The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวบรวมคำพิพากษาฎีกา หนี้บัตรเครดิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pongsatorn Kunthuan, 2025-03-06 02:50:58

คดีหนี้บัตรเครดิต

รวบรวมคำพิพากษาฎีกา หนี้บัตรเครดิต

สมรรถ พระเอี้ยง สำ นักงานที่ปรึกษากฎหมาย สมาร์ทลอว์ รวมคำ พิพากษาฎีกา คดีหนี้บัตรเครดิต


ในสังคมปัจจุบัน บัตรเครดิตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำ วันของ ผู้คน เนื่องจากความสะดวกสบายในการใช้จ่ายและการเข้าถึงสินเชื่อที่ ง่ายดาย อย่างไรก็ตาม การใช้งานที่ไม่ระมัดระวังหรือการบริหารจัดการหนี้ ที่ไม่เหมาะสม อาจนำ ไปสู่ปัญหาหนี้สินที่สะสมจนเกิดเป็นข้อพิพาททาง กฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อชีวิตส่วนตัว เศรษฐกิจครัวเรือน และระบบ การเงินโดยรวม หนังสือ “รวมคำ พิพากษาคดีหนี้บัตรเครดิต” เล่มนี้ได้รวบรวมคำ พิพากษาในคดีหนี้บัตรเครดิตที่สำ คัญและหลากหลาย เพื่อเป็นแหล่ง ข้อมูลอ้างอิงที่มีประโยชน์สำน์ สำหรับนักกฎหมาย นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่ ต้องการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาคดีของศาลในเรื่องดังกล่าว ไม่ ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าปรับ ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือ กระบวนการบังคับคดี จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้คือการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจใน กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหนี้บัตรเครดิต เพื่อช่วยให้ผู้อ่าน สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการป้อป้งกันและจัดการกับปัญหาหนี้สินได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และยังเป็นบทเรียนสำ คัญที่ช่วยส่งเสริมการใช้บัตรเครดิต อย่างมีความรับผิดชอบ ผู้จัดทำ หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ทั้น์ ทั้ งในด้านการศึกษาและการ ปฏิบัติ อีกทั้งช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการบริหารจัดการ หนี้สินที่ไม่เหมาะสม หากมีข้อเสนอแนะใด ๆ ผู้จัดทำ ยินดีรับฟังเพื่อนำ ไป ปรับปรุงให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป ด้วยความเคารพ นายสมรรถ พระเอี้ยง 23 ธันวาคม 2567 คำ นำ


สารบัญ เรื่อง หน้าน้ บัตรเครดิตคืออะไร ความแตกต่างระหว่างบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ประเภทของบัตรเครดิต ข้อดี-ข้อควรระวังของบัตรเครดิต คำ พิพากษา 1 2 2 3 5 อ้างอิง 18


บัตรเครดิต (Credit Card) คือ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกโดยธนาคารหรือ สถาบันการเงิน ทำ หน้าน้ที่เป็นเครื่องมือทางการเงินในการชำ ระค่าสินค้าหรือบริการ แทนเงินสด และจะต้องชำ ระเงินคืนตามรอบบิลที่กำ หนด หากชำ ระเต็มจำ นวน ภายในระยะเวลาที่กำ หนดก็จะไม่มีการเสียดอกเบี้ย แต่หากชำ ระไม่เต็มจำ นวน หรือไม่ตรงตามเวลาที่กำ หนด ผู้ที่เป็นสมาชิกบัตรเครดิตก็จะต้องเสียดอกเบี้ย ตามอัตราที่ธนาคารกำ หนด ซึ่งตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ กำ หนดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ไม่เกินร้อยละ 16 ต่อปี นอกจากนี้ สมัครบัตรเครดิตยังเต็มไปด้วยสิทธิประโยชน์ที่น์ ที่หลากหลาย เช่น การ ได้รับคะแนนสะสมจากการใช้จ่าย, ได้รับส่วนลดพิเศษจากร้านค้า ร้านอาหารที่ร่วม รายการ, โปรโมชั่นผ่อนชำ ระดอกเบี้ย 0%, ได้รับเครดิตเงินคืน, การโอนคะแนน เป็นไมล์สายการบิน ฯลฯ ซึ่งบัตรเครดิตบางประเภทก็มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจาก ทั่วๆ ไปอีก เช่น การเข้าใช้บริการห้องรับรองพิเศษตามสนามบิน, ประกันเดินทาง, ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น บัตรเครดิตคืออะไร บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลาย เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำ วันของใครหลายคนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย สำ หรับการซื้อสินค้าหรือบริการ หลายคนก็เลือกจะหยิบบัตรเครดิตมาใช้แทน เงินสด เพราะนอกจากความสะดวกสบายและความคล่องตัวในการใช้จ่ายแล้ว ยัง ได้รับสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตอีกด้วย สำ หรับใครที่ไม่เคยมีบัตรเครดิต หรือกำ ลังศึกษารายละเอียดต่างๆ ว่าบัตร เครดิตคืออะไร ? เราควรจะเลือกสมัครบัตรเครดิตประเภทไหนให้เหมาะกับการใช้ งานของเรา ที่สำ คัญการใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูน์สูงสุดและปลอดภัยควรทำ อย่างไร ? เราจะพาคุณไปคลายทุกข้อสงสัย พร้อมแบ่งปันเทคนิคดีๆ ในการใช้ บัตรเครดิต เพื่อให้คุณบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1


ความแตกต่าง ระหว่างบัตรเครดิตและบัตรเดบิต 2 บัตรเดบิตถ้าจะให้อธิบายแบบง่าย ๆ ให้เห็นภาพนะครับ ก็คือบัตรที่ผูกกับบัญชี ธนาคาร โดยบัตรเดบิตจะแตกต่างจากบัตรเครดิตตรงที่วิธีใช้บัตรเดบิต คือถ้าจะ กดเงินออกมาใช้ได้ต้องมีเงินอยู่ในบัญชีครับ เช่น สมมุติว่าเรามีเงินในบัญชี 10,000 บาท เราจะสามารถใช้บัตรเดบิตกดเงิน 10,000 บาทออกมาได้โดยไม่ เสียดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว แตกต่างจากบัตรเครดิตที่เราไม่จำ เป็นต้องมีเงินในบัญชีก็ได้ แต่สามารถใช้ บัตรเครดิตรูดเงินมาใช้ก่อนค่อยจ่ายคืนทีหลังครับ แต่บัตรเครดิตนั้นจะมีการคิด ดอกเบี้ยด้วย หรือจะให้อธิบายง่ายกว่านั้นอีกก็คือ บัตรเดบิตเป็นบัตรที่ใช้ในการกดเงินออก จากบัญชีโดยจะใช้วิธีสอดบัตรและกดจากตู้ ATM อีกที ข้อแตกต่างของบัตรเดบิตและบัตรเครดิตนั่นก็คือ บัตรเดบิตถ้าจะกดเงินออก มาจะต้องมีเงินอยู่ในบัญชีก่อน แต่บัตรเครดิตไม่ต้อง บัตรเครดิตจะสามารถรูด ก่อนแล้วใช้คืนทีหลังได้, ข้อแตกต่างอีกข้อก็คือ บัตรเครดิตเราสามารถเลือก สมัครตามไลฟ์สไตล์ได้ซึ่งจะทำ ให้เราได้ประโยชน์มน์ากมายจากการใช้บัตรเครดิต แตกต่างจากบัตรเดบิตที่ไม่ได้ต่างจากการใช้เงินสด ประเภทของบัตรเครดิต บัตรเครดิตสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ตามขอบเขตการใช้งานและรูป แบบการใช้ ดังนี้ 1. บัตรเครดิตที่ใช้ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (International Credit Card) บัตรเครดิตประเภทนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความสะดวกสบาย ในการใช้งานสามารถใช้ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ร้านค้าที่รับบัตร Visa, Mastercard, JCB, UnionPay หมดกังวลเวลาเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต Visa, บัตรเครดิต Mastercard, บัตรเครดิต JCB, บัตรเครดิต UnionPay เป็นต้น 2. บัตรเครดิตที่ใช้ได้เฉพาะในประเทศ (Local Credit Card) บัตรเครดิตนี้ถูกออกโดยสถาบันการเงินหรือธนาคารในประเทศไทย ซึ่งจะ สามารถใช้ได้เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น โดยส่วนมากจะเป็นร้านค้าที่ไม่ได้ร่วม กับเครือข่ายการชำ ระเงินอย่าง Visa, Mastercard, JCB, UnionPay โดยบัตร ประเภทนี้อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปตามต้นทางที่ออกบัตรให้


3 3. บัตรเครดิตร่วมพันธมิตร (Co-Branded Credit Cards) บัตรเครดิตประเภทนี้เป็นบัตรเครดิตที่ออกร่วมกับพันธมิตร อาทิ สายการบิน, โรงแรม, ปั๊มน้ำ มัน, โรงพยาบาล ฯลฯ เช่น KTC - AGODA PLATINUM MASTERCARD, KTC - BANGKOK AIRWAYS VISA PLATINUM, KTC - BNH HOSPITAL VISA PLATINUM เป็นต้น บัตรเครดิตประเภทนี้มักมาพร้อม กับสิทธิพิเศษที่เพิ่มขึ้นสำ หรับการใช้จ่ายในร้านค้าของพันธมิตรนั้นๆ ทำ ให้ใช้จ่าย ได้อย่างคุ้มค่าและได้รับประโยชน์สูน์สูงสุด ข้อดี-ข้อควรระวังของบัตรเครดิต การทำ ความเข้าใจถึงข้อดีและข้อควรระวังของบัตรเครดิต จะช่วยให้คุณสามารถ ใช้บัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและป้อป้งกันปัญหาทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ใน อนาคต โดยมีข้อดีและข้อควรระวังในการใช้งาน ดังนี้ ข้อดี ความสะดวกสบายในการใช้จ่าย : สามารถซื้อสินค้าและบริการได้โดยไม่ต้อง พกเงินสด ช่วยเพิ่มความคล่องตัว สิทธิประโยชน์แน์ละโปรโมชั่น : มอบสิทธิประโยชน์ต่น์ ต่างๆ เช่น คะแนนสะสม ส่วนลดจากร้านค้าที่ร่วมรายการ, โปรโมชั่นผ่อนชำ ระดอกเบี้ย 0%, รับเครดิต เงินคืน และการเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น ห้องรับรองพิเศษสนามบิน เพิ่มสภาพคล่อง : มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย ซึ่งช่วยในการบริหารการเงิน ระยะสั้น หากคุณชำ ระเต็มจำ นวนภายในรอบบิลที่กำ หนด ความปลอดภัย : หากบัตรสูญหาย สามารถแจ้งอายัดได้ทันที และมีระบบ ป้อป้งกันการทุจริตที่ช่วยปกป้อป้งข้อมูลส่วนตัว สร้างประวัติทางการเงินที่ดี : การใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและการชำ ระเงิน ตรงเวลา สามารถช่วยในการสร้างประวัติเครดิตที่ดีซึ่งมีประโยชน์ใน์นการขอ สินเชื่อในอนาคต


4 ข้อควรระวัง ดอกเบี้ย : หากไม่ชำ ระเต็มจำ นวนตามรอบบิล จะมีการคิดดอกเบี้ยตามที่ ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำ หนด ซึ่งอาจเพิ่มภาระทางการเงินได้ ค่าธรรมเนียมต่างๆ : ในกรณีที่บางบัตรอาจมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่า ธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมการถอนเงินสด และค่าธรรมเนียมล่าช้า ซึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายรวม เสี่ยงต่อการเป็นหนี้ : การใช้จ่ายเกินตัวหรือขาดการวางแผนการเงินที่ดีอาจ ทำ ให้เกิดภาระหนี้สินมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพทางการเงินในระยะยาว


5 ในยุคปัจจุบัน บัตรเครดิตได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สะดวกสบายและ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ผู้คนสามารถใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าและบริการได้ ง่ายดาย แม้ในยามที่ไม่มีเงินสดติดตัว อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายนี้อาจ กลายเป็นดาบสองคมสำ หรับผู้ที่ขาดการวางแผนการเงินที่ดี การใช้จ่ายผ่านบัตร เครดิตอย่างไม่ระมัดระวัง อาจนำ ไปสู่การก่อหนี้สินที่เกินความสามารถในการชำ ระ คืน เมื่อผู้ถือบัตรไม่สามารถชำ ระหนี้ตามกำ หนด ธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ให้ บริการบัตรเครดิตจะเริ่มคิดดอกเบี้ยและค่าปรับต่าง ๆ ทำ ให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว หากสถานการณ์ลุณ์ลุกลามจนไม่สามารถชำ ระหนี้ได้อีกต่อไป ธนาคารอาจ ดำ เนินการฟ้อฟ้งร้องทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องเงินคืน ซึ่งอาจนำ ไปสู่การบังคับคดี เช่น การยึดทรัพย์สิน หรือผลกระทบทางกฎหมายที่ส่งผลต่อชีวิตและเครดิต ทางการเงินในระยะยาว หนังสือเล่มนี้นี้จะนำ เสนอถึงสาเหตุที่นำ ไปสู่การเกิดหนี้สินจากการใช้บัตร เครดิต ผลกระทบที่ตามมา รวมถึงแนวทางการป้อป้งกันและแก้ไขปัญหา เพื่อให้ผู้ ถือบัตรสามารถใช้บัตรเครดิตได้อย่างชาญฉลาดและปลอดภัย คำ พิพากษา หนี้จากการใช้บัตรเครดิตหากมีการฟ้อฟ้งร้องมีอายุความกี่ปี คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 10969/2555 เหตุที่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงอันเกิดจากการกระทำ ของลูกหนี้อาจเกิดขึ้นได้ หลายสาเหตุ เช่น ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำ เป็น หนังสือรับสภาพหนี้ รวมไปถึงการชำ ระหนี้ให้บางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำ เลยตกลงชำ ระหนี้บัตรเครดิตโดยยินยอมให้โจทก์หัก เงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำ เลย และสัญญาการใช้บัตรเครดิตระบุว่า หาก มีการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ให้ถือว่าเป็นการยกเลิกการ ใช้บัตรเครดิตเท่านั้น มิใช่เป็นการยกเลิกสัญญา และหากปรากฏว่ามียอดเงินเป็น ลูกหนี้โจทก์ จำ เลยตกลงที่จะชำ ระหนี้โดยให้โจทก์หักเงินจากบัญชีชำ ระหนี้ได้ ดังนี้ การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำ เลยเพื่อชำ ระหนี้จึงเป็นกรณีที่จำ เลย ยอมชำ ระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หักเงินจากบัญชีของ จำ เลยตามอำ เภอใจไม่ กรณีจึงเป็นการรับสารภาพหนี้ต่อ โจทก์ด้วยการชำ ระหนี่ให้ บางส่วน อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เช่น นี้นับแต่วันที่จำ เลยชำ ระหนี้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้อฟ้งยังไม่ พ้นกำ หนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ


6 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 8051/2551 การที่โจทก์นำ เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำ เลยมาชำ ระหนี้หลังจาก สัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้วจึงเป็นการกระทำ ของ โจทก์เองหาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำ ระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วนไม่ กรณี ย่อมไม่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ประกอบ กิจการธนาคารพาณิชย์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำ การงานต่างๆ เรียกเอา เงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)โจทก์นำ คดีมาฟ้อฟ้งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พ้นกำ หนด 2 ปี นับแต่ วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้อฟ้งโจทก์จึงขาดอายุความ คำ พิพากษาฎีกาที่ 5384/2551 หนี้จากการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ หรือ หนี้จากการถอนเงินสด ล้วนเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตด้วยกัน จึงมีอายุ ความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่าง กันได้การรับสภาพหนี้โดยการชำ ระหนี้บางส่วนที่จะทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำ เลยจะ ต้องเป็นผู้กระทำ หรือยินยอมให้กระทำ ดังนั้น การที่โจทก์หักทอนบัญชีเงิน ฝากของจำ เลยชำ ระหนี้บัตรเครดิตอันเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ โดยมิได้มีข้อ ตกลงกันไว้ขณะทำ สัญญา ดังนี้ แม้จำ เลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำ เลยยินยอม ในการกระทำ ของโจทก์ดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ กรณีไม่ถือว่าจำ เลยชำ ระหนี้บางส่วนอัน เป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้องของ โจทก์ จึงขาดอายุความ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3101/2551 ในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์เกี่ยวกับการใช้ บัตรเครดิตและการชำ ระหนี้บัตรเครดิตของจำ เลย ทนายจำ เลยแถลงรับข้อเท็จจริง ดังกล่าว และรับว่าใบแจ้งหนี้ที่โจทก์อ้างส่งถูกต้องตามความเป็นจริง และไม่ติดใจ สืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงงดสืบพยานโจทก์ แล้วพิพากษา คดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความ ถือไม่ได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ใน ปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 คำ สั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์จึง เป็นคำ สั่งระหว่างพิจารณา


7 โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และประกอบธุรกิจให้บริการประเภทบัตร เครดิตมีลักษณะเป็นการทำ กิจการงานให้บริการอำ นวยความสะดวกแก่สมาชิกใน การซื้อ สินค้าและการใช้บริการ ส่วนการให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าน้ด้วยบัตร เครดิต เป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการอำ นวยความสะดวกดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้ ประกอบ ธุรกิจรับทำ การงานต่างๆ ให้แก่สมาชิก การที่โจทก์ได้ชำ ระเงินให้แก่เจ้าหนี ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนก็ดี หรือให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าน้แล้วเรียก เก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังก็ดี ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาเงินที่โจทก์ได้ออก ทดรองไป การฟ้อฟ้งเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2551 ครบกำ หนดชำ ระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 หลังจาก นั้นไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำ เลยใช้บัตรเครดิตอีก แสดงว่าธนาคารกับจำ เลย ถือว่าสัญญาที่มีต่อกันเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ธนาคารย่อม บังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 แต่จำ เลยนำ เงินมา ชำ ระให้ธนาคารวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 จำ นวน 5,000 บาท อันเป็นการรับสภาพ หนี้ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะ ครบกำ หนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 การที่ธนาคารนำ เงินจำ นวน 6.68 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำ เลยมาหักชำ ระหนี้บัตรเครดิตเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 หลังจากจำ เลยผิดนัดชำ ระหนี้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 โดย ปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 2 ปีเศษ และคิดดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยปรับชำ ระหนี้ล่าช้าตลอด มา นอกจากจะเป็นการไม่ใช้สิทธิของธนาคารตามข้อตกลง ในสัญญาแล้ว ยัง เป็นการกระทำ ที่แสดงให้เห็นว่า ธนาคารอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทาง ให้ธนาคารได้รับประโยชน์แน์ต่เพียงฝ่าฝ่ยเดียวโดยได้ดอกเบี้ยและค่าเบี้ยปรับชำ ระ หนี้ล่าช้าระหว่างนั้นและเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยไม่คำ นึงถึงความเสียหาย ที่คู่สัญญาอีกฝ่าฝ่ยหนึ่งจะได้รับ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 จึงไม่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลง จำ เลยนำ เงินมาชำ ระหนี้บางส่วนโดยให้ ธนาคารหักเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จำ นวน 1,000 บาท เป็นการชำ ระหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำ ให้ ลูกหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำ ให้ลูกหนี้เรียกเงิน คืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 วรรคหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อัน จะทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน สิทธิจากธนาคารนำ คดีมาฟ้อฟ้งเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 จึงเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ เริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 คดี โจทก์จึงขาดอายุความ ปัญหา เรื่องการใช้สิทธิ โดยไม่สุจริตเป็นเรื่องอำ นาจฟ้อฟ้งและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยว กับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 ประกอบมาตรา 247 คำ


8 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 6500/2550 ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธินำ คดีที่ศาลไม่รับหรือ คืนหรือยกฟ้อฟ้งเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำ นาจศาลไปฟ้อฟ้งใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่ วันที่คำ พิพากษาหรือคำ สั่งนั้นถึงที่สุด ย่อมหมายถึงคำ พิพากษาหรือคำ สั่งที่ได้อ่าน หรือถือว่าได้อ่านให้คู่ความฟังแล้ว เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อฟ้งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ซึ่งไม่ใช่วันนัดพิจารณาหรือนัดฟังคำ พิพากษา ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์มาศาลและลงลายมือชื่อทราบคำ พิพากษา กรณีถือว่าทนายโจทก์เพิ่งทราบคำ พิพากษาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 เมื่อโจทก์นำ คดีมาฟ้อฟ้งต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้วันที่ 4 เมษายน 2548 ซึ่งอยู่ใน กำ หนด 60 วัน นับแต่วันที่คำ พิพากษาถึงที่สุด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2547 การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิก โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำ การงานต่างๆ ให้สมาชิก และการที่โจทก์ได้ ชำ ระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บจากสมาชิกภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน กรณีจึงถือว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบ ธุรกิจในการรับทำ การงานต่างๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน สิทธิเรียก ร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์แจ้ง ยอดบัญชีส่งให้จำ เลยทราบในแต่ละงวดที่เรียกเก็บและถือว่าหนี้ถึงกำ หนดตามที่ ระบุในใบแจ้งหนี้ เมื่อจำ เลยไม่ชำ ระหนี้ตามกำ หนด โจทก์ก็อาจบังคับสิทธิเรียกร้อง ได้นับแต่วันที่จำ เลย ผิดนัด แต่เมื่อจำ เลยชำ ระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อ วันที่ 21 เมษายน 2539 อันเป็นการรับสภาพหนีต่อโจทก์ทำ ให้อายุความสะดุดหยุด ลง และเริมนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา โจทก์เพิ่งฟ้อฟ้งคดีนี้เมื่อวัน ที่ 28 มีนาคม 2546 พ้นกำ หนด 2 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ


9 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551 หนี้จากการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ หรือ หนี้จากการถอนเงินสด ล้วนเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตด้วยกัน จึงมีอายุ ความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่าง กันได้ การรับสภาพหนี้โดยการชำ ระหนี้บางส่วนที่จะทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำ เลยจะต้องเป็นผู้กระทำ หรือยินยอมให้กระทำ ดังนั้น การที่โจทก์หักทอนบัญชีเงิน ฝากของจำ เลยชำ ระหนี้บัตรเครดิตอันเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ โดยมิได้มีข้อ ตกลงกันไว้ขณะทำ สัญญา ดังนี้ แม้จำ เลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำ เลยยินยอม ในการกระทำ ของโจทก์ดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ กรณีไม่ถือว่าจำ เลยชำ ระหนี้บางส่วนอัน เป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ จึงขาดอายุความ คดีบัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันใด บัตรเครดิตอายุความ 2 ปี เริ่มนับแต่วันถัดไปจากวันที่กำ หนดในใบแจ้ง ยอดหนี้งวดสุดท้าย คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 2456/2551 โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ จำ เลยเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทบัตรเครดิตยอม ผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตร การที่จำ เลยนำ บัตรเครดิตไปถอนเงินสดล่วงหน้าน้ จากเครื่องฝากถอนเงิน อัดโนมัติของสถาบันการเงินอื่น โจทก์จำ เป็นต้องชำ ระเงิน แทนจำ เลยไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำ เลยในภายหลัง จึงเป็นกิจการงาน บริการอำ นวยความสะดวกแก่สมาชิก โดยโจทก์เรียกค่าธรรมเนียมจากสมาชิก เป็น กรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำ การงานต่างๆเรียกเอาเงินที่ได้ออก ทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) มีใช่กรณีของลักษณะสัญญา พิเศษอัน ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัดไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความจึงมีอายุความ 2 ปีจำ เลย ใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2535 โจทก์แจ้งให้จำ เลยชำ ระหนี้ที่ เกิดจากการใช้บัตรเครดิตภายในวันที่ 2 มกราคม 2536 แต่จำ เลยไม่ชำ ระตาม กำ หนด ถือว่าจำ เลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่ วันที่ 3 มกราคม 2536 เป็นต้นไป ครบกำ หนดอายุความในวันที่ 3 มกราคม 2536 การที่โจทก์นำ เงินจำ นวน 4,326.42 บาทของจำ เลยมาชำ ระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 เป็นการนำ เงินฝากจากบัญชีอื่นตามที่โจทก์และจำ เลยได้เคยตกลง กันไว้มาหักชำ ระหนี้โดยที่จำ เลยไม่ได้รู้เห็นด้วยจึงเป็นการกระทำ ของโจทก์เพียง ฝ่าฝ่ยเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ของจำ เลย อีกทั้งเป็นการกระทำ ที่เกิดขึ้น ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว การที่โจทก์ฟ้อฟ้งคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 พันกำ หนดเวลา 2 ปี จึงขาดอายุความ


10 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3101/2551 โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และประกอบธุรกิจให้บริการประเภทบัตรเค รดิดมีลักษณะเป็นการทำ กิจการงานให้บริการอำ นวยความสะดวกแก่สมาชิกในการ ซื้อสินค้าและการใช้บริการ ส่วนการให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าน้ด้วยบัตร เครดิต เป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการอำ นวยความสะดวกดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้ ประกอบธุรกิจรับทำ การงานต่างๆ ให้แก่สมาชิก การที่โจทก์ได้ชำ ระเงินให้แก่เจ้าหนี้ ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนก็ดี หรือให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าน้แล้วเรียก เก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังก็ดี ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาเงินที่โจทก์ได้ออก ทดรองไป การฟ้อฟ้งเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ดาม ป. พ.พ. มาตรา 193/34 (7) บัตรเครดิตที่มีบริการบัตรกดเงินเงินสดรวมอยู่ด้วย ถือเป็นส่วนหนึ่ง ของบริการบัตรเครดิต ใช้อายุความ 2 ปี คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 8801/2550 จำ เลยชำ ระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 เป็นการรับสุภาพ หนี้ต่อโจทก์อันทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 ตามมาตรา 193/15 วรรค สอง โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำ การงานต่างๆให้แก่จำ เลยรวมทั้งได้ออกเงินทดรองจ่าย แทนจำ เลยไปก่อนมาใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าทำ การงานและเงินที่ทดรองไปอันเป็น สิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 2ปี ตามมาตรา 193/34 (7) เมื่อ วันที่ 29 ตุลาคม 2547 ซึ่งยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันดังกล่าว จึงยังไม่ขาดอายุความ หากมีการชำ ระหากมีการชำ ระหลังใบแจ้งหนี้ ถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่


11 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2551 จำ เลยชำ ระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ดาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แม้การฟ้อฟ้งคดีเพื่อให้ ชำ ระหนี้จะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) แต่คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้อฟ้งเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 นั้น ถึงที่สุดโดยศาลมี ค่าพิพากษาให้ยกคำ ฟ้อฟ้ง จึง ต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงเพราะเหตุที่ได้ ฟ้อฟ้งคดีก่อนดาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17วรรคหนึ่ง อายุความสำ หรับการฟ้อฟ้งคดี ใหม่จึงยังคงต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำ หนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้ โดยไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาดาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เพราะมิใช่เป็นกรณีที่อายุความได้ครบกำ หนดไปแล้ว ระหว่างการ พิจารณา หรือจะครบกำ หนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำ พิพากษาใน คดีก่อนถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อโจทก์มาฟ้อฟ้งจำ เลยใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เกินกำ หนด 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่เพราะเหตุที่จำ เลยชำ ระหนี้ ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้อฟ้งโจทก์ในส่วน นี่จึงขาดอายุความ โจทก์แก้ฎีกาว่า ฟ้อฟ้งโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำ เลยชำ ระหนี้อันเกิดจากการใช้ บัตรซิดี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไม่ขาดอายุความดังที่ศาลอุทธรณ์วิณ์ วินิจฉัยจึงขอให้ศาล ฎีกาพิพากษาให้จำ เลยชำ ระหนี้ในส่วนของบัตรดั่งกล่าว รวมทั้งในส่วนของบัตรซิดี้ แบงก์วีช่าแก่โจทก์เป็นเงินรวม 409,081.12 บาท เต็มจำ นวนตามฟ้อฟ้ง เป็นการขอน อกเหนือเพิ่มเติมจากดำ พิพากษาศาล อุทธรณ์ ต้องกระทำ โดยยื่นเป็นคำ ฟ้อฟ้งฎีกาจะ เพียงแต่ขอมาในคำ แก้ีกาเช่นนี้หาได้ไม่ ศาล ฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อายุความ


12 ค่าพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551 หนี้จากการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ หรือ หนี้จากการถอนเงินสด ล้วนเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตด้วยกัน จึงมีอายุ ความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่าง กันได้การรับสภาพหนี้โดยการชำ ระหนี้บางส่วนที่จะทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำ เลยจะต้องเป็นผู้กระทำ หรือยินยอมให้กระทำ ดังนั้น การที่โจทก์หักท่อนบัญชีเงิน ฝากของจำ เลยชำ ระหนี้บัตรเครดิตอันเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ โดยมิได้มีข้อ ตกลงกันไว้ขณะทำ สัญญา ดังนี้ แม้จำ เลยไม่ได้โด้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำ เลยยินยอม ในการกระทำ ของโจทก์ดังกล่าวด้วยหาได้ไม่กรณีไม่ถือว่าจำ เลยชำ ระหนี้บางส่วนอัน เป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ จึงขาด อายุความ + การรับสภาพหนี้ โดยการหักบัญชีเงินฝาก โดยลูกหนี้ไม่ ได้ยินยอม ไม่ถือว่าอายุความสะดุดหยุดลง คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 8051/2551 การที่โจทก์นำ เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำ เลยมาชำ ระหนี้หลังจาก สัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้วจึงเป็นการกระทำ ของ โจทก์เอง หาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำ ระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วนไม่ กรณี ย่อมไม่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ประกอบ กิจการธนาคารพาณิชย์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำ การงานต่างๆ เรียกเอา เงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปีดาม ป.พ.พ. มาดรา 193/34 (7) โจทก์นาคดีมาฟ้อฟ้งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พันกำ หนด 2 ปี นับแต่ วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้อฟ้งโจทก์จึงขาดอายุความ ธนาคารหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ เพื่อชำ ระหนี้บัตรเครดิต หากไม่มี ข้อตกลงหรือสัญญาไว้ในวันทำ สัญญา ถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่ ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลง


13 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 10969/2555 เหตุที่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงอันเกิดจากการกระทำ ของลูกหนี้อาจเกิดขึ้นได้ หลายสาเหตุ เช่น ลูกหนี่รับสภาพหนีต่อเจ้าหนีตามสิทธิเรียกร้องโดยทำ เป็น หนังสือรับสภาพหนี้ รวมไปถึงการชำ ระหนี้ให้บางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำ เลยตกลงชำ ระหนี้บัตรเครดิต โดยยินยอมให้ โจทก์หักเงินจาก บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำ เลย และสัญญาการใช้บัตรเครดิต ระบุว่า หากมีการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ให้ถือว่าเป็นการ ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตเท่านั้น มิใช่เป็นการยกเลิกสัญญา และหากปรากฏว่ามี ยอดเงินเป็นลูกหนี้โจทก์ จำ เลยตกลงที่จะชำ ระหนี่โดยให้โจทก์หักเงินจากบัญชีชำ ระหนี่ได้ ดังนี้ การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำ เลยเพื่อชำ ระหนี้จึงเป็น กรณีที่จำ เลยยอมป่าป่ระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อดกลัง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หักเงิน จากบัญชีของจำ เลยตามอำ เภอใจไม่ กรณีจึงเป็นการรับสารภาพหนี้ต่อโจทก์ด้วย การชำ ระหนี้ให้บางส่วนอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามู ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เช่นนี้นับแต่วันที่จำ เลยชำ ระหนี้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้อฟ้ง ยังไม่พ้นกำ หนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ธนาคารหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ เพื่อชำ ระหนี้บัตรเครดิต หากมีข้อ ตกลงหรือสัญญาไว้ในวันทำ สัญญา ถือเป็นการใช้สิทธิสุจริต ทำ ให้อายุ ความสะดุดหยุดลง


14 ค่าพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2551 ครบกำ หนดชำ ระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 หลัง จากนั้นไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำ เลยใช้บัตรเครดิตอีก แสดงว่าธนาคารกับ จำ เลยถือว่าสัญญาที่มีต่อ กันเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ธนาคาร ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 แต่จำ เลยนำ เงิน มาชำ ระให้ธนาคารวันที่ 10 กรกฎาคม 2539จำ นวน 5,000 บาท อันเป็นการรับ สภาพหนี้ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำ หนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 การที่ธนาคารนำ เงิน จำ นวน 6.68 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำ เลยมาหักชำ ระหนี้บัตรเครดิด เมื่อ วัน ที่ 5 มกราคม 2541 หลังจากจำ เลยผิดนัดชำ ระหนี้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 โดย ปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 2 ปีเศษ และคิดดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยปรับชำ ระหนี้ล่าช้าดลอด มา นอกจากจะเป็นการไม่ใช้สิทธิของธนาคารตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ยังเป็นการ กระทำ ที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้ ธนาคารได้รับประโยชน์แน์ต่เพียงฝ่าฝ่ยเดียวโดยได้ดอกเบี้ยและค่าเบี้ยปรับชำ ระหนี้ ล่าช้าระหว่างนั้นและเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยไม่คำ นึงถึงความเสียหายที่คู่ สัญญาอีกฝ่าฝ่ยหนึ่งจะได้รับ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริดตามป.พ.พ. มาตรา 5 จึงไม่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลง จำ เลยนำ เงินมาชำ ระหนี้บางส่วนโดยให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวัน ที่ 29 กันยายน 2541 จำ นวน 1,000 บาท เป็นการชำ ระหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียก ร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำ ให้ลูกหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุ ความแล้ว จึงเพียงแต่ทำ ให้ลูกหนี้เรียกเงินคืนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาดรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจากธนาคารนำ คดีม่าฟ้อฟ้งเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 จึงเกิน 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นเรื่องอำ นาจ ฟ้อฟ้งและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 ประกอบมาตรา 247 ลูกหนี้ชำ ระหนี้ หลังคดีขาดอายุความ ไม่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีขาดอายุความเช่นเดิม


15 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2553 จำ เลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตร ตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจากจำ เลยใช้บัตรเครดิตไปชำ ระค่าสินค้า ค่า บริการหรือเบิกเงินสด ล่วงหน้าน้ โดยจำ เลยยอมชำ ระคืนให้โจทก์ในภายหลัง อัน เป็นการประกอบธุรกิจรับทำ การงาน ต่างๆ แก่สมาชิก เมื่อโจทก์ชำ ระเงินแก่เจ้าหนี้ แล้วโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจใน การรับทำ การงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป. พ.พ. มาตรา 193/34 (7) การฟ้อฟ้งเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี เมื่อ โจทก์มีหนังสือถึงจำ เลยขอยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิดตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมทั้งให้จำ เลยชำ ระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต โจทก์ย่อม บังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้นับแต่วัน ดังกล่าว ซึ่งจะครบกำ หนดอายุความในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 แต่โจทก์ฟ้อฟ้งคดีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 หลังครบกำ หนด อายุความแล้วคดีจึงขาดอายุความ และการรับสภาพหนี้ด้วยการชำ ระหนี้บางส่วนที่จะ ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำ ก่อนที่จะขาดอายุความ เมื่อจำ เลยชำ ระหนี้ บางส่วนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการ รับสภาพหนี้อันจะทำ ให้อายุคาวามสะดุดหยุดลง การชำ ระหนี้ภายหลังขาดอายุความ แล้วเพียงแต่ทำ ให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 หักเงินในบัญชีอัตโนมัติ Auto payment โดยสัญญายินยอมให้นักแม้ บอกเลิกสัญญาการใช้บัตรเครดิดแล้ว อายุความต้องเริ่มนับใหม่ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 10969/2555 เหตุที่ทำ ให้อายุความสะดุดหยุดลงอันเกิดจากการกระทำ ของลูกหนี้อาจเกิดขึ้นได้ หลายสาเหตุ เช่น ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำ เป็น หนังสือรับสภาพหนี้ รวมไปถึงการชำ ระหนี้ให้บางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำ เลยตกลงชาระหนี้บัตรเครดิตโดยยินยอมให้โจทก์หัก เงินจาก บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำ เลย และสัญญาการใช้บัตรเครดิตระบุว่า หากมีการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ให้ถือว่าเป็นการยกเลิก การใช้บัตรเครดิตเท่านั้น มิใช่เป็นการยกเลิกสัญญา และหากปรากฏว่ามียอดเงิน เป็นลูกหนี้โจทก์ จำ เลยตกลงที่จะชำ ระหนี้โดยให้โจทก์หักเงินจากบัญชีชำ ระหนี้ได้ ดังนี้ การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำ เลยเพื่อชำ ระหนี้จึงเป็นกรณีที่ จำ เลยยอมชำ ระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หักเงินจากบัญชี ของจำ เลยตามอำ เภอใจไม่ กรณีจึงเป็นการรับสารภาพหนี้ต่อโจทก์ด้วยการชำ ระหนี้ ให้บางส่วนอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เช่นนี้นับแต่วันที่จำ เลยชำ ระหนี้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้อฟ้งยัง ไม่พ้นกำ หนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ


16 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1989/2552 ข้อตกลงการใช้บัตรวีช่า ข้อ 8 ที่กำ หนดให้จำ เลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่ บัตรูเครดิตสุญหาย ถูกลักขโมย หรือถูกใช่โดยบุคลอื่นโดยมิได้รับอนุญนุาตจากผู้ ถือบัตร (จำ เลย) ที่ได้แจ้ง ข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศูนย์บัตรเครดิตของธนาคาร (โจทก์) ทราบแล้วโดยพลันเพื่อให้ระงับการใช้บัตรเครดิต ในภาระหนี้สินที่เกิดขึ้น ก่อนมีการแจ้งดังกล่าวในจำ นวนเงินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตร ซึ่ง ถูกนำ ไปใช้โดยมิชอบ รวมถึงภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นหลังจากแจ้งให้ธนาคารทราบแล้ว ไม่เกิน 5 นาที นอกจากจะขัดแย้งกับข้อตกลงการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 6 วรรคสองแล้ว ยัง ถือเป็นข้อสัญญาที่ทำ ให้จำ เลยต้องรับภาระในหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตที่ จำ เลยไม่ได้ก่อขึ้นและไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของจำ เลย ทั้งโจทก์ยังมีทางแก้ไข ความเสียหายของโจทก์ได้โดยหากโจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าลายมือชื่อผู้ใช้บัตร เครดิตในเซลสลิปไม่ตรง กับลายมือชื่อของจำ เลยผู้ถือบัตร โจทก์สามารถเรียกเงิน ที่ได้จ่ายไปคืนจากร้านค้าได้ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ได้รับแจ้งจากจำ เลยว่าบัตรเครดิตได้ สูญหายไป เพื่อขอให้โจทก์ระงับการใช้บัตรเครดิต โจทก์จะต้องรีบดำ เนินการให้ จำ เลยโดยเร็ว ก็จะทราบได้ทันทีว่าลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเครดิตในเซลสลิปไม่ตรงกับ ลายมือชื่อของจำ เลย แสดงว่าร้านเจมาร์ทไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบลายมือ ชื่อในเซลสลิป ย่อมทำ ให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเงินที่ชำ ระไปแล้วคืนจากร้านเจมาร์ท แทนการมาเรียกเก็บจากจำ เลยได้ ซึ่งเป็นธรรมกับทุกฝ่าฝ่ย แต่โจทก์มิได้ทำ เช่นนั้น โดยเห็นว่ามีข้อตกลงการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 8 ที่ให้จำ เลยต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว ถือเป็นการเอาเปรียบจำ เลยเกินสมควรและเป็นการผลักภาระให้จำ เลยต้องรับผิด เกินกว่าวิญญูชนทั่วไปจะคาดหมายได้ตามปกติ อันเข้าลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็น ธรรม ข้อตกลงการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 8 จึงไม่มีผลใช้บังคับ จำ เลยจึงไม่ต้องรับผิดชำ ระ หนี้ให้โจทก์ บัตรเครดิตถูกลักขโมยไปใช้ซื้อสินค้า เจ้าของบัตรไม่ต้องรับผิดชอบ แม้จะมีข้อตกลงให้ต้องรับผิดชอบ ก็ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อ สัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาดรา 4


17 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 6854/2553 โจทก์บรรยายฟ้อฟ้งว่า จำ เลยที่ 1 กู้เงินบริษัท ก. โดยดกลงผ่อนชำ ระต้นเงินพร้อม ดอกเบี้ยรายเดือนรวม 144 งวด เริ่มชำ ระงวดแรกวันที่ 22 เมษายน 2548 และชำ ระ งวดถัดไปทุก วันที่ 22 ของทุกเดือน หากผิดนัดไม่ชำ ระหนี้งวดใด ยอมให้บริษัท ก. เรียกหนี้ตามสัญญา ทั้งหมดคืนได้ทันที ต่อมาจำ เลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำ ระหนี้ตามที่ ตกลงไว้ในสัญญากู้ โดยจำ เลย ที่ 1 ชำ ระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 เป็นการฟ้อฟ้งขอให้ชำ ระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อดกลงชำ ระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาดรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำ หนุดนุ อายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำ ระหนี้ คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป เมื่อจำ เลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าฟ้อฟ้งโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากนำ คดีมาฟ้อฟ้งเมื่อพ้น กำ หนด 5 ปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังดับสิทธิเรียก ร้องของตนได้ การที่โจทก์นาคดีมาฟ้อฟ้งวันที่ 13 มิถุนายน 2544 คดีโจทก์จึงขาด อายุความแล้ว คดีสินเชื่อส่วนบุคคล อายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำ ระครั้งสุดท้าย คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 2847/2562 ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ดารางกำ หนดชำ ระหนี้ และหนังสือสัญญาค้าประกัน โจทก์กับจำ เลย ที่ 1 ตกลงกันกำ หนดชำ ระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ รวม 103 งวด ดังนี้จึงถือได้ว่าโจทก์กับจำ เลยที่ 1 ได้ตกลงชำ ระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ดาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุ ความ 5 ปีนับแต่วันผิดนัด จำ เลยที่ 1 ผิดนัดงวดที่ 32 ซึ่งจะต้องชำ ระในวันที่ 1 มีนาคม 2553 โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้อฟ้งเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทั้นทีตามหนังสือรับ สภาพหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำ เลยที่ 1 ชำ ระหนี้คืนทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป อายุความจึงเริ่มต้นตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำ หนด อายุความ 5 ปี ในวันที่ 2 มีนาคม 2558 โจทก์ฟ้อฟ้งคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เกินกว่า 5 ปีนับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้อฟ้งโจทก์จึงขาดอายุความ จำ เลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค่ำ ประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย ทำ หนังสือรับสภาพหนี้ สินเชื่อส่วนบุคคล อายุความ 5 ปี ตามอายุความ เดิม


18 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 10969/2555 (กองผู้ช่วย)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 8051/2551 (กองผู้ช่วย)คำ พิพากษาฎีกาที่ 5384/2551 (สำ นักวิชาการ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3101/2551 (เนติ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2551 (เนติ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 6500/2550 (สำ นักวิชาการ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2547 (สำ นักวิชาการ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551 (สำ นักวิชาการ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 2456/2551 (เนติ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3101/2551 (เนติ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 8801/2550 (เนติ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2551 (สำ นักวิชาการ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551 (สำ นักวิชาการ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2553 (สำ นักวิชาการ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1989/2552 (เนติ)คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 6854/2553 (สำ นักวิชาการ)อ้างอิง


Click to View FlipBook Version