รายงาน เรื่อง แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 จัดทำโดย นางสาวกัญญาวีร์ อร่ามโชติรหัสนักศึกษา 6421126014 เสนอ อาจารย์ดร.พัชรีภรณ์ บางเขียว รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการพัฒนาหลักสูตร รหัสวิชา 1190201 สาขาวิชาสังคมศึกษา (ค.บ.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ก คำนำ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งรายวิชาการพัฒนาหลักสูตรกลุ่มวิชาชีพครู หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยมีจุดประสงค์ในการจัดทํารายงานเล่มขึ้นเพื่อเป็นการรวบรวมและ สรุปข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตรของไทยในศตวรรษที่ 21 รายงานเล่มนี้นำสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้ามา สร้างเป็นรายงานเล่มนี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลที่กำลังศึกษาเรื่องแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตรของไทยใน ศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังศึกษา สนใจนำข้อมูลการ รวบรวมและต้องการข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตรของไทยในศตวรรษที่ 21 ไปอ้างอิง หรือค้นคว้า เพื่อพัฒนาต่อยอดต่อไปปรับใช้จนเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อยเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามความคาดหวัง หากมี ข้อผิดพลาดประการใดทางผู้จัดทำต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย นางสาวกัญญาวีร์ อร่ามโชติ
ข สารบัญ คํานํา ..................................................................................................................................................................... ก สารบัญ ...............................................................................................................................................................… ข บทที่ 1 สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย .........................................................................................................….. 1 หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 .........................................................………......………….…..…………. 1 หลักการ ............................................................................................................………..…………… 1 จุดมุ่งหมาย ..............................................................................................................………………. 1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์...................................................................………………….…………….. 2 การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์.......................................................................……….. 2 การประเมินพัฒนาการ .......................................................................………………………………….. 3 การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย .......................................................................……………………. 3 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ......................................................……….. 7 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560). หลักการสําคัญ ................................................................................................................………… 8 จุดหมาย .............................................................................................................................…….. 9 คุณลักษณะอันพึงประสงค์......................................................................................................... 9 มาตรฐานการเรียนรู้................................................................................................................. 10 โครงสร้างเวลาเรียน .................................................................................................................. 10 การวัดและประเมินผลการเรียน ............................................................................................... 11 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ........................................………………… 14 หลักการ ................................................................................................................................... 14 จุดหมาย ................................................................................................................................... 14 หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตร ..................................................................................…………………. 15 การประเมินผลการเรียน .................................................................................................………..16 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 .................................................... 17 หลักการ. ................................................................................................….........................……. 17
ค จุดหมาย ................................................................................................................................... 17 หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตร ...............................................................................……………………. 18 การประเมินผลการเรียน .................................................................................................………. 20 หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 ...............................……. 21 เป้าหมายการอาชีวศึกษา (มาตรา 6) ..........................................................................………….. 21 การจัดการศึกษา ..............................................................…..................................................... 21 โครงสร้างหลักสูตร ........................................................................................………………………. 22 การวัดผลและประเมินผลการเรียนและการสําเร็จการศึกษา .................................................... 23 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ....................................………………… 23 ประกาศ .................................................................................................................................... 23 เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี............................................................................... 25 บทที่ 2 สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย ........................................................................................………… 32 สภาพปัญหาของหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ...................................……………………………….. 32 หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) .........................…………. 33 หลักสูตรอาชีวศึกษา ............................................................................................................…………….. 33 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา). .............................…………………….. 33 บทที่ 3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 .................................................………………………………. 34 หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ..................................................…………………………………………… 34 หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ..............…………………… 34 หลักสูตรอาชีวศึกษา .........................................................................................………………………………. 35 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา). ..............................…………………….. 35 สรุป ............................................................................................................................. ..........................…………... 37 สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย ................................................................................………………………. 37 สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย ............................................................................………………….. 37 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ........................................................................…………. 38 บรรณานุกรม ............................................................................................................................. ......................... 39
1 บทที่ 1 สภาพปัจจุบันของหลักสตูรไทย หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสําหรับเด็กอายุตํ่ากว่า 3 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสําหรับเด็กอายุตํ่ากว่า 3 ปี จัดขึ้นสําหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการอบรมเลี้ยงดูพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการ เรียนรู้อย่าง เหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล • หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง เหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับ ผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา และให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็ก มีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพและเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่าง บุคคลและวิถีชีวิตของเด็ก ตามบริบทของชุมชน สังคม และ วัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย และมีกิจกรรมที่ หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนเพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตน ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจ พอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข 5. สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก ระหว่างสถานศึกษากับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เด็กปฐมวัย • จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสําหรับเด็กอายุตํ่ากว่า 3 ปี มุ่งสง่เสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคลดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขภาพดี 2. สุภาพจิตดีและมีความสุข 3. มีทักษะชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
2 4. มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสารและสนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ • คุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสําหรับเด็กอายุตํ่ากว่า 3 ปี กําหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี 2. ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ 1. มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย 3. พัฒนาการด้านสังคม 1. รับรู้และสร้างปฏิสัมพันฺกับบุคคลและสิ่งแวดล้อม 2. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา 1. สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย 2. สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว • การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์ การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์สําหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 3 ปี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรงได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจสังคมและสติปัญญาสามารถจัดในรูปของกิจกรรม บูรณาการผ่านการเล่น การอบรมเลี้ยงดู และการจัดประสบการณ์ ควรคํานึงถึงสิ่งสําคัญต่อไปนี้ 1. อบรมเลี้ยงดูเด็กและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นเด็กเป็นสําคัญ 2. ตระหนักและสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กพึงได้รับ 3. ปฏิบัติตนต่อเด็กด้วยความรักความเข้าใจและใช้เหตุผล 4. ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างสมดุลครบถ้วนทุกด้าน 5. ปลูกฝังระเบียบวินัยคุณธรรมและวัฒนธรรม 6. ชาติภาษาที่เหมาะสมกับความสามารถและการเรียนรู้ของเด็ก 7. สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก 8. จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก 9. ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 10. ประสานความร่วมมือระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เลี้ยงดูสถานพัฒนาเด็กประถมวัยและชุมชน
3 • การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุเพราะ ช่วงวัยนี้มี การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอีกทั้งมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่าง ๆ จึงจําเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตาม ดูแล อย่าง ใกล้ชิด พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูควรสังเกตพัฒนาการเด็ก โดยคํานึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลหากพบความผิดปกติต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการ พัฒนา เพื่อหาทางแก้ไขหรือบําบัดฟื้นฟูโดยเร็ว สําหรับหลักในการประเมินพัฒนาการมีดังนี้ 1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีมีการสังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจําวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการสัมภาษณ์เด็ก และผู้ ใกล้ชิด การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก 4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริม พัฒนาการ เด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขหรือของหน่วยงานอื่น นําผลที่ได้จากการ ประเมิน พัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย • การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จะนำหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ที่ มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ควรดำเนินการ ดังนี้ 1. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูมีความเชื่อและ วิธีการ ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กแตกต่างกันไปตามแนวความคิด และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่ตนเองอยู่อาศัย หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ฉบับนี้ จะเป็นแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใช้ในการ อบรมเลี้ยงดู และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ซึ่งมีข้อแนะนำ ดังนี้ 1.1. ศึกษาปรัชญาการศึกษา หลักการ จุดหมาย เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการพัฒนาเด็ก อย่างมี คุณภาพ 1.2. ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ เด็ก ปฐมวัยอย่างเหมาะสมกับวัย ในกรณีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุแรกเกิด - 6 ปี ให้ใช้แนวปฏิบัติการอบรม เลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันเป็นกรอบการพัฒนาเด็ก และหากมีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุ 2 - 3 ปี ให้ใช้แนว ปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้
4 1.3. ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก โดยการสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโต และพัฒนาการ ตามช่วงอายุที่กำหนด รวมถึงการเฝ้าระวังปัญหาพัฒนาการที่ล่าช้าหรือความผิดปกติ ที่อาจเกิด ขึ้นกับเด็ก หาก พบว่าเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อช่วยเหลือ เด็กต่อไป 1.4. ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเร็วช้าต่างกัน พ่อแม่หรือผู้ เลี้ยงดูหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเด็ก หรือเลือกปฏิบัติต่อเด็กเฉพาะคน แต่ควรจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริม พัฒนาการ ด้านที่บกพร่องหรือด้านที่เด็กขาดโอกาสในการพัฒนา 2. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรได้รับ การ อบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว แต่เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้อง ออกไปทำงานนอกบ้าน ประกอบกับครอบครัวส่วนใหญ่ มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่จึงนำเด็ก ไปรับการเลี้ยง ดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนั้น สถานพัฒนา เด็กปฐมวัยแต่ละแห่งควรดำเนินการจัดทำ หลักสูตรสถานพัฒนา เด็กปฐมวัย โดยวางแผนหรือกำหนด แนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็ก ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ตรงตามปรัชญาการศึกษาและหลักการของ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับพ่อแม่ ครอบครัว บุคลากรทางสาธารณสุข ผู้เลี้ยงดูหรือผู้สอน คณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และชุมชน เพื่อพัฒนา เด็กให้บรรลุ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2.1. การจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย หลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรออกแบบและจัดทำบนพื้นฐานของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย โดย สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ทั้งนี้กระบวนการ จัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีดังนี้ 2.1.1. ศึกษาทําความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็ก อายุต่ำกว่า 3 ปี รวมทั้งรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดู ความต้องการของ พ่อแม่ ผู้ปกครอง วัฒนธรรมความเชื่อของท้องถิ่น และความพร้อมของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 2.1.2.. จัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยการกำหนดปรัชญาการศึกษา วิสัยทัศน์ภารกิจหรือ พันธกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และกำหนดสาระการเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุ อย่างกว้างๆให้ ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ผ่านประสบการณ์สำคัญที่เด็กใช้ในการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและ สาระที่ควรเรียนรู้ ซึ่งอาจต่างกันตามบริบทหรือสภาพแวดล้อมของเด็ก การจัดประสบการณ์การสร้างบรรยากาศ การเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการประเมินพัฒนาการ โดยสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยอาจกำหนดหัวข้อ อื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแต่ละแห่ง
5 2.1.3. ประเมินหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบหลักสูตร สถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัย แบ่งออกเป็น การประเมินก่อนนำหลักสูตรไปใช้ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบ คุณภาพของหลักสูตร หลังจากที่ได้จัดทำแล้ว โดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้ใช้หลักสูตร ผู้มีส่วนร่วมในการ ทำ หลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ การประเมินระหว่างการดำเนินการใช้หลักสูตร เป็นการ ประเมินเพื่อตรวจสอบว่า หลักสูตรสามารถนำไปใช้ได้ดีเพียงใด ควรมีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องใด และ การ ประเมินหลังการใช้หลักสูตรเป็น การประเมินเพื่อตรวจสอบหลักสูตรทั้งระบบ หลังจากที่ใช้หลักสูตรครบ แต่ละ ช่วงอายุ เพื่อสรุปผลว่าหลักสูตรที่ จัดทำควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กอายุ 3-6 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสําหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาเด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาตามวัยและ ความสามารถของแต่ละบุคคล • จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กอายุ 3-6 ปี มุ่งให้เด็กพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพและมี ความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไปจึงกําหนดจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อจบการศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย • การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์สําหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณาการผ่านการ เล่น การลงมือกระทําจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ร่วมทั้ง เกิด การ พัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่จัดเป็นรายวิชา โดยมีหลักการจัด ประสบการณ์ แนวทางการจัดประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมประจําวัน ดังนี้
6 1.หลักการจัดประสบการณ์ 1.1. จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรอู้ ย่างหลากหลายเพื่อพัฒนาโดนองค์รวมอย่างสมดุลและ ต่อเนื่อง 1.2. เน้นเด็กเป็นสําคัญสนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและบริบทของ สังคม ที่เด็กอาศัยอยู่ 1.3. จัดให้เดก็ ได้รับการพัฒนาโดยให้ความสําคัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก 1.4. จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการจัด ประสบการณ์ พร้อมทั้งนําผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง 1.5. ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก 2.แนวทางการจัดประสบการณ์ 2.1. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทํางานของสมองให้เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ และระดับพัฒนาการ 2.2. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือทําและเรียนรู้ผ่านประสาท สัมผัสทั้งห้า เคลื่อนไหว สํารวจ เล่น สังเกต ค้นหา ทดลอง และแก้ปัญหาด้วยตนเอง 2.3. จัดประสบการณ์บูรณาการ โดยบูรณาการทั้งกิจกรรม ทักษะ และสาระการเรียนรู้ 2.4. จัดประสบการณ์ให้เด็กได้คิดริเริ่ม วางแผน ตัดสินใจลงมือทําและนําเสนอความคิดโดยผู้สอน หรือผู้ จัดประสบการณ์เป็นผู้อํานวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก 2.5. จัดประสบการณ์ให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นและผู้ใหญ่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ เรียนรู้ ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความสุข และเรียนรู้การทํากิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่างๆกัน 2.6. จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและอยู่ในวิถีชีวิตของเด็ก สอดคล้องกับบริบท สังคม และวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก 2.7. จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจําวันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง พร้อมทั้งสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 2.8. จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นในสภาพจริงโดยไม่ได้ คาดการณ์ไว้
7 2.9. จัดทําสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเดก็ เป็นรายบุคคล นํามาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและวิจัยในชั้นเรียน 2.10. จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผน การสนับสนุนสื่อ แหล่งเรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ • การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละ วัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็ก ต้องนํามาจัดทําสารนิทัศน์ หรือจัดทําข้อมูลหลักฐาน หรือเอกสารอย่าง เป็นระบบ ด้วยการรวบรวมผลงานสําหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็ก ได้รับ ว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้นําข้อมูลผลการประเมิน พัฒนาการเด็กมา พิจารณา ปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของ หลักสูตรอย่าง ต่อเนื่อง การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้ การประเมินพัฒนาการ 1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน 3. ประเมินพัฒนาการเดก็ เป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี 4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจําวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควร ใช้ แบบทดสอบ 5. สรุปผลการประเมิน จัดทําข้อมูลและนําผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก สําหรับวิธีการประเมินที่ เหมาะสม และควรใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) จากปัญหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้ ทบทวน และปรับปรุงเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
8 • หลักการสําคัญ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กําหนดมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสําคัญ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้เป็นเป้าหมายของการจัดกระบวนการเรียนรู้ทกุกลุ่มสาระการ เรียนรู้ให้ ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยส่งเสริมให้เรียนรู้จากการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ การได้ สัมผัสสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม มนุษย์และธรรมชาติ ลงมือปฏิบัติจริง ฝึกให้คิดเป็น ทําเป็นแก้ปัญหาเป็น รักการอ่าน และใฝ่รู้ใฝ่เรียน อย่างต่อเนื่อง 2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กําหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีของ แต่ละกลุ่ม สาระการเรียนรู้ เพื่อให้ครูผู้สอนมองเห็นผลคาดหวังที่ต้องพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มี ความรู้ความสามารถ และทักษะที่สําคัญของแต่ละชั้นปี และต่อเนื่องจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น การจัดทําสาระการเรียนรู้ การกําาหนดเนื้อหา การจัดทําหน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนและการวัด ประเมินผลการเรียนรู้ จะต้อง สะท้อนคุณภาพของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด ที่กําหนดไว้ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนและเทียบโอนผลการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามที่กําหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้เอง มีส่วนร่วมในการสร้างผลการเรียนรู้ที่มีความหมาย แก่ตนเองผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และจัดประสบการณ์การเรียนรอู้ ย่างเป็นระบบ เน้นประโยชน์ สูงสุดที่จะเกิดแก่ผู้เรียนและคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลพัฒนาผู้เรียนจนเต็มศักยภาพ ตามความถนัดและ ความสนใจเป็นรายบุคล 4. การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีจะต้องใช้ กระบวนการการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการคิด กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการทางสังคม กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการปฏิบัติกระบวนการพัฒนา ค่านิยม กระบวนการบูรณาการ ฯลฯ กระบวนการที่ผู้สอนต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้และพัฒนาตนเองจน บรรลุมาตรฐาน การเรียนรู้ของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ 5. ผู้สอนต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ สําคัญ ของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียน แล้วจึงเลือกใช้วิธีสอนและ เทคนิคการสอน สื่อ แหล่งเรียนรู้ เครื่องมือ และวิธีการวัดและประเมินผลที่มีคุณภาพเพื่อพัฒน า ผู้เรียนไปสู่ เป้าหมายการเรียนรู้ที่กําหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 4-30)
9 จึงได้กําหนดส่วนประกอบสําคัญของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้แก่ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน และการวัดประเมินผล ซึ่งมีความสัมพันธ์ กันเป็นระบบ ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน การศึกษาต่อ การ ประกอบอาชีพ และการเรียนรู้ ตลอดชีวิต • จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และ ประกอบ อาชีพ จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มีศักยภาพในการศึกษาต่อ จึงกําหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับ ผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ มีคุณธรรม 1. เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตน นับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 3. มีความรักชาติ 4. มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิ ปัญญาไทย การ อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามใน สังคม และอยู่ ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุข • คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถ อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทํางาน 7. รักความเป็นไทย
10 8.มีจิตสาธารณะนอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพงึประสงค์เพิ่มเตมิให้สอดคล้อง ตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง • มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา คุณภาพ ผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึง ประสงค์ที่ ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไก สำคัญในการ ขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการ อะไร ต้องสอนอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการ ประกันคุณภาพการศึกษาโดย ใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่ การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วย สะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐาน การเรียนรู้กําหนดเพียงใด • โครงสร้างเวลาเรียน การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานและเพิ่มเติมสถานศึกษาสามารถดำเนินการดังนี้ระดับ ประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีเวลา เรียนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียนต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และ ตัวชี้วัดที่กำหนด ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไป ตามที่กำหนดและสอดคล้องกับ เกณฑ์การจบหลักสูตร สําหรับเวลาเรียนเพิ่มเติมทั้งในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาให้จัดเป็นรายวิชา เพิ่มเติมหรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อมจุดเน้นของสถานศึกษาและเกณฑ์
11 การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สถานศึกษา อาจจัดให้เป็นเวลาสำหรับสาระการเรียนรู้ พื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120 ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 360 ชั่วโมง นั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ใน ส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ ระดับประถมศึกษา (ป.ด - 6) รวม 6 ปี จํานวน 60 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1 - 3) รวม 3 ปี จํานวน 45 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 - 6) รวม 3 ปี จํานวน 60 ชั่วโมง • การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการ คือ การประเมิน เพื่อ พัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียนในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้เรียน จะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้ บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะ สำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ใน ทุกระดับไม่ ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและ ประเมินผลการ เรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศ ที่แสดง พัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับ สถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอน ดำเนินการ เป็นปกติและสม่ำเสมอในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การ ซักถาม การสังเกต การ ตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงานภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้ แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้า ในการเรียนรู้อันเป็นผล มาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนา ปรับปรุงและ ส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้โดยสอดคล้อง กับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด
12 2. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี รายภาค ผลการ ประเมิน การอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และ เป็นการ ประเมินเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมี สิ่งที่ต้องการ พัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียน ของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ระดับชาติและระดับเขตพื้นที่การศึกษา ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อการ ปรับปรุง นโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทําแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา และการรายงานผล การจัดการศึกษาต่อ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน 3. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศีกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตาม มาตรฐาน การเรียนรู้ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนา คุณภาพ การศึกษาของเขตพื้นที่ การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการ โดยประเมินคุณภาพผู้เรียนด้วย วิธีการและเครื่องมือ ที่เป็นมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการ โดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับ หน่วยงานต้นสังกัด และหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการ ประเมินระดับ สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศีกษา 4. การประเมินระดับชาติเป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้ตาม หลักสูตร แกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการ เทียบเคียงคุณภาพการศึกษาใน ระดับต่างๆ เพื่อนำไปใช้ใน การวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการ ตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ ข้อมูลการประเมินในระดับต่างๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบ ทบทวนพัฒนา คุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบ ดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐาน ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ จำแนกตาม สภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่ม ผู้เรียนที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียน ที่มีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรมกลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธ โรงเรียน กลุ่มผู้เรียน ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูล จากการประเมินจึงเป็น หัวใจ ของสถานศึกษาในการดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับ การพัฒนาและ ประสบความสําเร็จในการเรียน
13 สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัด และ ประเมินผลการ เรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ ที่เป็นข้อกำหนด ของหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ถือปฏิบัติร่วมกัน หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (พุทธศักราช 2562) • หลักการของหลักสูตร 1. เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่าด้านวิชาชีพที่ สอดคล้อง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคน ระดับฝีมือ ให้มี สมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตาม ความต้องการ ของ สถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ 2. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วยการ ปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเทียบ โอนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ สถานประกอบการ และ สถานประกอบ อาชีพอิสระ 3. เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และ องค์กร ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน 4. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการ พัฒนาหลักสูตร ให้ตรงตามความต้องการ โดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของ ภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ • จุดหมายของหลักสูตร 1. เพื่อให้มีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในงานอาชีพสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ สามารถ นำไป ประยุกต์ใช้ ในการปฏิบัติงานอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพเลือกวิถีการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ได้อย่าง เหมาะสมกับตน สร้างสรรค์ความเจริญต่อชุมชน ท้องถิ่นและประเทศชาติ 2. เพื่อให้เป็นผู้มีปัญญา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการประกอบ อาชีพ มีทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะการคิด วิเคราะห์และ การ แก้ปัญหา ทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัย ตลอดจนทักษะการจัดการ สามารถสร้าง อาชีพ และพัฒนา อาชีพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
14 3. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เรียน รักงาน รักหน่วยงาน สามารถ ทำงาน เป็นหมู่คณะได้ดี โดยมีความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น 4. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ทั้งในการทำงาน การอยู่ร่วมกัน การต่อต้านความ รุนแรง และ สารเสพติด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว หน่วยงาน ท้องถิ่นและประเทศชาติ ดำรงตนตามหลัก ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น มีจิตสาธารณะ และจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี 5. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และวินัยในตนเอง มีสุขภาพอนามัย ที่ สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ เหมาะสมกับงานอาชีพ 6. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศและโลก ความ รักชาติ สํานึกในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนรวม ดำรงรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข • หลักเกณฑ์การใช้ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 1. การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และนำผล การเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้และ ประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตาม แบบแผน ใน ขอบเขตสำคัญและบริบทต่างๆ ที่สัมพันธ์กันซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจำ ให้คำแนะนำพื้นฐานที่ ต้องใช้ในการ ตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมในบางเรื่อง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะทาง วิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการแก้ปัญหาและการปฏิบัติงานในบริบท ใหม่ รวมทั้งรับผิดชอบ ต่อตนเอง และผู้อื่น ตลอดจนมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจ นิสัยที่เหมาะสมในการ ทํางาน 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน การจัดการศึกษาในระบบปกติ ใช้ระยะเวลา 3 ปีการศึกษา การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังนี้ 2.1 ในปีการศึกษาหนึ่งๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียน ละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจํานวนหน่วยกิตตามที่กําหนด และสถานศึกษาอา ชีวศีกษาหรือ สถาบัน อาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อน ได้อีกตามที่เห็นสมควร
15 2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอนไม่น้อยกว่า สัปดาห์ ละ 5 วัน ๆ ละ ไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที 3. การคิดหน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 103 - 110 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิตถือเกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมงต่อ ภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึก ปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่า เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการ วัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทําโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการ วัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และ กิจกรรม เสริมหลักสูตร ดังนี้ ไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศึกษา 4.1.6 กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ไม่น้อยกว่า 71 หน่วยกิต
16 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 10 หน่วยกิต หน่วยกิต 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) หมายเหตุ 1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ในโครงสร้าง ของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา 2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะเป็น รายวิชา บังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพด้านสมรรถนะวิชาชีพของสาขาวิชา ซึ่งยึดโยง กับมาตรฐานอาชีพ จึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด และผู้เรียนต้องเรียน ทุกรายวิชา 3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และ หรือ พัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ที่ประเภท วิชา สาขาวิชาและสาขางานกำหนด • การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษา และ การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ • การสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 1. ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ละ ประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากําหนด 2. ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 3. ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ 4. ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ผ่าน” ทุกภาค เรียน
17 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 • หลักการของหลักสูตร 1. เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เพื่อพัฒนากำลังคนระดับเทคนิคให้มีสมรรถนะ มี คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการของ ตลาดแรงงาน และการประกอบอาชีพอิสระ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและ แผนการ ศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิ อาชีวศึกษา แห่งชาติ 2. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วยการปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเทียบ โอนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ สถานประกอบการ และ สถานประกอบ อาชีพอิสระ 3. เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ มีความรู้เต็มภูมิปฏิบัติได้ จริง มีความเป็นผู้นำและสามารถทํางานเป็นหมู่คณะได้ดี 4. เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และ องค์กร ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน 5. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการ พัฒนา หลักสูตร ให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ • จุดหมายของหลักสูตร 1. เพื่อให้มีความรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ มีทักษะด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและงานอาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมหรือ ศึกษาต่อใน ระดับที่สูงขึ้น 2. เพื่อให้มีทักษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ สามารถบูรณาการความรู้ ทักษะจาก ศาสตร์ต่าง ๆ ประยุกต์ใช้ในงานอาชีพ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3. เพื่อให้มีปัญญา มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วางแผน บริหารจัดการ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพ มีทักษะการเรียนรู้ แสวงหา ความรู้และ แนวทางใหม่ ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกต์ใช้ในการสร้างงานให้สอดคล้องกับวิชาชีพและ การพัฒนางาน อาชีพ อย่างต่อเนื่อง
18 4. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในงานอาชีพ รักงาน รักหน่วยงาน สามารถ ทำงาน เป็นหมู่คณะ ได้ดี มีความภาคภูมิใจในตนเองต่อการเรียนวิชาชีพ 5. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ มีวินัย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกาย และ จิตใจ เหมาะสมกับการปฏิบัติงานในอาชีพนั้น ๆ 6. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติด ทั้งในการทำงาน การอยู่ ร่วมกัน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว องค์กร ท้องถิ่นและประเทศชาติ อุทิศตนเพื่อสังคม เข้าใจและ เห็นคุณค่า ของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตระหนักในปัญหาและความสำคัญของสิ่งแวดล้อม 7. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นกำลัง สำคัญ ในด้านการผลิตและให้บริการ 8. เพื่อให้เห็นคุณค่าและดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนในฐานะพลเมืองดี ตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข • หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 1. การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และนำผล การเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้และ ประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตาม แบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทาง วิชาการที่ สัมพันธ์กับวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหาบริหาร จัดการ ประสานงานและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่งใหม่ มี ความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัย ที่เหมาะสมในการทํางาน 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน 2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา ส่วนผู้เข้า เรียนที่สําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษา
19 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่กําหนด ใช้ระยะเวลาไม่ น้อย กว่า 2 ปีการศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนด 2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดิวเนินการ ดังนี้ 2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจํานวนหน่วยกิตตามที่กำหนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ สถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2.2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอนไม่ น้อยกว่า สัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาทีการคิดหน่วยกิต ให้มี จํานวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 83 - 90 หน่วยกิต การคิด หน่วยกิต ถือเกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมงต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลา การ วัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทําโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลา การ วัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ ไม่น้อยกว่า 21 หน่วยกิต 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์
20 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ 4.1.6 กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) หมายเหตุ 1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ใน โครงสร้าง ของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา 2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะเป็น รายวิชา บังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะวิชาชีพของ สาขาวิชา ซึ่งยึดโยง กับมาตรฐานอาชีพ จึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด และ ผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา 3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และ หรือ พัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่ม ขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ที่ ประเภท วิชา สาขาวิชาและสาขางานกำาหนด • การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษา และ การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง • การสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 1. ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ละ ประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำาหนด 2. ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 13.3 ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ
21 3. ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ผ่าน” ทุกภาค เรียน หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 • เป้าหมายการอาชีวศึกษา (มาตรา 6) เพื่อผลิตและพัฒนากําลังคนในด้านวิชาชีพระดับ ฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี รวมทั้งเป็น การ ยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยนําความรู้ในทาง ทฤษฎีอันเป็นสากลและภูมิปัญญาไทยมาพัฒนา ผู้รับการศีกษาให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติและมี สมรรถนะ จนสามารถนําไปประกอบอาชีพใน ลักษณะผู้ปฏิบัติหรือผู้ประกอบอาชีพโดยอิสระได้การจัด อาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (มาตรา 9) ให้จัดตามหลักสูตรที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษา กําหนดดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 3. หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี/ปฏิบัติการ 4. หลักสูตรเพื่ออาชีพ/ศึกษาต่อ/กลุ่มเฉพาะ • การจัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระบบและระบบทวิภาคีใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา การจัดภาคเรียน ให้ใช้ระบบ ทวิภาค โดยกําหนดให้ 1 ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน และใน 1 ภาคเรียนปกติ มีระยะเวลาศึกษา ไม่ น้อยกว่า 18 สัปดาห์ สําหรับภาคเรียนฤดูร้อน ให้กําหนดระยะเวลาและจํานวน หน่วยกิตให้มีสัดส่วน เทียบเคียง กันได้กับภาคเรียนปกติ การจัดภาคเรียนระบบอื่น ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษานั้น รวมทั้งการ เทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ในหลักสูตรให้ชัดเจน • การคิดหน่วยกิตต่อภาคเรียน 1. รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย ไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 2. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต
22 5. การฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพในสถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 6. การทําโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 2 หน่วยกิต จํานวนหน่วยกิต มี จํานวนหน่วยกิตรวมระหว่าง 72 - 87 หน่วยกิต • โครงสร้างหลักสูตร 1. หมวดวิชาทักษะชีวิต ประกอบด้วยกลุ่มวิชาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการปรับตัวและดําเนินชีวิต ในสังคมสมัยใหม่ เห็น คุณค่าของตนและการพัฒนาตน มีความใฝ่รู้ แสวงหาและพัฒนาความรู้ใหม่ มีความสามารถ ในการใช้เหตุผลการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและการจัดการ มีทักษะในการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการ ทํางานร่วมกับผู้อื่น มีคุณธรรม จริยธรรม มนุษยสัมพันธ์ รวมถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวม ไม่ น้อยกว่า 15 หน่วยกิต การจัดวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต สามารถทําได้ในลักษณะเป็นรายวิชา หรือลักษณะ บูรณาการให้ครอบคลมกลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชา สังคมศาสตร์ กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของหมวดวิชาทักษะ ชีวิต 2. หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ ประกอบด้วยกลุ่มวิชาที่พัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะวิชาชีพ มีความสามารถ ในการคิด วิเคราะห์วางแผน จัดการ ประเมินผล แก้ปัญหา ควบคุมงานสอนงาน และพัฒนางาน โดยบูรณาการ ความรู้และทักษะ ในการปฏิบัติงาน รวมทั้งประยุกต์สู่อาชีพ รวมไม่น้อยกว่า 51 หน่วยกิต ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ดังนี้ 2.1. กลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะ 2.2. กลุ่มทักษะวิชาชีพเลือก 2.3. ฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพ 2.4. โครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในการกําหนดให้เป็นสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ต้องศึกษากลุ่มทักษะ วิชาชีพเฉพาะในสาขาวิชานั้น ๆ รวมไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต นอกจากนี้กําหนดให้มีโครงการพัฒนาทักษะ วิชาชีพ จํานวน 6 หน่วยกิต ใน กรณีที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีอาจยกเว้นการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพได้ 3. หมวดวิชาเลือกเสรี ประกอบด้วยวิชาที่เกี่ยวกับทักษะชีวิตหรือทักษะวิชาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียน เลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจเพื่อการประกอบอาชีพ หรือการศึกษาต่อรวมไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต การยกเว้นการเรียนรายวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ และหมวดวิชาเลือกเสรีสามารถทําได้ โดยการเทียบโอนผลการเรียน หรือโดยการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เข้าสู่หน่วยกิตตาม หลักสูตรตาม หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด
23 • การวัดผลและประเมินผลการเรียน และการสําเร็จการศึกษา 1. การวัดผลและประเมินผลการเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ 2. การสําเร็จการศึกษา ต้องได้จํานวนหน่วยกิตสะสมครบถ้วนตามโครงสร้างที่กําหนดไว้ใน หลักสูตร และ ได้คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ตํ่ากว่า 2.00 จากระบบ 4 ระดับคะแนน และผ่านการประเมิน มาตรฐานวิชาชีพ การให้ ปริญญาตรีเกียรตินิยมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ตามที่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 34 กำหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับ มาตรฐานการศึกษาของชาติ โดยคำนึงถึงความเป็น อิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ ของสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษา เพื่อใช้เป็นกลไกระดับ กระทรวง ระดับคณะกรรมการการอุดมศึกษา และระดับหน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายของ สถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาการอุดมศึกษาต่อไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในคราว ประชุม ครั้งที่ ๗/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 จึงประกาศมาตรฐานการอุดมศึกษาไว้ดังต่อไปนี้มาตรฐานการ อุดมศึกษา ประกอบด้วย มาตรฐาน 3 ด้าน 12 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต บัณฑิตระดับอุดมศึกษาเป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม มี ความสามารถ ในการเรียนรู้ และ พัฒนาตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการดำรงชีวิตในสังคม ได้อย่างมี ความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีความสำนึกและความรับผิดชอบในฐานะ พลเมืองและพลโลก ตัวบ่งชี้ 1.1. บัณฑิตมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตน สามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อพัฒนา ตนเอง สามารถปฏิบัติงานและสร้างงานเพื่อพัฒนาสังคม ให้สามารถแข่งขันได้ใน ระดับสากล 1.2. บัณฑิตมีจิตสำนึก ดำรงชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม
24 1.3. บัณฑิตมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการดูแล เอาใจใส่ รักษา สุขภาพของตนเอง อย่าง ถูกต้อง เหมาะสม 2. มาตรฐานด้านการบริหารจัดการการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการอุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล และพันธกิจของการอุดมศึกษาอย่างมีดุลยภาพมี การบริหารจัดการการอุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล และพันธกิจของการอุดมศึกษาอย่างมีดุลยภาพ ก. มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลของการบริหารการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการอุดมศึกษาตามหลัก ธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึง ความหลากหลายและ ความเป็นอิสระทางวิชาการ ตัวบ่งชี้ (1) มีการบริหารจัดการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความยืดหยุ่น สอดคล้อง กับความ ต้องการที่หลากหลายของประเภทสถาบันและสังคม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีอิสระ ทางวิชาการ (2) มีการบริหารจัดการทรัพยากรและเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล คล่องตัว โปร่งใสและตรวจสอบได้ มีการจัด การศึกษาผ่านระบบและวิธีการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าคุ้มทุน (3) มีระบบการประกันคุณภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน การอุดมศึกษา อย่างต่อเนื่อง ข. มาตรฐานด้านพันธกิจของการบริหารการอุดมศึกษา การดำเนินงานตามพันธกิจของการ อุดมศึกษาทั้ง 4 ด้าน อย่างมีดุลยภาพ โดยมีการประสานความร่วมมือรวมพลังจากทุกภาคส่วนของชุมชน และ สังคมในการ จัดการความรู้ ตัวบ่งชี้ (1) มีหลักสูตรและการเรียน การสอนที่ทันสมัย ยืดหยุ่น สอดคล้องกับ ความต้องการที่ หลากหลายของ ประเภทสถาบันและสังคม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา คุณภาพผู้เรียนแบบผู้เรียนเป็น สำคัญ เน้นการเรียนรู้ และการสร้างงานด้วยตนเอง ตามสภาพจริง ใช้การวิจัยเป็นฐาน มีการประเมินและใช้ผล การประเมินเพื่อพัฒนา ผู้เรียน และการบริหารจัดการหลักสูตร ตลอดจนมีการบริหารกิจการนิสิตนักศึกษาที่ เหมาะสม สอดคล้องกับ หลักสูตรและการเรียน การสอน (2) มีการวิจัยเพื่อสร้างและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นการขยาย พรมแดนความรู้และ ทรัพย์สินทาง ปัญญาที่เชื่อมโยงกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมตามศักยภาพของ ประเภทสถาบัน ประกาศตามที่มาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กําหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอ มาตรฐาน การอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการ
25 ศึกษาแห่งชาติ โดยคํานึงถึง ความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา ระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและกฎหมาย คณะกรรมการ การอุดมศึกษา จึงได้ดําเนินการจัดทํามาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา เพื่อนําไปสู่การ พัฒนา สถาบันอุดมศึกษาตาม กลุ่มสถาบันที่มีปรัชญา วัตถุประสงค์ และ พันธกิจในการจัดตั้งที่แตกต่างกัน เพื่อให้ สถาบันอุดมศึกษาสามารถ จัดการศึกษาได้อย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 16 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการ สถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับ นานาชาติของ สังคม และประเทศชาติ (3) มีการให้บริการวิชาการที่ทันสมัย เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการ ของสังคมตาม ระดับความ เชี่ยวชาญของประเภทสถาบัน มีการประสาน ความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของสังคมและประเทศชาติ (4) มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน พัฒนา เผยแพร่ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น เพื่อ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีการปรับใช้ศิลปะ วัฒนธรรมต่างประเทศ อย่างเหมาะสม เพื่อ ประโยชน์ในการพัฒนา สังคมและประเทศชาติ 3. มาตรฐานด้านการสร้างและพัฒนาสังคมฐานความรู้ และสังคมแห่ง การเรียนรู้ การแสวงหา การสร้าง และจัดการความรู้ตามแนวทาง/หลักการอันนำไปสู่สังคมฐานความรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ 3.1. มีการแสวงหา การสร้างและการใช้ประโยชน์ความรู้ ทั้งส่วนที่เป็น ภูมิปัญญา ท้องถิ่นและเทศบาล เพื่อเสริมสร้างสังคมฐานความรู้ 3.2. มีการบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ โดยใช้หลักการวิจัยแบบบูรณาการ หลักการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ หลักการสร้างเครือข่าย และหลักการ ประสานความร่วมมือรวมพลังอันนำไปสู่ สังคมแห่งการเรียนรู้ • เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี โดยที่เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ได้ประกาศใช้ มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงมี ความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว สำหรับการผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาที่เหมาะสมกับ พลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเจตนารมณ์ให้เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. 2558 รองรับการบริหารจัดการหลักสูตรที่มีลักษณะที่แตกต่างตามจุดเน้นของสาขาวิชาการและวิชาชีพต่าง ๆ ตอบสนองการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพสอดคล้องกับกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ตลาดแรงงาน ความก้าวหน้าของศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งบริบททางสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไป
26 ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหาร ราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของ คณะกรรมการการ อุดมศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2558 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 จึงออก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558” ดังต่อไปนี้ 1. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการนี้เรียกว่า “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๕๘” 2. ให้ใช้ประกาศกระทรวงนี้สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา ที่จะเปิดใหม่และ หลักสูตร เก่าที่จะปรับปรุงใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและ เอกชน และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวัน ประกาศในราช กิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 3. ให้ยกเลิก 3.1. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 3.2. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การจัดการศึกษา หลักสูตรระดับ ปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ของ สถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553 4. ในประกาศกระทรวงนี้“อาจารย์ประจำ” หมายถึง บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์รองศาสตราจารย์และศาสตราจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรนั้น ที่มีหน้าที่ รับผิดชอบตามพันธกิจของการ อุดมศึกษา และปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา สำหรับอาจารย์ประจำที่สถาบันอุดมศึกษารับเข้าใหม่ตั้งแต่เกณฑ์มาตรฐานนี้ เริ่มบังคับใช้ต้องมีคะแนน ทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศ คณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง มาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษของอาจารย์ประจำ “อาจารย์ประจำหลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจำที่มี คุณวุฒิตรงหรือ สัมพันธ์กับสาขาวิชาของหลักสูตรที่เปิดสอน ซึ่งมีหน้าที่สอนและค้นคว้าวิจัยในสาขา วิชาดังกล่าว ทั้งนี้ สามารถเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรหลายหลักสูตรได้ในเวลาเดียวกัน แต่ต้องเป็นหลักสูตร ที่อาจารย์ผู้นั้นมี คุณวุฒิตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาของหลักสูตร “อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจำ หลักสูตรที่มี ภาระหน้าที่ในการบริหารและพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ตั้งแต่การ วางแผน การควบคุม คุณภาพ การติดตามประเมินผลและการพัฒนาหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบ หลักสูตร ต้องอยู่ประจำหลักสูตรนั้น ตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษา โดยจะเป็นอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้ ยกเว้น พหุวิทยาการ หรือสหวิทยาการ ให้เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้อีกหนึ่งหลักสูตร และอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรสามารถซ้ำได้ไม่เกิน 2 คน “อาจารย์พิเศษ” หมายถึง ผู้สอนที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำ
27 5. ปรัชญา และวัตถุประสงค์ มุ่งให้การผลิตบัณฑิตมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาระดับ อุดมศึกษาของชาติปรัชญา ของการอุดมศึกษา ปรัชญาของสถาบันอุดมศึกษา และมาตรฐาน วิชาการและวิชาชีพที่เป็นสากล ให้การผลิต บัณฑิตระดับอุดมศึกษาอยู่บนฐานความเชื่อว่า กำลังคนที่มีคุณภาพต้องเป็นบุคคลที่มีจิตสำนึกของความเป็น พลเมืองดีที่สร้างสรรค์ ประโยชน์ต่อสังคม และมีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองบนฐานภูมิปัญญาไทย ภายใต้กรอบ ศีลธรรมจรรยาอันดีงาม เพื่อนำพาประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและทัดเทียมมาตรฐานสากล ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับส่งเสริมกระบวนการผลิตบัณฑิตที่เน้นการพัฒนา ผู้เรียนให้มีลักษณะของ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ที่ มีการสื่อสาร แบบไร้พรมแดน มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสามารถในการปฏิบัติงานได้ตามกรอบ มาตรฐานและ จรรยาบรรณที่กำหนด สามารถ สร้างสรรค์งานที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ทั้งในระดับ ท้องถิ่นและสากล โดยแบ่ง หลักสูตรเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 5.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.1.1 หลักสูตรปริญญาตรีทาง วิชาการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรอบรู้ ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เน้นความรู้และทักษะด้านวิชาการ สามารถนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างสร้างสรรค์ 5.1.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งเป็นหลักสูตร ปริญญาตรีสำหรับ ผู้เรียนที่มี ความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ ระดับสูง โดยใช้หลักสูตรปกติที่เปิด สอนอยู่แล้ว ให้รองรับศักยภาพของผู้เรียน โดยกำหนดให้ ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่ เปิดสอนอยู่แล้ว และสนับสนุนให้ผู้เรียน ได้ทำวิจัยที่ลุ่มลึกทางวิชาการ 5.2. หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.2.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิต ให้มีความรอบรู้ ทั้ง ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เน้นความรู้ สมรรถนะและทักษะด้านวิชาชีพ ตามข้อกำหนดของมาตรฐานวิชาชีพ หรือมีสมรรถนะ และทักษะด้านการปฏิบัติเชิงเทคนิค ในศาสตร์สาขาวิชานั้น ๆ โดยผ่านการฝึกงานในสถาน ประกอบการ หรือสห กิจศึกษา ๆ หลักสูตรแบบนี้เท่านั้นที่จัดหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ได้ เพราะมุ่งผลิตบัณฑิต ที่มีทักษะการ ปฏิบัติการอยู่แล้ว ให้มีความรู้ด้านวิชาการมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้รับการฝึกปฏิบัติขั้นสูงเพิ่มเติม หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ปริญญาตรี และ จะต้องสะท้อนปรัชญาและเนื้อหาสาระของหลักสูตร ปริญญาตรีนั้น ๆ โดยครบถ้วน และให้ระบุคำว่า “ต่อเนื่อง” ในวงเล็บต่อท้ายชื่อหลักสูตร 5.2.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับ ผู้เรียนที่มี ความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ สมรรถนะทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการขั้นสูง โดยใช้หลักสูตรปกติ
28 ที่เปิดสอนอยู่แล้ว ให้รองรับ ศักยภาพของผู้เรียน โดยกำหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาใน ระดับบัณฑิตศึกษา ที่เปิดสอน อยู่แล้ว และทำวิจัยที่ลุ่มลึกหรือได้รับการฝึกปฏิบัติขั้นสูงในหน่วยงาน องค์กร หรือสถาน ประกอบการ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการหรือทางวิชาชีพ หรือปฏิบัติการ ต้องมีการเรียนรายวิชา ระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 6. ระบบการจัดการศึกษา ใช้ระบบทวิภาค โดย 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ภาค การศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษาปกติมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์ สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดการศึกษาภาคฤดูร้อน ให้กำหนดระยะเวลาและจำนวนหน่วยกิตโดยมีสัดส่วน เทียบเคียงกันได้กับการศึกษาภาคปกติ สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบไตรภาค หรือระบบจตุรภาค ให้ ถือแนวทางดังนี้ ระบบไตรภาค 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๒ สัปดาห์ โดย 1 หน่วยกิตระบบไตรภาค เทียบได้กับ 12/15 หน่วยกิตระบบ ทวิภาค หรือ 4 หน่วยกิตระบบทวิภาค เทียบได้กับ 5 หน่วยกิตระบบไตรภาค ระบบจตุรภาค 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 4 ภาคการศึกษาปกติ ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า 10 สัปดาห์ โดย 1 หน่วยกิตระบบจตุรภาค เทียบได้กับ 10/15 หน่วยกิต ระบบทวิภาค หรือ 2 หน่วยกิตระบบท วิภาค เทียบได้กับ 3 หน่วยกิตระบบจตุรภาค สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาระบบอื่น ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ ระบบการศึกษานั้น รวมทั้ง รายละเอียดการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ใน หลักสูตรให้ชัดเจนด้วย ๗. การคิดหน่วยกิต 7.1. รายวิชาภาคทฤษฎี ที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปรายปัญหาไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมงต่อภาค การศึกษา ปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 9 หน่วยกิตระบบทวิภาค 7.2. รายวิชาภาคปฏิบัติ ที่ใช้เวลาฝึกหรือทดลองไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา ปกติ ให้มีค่า เท่ากับ 9 หน่วยกิตระบบทวิภาค
29 7.3. การฝึกงานหรือการฝึกภาคสนาม ที่ใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา ปกติ ให้มีค่า เท่ากับ 9 หน่วยกิตระบบทวิภาค 7.4. การทำโครงงานหรือกิจกรรมการเรียนอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ที่ใช้เวลาทำโครงงาน หรือ กิจกรรมนั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิตระบบทวิภาค 8. จํานวนหน่วยกิตรวมและระยะเวลาการศึกษา 8.1. หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 120 หน่วยกิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาและไม่เกิน 12 ปีการศึกษา สําหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็ม เวลา 8.2. หลักสูตรปริญญาตรี (๕ ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน 10 ปีการศึกษา สําหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาและไม่เกิน 15 ปีการศึกษา สําหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่ เต็มเวลา 8.3. หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 180 หน่วยกิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน 12 ปีการศึกษา สําหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และไม่เกิน 18 ปีการศึกษา สำหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา 8.4. หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต ใช้เวลาศึกษาไม่ เกิน 4 ปีการศึกษา สําหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และไม่เกิน 5 ปีการศึกษา สำหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่ เต็มเวลา ทั้งนี้ให้นับเวลาศึกษา จากวันที่เปิดภาคการศึกษาแรกที่รับเข้าศึกษาในหลักสูตรนั้น 9. โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วยหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวิชาเลือกเสรีโดย มีสัดส่วนจำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชา ดังนี้ 9.1. หมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมายถึง หมวดวิชาที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ให้มีความรอบรู้ อย่างกว้างขวาง เข้าใจ และเห็นคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ ใส่ใจ ต่อความ เปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง พัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม พร้อมให้ความ ช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์ และเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของสังคมไทยและสังคมโลก สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดวิชาศึกษาทั่วไปในลักษณะจำแนกเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการใด ๆ ก็ได้ โดยผสมผสานเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมสาระของกลุ่มวิชา สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ภาษาและกลุ่มวิชา วิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ในสัดส่วน ที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป โดยให้มี จำนวน หน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต
30 อนึ่ง การจัดวิชาศึกษาทั่วไปสำหรับหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) อาจได้รับการยกเว้นรายวิชาที่ได้ ศึกษามาแล้วในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือ ระดับอนุปริญญา ทั้งนี้ จำนวนหน่วยกิตของรายวิชาที่ ได้รับการยกเว้นดังกล่าว เมื่อนับ รวมกับรายวิชาที่จะศึกษาเพิ่มเติมในหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ต้องไม่ น้อย กว่า 30 หน่วยกิต 9.2. หมวดวิชาเฉพาะ หมายถึง วิชาแกน วิชาเฉพาะด้านวิชาพื้นฐานวิชาชีพ และวิชาชีพ ที่ มุ่งหมายให้ ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติงานได้ โดยให้มีจำนวน หน่วยกิตรวม ดังนี้ 9.2.1. หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ทางวิชาการ ให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะ รวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต 9.2.2. หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ให้มี จํานวนหน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะรวม ไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต โดยต้องเรียนวิชา ทางปฏิบัติการตามที่มาตรฐานวิชาชีพ กำหนด หากไม่มีมาตรฐาน วิชาชีพกำหนดต้องเรียน วิชาทางปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และทาง ทฤษฎีไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต หลักสูตร (ต่อเนื่อง) ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชาเฉพาะ รวมไม่น้อยกว่า 42 หน่วยกิต ในจำนวนนั้นต้องเป็นวิชา ทางทฤษฎีไม่น้อยกว่า 14 หน่วยกิต 9.2.3. หลักสูตรปริญญาตรี (๕ ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะรวมไม่น้อย กว่า 40 หน่วยกิต 9.2.4. หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 108 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดหมวดวิชาเฉพาะในลักษณะ วิชาเอกเดี่ยว วิชาเอกคู่ หรือวิชาเอกและวิชาโทก็ ได้ โดยวิชาเอกต้องมีจำนวนหน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต และวิชาโทต้องมีจำนวหน่วยกิตไม่น้อยกว่า 15 หน่วยกิต ในกรณี ที่จัดหลักสูตรแบบวิชาเอกคู่ต้องเพิ่มจำนวนหน่วยกิตของ วิชาเอกอีกไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต และให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต สำหรับ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้า ผู้เรียนต้องเรียน วิชาระดับบัณฑิตศึกษาในหมวดวิชาเฉพาะไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 9.3. หมวดวิชาเลือกเสรี หมายถึง วิชาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ตามที่ตนเองถนัด หรือสนใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนรายวิชาใด ๆ ในหลักสูตร ระดับปริญญาตรีโดยให้มีจำนวนหน่วย กิตรวมไม่น้อย กว่า 5 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจยกเว้นหรือเทียบโอนหน่วยกิตรายวิชาในหมวด วิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชา เฉพาะ และหมวดวิชาเลือกเสรี ให้กับนักศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ ที่สามารถวัดมาตรฐานได้ ทั้งนี้ นักศึกษาต้อง ศึกษาให้ครบตามจำนวนหน่วยกิต ที่กำหนดไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเป็นไปตาม หลักเกณฑ์การเทียบ โอนผลการเรียนระดับปริญญาเข้าสู่การศึกษาในระบบ และแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการเทียบโอน ของสำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา
31 ๑๐.เกณฑ์การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนด เกณฑ์การวัดผล เกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละรายวิชา และเกณฑ์การสำเร็จ การศึกษา ตามหลักสูตร โดยต้องเรียนครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และต้องได้ ระดับ คะแนน เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 200 จากระบบ 4 ระดับคะแนนหรือเทียบเท่า จึงถือว่า เรียนจบหลักสูตรปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบการวัดผลและการสำเร็จการศึกษาที่แตกต่าง จากนี้ จะต้องกำหนดให้มีค่า เทียบเคียงกันได้
32 บทที่2 สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย สภาพปัญหาของหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1. การขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เนืองจาก ผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการที่สำคัญตามช่วงวัยของ เด็ก จึงมีความ คาดหวังที่ต้องการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ จึงส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีระบบการสอนแบบ “เร่งเรียนเขียนอ่าน” นอกจากนี้การใช้สื่อเทคโนโลยีในการเลี้ยงดูเด็ก เช่น ไอแพต โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรทัศน์ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น 2. การมีขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการศึกษาปฐมวัยของครู ผู้บริหารและ สถานศึกษา การ ขาดแคลนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ เหมาะสมกับวัย จึงทำ ให้ครูเน้นให้เด็กอ่านเขียนมากกว่าวัย และเน้นการสอนที่มีลักษณะให้เด็กท่องจํา มากกว่าทักษะด้านการคิด การ ตัดสินใจ ในขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาบางส่วนบริหารงานเพื่อชื่อเสียงของ โรงเรียนจึงเตรียมความพร้อมของเด็ก เพื่อการสอบแข่งขันมากกว่าการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของ เด็ก รวมถึงปัญหาสถานศึกษาไม่สามารถจัด การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง จึงทำให้เกิดการ เรียน เพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ระดับ อนุบาล 3. ระบบการผลิตครูปฐมวัย จากค่านิยมของการเข้ารับราชการที่มีสวัสดิการที่ดีและมีความมั่นคงใน ชีวิต จึงเกิดความต้องการเพิ่มคุณวุฒิด้านการศึกษาของครูให้สูงขึ้น แต่ระบบการผลิตครูในปัจจุบันยังขาดกลไก ในการ ติดตามและประเมินคุณภาพ เช่น การเปิดรับครูปฐมวัยจำนวนมาก ทำให้อัตราส่วนระหว่างอาจารย์กับ จํานวน นักศึกษาไม่สอดคล้องกันส่งผลต่อประสิทธิภาพในด้านการเรียนการสอน เนื่องจากกระบวนการพัฒนา ครูปฐมวัย ไม่สามารถทำได้ด้วยการบรรยายเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษาปฐมวัยมาดูแลอย่างใกล้ชิด 4. การให้ความสําคัญด้านเนื้อหาและการวัดผลมากกว่าการประเมินผลเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการ วัดผล ระดับประถมศึกษาตอนต้น มุ่งเน้นให้เด็กท่องจำ ความรู้จำนวนมากไม่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับ หลักสูตรของ การศึกษาปฐมวัยที่เน้นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยคำนึงถึงการพัฒนาการในทุกด้านอย่าง สมดุล ได้แก่ ด้าน ร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์และจิตใจ นอกจากนี้ครูในโรงเรียนอนุบาล และศูนย์เด็ก เล็ก ส่วนใหญ่ เน้นการ วัดผลด้านความจํา โดยขาดการประเมินตามสภาพความเป็นจริง รวมถึงหน่วยงานทีรับผิดชอบทางด้านการศีกษา ของรัฐ ใช้หลักเกณฑ์ตัดสินมากกว่าการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน ทำให้ขาด แนวทางในการปรับปรุงผู้เรียนให้ดีขึ้น
33 สภาพปัญหาของหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 1. ปัญหาการใช้หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ในด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ การจัด ครูเข้าสอน การ จัดทำจัดหาสื่อการเรียนการสอน และเอกสารหลักสูตร การบริการหลักสูตรภายในโรงเรียน การวางแผนให้ครู จัดทำแผนการสอน การนิเทศและ ติดตามการใช้หลักสูตร 2. ปัญหาการใช้หลักสูตรสำหรับครูผู้สอน ในด้าน การเตรียมการสอน การจัด กิจกรรม การเรียนการ สอน การใช้สื่อการเรียนการสอน ประเภทวัสดุอุปกรณ์ การวัดและประเมินผล สภาพปัญหาของหลักสูตรอาชีวศึกษา ผู้เข้าเรียนในการอาชีวศึกษาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรหลักสูตรก่อนถึงระดับ ปวช. คือระดับมัธยมต้น หรือ การศึกษาผู้ใหญ่เป็นการปูพื้นฐานความรู้ระดับต่ำ เช่น อ่าน สะกดคำไม่ได้ ขาดความสามารถในการใช้ ภาษาอังกฤษ เมื่อมาเรียนต่อในระดับอาชีวศึกษาจึงเกิดปัญหา แม้ครูจะเตรียมการสอนดีอย่างไร ผู้เรียนไม่ สามารถต่อยอดความรู้ได้ เพราะพื้นฐานความรู้ไม่ดีเพียงพอ สภาพปัญหาของหลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) 1. ขาดแคลนอาจารย์ประจำที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์โดยเฉพาะสาขาวิชาที่มีความต้องการมาก ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรกรรม 2. อุดมศึกษามุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ ละเลยคุณธรรม จริยธรรม การบริการวิชาการแก่สังคม 3. มหาวิทยาลัยมักเลียนแบบต่างประเทศโดยไม่เข้าใจ หลักการและเป้าหมายที่แท้จริงของหลักการที่ เลียนแบบ 4. การเรียนการสอนยังเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติเน้นความรู้มากกว่าการนำไปใช้ 5. การตื่นตัวทางการวิจัยมุ่งการกำหนดให้เลื่อนตำแหน่งทางวิชาการซึ่งเน้นการวิจัยมากเกินไปจนทำให้ ลดความสำคัญด้านการสอน 6. กลุ่มผู้บริหารอุดมศึกษามีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง 7. งบประมาณในการพัฒนาการศึกษาระดับนี้ก็ยังมีไม่เพียงพอ
34 บทที่ 3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้รับ บริการ อย่างทั่วถึง 2. พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็กซึ่งการจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมีการปฏิรูป การศึกษาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่มสาวในเรื่อง การ วางแผน ครอบครัว 3. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและความตั้งใจในการปฏิบัติ หน้าที่เพื่อฝึกฝนให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ 4. ส่งเสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการ สอน และวิธีการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก 5. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนที่มี ผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย 6. รัฐควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือแก่แม่ที่มีปัญหาพิเศษบางกลุ่ม 7. รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหา องค์กรกลุ่มบุคคล หรือ ครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์ 8. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น 9. พ่อแม่ควรจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพรวมถึงการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุในการ เลี้ยงดูเด็ก หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 1. ด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ 1.1 ส่งครูไปอบรมหลักสูตรให้ครบทุกคน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์ 2. ด้านการจัดการเรียนการสอน 2.1 ปรับปรุง และพัฒนาครูผู้สอนที่มีอยู่ให้เกิดความชำนาญในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ 2.2 ครูต้องศึกษา เอกสารหลักสูตร วิธีสอน เตรียมสื่อ และแผนการสอนเป็นตัวช่วยให้มากขึ้น
35 3. ด้านสื่อการเรียนการสอน 3.1 ควรจัดสรรงบประมาณในการซื้อสื่อเพิ่มให้มากขึ้น จัดให้มีการอบรมการผลิตสื่อ และการใช้สื่อ หลักสูตรอาชีวศึกษา การจัดการอาชีวศึกษามุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพระดับฝีมือ ระดับเทคนิคและ ระดับ หลักสูตรอาชีวศึกษา การจัดการอาชีวศึกษามุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพระดับฝีมือ ระดับ เทคนิค และระดับ เทคโนโลยี รวมทั้งเพื่อยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดแรงงาน การ พัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาจึงต้องยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและควาต้องการของงานอาชีพตามระดับคุณวุฒิ วิชาชีพด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการพัฒนาคนเข้าสู่อาชีพ คือ 1. อาชีพนั้นมีข้อมูลความต้องการที่ชัดเจนว่านักเรียน นักศึกษาที่จะผลิตหรือพัฒนานี้จะเข้า ไปทำงานใน ส่วนใดและระดับใดของกลุ่มอาชีพหรืออาชีพที่กำหนด ตำแหน่งงานนั้นต้องการคนมีคุณลักษณะ และมี สมรรถนะ อย่างไร 2. จะต้องพัฒนาหรือใช้หลักสูตรชนิดใดและระดับใดในการพัฒนาคนเหล่านี้ 3. หลักสูตรที่จะพัฒนาหรือนำมาใช้นั้น มีข้อกำหนดอย่างไรในเรื่องของจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง หน่วยกิตและเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรหรือนำหลักสูตรมาใช้นั้น จะต้อง ดำเนินการอย่างไร 4. เกี่ยวข้องกับผู้ใดหรือหน่วยงานใดบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระบวนการพัฒนา หลักสูตรอาชีวศึกษาจะ เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพ จนได้ หลักสูตรที่ ผ่านการอนุมัติ การประกาศใช้ และการรับรองคุณวุฒิผู้สำเร็จ การศึกษา แต่หากสถาบันการ อาชีวศึกษาและ สถานศึกษา ที่นำหลักสูตรไปใช้ไม่ เข้าใจในการบริหารจัด การศึกษาตามหลักสูตร การจัดการ เรียนการสอน ผู้สำเร็จการศึกษาก็อาจไม่มีคุณภาพและตามมาตรฐานกำหนด หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) 1. หลักสูตรใหม่แบบบูรณาการ 2 ศาสตร์ขึ้นไป จากการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการแข่งขันใน ด้าน เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคม ต้องการเพิ่มความรู้ความสามารถในหลายสาขา เพื่อให้ตนเองรู้เท่า ทันและอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของสังคมในทุกด้าน จึงหันมาสนใจหลักสูตรการศึกษาที่ ให้ความรู้ตั้งแต่ สองศาสตร์ขึ้นไป เช่น บัญชีควบคู่กับ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ควบคู่กับเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ควบคู่กับสังคม สงเคราะห์ เป็นต้น ( เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2550)
36 2. หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มมากขึ้นเนื่องจากสภาพโลกาภิวัตน์มีการเชื่อมโยงด้านการค้าและการ ลงทุน ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคต ต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความ ต้องการ หลักสูตรนานาชาติมีมากขึ้น และ จากการเปิดเสรีทางการศึกษา ยังเป็นโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาจาก ต่างประเทศเข้าในไทย และเปิดหลักสูตร ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ยิ่งกระตุ้นให้หลักสูตรการศึกษานานาชาติ ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่เนื่องจากหลักสูตรนานาชาติมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น การเรียนในหลักสูตรนี้ยังคงจำกัด ในกลุ่มผู้เรียนฐานะดี 3. หลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทำงาน หลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทำงานจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานของบุคลากรในองค์กร สถาบันอุดมศึกษาอาจเปิดหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรภาคค่ำ นอกเวลาทำงาน หลักสูตรทางไกลที่ เรียน ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเนื้อหาหลักสูตรควรมีความหลากหลาย มีความ น่าสนใจ และตอบสนองความ ต้องการของ ผู้เรียนในวัยทำงาน อาทิ หลักสูตรเฉพาะที่มีความจำเป็นต่อการ พัฒนาคนในวัยแรงงาน เป็นได้ทั้งหลักสูตร ระยะสั้นหรือหลักสูตรหลักในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่น หลักสูตรที่ เกี่ยวกับ Global literacy ได้แก่ ภาษา คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสารสนเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ สังคมและวัฒนธรรมในโลก หลักสูตรการ คิด ได้แก่ การคิดเชิงสร้างสรรค์การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงอนาคต การ คิดเชิงวิพากษ์ การคิด เชิงสังเคราะห์ ฯลฯ หลักสูตรเพิ่มความสามารถสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงไปทั่วโลก ได้แก่ หลักสูตรในการสร้าง หุ้นส่วน การ เจรจาต่อรอง การประสานประโยชน์ เป็นต้น หลักสูตรปริญญา 2 ใบควบกัน เหมาะสำหรับคน วัยทำงานที่ ต้องการลงทุนด้านการศึกษาครั้งเดียวแต่ได้คุ้มค่า
37 สรุป สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย หลักสูตรการศึกษาของชาติที่ใช้ในปัจจุบัน คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน และมีตัวชี้วัดชั้นปีไว้เพื่อช่วยให้ ผู้สอนสามารถรู้ถึงจดประสงในรายวิชานั้นๆ และ รูปกรอบขอวิชานั้นๆด้วยซึ่งถือเป็นการอำนวยความสดวกให้กับ ผู้สอนอีกทั้งยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ รวมทั้งเพื่อการตรวจสอบความรู้ความสามารถของ ผู้เรียนเป็น ระยะจนจบการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ หลักสูตรฉบับนี้พัฒนามาจากหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซึ่งคงหลักการและกรอบโครงสร้างหลักสูตรไว้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ได้ปรับปรุงมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระ การ เรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หลักสูตรของไทยในปัจจุบันนั้นยังเน้นปริมาณเนื้อหาที่มาก อีกทั้งยังเป็นเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกศาสตร์ต่าง อย่างครบท้วนสิ่งนี้เองทำให้ผู้เรียนนั้นได้ศึกษาเนื้อหาที่หลากหลายและทำให้ได้รู้ว่าตนเองสนใจทาง ศาสตร์ด้าน ไหน โดยมีผู้สอนเป็นแรงกำลังผลักดันและขับเคลื่อนสร้างเสริมความรู้ความสามารถในศาสตร์ต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพัฒนาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพาของผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดีมีสมรรถนะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพของผู้เรียนให้สูงขึ้นสามารถดำรงชีวิตกับผู้อื่นอย่างมีความสุขบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยและความเป็นสากลรวมทั้งมีความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือการศึกษาต่อตามความ ถนัดความสนใจ และความสามารถของแต่ละบุคคล เนื่องจากหลักสูตรในไทยยังเป็นหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนามายังไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่าง แท้จริงทั้งในเรื่องของผู้เรียน ซึ่งต้องแบกรับความรู้ในปริมาณที่มากจนเกินความจำเป็นหรือเกินกว่าที่ช่วงวัย และ ในส่วนของเวลาเรียนที่เกินค่ามาตรฐานของเด็กที่จะยังคงมีสมาธิและสนใจเนื้อหา ซึ่งในสภาพปัจจุบันเป้าหมาย และศูนย์กลางของการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ได้เฉพาะเจาะจงมาที่ผู้เรียน แต่ยังคงมีเป้าหมายอยู่ที่ครูหรือผู้สอน ทำให้ หลักสูตรในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อผู้เรียน รวมทั้งความต้องการของสังคมไทยและสังคมโลก มีความเปลี่ยนแปลง ไปโดยที่เป็นยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ได้รับความนิยมและมีความรุ่งเรืองมาก ทำให้หลักสูตรต้องได้รับ การพัฒนาต่อไปตามสภาพสังคม
38 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้ประสบความสำเร็จโดยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ครูผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยความร่วมมือระหว่าง สถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันตามมิติความต้องการจำเป็นของแต่ละสถานศึกษา มีกิจกรรมร่วมมือกันในการให้ ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมอื่นๆ ที่ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งหมายถึงกระบวนการสร้างแผนหรือแนวทาง ในการจัดมวลประสบการณ์ที่จัดทำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลในระดับสถานศึกษาเพื่อใช้พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลางที่กำหนดจากส่วนกลางที่ ปรากฏในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และส่วนที่เกี่ยวกับสภาพชุมชนและท้องถิ่นซึ่งพัฒนา โดยเขตพื้นที่การศึกษา และส่วนเพิ่มเติมที่สถานศึกษาพัฒนาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับความสนใจ ความ ต้องการและความถนัดของผู้เรียนรวมทั้งความเหมาะสมกับสภาพสังคม กระบวนการใช้หลักสูตรสถานศึกษาและ การประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาโดยการศึกษาให้มากขึ้นแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในปัจจุบันมุ่งเน้น ให้มีการพัฒนาหลักสูตรระดับท้องถิ่นมากขึ้น และเปิดโอกาสให้แต่ละท้องถิ่นสามารถพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสม กับความต้องการและเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นของตน เพื่อให้ผู้เรียนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ได้รับประโยชน์อย่าง แท้จริง รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความรักและความผูกพันกับท้องถิ่นของตนมากขึ้นด้วย ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดเวลา โดยที่มีเทคโนโลยีหรือ นวัตกรรมต่างๆมากมาย ทําให้เป้าหมายสังคมที่ต้องการผู้ใหญ่ที่มีความรู้ ความสามารถด้านนี้มาคอยขับเคลื่อน และพัฒนาต่อไป รวมทั้งผู้ที่จะสามารถเติบโตมาเป็นนวัตกรคอยแก้ไขและพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ หลักสูตรในอนาคตจึงควรที่จะเป็น หลักสูตรในรูปแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นหลักและปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้สอน ให้ คอยสนับสนุนหรือในคำแนะนำแก่ผู้เรียน ให้ผู้เรียนคิดได้ทำได้ได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตนสนใจ เพื่อการพัฒนาอย่างมี ประสิทธิภาพ ความรู้ที่ได้ให้ออกมาในรูปของผลงานเชิงประจักษ์ และที่สำคัญที่สุด คือต้องมีการจจัดสรรและ บริหารงบประมาณให้ มีประสิทธิภาพและมีความทั่วถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น
39 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2560), หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560. สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก http://academic.obec.go.th/images/document/1590998426_d_1.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. (2560), หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560). สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก http://academic.obec.go.th/images/ document/1559878925_d_1.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. (2562), หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562. สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก https://bsq.vec.go.th/Portals/9/Course/20/2562/newv1.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. (2563), หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563. สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก https://bsq.vec.go.th/Portals/9/Course/30/2563/newv3.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. (2562). หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก https://th.wikisource.org/wiki/ ขนิษณ์ฐา ทองดี. (2553). ปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร. สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/408465 พัชรพล นามเสาร์. (2562). ปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร. สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก https://patcharapol7745.blogspot.com/2019/09/blog-post_4.html สำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา. (2560), หลักสูตรอุดมศึกษา (เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรอุดมศึกษา), สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก http://cid.buu.ac.th/standard/Standard%20Curr-2558- Book.pdf