The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียนการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by darunee.gift2534, 2024-06-23 01:51:26

วิจัยในชั้นเรียนการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active

วิจัยในชั้นเรียนการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active

1 ชื่อวิจัย การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ชื่อ-สกุล ดรุณี เกษมสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวัดป้อมวิเชียรโชติการาม ก่อนและหลังเรียน 2) เพื่อริเริ่มหรือพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ กลุ่ม ตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้ คือ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวัดป้อมวิเชียรโชติการาม ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 32 คน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ปรากฏว่า ผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังการ จัดการเรียนเรียนรู้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อ ผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 มีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างดียิ่ง ส่งผลให้มาตรฐานการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีระดับสูงขึ้น เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 นักเรียนมีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อน เรียนมีคะแนนเฉลี่ย 7.00 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 16.91 2. การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การ แยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1มีศักยภาพสูงขึ้น คำสำคัญ : ชุดกิจกรรม/ผลการเรียนรู้/ กิจกรรมการเรียนรู้/ Active learning


2 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและสภาพของปัญหา วิทยาศาสตรมีบทบาทสําคัญยิ่งในสังคมโลกปจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตรเกี่ยวของ กับทุกคนทั้งในชีวิตประจําวัน ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องมือเครื่องใชและผลผลิตตาง ๆ ที่มนุษยไดใชเพื่อ อํานวยความสะดวกในชีวิตและการทํางานลวนเปนผลของความรูวิทยาศาสตร วิทยาศาสตรชวยใหมนุษย ไดพัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเปนเหตุเปนผล คิดสรางสรรค คิดวิเคราะห วิจารณมีทักษะสําคัญ ในการ คนควาหาความรูมีความสามารถในการแกปญหาอยางเปนระบบ อีกทั้งความรูวิทยาศาสตรยังชวยใหเกิด การพัฒนาเทคโนโลยีอยางมากและเทคโนโลยีมีสวนสําคัญมาก ที่จะใหการศึกษาคนควาความรูทาง วิทยาศาสตรเพิ่มขึ้นอยางไมหยุดยั้งความกาวหนาทางดานวิทยาการ มีผลตอการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ซึ่งเปนกลไกสําคัญในการพัฒนาการศึกษาเพื่อสรางคนใหเปนคนดีมีปญญา มีความสุข(กรมวิชาการ.2544: จากการประเมินคุณภาพทางการศึกษาของกรมวิชาการพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ไขปัญหาวิทยาศาสตร์ อีกทั้งพบว่าความความผิด พลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ได้แก่ การสอนที่ไม่อาจนำเอาความฉลาด สติปัญญาของ นักเรียนมาใช้ในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การเรียนการสอนที่โน้มเอียงไปทางบีบบังคับให้คล้อยตาม หรือเลียนแบบมากกว่าเรียนตามกรรมวิธีของการสร้างสรรค์ความรู้ ดั้งนั้นสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์จึงมี บทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพราะสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจในการปลูกฝัง หรือเสริมสร้างให้แก่นักเรียนและเนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศทั้งใน ด้านวัตถุและทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพและสมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน ในการเรียนการสอนสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติ ของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและแรงยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาค มีกระบวนการสืบ เสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร ซึ่งในหัวขอของการแยกสารนักเรียนตองศึกษาถึงกระบวนการในการ แยกสารวิธีการตางๆ จากสภาพปัญหาที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ขึ้นเพื่อเสริมสร้างพลังความสามารถของนักเรียนแต่ละคนให้ เต็มขีดความสามารถ โดยประยุกต์ใช้กับหลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง ให้ผู้เรียนมีอิสระในการคิด ทุกคนมี โอกาสใช้ความคิดอย่างเต็มศักยภาพ โดยหวังว่านักเรียนจะสามารถพัฒนาสมรรถนะของตนเองในเรื่อง ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และแรงจูงใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ และคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ได้ นอกจากนี้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฐาน ยังเป็นสื่อทางการศึกษา รูปแบบหนึ่งที่สามารถนำมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียน และศึกษาผลการสอนจากกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฐาน เพื่อเป็นแนวทางแก่ครูในการออกแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เน้นให้ผู้สอนจัดวิธีการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย เชื่อมโยงวิธีการ เรียนรู้ในเนื้อหาวิชากับสภาพปัญหาและประสบการณ์ในชีวิตจริง ดังนั้น จึงได้นำการจัด กิจกรรมการ


3 เรียนรู้โดยใช้ฐาน มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลให้ผู้เรียนได้ ศึกษาไปตามลำดับขั้นด้วยตนเองและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครู และการเรียนของนักเรียน วัตถุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้า 1.เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้ แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวัดป้อมวิเชียรโชติกา ราม ก่อนและหลังเรียน 2. เพื่อริเริ่มหรือพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. สามารถวัดผลการเรียนของนักเรียนจากการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม


4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักการและแนวคิดในการพัฒนา 1. ประเภทของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์หรือการเรียนรู้นั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้(ชัยยงค์พรหมวงศ์, 2545 : 605 - 608) 1. กิจกรรมในหลักสูตร หมายถึง กิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดขึ้นในลักษณะที่ มีส่วนสัมพันธ์ กับบทเรียนตามที่หลักสูตรกำหนดไว้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ความเข้าใจในบทเรียนเกิดกระบวนการ ในทางความคิด ที่ทัศนคติและค่านิยมในทางที่ดีเป็นต้น โดยทั่วไปกิจกรรมในหลักสูตรที่จัดขึ้นในห้องเรียน มักมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า โดยผู้สอนอาจให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมด้วยก็ได้ จากนั้น จะนำกิจกรรมที่วางแผน มาปฏิบัติในห้องเรียน มีลำดับขั้นตอนเริ่มจากขั้นนำกิจกรรม ขั้นปฏิบัติกิจกรรมและขั้นสรุปกิจกรรม กิจกรรมที่จัดขึ้นในห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น เพลง เกม บทบาทสมมติเล่านิทาน ประกอบเรื่องการบรรยาย การสาธิต โครงงาน การเข้ากลุ่ม โต้วาทีวีดีโอ การวิเคราะห์จากสถานการณ์ และประสบการณ์จริง 2. กิจกรรมเสริมหลักสูตร หมายถึง กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน ในชั้นให้ดี ยิ่งขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถตลอดจนความสนใจของผู้เรียน กิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่จัดขึ้นใน โรงเรียนนั้น มีอยู่หลายชนิด เช่น กิจกรรมเสริมหลักสูตรเชิงวิชาการ ได้แก่ ชมรมต่าง ๆ ชุดการสอนสามารถจำแนกตามลักษณะของการใช้งาน ซึ่งนักการศึกษาได้แบ่งประเภท ของ ชุดการสอนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้(ชัยยงค์พรหมวงศ์, 2545 : 672 - 673) 1. ชุดกิจกรรมสำหรับประกอบคำบรรยายหรือชุดกิจกรรมสำหรับครูเป็นชุดกิจกรรมที่กำหนด กิจกรรมและสื่อการเรียน ให้ครูใช้ประกอบคำบรรยายเพื่อเปลี่ยนบทบาทครูให้พูดน้อยลง และเปิดโอกาส ให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนมากขึ้น ชุดกิจกรรมนี้จะมีเนื้อหาเพียงหน่วยเดียว 2. ชุดกิจกรรมแบบกิจกรรมกลุ่ม ชุดกิจกรรมแบบนี้มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนให้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน และอาจจัดการเรียนรู้ในรูปของศูนย์การเรียน ชุดกิจกรรมแบบกิจกรรมกลุ่มจะประกอบไปด้วยชุดย่อยที่มี จำนวนเท่ากับจานวนศูนย์ที่แบ่งไว้ในแต่ละหน่วย ในแต่ละศูนย์จะมีสื่อการเรียนหรือบทเรียนครบชุดตาม จำนวนนักเรียน ในศูนย์กิจกรรมนั้นหรือสื่อการเรียนอาจจัดให้ผู้เรียนทั้งศูนย์ใช้ร่วมกันได้ผู้ที่เรียนจากชุด กิจกรรมแบบกิจกรรมกลุ่มอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากครูเพียงเล็กน้อยในระยะเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากคุ้นเคยต่อวิธีการใช้แล้ว ผู้เรียนจะสามารถช่วยเหลือกันละกันได้เองระหว่างประกอบกิจกรรมการ เรียน หากมีปัญหาผู้เรียนจะสามารถซักถามครูได้เสมอ 3. ชุดกิจกรรมรายบุคคล หรือชุดกิจกรรมทางไกล เป็นชุดกิจกรรมที่จัดระบบขึ้น เพื่อให้ ผู้เรียนเรียนได้ด้วยตนเอง ตามลำดับขั้นตามความสามารถของแต่ละบุคคลเมื่อศึกษาจบแล้ว จะ ทำการทดสอบประเมินผลความก้าวหน้าและศึกษาชุดอื่นต่อไปตามลำดับ เมื่อมีปัญหาผู้เรียนจะปรึกษา กันเองได้ผู้สอนพร้อมให้ความช่วยเหลือทันทีในฐานะผู้แนะนำหรือผู้ประสานงานทางการเรียน


5 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ฮุสตัน และคนอื่น ๆ (Houston; other, 1973, อ้างใน นิติกาญจน์ ไกรสิทธิพัฒน์, 2553 13) ได้ กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดการเรียนไว้ดังนี้ 1. คำชี้แจง (prospectus) ในส่วนนี้จะอธิบายถึงความสำคัญของจุดมุ่งหมายขอบข่าย ชุดการ เรียนการสอน สิ่งที่นักเรียนจะต้องมีความรู้ก่อนเรียนและขอบข่ายของกระบวนการทั้งหมดในชุดการเรียน 2. จุดมุ่งหมาย (objectives) คือ ข้อความที่ชัดเจน ไม่กำกวมที่กำหนดว่าผู้เรียนจะประสบ ความสำเร็จอะไรหลังจากเรียนแล้ว 3. การประเมินผลเบื้องต้น (pre-assessment) มีจุดประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อให้ ทราบว่า ผู้เรียนอยู่ในขั้นการเรียนจากชุดการเรียนการสอนนั้น และเพื่อดูว่าเขาได้สัมฤทธิ์ผล ตามจุดประสงค์ เพียงใด การประเมินเบื้องต้นนี้อาจจะอยู่ในรูปของการทดสอบแบบข้อเขียน ปากเปล่า การทำงาน ปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำถามง่าย ๆ เพื่อให้รู้ถึงความต้องการและความสนใจ 4. การกำหนดกิจกรรม (enabling actives) คือ การกำหนดแนวทางและวิธีเพื่อนำไปสู่ จุดประสงค์ที่ตั้งไว้โดยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นด้วย 5. การประเมินขั้นสุดท้าย (post-assessment) เป็นข้อสอบเพื่อวัดผลการเรียนหลังจาก ที่เรียนแล้ว 3. ขั้นตอนของการสร้างชุดกิจกรรม อรอนงค์ฟ้าคะนอง (2548, อ้างในอัฐวุฒิคำแสน, 2554 : 7 - 8) ได้สรุปขั้นตอนในการสร้าง ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้ 1. ชื่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ 2. กำหนดความคิดรวบยอดและหลักการ 3. กำหนดวัตถุประสงค์ 4. กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน 5. กำหนดแบบประเมินผล 6. เลือกและผลิตสื่อการสอน 7. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ 8. นำชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ไปทดลองใช้ จันทร์จิรา รัตนไพบูลย์(2549 : 48) การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ผู้สร้างจะต้องรู้จัก การสร้างชุดกิจกรรมก่อนว่า ต้องมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้ ขั้นที่ 1 วิเคราะห์เนื้อหา ได้แก่การกำหนดหน่วย หัวเรื่อง และมโนมติ ขั้นที่ 2 การวางแผน วางแผนล่วงหน้า กำหนดรายละเอียด ขั้นที่ 3 การผลิตสื่อการเรียนเป็นการผลิตสื่อประเภทต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในแผน ขั้นที่ 4 หาประสิทธิภาพเป็นการประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมโดยนำไปทดลองใช้ ปรับปรุง ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว


6 4. ประโยชน์ของชุดกิจกรรม ธงชัย ต้นทัพไทย (2548, อ้างใน พฤทธิมาเนตร, 2553 : 19) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ ชุด กิจกรรมไว้ว่า เป็นสื่อการสอนที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของ ผู้สอน และส่งเสริมพัฒนาให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีโอกาสฝึกปฏิบัติ และแสดงความคิด อย่างสร้างสรรค์ทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ตามศักยภาพ ของแต่ละบุคคลได้อย่างเต็ม ความสามารถ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสมบูรณ์ทั้งด้านความรู้เป็นคนดีและมี ความสุข เสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตรกับผู้อื่น ศิรินภา อิฐสุวรรณศิลป์ (2548, อ้างใน เครือวัลย์แสงโสดา, 2556 : 36) สรุปประโยชน์ ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ กระจ่างยิ่งขึ้น 2. ช่วยลดภาระผู้สอน เพราะมีการจัดเตรียมลำดับขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว 3. ช่วยในการสอนนักเรียนที่มีความสามารถหรือสนใจแตกต่างกัน 4. ช่วยรักษามาตรฐานการเรียนรู้ เพราะผู้ที่เรียนจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะได้รับ ความรู้ในมาตรฐานเดียวกัน 5. มีการวัดและการประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอสร้างทัศนคติที่ดี ต่อการเรียนรู้แก่นักเรียน 6. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกฝนการตัดสินใจและแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง 7. มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม 8. ใช้ได้กับทุกระดับการศึกษา 9. เร้าความสนใจของนักเรียนได้มากจากสื่อที่หลากหลาย นิธิวดีเพียรรักกิจการค้า (2554 : 31) ได้สรุปว่า ประโยชน์ของชุดกิจกรรม มีดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ 2. นักเรียนสามารถค้นคว้าด้วยตนเอง 3. นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง 4. นักเรียนได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม 5. ทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่ายในการเรียน 6. ช่วยลดภาระงานของครูผู้สอน สรุปได้ว่า ประโยชน์ของชุดกิจกรรม จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ฝึกทักษะการ คิดได้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ดึงดูดความสนใจ ทำให้นักเรียนไม่เบื่อเวลาเรียน และช่วยพัฒนา ศักยภาพของนักเรียนได้สามารถปฏิบัติกิจกรรมนั้นด้วยตนเอง น าความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ได้ไปใช้ ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง


7 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การดำเนินการ 3.1 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 32 คน โรงเรียน วัดป้อมวิเชียรโชติการาม 3.2 ตัวแปรที่ศึกษา 3.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 3.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเรื่อง การแยก สารเนื้อผสม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 3.3 เครื่องมือที่ใช้ 3.3.1 นวัตกรรมที่ใช้ในการฝึก - ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการแยกสารเนื้อผสม - แผนการจัดการเรียนรู้ - อุปกรณ์ในการทดลอง 3.3.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3.4 วิธีสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.4.1 สร้างแบบทดสอบ 3.5 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5.1 วิเคราะห์คะแนน ความสามารถในการทำแบบทดสอบพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ 3.5.2 เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรม


8 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยการใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6/1 ตารางที่ 1 การทดสอบ จำนวน(n) คะแนนเต็ม ( X ) S.D t ก่อนเรียน 32 20 7.00 1.70 28.64* หลังเรียน 32 20 16.91 1.23 จากตาราง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6/1 นักเรียนมีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 7.00 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 16.91 4.2 คะแนนความสามารถในการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ด้วยการใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้ แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 32 คน ที่ ชื่อ - สกุล ก่อน เรียน หลัง เรียน ผลต่าง ผลต่าง2 ความก้าวหน้า -20 -20 (D) (D)2 1 เด็กชาย กฤษกร ผุดผึ้ง 5 17 12 144 12 2 เด็กชาย ภูมิพัฒน์ เกลี้ยกล่อม 4 14 10 100 10 3 เด็กชาย วรเมธ ปัสสาพันธุ์ 6 19 13 169 13 4 เด็กชาย สิรวิชญ์ เชื้อบัณฑิต 7 17 10 100 10 5 เด็กชาย สิปปภาส รอดพาที 8 19 11 121 11 6 เด็กชาย เตียอาว - 8 19 11 121 11 7 เด็กชาย ปลื้ม กลิ่นคล้าย 7 17 10 100 10 8 เด็กชาย วิศิษฏ์ เสียงไพเราะ 9 16 7 49 7 9 เด็กชาย กฤษณพล พิมพ์พันธ์ 10 16 6 36 6


9 ที่ ชื่อ - สกุล ก่อน เรียน หลัง เรียน ผลต่าง ผลต่าง2 ความก้าวหน้า -20 -20 (D) (D)2 10 เด็กชาย รมย์รชต สุทธิจำนง 7 18 11 121 11 11 เด็กชาย ศรัณยพงศ์ สกุลมีฤทธิ์ 7 17 10 100 10 12 เด็กหญิง อรุชิญาณ์ บัวบังใบ 8 17 9 81 9 13 เด็กหญิง กันต์กมล ก้านแก้ว 6 17 11 121 11 14 เด็กหญิง รัตนา ทองเกลี้ยง 6 15 9 81 9 15 เด็กหญิง วิลาสินี นิลน้อยศรี 9 16 7 49 7 16 เด็กหญิง นารีรัตน์ กะนุวงษ์ 10 17 7 49 7 17 เด็กหญิง ชนมน วรดูลย์ 9 16 7 49 7 18 เด็กหญิง ณิภาภรณ์ มาลี 9 18 9 81 9 19 เด็กหญิง รมิตา ระเบียบ 8 16 8 64 8 20 เด็กหญิง อรวรานันท์ เตชธรรมพงศ์ 7 18 11 121 11 21 เด็กหญิง อารดี ปานประทีป 8 17 9 81 9 22 เด็กหญิง ใยรัก เที่ยงแป้น 6 15 9 81 9 23 เด็กหญิง ธัญชนก ชเวดอฟ 9 16 7 49 7 24 เด็กหญิง ณัฐณิชา พงษ์เรื่อง 6 17 11 121 11 25 เด็กหญิง อัญรินทร์ คาสมบัติ 7 17 10 100 10 26 เด็กหญิง คัทรียา อุสาห์รัมย์ 6 18 12 144 12 27 เด็กหญิง ภัทรวดี เหมาแพ้ว 3 15 12 144 12 28 เด็กหญิง สุกฤตา เกตุแก้ว 6 19 13 169 13 29 เด็กหญิง รุ้งรภัสสรณ์ ทีเหมาะ 7 17 10 100 10 30 เด็กหญิง ณัชรมล พิมพ์กลาง 4 16 12 144 12 31 เด็กหญิง นัทธ์ชนันท์ อ่องสอาด 7 17 10 100 10 32 เด็กหญิง กันยิกา โชติจตุธรรม 5 18 13 169 13 รวม 224 541 317 3259 317 เฉลี่ยร้อยละ 7.00 16.91 9.91 9.91 ร้อยละ 35.00 84.53 X


10 จากตารางแสดงให้เห็นว่าในการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้ แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 มีศักยภาพสูงขึ้น 4.3 การเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โดยใช้สถิติทดสอบที ( t – Dependent) ตารางที่ 3 การประเมิน คะแนน ก่อนเรียน (20 คะแนน) คะแนน หลังเรียน (20 คะแนน) D D 2 คะแนนรวม 224 541 317 3259 คะแนนเฉลี่ย 7.00 16.91 คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 35.00 84.53 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2.59 1.93 จากตาราง พบว่า การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6/1 นักเรียนมีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 7.00 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 16.91


11 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผล 1. ผลการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6/1 หลังจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1โดยมีการพัฒนาผลการเรียนรู้ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียนสูงขึ้น พอจะสรุปได้ว่าในการจัดการเรียนเรียนรู้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 นี้มีคุณภาพและประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ สูงเป็นที่น่าพอใจ 5.2 อภิปรายผล ผลการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ปรากฏว่า ผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนเรียนรู้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6/1 มีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างดียิ่ง ส่งผลให้มาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมี ระดับสูงขึ้น เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. การจัดการเรียนเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เป็นการพัฒนาผลการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ได้ดีขึ้น 2. การจัดการเรียนเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม และการขยายความรู้ ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนรู้ ช่วยให้นักเรียนทำ ความเข้าใจและตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเองได้ 3. การจัดการเรียนเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง การแยกสารเนื้อผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เป็นการพัฒนากลยุทธ์ที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ ทักษะทางปัญญา ซึ่งอาจช่วยให้นักเรียนสื่อสารกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และนำทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้


12 5.3 ข้อเสนอแนะ จากผลการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ต่อวงการศึกษาดังนี้ 5.3.1 ในการดำเนินการวิจัยดังกล่าวผู้สอนจะต้องคอยดูแล ควบคุม กำกับให้ผู้เรียนได้ ปฏิบัติจริงตามขั้นตอนที่กำหนด อันจะทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ช่วยเหลือ กันในการทำงาน ร่วมมือกันในการคิดแก้ไขปัญหา เกิดความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถทางาน ร่วมกับผู้อื่นจนสามารถสร้างผลงานอันเป็นความสำเร็จ


13 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2564). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพ มหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กิตติชัย สุธาลิโนบล. (2562). ผลการใช้เทคนิคการตั้นคำถามของครูที่มีต่อผลการเรียนรู้ทางวิทยา- ศาสตร์ พฤติกรรมกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. ปริญญานิพนธ์มหาวิทยาลัยศรี นครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร. กรุงเทพมหานคร. คณาภรณ์ รัศมีมารีย์. (2564). ชุดจัดการเรียนการสอนสื่อเพื่อการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร: สาธิตปทุ ปทุมวัน. บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2564). การพัฒนาการสอน. กรุงเทพมหานคร: สุวีนิยสาล์น. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2564). การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยา - ศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 4 ไสว ฟักขาว. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. สืบค้นวันที่ 8 สิงหาคม 2565 จาก http : www.budmgt.com


14 ภาคผนวก


15


16


Click to View FlipBook Version