นรู้ ตามระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม ศาสตร์ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่2 ฒนาการของอาณาจักรธนบุรี สัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องตระหนักถึงความสำคัญ ามรู้ ด้าน ทักษะ ด้าน เจตคติ รูปแบบการวัดผล น ้าหนัก คะแนน (ร้อยละ) เคราะห์ ประเมิน ค่า สร้าง สรรค์ สอบ แบบ เลือก ตอบ สอบ แบบ เขียน ตอบ ปฏิบัติ งาน / / / 20
เอกสารแนบท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ (เพิ่มเติม) - ใบงาน / ใบความรู้ - เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินต่างๆ - ร่องรอยการปรับแผนการจัดการเรียนรู้ตามบันทึกการสอน
แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่1 ค ำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกค ำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ข้อใดเป็นขั้นตอนแรกของวิธีกำรทำงประวัติศำสตร์ ก. กำรรวบรวมหลักฐำน ข. กำรก ำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษำ ค. กำรประเมินคุณค่ำของหลักฐำน ง. กำรเรียบเรียงหรือกำรน ำเสนอ 2. เพรำะเหตุใด จึงต้องมีกำรประเมินคุณค่ำหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์ ก. หลักฐำนอำจเก่ำหรือใหม่ ข. หลักฐำนอำจจริงหรือเท็จ ค. หลักฐำนอำจมีหรือไม่มี ง. หลักฐำนอำจมำกหรือน้อย 3. ถ้ำมีนักท่องเที่ยวชำวต่ำงชำติเดินทำงเข้ำมำประเทศไทย แล้วเขียนหนังสือ บรรยำยว่ำประเทศไทยล้ำหลัง ด้อยพัฒนำ เพรำะยังมีกำรกินอำหำรด้วยมือหรือไม่ สวมเสื้อผ้ำ นักเรียนคิดว่ำ ข้อควำมนี้จะใช้เป็นหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์ใน อนำคตได้หรือไม่ ก. ไม่ได้ เพรำะเป็นหลักฐำนเท็จ ข. ไม่ได้ เพรำะผู้เขียนไม่ใช่คนไทย ค. ได้ เพรำะเป็นหลักฐำนชั้นต้น ง. ได้ แต่ต้องมีกำรตีควำมหลักฐำน 4. บันทึกเหตุกำรณ์ของ วัน วลิต ชำวต่ำงชำติที่เดินทำง เข้ำมำในสมัยอยุธยำ เป็น หลักฐำนประเภทใด ก. หลักฐำนชั้นต้น-เป็นลำยลักษณ์อักษร ข. หลักฐำนชั้นรอง-เป็นลำยลักษณ์อักษร ค. หลักฐำนชั้นต้น-ไม่เป็นลำยลักษณ์อักษร ง. หลักฐำนชั้นรอง-ไม่เป็นลำยลักษณ์อักษร 5. หลักฐำนที่เด่นมำกในเรื่องของรำยละเอียดและควำมถูกต้องของเวลำ คือหลักฐำน ใด ก. จำรึก ข. ต ำนำน ค. จดหมำยเหตุ ง. พงศำวดำร 6. เรื่องรำวที่ปรำกฏในพงศำวดำรจะเป็นเรื่องรำวเกี่ยวกับอะไรเป็นส่วนใหญ่ ก. สงครำมกับเพื่อนบ้ำน ข. ควำมเป็นอยู่ของไพร่ฟ้ำ ค. กำรเผยแผ่พระพุทธศำสนำ ง. พระรำชกรณียกิจของกษัตริย์ 7. เรื่องรำวของมะกะโทที่เข้ำมำรับรำชกำรในสมัยพระร่วง จัดเป็นหลักฐำนประเภทใด ก. พงศำวดำร ข. บันทึกชำวต่ำงชำติ ค. หลักฐำนโบรำณคดี ง. ต ำนำนหรือนิทำนพื้นบ้ำน 8. ลักษณะนิสัยใด ที่มีควำมจ ำเป็นน้อยส ำหรับ นักประวัติศำสตร์ ก. ชอบสังเกต ข. ชอบค้นหำ ค. ชอบจดบันทึก ง. ชอบวำดภำพ 9. เรื่องรำวในประวัติศำสตร์ที่เกิดขึ้นมำแล้วจะมีควำมน่ำเชื่อถือหำกเป็นกรณีใด ก. ผู้เขียนเป็นรำชนิกูล ข. มีหลักฐำนอ้ำงอิงสนับสนุน ค. มีกำรเรียบเรียงอย่ำงสละสลวย ง. ผู้เขียนเป็นบุคคลที่มีควำมรู้ ควำมสำมำรถ 10. บิดำแห่งประวัติศำสตร์ชำติไทย คือใคร ก. ศำสตรำจำรย์ขจร สุขพำนิช ข. สมเด็จฯ กรมพระยำด ำรงรำชำนุภำพ ค. พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ง. พระเจ้ำวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนรำธิปพงศ์ประพันธ์ 1. ข 2. ข 3. ง 4. ก 5. ค 6. ง 7. ก 8. ง 9. ข 10. ข
แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ค ำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกค ำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. หลักฐำนที่เด่นมำกในเรื่องของรำยละเอียดและควำมถูกต้องของเวลำ คือหลักฐำน ใด ก. พงศำวดำร ข. จดหมำยเหตุ ค. ต ำนำน ง. จำรึก 2. บิดำแห่งประวัติศำสตร์ชำติไทย คือใคร ก. พระเจ้ำวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนรำธิปพงศ์ประพันธ์ ข. พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ค. สมเด็จฯ กรมพระยำด ำรงรำชำนุภำพ ง. ศำสตรำจำรย์ขจร สุขพำนิช 3. ลักษณะนิสัยใด ที่มีควำมจ ำเป็นน้อยส ำหรับ นักประวัติศำสตร์ ก. ชอบวำดภำพ ข. ชอบจดบันทึก ค. ชอบค้นหำ ง. ชอบสังเกต 4. เรื่องรำวในประวัติศำสตร์ที่เกิดขึ้นมำแล้วจะมีควำมน่ำเชื่อถือหำกเป็นกรณีใด ก. ผู้เขียนเป็นบุคคลที่มีควำมรู้ ควำมสำมำรถ ข. มีกำรเรียบเรียงอย่ำงสละสลวย ค. มีหลักฐำนอ้ำงอิงสนับสนุน ง. ผู้เขียนเป็นรำชนิกูล 5. ถ้ำมีนักท่องเที่ยวชำวต่ำงชำติเดินทำงเข้ำมำประเทศไทย แล้วเขียนหนังสือ บรรยำยว่ำประเทศไทยล้ำหลัง ด้อยพัฒนำ เพรำะยังมีกำรกินอำหำรด้วยมือหรือไม่ สวมเสื้อผ้ำ นักเรียนคิดว่ำ ข้อควำมนี้จะใช้เป็นหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์ใน อนำคตได้หรือไม่ ก. ได้ แต่ต้องมีกำรตีควำมหลักฐำน ข. ได้ เพรำะเป็นหลักฐำนชั้นต้น ค. ไม่ได้ เพรำะผู้เขียนไม่ใช่คนไทย ง. ไม่ได้ เพรำะเป็นหลักฐำนเท็จ 6. ข้อใดเป็นขั้นตอนแรกของวิธีกำรทำงประวัติศำสตร์ ก. กำรเรียบเรียงหรือกำรน ำเสนอ ข. กำรประเมินคุณค่ำของหลักฐำน ค. กำรก ำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษำ ง. กำรรวบรวมหลักฐำน 7. บันทึกเหตุกำรณ์ของ วัน วลิต ชำวต่ำงชำติที่เดินทำง เข้ำมำในสมัยอยุธยำ เป็น หลักฐำนประเภทใด ก. หลักฐำนชั้นรอง-ไม่เป็นลำยลักษณ์อักษร ข. หลักฐำนชั้นต้น-ไม่เป็นลำยลักษณ์อักษร ค. หลักฐำนชั้นรอง-เป็นลำยลักษณ์อักษร ง. หลักฐำนชั้นต้น-เป็นลำยลักษณ์อักษร 8. เรื่องรำวที่ปรำกฏในพงศำวดำรจะเป็นเรื่องรำวเกี่ยวกับอะไรเป็นส่วนใหญ่ ก. พระรำชกรณียกิจของกษัตริย์ ข. กำรเผยแผ่พระพุทธศำสนำ ค. ควำมเป็นอยู่ของไพร่ฟ้ำ ง. สงครำมกับเพื่อนบ้ำน 9. เรื่องรำวของมะกะโทที่เข้ำมำรับรำชกำรในสมัยพระร่วง จัดเป็นหลักฐำนประเภทใด ก. ต ำนำนหรือนิทำนพื้นบ้ำน ข. หลักฐำนโบรำณคดี ค. บันทึกชำวต่ำงชำติ ง. พงศำวดำร 10. เพรำะเหตุใด จึงต้องมีกำรประเมินคุณค่ำหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์ ก. หลักฐำนอำจมำกหรือน้อย ข. หลักฐำนอำจมีหรือไม่มี ค. หลักฐำนอำจจริงหรือเท็จ ง. หลักฐำนอำจเก่ำหรือใหม่ 1. ข 2. ค 3. ก 4. ค 5. ก 6. ค 7. ง 8. ก 9. ง 10. ค
บัตรคำกรณีตัวอย่าง 1. พระราชประวัติของรัชกาลที่ 4 เพื่ออธิบายว่า เพราะเหตุใดรัชกาลที่ 4 จึงทรงมีแนวคิดที่จะ ปรับปรุง บ้านเมือง 5. การนำเสนอเรื่องการปรับปรุงบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยแยกเป็นหัวข้อย่อย 2. ภาพอาคารแบบตะวันตก (พระที่นั่งอนันตสมาคม) 6. ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 เงินปี้จีน ปีชวด ทำถนน “...มีพระบรมราชโองการให้ประกาศแก่จีนทั้งปวง ซึ่ง ต้องเสียเงินผูกปี้ เข้ามาช่วยราชการแผ่นดิน ทั้ง ปวงให้ทราบว่า เงินผูกปี้รายระกา ตรีศกนั้นได้จ่ายทำ ถนนเจริญกรุง แลถนนหลวงใหญ่ ตลอดลงไป สำ เพ็ ง และค อกก ระบื อ แล ออก ไป กลางทุ่ งท าง คลองตรง เป็นทางขึ้นได้แล้ว ยังแต่จะต้องจัดซื้อ ซายกรวดเพิ่มเติมให้ทางแข็งดีขึ้น...” 3. ประกาศใช้ “พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116” ขึ้น โดยสุขาภิบาลนี้จะทำหน้าที่ทำลาย ขยะ มูลฝอยจัดเก็บของเสียจากการขับถ่ายของ ประชาชน ทั่วไป จัดการห้ามมิให้ต่อไปภายหน้ามีการปลูกสร้าง หรือซ่อมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรค หรือขนย้าย สิ่งของโสโครก และสิ่งรำคาญของมหาชนให้พ้นไปเสีย 7. การจัดนิทรรศการเรื่องการปรับปรุงบ้านเมือง ในสมัยรัชกาลที่ 4 4. หนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์เล่ม 2 รัชกาลที่ 4 - พ.ศ. 2475 (พ.ศ. 2525) กรมศิลปากร จัดพิมพ์เผยแพร่ เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี 8. การปรับปรุงบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 4
เฉลยขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ บัตรคำกรณีตัวอย่างขั้นตอนวิธีการทางประวัติศาสตร์ 1. กำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา 8. การปรับปรุงบ้านเมืองสมัยรัชกาลที่ 4 2. การรวบรวมหลักฐาน 2. ภาพอาคารแบบตะวันตก (พระที่นั่งอนันตสมาคม) 3. ประกาศใช้ “พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116” 4. หนังสือเรื่องประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 รัชกาลที่ 4 - พ.ศ. 2475 (พ.ศ. 2525) กรมศิลปากรจัดพิมพ์ 6. ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 เงินปี้จีน ปีชวดทำถนน 3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน 4. หนังสือเรื่องประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 รัชกาลที่ 4 - พ.ศ. 2475 (พ.ศ. 2525) กรมศิลปากรจัดพิมพ์ 6. ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 เงินปี้จีน ปีชวดทำถนน 4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการ จัดหมวดหมู่ข้อมูล 6. ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 เงินปี้จีน ปีชวดทำถนน 4. หนังสือเรื่องประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 รัชกาลที่ 4 - พ.ศ. 2475 (พ.ศ. 2525) กรมศิลปากรจัดพิมพ์ 5. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ 1. พระราชประวัติของรัชกาลที่ 4 เพื่ออธิบายว่า เพราะเหตุใด รัชกาลที่ 4 จึงทรงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงบ้านเมือง 5. การนำเสนอเรื่องการปรับปรุงบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยแยกเป็นหัวข้อย่อย 7. การจัดนิทรรศการการปรับปรุงบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 4
แบบทดสอบ เรื่อง วิธีการทางประวัติศาสตร์ คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยอาศัย หลักฐานต่างๆ เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวในอดีตได้อย่าง ชัดเจน เป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ก. ความสำคัญของการเรียนประวัติศาสตร์ ข. ความหมายของประวัติศาสตร์ ค. วิธีการทางประวัติศาสตร์ ง. คุณค่าของประวัติศาสตร์ 2. “ใครคือแม่ทัพสำคัญของอยุธยาในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2” เป็นขั้นตอนใดของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ ค. การตรวจสอบหลักฐาน ง. การรวบรวมหลักฐาน 3. การศึกษาผลงานวิจัยที่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นขั้นตอนใดของ วิธีการทางประวัติศาสตร์ ก. การตรวจสอบ ประเมินความถูกต้องของข้อมูล ข. การตรวจสอบข้อมูลและหลักฐาน ค. การรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ง. การตีความและจัดลำดับข้อมูล 4. แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องที่จะศึกษาข้อใดไม่ถูกต้อง ก. ความอยากรู้อยากเห็น ข. ความสงสัยในความรู้เดิมที่มี ค. เลือกตามคำแนะนำของเพื่อน ง. ตามหัวข้อที่เคยมีคนศึกษาอยู่แล้ว 5. การนำเสนอเรื่องราวที่มีการตีความประเมินคุณค่าหลักฐานแล้วนำมาเรียบเรียงต่อกัน อย่างเป็นเหตุ เป็นผล รวมทั้งมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลด้วย เป็นขั้นตอนใด ของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก. รวบรวมข้อมูล ข. ตรวจสอบข้อมูล ค. จัดหมวดหมู่ ง. สรุปผลการดำเนินงาน 6. วิธีการใดที่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงทาง ประวัติศาสตร์ ก. การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ ข. การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ ค. การรวบรวมหลักฐานและการตีความ ง. การจัดหมวดหมู่ข้อมูลและการสังเคราะห์ 7. ขั้นตอนใดเป็นขั้นตอนสุดท้ายและสำคัญที่สุดในวิธีการ ทางประวัติศาสตร์ ก. การนำเสนอข้อมูล ข. การรวบรวมหลักฐาน ค. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน ง. การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ 8. วิธีการทางประวัติศาสตร์ในขั้นตอนใดถ้าผิดพลาดจะ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือได้ ก. การนำเสนอข้อมูล ข. การรวบรวมหลักฐาน ค. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน ง. การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ 9. ข้อใดกล่าวถึงขั้นตอนการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกต้อง ก. นำเสนอข้อมูล ข. ประเมินคุณค่าของหลักฐาน ค. จำแนกแยกแยะข้อมูล ง. แสวงหาข้อเท็จจริงจากหลักฐานที่หลากหลาย 10. การสังเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ จะต้องทำสิ่งใดต่อไปนี้ ก. อ่านหลักฐานชั้นรอง ข. วิเคราะห์หลักฐานให้ข้อมูลอะไรบ้าง ค. วิเคราะห์คุณค่าของหลักฐานที่นำไปศึกษา ง. เรียบเรียงหลักฐานให้เป็นเรื่องเป็นราว 1. ค 2. ก 3. ค 4. ง 5. ง 6. ก 7. ก 8. ค 9. ค 10. ง
บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คำชี้แจง 1. ให้นักเรียนอ่านและศึกษาทำความเข้าใจเนื้อหาในแต่ละกรอบตามลำดับ ห้ามศึกษาข้ามกรอบเป็นอันขาด 2. ตอบคำถามในแต่ละกรอบในกระดาษที่ครูแจกให้ โดยห้ามดูเฉลยคำตอบหรือลอกคำตอบของเพื่อน เด็ดขาด 3. เมื่อนักเรียนตอบคำถามเสร็จแล้วให้ดูเฉลยในตอนท้ายของแต่ละกรอบ เนื้อหากรอบที่ 1 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ร่องรอยของสิ่งที่ มนุษย์ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ รวมทั้งร่องรอยของพฤติกรรมที่ เกิดขึ้นในอดีต และเหลือตกค้างมาถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถใช้เป็น เครื่องนำทางในการศึกษา สืบค้น แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เรื่องราวในอดีตของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง ให้นักเรียนศึกษาข้อความด้านซ้ายมือให้เข้าใจ เพื่อจะเป็น พื้นฐานความรู้ในการตอบคำถามของกรอบต่อไป คำถามข้อ 1 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คืออะไร เนื้อหากรอบที่ 2 การจำแนกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามลักษณะของ หลักฐานประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หลักฐานที่ เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็น ลายลักษณ์อักษร ตอบ คำถามข้อ 2 หลักฐานทางประวัติศาสตร์แบ่งเป็นประเภท ใดบ้าง เนื้อหากรอบที่ 3 พระราชพงศาวดาร เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่ สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะพระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ เป็นฉบับเก่าแก่และมีความถูกต้องมาก ที่สุด ทั้งศักราชและเหตุการณ์ที่กล่าวถึง แต่เขียนไว้สั้นๆ ทำให้ เข้าใจเหตุการณ์ได้ยาก ตอบ
คำถามข้อ 3 ทำไมพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯจึง มีความสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา เนื้อหากรอบที่ 4 พระราชพงศาวดาร เป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัชกาลที่ 5 เป็นการเชิดชู เกียรติพระมหากษัตริย์ แต่ต้องตรวจสอบกับหลักฐานอื่นด้วย ตอบ คำถามข้อ 4 ทำอย่างไรจึงจะทำให้พงศาวดาร เป็นหลักฐาน ประวัติศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือ เนื้อหากรอบที่ 5 หลักฐานที่บันทึกโดยชาวต่างชาติที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เช่น บันทึกของทางการจีน บันทึกของทูต บันทึกของพ่อค้า เป็น ต้น ได้บันทึกถึงอาณาจักรอยุธยาจึงเป็นหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ามาก เพราะให้ข้อมูลหลายเรื่องใน สายตาและความเข้าใจของคนต่างชาติ ซึ่งหลักฐานของ ไทยไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ตอบ คำถามข้อ 5 ทำไมบันทึกของชาวต่างชาติเป็นหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ได้ เนื้อหากรอบที่ 6 นอกจากนี้ยังมีการแบ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ออกเป็นหลักฐานชั้นต้น ซึ่งผู้ร่วมเหตุการณ์ได้บันทึกไว้ หากจะ นำมาใช้จะต้องมีการประเมินคุณค่าของหลักฐานอย่างรอบคอบ เสียก่อน ส่วนหลักฐานชั้นรอง เป็นบันทึกภายหลังเหตุการณ์ เกิดขึ้นแล้วโดยอาศัยข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้น ตอบ คำถามข้อ 6 หลักเกณฑ์ใดใช้ในการแบ่งหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ออกเป็นชั้นต้นและชั้นรอง ตอบ
บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คำชี้แจง 1. ให้นักเรียนอ่านและศึกษาทำความเข้าใจเนื้อหาในแต่ละกรอบตามลำดับ ห้ามศึกษาข้ามกรอบเป็นอันขาด 2. ตอบคำถามในแต่ละกรอบในกระดาษที่ครูแจกให้ โดยห้ามดูเฉลยคำตอบหรือลอกคำตอบของเพื่อนเด็ดขาด 3. เมื่อนักเรียนตอบคำถามเสร็จแล้วให้ดูเฉลยในตอนท้ายของแต่ละกรอบ เนื้อหากรอบที่ 1 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ร่องรอยของสิ่งที่ มนุษย์ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ รวมทั้งร่องรอยของพฤติกรรมที่ เกิดขึ้นในอดีต และเหลือตกค้างมาถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถใช้เป็น เครื่องนำทางในการศึกษา สืบค้น แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เรื่องราวในอดีตของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง ให้นักเรียนศึกษาข้อความด้านซ้ายมือให้เข้าใจ เพื่อจะเป็น พื้นฐานความรู้ในการตอบคำถามของกรอบต่อไป คำถามข้อ 1 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คืออะไร เนื้อหากรอบที่ 2 การจำแนกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามลักษณะของ หลักฐานประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หลักฐานที่ เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็น ลายลักษณ์อักษร ตอบ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือ ร่องรอยของสิ่งที่ มนุษย์ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ รวมทั้งร่องรอยของพฤติกรรม ที่เกิดขึ้นในอดีต และเหลือตกค้างมาจนถึงปัจจุบัน คำถามข้อ 2 หลักฐานทางประวัติศาสตร์แบ่งเป็นประเภท ใดบ้าง เนื้อหากรอบที่ 3 พระราชพงศาวดาร เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่ สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะพระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ เป็นฉบับเก่าแก่และมีความถูกต้องมาก ที่สุด ทั้งศักราชและเหตุการณ์ที่กล่าวถึง แต่เขียนไว้สั้นๆ ทำให้ เข้าใจเหตุการณ์ได้ยาก ตอบ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็น ลายลักษณ์อักษร
คำถามข้อ 3 ทำไมพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯจึง มีความสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา เนื้อหากรอบที่ 4 พระราชพงศาวดาร เป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัชกาลที่ 5 เป็นการเชิดชู เกียรติพระมหากษัตริย์ แต่ต้องตรวจสอบกับหลักฐานอื่นด้วย ตอบ พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ จึงมีความ สำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา เพราะเป็นฉบับ เก่าแก่และมีความถูกต้องมากที่สุดทั้งศักราชและเหตุการณ์ ที่กล่าวถึง คำถามข้อ 4 ทำอย่างไรจึงจะทำให้พงศาวดาร เป็นหลักฐาน ประวัติศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือ เนื้อหากรอบที่ 5 หลักฐานที่บันทึกโดยชาวต่างชาติที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เช่น บันทึกของทางการจีน บันทึกของทูต บันทึกของพ่อค้า เป็น ต้น ได้บันทึกถึงอาณาจักรอยุธยาจึงเป็นหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ามาก เพราะให้ข้อมูลหลายเรื่องใน สายตาและความเข้าใจของคนต่างชาติ ซึ่งหลักฐานของ ไทยไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ตอบ พงศาวดาร จะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีความ น่าเชื่อถือได้ ต้องตรวจสอบกับหลักฐานอื่นๆ ด้วย คำถามข้อ 5 ทำไมบันทึกของชาวต่างชาติเป็นหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ได้ เนื้อหากรอบที่ 6 นอกจากนี้ยังมีการแบ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ออกเป็นหลักฐานชั้นต้น ซึ่งผู้ร่วมเหตุการณ์ได้บันทึกไว้ หากจะ นำมาใช้จะต้องมีการประเมินคุณค่าของหลักฐานอย่างรอบคอบ เสียก่อน ส่วนหลักฐานชั้นรอง เป็นบันทึกภายหลังเหตุการณ์ เกิดขึ้นแล้วโดยอาศัยข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้น ตอบ เพราะบันทึกของชาวต่างชาติให้ข้อมูลหลายเรื่อง ซึ่งหลักฐานของไทยไม่มีข้อมูลเหล่านี้ คำถามข้อ 6 หลักเกณฑ์ใดใช้ในการแบ่งหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ออกเป็นชั้นต้นและชั้นรอง ตอบ การแบ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกเป็นชั้นต้น และชั้นรอง ใช้หลักเกณฑ์การจำแนกจากการมีส่วนร่วม ในเหตุการณ์
แบบทดสอบก่อนเรียน บทเรียนสำ เรจ ็ รปูเรื่อง หลกัฐำนทำงประวตัิศำสตร์ ค ำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกค ำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ข้อใดไม่เป็นหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์สมัยอยุธยำ ก. ค ำให้กำรกรุงเก่ำ ข. กฎหมำยตรำสำมดวง ค. เจดีย์สุริโยทัย ง. วัดมหำธำตุ 2. พระรำชพงศำวดำรฉบับใดไม่เกี่ยวกับอยุธยำ ก. พงศำวดำรกรุงสยำมฉบับบริติชมิวเซียม ข. พงศำวดำรฉบับพระรำชหัตถเลขำ ค. พงศำวดำรฉบับของฟำน ฟลีต ง. พงศำวดำรฉบับสยำมรัฐ 3. พงศำวดำรกรุงเก่ำฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เป็นพงศำวดำรที่น่ำเชื่อถือที่สุดใน จ ำนวนพงศำวดำรต่ำงๆ ในสมัยอยุธยำ เป็นเพรำะเหตุใด ก. บันทึกเหตุกำรณ์และศักรำชถูกต้อง ข. บันทึกศักรำชถูกต้องแต่เหตุกำรณ์ไม่ถูกต้อง ค. เรียงล ำดับรัชกำลได้ถูกต้องแต่ศักรำชไม่ถูกต้อง ง. อธิบำยเหตุกำรณ์ในแต่ละรัชกำลชัดเจนแต่ไม่บันทึก ศักรำช 4. หลักฐำนชั้นต้นและหลักฐำนชั้นรอง มีคุณค่ำแตกต่ำงกันอย่ำงไร ก. หลักฐำนชั้นต้นให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นย ำมำกกว่ำ หลักฐำน ชั้นรอง ข. หลักฐำนชั้นรองมีกำรเรียบเรียงให้เข้ำใจได้ง่ำยกว่ำ หลักฐำน ชั้นต้น ค. หลักฐำนชั้นต้นแสดงให้เห็นภำพทำงประวัติศำสตร์ มำกกว่ำ หลักฐำนชั้นรอง ง. หลักฐำนชั้นรองแสดงถึงภูมิปัญญำของคนอยุธยำ ได้มำกกว่ำหลักฐำนชั้นต้น 5. หลักฐำนที่ไม่เป็นลำยลักษณ์อักษรเรียกอีกอย่ำงหนึ่งว่ำอะไร ก. หลักฐำนทำงภูมิปัญญำ ข. หลักฐำนทำงโบรำณคดี ค. หลักฐำนทำงวัฒนธรรม ง. หลักฐำนร่วมสมัย 6. ข้อใดเป็นหลักฐำนประวัติศำสตร์ที่แตกต่ำงจำกพวก ก. พงศำวดำรฉบับหลวงประเสริฐฯ ข. เครื่องถ้วยชำมเบญจรงค์ ค. เจดีย์วัดรำชบูรณะ ง. แผนที่อยุธยำ 7. หลักฐำนลำยลักษณ์อักษรมีควำมส ำคัญต่อกำรศึกษำประวัติศำสตร์อย่ำงไร ก. เป็นหลักฐำนที่ให้ข้อมูลประวัติศำสตร์ดีที่สุด ข. เป็นหลักฐำนที่ให้ข้อมูลง่ำยกว่ำหลักฐำนอื่น ค. เป็นหลักฐำนที่มีจ ำนวนมำก หำง่ำย ง. เป็นหลักฐำนที่น่ำเชื่อถือที่สุด 8. ข้อใดจัดเป็นหลักฐำนทำงโบรำณคดีทั้งหมด ก. โครงกระดูก เครื่องมือ-เครื่องใช้ ข. ซุ้มใบเสมำวัดมหำธำตุ ก ำแพงเมืองเก่ำ ค. พงศำวดำรอยุธยำ จดหมำยเหตุลำลูแบร์ ง. วีดิทัศน์เรื่องรอยไทยสำมกรุงศรี 9. หลักฐำนประวัติศำสตร์มีควำมส ำคัญต่อวิธีกำรทำงประวัติศำสตร์อย่ำงไร ก. ให้ข้อมูลทำงประวัติศำสตร์ ข. ก ำหนดวิธีกำรศึกษำทำงประวัติศำสตร์ ค. ก ำหนดหัวข้อหรือประเด็นทำงประวัติศำสตร์ ง. ท ำให้เกิดวิธีกำรทำงประวัติศำสตร์ 10. หลักฐำนปฐมภูมิมีควำมน่ำเชื่อถือกว่ำหลักฐำนทุติยภูมิ เพรำะเหตุใด ก. หลักฐำนทุติยภูมิใช้ข้อมูลจำกหลักฐำนปฐมภูมิ ข. หลักฐำนปฐมภูมิสร้ำงขึ้นโดยปรำศจำกควำมล ำเอียง ค. หลักฐำนปฐมภูมิไม่สอดแทรกควำมคิดเห็นของผู้สร้ำง ง. ผู้สร้ำงหลักฐำนปฐมภูมิมีข้อมูลที่ดีกว่ำและตรงกับ ควำมเป็นจริงมำกที่สุด 1. ข 2. ง 3. ก 4. ข 5. ข 6. ก 7. ง 8. ข 9. ก 10. ง
มใบความรู้ เรื่องที่ 1 การสถาปนาอาณาจักรอยุธยา กรุงศรีอยุธยามีชื่อเดิมที่ปรากฏในเอกสารชั้นต้นที่เป็นศิลาจารึก และตำนานบางเรื่องว่า "กรุงอโยธยา" ซึ่ง เป็นการนำชื่อเมืองของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์มาใช้ ชื่อกรุงอโยธยาคงจะถูกเปลี่ยนเป็นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชื่อ ที่รู้จักกันทั่วไปในปัจจุบันนี้ ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฏในลักษณะของตำนาน โดยเฉพาะตำนานเรื่องท้าวอู่ทองนั้น ปรากฏในหลายท้องที่ บางเรื่อง กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับดินแดนแถบจังหวัดกำแพงเพชร บางเรื่องปรากฏเป็น ตำนานของบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เมือง นครศรีธรรมราชก็มีตำนานที่เล่าถึงท้าวอู่ทองกับพระยาศรีธรรมาโศกราช ที่ตกลงรวมดินแดนนครศรีธรรมราชเข้า กับกรุงอโยธยาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา บางตำนานในหนังสือพงศาวดารเหนือที่รวบรวมไว้เป็นลายลักษณ์ อักษรในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงการเป็นเมืองที่สืบเนื่องมาจากเมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองที่เก่าแก่ และมี เครือข่ายที่ชัดเจนจากหลักฐานด้านโบราณคดีว่า มีความเกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรกัมพูชา ถ้าไม่คำนึงถึงเรื่องมิติของเวลา ตำนานต่างๆ เกี่ยวกับท้าวอู่ทอง และเรื่องในพงศาวดารเหนือ สามารถ สะท้อนภาพซึ่งประกอบเข้าเป็นกรุงศรีอยุธยาได้ อย่างไรก็ดี พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ที่กล่าวถึงเมื่อ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893 นั้น ได้กล่าวถึงสมเด็จพระราเมศวรโอรสของ สมเด็จพระรามาธิบดีว่าได้ไปครองเมืองลพบุรี อีกทั้งเอกสารที่เป็นจดหมายเหตุของจีนได้เรียกกรุงศรีอยุธยาเมื่อ แรกสถาปนาว่า “หลอหู” ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่จีนใช้เรียกเมืองลพบุรีมาก่อน จึงสันนิษฐานได้ว่า ราชวงศ์ของสมเด็จ พระรามาธิบดีผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยานั้น มีความสืบเนื่องมาจากเมืองลพบุรีที่เป็นศูนย์อารยธรรมเก่าแก่แห่งที่ราบ ลุ่มแม่น้ำภาคกลางมาก่อน และเมื่อได้พิจารณาประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการพบที่อยุธยา ได้แก่ เศียร พระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศิลปะก่อนสมัยอยุธยา ที่วัดธรรมิกราช พระพนัญเชิงซึ่งสร้างก่อนเวลาการสถาปนา กรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปทั้งสององค์มีรูปแบบศิลปะที่เรียกว่า ศิลปะอู่ทองรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลของศิลปะลพบุรี ด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ชี้อย่างชัดเจนว่า ได้มีการขยายตัวของเมืองลพบุรีลงมาทางใต้บริเวณเกาะเมืองอยุธยา ก่อนที่จะมี การสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นเมืองหลวง เมื่อ พ.ศ. 1893 การขยายตัวของเมืองลพบุรีลงมาที่อยุธยา คงจะมีขึ้นตั้งแต่ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อพิจารณาใน ด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ก็อาจอธิบายได้ว่า เป็นการขยายที่ตั้งการค้าออกไปใกล้ทะเลเพื่อการค้า เพราะอยุธยามี ลำน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเรือเดินทะเลใหญ่สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองได้ อีกทั้งที่ตั้งของอยุธยาเป็นที่รวมของแม่น้ำหลาย สาย จึงมีลักษณะเป็นชุมทางที่สามารถติดต่อเข้าไปยังแผ่นดินได้หลายทิศทาง เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ส่งมาจากที่ ต่างๆ และเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับทั้งภายในทวีปและดินแดนโพ้นทะเลได้เป็น อย่างดี กรุงศรีอยุธยานั้น เมื่อสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ ก็เป็นเมืองที่มีพื้นฐานอันเป็นเครือข่ายของเมืองลพบุรีซึ่ง เป็นเมืองใหญ่แต่โบราณแล้ว ส่วนเรื่องพระเจ้าอู่ทองในตำนานของเมืองนครศรีธรรมราชได้แสดงให้เห็นว่า เป็น ดินแดนที่ได้รับการผนวกเข้ากับอยุธยาก่อนเวลาการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ปรากฏเรื่องราวการรวบรวมดินแดนนครศรีธรรมราชในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาซึ่งเริ่มเล่า
เรื่องตั้งแต่เวลาของการสถาปนา แต่กลับปรากฏในบันทึกของชาวยุโรปในสมัยอยุธยาตอนต้นว่า ดินแดนตลอด แหลมมลายูนั้นเป็นของสยาม ซึ่งมีศูนย์กลางเป็นเมืองใหญ่อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ในพระราชพงศาวดารฉบับที่เขียนในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการกล่าวถึงกษัตริย์องค์ต่อมาหลังจากสมเด็จพระ รามาธิบดีที่ 1 ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเสด็จสวรรคตว่า มาจากเมืองสุพรรณบุรี ด้วยท่าทีที่มีอำนาจ แล้วขึ้นเสวย ราชสมบัติต่อมา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ได้มีการขยายความในพระราชพงศาวดารกรุงศรี อยุธยาฉบับที่เขียนในภายหลังว่า กษัตริย์จากสุพรรณบุรีนี้คือ พ่องั่ว ผู้เป็นพี่มเหสีของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แม้ว่าจะเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นในภายหลังก็ตาม แต่เรื่องราวต่อๆ มา ในพระราชพงศาวดาร ก็สามารถให้ภาพรวม ว่า ในช่วงระยะเวลาแรกแห่งการสถาปนากรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 1893 - 1952 นั้น กรุงศรีอยุธยามีกษัตริย์ที่ ผลัดกันครองราชบัลลังก์อยู่ 2 สาย สายหนึ่งคือ สายที่สืบราชตระกูลมาจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้ สถาปนาเมือง และอีกสายหนึ่งคือ ราชตระกูลที่มาจากเมืองสุพรรณบุรี การผลัดกันขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของทั้ง 2 ราช ตระกูลนั้น เป็นการยึดอำนาจมาจากอีกฝ่ายหนึ่ง ชื่อของเมืองสุพรรณบุรี มีที่มาจากหนังสือพระราชพงศาวดารเช่นเดียวกับชื่อของกรุงศรีอยุธยา เพราะจาก เอกสารชั้นต้นที่เป็นศิลาจารึก หรือเรื่องในตำนานบางเรื่องนั้น ชื่อเดิมของเมืองสุพรรณบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนต้นนั้นคือ เมืองสุพรรณภูมิ ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงที่เล่าเรื่องราวในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ก่อนเวลาการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงชื่อเมืองสุพรรณภูมิรวมอยู่ในกลุ่มเมือง ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของที่ ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง คือ เมืองแพรก (ในจังหวัดชัยนาท) เมืองสุพรรณภูมิ เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี ซึ่งในท้องที่ ของเมืองเหล่านี้ล้วนมีโบราณสถานที่มีอายุไม่น้อยกว่าเมืองลพบุรีอยู่ด้วย ดังนั้น การที่พระราชพงศาวดารกรุงศรี อยุธยาได้ระบุชื่อเมืองสุพรรณภูมิอยู่รวมกับดินแดนของกรุงศรีอยุธยาในลักษณะของเมืองที่มีอำนาจ ที่เจ้าเมือง สามารถเข้ามาสืบราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาได้ด้วยนั้น แสดงว่า นอกจากการเกิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยา จะเป็นการ สืบอำนาจต่อจากเมืองลพบุรี โดยการสืบราชวงศ์ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แล้ว ยังประกอบด้วยดินแดนของ สุพรรณภูมิที่มีกษัตริย์ต่างราชวงศ์ปกครองสืบทอดกันมาอยู่ด้วยอีกส่วนหนึ่ง ดินแดนของกรุงศรีอยุธยา จึงมีอาณาเขตที่กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่มแม่น้ำภาค กลางทั้งหมด มีอิทธิพลครอบงำตลอดทั้งแหลมมลายู และพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การรวมตัว ระหว่างดินแดนที่สืบมาจากเมืองลพบุรีเดิมกับดินแดนของสุพรรณภูมินั้น สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการเป็นเครือ ญาติ ที่สืบเนื่องมาจากการสมรสกันของราชวงศ์ทั้งสอง พระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยาบางฉบับที่เขียนขึ้น ภายหลัง ที่กล่าวว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งสุพรรณภูมิ หรือขุนหลวงพ่องั่ว เป็นพี่มเหสีของสมเด็จพระ รามาธิบดีที่ 1 นั้น อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของดินแดนทั้งสองได้ กลายเป็นราชอาณาจักรที่ มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงที่ชาวต่างประเทศเรียกว่า ราชอาณาจักรสยาม โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีหรือเมือง หลวง
เรื่องที่ 2 ความสำคัญของที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศของอาณาจักรอยุธยา นิโกลาส์ แชร์แวส ชาวฝรั่งเศส เข้ามาในอาณาจักรอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เขียนบันทึก ถึงลักษณะภูมิประเทศของอยุธยาไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยามไว้ว่า “.......ราชอาณาจักรสยามมีแม่น้ำใหญ่ 3 สาย แม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านนครหลวงลงไปสู่อ่าว ซึ่งกว้าง ประมาณ 1 ลี้ (4 กม.) จากปากน้ำนี้ไปถึงนครหลวงมีระยะทางประมาณ 30 ลี้ (120 กม.) เรือขนาด 300-400 ตัน สามารถแล่นไปตามแม่น้ำนี้ได้ ส่วนเรือขนาดใหญ่จะต้องรอที่ปากน้ำ เพราะติดสันดอนจนกว่าน้ำจะขึ้นจึงแล่นเข้า แม่น้ำได้ ชายน้ำมีความลึกจึงเหมาะแก่พ่อค้าที่จะนำเรือเข้าจอดทอดสมอชิดกำแพงเมือง และทอดสะพานขนถ่าย สินค้าขึ้นท่าเรือได้สะดวก แม่น้ำยังมีลำคลองมากมายหลายสายไหลผ่านเข้าสู่ที่ราบลุ่มและบริเวณตัวเมือง ทำให้มี สภาพเหมือนกับเมืองเวนีซ ลำคลองอันเป็นทางแยกของแม่น้ำสายที่ล้อมตัวเมืองอยู่นั้น มีความกว้างและเป็น เส้นตรงมาก มีความลึกพอที่จะรับ เรือใหญ่ได้.......” โจส เซาเต็น พ่อค้าชาวฮอลันดา ได้บันทึกถึงความสำคัญของที่ตั้งอาณาจักรอยุธยา ไว้ว่า “.....พระนครศรีอยุธยา จึงอยู่ในภูมิฐานที่ดีและมั่นคงสุดวิสัยที่ข้าศึกศัตรูจะโจมตียึดครองได้ง่ายๆ เพราะ ทุกๆ ปี น้ำจะท่วมขึ้นมาถึง 6 เดือน ทั่วท้องที่นอกกำแพงเมืองจึงเป็นการบังคับให้ศัตรูอยู่ไม่ได้ ต้องล่าถอยทัพไป เอง.......และพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีและเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ บรรดาขุนนางข้าราชการ เจ้านายทั้งหลายทั้งปวง ก็อยู่ที่พระนครศรีอยุธยานี้ เมืองๆ นี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ในแม่น้ำเจ้าพระยา ท้องที่รอบ นอกเป็นที่ราบไปทั่วทุกทิศ รอบกรุงศรีอยุธยามีกำแพงหินสร้างอย่างหนาแน่นแข็งแรง เป็นนครหลวงที่ กว้างขวางใหญ่มาก ภายในพระนครมี โบสถ์วิหารวัดวาอารามสร้างขึ้นติดๆกัน ประชาชนพลเมืองผู้อาศัยอยู่ ก็อาศัยอยู่หนาแน่น.......” ขณะที่ เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ เขียนบันทึกเรื่องจดหมายเหตุลาลูแบร์ บรรยายที่ตั้งของอาณาจักรอยุธยา ไว้ว่า “.......ตัวเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองนั้นตั้งอยู่บนเกาะซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กับถุงย่าม ปากถุง อยู่ทางทิศตะวันตก มีแม่น้ำใหญ่ไหลมาบรรจบกับคลองหลายสาย ซึ่งไหลเป็นวงรอบกรุงทางด้านเหนือและแยกลง ไปทางด้านใต้เป็นหลายแพรกด้วยกัน.......”
เรื่องที่ 3 ทรัพยากรธรรมชาติและพระมหากษัตริย์ของอาณาจักรอยุธยา บาทหลวงตาชาร์ด ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาในอาณาจักรอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวถึง ความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรอยุธยาในจดหมายเหตุ การเดินทางสู่ประเทศสยามของบาทหลวงตาชาร์ด ไว้ว่า “.......ทิวทัศน์ของแม่น้ำงดงามนัก ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มอยู่เป็นอาจิณ และเบื้องหลังออกไป เป็นท้องทุ่งอันไพศาลแลสุดสายตาเต็มไปด้วยต้นข้าว บริเวณซึ่งเป็นที่ราบต่ำน้ำจะท่วมนานเป็นเวลาถึงครึ่งปี ฝนซึ่ง ตกลงมาติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือนนั้น ทำให้น้ำในแม่น้ำล้นฝั่งและท่วมเข้าไปในแผ่นดิน เหตุนี้เองจึงทำให้ผืน ดินมีโอชะอุดมสมบูรณ์นัก.......” ในขณะที่ ฟาน ฟลีต เป็นพ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์ เข้ามาในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ได้เขียนพรรณนาเรื่อง อาณาจักรสยามไว้น่าสนใจว่า “.....ภายในเมืองทั้งหลายและศูนย์ชุมชนอื่นๆ ประชาชนหาเลี้ยงชีพโดยการค้าขาย การทำงานในวัง การ เดินเรือสำเภา เรือใบ และเรือแบบพื้นเมือง การประมงและการอุตสาหกรรมและประดิษฐกรรมที่ใช้ฝีมือ โดยการ ทำทองและเงินรูปพรรณอย่างชำนาญ ประชาชนในหมู่บ้านและชนบททำงานในลักษณะทาส ทำงานในไร่นา เพาะปลูกธัญพืชทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว และยังมีครามเปียกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นพวกเขายังปลูกไม้ ผลทุกประเภท โดยเฉพาะมะพร้าว สิริ และต้นหมาก พวกเขาเลี้ยงม้าขนาดเล็ก วัว หมู แกะ ห่าน เป็ด ลูกไก่ นกพิราบ และสัตว์ที่ฝึกให้เชื่องอย่างอื่นๆ อีกมาก อาหารระหว่างปีที่อุดมสมบูรณ์จะมีราคาถูกมาก (เพราะของกิน จะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับราคาข้าวสูงหรือต่ำ) และในเมื่อมีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ก็สามารถส่งเป็นสินค้าออกไปยัง ประเทศใกล้เคียงได้มาก นอกจากประเทศสยามจะมีความอุดมสมบูรณ์ มีอาหารล้นเหลือ ยังมีวัสดุอื่นๆ อีกเป็นอัน มา เป็นต้นว่าอิฐ กระเบื้อง ไม้ซุง มีเหล็กอยู่เล็กน้อย (ซึ่งได้จากหัวเมืองโคราชสีมา) และวัสดุอื่นๆ ที่จำเป็น สำหรับการสร้างป้อม โบสถ์ บ้านเรือน เรือ เรือสำเภา เรือท้องแบน......” ฟานฟลีต ยังได้เขียนพรรณนาเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม ไว้ว่า “.......ขบวนแห่และข้าราชบริพารของพระเจ้าแผ่นดินใหญ่โตหรูหรา พระองค์ทรงปรากฏพระองค์ในที่ สาธารณะน้อยครั้ง แต่โดยปกติทรงให้พวกคนสำคัญและข้าราชการเข้าเฝ้าวันละ 3 ครั้ง ตอนเช้าตรู่ พวกตัวแทน และพวกคนซึ่งนำของบรรณาการมาถวายเข้าเฝ้า ในเวลาบ่ายพระองค์ทรงปรึกษาหารือกับพวกที่ปรึกษาลับและคน สำคัญที่สุด และตอนตะวันตกดินทรงไปยังที่ประชุมสำหรับพวกข้าราชการ พระเจ้าแผ่นดินมักปรากฏพระองค์ใน ฉลองพระองค์ที่มีราคา ประทับบนบัลลังก์ปิดทองหรูหรา และทรงสวมมงกุฎกษัตริย์......” นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์ของประชาชนชาวสยามไว้ว่า “.......ถึงแม้ว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงมีที่ประทับสวยๆมากมายทั่วประเทศซึ่งพระองค์อาจไปพักผ่อนหาความสำราญได้ แต่ พระองค์ก็ไม่ค่อยเสด็จออกไปนอกพระราชวัง....เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จผ่านไพร่ฟ้าประชาชนทุกคนที่อยู่ตามถนนจะ คุกเข่าลงพนมมือและก้มศีรษะลงบนพื้น นี่เป็นวิธีการเคารพ.......ห้ามคนมองดูพระราชมารดา พระมเหสีและสนม หรือ พระโอรสธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน และผู้คนต้องเบือนหน้าไปเสียเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์เหล่านั้นเสด็จผ่าน พวก ชาวต่างประเทศหรือพวกเอกอัครราชทูตต่างประเทศเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มองได้......”
2.1ใบงานเรื่องการสถาปนาอาณาจักรอยุธยาและปัจจัยที่มีผลต่อความเจริญรุ่งเรือง คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาหัวข้อที่กำหนด แล้วบันทึกตามลำดับขั้นตอน K (ผู้เรียนรู้อะไรบ้าง) W (ผู้เรียนต้องการรู้อะไรบ้าง) L (ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้าง)
1 เฉลยใบงานเรื่องการสถาปนาอาณาจักรอยุธยาและปัจจัยที่มีผลต่อความเจริญรุ่งเรือง คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาหัวข้อที่กำหนด แล้วบันทึกตามลำดับขั้นตอน K (ผู้เรียนรู้อะไรบ้ำง) W (ผู้เรียนต้องกำรรู้อะไรบ้ำง) L (ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้ำง) 1. พระเจ้าอู่ทองเป็นผู้สถาปนา อาณาจักรอยุธยา 2. ชุมชนคนไทยที่มารวมกันเป็น อาณาจักรอยุธยา คือ แคว้น สุพรรณภูมิและแคว้นละโว้ 3. อาณาจักรอยุธยาตั้งอยู่บริเวณ ภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบัน 1. พระเจ้าอู่ทองมีที่มาจากที่ไหน กันแน่ 2. ยังมีแคว้นร่วมสมัยกับแคว้น สุพรรณภูมิและแคว้นละโว้ อีกหรือไม่ 3. ที่กล่าวว่าอยุธยาเป็นเกาะมีแม่น ้า ไหลผ่านประกอบด้วยแม่น ้าใดบ้าง 1. ไม่สามารถสรุปได้ว่าพระเจ้าอู่ทอง มาจากที่ใด เพราะขาดหลักฐาน มีเพียงข้อสันนิษฐาน 2. ยังมีแคว้นคนไทยทางเหนือ เช่น สุโขทัย ล้านนา 3. แม่น ้าที่ไหลผ่านมาบรรจบและ ท าให้อยุธยามีสภาพเป็นเกาะ ได้แก่ แม่น ้าป่าสัก แม่น ้าลพบุรี และแม่น ้าเจ้าพระยา (ตัวอย่าง)
บัตรภาพ ภำพพระบรมรำชำนุสำวรียพ์ระเจ้ำตำกสินมหำรำช
ใบงานที่ 3.1 ปัจจัยที่มีผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรธนบุรี คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 มีสาเหตุมาจากอะไร และสภาพบ้านเมืองภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ให้แก่พม่าเป็นอย่างไร 2. ทำเลที่ตั้งของกรุงธนบุรี มีความเหมาะสมต่อการเป็นราชธานีแห่งใหม่อย่างไรบ้าง 3. ความเข้มแข็งทางการทหาร ส่งผลต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรธนบุรีอย่างไร 4. พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงฟื้นฟูเศรษฐกิจของกรุงธนบุรีด้วยวิธีการใด 5. นโยบายฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรธนบุรีอย่างไร
ใบงานที่ 3.1 ปัจจัยที่มีผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรธนบุรี คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 มีสาเหตุมาจากอะไร และสภาพบ้านเมืองภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ให้แก่พม่าเป็นอย่างไร การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะกำลังไพร่พลของกรุงศรีอยุธยาขาดประสบการณ์ในการทำสงคราม ขนาดใหญ่ และกองทัพพม่าได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการสู้รบ ทำให้กรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าเข้ายึดครอง พระราชวัง วัดวาอาราม และบ้านเรือนราษฎรถูกเผาทำลายเสียหายเป็นจำนวนมาก และทรุดโทรมเกินกว่าจะบูรณะ ให้ดีขึ้นได้ดังเดิม 2. ทำเลที่ตั้งของกรุงธนบุรี มีความเหมาะสมต่อการเป็นราชธานีแห่งใหม่อย่างไรบ้าง กรุงธนบุรีตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงศรีอยุธยามากนัก ตั้งอยู่บริเวณที่มีน้ำลึกและใกล้ทะเล ยากแก่การโจมตีของข้าศึก และสามารถติดต่อค้าขายกับต่างชาติได้ง่าย ทั้งยังมีขนาดเล็กและมีป้อมปราการขนาดย่อมเพียงพอกับกำลังไพร่พล ของพระยาตาก (สิน) ในการดูแลรักษาบ้านเมือง และหากเกิดเหตุการณ์คับขันจวนตัว ยังสามารถถอยทัพกลับเข้า เมืองจันทบุรีได้ง่าย 3. ความเข้มแข็งทางการทหาร ส่งผลต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรธนบุรีอย่างไร ภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมชุมนุมต่างๆ ที่เป็นใหญ่ให้มาอยู่ ใต้อำนาจของพระองค์ได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้อำนาจทางการทหารของกรุงธนบุรีเป็นที่เกรงขามของข้าศึก ส่งผลให้ กรุงธนบุรีสามารถขยายอาณาเขตออกไปได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น 4. พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงฟื้นฟูเศรษฐกิจของกรุงธนบุรีด้วยวิธีการใด เศรษฐกิจในสมัยธนบุรีตกต่ำมาก สืบเนื่องมาจากการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงต้องใช้นโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เช่น การแก้ปัญหาการขาดแคลนข้าวสาร ข้าวเปลือก การอาศัย พ่อค้าสำเภาจีนเพื่อช่วยแก้ไขให้การค้าฟื้นตัว การส่งเสริมให้ราษฎรทำนา และเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ จึงสามารถ ทำให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว 5. นโยบายฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรธนบุรีอย่างไร สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการฟื้นฟูคณะสงฆ์ ที่เสื่อมโทรมลงไปมากเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาให้มีความเจริญรุ่งเรืองดังเดิม เพราะพระพุทธศาสนาถือเป็น หลักสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม
ร่องรอยการปรับแผนการจัดกรายวิชา.................................รหัสวิชา.................กลุ่มสาระการเรียนรู้..............ปีการศึกษา.......................... หน่วยการเรียนรู้ที่ ............... เรื่อง ...................หน่วยเรียนรู้ /คาบที่ เรื่อง ประเด็นที่ปรับแก้ไข ลงชื่อ.............................................ครูผู้สอน (........................................) หมายเหตุ
การเรียนรู้ตามบันทึกการสอน ........................................... ชั้นมัธยมศึกษาปีที่…………ภาคเรียนที่ ................... ........................................................................................................... ................. การแก้ไข/พัฒนา หมายเหตุ ลงชื่อ.................................................ผู้รับรอง (............................................) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้..................... ครูผู้สอนส่งที่หัวหน้ากลุ่มสาระฯ เมื่อจบภาคเรียน เพื่อใช้ในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร
*** หมายเหตุ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการท างาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ ทักษะจ าเป็นในศตวรรษที่ 21 (3R8C) 3R R1 – (R)eading (สามารถอ่านออก) R2 – W(R)iteing (สามารถเขียนได้) R3 – A(R)ithmatic (มีทักษะในการค านวณ) 8C C1 – Critical thinking and problem solving (มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ สามารถแก้ไขปัญหาได้) C2 – Creativity and innovation (การคิดอย่างสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม) C3 – Cross-cultural understanding (ความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมและกระบวนการคิด ข้ามวัฒนธรรม) C4 – Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ การท างานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้น า) C5 – Communication information and media literacy (มีทักษะในการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ) C6 – Computing and IT literacy (มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และรู้เท่าทันเทคโนโลยี) C7 – Career and learning skills (มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้) C8 – Compassion (มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย)