนาเอาตวั อกั ษรดงั้ เดิมของรัฐฉิน(อกั ษรจว้ น)มาปรบั ให้เรยี บง่ายข้ึน จากนน้ั เผยแพร่ออกไปท่วั ประเทศ ขณะเดียวกัน ก็
ยกเลกิ อกั ษรทมี่ ลี ักษณะเฉพาะจากแวน่ แควน้ อ่ืน ๆในยุคสมยั เดียวกัน อักษรทผี่ ่านการปฏิรปู นี้ รวมเรียกวา่ อักษรเสยี่ วจ้วน
หรือจว้ นเลก็ (小篆 Xiǎozhuàn)ถือเปน็ อกั ษรท่ใี ชท้ ัว่ ประเทศจีนเป็นครง้ั แรก
6
อกั ษรสัญลกั ษณ์ / อกั ษรทาส / 隶书 Lìshū (ล่ซี ู)
ท่มี า: http://www.xuexila.com
ทม่ี า: http://teachch.weebly.com
อกั ษรสญั ลกั ษณ์ / อกั ษรทาส / 隶书 Lìshū (ลี่ซู)
ขณะที่ยคุ สมยั ฉินประกาศใชอ้ กั ษรจว้ นเล็กอยา่ งเปน็ ทางการ พร้อมกันน้ันกป็ รากฏว่ามีการใช้อกั ษรล่ีซู
(隶书 Lìshū)ควบคู่กันไป โดยมีการประยุกตม์ าจากการเขียนอกั ษรจว้ นอยา่ งงา่ ย อกั ษรลซี่ ทู าให้อกั ษรจีน
กา้ วเขา้ สู่ขอบเขตของอกั ษรสญั ลกั ษณ์อยา่ งเตม็ รูปแบบ อาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการของการเปลย่ี นรปู จากอกั ษร
โบราณท่ยี งั มคี วามเปน็ อกั ษรภาพสู่ อกั ษรจีนทใี่ ช้ในปจั จบุ นั
สาหรบั ทมี่ าของอกั ษรลีซ่ ูนนั้ กล่าวกนั วา่ สมยั ฉนิ มที าสทชี่ อิ่ วา่ 程邈 เฉงิ เหม่ียวผหู้ น่ึง เนื่องจากกระทาความผดิ จงึ
ถูกสง่ั จาคกุ เฉงิ เหม่ยี วทอ่ี ยใู่ นคุกคมุ ขงั จงึ คิดปรบั ปรุงตัวอกั ษรจ้วนใหเ้ ขยี นงา่ ยขึ้น จากโครงสร้างกลมเปล่ยี นเปน็
ส่เี หลย่ี มกลายเป็นอกั ษรรูปแบบใหม่ จน๋ิ ซฮี อ่ งเต้ 秦始皇 ทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงโปรดอย่างมาก จงึ ทรงแตง่ ตง้ั
ให้เฉงิ เหมยี่ วทาหน้าทอ่ี ารกั ษใ์ นวงั หลวง ต่อมาตวั หนงั สอื ชนิดน้แี พรห่ ลายออกไป จงึ มกี ารเรียกช่ือตัวหนงั สอื ชนิดนว้ี า่
อักษรลซ่ี ูหรืออกั ษรทาส (คาวา่ ‘ล’ี่ ในภาษาจนี หมายถึง ทาส) แตใ่ นเชงิ โบราณคดนี ้ัน พบว่าอักษรลซ่ี เู ปน็ อกั ษรท่ีใช้
เขยี นบนวัสดทุ ที่ าจากไมห้ รอื ไม้ไผม่ าตง้ั แต่ ยคุ จ้ันกว๋อ (战国)จนถงึ สมัยฉิน (秦)และมพี ฒั นาการมา
เรื่อย ๆ จวบถึงสมยั ราชวงศฮ์ ่ันได้กลายเปน็ อักษรทีไ่ ดร้ ับความนยิ มสงู สุด
7
อักษรตัวหวัด / 草书 Cǎoshū (เฉ่าซู)
ทม่ี า: http://www.xuexila.com
ทีม่ า: http://www.xuexila.com
อกั ษรตัวหวดั / 草书 Cǎoshū (เฉ่าซู)
ตง้ั แต่กาเนิดมีตวั อักษรจนี เป็นต้นมา อกั ษรแต่ละรปู แบบลว้ นมีวธิ ีการเขยี นแบบตัวหวัดทั้งส้นิ จวบจนถงึ ราชวงศฮ์ นั่ อกั ษร
หวดั จงึ ได้รบั การเรยี กขานว่า ‘อกั ษรเฉา่ ซู’ (草书 Cǎoshū)อย่างเปน็ ทางการ (คาว่า “เฉา่ ” / 草 ในภาษาจนี
หมายถงึ อย่างลวก ๆหรอื อยา่ งหยาบ) อกั ษรเฉา่ ซู เกดิ จากการนาเอาลายเส้นทมี่ ีแตเ่ ดิมมาย่นยอ่ เหลอื เพียงขีดเสน้ เดยี ว
โดยฉีกออกจากรปู แบบเดมิ ของกรอบสเี่ หลยี่ มในอกั ษรจีน หลุดพ้นจากขอ้ จากดั ของขั้นตอนวธิ ีการขีดเขยี นอกั ษรในแบบ
มาตรฐานตวั บรรจงหรือ ข่ายซู (楷书)ในขณะท่ีอกั ษรขา่ ยซอู าจประกอบขึน้ จากลายเส้นสบิ กว่าสาย แตอ่ ักษรเฉา่
ซู (草书)ใชเ้ พยี ง 2 – 3 ขีดกส็ ามารถประกอบเป็นสญั ลกั ษณเ์ ชน่ เดยี วกนั ได้
8
อกั ษรตวั บรรจง / 楷书 Kǎishū (ข่ายซู)
อักษรตัวบรรจง / 楷书 Kǎishū (ข่ายซ)ู
อักษรข่ายซ(ู 楷书 Kǎishū)หรือเรียกอกี อยา่ งหน่งึ วา่ อักษรจริง (真书 Zhēnshū)อกั ษร
บรรจง (正书 Zhèngshū)เป็นอกั ษรจนี รปู แบบมาตรฐานใชก้ ันอยา่ งแพรห่ ลายในปัจจบุ ัน (คาว่า ‘楷’
Kǎi อ่านวา่ ขา่ ย มคี วามหมายวา่ แบบฉบบั หรือตวั อยา่ ง) อักษรขา่ ยซูเป็นเส้นสัญลักษณ์ท่ปี ระกอบกันขึ้น ภายใต้
กรอบสเ่ี หลยี่ ม หลุดพ้นจากรปู แบบอักษรภาพของตวั อกั ขระยุคโบราณอย่างสนิ้ เชงิ
ทม่ี า: https://m.yczihua.com
ทม่ี า: http://blog.sina.cn
อักษรข่ายซูมีตน้ กาเนดิ ในยคุ ปลายราชวงศ์ฮั่นตะวนั ออก ภายหลงั ราชวงศว์ ่ยุ จิน้ (สามก๊ก) (คริสตศักราช 220 –
316) ไดร้ ับความนิยมอยา่ งแพรห่ ลาย จากการกา้ วเข้าสู่ขอบเขตข้ันใหมข่ องอกั ษรลซ่ี ู พัฒนาตามมาด้วย อกั ษร
ข่ายซู เฉ่าซู และสงิ ซู ก้าวพ้นจากข้อจากดั ของลายเส้นทีม่ าจากการแกะสลัก เม่ือถึงยคุ ของราชวงศ์ถงั (ครสิ ต
ศกั ราช 618 – 907) จงึ ก้าวสยู่ คุ ทองของอกั ษรข่ายซูอยา่ งแท้จรงิ จวบจนปจั จบุ นั อกั ษรขา่ ยซูยงั เปน็ อกั ษร
มาตรฐานของจีน
9
อกั ษรตัวก่ึงหวัดก่งึ บรรจง / 行书 Xíngshū (สงิ ซู)
ท่ีมา: http://www.xuexila.com
อกั ษรตวั กึง่ บรรจงกึ่งหวัด / 行书 Xíngshū (สงิ ซู)
อักษรสงิ ซ(ู 行书 Xíngshū)เป็นรปู แบบตัวอกั ษรทอ่ี ยู่กง่ึ กลางระหวา่ งอกั ษรขา่ ยซู (楷书)และ
อักษรเฉ่าซู (草书)เกดิ จากการเขยี นอักษรตัวบรรจงที่เขียนอยา่ งหวดั หรอื อกั ษรตวั หวัดท่ีเขยี น อยา่ งบรรจง
อาจกลา่ วไดว้ ่า เป็นตัวอักษรก่ึงตัวหวดั และกง่ึ บรรจง อักษรสิงซกู าเนิดขึน้ ในราวปลายราชวงศฮ์ ั่นตะวันออก
รวบรวมเอาปมเดน่ ของอกั ษรข่ายซู (楷书)และเฉา่ ซู (草书)เขา้ ด้วยกัน
อกั ขระโบราณและอักษรปัจจุบัน
ตวั อกั ษรจนี สามารถแบง่ ออกเป็นอักขระท่ีใช้ในสมัยโบราณกบั อักษรที่ใช้ใน ปัจจบุ ัน ตัวอยา่ งเชน่ อักษรลี่ซู (隶书
Lìshū)ซึง่ เปน็ รูปแบบของอักขระโบราณ อันเปน็ ตน้ แบบของการปฏิรปู ลกั ษณะตัวอกั ษรจนี ครง้ั ใหญ่ กลายเป็นเส้น
แบ่งระหวา่ งอกั ษรรนุ่ เก่าและใหม่ ยคุ สมยั ที่ใช้อักษรลซ่ี แู ละก่อนหนา้ นั้น ถือเปน็ อักขระโบราณ ไดแ้ ก่ อกั ษรจารบนกระดกู
สตั ว์หรือเจยี๋ กูเ่ หวินจากสมยั ซาง อกั ษรโลหะจากราชวงศ์โจวตะวันตก อกั ษรเส่ยี วจ้วนจากยคุ สมยั จัน้ กวอ๋ และสมยั ฉิน
หลงั จากกาเนิดอักษรลซี่ ูใหถ้ ือเปน็ อกั ษรในยุคปจั จบุ ฃัน อันได้แก่ อักษรลซ่ี ู อกั ษรขา่ ยซู สาหรบั อักษรเฉ่าซูและสงิ ซู อาจ
กล่าวได้ว่าเปน็ เพียงพฒั นาการของรปู แบบตัวอกั ษร ไมใ่ ชว่ วิ ัฒนาการของตัวอักษรจีนโดยรวม
10
สรปุ ววิ ัฒนาการอักษรจนี
ที่มา:http://teachch.weebly.com ที่มา: https://baike.sogou.com 篆书 Zhuànshū
甲骨文 Jiǎgǔwén 金文 Jīnwén
隶书 Lìshū ทมี่ า: http://www.shufaai.com
草书 Cǎoshū
ท่ีมา: http://www.xuexila.com ทีม่ า: http://www.xuexila.com
ท่มี า: https://m.yczihua.com ที่มา: http://www.sohu.com
楷 书 Kǎishū 行书 Xíngshū
11
การเปรยี บเทียบอักษรจนี ในรูปแบบต่างๆ
ทีม่ า: http://www.51wendang.com
จากเจีย๋ กู่เหวินหรืออักษรจารบนกระดกู สตั ว์ (甲骨文 Jiǎgǔwén)จนิ เหวนิ หรืออักษรโลหะ
(金文 Jīnwén)อกั ษรจว้ น(篆书 Zhuànshū) อักษรล่ซี (ู 隶书 Lìshū)
อักษรเฉ่าซ(ู 草书 Cǎoshū)อกั ษรข่ายซู (楷书 Kǎi shū)และอกั ษรสงิ ซ(ู 行书
Xíngshū)เปน็ ตน้
อย่างไรกต็ าม วิวฒั นาการของตวั อกั ษรจนี เกิดจากการฟมู ฟกั อยา่ งคอ่ ยเป็นค่อยไป มีการผสมผสานกนั ของอกั ษรชนดิ ท่ี
แตกต่างกนั ในชว่ั ระยะเวลาหนง่ึ ผา่ นการขดั เกลาจนเกดิ เปน็ ตัวอกั ษรชนิดใหม่เขา้ แทนท่อี ักษรชนดิ เดมิ ไมใ่ ชก่ ารยกเลกิ
อกั ษรชนิดเกา่ โดยส้นิ เชิง ดังน้นั ผคู้ นในยคุ ต่อมาจงึ ยงั คงมีการศึกษาและใชอ้ ักษรในยคุ เกา่ ก่อน ทง้ั ในเชิงศิลปะหรือใน
ชวี ติ ประจาวันท่ียังคงพบเห็นไดอ้ ยเู่ สมอ
12