The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Black and white minimalist law firm service (Instagram Story)_20240229_012903_0000

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Black and white minimalist law firm service (Instagram Story)_20240229_012903_0000

Black and white minimalist law firm service (Instagram Story)_20240229_012903_0000

การกระทำ โดยบันดาลโทสะ มาตรา 72


บุคคลอาจกระทำ ความผิดเพราะถูกยั่วให้โกรธ ทำ ให้ขาดสติยั้งคิด เป็น เหตุให้กระทำ ความผิดได้ง่าย การที่บุคคลไม่อาจระงับหรือควบคุมความโกรธข องตนเองได้อาจมีสาเหตุมาจาก การสั่งการของสมองหรือฤทธิ์สุรา ซึ่งทำ ให้ขาด เหตุผลยั้งคิด แม้ว่าการกระทำ ความผิดด้วยโทสะ จะไม่เป็นเหตุให้การกระทำ นั้นชอบก็ตาม หากมีการยั่วยุหรือข่มเหงกันด้วยเหตุร้ายแรงอย่างไม่เป็นธรรม น่าคิดว่าผู้ที่กระทำ นั้นไม่สมควรจะต้องรับผิดอย่างเต็มที่ เพราะหากไม่มีการ ข่มเหง ดังกล่าว โทสะหรือความโกรธก็ไม่เกิด เมื่อพิจารณาในแง่จิตใจของผู้ กระทำ ที่กระทำ โดยไม่ทันคิด เพราะถูกยั่วยุ ย่อมเป็นภัยน้อยกว่าผู้ที่กระทำ การ ในขณะที่รู้ตัวดีอยู่ทุกประการ ประกอบกับการบันดาลโทสะนี้ ผู้เสียหายเองก็มี ส่วนก่อเหตุให้เกิดความโกรธขึ้น ตัวผู้กระทำ จึงควรได้รับการลด หย่อนโทษบ้าง กฎหมายต้องยอมรับธรรมชาติของมนุษย์ที่อาจถูกยั่วยุจนเกิดโทสะได้ เพราะถ้า ไม่มีการกระทำ ดังกล่าว บุคคลก็จะไม่มีสภาพอันตรายแก่ใคร ดังนั้นจึงเป็นเหตุ ลดโทษควรที่จะได้รับการลดหย่อนโทษ ดั่งสุภาษิตกฎหมายที่ว่า "ผู้กระทำ ผิด โดยบันดาลโทสะควรถูกลงโทษแต่เพียงสถานเบา" ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ได้บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูก ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่ไม่เป็นธรรม จึง กระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้น้อยกว่าที่กฎหมาย กำ หนดไว้สำ หรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้” มาตรา ๗๒ ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ อันไม่เป็นธรรม จึงกระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้น น้อยกว่าที่กฎหมายกำ หนดไว้สำ หรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ บันดาลโทสะ การกระทำ โดยบันดาลโทสะ มาตรา ๗๒ 1 | ๑


มาตรา ๗๒ 2 | ๒ องค์ประกอบ 4 ประการ (1) การถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง (2) ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม (3) ต้องกระทำ ต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น (4) การลดโทษเพราะเหตุบันดาลโทสะ 1.1 การถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง การข่มเหงจะต้องเกิดจากการกระทำ ของบุคคล หากสิ่งของ สัตว์หรือ ธรรมชาติเป็นเหตุให้เกิดโทสะจะว่าถูกข่มเหงไม่ได้ เช่น ลมพัดกิ่งไม้หล่นใส่ ศีรษะ หรือมูลนกหล่นถูกเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนทำ ให้โมโหไล่เตะคนเล่น ดังนี้ ไม่ใช่ถูกข่มเหงและการถูกข่มเหงนี้ต้องร้ายแรงถึงขนาดที่เรียกว่า บุคคลทั่วๆ ไปก็อดทนไม่ได้ เช่น “จำ เลยเห็นผู้ตายกำ ลังชำ เราภริยาที่ไม่ได้จด ทะเบียน โดยชอบของจำ เลยในห้องนอน” เป็นเหตุร้ายแรงพอที่จะให้บันดาลโทสะ ดัง นั้น หากเพียงแต่เขามาด่าเล็กๆน้อยๆ ต้องพยายามระงับโทสะไว้ กฎหมายไม่ สนับสนุนให้คนบันดาลโทสะง่าย คำ พูดโดยปกติแล้วเพียงแต่คำ ด่าว่าหรือกิริยายั่วยุ ไม่เป็นเหตุเพียงพอ สำ หรับที่จะทำ ให้บุคคลทั่วไปโกรธได้ และมิได้เป็นการข่มเหงร้ายแรงในตัว ของมันเอง แต่ถ้าเป็นกรณีที่ คำ พูดดังกล่าวมีลักษณะเมื่อประกอบกับ สถานการณ์ หรือข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ทำ ให้เห็นถึงความร้ายแรง ของถ้อยคำ อย่างมาก เช่น จำ เลยมีครรภ์กับผู้เสียหายแล้วไปบอกให้ผู้เสียหาย มาสู่ขอผู้เสียหายกลับพูดว่า “มึงยอมให้กูเล่นทำ ไม” จำ เลยจึงใช้ปืนยิงผู้เสีย หายไป 3 นัด การ กระทำ และคำ พูดของผู้เสียหายเป็นการข่มเหงอย่างร้าย แรง หรือพ่อตาด่าบุตรเขยถึงตระกูล ห้ามไม่ฟังด่าแล้วด่าอีก เป็นต้น จึงเห็น ได้ว่าแนวความคิดในเรื่องคำ ด่าเปลี่ยนไปแล้วว่าคำ ด่า ก็เพียงพอที่จะทำ ให้ บุคคลเกิดบันดาลโทสะได้


มาตรา ๗๒ 3 | ๓ เหตุอันไม่เป็นธรรมนี้ อาจกระทำ ต่อผู้กระทำ เอง หรือกระทำ ต่อผู้อื่น ซึ่งมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิด เช่น ภริยา สามี หรือบิดามารดาของผู้กระทำ อันมี ผลเป็นการข่มเหงผู้กระทำ ก็ได้ เช่น บิดา หรือมารดาถูกทำ ร้ายถือเป็นเหตุ ข่มเหงบุตรให้บันดาลโทสะได้ แต่หากเป็นเพียงระหว่างเพื่อน ไม่พอที่จะลด โทษให้ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น หมายความว่า ผู้กระทำ ต้องกระทำ ใน ขณะที่ยังมีโทสะอยู่ คือ ก่อนเวลาที่จะสงบอารมณ์ได้ หรือในเวลาใกล้ชิดติดพัน ต่อเนื่องกระชั้นชิดนั้นเอง ถ้าขาดตอนไปแล้วไม่เป็นบันดาลโทสะ และต้อง กระทำ ต่อผู้ข่มเหงด้วย กฎหมายจึงจะลดโทษได้เพราะถือว่าผู้ที่มาข่มเหงเป็นผู้ ที่ก่อเหตุให้ต้องมีการกระทำ โดยบันดาลโทสะ ดังนั้น หากไปกระทำ ต่อคนอื่นเข้า กฎหมายไม่ลดโทษให้ เช่น ก. ข่มเหงดำ ดำ ต้องกระทำ โดยบันดาลโทสะต่อ ก. ถ้าดำ ไม่กล้าทำ ร้าย ก. กลับไปทำ ร้ายลูกของ ก. แทน ดังนี้ไม่เข้าข้อยกเว้น เว้น แต่เป็นกรณีกระทำ โดยพลาด เช่น ก. ถูกข่มเหงจึงยิงคนที่ข่มเหงไปทันที แต่ กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายเข้า ก. ได้รับลดโทษตามมาตรานี้ด้วย หรือเกิด ขึ้นโดยสำ คัญผิด เช่น ก. ถูกทำ ร้ายและเชื่อว่าผู้ที่ทำ ร้ายตนคือ ข. จึงทำ ร้าย ข. ในขณะนั้น แท้จริงคนอื่นเป็นผู้ทำ ร้าย ก. ก็ได้รับลดโทษเช่นกัน เหตุผลในเรื่อง นี้อาจเป็นเพราะผู้กระทำ โดยบันดาลโทสะมีจิตใจที่ชั่วร้ายน้อยกว่าผู้ที่กระทำ ความผิดในเวลาปกตินั้นเอง การวิวาทหรือสมัครเข้าต่อสู้ทำ ร้ายซึ่งกันและกันจะ ยกข้อต่อสู้ว่ากระทำ ไปโดยบันดาลโทสะไม่ได้ เพราะเมื่อสมัครใจต่อสู้กันแล้ว ก็ จะว่าถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้ ไม่เป็นเหตุลดโทษ 1.2 ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม 1.3 ต้องกระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น เหตุอันไม่เป็นธรรม คือ กระทำ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรแม้อาจ ไม่ถึงกับผิดกฎหมายก็ตาม เช่น ผู้ตายเมาสุรา ชวนจำ เลยขึ้นบ้านเพื่อไปดื่ม สุรากัน เพื่อนไม่ไปและกลับ ขึ้นบ้าน ผู้ตายก็ยังตามขึ้นมารังควานโดยกระชาก แขนอีก เมื่อจำ เลยขัดขืน ผู้ตายก็เข้าปลุกปล้ำ กัน เพื่อนจึงฟันเอา 1 ที หรือ ผู้ตายเมาสุราเอาเท้าพาดหัวจำ เลยแล้วลูบเล่น จำ เลยจึงทำ ร้ายผู้ตาย เป็น บันดาลโทสะ แต่ถ้าผู้ที่บันดาลโทสะเป็นฝ่ายก่อเหตุ เช่น ไปด่าเขาก่อนเขาจึง เขก ศีรษะเอา จะว่าถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้


มาตรา ๗๒ 4 | ๔ การบันดาลโทสะอาจเกิดจากเหตุที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน เมื่อถูกยั่ว โทสะในครั้งสุดท้าย แม้อาจดูไม่ร้ายแรงแต่ก็ทำ ให้โทสะพลุ่งพล่านได้ คือ หาก พิจารณาเฉพาะการกระทำ ของผู้เสียหายในครั้งสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่เหตุ ดังกล่าวคงไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำ ให้จำ เลย อ้างเหตุบันดาลโทสะมาลด โทษได้ เเต่เหตุังกล่าวเป็นดัง “ฟางเส้นสุดท้าย” ทำ ให้จำ เลยบันดาลโทสะ เพราะ ความเลวร้ายหรือการถูกข่มเหงได้ สะสมทีละเล็กทีละน้อย (cumulative provocation) ทำ ให้จำ เลยค่อยๆ สะสมเหตุอันไม่เป็นธรรมนี้มาตลอด เปรียบ ประดุจ “ไฟสุมขอน” (slow-burn) เมื่อถึงจุดสุดท้ายจึงบันดาลโทสะออกมาใน ขณะนั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาอย่างละเอียดและยอมรับเหตุสะสมดังกล่าวด้วย มิใช่ถือการกระทำ เฉพาะขณะเกิดเหตุแต่เพียงอย่างเดียวและกรณีดังกล่าวก็มิใช่ การกระทำ โดยเจตนาที่ไตร่ตรองอาฆาตพยาบาทมาก่อน หากแต่ถูกข่มเหงทีละ เล็กละน้อยสะสมมาเรื่อยๆจนทนไม่ได้และบันดาลโทสะออกมาโดยขาดความ ไตร่ตรองในขณะนั้น เนื่องจากเหตุที่สะสมมาโดยตลอดนั้น เช่น สามีทุบตีดุด่า ภริยามาตลอดโดยไม่มีเหตุผล ภริยาก็อดทนมาเป็นเวลานาน หากถึงคราวที่ทน ไม่ได้ แม้สามีใช้ถ้อยคำ หรือกิริยาเดิมที่ภริยาไม่น่าจะโกรธ แต่คราวนี้กลับ บันดาลโทสะขึ้นมา ก็มิได้หมายความว่าครั้งก่อนๆไม่โกรธ คราวนี้ก็ไม่น่าจะโกรธ หากเป็นเพราะการถูกข่มเหงได้สะสมมาตลอดถือเป็นเหตุให้ศาลลดโทษให้ได้ ดังนี้จึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างการถูกข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง อันเป็นเหตุน่าเห็นใจให้ลดโทษ กับ การสะสมความโกรธ อันเป็นเหตุเพิ่มโทษ เพราะไตร่ตรองไว้ก่อน เช่น เป็นชู้กับภริยาหลายครั้งแล้ว ยังจะมาตามให้ภริยา หนีไปอยู่ด้วยกันอีก เยาะเย้ยเขาหลายครั้ง สามีเอามีดไล่ฟันภริยา เป็นการ ข่มเหงอย่างร้ายแรงจนถึงกับต้องไปแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะถึง 2 ชั่วโมง เศษ จึงกลับมาบ้าน เห็นสามีนอนหลับอยู่ ด้วยความโมโหที่ถูกสามีไล่ทำ ร้ายเป็น ประจำ จึงใช้มีดฟัน สามีตาย พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่ายังเป็นช่วงเวลาที่ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันอยู่ ถือว่ากระทำ ความผิด ต่อผู้ถูกข่มเหงในขณะนั้น” เมื่อดูตาม เหตุผลแล้วจะเห็นว่าแม้เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงเศษ พอที่จะ ระงับโทสะได้แล้วก็ จริงแต่เมื่อมาเห็นสามีที่นอนหลับอยู่แล้วคำ นึงดูว่าทำ ไมตนต้องถูกไล่ทำ ร้าย ทุก ครั้งที่สามีเมาสุรา จึงเกิดโทสะพลุ่งพล่านขึ้นในขณะนั้นนั่นเอง โดยผลของคำ พิพากษาฎีกานี้ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้วเพราะเป็นการบันดาลโทสะที่เกิดจาก เหตุที่สะสมมา • บันดาลโทสะสะสม (cumulative provocation)


มาตรา ๗๒ 5 | ๕ เรื่องบันดาลโทสะ เป็นการพิจารณาจากภาวะวิสัย (objective standard) หมายถึง การวินิจฉัยว่าเหตุที่ถูกข่มเหงนั้นร้ายแรงและไม่เป็น ธรรมจริงหรือไม่นั้น จะเอาความรู้สึกของ ผู้กระทำ มาวัดไม่ได้ เพราะเป็นการ วัดตามอารมณ์ของผู้กระทำ หากผู้กระทำ เป็นคนโกรธง่ายกว่าปกติ จะกลาย เป็นว่าคนอารมณ์ร้ายกระทำ ความผิดได้ลดโทษ เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ คนไม่รู้จักระงับอารมณ์ของตนเองเมื่อควรระงับได้ ดังนั้น บุคคลที่โกรธง่าย แต่ไม่ค่อยจะได้บังคับควบคุมการกระทำ ของตนเอง ต้องมีความรับผิดไปตาม การกระทำ ของตน เมื่อบุคคลปกติทั่วๆไปไม่ควรจะโกรธด้วยเหตุนี้จึงต้อง สมมติตัวบุคคลธรรมดาทั่วๆไป (reasonable man) ขึ้นมา โดยจัดให้อยู่ใน สภาพเดียวกับผู้กระทำ เป็นผู้วัดความรู้สึก ตลอดจนพิจารณาระยะเวลาที่ควร จะระงับโทสะของตนได้แล้ว 1.4 การลดโทษเพราะเหตุบันดาลโทสะ ต้องดูถึงสภาพทั่วๆไปประกอบกับระยะเวลา หากควรจะสงบอารมณ์ได้ แต่ไม่ควบคุมกลับขืนกระทำ ความผิดขึ้น กลับกลายเป็นการกระทำ ความผิด โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เช่น มีคนมาข่มเหงลูกสาวของก. ก.ทราบเข้าจึงติดตามไป เป็นเวลานานแล้วไม่พบ ก. ควรจะสงบอารมณ์ได้แต่ไม่ยอมสงบยังคงค้นหาต่อ ไปจะกลายเป็นโมโหเพราะหาไม่พบมากกว่าโมโหเพราะถูกข่มเหง กลับกลาย เป็นพยาบาทอาฆาตแค้นมิใช่บันดาลโทสะ หรือสามีพบชายชู้อยู่ในมุ้งกับภริยา แต่ไม่ได้ทำ ร้ายชายชู้ในขณะนั้น กลับไปบอกคนอื่นมาจับชู้ ครั้นจับไม่ได้ก็พาลตี ภริยาและ เมื่อภริยาหนีไปก็ยังตามไปฟันภริยาซึ่งอุ้มบุตรอยู่ ภริยาบาดเจ็บ บุตรที่อุ้มอยู่ตาย หรือฟ้องคดีชายชู้แล้วแพ้ความ ต่อมาเห็นภริยากับชายชู้เดิน มาด้วยกันดีๆ ก็แทงชายนั้นตาย เป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ดังนั้น หาก มิใช่เป็นการกระทำ ลงในขณะบันดาลโทสะแล้ว กฎหมายก็ไม่ลดโทษให้ ผลของ การกระทำ โดยบันดาลโทสะนี้ ศาลจะลงโทษผู้กระทำ น้อยกว่าที่กฎหมาย กำ หนด ไว้สำ หรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ โดยไม่ต้องคำ นึงถึงโทษขั้นต่ำ แต่ ศาลจะไม่ลงโทษเลยไม่ได้ ในขณะเดียวกันศาลอาจไม่ลดโทษให้ก็ได้


มาตรา ๗๒ 6 | ๖ ผลของการกระทำ โดยบันดาลโทสะ ผลของการกระทำ โดยบันดาลโทสะนั้น มีดังนี้ 1. ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ โดยไม่ต้องคำ นึงถึงโทษขั้นต่ำ 2. ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำ ไม่ได้ (ไม่เหมือนกรณีป้องกันหรือจำ เป็นที่เกิน ขอบเขต ซึ่งเกิดขึ้น เพราะความตื่นเต้น ความตกใจหรือความกลัว) 3. การกระทำ ความผิดเพราะบันดาลโทสะ อาจเป็นเหตุของการรอการ ลงโทษ ตามมาตรา 56 ได้ (โทษจำ คุกไม่เกิน 3 ปี) 4. บันดาลโทสะเป็นเหตุลดโทษ เมื่อมีเหตุบันดาลโทสะ ศาลย่อมมีดุลยพินิจ ที่จะลดโทษมาก น้อยเพียงใดก็ได้ หรืออาจไม่ลดโทษให้เลยก็ได้ ต่างกับเรื่อง จำ เป็นและป้องกัน หากกระทำ พอสมควรแก่เหตุ ศาลต้องยกเว้นความผิดและ ยกเว้นโทษเสมอ ข้อสังเกต การกระทำ โดยบันดาลโทสะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบ ร้อย แม้จำ เลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำ ให้การศาลมีอำ นาจยกขึ้นวินิจฉัย ได้เอง (เทียบคำ พิพากษาฎีกาที่ 137/2532)


มาตรา ๗๒ 7 | ๗ ตัวอย่าง ตามคำ พิพากษาศาลฎีกา คำ พิพากษาฎีกาที่ 249/2515 แม้การข่มเหงจะไม่ได้เกิดจากการละเมิดกฎหมาย แต่ศาลฎีกาก็ถือว่าเป็นการ ข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว “จำ เลยเห็นผู้ตายกำ ลังชำ เราภรรยาในห้อง นอน แม้ภริยาจำ เลยจะมิใช่ภริยาที่ ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็อยู่กินกันมา 13 ปี และเกิดบุตรด้วยกัน 6 คน จำ เลยย่อมมีความรักและหวงแหน การที่จำ เลยใช้มีด พับเล็กที่หามาได้ในทันทีทันใดแทงผู้ตาย 2 ทีและแทงภริยา 1 ที ถือว่าจำ เลย กระทำ ความผิดโดยบันดาลโทสะ” ตัวอย่าง การถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงตามคำ พิพากษาฎีกาเรื่องนี้ หากจำ เลยและภริยาเป็น สามี ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำ เลยกระทำ ต่อผู้ตาย จำ เลยย่อมอ้าง ป้องกันได้เพราะกำ ลังกระทำ ชำ เรากัน แต่เนื่องจากจำ เลยและหญิงมิใช่สามี ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จำ เลยย่อมไม่มีสิทธิหวงห้าม ไม่ให้หญิงไปร่วม ประเวณีกับชายอื่นได้ การที่ผู้ตายและหญิงร่วมประเวณีกันจึงไม่เป็นภยันตราย ซึ่ง เกิดจากการละเมิดกฎหมาย จำ เลยจึงอ้างป้องกันไม่ได้ แต่อย่าง ไรก็ตามก็ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำ เลย อย่างไม่เป็นธรรม จำ เลยจึงอ้างบันดาลโทสะได้ คำ พิพากษาฎีกาที่ 2373/2544 ตัดสินว่าจำ เลยและหญิงมิได้เป็นสามีภริยากันตาม กฎหมาย แต่จำ เลยได้ อุปการะเลี้ยงดูหญิงเยี่ยงภริยา ซึ่งผู้เสียหายก็รู้แต่ผู้เสียหายยังไปลักลอบ หลับนอน ร่วมประเวณีกับหญิง การที่จำ เลยยิงผู้เสียหายในขณะดังกล่าว เป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะ ถ้าในกรณีที่ไม่เห็นหญิงร่วมประเวณีกับชายโดยตรงแต่มีลักษณะว่าได้ กระทำ การ ร่วมประเวณีกันมาแล้ว ก็ถือว่าเป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็น ธรรมได้


มาตรา ๗๒ 8 | ๘ ผู้ที่ก่อเหตุขึ้นก่อน หากอีกฝ่ายหนึ่งกระทำ การโต้ตอบกลับมา จะถือว่าถูก ข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้ เช่น คำ พิพากษาฎีกาที่ 5371/2542 ถ่ายปัสสาวะข้างรถยนต์ของผู้อื่น ปัสสาวะย่อมถูกรถยนต์บ้าง เป็นความ ประพฤติไม่สมควรถือว่าก่อเรื่องก่อน เมื่อถูกต่อว่าหรือถูกตบท้าย ทอย หาก โต้ตอบกลับไปจะอ้างป้องกันหรือบันดาลโทสะไม่ได้ คำ พิพากษาฎีกาที่ 2457/2515 จำ เลยกับผู้ตายได้วิวาทกอดปล้ำ ทำ ร้ายกัน ผู้ตายหยิบมีดดาบยาว ประมาณ 1 แขน ฟันจำ เลยที่แขนและศีรษะ จำ เลยแย่งมีดดาบนั้นได้ใช้ฟัน ผู้ตาย 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายใช้ฟันที่ชายโครงขวาจนมีดดาบหักจากด้ามเป็น บาดแผลยาว 15 เซนติเมตร กระดูกซี่โครงหัก 1 ซี่ แสดงว่าจำ เลยฟันโดย แรงและด้วยความโกรธ โดยมุ่งประหัตประหารผู้ตายถึงแก่ความตาย เพราะ พิษบาดแผลนั้น ฟังได้ว่าจำ เลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย คำ พิพากษาฎีกาที่ 71/2530 เมื่อผู้เสียหายกับภริยาเดินผ่านมา จำ เลยด่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำ ที่หยาบ คายว่า “อ้ายเหี้ยอ้ายสัตว์” ผู้เสียหายและภริยาก็ด่าตอบ จำ เลยโกรธใช้มีด ดาบฟันทำ ร้ายผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำ เลยเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนและตั้งใจมา หาเรื่องกับผู้เสียหาย จะอ้างว่ากระทำ ไปโดยบันดาลโทสะไม่ได้ ผู้ที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้ทำ ร้ายซึ่งกันและกัน จะกระทำ การโต้ตอบต่ออีก ฝ่ายหนึ่ง โดยอ้างว่าถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้ ตัวอย่างเช่น คำ พิพากษาฎีกาที่ 5/2500 “ตั้งใจไปจับชู้ของภริยาซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน พอไปถึงบ้านภริยา พบชู้ออกมาจากห้องนอนมาที่พะไลเรือน จึงใช้ปืนยิงชู้ตาย ดังนี้ ไม่เป็นการ ป้องกัน แต่เป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะ


มาตรา ๗๒ 9 | ๙ คำ พิพากษาฎีกาที่ 550/2517 ผู้ตายเมาสุราด่าจำ เลย โดยไม่ออกชื่อแล้วเข้าบ้านไปถือมีดดาบไปท้า ทาย จำ เลยอีก จำ เลยถือไม้ไผ่ด้ามพลั่วอันหนึ่งเดินไปหาผู้ตาย ต่างพูดท้าทายกัน ผู้ตายใช้มีดฟันจำ เลยก่อน จำ เลยหลบทันและล้มลงยังพื้นดิน แล้วจำ เลยลุก ขึ้นใช้ไม้ไผ่ที่ถือมานั้นตีผู้ตายถึงแก่ความตาย คำ พิพากษาฎีกาที่ 8347/2554 ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับจำ เลย ซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ ร้านใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้จำ เลยไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่าง มาก ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายออกจากร้านไปแล้ว ผู้เสียหายร้องตะโกน ท้าทายจำ เลยให้ออกไป จะฟันให้คอขาด จำ เลยจึงรีบวิ่งไปหาผู้เสียหาย ถือได้ ว่าจำ เลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำ ที่จำ เลย เข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภยันตรายมาถึงตน จึงเป็นการกระทำ โดยที่ไม่มีกฎหมาย ให้อำ นาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำ ร้ายจำ เลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะ ที่จำ เลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน ดังนั้น จำ เลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิ ป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำ เลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำ เลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเอง ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำ เลยถูก ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำ เลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาล โทสะได้เช่นเดียวกัน การกระทำ ของจำ เลยไม่เป็นการกระทำ เพื่อป้องกันโดย ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำ โดยเหตุบันดาลโทสะ ข้อควรสังเกต คู่วิวาทฝ่ายหนึ่งจะกระทำ ต่ออีกฝ่ายหนึ่งโดยอ้างป้องกัน จำ เป็น ตามมาตรา 67 (2) หรือบันดาลโทสะไม่ได้ จำ เลยอ้างป้องกันไม่ได้ เพราะการที่ถือไม้เดินไปหาผู้ตายเป็นการแสดง ความสมัครใจ จะต่อสู้กับผู้ตาย แต่จำ เลยอ้างบันดาลโทสะได้เพราะการที่ผู้ ตายมาด่าจำ เลยแล้วกลับไปเอามีดดาบมา ท้าทายจำ เลยอีกและยังเป็นฝ่าย ฟันจำ เลยก่อน เป็นการข่มเหงจำ เลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อผู้ตายกับจำ เลยสมัครใจต่อสู้กัน จำ เลยจะอ้างว่าการกระทำ ของจำ เลยเป็นการป้องกันไม่ได้และการกระทำ นั้นก็ไม่เป็นบันดาลโทสะตามกฎหมาย


มาตรา ๗๒ 10 | ๑๐ ตัวอย่าง การที่ถูกข่มเหงนั้นเป็นเหตุให้ผู้กระทำ บันดาลโทสะ คำ พิพากษาฎีกาที่ 6558/2540 การที่ผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภริยากับจำ เลยมาก่อน แล้วต่อมาได้หญิงอื่น เป็นภริยาและไปอยู่กับหญิงนั้น เมื่อจำ เลยขอให้ไปพบผู้เสียหายไม่ยอมไป ใน วัน เกิดเหตุจำ เลยพบผู้เสียหายอยู่กับหญิงอื่น โดยนุ่งผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว ออกมาบอกว่าจะเลิกกับจำ เลย และไลให้กลับบ้านทั้งยังตบหน้าอีก ย่อมเป็น การข่มเหงน้ำ ใจ จำ เลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำ เลยยิงผู้ เสียหายไปในทันทีในระยะเวลาต่อเนื่องที่ยังมีโทสะอยู่ ถือได้ว่าการกระทำ ของ จำ เลยมีเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 แม้จำ เลยจะ มิได้ยกเหตุนี้ขึ้นต่อสู้ ศาลก็มีอำ นาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และเมื่อพิเคราะห์ถึง พฤติการณ์แห่งการกระทำ ผิดและความสัมพันธ์ระหว่าง จำ เลยกับผู้เสียหาย แล้ว เห็นสมควรรอการลงโทษจำ คุกจำ เลยในความผิดฐานนี้รวมตลอดไปถึง ความผิด ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งจำ เลยมิได้ฎีกาด้วย 2. สามีเป็นทหารไปราชการชายแดน ในระหว่างที่สามีไม่อยู่ ภริยาถูกนายแดง ข่มขืน กระทำ ชำ เราไปแล้ว 1 อาทิตย์ สามีกลับมาบ้านภริยาเล่าเหตุการณ์ให้ ฟัง สามีจึงไปทำ ร้ายนายแดง สามีอ้างบันดาลโทสะได้ การบันดาลโทสะอาจเกิดขึ้นเพราะสำ คัญผิดก็ได้ ตัวอย่างเช่น นางแดง ภริยานายดำ หลงรักนายดีแต่นายดีไม่สนใจด้วย นางแดงจึงหาทางแกล้งนาย ดี วันหนึ่งนางแดงบอกนายดำ ว่า นายดี ขึ้นไปปลุกปล้ำ จะข่มขืนตนบนบ้าน นายดำ ทราบจากคำ บอกเล่าเกิดโทสะและไปฆ่านายดีให้ตาย ถือว่านายดำ บันดาลโทสะโดยสำ คัญผิด (มาตรา 62 วรรคแรก) ส่วนนางแดงผิดฐานให้ เป็นผู้ใช้ตาม มาตรา 84 1. นายแดงทำ ร้ายนายดำ จนสลบไป 1 วัน เมื่อฟื้นขึ้นมาคลำ พบบาดแผลที่ถูก นายแดง ทำ ร้าย นายดาบันดาลโทสะขึ้นมา นายดำ เห็นนายแดงอยู่ใกล้บริเวณ นั้น นายดำ จึงทำ ร้ายนายแดง นายด่าอ้างบันดาลโทสะได้


มาตรา ๗๒ 11 | ๑๑ คำ พิพากษาฎีกาที่ 81/2554 หลังจากผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำ เลย ผู้ตายกับจำ เลยยังได้รับประทาน อาหารด้วยกัน และจำ เลยกลับไปบ้านแล้ว ต่อมานานถึง 2 ชั่วโมงเศษ จำ เลย จึงมาที่ บ้านเกิดเหตุและใช้มีดโต้ฟันผู้ตายขณะที่ผู้ตายกับ ข. นอนหลับกัน แล้ว เหตุการณ์ที่ผู้ตายใช้ขวดสุราตี ศีรษะจำ เลยได้ขาดตอนตั้งแต่นั่งรับ ประทานอาหารด้วยกัน จำ เลยจึงมิได้กระทำ ความผิดในขณะที่ บันดาลโทสะ อยู่ แต่กระทำ ความผิดในภายหลังเป็นเวลานานถือได้ว่าเหตุบันดาลโทสะ ขาดตอนแล้ว และการที่จำ เลยกลับบ้านนั่งคิดแค้นอยู่ที่บ้านตั้ง 2 ชั่วโมง จึง ไปทำ ร้ายผู้ตายในขณะกำ ลังนอนหลับ ในยามวิกาลและเวลาดึกสงัดโดยใช้มีด โต้ขนาดใหญ่เลือกฟันผู้ตายที่ศีรษะ ใบหน้าและลำ คอหลายครั้ง ซึ่งเป็นอวัยวะ สำ คัญ หากถูกฟันอย่างแรงเพียงครั้งเดียวก็ถึงแก่ความตายแล้ว แม้จำ เลย มิได้เตรียมมีดมา แต่จำ เลยก็เตรียมไฟฉายมาค้นหาอาวุธ ซึ่งจำ เลยทราบดีอยู่ แล้วว่าที่บ้านเกิดเหตุมีมีดโต้ใช้เป็นอาวุธ ทำ ร้ายผู้ตายได้และใช้ไฟฉายส่องหา ทำ ร้ายผู้ตายได้ไม่ผิดตัวพฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำ เลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย โดย ไตร่ตรองไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น นายแดงแทงนายดำ บาดเจ็บ นายดำ รู้ตัวทันทีว่าถูกแทงมี บาดแผลที่ปาก แต่นายดำ ยังไม่ เกิดโทสะ ต่อมาเมื่อกลับมาบ้าน นายดำ มา ส่องกระจกดูเห็นปากแหว่งหมด จึงเกิดโทสะขึ้นมาและใช้ มีดไล่ฟันนายแดง ซึ่งอยู่บริเวณนั้นตาย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะตามมาตรา 72 เพราะเมื่อทราบเหตุข่มเหงแล้วไม่โทสะเสียในตอนนั้น เมื่อมามีโทสะภาย หลังจะอ้างบันดาลโทสะไม่ได้ (เทียบคำ พิพากษาฎีกาที่ 147/2483) เมื่อทราบเหตุข่มเหงแล้วต้องบันดาลโทสะทันที หากทราบแล้วยังไม่ บันดาลโทสะ แม้จะกระทำ ความผิดภายหลังในขณะที่ยังมีโทสะอยู่ ก็จะอ้าง บันดาลโทสะ ตามมาตรา 72 ไม่ได้


มาตรา ๗๒ 12 | ๑๒ ตัวอย่าง ผู้กระทำ ได้กระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะบันดาลโทสะ คำ พิพากษาฎีกาที่ 863/2502 “การกระทำ ที่ถือว่ากระทำ โดยบันดาลโทสะนั้น ไม่จำ เป็นจะต้องกระทำ ลงทันทีหรือกระทำ ณ ที่ซึ่งถูกข่มเหง หากได้กระทำ ต่อผู้ที่ข่มเหงในระยะ เวลาต่อเนื่อง กระชั้นชิดกันแล้วก็อาจถือว่าเป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะ ได้ ผู้ตายขึ้นไปบนเรือนจำ เลย พบภริยาจำ เลยอยู่คนเดียวจึงคุกคามเกรี้ยว กราดเป็นทำ นอง ข่มเหง ภริยาจำ เลยร้องขึ้น ผู้ตายก็ลงจากเรือนไป พอดี จำ เลยกลับมาถึงบ้านได้ยินเสียงร้องและเมื่อ มาถึงบ้านทราบเรื่องจากภริยา ก็ตามไปห่างเรือน 6-7 เส้น ก็ทันผู้ตายจึงทำ ร้ายผู้ตาย ดังนี้ ถือว่าจำ เลย กระทำ โดยบันดาลโทสะ" คำ พิพากษาฎีกาที่ 1260/2513 ซึ่งศาลฎีกากล่าวว่า คำ ว่าในขณะนั้นตามมาตรา 72 แห่งประมวล กฎหมายอาญา มิได้หมายความว่าต้องเป็นขณะเดียวกันกับการข่มเหงและ บันดาลโทสะ การกระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในระยะเวลาต่อเนื่องอย่าง กระชั้นชิดในขณะที่ยังมีโทสะรุนแรงอยู่ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว จากข้อเท็จจริงในฎีกานี้มีอยู่ว่า “การที่ผู้ตายไล่น้องสาวจำ เลยที่ 1 มา แล้ว ยังมาด่า แม่จำ เลยที่ 1 และท้าทายให้ลงมาสู้กันถึงประตูบ้าน และ แม้ผู้ตายจะถูกเอาตัวไปขังไว้ที่บ้านนายครั้น ก็ยังด่าจำ เลยที่ 1 อยู่ จน เหตุการณ์เกิดขึ้นรุนแรงโดยผู้ตายเตะนายครั้นและวิ่งลงมาเช่นนี้ ถึงแม้ จำ เลยที่ 1 จะไล่ฟันผู้ตายไปห่างราว 8 เส้น ก็เป็นการกระทำ ที่ยังอยู่ใน ระยะเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดในขณะที่ โทสะยังรุนแรงอยู่ เป็นการข่มเหง อย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เช่นนี้ จึงเป็นกรณีตามมาตรา 72 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว” ข้อสังเกต การที่ศาลฎีกากล่าวว่า “หากได้กระทำ ต่อผู้ที่ข่มเหงในระยะ เวลาต่อเนื่อง กระชั้นชิดแล้ว” หมายถึง การกระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงใน ระหว่างที่ยังบันดาลโทสะ


มาตรา ๗๒ 13| ๑๓ คำ พิพากษาฎีกาที่ 2103/2537 จำ เลยทราบว่าภรรยาจำ เลยถูกผู้เสียหายปลุกปล้ำ กระทำ ชำ เรา แต่จำ เลย ไม่ได้แสดงอาการโกรธหรือจะทำ ร้ายผู้เสียหาย แต่จำ เลยออกไปหาปลากับผู้ เสียหาย เมื่อเวลาผ่านพ้นไปถึง 3 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่จำ เลยทราบเรื่องดัง กล่าว จำ เลยได้ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหาย เช่นนี้ จำ เลยอ้างว่าบันดาลโทสะไม่ ได้ เพราะมิใช่การกระทำ ต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น เวลาที่ผ่านไปนานถึง 3 ชั่วโมงนั้น จำ เลยมีเวลาเพียงพอที่จะคิดใคร่ครวญระงับโทสะแล้ว หลักในการวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำ ความผิดในขณะบันดาลโทสะหรือไม่ ต้องวินิจฉัย โดยเปรียบเทียบความรู้สึกของบุคคลทั่วไปในฐานะอย่างเดียว กับผู้ถูกกระทำ ว่าบุคคลทั่วไประงับโทสะได้แล้วหรือยัง คำ พิพากษาฎีกาที่ 1821/2543 ผู้ตายใช้มีดไล่ฟันจำ เลยซึ่งเป็นภริยาผู้ตายเป็นการข่มเหง อย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำ เลยโกรธจำ เลยใช้มีดฟันผู้ตายด้วยความโมโหแต่ กระทำ ทันที เมื่อกลับถึงบ้านและพบผู้ตายหลังจากถูกข่มเหงแล้ว 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำ เลยหลบหนี โดยไปแอบซ่อนตัวอยู่ที่ป่าละเมาะ ถือว่า การข่มเหงยังอยู่ในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่ จึงเป็นการกระทำ โดย บันดาลโทสะ ข้อสังเกต จำ เลยมีเวลาหลบหนีไปแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะถึง 2 ชั่วโมง นับตั้งแต่ ถูกข่มเหง น่าจะถือว่าจำ เลยระงับโทสะได้แล้ว แม้ความ จริงจำ เลยยังโกรธแต่หลักในการวินิจฉัย คือ คนทั่วไปในฐานะอย่างเดียวกับ จำ เลยน่าจะระงับโทสะได้แล้ว จำ เลยจึงไม่น่าจะอ้างบันดาลโทสะได้ หากการข่มเหงได้กระทำ ต่อเนื่องกัน ในการวินิจฉัยว่ายังมีโทสะอยู่หรือไม่ นั้นต้องนับจาก การกระทำ ที่เป็นการข่มเหงครั้งสุดท้ายก่อนกระทำ ผิด มิใช่ นับจากการกระทำ ครั้งแรก ๆ ตัวอย่างเช่น


มาตรา ๗๒ 14 | ๑๔ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 5232/2556 เมื่อโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายก่อเหตุโดยด่าว่ามารดาจำ เลยด้วยถ้อยคำ รุนแรง และพูดท้าทายจำ เลยเป็นทำ นองให้ไปต่อสู้กันในที่เกิดเหตุ การกระทำ ของ จำ เลยจึงเป็นการกระทำ เพราะถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอัน ไม่เป็นธรรม อันเป็นการกระทำ ความผิดโดยบันดาลโทสะ ดังนี้โจทก์ร่วมจึง เป็นผู้ก่อให้จำ เลยกระทำ ความผิด และไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำ หรับความ ผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ม. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมย่อมไม่มีอำ นาจจัดการแทนโจทก์ร่วม ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำ นาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงาน อัยการกับยื่นคำ ร้องขอให้บังคับจำ เลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 และ มาตรา 44/1 คำ พิพากษาฎีกาที่ 2792/2515 ผู้ตายเป็นภริยาจำ เลยอยู่กินด้วยกันมาราว 16 ปี โดยมิได้จดทะเบียน สมรส มีบุตรด้วยกัน 3 คน ก่อนเกิดเหตุ 2 ปี ผู้ตายกับ ท. สนิทสนมกัน ชอบไปเล่น การพนันด้วยกัน และทำ ชู้กันที่บ้านเวลาจำ เลยไม่อยู่ จำ เลยเคย ขอร้องทั้งผู้ตายและ ท. ไม่ให้เกี่ยวข้อง กันก็ไม่เชื่อฟัง เป็นการกระทบ กระเทือนจิตใจของจำ เลยอย่างยิ่ง วันเกิดเหตุ ท. ขับรถจักรยานยนต์ ให้ผู้ ตายนั่งซ้อนท้าย และเห็นจำ เลยกำ ลังเดินเข้าปากซอยทางเข้าบ้าน ซึ่งผู้ตาย ควรลงจากรถและ ท.ควรกลับไปเสียก็ไม่กระทำ กลับขับรถผ่านจำ เลยไป ด้วยความทระนงองอาจ ไม่ยำ เกรงจำ เลยผู้เป็นสามี เป็นการเย้ยหยันสบ ประมาทอย่างร้ายแรง จำ เลยจึงใช้ปืนยิงผู้ตายกับ ท. ไปในทันทีทันใด ดังนี้ นับได้ว่าจำ เลยกระทำ ไปเพราะถูกข่มเหงในทางจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ อันไม่เป็นธรรม กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ต้อง ถือว่าการที่ ท. กับผู้ตายขับรถซ้อนท้ายผ่านจำ เลยไป อย่างเย้ยหยันนั้น เป็นการข่มเหงครั้งสุดท้ายและต้องพิจารณาว่าหลังจากเกิดการกระทำ เย้ย หยันดังกล่าว นับไปจนถึงช่วงเวลาที่จำ เลยกระทำ ต่อ ท. และผู้ตายนั้นเป็น ช่วงระยะเวลาที่ยังมีโทสะอยู่หรือไม่


มาตรา ๗๒ 15 | ๑๕ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2555 จ. เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำ เลยซึ่งจำ เลยย่อมมีสิทธิตาม กฎหมายที่จะกระทำ การป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงของตนโดยมิให้ชายอื่น มามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาของตนได้ แต่ขณะเกิดเหตุจำ เลย พบเห็น จ. นอนหนุนตักผู้ตายและกอดจูบกันเท่านั้นโดยยังไม่มีการร่วม ประเวณีกัน และการที่ผู้ตายกระทำ ต่อ จ. ดังกล่าวก็เป็นไปโดย จ. สมัคร ใจยินยอม พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดการ ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งจำ เลย จำ ต้องกระทำ การป้องสิทธิแต่อย่างใด แต่การที่ผู้ตายกับ จ. กอดจูบกัน เช่นนี้ นับเป็นการกระทำ ที่ข่มเหงจิตใจของจำ เลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ อันไม่เป็นธรรม เมื่อจำ เลยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเหลือวิสัยของจำ เลยที่ จะอดกลั้นโทสะไว้ได้ จึงเข้าไปชกต่อยผู้ตายแล้วใช้มีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ ใกล้ตัวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา การกระ ทำ ของจำ เลยจึงเป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2554 เหตุบันดาลโทสะอาจเกิดเพราะคำ บอกเล่าได้ ไม่จำ เป็นต้องประสบ เหตุการณ์ด้วยตนเอง วันเกิดเหตุจำ เลยที่ 2 บอกจำ เลยที่ 1 ว่าผู้ตายซึ่ง เป็นภริยาจำ เลยที่ 1 มีชู้โดยจำ เลยที่ 2 เห็นผู้ตายกับชายชู้เข้าห้องและปิด ประตูอยู่ด้วยกัน มีลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถือได้ว่าเป็นการ ข่มเหงจิตใจจำ เลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ดังนั้นการที่ จำ เลยที่ 1 ทำ ร้ายผู้ตายทันทีที่ได้รับคำ บอกเล่าจึงเป็นการกระทำ โดย บันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 6479/2537 การกระทำ ความผิดโดยบันดาลโทสะต้องเป็นการกระทำ ผิดโดยมี เจตนาเท่านั้น คดีนี้จำ เลยกระทำ ความผิดโดยประมาท จำ เลยจึงไม่อาจ อ้างว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเพราะโจทก์ร่วมเปิดไฟส่องเข้าตาจำ เลย ทำ ให้ จำ เลยโกรธและบันดาลโทสะจนควบคุมสติไม่ได้ อันเป็นการกระทำ ความ ผิดโดยบันดาลโทสะได้ อีกทั้งข้ออ้างตามฎีกาของจำ เลยดังกล่าวก็หาใช่ เป็นกรณีกระทำ ผิดโดยบันดาลโทสะตามป.อ. มาตรา 72 ไม่


มาตรา ๗๒ 16 | ๑๖ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 5486/2560 จำ เลยเห็นผู้ตายขณะมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำ เลยจึงเข้าไปชกต่อยต่อสู้ กับผู้ตาย เมื่อจำ เลยเพลี่ยงพล้ำ ภริยาจำ เลยและผู้ตายรีบสวมใส่กางเกง แล้วภริยาจำ เลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์และเรียกผู้ตายขึ้นรถ ผู้ตายก็ รีบไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ภริยาจำ เลยขับออกไป เช่นนี้ภยันตราย ที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่ จำ เลยวิ่งตามไปทันทีแล้วใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการ ป้องกันสิทธิของตนได้ แต่เป็นการกระทำ ต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ ที่จำ เลยเห็นผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่ จำ เลยใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำ ความผิดฐานฆ่า ผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒ หาใช่ เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุไม่ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2531 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำ เลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ศาลชั้นต้นฟังว่าการกระทำ ของจำ เลยเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำ ของจำ เลยไม่เป็นการป้อง กันแต่เป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะและจำ เลยไม่มีเจตนาฆ่า พิพากษา กลับว่าจำ เลยมีความผิดตามมาตรา 290,72 ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองต่าง ยกฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยอาศัยข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์ที่ว่าพยานหลัก ฐานฟังได้ว่าจำ เลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายขอให้ลงโทษตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1787/2511 จำ เลยใช้เท้าถีบฝาเรือนใส่หน้าบิดา เป็นการกระทำ ที่บุตรไม่น่าจะทำ ต่อ บิดาก็จริง แต่บิดาก็เป็นฝ่ายผิดอยู่มากที่เอามีดดาบขนาดใหญ่เข้าไปจะแทง จำ เลย เป็นการใช้สิทธิความเป็นบิดาเกินควร ถือได้ว่าจำ เลยถูกข่มเหงอย่าง ร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำ เลยตีมีดดาบหลุดจากมือบิดาไปแล้วก็ หยิบมีดดาบนั้นมาทำ ร้ายบิดาในเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดติดกันนั่นเอง ถือได้ ว่ากระทำ ลงโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 แม้ จำ เลยให้การรับสารภาพและไม่ได้ยกเรื่องบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ เมื่อทาง พิจารณาปรากฏว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จำ เลยจะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ศาลก็ย่อมมีอำ นาจยกขึ้นวินิจฉัยได้


มาตรา ๗๒ 17 | ๑๗ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2564 การกระทำ โดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 เป็นการกระทำ ที่ผู้ กระทำ ความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นคือ ในระยะเวลาต่อเนื่องที่ตนยังมีโทสะอยู่ เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 และ ท. ทำ ร้ายร่างกายจำ เลยที่ 1 แล้ว จำ เลยที่ 1 เดิน กลับบ้าน เชื่อว่าระหว่างที่จำ เลยที่ 1 เดินกลับบ้านและก่อนที่จำ เลยที่ 2 จะ ออกจากบ้านไปร้านที่เกิดเหตุ จำ เลยที่ 1 สามารถระงับสติอารมณ์ทำ ให้ โทสะหมดสิ้นไปแล้วและกลับมามีสติสัมปชัญญะดีเหมือนเดิม การที่จำ เลยที่ 1 ตามจำ เลยที่ 2 ไปร้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมที่ 1 หลังจากจำ เลยที่ 2 พูดสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจำ เลยที่ 1 จาก โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 1 มีท่าทางเกรี้ยวกราดมากขึ้นและชี้หน้า พร้อมพูดว่า กูรู้ว่าใครร้องเรียน แล้วทำ ท่าทางลักษณะคล้ายล้วงอาวุธปืน ออกมาจากกระเป๋าสะพายสีน้ำ ตาล เชื่อได้ว่าเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้า ของจำ เลยที่ 1 ในทันที หาใช่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำ เลย ที่ 1 ยังมีโทสะอยู่ไม่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนไปแล้ว จำ เลยที่ 1 จะอ้าง ว่ากระทำ โดยบันดาลโทสะไม่ได้ เมื่อจำ เลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิง โจทก์ร่วมที่ 1 แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำ ของจำ เลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 866/2502 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 เป็นคุณแก่จำ เลยยิ่งกว่ากฎหมาย ลักษณะอาญา มาตรา 55 จำ เลยที่ 2 เป็นผู้ก่อเหตุก่อน คือ เมาสุราเข้าไป ในวงหมากรุกที่จำ เลยที่ 1 กำ ลังเล่นอยู่ แล้วใช้เท้าปัดหรือกวาดตัวหมากรุก ในกระดานต่อหน้าประชาชนคนที่ล้อมดูอยู่เป็นอันมาก การกระทำ ของ จำ เลยที่ 2 ย่อมเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามข่มเหงน้ำ ใจจำ เลยที่ 1 ด้วยเหตุ อันไม่เป็นธรรมเพราะมีเรื่องกินแหนงแคลงใจกันอยู่ การกระทำ โดยบันดาล โทสะที่จะได้รับความปราณีลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 จะต้องปรากฏว่า ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึง กระทำ ความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น การกระทำ ของจำ เลยที่ 2 ดังกล่าว ข้างต้น เกิดในบริเวณวัดซึ่งกำ ลังมีงานเผาศพต่อหน้าประชาชนจำ นวนไม่ น้อย จำ เลยที่ 1 ย่อมจะรู้สึกอับอายขายหน้าและแค้นเคืองเป็นอย่างมาก ย่อมถือได้ว่าเป็นการข่มเหงน้ำ ใจอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 แล้ว


มาตรา ๗๒ 18 | ๑๘ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2563 ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำ เลย จ. คบหาฉันชู้สาวกับผู้ตายจนเป็น สาเหตุให้จำ เลยหึงหวงและทะเลาะกัน แล้วแยกกันอยู่กับ จ. ไม่ได้อยู่กินฉัน สามีภริยากันอีก วันเกิดเหตุเมื่อผู้ตายเห็นรถจำ เลยจอดอยู่ จึงขับรถมาจอด เทียบข้างรถจำ เลย แล้วจำ เลยพูดกับผู้ตายว่า มึงยังไม่เลิกยุ่งกับเมียกูอีก หรือ ลูกโตกันหมดแล้ว ก็เป็นการพูดในทำ นองขอร้องให้ผู้ตายเลิกคบหากับ จ. และให้เห็นแก่บุตรของจำ เลยกับ จ. ซึ่งโตแล้ว แต่ผู้ตายกลับพูดด้วย ถ้อยคำ หยาบคายว่า จะเลิกยุ่งทำ ไม เมียมึงเย็ดมันดี ซึ่งเป็นการพูดต่อหน้า บุตรชายของจำ เลยที่เกิดกับ จ. ด้วย คำ พูดของผู้ตายเช่นนั้นเป็นการเย้ย หยันและดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของจำ เลยอย่างรุนแรง จึงเป็นการข่มเหง จิตใจจำ เลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และการที่ผู้ตายคบหากับ จ. มาตั้งแต่ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำ เลย ถือว่าจำ เลยถูกกดขี่ ข่มเหงต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำ ให้จำ เลยไม่อาจ อดกลั้นโทสะไว้ได้จึงใช้ปืน ยิงผู้ตายไปในทันทีทันใด กรณีย่อมเป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะ จำ เลย จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 72ผู้ตายมีส่วนก่อให้จำ เลยกระทำ ความผิด ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย โดยนิตินัยสำ หรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของ ผู้ตายย่อมไม่มีอำ นาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มี สิทธิยื่นคำ ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาว่าจำ เลยต้องชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ภริยาของผู้ตายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อย ศาลฎีกามีอำ นาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายมี ส่วนก่อให้เกิดความเสียหายโดยมีส่วนก่อให้จำ เลยกระทำ ความผิด ก็เป็นข้อ เท็จจริงที่จะนำ มาใช้ประกอบดุลยพินิจในการกำ หนดค่าสินไหมทดแทน เท่านั้น ไม่ทำ ให้สิทธิของผู้เสียหายที่จะขอให้จำ เลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หมดไป คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1992/2532 จำ เลยเห็นบุตรชายถูกผู้ตายทำ ร้ายเป็นบาดแผลมีโลหิตไหลที่ใบหน้าวิ่งหนี ขึ้นบนบ้าน ผู้ตายมีอาวุธปืนติดตามเข้ามาในบ้านใน ระยะกระชั้นชิดและเกิด โต้เถียงกับจำ เลยจำ เลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะนั้น การกระทำ ของ จำ เลยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นการกระทำ โดย บันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม


มาตรา ๗๒ 19 | ๑๙ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2562 แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำ ร้ายจำ เลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอ จำ เลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย ได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชาย ช. วิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยก จำ เลยออกจากผู้ตายแล้ว จำ เลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถ จักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ กฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำ เลยได้หมดไปแล้ว จำ เลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำ การ ป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย แม้ขณะที่จำ เลยวิ่งกลับเข้าไปภายใน บ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตาย ยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม แต่ จำ เลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำ การใดเลย จำ เลยจึงไม่อาจอ้าง เหตุความสำ คัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำ อาวุธปืนออกมายิงจำ เลย ได้ แต่การกระทำ ของจำ เลยเป็นการกระทำ ที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชก ต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำ เลยด้วยเหตุอันไม่เป็น ธรรมย่อมก่อให้เกิดโทสะแก่จำ เลย การที่จำ เลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ ว่าเป็นการกระทำ ความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72 คำ พิพากษาฎีกาที่ 3605/2563 ด. ซึ่งเป็นภริยาจำ เลยโดยยังมิได้หย่าขาดจากกันหนีมาอยู่กิน ฉันสามี ภริยากับผู้ตายเอง ผู้ตายไม่ได้แย่ง ด. มาจากจำ เลย เมื่อผู้ตายเห็นจำ เลย พกพาอาวุธปืนมาในวันเกิดเหตุแล้วพยายาม เข้าแย่งอาวุธปืนจากจำ เลยโดย ผู้ตายไม่มีอาวุธ การกระทำ ของ ผู้ตายไม่ใช่การข่มเหงจำ เลยอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำ เลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไม่เป็นการกระทำ โดย บันดาลโทสะ จำ เลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 17391/2557 การที่จำ เลยไปหยิบอาวุธปืนจากรถยนต์มาเพื่อป้องกันบุตรของตน และ เหตุที่กระสุนปืนลั่นเกิดจากการแย่งอาวุธปืนระหว่างจำ เลยกับโจทก์ร่วม อัน สืบเนื่องมาจากจำ เลยใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันบุตรของตนดังกล่าว มิได้เกิด จากความประมาทของจำ เลย การกระทำ ของจำ เลยจึงเป็นการป้องกันตน พอสมควรแก่เหตุ


มาตรา ๗๒ 20 | ๒๐ คำ พิพากษาฎีกาที่ 743/2541 การที่ผู้ตายเอาเบียร์จากโต๊ะของจำ เลยที่ 1 ไปดื่มโดยพลการ ผู้ตายและ จำ เลยที่ 1 ทะเลาะกัน เมื่อ ป.เข้าห้าม ผู้ตายก็เดินไป งปากซอยส่วนจำ เลย ที่ 1กลับไปนั่งดื่มเบียร์ต่อที่โต๊ะ แต่ผู้ตายยัง ขอมเลิกแล้วต่อกันกลับไปท้า ท้ายจำ เลยที่ 1 ให้ชกต่อยกันอีกจึง ได้ว่าจำ เลยทั้งสองถูกผู้ตายข่มเหงอย่าง ร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่ งธรรม การที่จำ เลยทั้งสองร่วมกันใช้มีดแทงผู้ตาย ในเวลาเกี่ยว างใกล้ชิดกันจึงเป็นการกระทำ ผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ประมวล หมายอาญา มาตรา 72 การกระทำ ผิดโดยบันดาลโทสะต้อง า รณาว่า ขณะนั้นโทสะของผู้กระทำ ผิดหมดสิ้นไปแล้วหรือหาไม่ ยพิจารณา จากพฤติการณ์อื่นประกอบ การที่จำ เลยทั้งสองบันดาล สะจึงวิ่งไล่แทงผู้ ตาย และจำ เลยที่ 2 แทงผู้ตายได้ในที่สุดเป็น จุการณ์ต่อเนื่องกันย่อม แสดงว่าขณะผู้ตายหนีต่อไปไม่ได้และใช้ ะขึ้นกันนั้นโทสะของจำ เลยทั้งสอง ยังไม่หมดสิ้นไป คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 3047/2563 การกระทำ ความผิดอันจะเข้าเหตุเป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะได้ ต้อง เป็นกรณีที่ผู้ใดถูก ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงได้ กระทำ ต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น เมื่อจำ เลยกับ นางสาว ก. จดทะเบียนหย่ากัน แล้ว การที่นางสาว ก. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้ตาย โดยไปเป็น ภริยา อีกคนของผู้ตาย ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของนางสาว ก. จำ เลยไม่มีสิทธิหึงหวง แม้ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายจะพูดกับจำ เลยว่า “มีเมียคนเดียวกันยังเย็ดกันได้ ทำ ไมเหล้าแก้วเดียวกัน จะดื่มด้วยกันไม่ได้" และ “เรื่องหีอันเดียวกันแบ่ง กันกินใช้มั่งไม่ได้เหรอ" ก็ตาม ก็เป็นเพียงถ้อยคำ ที่หยาบคาย เป็นเรื่อง ที่ผู้ ตายไม่สมควรที่จะกล่าวออกมาให้เป็นที่ระคายเคืองแก่จำ เลยซึ่งเป็นอดีต สามีของนางสาว ก. เท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำ เลย อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่ จำ เลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึง ไม่เป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72


มาตรา ๗๒ 21 | ๒๑ คำ พิพากษาฎีกาที่ 4876/2561 จำ เลยซึ่งเป็นคนรักเก่าของ ส. มาในที่เกิดเหตุ เนื่องจากผู้ตายทะเลาะ ทำ ร้าย ส. และสั่งให้ ส. โทรศัพท์เรียกจำ เลยมาในที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ จำ เลยเข้าไประงับเหตุ ระหว่างผู้ตายกับ ส.โดยจำ เลยถามผู้ตายว่า “ทำ ไม ทำ กับผู้หญิงอย่างนี้” เมื่อจำ เลยพูด จบ ผู้ตายเป็นฝ่ายชกที่ใบหน้าจำ เลย 1 ครั้งจากนั้นทั้งสองชุลมุนชกต่อยกัน ผู้ตายเป็นฝ่ายพกอาวุธมีดมา แม้ เหตุการณ์ในช่วงนี้อาจถือได้ว่ามีภยันตรายที่จำ เลยจำ ต้องป้องกันแต่ปรากฏ ว่าต่อมาจำ เลยแย่งอาวุธมีดดังกล่าวได้แล้วแทงผู้ตายโดยเหตุการณ์ ในช่วง ต่อมานี้ จำ เลยกับผู้ตายชุลมุนต่อสู้กันประมาณ 10 นาที ผู้ตายพูดว่า “พอแล้วไม่ ไหวแล้ว” แสดงว่าผู้ตายไม่อยู่ในวิสัยที่จะต่อสู้ทำ ร้ายจำ เลยได้ อีกต่อไป ภยันตรายที่ จำ เลยจำ ต้องป้องกันได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่จำ เลยกับ พวกยังตามทำ ร้ายซ้ำ อีก แล้ว จำ เลยได้ถีบผู้ตายตกลงไปในคลอง จากนั้น จำ เลยกับพวกกลับไปที่รถจักรยานยนต์แล้ว ขับกลับมายังจุดที่ผู้ตายตกลง ไปในคลองและจำ เลยตะโกนขึ้นว่า “ลงไปดูซิมันตายหรือ ยัง” แต่เพื่อนของ จำ เลยบอกว่า “ไปเลยไปเลย” จำ เลยกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์ ออกไป จากที่เกิดเหตุ การกระทำ ของจำ เลยจึงไม่เป็นการป้องกัน แต่พฤติการณ์ที่ จำ เลยซึ่งเป็นคนรักเก่าของ ส.และถูกเรียกให้ไปในที่เกิดเหตุ พยายามระงับ เหตุ ทะเลาะระหว่างผู้ตายซึ่งเป็นคนรักใหม่กับ ส. แต่ผู้ตายเป็นฝ่ายชกและ พยายามจะใช้ อาวุธมีดแทงทำ ร้ายจำ เลยก่อน จึงถือได้ว่าจำ เลยถูกข่มเหง อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอัน ไม่เป็นธรรม การที่จำ เลยแทงผู้ตายจนถึงแก่ ความตายจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2532 การกระทำ โดยบันดาลโทสะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำ เลย จะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำ ให้การ ศาลฎีกามีอำ นาจยกขึ้น วินิจฉัยได้ว่าการที่ผู้ตายละทิ้งจำ เลยไปมีภรรยาใหม่ แล้วเสพสุรามึนเมามา หาจำ เลยที่บ้านเพื่อจะนำ บุตรไปอยู่กับภรรยา ใหม่ของผู้ตาย เมื่อจำ เลยไม่ ยินยอม ก็ทำ ร้ายตบตีจำ เลย ถือได้ว่าจำ เลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ อันไม่เป็น ธรรม เมื่อจำ เลยใช้มีดพร้าฟันศีรษะผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการ กระทำ โดยบันดาลโทสะ


มาตรา ๗๒ 22 | ๒๒ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 1905/2528 การที่ผู้เสียหายซึ่ง เป็นครูโรงเรียนเดียวกับจำ เลยซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่เมา สุราแล้วเรียกร้องขอเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ เมื่อได้รับการปฏิเสธก็แสดง อาการไม่พอใจทุบแก้วและขวดสุราอัน เป็นการก้าวร้าวจำ เลยซึ่งเป็นผู้บังคับ บัญชาเมื่อจำ เลยวิ่งหนี ผู้เสียหายถือขวดที่ทุบแตกวิ่งตามไปแล้วเข้าโยกราว บันไดและพูดว่า "มึงจะหนีไปไหน" แสดงว่าผู้เสียหายจะ เข้าไปประทุษร้าย จำ เลยโดยไม่ปรากฏว่าจำ เลยได้พูด หรือแสดงกิริยาอะไรที่เป็นการตอบโต้จะ เข้าวิวาทกับผู้เสียหาย พฤติการณ์ของผู้เสียหายถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจำ เลย อย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมการที่จำ เลย คว้าอาวุธปืนมายิงผู้เสีย หายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำ ความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ.มาตรา 72 คำ พิพากษาฎีกาที่ 14/2562 อาวุธมีดที่จำ เลยที่ 1 ใช้แทงโจทก์ร่วมเป็นอาวุธมีดปลายแหลมและคม มีดยาว 4 นิ้ว และจำ เลยที่ 1 เลือกแทงโจทก์ร่วมที่ท้องซึ่งมีอวัยวะสำ คัญ อยู่ภายในจนลำ ไส้ทะลักออกมา แสดงว่าแทงอย่างแรง จ้าเลยที่ 1 ย่อมเล็ง เห็นผลได้ว่าคมมีดอาจจะทะลุไปถึงอวัยวะสำ คัญจน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วม ถึงแก่ความตายได้ แม้คมมีดจะไม่ถูกอวัยวะสำ คัญภายใน ก็ต้องถือว่าจำ เลย ที่ 1 มีเจตนาฆ่า เมื่อจำ เลยที่ 1 ลงมือกระทำ ความผิดไปตลอดแล้ว แต่ การกระทำ ของจำ เลยที่ 1 ไม่บรรลุผล เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำ การ ผ่าตัดและรักษาโจทก์ร่วมได้ทันท่วงที โจทก์ร่วมไม่ถึง แก่ความตาย การก ระทำ ของจำ เลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น มิใช่เป็นเพียงความ ผิด ฐานทำ ร้ายร่างกายผู้อื่น ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมบุกรุกเข้าไปในบ้านของ นางสาว จ. และพยายามเข้าไปในห้องนอน เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมต่อนางสาว จ. มิใช่เป็นการข่มเหงต่อ จำ เลยที่ 1 แม้การกระทำ ของโจทก์ร่วมจะสร้างความไม่พอใจแก่จำ เลยที่ 1 ซึ่งเป็น ญาติของ จ. แต่ จ. ก็เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องของจำ เลยที่ 1 ไม่ใช่บุคคลใกล้ ชิตอันจะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่ จำ เลยที่ 1 ที่จะต้องคอยปกป้องดูแล มิให้ผู้อื่นมาทำ ร้าย ดังนี้ ไม่อาจถือว่าจำ เลยที่ 1 ถูกโจทก์ ร่วมข่มเหงอย่าง แรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ส่วนข้อความที่จำ เลยที่ 1 สอบถามและถ้อยคำ ที่โจทก์ ร่วมใต้ตอบไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำ ว่า "แม่ถึงเลือกใหร" หรือ "แม่งถึง เลือกใหร" ต่างเป็นเพียง ถ้อยคำ ที่ไม่สุภาพหาใช่เป็นคำ ด่าแม่ไม่ ยังถือไม่ได้ ว่าจำ เลยที่ 1 ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ อันไม่เป็นธรรมเช่นกัน การก ระทำ ของจำ เลยที่ 1 ไม่เป็นการกระทำ โดยบันดาลโทสะ


มาตรา ๗๒ 23 | ๒๓ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 4408/2530 ขณะเกิดเหตุนางสาวสมจิตรมีอายุได้ 19 ปี ยังอยู่ในความปกครองของ จำ เลยและอยู่ร่วมบ้านเดียวกับจำ เลยผู้เป็นบิดา ผู้ตายมีโจทก์เป็นภริยาอยู่ แล้วมารักใคร่ชอบพอจนถึงขั้นได้เสียกับนางสาวสมจิตร จนนางสาวสมจิตร ตั้งครรภ์ ต้องไปทำ แท้งและต่อมาก็มีเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างโจทก์ กับ นางสาวสมจิตรจนจำ เลยต้องห้ามผู้ตายไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับนางสาวสมจิตร อีกแต่ผู้ตายก็ไม่เชื่อฟังกลับลักลอบมาหลับนอนกับนางสาวสมจิตรขณะที่ จำ เลยไม่อยู่บ้าน เป็นการกระทำ ที่หยามเหยียดปราศจากความ ยำ เกรง จำ เลยผู้เป็นบิดาผู้ใช้อำ นาจปกครอง การที่ในคืนเกิดเหตุผู้ตายได้ขึ้นไป หลับนอนกับนางสาวสมจิตรบนบ้านจำ เลย ย่อมเป็นการข่มเหงจำ เลยอย่าง ร้ายแรงด้วย เหตุอันไม่เป็นธรรม ที่จำ เลยยิงผู้ตายไปในขณะนั้นย่อม ถือได้ ว่าจำ เลยกระทำ ผิดเพราะบันดาลโทสะ ควรลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมาย กำ หนด คำ พิพากษาฎีกาที่ 3098/2563 จำ เลยเป็นฝ่ายก่อเหตุโดยพูดยั่วยุขึ้นก่อนและทำ ท่าทางเหมือนจะทำ ร้ายโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงชกจำ เลยแล้วโจทก์ร่วมกับจำ เลยได้ชกต่อยกัน หลังจากโจทก์ร่วมเลิกชกต่อยกับจำ เลย ขณะโจทก์ร่วมเดินหันหลังให้จำ เลย จำ เลยใช้อาวุธมีดแทงถูกหัวไหล่ซ้ายด้านหลังและต้นแขนซ้าย ดังนั้นการที่ จำ เลยใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมกายหลังจากโจทก์ร่วมเลิกชกต่อยกับจำ เลย และหันหลังให้จำ เลยแล้ว กรณีจึงไม่ใช่เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการ ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นกยันตรายที่ใกล้จะถึงและจะ ถือว่า จําเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้จำ เลยไม่ อาจอ้างว่า เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำ ความผิดโดย บันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 68 และมาตรา 72 ได้การที่จำ เลยใช้มีด แทงโจทก์ร่วมที่ หัวไหล่ซ้ายด้านหลังถึงปอดจนทำ ให้ปอดซึ่งเป็นอวัยวะ สำ คัญของร่างกายฉีก ขาดและมีเลือดไหลออกมาบ่งชี้ให้เห็นว่า จำ เลยมี เจตนาฆ่าโจทก์ร่วม จำ เลย ลงมือกระทำ ความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระ ทำ นั้นไม่บรรลุผล จึงเป็น ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น


มาตรา ๗๒ 24 | ๒๔ คำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 866/2502 จำ เลยที่ 2 เป็นผู้ก่อเหตุก่อน คือ เมาสุราเข้าไปในวงหมากรุกที่จำ เลย ที่ 1 กำ ลังเล่นอยู่ แล้วใช้เท้าปัดหรือกวาดตัวหมากรุกในกระดานต่อหน้า ประชาชนคนที่ล้อมดูอยู่เป็นอันมาก การกระทำ ของจำ เลยที่ 2 ย่อมเป็น การดูหมิ่นเหยียดหยามข่มเหงน้ำ ใจจำ เลยที่ 1 ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เพราะมีเรื่องกินแหนงแคลงใจกันอยู่ การกระทำ โดยบันดาลโทสะที่จะได้รับ ความปราณีลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 จะต้องปรากฏ ว่า ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำ ความผิดต่อ ผู้ข่มเหงในขณะนั้น การกระทำ ของจำ เลยที่ 2 ดังกล่าวข้างต้น เกิดใน บริเวณวัดซึ่งกำ ลังมีงานเผาศพต่อหน้าประชาชนจำ นวนไม่น้อย จำ เลยที่ 1 ย่อมจะรู้สึกอับอายขายหน้าและแค้นเคืองเป็นอย่างมาก ย่อมถือได้ว่า เป็นการข่มเหงน้ำ ใจอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72


บรรณนานุกรม หนังสือ ตำ รากฎหมายอาญา ภาคบทบัญญัติทั่วไป / อ.กรกฎ ทองขอโชค หนังสือคำ อธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป / ศาสตราจารย์ ดร.ทวี เกียรติ มีนะกนิษฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี http://www.digitalschool.club/digitalschool/social2_1_1/m4_ 1/content/more1_4/page_1.php https://www.lawyers.in.th/2018/08/03/the-court-of-appeal/ https://www.lawyers.in.th/2015/07/28/p01/ https://m.facebook.com/OhmLawTutor/photos/a.300456269 988753/4903851532982514/?type=3 https://www.peesirilaw.com/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A 9%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B 8%8D%E0%B8%B2/%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E 0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8% AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0 %B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87 .html https://deka.supremecourt.or.th


Click to View FlipBook Version