นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ สื่สื่สื่สื่สื่สื่ อการเรีรี รีรี ยนรู้รู้ รู้รู้ รู้รู้ เพื่พื่ พื่พื่พื่พื่ อพัพั พัพั ฒนาความสามารถ นางสาวสุวรรณนี หลีบั ลีบั งสา ตำ แหน่ง ครู โรงเรียนนิคมพัฒนาผัง ผั๖ อำ เภอมะนัง จังหวัด วัสตูล ตู นางสาวสุวรรณนี หลีบั ลีบั งสา ตำ แหน่ง ครู โรงเรียนนิคมพัฒนาผัง ผั๖ อำ เภอมะนัง จังหวัด วัสตูล ตู E-book ในการอ่านจับใจความด้ว ด้ ยการจัดการเรียนรู้ แบบ ร่วมกับ กั นิทานพื้นบ้านภาคใต้ ในการอ่านจับใจความด้ว ด้ ยการจัดการเรียนรู้ แบบ OK5R ร่วมกับ กั นิทานพื้นบ้านภาคใต้
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้
นิทานพื้นบ้านภาคได้ รวมเรื่องเล่าจากแดนใต้แดนสยามซึ่ง นิทานพื้น บ้านภาคใต้ วันนี้เป็นเรื่องสั้น ๆ แต่แฝงด้วยข้อคิดและคติเตือนใจ เพราะ นิทานพื้นบ้าน นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติก็ว่าได้ อันเนื่องจากเป็น เรื่องที่เล่าสืบ ๆ ต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังด้วยมุข ปาฐะ โดยในแต่ละท้องที่ของประเทศไทยต่างก็มีเรื่องเล่าและนิทานพื้นบ้านที่ แดกต่างกันออกไปตามแต่ลักษณะภูมประเทศ วัฒนธรรม ธรรมเนียม และ ขนมธรรมเนียมประเพณี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นิทานพื้นบ้านก็มีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กันนั่นคือ เพื่อ เป็นการปลูกฝังและสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมให้แก่คนรุ่นหลัง นอกจากนี้ ยัง รับรู้ถึงวัฒนธรรม ความเชื่อที่แฝงอยู่ในนิทานด้วยเช่นกัน การทำ E-bookเล่ม นี้ได้แหล่งข้อมูลหลักคือกระปุกดอทคอม ก็ต้องขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ เป็นอย่างสูง นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง นายดั้น (จ.นครศรีธรรมราช) นิทานเรื่อง นายดั้น เขียนบันทึกลงในสมุดข่อย ต้นฉบับเป็นของวัดท่าเสริม อำ เภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะเวลาที่แต่งนิทาน คงอยู่ในระยะ รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 แต่งด้วยกาพย์ 3 ชนิด คือ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง สวดอ่าน นิทานในยามว่าง โดยนิทานเรื่องนายดั้นมีเนื้อเรื่องดังนี้ นายดั้น เป็นคนตาบอดใส อยากได้นางริ้งไรเป็นภรรยา จึงส่งคนไปสู่ขอและ นัดวันแต่ง โดยฝ่ายนางริ้งไรไม่รู้ว่าตาบอด เมื่อถึงวันแต่งงานนายดั้นพยายาม กลบเกลื่อนความพิการของตนโดยใช้สติปัญญาและไหวพริบต่าง ๆ แก้ปัญหา เมื่อขบวนขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าภาพขึ้นบนบ้าน นายดั้นกลับนั่งตรง นอกชาน เมื่อคนทักนายดั้นจึงแก้ตัวว่า "ขอน้ำ สักน้อย ล้างตีนเรียบร้อย จึง ค่อยคลาไคล ทำ ดมทำ เช็ด เสร็จแล้วด้วยไว แล้วจึงขึ้นไป ยอไหว้ซ้ายขวา" ขณะอยู่กินกับนางริ้งไร วันหนึ่งนางริ้งไรจัดสำ รับไว้ให้แล้วลงไปทอผ้าใต้ถุน บ้าน นายดั้นเข้าครัวหาข้าวกินเองทำ ข้าวหกเรี่ยราดลงใต้ถุนครัว นางริ้งไรร้อง ทักว่าเทข้าวทำ ไม นายดั้นจึงแก้ตัวว่า "เป็ดไก่เล็กน้อยบ้างง่อยบ้างเพลีย ตัวผู้ ตัวเมีย ผอมไปสิ้นที่ อกเหมือนคมพร้า แต่เพียงเรามา มีขึ้นดิบดี หว่านลงทุก วัน ชิงกันอึ่งมี่ กลับว่าเรานี้ ขึ้งโกรธโกรธา" วันหนึ่งนางริ้งไรให้นายดั้นไปไถนา นายดั้นบังคับวัวไม่ได้ วัวหักแอกหักไถหนี เตลิดไป นายดั้นจึงเที่ยวตามวัว ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้แห้งชายป่า เข้าใจว่า เป็นวัว จึงวิดน้ำ เข้าใส่เพื่อให้วัวเชื่อง นางริ้งไรมาเห็นเข้าจึงถามว่าทำ อะไร นายดั้นได้แก้ตัวว่า "พี่เดินไปตามวัว ปะรังแตนแล่นไม่ทัน จะเอาไฟหาไม่ไฟ วิดน้ำ ใส่ตายเหมือนกัน ครั้นแม่บินออกพลัน เอารังมันจมน้ำ เสีย"
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ อยู่มาวันหนึ่งนายดั้นจะกินหมาก แต่ในเชี่ยนหมากไม่มีปูน จึงร้องถาม นางริ้งไร นางบอกที่วางปูนให้ แต่นายดั้นหาไม่พบ ได้ร้องถามอีกหลายครั้งแต่ ก็ยังหาไม่พบ นายดั้นจึงร้องท้าให้นางริ้งไรขึ้นบ้านมาดู หากปูนมีตามที่บอก จะยอมให้นางริ้งไรเอาปูนมาทาขยี้ตา นางริ้งไรจึงเอาปูนมาทาขยี้ตานายดั้น นายดั้นถือโอกาสจึงร้องบอกว่าตาบอดเพราะปูนทา นางริ้งไรจึงต้องหายามา รักษาจนตาหายบอดได้บวชเรียน นิทานเรื่องนายดั้น ให้แนวคิดดังนี้ 1. สะท้อนภาพของสังคมชนบทนครศรีธรรมราช ที่ชาวบ้านยึดถือความ มีน้ำ ใจต่อกัน คอยช่วยเหลือกันโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย 2.ลักษณะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทที่เน้นความเรียบง่ายไม่มี พิธีรีตองให้ยุ่งยากถือเอาความสะดวกง่ายเป็นหลักมีการเล่นหัวหยอกล้อกัน โดยไม่ถือสา 3. ผู้มีปัญหาและปฏิภาณไหวพริบดี จะเป็นผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆได้สำ เร็จแม้จะประกอบกิจการงานใดก็จะสำ เร็จด้วยดี
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง นายดั้น ดั้(จ.นครศรีธรรมราช) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง กินเหล้าแล้วอายุยืน (จ.นครศรีธรรมราช) นานมาแล้วมีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งชอบกินเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ งานการก็ ไม่เคยนำ พาเรื่องบุญกุศลก็ไม่เคยทำ แต่การทำ บาปแกก็ไม่เคยทำ เช่นกัน ครอบครัวของแก มีอยู่ด้วยกันสามคน คือ ตัวแกเองพร้อมด้วยเมียและลูกอีก คนหนึ่ง ชายคนชอบกินเหล้าผู้นี้คิดอยู่เสมอว่าก่อนที่แกจะตายลงนั้นก็ขอให้ ลูกชายได้บวชเสียก่อน เพราะแกอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูก แต่ชายคนนั้น ก็ได้ตายลงเสียก่อนที่จะได้บวชลูก เมื่ออายุของแกได้ห้าสิบปีพอดี ก่อนที่จะ ตายนั้น แกได้สั่งให้ลูกเมียของแก เอาเหล้าใส่โลงไปด้วยสักสองสามขวดเผื่อหิว เหล้าขึ้นมาก็จะได้กินในปรโลก เมื่อชายคนนั้นได้ลงไปอยู่ในเมืองนรกแล้ว ยมบาลก็ถามว่า "ทำ ไมถึงได้ชอบ กินเหล้านักล่ะ เหล้านั้นมันเอร็ดอร่อยมากหรือไรกัน" แกก็ตอบออกไปว่า "อัน เหล้านั้น ถ้าได้กินมันเข้าไปแล้ว ก็จะรู้รสชาติทันทีว่า ไม่มีอะไรแล้วในโลก มนุษย์จะอร่อยเท่า บอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้ว่ามันมีรสชาติอย่างไร ต้องกินดูเอง ถึงจะรู้" ยมบาลจึงพูดว่า "ในเมืองนรกของเรานี้ไม่มี ไม่งั้นแล้วเราจะลองชิมดู ว่ามันจะเอร็ดอร่อยเหมือนดังคำ กล่าวของท่านจริงหรือไม่" ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นจึงบอกกับยมบาลว่า แกได้นำ มันมาด้วย ถ้ายมบาล จะลองชิมดูก็มีให้ลอง ยมบาลจึงได้ชิมเหล้าของชายคนนั้นเข้าไป ชิมไป ๆ ยมบาลก็ชักติดใจในรสชาติของมัน จึงได้ขอเหล้าชายคนนั้นกินจนหมดขวด ยมบาลจึงได้เมาขึ้นมาทันที เพราะไม่เคยกินเหล้ามาก่อนหรือเพราะคอยังอ่อน อยู่นั่นเอง
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ ในเวลาต่อมา ยมบาลก็ได้ชอบพอกันกับชายคนนั้น จนกระทั่งสัญญาเป็น เพื่อนเกลอกัน แล้วบอกชายคนนั้นว่า "ถ้าแกต้องการอะไรที่พอผ่อนปรนกัน แล้วก็ขอให้บอกมาเถิดเราจะช่วยเหลือ" ชายคนนั้นจึงบอกยมบาลว่า "ในชีวิต ของแกไม่เคยได้ทำ บุญอะไรเลย แกจึงอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายสัก ครั้ง" แล้วแกจึงขอร้องต่อยมบาลว่า "ขอมีอายุต่อไปอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เพื่อ บวชลูกชายได้หรือไม่" ด้วยความรักใคร่สงสารต่อชายผู้นั้นเป็นพิเศษ ยมบาลก็ อนุญาตด้วยการต่ออายุให้ แล้วลงไว้ในบัญชีของยมโลก โดยยมบาลเพิ่มอายุให้ อีกหนึ่งปี จึงได้เขียนเลข 1 ต่อจากเลข 50 ซึ่งเป็นอายุขัยของชายผู้นั้นลงใน บัญชีทันที แต่ด้วยความเมาของยมบาลเอง จึงเลยลืมลบเลข 0 ออกเสียก่อน จึงกลายเป็นว่าชายคนนั้นมีอายุไปจนถึง 501 ปี เมื่อยมบาลต่ออายุให้แล้ว ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นก็ได้ฟื้นกลับมีชีวิตขึ้นอีก ครั้ง แกก็ได้จัดการบวชลูกชาย จนได้เห็นชายผ้าเหลืองสมความตั้งใจแล้ว แกก็ รอวันตายของแกเรื่อยมาแต่ก็ไม่ตายสักที จนกระทั่งเมีย ลูก หลาน เหลน ได้ พากันตายไปแล้วเกือบทุกคนแต่แกก็ยังไม่ตายอยู่นั่นเอง ทำ ให้ชายผู้นั้นมีชีวิต อยู่อย่างทรมานใจเป็นอย่างยิ่งที่จำ เป็นต้องอยู่ และเห็นคนที่แกรักตายจากไป ทีละคนสองคนอยู่เสมอ
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง กินเหล้า ล้ แล้ว ล้ อายุยืน ยื(จ.นครศรีธรรมราช) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง ตากใบ (จ.นราธิวาส) เมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว ในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มีพ่อค้าจีน คนหนึ่งล่องเรือสำ เภามาจากประเทศจีน เพื่อไปขายสินค้ายังแหลมมลายู ใน เรือสำ เภานั้นได้บรรทุกสินค้า เครื่องปั้นดินเผามาเต็มลำ เรือ เช่น เครื่องลาย คราม ชามเบญจรงค์ โอ่ง ไห ลายมังกร เป็นต้น สินค้าเหล่านี้มีลวดลายสีสัน งดงามมาก วันหนึ่งขณะที่เรือสำ เภาแล่นอยู่กลางทะเลใกล้ปากอ่าวทางตอนใต้ของไทย ได้บังเกิดลมพายุ คลื่นลมแรงจัดมาก จนในที่สุดเรือกำ ลังจะจม พ่อค้าจีนจึงได้ สั่งให้ปลดใบเรือลง จากนั้นเรือค่อย ๆ จมลงในท้องทะเล พ่อค้าจีน ไต้ก๋ง พร้อมลูกเรือทุกคนได้พยายามช่วยเหลือตัวเอง จนสามารถ ขึ้นเกาะที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งได้ทุกคน เมื่อคลื่นลมสงบทุกคนจึงพากันไปกู้ เรือและนำ สินค้าขึ้นฝั่งได้สำ เร็จ จากนั้นจึงเอาใบเรือเสื้อผ้า ขึ้นไปตากตาม ต้นไม้และกิ่งไม้ มีแขกมลายูคนหนึ่งมีอาชีพตัดไม้ไปขาย ได้มาตัดไม้ใกล้บริเวณที่พ่อค้าจีน ตากใบเรือและเสื้อผ้า เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้น แขกมลายูจึงคิดที่จะขโมย จึงไปตัด ต้นไม้ที่มีเสื้อผ้าตากอยู่ แต่พ่อค้าจีนและลูกเรือกลับมาเห็นเสียก่อนจึงร้อง ตะโกนขึ้นว่า เจ๊ะเฮ้ ๆ ๆ ๆ เอาเสื้อผ้าอั้วคืนมา แขกมลายูตกใจมาก จึงกล่าว ขอโทษและรักปากว่าจะไม่ทำ อย่างนี้อีก พ่อค้าจีนและลูกเรือทั้งหมดจึงยกโทษ ให้ และได้อาศัยทำ มาหากินบนเกาะนี้อย่างมีความสุข
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ ต่อมาได้มีพ่อค้าสำ เภาจีนลำ อื่นล่องเรือมาค้าขายบนเกาะนี้มากขึ้น สินค้า ส่วนใหญ่ที่นำ มาขายมีชามเบญจรงคฺ์ โอ่ง ไหลายมังกร เครื่องลายคราม จน ทำ ให้ชาวเกาะแห่งนี้มีเครื่องใช้เหล่านี้ทุกครัวเรือน นับเป็นการนำ ศิลปะ ประติมากรรมมาเผยแพร่ในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งสามารถไปชมได้ที่วัด ชลธาราสิงเห อำ เภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง ตากใบ (จ.นราธิวาส) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง เขาทะนาน (จ.สตูล) เขาทะนานตั้งอยู่ชายฝั่งอันดามัน ที่บ้านมะหงัง ตำ บลทุ่งบุหลัง อำ เภอ ทุ่งหว้า เนินเขาสูงชั้น มีธรรมชาติสวยงดงาม มีสำ นักสงฆ์และสุเหร่า สำ หรับ ปฏิบัติธรรมของชาวไทย และชาวไทยมุสลิมภูเขาแห่งนี้ มีตำ นานเล่ากันมา มี ตายาย 2 คน นับถือศาสนาพุทธ ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านพระม่วง อำ เภอกันตัง จังหวัดตรัง มีลูกชายหนึ่งคนเป็นบุคคลที่ลักษณะดี อยู่มาวันหนึ่งมีเรือสำ เภาของพ่อค่าต่างชาติได้นำ สินค้ามาขายท่าเรือกันตัง ทั้ง 3 คนไปชมสินค้า ขณะชมอยู่นั้น นายสำ เภาได้เห็นลูกชายตายายน่ารักและ สงสาร ขอเป็นบุตรบุญธรรม สองตายายจึงยกให้เพราะเห็นลูกชายจะได้อยู่สุข สบาย นายสำ เภาขายสินค้าหมดจึงออกเรือพร้อมบุตรบุญธรรม จำ หน่ายสินค้า ไปยังที่ต่าง ๆ จนร่ำ รวยเป็นเศรษฐี เด็กชายที่นำ มาเลี้ยงมีความสุขในกองเงิน กองทองจนลืมคิดถึง 2 ตายาย ไม่ได้กลับบ้านมานาน เล่าเรียนหนังสือให้สมได้ ดี ครั้นโตขึ้นก็แต่งงานกับลูกสาวนายสำ เภา อยู่กินอย่างมีความสุข ฝ่ายภรรยาคิดถึงพ่อสามี รบเร้าให้ไปหา สามีพยายามบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง แต่ทนรบเร้าของภรรยาไม่ไหว จึงส่งข่าวให้สองตายายทราบล่วงหน้าฝ่ายสอง ตายายทราบข่าวดีใจมาก บอกเพื่อนบ้าน ญาติมิตรให้ทราบจัดที่รับรอง พอ ใกล้ถึงเวลากลับ สองตายายฆ่าหมู 1 ตัว เพื่อเลี้ยงรับรองครั้นถึงเวลาที่ลูกชาย กลับ สองสามีภรรยานำ เรือมาจอดท่าเรือกันตัง ส่งลูกเรือไปสืบดูว่าสองตายาย มาหรือไม่ จึงชวนภรรยาขึ้นไปหา ลูกชายเห็นสองตายายยากจนก็ไม่ยอมรับว่า เป็นบิดามารดา จึงหันหลังกลับ ฝ่ายยายพยายามดึงแขนลูกไว้ ลูกชายดิ้นรน หนีไม่ได้ แม่เกิดความเสียใจมากถึงกับสาปแช่งว่า หากเป็นลูกชายของตนแล้ว ขออย่าให้ออกจากฝั่งไปได้ ขอให้มีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา แต่ไม่ลืมหมูย่างไป วางไว้ที่เรือสำ เภา
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ ขณะที่ชุมชนวุ่นวายอยู่นั้น เกิดพายุใหญ่พัดมา ทำ ให้เรือสำ เภาแตก สิ่งของ กระจัดกระจายลอยไปในทะเล ในที่สุดมีผู้เฒ่าเล่าว่า เรือสำ เภากลายเป็นเกาะ เภตรา สายสมอเป็นหินสายสมอ ตะบัน (ผ้าโพกหัวมุสลิม) เป็นภูเขาบัน หมู ย่างเป็นเกาะสุกร เครื่องตวงสินค้าในเรือ เป็นภูเขาป้อย ภูเขาแล่ง ภูเขา ทะนาน เมื่อ 70 ปีที่ผ่านมาภิกษุรูปหนึ่งมาจากพัทลุงมาปักกลดและสร้าง สำ นักสงฆ์ขึ้นและสร้างรูปปั้นไว้รูปหนึ่ง นิทานเรื่องเขาทะนาน ให้แนวคิดดังนี้ เป็นคติเตือนใจชนรุ่นหลัง เรื่องความกตัญญูและความกตเวที การได้ดิบได้ ดีแล้วลืมบ้านเกิดเมืองนอนการเป็นลูกเนรคุณไม่รู้จักค่าน้ำ นม การที่ผู้ใหญ่สาป แช่งถือเป็นเรื่องจริง
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง เขาทะนาน (จ.สตูล ตู ) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง ตำ นานเขาช้าง (จ.พังงา) เดิมมีพี่น้อง 2 คน พี่ชื่อยมดึง เป็นชาย น้องชื่อยมโดย เป็นหญิง ตั้งบ้าน เรือนอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมานางยมโดยเสียชีวิต ตายมเศร้าโศกมากจึง ละทิ้งถิ่นเดิมไปตามยถากรรมจนมาถึงปลายคลองแสง ในเขตอำ เภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฏร์ธานี และอาศัยอยู่กับตาโจงโดงในละแวกบ้านไกรสร ซึ่งมี อาชีพหาน้ำ มันชันจากต้นยาง เนื่องจากตายมดึงเป็นคนขยันจนตาโจงโดงพอใจ มาก ถึงกับยกนางทองตึงให้แก่ตายมดึง ครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีโขลงช้างป่าเข้ามาทำ ลายไร่ข้าวและผักผลไม้ของตายม ดึง ไล่ไปแล้วก็กลับมากินอีกเป็นหลายคราวจนนายยมดึงโกรธแค้น จะฆ่าช้าง ทั้งโขลงนั้นให้ได้ ยังมีตางุ้ม เป็นชาวบ้านพุมเรียง อำ เภอไชยามีอาชีพค้าขาย เดินทางไปต่างเมืองอยู่เสมอ ตางุ้มมีช้างอยู่ 2 เชือก เป็นช้างพังและช้างพลาย เพื่อเป็นพาหนะในการบรรทุกสินค้า คราวนั้นตางุ้มเดินทางจากไชยาไปค้าขาย ถึงเขาพนมและจะต่อไปยังตะกั่วป่า ขณะตางุ้มพักช้างอยู่นั้น โขลงช้างที่ตายม ดึงไล่วิ่งผ่านมา ช้างพลายของตางุ้มเห็นช้างพังงามเข้าก็กระชากปลอกขาดออก วิ่งติดตามนางช้างพังป่านั้นไป ได้อาละวาดต่อสู้กับช้างพลายป่าจนฝูงช้างแตก กระจัดกระจายหนีไปคนละทิศละทาง จนเป็นเหตุให้ตายมดึงสำ คัญผิดติดตาม ล่าช้างของตางุ้มเชือกหนึ่งด้วย ตายมดึงสะกดรอยล่าช้างกับหมาตัวหนึ่ง ตามมาจนถึงคลองสก ซึ่งน้ำ เชี่ยว มาก ช้างพังเชือกหนึ่งกำ ลังท้องแก่ตกใจวิ่งหนี จนพลาดตกลงไปในคลองนั้น แรงกระแทกทำ ให้ตกลูกออกมา ลูกช้างตัวนั้นกลายเป็นหินอยู่กลางคลองสก จึงเรียกว่า "หินลูกช้าง" มาจนบัดนั้นตายมดึงยังคงติดตามรอยช้างต่อไป โดย ลากหอกตามไปเรื่อย ๆ ทางที่ลากหอกไปนั้น ทำ ให้ดินและหินแยกเป็นทางน้ำ อยู่ในเขตอำ เภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกหมู่บ้านแถบนั้นว่า "บางลาก หอก" หรือบางตาม จนมาถึงทุกวันนี้
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ ตายมดึงตามช้างไปจนถึงช่องเขาในป่าลึก ในตำ บลคลองสก ณ ที่นั้นมีม้าตัว หนึ่งเหลียวมาดูตายมดึงเขาช่องนั้น จึงได้ชื่อว่า "ช่องม้าเหลียว" ครั้นไล่ต่อไป จนเกือบจะทันตายมดึงได้เอาดินปืนใส่กระบอกปืนจ้องยิง แต่กระสุนพลาดไป จึงเรียกสถานที่ที่กระสุนตก ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้านบางหมานว่า "ช่องลูกปลาย" และด้วยความโกรธที่ยิงช้างไม่ถูกตายมดึง จึงโยนปืนทิ้ง ปืนไปตกบนภูเขาตรง หน้าวัดสองพี่น้อง ตำ บลคลองสก จึงเรียนภูเขานั้นว่า "เขาโยน" ตายมดึงเหนื่อยมาก จึงปล่อยให้หมาที่ตามมาด้วยไล่ช้างไปก่อน หมาไล่ไป พบแลน (ตัวเงินตัวทอง) แลนวิ่งหนีลงรู ซึ่งอยู่บนเขาตรงหน้าถ้ำ วราราม แต่ แลนถูกหมาตะครุบได้ตรงส่วนหาง หางแลนจึงหลุดคารูนั้นอยู่ จึงเรียกสถานที่ นั้นว่า "แลนคารู" ครั้นแลนหลุดไปได้หมาได้แต่แหงนดู จึงเรียกที่บริเวณนั้นว่า "ย่านหมาแหงน" ฝ่ายตายมดึงได้ใช้พร้าขว้างแลนพลาดไปถูกภูเขา พร้าหัก จึง เรียกสถานที่นั้นว่า "เขาพร้าหัก" ครั้นไล่ต่อไปอีกเกิดฝนตกหนักจำ เป็นต้องเอา ดินปืนทิ้งไว้ในถ้ำ จึงเรียกถ้ำ นั้นว่า "ถ้ำ ดินปืน" ช้างพลายของตางุ้มถูกตายมดึง ตามล่าไม่ลดละต้องเตลิดหนีไปจนถึงแดนเมืองตะกั่วป่า ไปหยุดนอน ณ ป่า แห่งหนึ่งในเขตอำ เภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา จึงได้ชื่อว่า "บ้านช้างนอน" พอตายมดึงตามมาเกือบทัน ช้างก็หนีต่อไปจนผ่านช่องเขา ซึ่งอยู่ระหว่าง อำ เภอท้ายเหมืองกับอำ เภอตะกั่วทุ่ง ตายมดึงเห็นแผ่นหินใหญ่วางอยู่จึงยืนลับ หอกกับแผ่นหินนั้น ที่นั่นจึงได้ชื่อว่า "เขาหินลับ" สืบมาจนถึงทุกวันนี้ตายมดึง ตามล่าจนเข้าเขตเมืองพังงา ก็เป็นที่ป่ารกและฝนตกหนัก จึงปืนขึ้นไปบนภูเขา ลูกหนึ่ง แล้วชะโงกดูช้างเชือกนั้น ปัจจุบันบริเวณนั้นจึงเรียกว่า "ทุ่งคาโง่ก" พอ ตายมดึงเห็นช้างก็รีบลงมาใช้หอกแทงช้างนั้นทันที หอกปักเข้าที่ขาข้างหนึ่ง ทำ ให้ขาช้างเป็นแผลใหญ่ และพิการเดินไม่ถนัด เรียกบริเวณที่ช้างถูกแทงขา นั้นว่า "บ้านแผล" (อยู่ในเขตอำ เภอเมืองพังงา)
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ ช้างยังกระเสือกกระสนหนีต่อไปจนหมดแรง ก็็หมอบนอนอยู่กลางเเดด ปัจจุบันเรียกบริเวณนั้นว่า "บ้านตากแดด" ตายมดึงได้ใช้หอกแทงตรงท้องของ ช้างเลือดไหลทะลักออกมา ในที่สุดก็สามารถล้มช้างพลายของตางุ้มได้สำ เร็จ ช้างนั้นกลายเป็นหินเรียกว่า "เขาช้าง" ตรงส่วนที่เป็นท้องของช้าง ซึ่งมีเลือด ไหลทะลักออกมานั้น กลายเป็นน้ำ ตก และท้องช้างกลายเป็นถ้ำ ใหญ่เรียกว่า "ถ้ำ พุงช้าง" และด้วยความแค้นของตายมดึงได้ผ่าท้องช้างล้วงเอาตับไตไส้พุง ออกมาต้มแกงกินเป็นอาหาร พอกินเสร็จก็ยกหม้อข้าวหม้อแกงเหวี่ยงลงในวัง น้ำ ใกล้ ๆ นั้น ปัจจุบันเรียกบริเวณนั้นว่า "วังหม้อแกง" ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับตลาด พังงา และต่อมาคำ ว่า "พิงงา" นี้เอง ได้กลายมาเป็น "พังงา" ฝ่ายตางุ้มเจ้าของช้างเที่ยวตามหาช้างของตนไม่พบ ตามมาจนถึงพังงา จึงรู้ ว่าช้างของตนถูกฆ่าเสียแล้วก็เสียใจจนขาดใจตายตามช้างไป แล้วร่างของตางุ้ม กลายเป็นภูเขาเรียกว่า "เขาตางุ้ม" นั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ ซากช้าง คือ "เขาช้าง" นั้น เอง บางตำ นานเล่าว่าช้างของตางุ้ม เป็นช้างพังและมีงาเล็ก ๆ เมื่อถูกงาออก จึงเรียกว่า "พังงา" และบางตำ นานเล่าว่า ช้างที่ถูกฆ่านั้นเป็นช้างของตายมดึงที่ขี่ไปแต่งงาน แล้วช้างหลุดไปทำ ลายพืชไร่ของเขา จึงถูกฆ่าตำ นานที่เกี่ยวกับเขาช้างนี้ เนื่องจากมีมานานผู้เล่าจึงมักนำ เอาสถานที่อื่น ๆ ในบริเวณนั้นมาเชื่อมโยง เสริมต่อ จึงพิสดารออกไปมากมาย ดังเช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัวทรงอธิบายไว้ในจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ.128 ว่า "เขา ช้างที่กล่าวมาแล้วนั้นมีเรื่องเล่ามาว่า ตายมดึงได้ผูกช้างไว้จะไปช่วยการ แต่งงานลูกสาวตาม่องล่าย แต่ช้างได้ไปเหยียบข้าวในนาของตายมดึงเสียไป มาก แล้วก็หนี ตายมดึงไล่ช้างมาตั้งแต่ตะกั่วป่ามาทันเข้าที่นี่ แล้วฆ่าช้างนั้น ตาย ตายมดึงถอนงาช้างไปพิงไว้ที่เขาลูกหนึ่ง จึงมีชื่อว่า "เขาพิงงา" อยู่เหนือ เขาช้าง เล่ากันต่อไปว่าเมืองนี้เดิมเรียกว่า "เมืองพิงงา" มาภายหลังจึงเพี้ยนไป เป็น พังงาแทน ส่วนช้างที่ตายมดึงฆ่าตายนั้น ที่ผูกอยู่บนหลังช้างได้ตกลงมา คว่ำ อยู่ทางท้ายช้าง แล้วกลายเป็นเขาอยู่ต่อท้ายเขาช้างบัดนี้"
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง ตำ นานเขาช้าง (จ.พังงา) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง ตำ นานพระขวาง (จ.ชุมพร) พระขวางเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ประดิษฐานอยู่ในวัดพระขวาง ซึ่ง เป็นวัดที่ตั้งอยู่ ณ ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร ตำ นานเล่าสืบต่อกันมาว่า พระพุทธรูปองค์นี้ลอยตามน้ำ มาจากพม่าจนมาติดขวางอยู่หน้าวัดร้างแห่งนี้ ชาวบ้านจึงใช้เชือกลากเพื่อนำ ไปไว้ในวัดแต่ลากไม่ขึ้น ตกกลางคืนพระองค์นี้ได้ เข้าฝันชาวบ้านว่าให้สร้างที่อยู่ให้เรียบร้อยและเอาสายสิญจน์เจ็ดเส้นพันรอบ องค์พระแล้วจะขึ้นเอง วันรุ่งขึ้นจึงมีการปฏิบัติตามและสามารถนำ พระขึ้นมาประดิษฐานได้ จึงมี การขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระขวาง" และเป็นที่มาของชื่อไว้ด้วยเมื่อ พระขวางเป็นพระพุทธรูปประจำ วัดแล้ว ปรากฏเหตุการณ์ประหลาด กล่าวคือ พระและสามเณรในวัดค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ ชาวบ้านและพระภิกษุในวัดเป็นอย่างยิ่ง จนตกกลางคืนวันหนึ่งมีชาวบ้านแอบ ดูพระพุทธรูปองค์นี้และพบเห็นพระกินเด็กและสามเณร จึงนำ ความไปแจ้งต่อ เจ้าอาวาสวัด เจ้าอาวาสจึงใช้ยันต์ปิดไว้และได้นำ "ปรอท" ซึ่งบรรจุอยู่ในองค์ พระออก นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีใครหายไปอีกเลย
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง ตำ นานพระขวาง (จ.ชุม ชุ พร) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง เกาะหนูเกาะแมว (จ.สงขลา) นานมาแล้วมีพ่อค้าจีนคนหนึ่งคุมเรือสำ เภาจากเมืองจีนมาค้าขายที่เมือง สงขลา เมื่อขายสินค้าหมดแล้ว จะซื้อสินค้าจากสงขลากลับไปเมืองจีนเป็น ประจำ วันหนึ่งขณะที่เดินซื้อสินค้าอยู่นั้น พ่อค้าได้เห็นหมากับแมวคู่หนึ่งมีรูป ร่างหน้าตาน่าเอ็นดู จึงขอซื้อพาลงเรือไปด้วย หมากับแมวเมื่ออยู่ในเรือนาน ๆ ก็เกิดความเบื่อหน่ายและอยากจะกลับ ไปอยู่บ้านที่สงขลา จึงปรึกษาหาวิธีการที่จะกลับบ้าน หมาได้บอกกับแมวว่า พ่อค้ามีดวงแก้ววิเศษที่ใครเกาะแล้วจะไม่จมน้ำ แมวจึงคิดที่จะได้แก้ววิเศษนั้น มาครอบครอง จึงไปข่มขู่หนูให้ขโมยให้และอนุญาตให้หนูหนีขึ้นฝั่งไปด้วย ครั้นเรือกลับมาที่สงขลาอีกครั้งหนึ่ง หนูก็เข้าไปลอบเข้าไปลักดวงแก้ว วิเศษของพ่อค้าโดยอมไว้ในปาก แล้วทั้งสาม ได้แก่ หมา แมว และหนู หนีลง จากเรือว่ายน้ำ จะไปขึ้นฝั่งที่หน้าเมืองสงขลา ขณะที่ว่ายน้ำ มาด้วยกัน หนูซึ่ง ว่ายน้ำ นำ หน้ามาก่อนก็นึกขึ้นได้ว่าดวงแก้วที่ตนอมไว้ในปากนั้นมีค่ามหาศาล เมื่อถึงฝั่งหมากับแมวคงแย่งเอาไป จึงคิดที่จะหนีหมากับแมวขึ้นฝั่งไปตาม ลำ พัง ดวงแก้วจะได้เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียวตลอดไป แต่แมวที่ว่ายตาม หลังมาก็คิดจะได้ดวงแก้วไว้ครอบครองเช่นกัน จึงว่ายน้ำ ตรงรี่เข้าไปหาหนู ฝ่ายหนูเห็นแมวตรงเข้ามาก็ตกใจกลัวแมวจะตะปบจึงว่ายหนีสุดแรงและไม่ทัน ระวังตัวดวงแก้ววิเศษที่อมไว้ในปากก็ตกลงจมหายไปในทะเล เมื่อดวงแก้ววิเศษจมน้ำ ไปทั้งหนูและแมวต่างหมดแรงไม่อาจว่ายน้ำ ต่อไป ได้ สัตว์ทั้งสองจึงจมน้ำ ตายกลายเป็น "เกาะหนูเกาะแมว" อยู่ที่อ่าวหน้าเมือง สงขลา ส่วนหมาก็ตะเกียกตะกายว่ายน้ำ ไปจนถึงฝั่ง แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย จึงขาดใจตายกลายเป็นหินเรียกว่า "เขาตังกวน" เป็นภูเขาตั้งอยู่ริมอ่าวสงขลา ส่วนดวงแก้ววิเศษที่หล่นจากปากหนูก็แตกแหลกละเอียดเป็นหาดทราย เรียก สถานที่นี้ว่า "หาดทรายแก้ว" ตั้งอยู่ทางเหนือของอ่าวสงขลา
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง เกาะหนูเกาะแมว (จ.สงขลา) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง แก่นข้าว (จ.สงขลา) ในสมัยก่อนมนุษย์เราไม่รู้จักกินข้าว คงกินแต่รำ ข้าว เมื่อทำ นาได้ข้าวก็จะ ฝัดเอาแต่รำ มากินส่วนเมล็ดข้าวซึ่งเรียกว่า "แก่นข้าว" จะทิ้งเป็นกอง ๆ อยู่ ทั่วไป ต่อมามีครอบครัวหนึ่งลูกเล็กคนหนึ่งไม่ยอมกินรำ ข้าว เมื่อพ่อแม่จะต้ม รำ ข้าวให้กินเหมือนลูกคนอื่นทั่วไป เด็กคนนั้นจะไม่ยอมกินและร้องขึ้นทุกครั้ง จนพ่อแม่รู้สึกรำ คาญจึงพูดประชดว่า "หมึงอีกินอ้ายไหรหา ร้อง ๆ เดี๋ยวกูต้ม แก่นข้าวให้กินให้ตาย ๆ ไปเสียแหละ" พอพ่อแม่พูดเช่นนั้น ลูกคนนั้นก็หยุดร้อง แต่อยู่สักครู่ก็ร้องอีก พ่อแม่จึงพูด ด้วยอารมณ์เสียอีกว่า "ทีนี้กูเอาแก่นข้าวมาต้มให้กินจริง ๆ แหละ ร้องไปตะ" ลูกคนนั้นก็หยุดร้องอีก พ่อแม่จึงไปเอาแก่นข้าวต้มให้กินจริงปรากฏว่า ลูกคนนั้นดีอกดีใจ กินข้าวได้ มาก และเมื่ออิ่มก็นอนหลับ ฝ่ายพ่อแม่ตกใจมากนึกว่าลูกตายแล้ว เพราะกิน แก่นข้าวซึ่งคนเขาไม่กินกันเข้าไปมาก พ่อแม่ก็ได้แต่ร้องห่มร้องไห้ ฝ่ายลูกนอนหลับสักครู่ก็ตื่นขึ้นมายิ้มแล้วหัวเราะอย่างสุขใจ พ่อแม่เห็นเช่น นั้นก็ดีใจจึงต้มแก่นข้าวให้ลูกกินเรื่อยมา จนข่าวนี้ลือไปทั่ว คนจึงได้หันมากิน แก่นข้าวแทนรำ ข้าวกันตั้งแต่มาจนทุกวันนี้
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง แก่นข้า ข้ ว (จ.สงขลา) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง หมาป่ากับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ (จ.ปัตตานี) นานมาแล้ว มีหมาป่าผอมโซตัวหนึ่ง ไปบนบานกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขอเป็นวัว บ้านตัวอ้วนพี เมื่อกลายร่างเป็นวัวถูกชาวบ้านใช้ไถนา เกิดความเหนื่อยเมื่อย ล้า จึงไปบนบานกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ว่าขอเป็นม้า แต่กลับถูกพระราชาผู้ครอง นครสั่งให้ทหารจับตัวไปเป็นพาหนะ เกิดความเบื่อหน่ายอีก จึงไปบนบานกับ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ว่าขอเป็นพระราชาเสียเอง เมื่อได้เป็นพระราชาสมใจแล้วเขายังมีความต้องการเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ จึงสั่งทหารให้ไปตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่อเรือ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์โกรธมากที่ทำ คุณ ไม่ขึ้น จึงบอกให้ทหารไปตามพระราชามาตัดเอง เมื่อพระราชามาถึงต้นไม้ ศักดิ์สิทธิ์ได้กล่าวตำ หนิในความไม่รู้จักพอ และสาปให้กลายร่างกลับเป็น หมาป่าผอมโซเช่นเดิม
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง หมาป่า ป่ กับต้น ต้ไม้ศักดิ์สิดิ์สิ ทธิ์ (จ.ปัต ปั ตานี) ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง ปลาแก้มช้ำ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีอยู่ด้วยกัน 4 ชีวิต ได้แก่ ตา ยาย หมา และแมว ยายนั้นมีแหวนอยู่วงหนึ่งงามมาก หมาเมื่อได้ เห็นแหวนของยายแล้วก็นึกชอบอยู่ในใจของมันยิ่งนัก ต่อมาไม่นาน หมาก็ได้ลักแหวนของยายไปเสีย ตายายจึงใช้ให้แมวตามไปเอา แหวนคืนมาจากหมาให้ได้ แมวก็ได้ตามไปทันหมาที่สะพานแห่งหนึ่งซึ่งหมา กำ ลังข้ามอยู่บนสะพานนั้นพอดี แมวจึงได้ร้องถามหมาขึ้นว่าได้ลักแหวนของ ยายมาบ้างไหม หมาจึงอ้าปากจะพูดโต้ตอบกับแมวเลยทำ ให้แหวนที่มันคาบ อยู่นั่นหล่นลงไปในคลองเสีย และก็บังเอิญในคลองนั้นได้มีฝูงปลาฝูงหนึ่งอาศัย อยู่ แหวนวงนั้นจึงได้ถูกปลาตัวหนึ่งคาบเอาไป เมื่อแหวนได้ตกลงไปในคลองเสียเช่นนั้นแล้ว หมากับแมวก็ได้หันหน้าเข้าหา กันเพื่อปรึกษาหารือที่จะงมแหวนจากคลองนั้นให้ได้ โดยหมาได้รู้สึกนึกผิดที่ได้ ลักเอาของมีค่าของผู้มีพระคุณของมันมา มันจึงได้บอกกับแมวว่า มันจะต้อง เอาแหวนนั้นไปคืนยายให้ได้ มิฉะนั้นแล้วมันก็จะไม่กลับไปบ้านของตายายอีก เป็นอันขาด หมาจึงได้ลงไปดำ ว่ายอยู่ในคลองเพื่อหาแหวนแต่ก็ไม่พบแต่อย่าง ใด มันจึงคิดที่จะวิดน้ำ ในคลองนั้นให้แห้งเสียเลย หมาจึงได้ลงไปในคลองนั้น แล้วก็ขึ้นมาสะบัดน้ำ ออกจากตัวมันได้ทำ อยู่เช่นนั้นทั้งวันทั้งคืน ฝ่ายปลาที่อาศัยอยู่ในคลองนั้นต่างก็ตกใจกลัวว่าน้ำ จะแห้งแล้วพวกตนก็จะ พากันตายหมด หัวหน้าฝูงปลาจึงได้มาพูดขอร้องกับหมาทันทีโดยให้หมายุติ การวิดคลองเสีย แล้วตนก็อาสาเอาแหวนมาคืนให้ หัวหน้าฝูงปลาจึงได้พา บริวารออกค้นหาปลาตัวที่คาบแหวนนั้นไปจนพบ แล้วก็ได้ขอแหวนคืนให้หมา แต่โดยดี แต่ปลาตัวนั้นก็ ไม่ยอมคืนให้ ปลาทั้งฝูงโกรธปลาตัวนั้น จึงพากันเข้า ตบตียื้อแย่งเอาแหวนวงนั้นมา และได้นำ ไปให้หมาได้ในที่สุด
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ ในการยื้อแย่งเอาแหวนจากปลาด้วยกันครั้งนั้น ปลาตัวที่มีแหวนอยู่ในครอบ ครองก็ได้ถูกเพื่อน ๆ ปลาตบตีเอาจนแก้มทั้งสองช้ำ ชอกยิ่งนัก ปลาตัวนั้นจึงได้ แก้มช้ำ มาตั้งแต่บัดนั้นและมันก็ได้มีเผ่าพันธุ์ต่อมา ปลาทุกตัวที่สืบเชื้อสายมา จากปลาตัวนี้ก็ล้วนแต่มีลักษณะคล้ายกับแก้มช้ำ เหมือนกันหมด จึงได้เรียกชื่อ ปลาชนิดนี้ตามลักษณะของมันว่า "ปลาแก้มช้ำ " มาจนทุกวันนี้
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง ปลาแก้มช้ำ ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง งูน้ำ นิทานเรื่องงูน้ำ เป็นนิทานประเภทอธิบายความว่าเหตุใดงูจึงไม่มีพิษ เล่ากัน ว่าแต่เดิม งูน้ำ เป็นงูชนิดเดียวที่มีพิษและมีพิษร้ายแรงมากเพียงแต่กัดรอยเท้า ของใครเข้าเจ้าของรอยเท้านั้นก็จะถึงแก่ความตาย อยู่มาวันหนึ่งงูน้ำ ได้กัดชาย คนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "อ้ายไม่ตาย" หลังจากนายอ้ายไม่ตายถูกงูน้ำ กัดตายแล้วชาวบ้านก็ลือกันว่า "งูน้ำ กัดนาย อ้ายไม่ตายเสียแล้ว" บางก็พูดว่า "งูน้ำ กัดนายอ้ายไม่ตายแล้ว" เมื่องูน้ำ รู้ข่าวนี้ก็ เสียใจและเจ็บใจตัวเองว่าพิษร้ายของตนเองเสื่อมถึงที่สุดแล้วเพราะแต่ก่อน เพียงกัดแค่รอยเท้าใครผู้นั้นก็ตาย มาคราวนี้กัดถูกเท้าจริง ๆ กลับไม่ตาย งูน้ำ น้อยใจมากจึงไปสำ รอกพิษทิ้งทั้งหมด พิษที่สำ รอกออกมานั้นไปติดอยู่ที่ต้นรัง ทังช้างรังทังไก่ หมามุ่ย พวกงูชนิดอื่น ๆ พากันไปอมพิษนั้นไว้ งูที่ไปถึงก่อนก็ได้แก่ งูจงอาง งูเห่า งู กะปะ เป็นต้น พวกนี้จึงมีพิษร้ายแรง ส่วนงูและสัตว์อื่น ๆ ที่ไปทีหลังจะได้พิษ ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เช่น งูเขียว ตะขาบ ส่วนต้นรังทังช้าง รังทังไก่ หมามุ่ย ก็มี พิษเหลืออยู่บ้างใครไปถูกก็โดนพิษดังที่เป็นอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ ในปัจจุบันงูน้ำ จึงไม่มีพิษร้ายแรง
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ เรื่อง งูน้ำ ขอบคุณ คุ คลิปลิ วิดิทัศทั น์จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cm3qaF-mQfE
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง ลูกเนรคุณ มียายแก่คนหนึ่งอยู่กินกับลูกชายและลูกสะใภ้ แก่มากแล้ว ทำ อะไรก็ไม่ ค่อยได้ ลูกสะใภ้จึงไม่ชอบ เที่ยวด่าว่าแม่ยายอย่างนั้นอย่างนี้ ในตอนที่รับ ประทานข้าวก็จะเอาน้ำ ที่อยู่ในบ่อใส่น้ำ แกง ทำ ให้น้ำ แกงจืดรับประทานไม่ได้ บางครั้งแกงเผ็ดจนเกินไป แต่ตอนที่ทำ ให้สามีรับประทานก็จะทำ อาหารดี ๆ พอถึงเวลาลูกชายกลับมาบ้าน แม่ก็บอกลูกชายว่าสะใภ้ทำ แกงรับประทาน ไม่ได้ บางครั้งเผ็ด บางครั้งเค็ม บางครั้งจืด ข้างฝ่ายลูกเห็นว่าแม่พูดเรื่อย ๆ ก็ หาว่าแม่แก่ปากเปียก เพราะแกงที่เมียทำ ไว้ให้สามีนั้นอร่อยดี ลูกชายก็โกรธจึง ชวนกันสองคนสามีภรรยา เอาแม่ห่อเสื่อไว้ว่าจะพาไปเผาในป่าช้า พอถึงป่าช้า ก็ลืมไม้ขีดไฟและก็ใกล้ค่ำ แล้วด้วย ฝ่ายสามีก็ใช้ภรรยาไปเอาไม้ขีดที่บ้าน ภรรยาก็ไม่กล้าไป สามีจะมาเอาเอง ภรรยาก็ไม่กล้าอยู่คนเดียว ก็เลยชวนกัน กลับบ้าน ทั้งสองคนปล่อยให้แม่อยู่ในป่าช้า ฝ่ายแม่เมื่อลูกกลับไปบ้านแล้วก็ คลานออกจากเสื่อไปในป่าพอดี ในป่านั้นก็มีโจรไปปล้นบ้านเขามา และนั่งแบ่งเงินกันอยู่ แต่ยายแก่ไม่รู้เรื่อง ว่าโจรปล้นเงินมา พอคลานไปถึงก็พูดขึ้นว่า "ไอ้คนเนรคุณ" โจรได้ยินก็ตกใจ หนีหมด ทิ้งเงินไว้มากมายยายแก่ก็เก็บเงินนั้นแล้วก็พาไปบ้าน ฝ่ายลูกเห็นแม่ พาเงินมามากก็พูดว่า เราทิ้งแม่ไว้ในป่าช้า แม่ได้เงินมากมายแต่แม่ก็ไม่ให้ใช้ ฝ่ายแม่ได้ยินก็บอกว่าเงินนั้นแม่ให้ทั้งหมด แต่ให้เอาเงินนั้นไปซื้อแม่มาให้คน หนึ่ง ซื้อแม่ใครก็ได้ที่เขาขาย ลูกชายก็พาเงินนั้นเดินไปทั่วทุกเมืองก็หาซื้อไม่ได้ ก็เลยต้องกลับบ้าน
นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้ แต่พอมาถึงบ้านแม่ก็บอกให้ลองไปหาซื้อเมียดูบ้าง พอให้ไปหาซื้อเมียมาก็ ปรากฏว่าซื้อได้ นี่แหละเขาว่าซื้ออื่นซื้อได้แต่ซื้อแม่ซื้อไม่ได้ ฝ่ายเมียเมื่อเห็นว่า ตนเองและสามีพาแม่ไปปล่อยในป่าช้าได้เงินมามากมาย ก็ใช้สามีพาตนเองไป เผามั่ง สามีก็เอาเสื่อม้วนพาไปในป่าช้า และก็จุดไฟเผาภรรยา ภรรยาก็ถูกไฟ คลอกตาย
นิทานพื้นบ้านภาคใต้ รวมเรื่องเล่า ล่ จากแดนใต้.ต้สืบค้น ค้ จาก. https://hilight.kapook.com/view/80884 อ้างอิง นินิ นินิ ทานพื้พื้ พื้พื้พื้พื้ นบ้บ้ บ้บ้ านภาคใต้ต้ ต้ต้