The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pjuree, 2022-05-27 10:32:34

2021 GLOBESRC

2021 GLOBESRC

Keywords: งานวิจัย วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

บทคัดย่อผลงานวจิ ยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น

ชอื่ งานวจิ ัย สํารวจคณุ ภาพของแหลง นํ้า และความหลากหลายทางชีวภาพของแมลงนํา้
บริเวณสระมรกต โรงเรียนวิสทุ ธรงั ษี อําเภอทา มว ง จังหวัดกาญจนบรุ ี
คณะผวู ิจัย เดก็ หญงิ สรุ ภา เหลียวตระกลู เดก็ หญิงชลสั สวดี ตันเจริญ
เด็กหญงิ สิริกร พฤฑฒิกลุ
ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปท ่ี 2
อาจารยท่ีปรกึ ษา นางสาวอรอนงค โอษคลงั และนางดาราณี ถือความสัตย
โรงเรียน วสิ ุทธรงั ษี อาํ เภอทามวง จงั หวัดกาญจนบุรี

บทคัดยอ

โรงเรียนวิสุทธรังษี จังหวัดกาญจนบุรี มีแหลงนํ้าท่ีขุดขึ้น 1 แหลง เรียกวา สระมรกต ซึ่งนักเรียนใช
บริเวณในการพักผอน และทํากิจกรรม ลักษณะของแหลงนํ้าเปนน้ํานิ่งมีแนวโนมเกิดมลภาวะสูง อาจสงผลตอ
สุขภาพของนักเรียนที่ใชประโยชนจากแหลงนํ้า จึงตองการศึกษาลักษณะทางกายภาพของน้ํา และ
ความหลากหลายทางชีวภาพของแมลงน้าํ โดยวจิ ัยสาํ รวจ 3 บรเิ วณโดยรอบของสระ ใชว ธิ สี ํารวจ คือ ขั้นตอน
แรกศึกษาลักษณะทางกายภาพของนํ้า เก็บตัวอยางนํ้า และตรวจวัดอุณหภูมิ คาความเปนกรด-เบส และ
คาความโปรงใสของนํ้า และขั้นตอนศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของแมลงนํ้า โดยใช BMWP Score
รวมกับ ASPT จากผลการวิจัย พบวา อุณหภูมิ และคาความเปนกรด–เบส ของนํ้าในสระมรกตอยูในเกณฑ
ปกติ คาความโปรงใสของนํ้าในสระมรกตอยูต่ํากวาเกณฑมาตรฐาน และความหลากหลายทางชีวภาพของ
แมลงน้ําเปนดัชนีช้ีวัดคุณภาพน้ําอยูในชวงคุณภาพน้ําสะอาด สามารถใชประโยชนเพื่อการเกษตรกรรม
การอุปโภคและบรโิ ภคตองผา นการฆา เช้อื โรคตามปกติ และผา นกระบวนการปรบั ปรงุ คณุ ภาพนํ้าทวั่ ไป

คําสําคัญ: คุณภาพของแหลง นา้ํ และความหลากหลายทางชีวภาพของแมลงน้ํา

50

52

บทคัดย่อผลงานวิจยั ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้

ช่ืองานวิจัย เปรยี บเทียบชนิดและปริมาณลกู นา้ํ ยุงในสถานศกึ ษาเขตตําบลบา นกลวย
อําเภอเมือง จงั หวดั สโุ ขทยั
คณะผวู ิจัย เดก็ ชายธฤตวัน นาคสวัสด์ิ นายทนิ ภทั ร ชูพนั ธ
และนางสาวจันจิรา ละออง
ระดับช้นั มัธยมศึกษาตอนตน
อาจารยท่ปี รึกษา นางชลุ ี ครุธแกว และนางสาวเรวดี เพ็ญศรี
โรงเรียน ศรสี ําโรงชนูปถมั ภ อาํ เภอเมือง จงั หวดั สโุ ขทยั
นกั วิทยาศาสตรท ี่ปรึกษา ดร.สภุ าพร พงศธ รพฤกษ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุตรดติ ถ

บทคดั ยอ

เปรยี บเทยี บชนิดและปรมิ าณลูกน้ํายุงในสถานศึกษาเขตตําบลบา นกลวย จงั หวดั สโุ ขทยั ผลการศึกษา
ดังนี้ แหลงท่ีพบลูกนํ้ายุงพบตามแหลงตาง ๆ ในสถานศึกษาเขตตําบลบานกลวย อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
มากที่สุด คือ โรงอาหาร รองลงมาคือ ทอระบายนํ้าท้ิง หองนํ้าชาย สวนหยอม แปลงเกษตร และหองนํ้าหญิง
จํานวนของลูกนา้ํ ยงุ มคี า เฉล่ยี เทากับ 336.60, 308.80, 164.00, 146.20, 85.80 และ 83.50 สถานศกึ ษาท่ีพบ
มากท่ีสุด คือ วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย รองลงมา คือ วิทยาลัยสารพัดชางสุโขทัย โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม
วิทยาลัยนาฎศิลปสุโขทัย และโรงเรียนบานสนามบิน โดยจํานวนลูกนํ้ายุงมีคาเทากับ 1,221, 1,216, 1,070,
1,015, และ 483 ตามลําดับ ผลการจําแนกลูกนํ้ายุงท่ีพบตามแหลง ตาง ๆ ในสถานศึกษาเขตตําบลบา นกลวย
อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย พบวา จํานวนลูกน้ํายุงรําคาญมีมากที่สุด รองลงมาคือ ลูกนํ้ายุงลายสวน ลูกน้ํา
ยุงลายบาน และลูกนํ้ายุงกนปลองโดยมีคาเฉล่ีย เทากับ 515.20, 255.00, 215.40 และ 15.40 สถานศึกษา
ที่พบลูกน้ํายุงลายที่เปนพาหะนําโรคไขเลือดออกมากท่ีสุด คือ วิทยาลัยสารพัดชางสุโขทัย รองลงมา คือ
วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม วิทยาลัยนาฎศิลปสุโขทัย และโรงเรียนบานสนามบิน โดยมี
จํานวนลูกนํ้ายุงมีคาเทากับ 582, 574, 549, 407 และ 270 ตามลําดับ จํานวนลูกน้ํายุงรําคาญมีมากท่ีสุด
รองลงมา คือ ลูกนํ้ายุงลายสวน ลูกนํ้ายุงลายบาน และลูกน้ํายุงกนปลอง สถานศึกษาท่ีพบลูกน้ํายุงลายท่ีเปน
พาหะนําโรคไขเลือดออกมากที่สุด คือ วิทยาลัยสารพัดชางสุโขทัย รองลงมาคือ วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย
โรงเรียนสโุ ขทยั วทิ ยาคม วิทยาลัยนาฎศิลปสุโขทยั และโรงเรียนบานสนามบนิ

คาํ สาํ คัญ: ชนดิ และปรมิ าณ ลกู น้ํา สถานศึกษา

51

53

บทคัดยอ่ ผลงานวจิ ยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น

ชือ่ งานวจิ ัย ความหลากหลายของสาหรายนาํ้ จืดและแมลงนํา้ และคณุ ภาพนํา้ บางประการ

คณะผูวจิ ัย ของแมนาํ้ วังชว งที่ไหลผานอําเภอเมอื ง จังหวดั ลําปาง

ระดับชัน้ เด็กหญิงกลั ยา ปญญาวรรณ เด็กหญิงรชั นก แซยาง
อาจารยท ปี่ รึกษา และเด็กหญิงอจั ฉราพันธ เรือนนอ ย
โรงเรียน มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3
นางสาวขวญั ฤทัย คําฝาเชื้อ
ศึกษาสงเคราะหจิตตอารี ในพระอุปถัมภของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

อาํ เภอเมือง จังหวัดลําปาง

นกั วิทยาศาสตรที่ปรกึ ษา อ.ดร.องั คณา เช้ือเจ็ดตน มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลําปาง
ผศ.ดร.พงษพ นั ธุ ลีฬหเกรียงไกร และ อ.ดร.รงุ นภา ทากนั
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม

บทคดั ยอ

ความหลากหลายของสาหรายนํ้าจืด และแมลงนํ้าสามารถเปนตัวบงชี้คุณภาพน้ําได ปจจุบันน้ําใน
แมน้ําวังมีคุณภาพต่ําลงจนอาจกลายเปนน้ําเสีย ผูวิจัยจึงไดเลือกเก็บตัวอยางจากแมน้ําวังชวงท่ีไหลผาน
อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง เพ่ือศึกษาความหลากหลายของสาหรายนํ้าจืด และแมลงน้ํา และคุณภาพนํ้า
บางประการระหวา งเดือนสงิ หาคม – กนั ยายน พ.ศ.2563 โดยทําการสํารวจ 3 จุด จํานวน 3 คร้ัง พบสาหราย
ท้ังหมด 3 Division ไดแก Cyanophyta (3 สกุล) Chlorophyta (4 สกุล) และ Bacillariophyta (2 สกุล)
สกุลที่พบในทุกแหลงน้ําท่ีทําการสํารวจ คือ Closterium spp. และจุดเก็บตัวอยางท่ี 2 มีความหลากหลาย
มากท่ีสุด พบ 7 สกุล การสํารวจแมลงนํ้า พบ 6 อันดับ 11 วงศ อับดับที่พบมากที่สุด คือ Ephemeroptera
วงศที่พบมากท่ีสุด คือ Baetidae และพบจํานวนโดยรวมมากที่สุดท่ีจุดเก็บตัวอยางท่ี 2 (6 วงศ) และน้ํามี
อุณหภูมิ 27 – 31 °C คา pH เฉลี่ยเทากับ 7 จุดที่ 2 มีคาความโปรงใสของน้ํามากที่สุด เฉลี่ยเทากับ 66.7
เซนติเมตร คา DO จดุ ที่ 1 มแี นวโนมลดลง จุดท่ี 2 คอ นขางคงที่ และจดุ ท่ี 3 มีแนวโนม เพ่ิมขึ้น คา DO สูงสดุ
เทากับ 8 mg/l และคา DO ต่ําสุด เทากับ 4 mg/l จากขอมูลสามารถประเมินไดวาแมนํ้าวังชวงท่ีไหลผาน
อําเภอเมือง จงั หวัดลาํ ปาง มแี นวโนมคุณภาพนาํ้ ปานกลางถึงไมด ีมีสารอาหารสงู คอนขา งสกปรก

คาํ สําคัญ: สาหรา ยนาํ้ จดื แมลงนํา้ แมน้ําวัง คณุ ภาพนํ้า

52

บทคดั ย่อผลงานวจิ ยั ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้

ชอื่ งานวจิ ัย ศกึ ษาคุณภาพน้าํ ฝนลกั ษณะไมโครพลาสติกในนํา้ ฝนในพน้ื ทป่ี า ยาง ทุง นา
และเขตเมืองในจงั หวัดพัทลงุ
คณะผูวิจัย เดก็ ชายสรสิช จณิ รฐั เดก็ หญิงภัณฑริ า ทองมาก
และเดก็ หญงิ อติกานต ภกั ดีจิตร
ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน
อาจารยท ่ีปรึกษา
โรงเรียน นางสาวชนะจิตร แสงคงเรือง และนางสาวชยพัทธ ศรกี รด
นกั วิทยาศาสตรทป่ี รกึ ษา สตรพี ัทลงุ อาํ เภอเมือง จงั หวัดพัทลงุ
อาจารย ดร.สุนิสา คงประสทิ ธิ์ และอาจารย ดร.นนั ทดิ า สธุ รรมวงศ
มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ วทิ ยาเขตพัทลงุ

บทคดั ยอ

การศกึ ษาคุณภาพนํ้าฝน ลกั ษณะไมโครพลาสติกในนํ้าฝนในพืน้ ทีจ่ ังหวดั พัทลุง เนือ่ งจากจงั หวัดพัทลุง
เปนจังหวัดหน่ึงในภาคใตตอนลางท่ีมีสภาพภูมิประเทศเปนที่ราบลุม จึงทําใหมีปริมาณฝนตกชุก อีกท้ัง
ประชากรบางพน้ื ท่ีนิยมใชน ํ้าฝนในการอปุ โภค บรโิ ภค และสวนใหญป ระกอบอาชีพเกษตรกรรม การทําประมง
น้ําจืด ทางผูวิจัยจึงไดทําการเก็บตัวอยางตรวจสอบคุณภาพนํ้าฝน ลักษณะไมโครพลาสติก ในบริเวณ 3 พื้นที่
ไดแก บริเวณปายาง บริเวณทุงนา และบริเวณเขตเมือง (2 จุด) ในชวงเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน
พ.ศ. 2563 จากผลการศึกษา คาอุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิน้ําฝน คา pH และปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ํา
พบวาคณุ ภาพนาํ้ ฝนทงั้ 4 บริเวณ มีคุณภาพอยูในเกณฑร ะดบั ดี ลักษณะ และปริมาณของไมโครพลาสติกท่ีพบ
สวนใหญเปนแบบเสนใยท่ีมีสดี ํา แดง นํ้าเงิน เขียว มวง เหลือง และใสไมมีสี โดยสีดําเกิดจากการเผาไหมของ
ขยะประเภทพลาสติก สีแดงเกิดจากพลาสติกท่ีมสี ีแดงเปน สวนประกอบ และสีนํ้าเงินเกิดจากเครื่องมือท่ีใชใ น
การทําประมง พบมากท่ีสุดในบริเวณปายาง 118 ชิ้น รองลงมา คือ บริเวณเขตเมือง (โรงเรียนสตรีพัทลุง) 64
ช้ินบริเวณเขตเมือง (บอขยะ) 23 ชิ้น และบริเวณทุงนา 19 ช้ิน สอดคลองกับขอมูลระบบสารสนเทศดานการ
จัดการขยะมูลฝอยของจังหวดั พทั ลุง เนอื่ งจากการกําจัดขยะผิดวธิ ีดว ยวิธกี ารเผาขยะของชุมชนในพน้ื ทบี่ ริเวณ
ปายาง กอเกิดเปนมลพิษพลาสติกในอากาศ และอาจไดรับอิทธิพลของลม ทําใหไมโครพลาสติกจากบริเวณ
หา งไกลสามารถพัดผา นมากบั ลมได จงึ สง ผลใหปรมิ าณไมโครพลาสติกมากกวาพนื้ ทอ่ี ืน่ ๆ

คําสําคัญ: ไมโครพลาสตกิ นาํ้ ฝน คณุ ภาพนา้ํ ฝน

53

55

บทคัดยอ่ ผลงานวจิ ยั ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น

ชื่องานวิจัย การศกึ ษาปจจัยทางกายภาพในการดํารงชีวิตของดว งมลู สตั วเพอื่ พฒั นาระบบ
รังเทยี มอัตโนมตั ิ
คณะผวู จิ ยั เด็กหญิงงามทิพย ฟองชน เด็กหญิงศศิพิมพ จนั ทรพร
และเดก็ ชายชยกร สานศุ ิษย
ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนตน
อาจารยที่ปรึกษา นางสาวเจษฎา ฤทธ์ศิ รบี ุญ และนายสุรศกั ด์ิ แสงจนั ทร
โรงเรียน สวา งแดนดนิ อาํ เภอสวางแดนดนิ จงั หวัดสกลนคร

บทคดั ยอ

งานวิจัยนี้ศึกษาปจจัยทางกายภาพในการดํารงชีวิตของดวงมูลสัตว ไดแก พ้ืนท่ีของมูลสัตวความลึก
ของรังจากผิวดิน pH ดิน ความช้ืนในดิน สีดิน เน้ือดิน อุณหภูมิดิน อุณหภูมิอากาศ ขนาดและจํานวนลูกเบา
ท่ีพบในพ้ืนท่ีศึกษาอําเภอสวางแดนดิน จังหวัดสกลนคร ในเดือนกุมภาพันธ พ.ศ.2564 เพ่ือพัฒนาระบบ
รงั เทยี มอตั โนมัติโดยใช Node MCU ESP8266 เพือ่ ควบคุมปจ จยั ทางกายภาพในดนิ ใหเหมาะสมตอการฟกตัว
ของตวั ออ นดว งมูลสตั ว เพื่อการอนรุ กั ษและเพาะเลี้ยงเชงิ เศรษฐกจิ ผลการศึกษาพบวา ดวงมลู สตั วอ าศัยอยใู น
มูลสัตวและทํารังใตมูล ลึกจากผิวดินเฉลี่ย 3.16 เซนติเมตร ในดินรวนปนทราย (SL) ท่ีมี pH เฉลี่ย เทากับ 7
มีความชื้นในดนิ เฉลีย่ 33% สดี ิน 7.5YR4/3, 7.5YR4/5, 7.5YR4/6 อุณหภมู ิดนิ เฉลย่ี 30.7°C อณุ หภมู ิอากาศ
เฉล่ีย 33.1 °C จากการสํารวจพบลกู เบาจาํ นวน 11 ลูก มีขนาดเสนผานศูนยกลางเฉล่ีย 2.45 เซนติเมตร และ
ขนาดของกองมูล เฉล่ีย 188.60 ตารางเซนติเมตร เม่ือออกแบบ และพัฒนารังเทียมเพาะเลี้ยงลูกเบาควบคุม
ดวยระบบอัตโนมัติ พบวา รังเทียมมีประสิทธิภาพสามารถควบคุมปจจัยทางกายภาพความชื้นในเพื่อ
การดํารงชีวิตของลูกเบาได คือสมบัติดินเหมาะสมตอการเจริญของตัวออนดวงมูลสัตวใกลเคียงกับท่ีพบใน
ธรรมชาติ

คําสาํ คัญ: ปจ จัยทางกายภาพ ดวงมลู สัตว รงั เทยี มอัตโนมัติ

54

56

บทคดั ย่อผลงานวิจัย ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น

ชอื่ งานวิจัย การศกึ ษาชนดิ ของพืชที่มผี ลตอ คุณภาพนํ้าในสระนา้ํ ของโรงเรยี นหันคาพิทยาคม
คณะผวู ิจัย เดก็ หญิงกนกพรรณ แกว แดง เด็กหญงิ พิชยา ไพรมุย
และเดก็ ชายณัฐเศรษฐ มะหิงษา
ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนตน
อาจารยท ่ีปรึกษา นางพชรมน นวลดี และนางสาววรกมล ปลองมาก
โรงเรียน หันคาพิทยาคม อําเภอหันคา จงั หวัดชยั นาท
นกั วทิ ยาศาสตรท่ปี รึกษา ผศ.ดร.นภาพร พันธกุ มลศิลป มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร กําแพงแสน

บทคัดยอ

งานวิจัยเรื่องการศึกษาชนิดของพืชที่มีผลตอคุณภาพนํ้าในสระน้ําของโรงเรียนหันคาพิทยาคม มี
วัตถุประสงคเพ่ือศึกษา 1) ชนิดของพืชน้ําที่มีผลตอคุณภาพนํ้าในสระนํ้าของโรงเรียนหันคาพิทยาคม
2) ความหนาแนนของพืชน้ําท่ีมีผลตอคุณภาพน้ําในสระนํ้าของโรงเรียนหันคาพิทยาคม การดําเนินการวิจัย
แบงเปน 2 ตอน โดยตอนท่ี 1 ศึกษาคณุ ภาพน้ําในสระนํ้าของโรงเรียนหันคาพิทยาคมในบรเิ วณทม่ี ีพชื ตางชนิด
กนั โดยแบง ชดุ การทดลองเปน 5 ชดุ ชดุ ท่ี 1 บรเิ วณที่ไมม ีพืชชนิดใด ๆ ชุดที่ 2 บริเวณท่ีมพี ืชใตน ํ้า (สาหรา ย)
ชุดที่ 3 บริเวณท่ีมีพืชโผลเหนือน้ํา (บัวสาย) ชุดที่ 4 บริเวณท่ีมีพืชลอยน้ํา (ผักตบชวา) ชุดท่ี 5 บริเวณที่มีพืช
ลอยนํ้า(แหน) วัดอุณหภูมิน้ํา คา pH คาความโปรงใสของน้ํา ปริมาณออกซิเจนท่ีละลายในน้ํา บันทึกผล
ทุกสปั ดาห เปนเวลา 6 สัปดาห ตอนที่ 2 ศกึ ษาคุณภาพน้ําในสระนํ้าของโรงเรยี นหันคาพิทยาคมในบริเวณท่ีมี
พืชลอยนํา้ ที่มีความหนาแนนตางกัน โดยแบง ชุดการทดลองเปน 4 ชดุ ชุดท่ี 1 บริเวณท่ีไมม ีพืชชนิดใด ๆ ชุดที่
2 บริเวณท่ีมีผักตบชวาท่ีมีความหนาแนนมาก ชุดที่ 3 บริเวณท่ีมีผักตบชวาที่มีความหนาแนนปานกลาง ชุดที่
4 บริเวณที่มีผักตบชวาที่มีความหนาแนนนอย วัดอุณหภูมิน้ํา คา pH คาความโปรงใสของนํ้า ปริมาณ
ออกซเิ จนที่ละลายในนาํ้ บนั ทึกผลทกุ สัปดาหเ ปนเวลา 6 สปั ดาห พบวา อุณหภมู ิของนาํ้ ในสระน้ําเปลยี่ นแปลง
ไปตามอุณหภูมขิ องอากาศ โดยมคี าตา่ํ กวา อณุ หภูมิอากาศประมาณ 2 °C และในบริเวณทม่ี ีพชื ใตน า้ํ (สาหรา ย)
จะมีอุณหภูมิตํ่ากวาบริเวณท่ีมีพืชนํ้าชนิดอ่ืน ๆ คา pH ของนํ้าในสระน้ําในบริเวณที่ไมมีพืชน้ํา และมีพืชน้ํา
แตกตางกันเล็กนอย มีคาระหวาง 7.0-7.5 พืชนํ้าตางชนิดกันทําใหน้ําใสมากขึ้นตางกัน โดยที่ผักตบชวาทําให
นํา้ ใสมากที่สุด รองมา ไดแ ก สาหรา ย แหน และบัวสาย น้าํ ในบริเวณท่ไี มม ีพชื น้าํ มคี า DO คงเดิม คอื 6 mg/L
บริเวณทีม่ พี ชื น้ําทาํ ใหค า DO ของน้าํ เพ่ิมมากข้นึ มคี า 8 mg/L โดยท่สี าหรายทําใหค า DO ของน้าํ เพ่มิ ขึน้ โดย
ใชเวลานอยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอ่ืน ๆ ในบริเวณท่ีมีผักตบชวาหนาแนนมากจะมีอุณหภูมิต่ํากวา
อุณหภูมิของอากาศประมาณ 3-3.5 °C ซ่ึงต่ํามากกวาบริเวณท่ีมีผักตบชวาหนาแนนปานกลางและหนาแนน
นอยตามลําดับในบริเวณท่ีมีผักตบชวาหนาแนนมาก น้ําจะมีคาความโปรงใสของนํ้ามากขึ้นกวาบริเวณท่ีมี
ผักตบชวาหนาแนนปานกลางและหนาแนนนอย บริเวณท่ีมีผักตบชวาหนาแนนนอยทําใหคา DO ของนํ้าเพ่ิม
มากขึน้ มคี า 8 mg/L ใชเ วลานอยกวา บรเิ วณทีม่ ีผกั ตบชวาหนาแนน ปานกลาง และหนาแนนมาก

คําสําคัญ: คา ความโปรง ใสของนํ้า ปริมาณออกซิเจนท่ีละลายในน้ํา พชื บําบัดนา้ํ

55

57

บทคดั ยอ่ ผลงานวจิ ัย
ระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลาย

รายการบทคัดยอ่ ผลงานวจิ ัย ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ล�ำ ดับ โรงเรยี น ช่ืองานวจิ ยั หนา้
กก้าุงกรศา้ มกึ ษกราาปมัจจ(Mัยทaาcงroเคbมrีแaลchะทiuาmงกาroยsภeาnพbขeอrงgนii)�้ำใสนำ� บห่อรเบั ลพ้ยี งัฒนา 60
U01 กกาาฬฬสสนนิิ ธธ์ุุ์พทิ ยาสรรพ์ จงั หวัด ระบบแจง้ เตือนอัตโนมตั ริ ่วมกับอุปกรณ์ปรบั ปรุงคณุ ภาพ เพื่อแก้
ปัญหากุง้ น็อคนำ้� 61
U02 ขนุ ยวมวทิ ยา การปรับปรงุ สมบตั ขิ องดินบริเวณแปลงเกษตร ค ของโรงเรยี น 62
จงั หวดั แม่ฮอ่ งสอน ขนุ ยวมวิทยา จงั หวัดแม่ฮอ่ งสอน 63
การศกึ ษาปจั จัยท่เี หมาะสมต่อการเจรญิ เตบิ โตของเหด็ ปา่ สู่
U03 ครุ ุประชาสรรค์ การพฒั นาฟารม์ เห็ดในอำ� เภอสรรคบรุ ี จงั หวดั ชัยนาท
จังหวัดชัยนาท สำ� รวจศกึ ษาความชกุ ชมและดัชนีความหลากหลายของสตั ว์ทะเล
หน้าดินขนาดใหญ่บรเิ วณหาดแม่ร�ำพงึ ในจังหวัดระยอง
U04 เฉลิมพระเกียรตสิ มเด็จพระ
ศรนี ครินทร์ ระยอง ในพระ tปi)ริมแาลณะยกาางรพกากั รเกา็บ(คHาeรv์บeอaนbขrอaงsเiสliมe็ดnขsiาsว) ใ(นMพe้ืนlaทlป่ีeuา่ พcaรคุ cวaนjuเคpรuง็ - 64
ราชูปถัมภส์ มเดจ็ พระเทพรตั น ตำ� บลเครง็ อ�ำเภอชะอวด จงั หวัดนครศรีธรรมราช 65
ราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี การศกึ ษาแนวโนม้ การเปล่ยี นแปลงอุณหภมู อิ ากาศและปริมาณนำ้�
จังหวดั ระยอง ฝน เพอ่ื เตรียมความพร้อมการรบั มอื ความเส่ียงต่อภาวะน�้ำทว่ มใน 66
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สมทุ รปราการ โดยใช้การวเิ คราะหด์ ว้ ยสมการ 67
U05 จชงัะหอววดัดนวทิคยรศาครีธารรรมราช ถดถอยเชิงเส้น 68
เทคนคิ การเพม่ิ ผลผลิตของมะนาวแปน้ พิจิตร (Citrus auranti- 69
U06 เซนต์โยเซฟทพิ วลั folia Swingle) โดยการประยกุ ตใ์ ช้ข้อมลู สมบัติดินร่วมกบั ระบบ
จังหวดั สมทุ รปราการ อตั โนมัติ

U07 ดอนจานพิทยาคม การศกึ ษาปัจจัยทางกายภาพของดินทม่ี ตี อ่ ความหลากหลายของ
จังหวดั กาฬสินธุ์ พืชในปา่ ดบิ ชืน้ ในพื้นทสี่ วนพฤกษศาสตรท์ ุ่งคา่ ย จงั หวดั ตรงั
สกาตั รวพ์ปัฒกี ดนว้ายระเทบคบโจนัดโลเกย็บปี ขญั อ้ ญมลูาปควระาดมษิหฐล์าเกพหอ่ื ลกาายรทอานงุรชักวีษภแ์ าลพะของ
U08 ตรังรังสฤษฎ์ วิเคราะหผ์ ลเชงิ สง่ิ แวดลอ้ ม
จงั หวัดตรัง ผลของถ่านชวี ภาพผสมไฮโดรเจลตอ่ สมบัตขิ องดินและการเจรญิ
เติบโตของพืช (กรณีทดสอบในสภาพกระถาง)
U09 ตกรรุงยี เมทอพดุ มมหศากึ นษคาร
การปนเปือ้ นของไมโครพลาสตกิ ในปลาขี้ตงั (Scatophagus 70
U10 เตรียมอุดมศึกษา argus) บรเิ วณทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา 71
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทเปงุ่ รหียวบ้าเทจียงั หบวคัดุณสภตาลู พของนำ้� ท่ีใช้ในโรงเรียนทุ่งหวา้ วรวิทย์ อำ� เภอ 72
จังหวัดสกลนคร การศกึ ษาและเปรยี บเทยี บคุณภาพดนิ ท่ีเกิดจากการทบั ถมของ
ใบไผ่และใบยางพารา
U11 เทศบาล 5 (วัดหวั ป้อมนอก)
จังหวัดสงขลา

U12 จทังงุ่ หหววดัา้ วสรตวลู ิทย์
U13 บางเเก้วพทิ ยาคม

จงั หวัดพัทลุง
57

รายการบทคัดย่อผลงานวิจัย ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ลำ�ดบั โรงเรียน ช่ืองานวิจยั หน้า
73
U14 บบงึึงโกขางฬหลงวิทยาคม จังหวดั การลดความเปน็ กรดของดินดว้ ยต้นขลู่
74
U15 ปรินสร์ อยเเยลส์วิทยาลยั จังหวดั การศกึ ษา Activated carbon ทีท่ �ำจากซังขา้ วโพดและปาลม์ ใน
เชยี งใหม่ การดูดซับดบี กุ ทีป่ นเปอ้ื นในดิน

U16 พปา่ัทพละุงยอมพิทยาคม จังหวดั คคววาามมหสมัวพานันขธอข์ งอมงังคคณุ ุดภบารพิเวดณินบสา้ ภนาลพานอานกาาแศละแบลา้ ะนขทน่าาเดสขมอด็ งผอลำ� เกภับอ 75
*โควตา้ เครอื ขา่ ยมหาวทิ ยาลัย ชะอวด จังหวดั นครศรีธรรมราช 76
ตคณุ้นทภเุ ารพียนดนิหมปอรนิมทาอณงโล(Dหuะrหioนกั zใiนbดeนิthแiลnะuกsาMรเuจrรrิญayเต)ิบแโลตะขตอน้ ง
U17 พปา่ัทพละงุ ยอมพิทยาคม จังหวัด ทุเรยี นหนามดำ� บรเิ วณบ้านห้วยศรเี กษร และบ้านลานข่อย อ�ำเภอ 77
ป่าพะยอม จงั หวัดพัทลงุ 78
U18 ปายวทิ ยาคาร การศึกษาผลของระยะทางหา่ งจากน�ำ้ พรุ อ้ นตอ่ สมบัติของดินใน 79
จงั หวัดแม่ฮ่องสอน อำ� เภอปาย จังหวดั แมฮ่ ่องสอน 80
การศึกษาเปรยี บเทยี บคณุ ภาพดนิ บรเิ วณใกลโ้ ป่งน้ำ� รอ้ นกับพื้นที่ 81
U19 ปายวิทยาคาร บรเิ วณราบลุ่มแม่นำ้� ปาย อาํ เภอปาย จังหวดั แม่ฮอ่ งสอน 82
จังหวัดแม่ฮอ่ งสอน 83
*โควตา้ เครอื ข่ายมลู นิธฯิ สวทช. การศึกษาประสทิ ธิภาพของจุลินทรยี อ์ ีเอม็ (EM) ในการบ�ำบัด 84
น้ำ� เสียจากน�ำ้ ทง้ิ โรงอาหาร โรงเรยี นเพชรวิทยาคาร 85
U20 เพชรวิทยาคาร การวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มีชวี ิตเซลล์เดียวกบั คณุ ภาพ
จงั หวดั ชัยภมู ิ รขาอชงบนุรำ้� ีบรเิ วณบ่อนำ้� หมู่บ้านหนองกอก ตำ� บลทุ่งหลวง จังหวัด
การศึกษาประสทิ ธิภาพในการบ�ำบัดคุณภาพอากาศของไม้ยนื ตน้
U21 รัฐราษฎรอ์ ุปถมั ภ์ ชนดิ ตา่ งๆ บริเวณพ้นื ท่ีสเี ขยี วสาธารณะ อ�ำเภอเมือง จงั หวัด
จังหวดั ราชบุรี เชยี งใหม่
การศกึ ษาความหลากหลายทางธรรมชาติของไลเคนในสวน
U22 วารเี ชยี งใหม่ พฤกษศาสตร์ โรงเรยี นวเิ ชียรมาตุ อ�ำเภอเมอื งตรงั จังหวัด
จงั หวดั เชยี งใหม่ ตรัง
การศกึ ษาคุณภาพน้ำ� ที่มผี ลต่อการดำ� รงชีวิตของเเมงกะพรนุ นำ�้ จดื
U23 วิเชียรมาตุ สายพันธ์นุ ้�ำไหล (Craspedacusta sowerbyi) บริเวณเเห่ง
จังหวัดตรัง บางระจนั ตำ� บลหนองเเม่นา อำ� เภอเขาค้อ จงั หวัดเพชรบรู ณ์
การศึกษาสาหร่ายเทา Spirogyra sp. ท่สี ่งผลตอ่ คุณภาพ
U24 วทิ ยานกุ ูลนารี นำ�้ และระบบนิเวศของแกง่ หนิ แม่น�ำ้ เลย ในเขตพน้ื ที่อำ� เภอ
จังหวดั เพชรบูรณ์ เชียงคาน
ความสมั พันธ์ระหวา่ งสภาพอากาศเเละสีของเเหลง่ เพาะพันธ์ุทีม่ ี
U25 วิทยาศาสตรจ์ ฬุ าภรณราช ผลตอ่ จ�ำนวนเเละชนิดของลูกน�ำ้ ยงุ
วิทยาลยั เลย จังหวดั เลย

U26 วิทยาศาสตรจ์ ุฬาภรณราช
วิทยาลยั ตรงั จงั หวดั ตรัง

58

รายการบทคัดย่อผลงานวิจัย ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ลำ�ดับ โรงเรียน ช่ืองานวิจยั หน้า

U27 ววทิทิ ยยาาลศัยาสตตรรัง์จฬุจงัาหภวรดัณตรรางั ช กกัาบรลศักกึ ษษณาคะขวอามงรหปู นู าแนน่ ของประชากรปกู า้ มดาบ (Uca bengali) 86
*โควตา้ เครอื ขา่ ยมหาวิทยาลัย

U28 วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราช การศึกษาประสทิ ธิภาพของมอสหางกระรอก มอสขนนก และ 87
มวิทกุ ดยาาลหัยารมุกดาหาร จงั หวัด กมําอแสพแงดมงอใสน การดดู ซับฝนุ่ ละอองในอากาศ เพอื่ พัฒนาเป็น

U29 วิทยาศาสตร์จฬุ าภรณราช ปัจจัยท่มี ีผลตอ่ การผุพงั ของของฟอสซิลบริเวณเขาแดง อ�ำเภอ 88
วทิ ยาลัย สตูล จงั หวัดสตลู ละงู จังหวัดสตลู 89
ศกึ ษาคุณภาพและสงิ่ ปนเปอื้ นในน�้ำฝนในเขตพืน้ ที่จังหวดั พัทลงุ
U30 สตรพี ัทลุง
จังหวัดพัทลุง

U31 สตรีระนอง การแพรก่ ระจายของไมโครพลาสตกิ บริเวณปากน�้ำ จงั หวัดระนอง 90
จังหวัดระนอง

U32 แหลมราษฎร์บำ� รุง การศกึ ษาสภาพน�ำ้ และอากาศท่ีส่งผลตอ่ การเกิดเช้อื ราในขา้ วพนั ธุ์ 91
จังหวัดนครศรีธรรมราช กข 41 บริเวณหม่บู ้านหนองไม้แกน่ ตำ� บลควนชะลกิ อ�ำเภอ
หัวไทร จงั หวดั นครศรธี รรมราช

U33 อุดมดรณุ ี การศกึ ษาความสัมพันธ์ของคุณภาพนำ้� กบั แนวความคดิ ของชุมชน 92
จงั หวัดสุโขทัย และความหลากหลายของแพลงก์ตอน คลองแมร่ ำ� พนั จังหวดั
สโุ ขทัย

U34 อุดรพชิ ัยรักษ์พทิ ยา จงั หวดั ศกึ ษาการใสป่ ุ๋ยเคมแี ละป๋ยุ อินทรยี ท์ ม่ี ีผลตอ่ คณุ ภาพดนิ และ 93
อดุ รธานี ผลผลิตของตน้ มันส�ำปะหลงั

U35 อบุ ลรตั นราชกัญญาราชวิทยาลยั องคป์ ระกอบของอาหารในกระเพาะปลากดหัวโมง่ จากการประมง 94
พัทลุง พื้นบา้ นในจงั หวัดพัทลุง
จงั หวัดพัทลงุ

U36 หันคาพทิ ยาคม การเปรียบเทยี บคุณภาพดนิ ท่ีส่งผลตอ่ ผลผลิตของสม้ โอพนั ธขุ์ าว 95
จงั หวดั ชัยนาท แตงกวา

U37 ปเดัตชตะาปนัตี ตนยานกุ ูล จงั หวดั กอาำ� รเภศอึกเษมาือปงรจิมังหาณวดั ตปน้ ตั ไมตท้าน่มี ีผี ลตอ่ คุณภาพอากาศในเขตเทศบาล 96

59

บทคดั ย่อผลงานวจิ ัย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ชอื่ งานวจิ ัย การศึกษาปจจยั ทางเคมีและทางกายภาพของนํ้าในบอเล้ยี งกุงกา มกราม
(Macrobrachium rosenbergii de Man) สําหรบั พัฒนาระบบแจง เตือน
คณะผูวิจัย อัตโนมัติ รวมกบั อุปกรณป รบั ปรุงคุณภาพ เพอ่ื แกป ญหากงุ นอ็ คน้าํ
นายชชั นันท ปญญาประเสริฐกจิ นายชลศักดิ์ อนวุ ารีพงษ
ระดบั ชัน้ และนางสาวชนญั ธดิ า ทพิ ยอทุ ยั
อาจารยท ่ีปรึกษา มธั ยมศึกษาปท ่ี 5
โรงเรียน นายชุมพล ชารีแสน และนางสาวณัฐรกิ า ฉายสถติ ย
นกั วทิ ยาศาสตรท่ีปรกึ ษา กาฬสนิ ธุพิทยาสรรพ อําเภอเมือง จังหวัดกาฬสนิ ธุ
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.ธัญญา พนั ธฤ ทธ์ดิ าํ มหาวิทยาลยั ทักษณิ วิทยาเขตพัทลุง

บทคดั ยอ

การศึกษาปจจัยทางเคมีและทางกายภาพของนํ้าในบอเลี้ยง กุงกามกราม (Macrobrachium
rosenbergii de Man) สําหรบั พฒั นาระบบแจงเตือนอตั โนมัติ รว มกับอปุ กรณป รับปรงุ คณุ ภาพ เพื่อแกป ญ หา
กุงน็อคน้ํา ไดนําความรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติมาประยุกตสรางเปน ระบบแจงเตือน
เกษตรกร พรอมทั้งการบําบัดคุณภาพน้ําใหเหมาะสม กอนเกิดปญหาและการสูญเสียทางดานเศรษฐกิจ และ
เพิ่มระบบเก็บฐานขอมูล เพื่อใหเปนประโยชนในการคาดการณในอนาคต ไดแบงการทดลองออกเปน 3 ตอน
ไดแก ตอนท่ี 1 ศึกษาปจจัยทางเคมีและทางกายภาพของนํ้าในบอเลี้ยงกุงกามกราม ตอนท่ี 2 พัฒนาอุปกรณ
ปรับปรุงคุณภาพน้ําในบอเลี้ยงกุงกามกราม ตอนท่ี 3 พัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อใชในระบบการแจงเตือน และ
ปรับปรุงคุณภาพน้ําในบอเล้ียงกุงกามกราม พรอมทั้งทดสอบประสิทธิภาพดวยการเล้ียงเปรียบกับการเล้ียง
บอ จริง

ผลการทดลอง พบวา เม่ือเปรียบเทียบปจจัยทางเคมีและทางกายภาพของน้ําในบอท่ีเกิดและไมเกิด
ภาวะกุง นอ็ คนาํ้ ปจ จัยทางเคมี ไดแก คา DO และ pH มคี วามแตกตา งกันอยางมีนัยสําคญั ทางสถิติ ปจจยั ทาง
กายภาพ ไดแ ก ผลตางของอณุ หภมู ิบนผวิ นา้ํ และใตผ วิ นํ้า มคี วามแตกตา งกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สว นคา
EC ความเค็ม และ TDS ความโปรงใส มีคาใกลเคียงกัน ไมแตกตางอยางมีนัยสําคัญ เม่ือพัฒนาอุปกรณ
ปรับปรุงคุณภาพนํ้าทั้ง 4 ชนิดมีคุณภาพน้ําใกลเคียงกัน ตรวจวัดคา DO ระหวาง 7.72 – 7.84 มิลลิกรัมตอ
ลิตร คา pH ระหวา ง 8.3 - 8.52 อณุ หภูมิ 19 องศาเซลเซยี ส คา EC ระหวา ง 382 - 387.67 ไมโครซีเมนสตอ
เซนติเมตร คาความเค็มระหวาง 189 - 192.33 ppm และคา TDS ระหวาง 190.33 - 193.67 ppm จาก
ประสิทธิภาพดานตาง ๆ และราคาตนทุนจะสังเกตไดวาหัวทรายและอุปกรณเติมออกซิเจนแบบทรงกระบอก
น้ันมีราคาตนทุนสูงที่สุดประสุทธิภาพในการทํางานต่ํา การเพิ่มระบบวนนํ้าเพื่อปรับอุณหภูมิที่บริเวณผิวน้ํา
และใตน้าํ สง ผลใหอณุ หภมู ิทผ่ี ิวนํ้าและใตน ํ้ามีคา ไมแตกตางกนั จึงพฒั นาเปน ระบบอตั โนมัติเพ่ือใชใ นระบบการ
แจงเตือน และปรับปรุงคุณภาพนํ้าในบอเลย้ี งกุงกามกรามเม่อื นํากุงไปเล้ียงในบอของเกษตรกร กับบอทดลอง
ท่ีติดตง้ั ระบบอตั โนมัติ พบวา นาํ หนักแหง และขนาดของกุง ไมแตกตางกันอยา งมีนัยสําคญั

คาํ สาํ คญั : ปจ จยั ทางเคมแี ละทางกายภาพ บอ เล้ยี งกุงกามกราม ระบบอัตโนมัติ

60 63

บทคัดย่อผลงานวจิ ยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชือ่ งานวจิ ัย การปรับปรุงสมบตั ิของดินบริเวณแปลงเกษตร ค ของโรงเรียนขนุ ยวมวทิ ยา
จงั หวัดแมฮองสอน
คณะผูว จิ ยั นายกรกช ลืนคาํ นายลปิ กร นดั ดาศรี
และนางสาวญาณนิ อมรศักด์ิสวัสดิ์
ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 4
อาจารยท่ีปรกึ ษา นางสาวสทุ ธพิ ร พลพยัคฆกุล และนางสภุ าลกั ษณ เทพวงค
โรงเรียน ขนุ ยวมวิทยา อําเภอขนุ ยวม จังหวดั แมฮองสอน

บทคดั ยอ

งานวิจัยเรื่องการปรับปรุงสมบัติของดินบริเวณแปลงเกษตร ค ของโรงเรียนขุนยวมวิทยา จังหวัด
แมฮองสอน มีวัตถุประสงค เพ่ือศึกษาสมบัติดินที่ใชในการปลูกพืชกอนการปรับปรุงและศึกษาสมบัติดิน และ
การเจริญเติบโตพืชในดินที่ไดรับการปรับปรุง ดําเนินการวิจัยโดยการทดสอบ สมบัติทางกายภาพ ไดแก
ความหนาแนน อุณหภูมิ ทางเคมี ไดแก คาไนโตรเจนในรูปไนเตรต ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และความเปน
กรด-ดา ง จากน้ันนําดินไปปรบั ปรงุ ดว ยปยุ หมักมลู สุกร ทาํ การปลูกผกั กวางตงุ ญ่ปี ุน และวดั ผลการเจริญเติบโต
จากความสงู ลาํ ตน ความยาวใบ และจาํ นวนใบ ทีป่ ลูกในดินที่ไมไดรับการปรับปรุงและไดรบั การปรับปรงุ และ
ทดสอบสมบัติดินท่ีไดรับการปรับปรุงหลังการเพาะปลกู ผลการวิจัยพบวา ความหนาแนนที่ไดรับการปรับปรุง
ลดลงทําใหการระบายน้าํ ดขี น้ึ และพืชเจริญเตบิ โตไดดีกวา พืชทป่ี ลกู ในดนิ ท่ีไมไดร บั การปรับปรงุ อณุ หภูมิดนิ ท่ี
ไดรับการปรับปรุงเพ่ิมขึ้นทําใหพืชดูดซึมนํ้า และแรธาตุไดดีกวาพืชท่ีปลูกในดินที่ไมไดรับการปรับปรุง
คาไนโตรเจนในรปู ไนเตรต ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ของดนิ ท่ีไดร บั การปรับปรุงมีคา เพ่ิมขึน้ และความเปนกรด-
ดางของดินที่ไดรับการปรับปรุงมีฤทธ์ิเปนดางออนซ่ึงเหมาะสมในการเจริญเติบโตผักกวางตุงญ่ีปุน ความสูง
ลําตน ความยาว และจํานวนใบพืชในดินที่ไดรับการปรับปรุงมีการเจริญเติบโตเฉลี่ยมากกวาดินที่ไมไดรับ
การปรบั ปรุง

คาํ สําคัญ: การปรบั ปรุงดิน สมบัตขิ องดิน ผกั กวางตงุ ญีป่ ุน โรงเรยี นขนุ ยวมวทิ ยา ปยุ หมกั มลู สกุ ร

61

64

บทคดั ยอ่ ผลงานวิจัย ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ชื่องานวิจัย การศึกษาปจ จัยทเ่ี หมาะสมตอ การเจริญเติบโตของเห็ดปา สูการพัฒนาฟารมเห็ดใน
อําเภอสรรคบรุ ี จงั หวดั ชยั นาท
คณะผูว จิ ยั นางสาวทิตยิ าภรณ กรานโต นางสาวธิญาดา ยอดเมือง
และนางสาววชิ ติ า ลนิ ลา
ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 5
อาจารยทป่ี รึกษา นายอาํ นาจ หรุม รน่ื
โรงเรียน คุรุประชาสรรค อําเภอสรรคบุรี จังหวดั ชัยนาท
นักวิทยาศาสตรท่ีปรึกษา ผศ. ดร. นภาพร พนั ธกุ มลศลิ ป และคณะ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร กําแพงแสน

บทคดั ยอ

ในฤดูฝนจะพบเห็ดปาในทองท่ีอําเภอสรรคบุรี มักกจะพบไดหลังจากฝนตกหนักติดตอกันหลายวัน
แสดงวามีปจจัยบางอยางเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ด ผูวิจัยจึงสนใจที่จะคนหาและตรวจวัดคาของ
ปจจัยดังกลาวไปประยุกตใชเพิ่มผลผลิตเห็ดในฟารมของเกษตรกรในชุมชน จึงจัดทําวิจัยเร่ือง “การศึกษา
ปจจัยที่เหมาะสมตอการเจริญเติบโตของเห็ดปาสูการพัฒนาฟารมเห็ดในอําเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท”
มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 1) ปจจัยทางสิ่งแวดลอมท่ีเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของเห็ดปา 2) การนําปจจัย
บางประการท่ีเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ดปาไปประยุกตใชในการเพิ่มผลผลิตเห็ดในฟารม บริเวณ
ศึกษา 131/2 ตําบลดงคอน และโรงเรยี นครุ ุประชาสรรค ตําบลแพรกศรีราชา อาํ เภอสรรคบรุ ี การดาํ เนินการ
มี 2 ข้ันตอน ไดแก 1) ตรวจวัดหาคาปจจัยท่ีเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของเห็ดปาในดานอุณหภูมิ
ความชื้นสัมพทั ธ ปริมาณธาตุอาหารในดิน ความช้นื ดนิ ปริมาณแสง ความเปน กรด-เบสของดนิ และโครงสราง
ดนิ ตามหลกั วธิ ีดําเนินการของ GLOBE 2) ทดลองเปรยี บเทียบปริมาณเห็ดและระยะเวลาในการเกดิ ดอกเห็ด
จากรนุ ที่ 1 ถึงรุนที่ 2 ของเหด็ ทปี่ ลอยใหเจริญตามสภาพภูมิอากาศ กบั เห็ดทคี่ วบคุมอุณหภูมิ และความช้ืนใน
โรงเรือน พบวาปจจัยที่เหมาะสมกับการเจริญของเห็ดปา ไดแก อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส และความชื้น
สัมพัทธเฉล่ียรอยละ 90 ขึ้นไป เปนเวลา 2-3 วันติดตอกัน มีปริมาณของธาตุโพแทสเซียมสูง ความชื้นในดิน
เฉลี่ย รอยละ 34-39 ปริมาณแสง ชวง 46-57 % pH ดิน 6.67- 6.68 โครงสรางดินเปนดินรวน และเห็ดที่
ควบคุมอุณหภูมิ อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธข องอากาศทีเ่ หมาะสมกับ
การเจริญของเห็ดปาสามารถนําไปประยุกตใชในการทําฟารมเห็ดได โดยชวยเพ่ิมปริมาณผลผลิตเห็ดมากข้ึน
รอ ยละ 16 และใชเรง ระยะเวลาการเกิดดอกเห็ดไดรอยละ 42

คาํ สําคญั : เหด็ ปา ฟารม เหด็ ปจจัยทางส่งิ แวดลอ ม อําเภอสรรคบุรี ปจจัยทเี่ หมาะสม

62

65

บทคดั ยอ่ ผลงานวิจยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชือ่ งานวิจัย สํารวจศกึ ษาความชุกชุมและดัชนีความหลากหลายของสัตวท ะเลหนา ดินขนาดใหญ
บรเิ วณหาดแมร าํ พึง ในจังหวัดระยอง
คณะผวู จิ ัย นายสัณหรัฐ กระจางศรี นางสาวณฐั วดี จันทรส มุทร
และนางสาวปณ ณิกา บรรจงจิตต
ระดบั ชั้น มัธยมศกึ ษาปที่ 5
อาจารยทป่ี รกึ ษา อาจารย มนตรวี บรรจงจิตต
โรงเรยี น เฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร ระยอง ในพระราชูปถมั ภสมเดจ็
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี อําเภอเมือง จังหวัดระยอง

บทคดั ยอ

โครงงานเร่ือง สํารวจศึกษาความชุกชุมและดัชนีความหลากหลายของสัตวทะเลหนาดินขนาดใหญ
บริเวณหาดแมรําพึง จังหวัดระยอง หาดทรายและสัตวทะเลหนาดินท่ีอยูตามทองทะเลเปนหนึ่งในระบบนิเวศ
หาดทรายเปนทรัพยากรชายฝงทะเลท่ีมนุษยใชประโยชนกันมาก ดังเห็นไดจากการขยายตัวของชุมชน
การเกิดข้ึนของแหลงอุตสาหกรรมและทาเรือบริเวณชายฝง การทําประมงชายฝง ตลอดจนการกอสราง
สาธารณปู โภคเพอ่ื รองรับการทองเท่ียวของมนุษย โดยกจิ กรรมเหลา นจี้ งึ เปน เหตุใหเ กิดความเปลย่ี นแปลงกลุม
ผูวิจัยจึงตองการที่จะศึกษา 1) องคประกอบชนิดของสัตวทะเลหนาดินขนาดใหญ 2) ดัชนีความหลากหลาย
ของสัตวทะเลหนาดินขนาดใหญบริเวณหาดแมรําพึง จังหวัดระยอง เพื่อเปนขอมูลพ้ืนฐานซ่ึงจะนําไปเปน
ประโยชนตอการศึกษาข้ันตอนการสํารวจมีข้ันตอนการดําเนินงานดังนี้ 1) ทําการศึกษาในชวงเดือนกันยายน
พ.ศ.2563 – เดือนสิงหาคม พ.ศ.2564 โดยสํารวจ 5 สถานี สถานีละ 3 ซ้ํา บนหาดแมรําพึง จังหวัดระยอง
2) เก็บตัวอยางสัตวหนาดินในแตละสถานีใชตารางสี่เหล่ียมขนาด 1 ตารางเมตร โดยการสุมเก็บตัวอยาง ใช
พลั่วสนามตักทรายลึก 10 เซนติเมตร ทรายภายในตารางสี่เหลี่ยมท้ังหมดนํามารอนผานชุดตะแกรงรอนสัตว
เก็บสัตวทะเลหนาดินที่อยูบนตะแกรงทั้งหมดเพื่อคัดแยกกลุมและนับจํานวนของสัตวทะเลหนาดินขนาดใหญ
3) นาํ สตั วทะเลหนาดนิ มาจาํ แนกประเภทโดยใชเ อกสารประกอบการจําแนกกลุม ของสุชาติ อปุ ถมั ภ และนาํ มา
หาคาดัชนีความหลากหลาย (species diversity index) โดยใชสูตรของ Shanon-Weiner diversity index
จากการสํารวจพบสัตวทะเลหนาดนิ ในเดือนกันยายน – พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2563 เทากับ 46 ตัว 136 ตวั และ
314 ตวั ตามลาํ ดับ คาดชั นีความหลากหลาย ในเดือนกนั ยายน – พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2563 เทากับ 0.81, 0.86
และ 0.41 ตามลาํ ดบั

คาํ สาํ คญั : สตั วทะเลหนา ดินขนาดใหญ ความหลากหลาย หาดแมร ะพงึ จังหวดั ระยอง

63

66

บทคดั ยอ่ ผลงานวจิ ัย ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ชอื่ งานวจิ ัย ปรมิ าณการกกั เก็บคาร์บอนของเสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) และยางพารา
(Hevea brasiliensis) ในพน้ื ทปี่ า่ พรุควนเคร็ง ตาํ บลเคร็ง อําเภอชะอวด
คณะผ้วู ิจยั จังหวัดนครศรีธรรมราช
นายก่อพงศ์ แทนด้วง นายจริ ทปี ต์ บุญวงศ์
ระดบั ชน้ั และนางสาวนภสั วรรณ หนูรัก
อาจารยท์ ี่ปรกึ ษา มัธยมศึกษาตอนปลาย
โรงเรียน นางสาวจรุ ีย์ ไก่แก้ว และนางสาวอทุ ัยวรรณ สงั คานาคิน
นักวทิ ยาศาสตร์ทป่ี รกึ ษา ชะอวดวทิ ยาคาร อาํ เภอชะอวด จงั หวัดนครศรีธรรมราช
ผศ.อานุช คีรีรัฐนคิ ม และรศ.ดร.กนกพร สังขรกั ษ์
มหาวทิ ยาลัยทักษณิ วิทยาเขตพัทลุง

บทคัดย่อ

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนของเสม็ดขาว และ
ยางพาราในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ตําบลเคร็ง อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยกําหนดแปลงพื้นที่
ศึกษาของพืชแต่ละชนิด ขนาด 10x10 เมตร จํานวน 5 แปลง ทําการวัดความสูง และเส้นผ่านศูนย์กลางของ
ต้นไม้โดยวัดจากเส้นรอบวงระดับอกของต้นไม้ในที่มีขนาดมากกว่า 15 เซนติเมตรขึ้นไป นําข้อมูลที่ได้มา
ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนโดยใช้สมการมวลชีวภาพ (allometric equation) ของเสม็ดขาวและ
ยางพารา ผลการศึกษา พบว่า ยางพาราจะมีความสูงเฉลี่ยและเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าเสม็ดขาว โดย
ความสูงเฉลี่ยของเสม็ดขาวและยางพารา เท่ากับ 6.69 ± 2.61 และ 10.77±1.48 เมตร ตามลําดับ ขนาด
เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยของเสม็ดขาวและยางพารา เท่ากับ 10.42± 5.39 และ 15.28 ± 2.97 เซนติเมตร
ตามลําดับ มวลชีวภาพรวมของเสม็ดขาวและยางพาราเฉลี่ยต่อแปลง เท่ากับ 942.12 และ 1,032.57 กิโลกรัม
คิดเป็น 15,073.92 และ 16,521.12 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลําดับ สําหรับการกักเก็บคาร์บอนเสม็ดขาวและ
ยางพารา คิดเป็น 7,235.36 และ 7,647.20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือคิดเป็น 45.22 และ 47.80 ตัน/เฮกตาร์
ตามลําดับ มวลชีวภาพใต้พื้นดินของเสม็ดขาวและยางพาราคิดเป็นร้อยละ 37.00 และ 32.49 ของมวลชีวภาพ
เหนือพื้นดิน สามารถกล่าวได้ว่าเสม็ดขาวซึ่งเป็นพืชเด่นในป่าพรุควนเคร็งมีค่ามวลชีวภาพใต้พื้นดินที่สูงกว่า
ยางพารา

คำสำคญั : เสมด็ ขาว ยางพารา ปา่ พรุควนเคร็ง การกักเก็บคาร์บอน Melaleuca cajuputi
Hevea brasiliensis

64

บทคัดยอ่ ผลงานวจิ ยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ช่ืองานวิจัย การศึกษาแนวโนมการเปลี่ยนแปลงอณุ หภมู ิอากาศ และปริมาณน้ําฝน
เพอ่ื เตรียมความพรอมการรบั มอื ความเสีย่ งตอภาวะน้ําทวมในอําเภอเมือง
คณะผวู จิ ยั จังหวัดสมุทรปราการ โดยใชการวิเคราะหด ว ยสมการถดถอยเชงิ เสน
ระดับชนั้ นางสาวโสธดิ า สารรกั ษ และนางสาววชริ ญาณ ชุตริ ัตน
อาจารยท ีป่ รกึ ษา มธั ยมศึกษาตอนปลาย
โรงเรียน นายมนตม นัส บุญชู และนางสพุ ิศ ศรีพอ
นักวิทยาศาสตรทีป่ รึกษา เซนตโยเซฟทิพวลั อาํ เภอเมือง จังหวัดสมทุ รปราการ
ดร.สุชาดา กรณุ า มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร วิทยาเขตกาํ แพงแสน

บทคัดยอ

การศึกษาคร้ังน้ี มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาแนวโนมการเปล่ียนแปลงของอุณหภูมิอากาศ และปริมาณ
น้ําฝน เพื่อเตรยี มความพรอมการรบั มอื ความเสี่ยงตอ ภาวะนํา้ ทว มในอาํ เภอเมือง จังหวดั สมุทรปราการ โดยใช
การวิเคราะหดวยสมการถดถอยเชิงเสน (Linear Regression Model) ซึ่งมีวิธีดําเนินการวิจัย ดังนี้ กําหนด
จุดศึกษา ทําการตรวจวัดอุณหภูมิอากาศและปริมาณน้ําฝนทุกวัน เปนระยะเวลา 3 ป ตั้งแต พ.ศ. 2561 –
2563 แลวเก็บรวบรวมขอมูล และวิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรม Excel ซึ่งไดผลการวิจัยดังน้ี อุณหภูมิอากาศ
เฉล่ียรายปของอําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ มีแนวโนมอุณหภูมิเฉล่ียรายปสูงขึ้นประมาณ 0.25
องศาเซลเซียส มีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปเทากับ 31.23 องศาเซลเซียส ซ่ึงอุณหภูมิเฉลี่ยรายปสูงสุด 31.50
องศาเซลเซียส ในป พ.ศ. 2562 และอุณหภูมิเฉลี่ยรายปต่ําสุด 30.84 องศาเซลเซียส ในป พ.ศ. 2561 และมี
แนวโนมอุณหภูมิเฉล่ียสูงขึ้นในเดือนมกราคม กุมภาพันธ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม
สิงหาคม กันยายน และ มีแนวโนมอุณหภูมิเฉลี่ยลดลงในเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ซ่ึงคาแนวโนม
อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนอยูในชวง -13.265 ถึง 1.290 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ําฝนรายปของอําเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ มีแนวโนมปริมาณน้ําฝนเฉล่ียรายปลดลง ประมาณ 28.495 มิลลิเมตร มีปริมาณนํ้าฝน
เฉลี่ยรายปเทากับ 100.15 มิลลิเมตร ซึ่งปริมาณน้ําฝนเฉล่ียรายปสูงสุด 139.23 มิลลิเมตร ในป พ.ศ. 2561
และ ปริมาณนํ้าฝนเฉล่ียรายปต่ําสุด 78.99 มิลลิเมตร ในป พ.ศ. 2562 และมีแนวโนมปริมาณนํ้าฝนเฉลี่ย
สูงข้ึนในเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม ธันวาคม และมีแนวโนมปริมาณน้ําฝนเฉลี่ยลดลงในเดือน มกราคม
กุมภาพันธ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม พฤศจิกายน ซ่ึงคาแนวโนมปริมาณนํ้าฝนเฉลี่ย
รายเดือนอยูในชวง -119.250 ถึง 50.210 มิลลิเมตร ดังนั้นจากผลการวิจัยท่ีรวบรวมไดสามารถบอกไดวา
พ้ืนท่ีอําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ มีโอกาสเกิดความเส่ียงตอภาวะน้ําทวมในอนาคต ซ่ึงเปนผลมาจาก
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ เน่ืองจากมีแนวโนมการเปล่ียนแปลงอุณหภูมิ
เพมิ่ ขึ้นสงู

คาํ สาํ คัญ: อณุ หภมู อิ ากาศ ปริมาณนํ้าฝน สมการถดถอยเชิงเสน

65

68

บทคัดยอ่ ผลงานวจิ ัย ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชื่องานวจิ ัย เทคนคิ การเพิ่มผลผลิตของมะนาวแปนพจิ ติ ร (Citrus aurantifolia Swingle)

โดยการประยกุ ตใชขอมลู ปจ จัยทางกายภาพของดินรว มกับระบบอัตโนมัติ

คณะผูวิจัย นายอนุพงษ ขันแข็ง นายอัมรนิ ทร นันทอนิ ทร และนางสาวปภสั รา บตุ ตะวงค

ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

อาจารยท ป่ี รึกษา นางสรญั ญา ภารประดับ และนายชุมพล ชารีแสน

โรงเรียน ดอนจานวิทยาคม อําเภอดอนจาน จงั หวดั กาฬสินธุ

บทคัดยอ

เน่ืองจากในชวงหนาแลงในพ้ืนที่อําเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ มีปริมาณผลผลิตของมะนาวลดลง
และมีราคาที่สูงข้ึน ประกอบกับดินสวนใหญในพ้ืนท่ีเปนดินรวนปนทราย เก็บความชื้นไดนอย ธาตุอาหารต่ํา
และมีนํ้าใชอยางจํากัด คณะผูจัดทําจึงสนใจแกปญหาโดยศึกษาเทคนิคการเพ่ิมผลผลิตของมะนาวแปนพิจิตร
จากการประยุกตใ ชข อมูลปจจัยทางกายภาพของดินรว มกับระบบอัตโนมัติ มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษา 1) สมบัติ
ดินท่ีเหมาะสมกับการออกดอกและผลของมะนาว 2) ประสิทธิภาพของระบบใหน้ําแบบอัตโนมัติ ที่สงผลตอ
การออกดอกและผลของมะนาว 3) แผนคลุมดินจากใบกามปู V2 ที่มีผลตอสมบัติดินท่ีเหมาะสมตอการออก
ดอกและผลของมะนาว

ผลการศึกษาสมบัติดนิ บริเวณสวนมะนาวของเกษตรกร พบวา ดนิ มคี า pH ความชน้ื ดิน และอุณหภูมิ
ดินอยูในเกณฑท่ีเหมาะสมตอการปลูกพืช สวนความช้ืนดินมีปริมาณต่ํา และไมเหมาะสมตอการปลูกพืช เม่ือ
ความสมั พนั ธระหวางความชืน้ ดนิ กับจํานวนการตดิ ผลของมะนาว พบวา การใหนา้ํ ตน มะนาวในปรมิ าณ 1500
cm3/วัน สงผลใหมะนาวติดผลไดมากที่สุด และเมื่อเปรียบเทียบรายคูระหวางการใหตนมะนาวในปริมาณ
1000 และ 1500 cm3/วัน (ความช้ืนดินอยูระหวา ง 44.67-54.67%) พบวา มีจํานวนการติดผลของมะนาวไม
แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ จากการใชแผนคลุมดินจากใบกามปูแตละอัตราสวน พบวา แผนคลุมดินจากใบ
กามปูแตละอัตราสวนสงผลตอสมบัติดินท่ีแตกตางกัน โดยการใชแผนคลุมดินจากใบกามปูผสมปุยเคมี และ
แผนคลุมดินจากใบกามปูผสมปุยเคมีและเชื้อราไตรโคเดอรมาสงผลตอสมบัติดินเหมาะสมตอการปลูกพืชมาก
ที่สุด เมื่อเปรียบเทียบรายคูระหวางการใชแผนคลุมคลุมดินจากใบกามปูผสมปุยเคมี และแผนคลุมดินจากใบ
กามปูผสมปุยเคมีและเช้ือราไตรโคเดอรมา พบวา สงผลตอสมบัติดินไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ ดังน้ัน
แผนคลุมดินจากใบกามปูผสมปุยเคมีและเชื้อราไตรโคเดอรมา คือแผนคลุมดินจากใบกามปู V2 เพราะมี
สวนผสมของเชื้อราไตรโคเดอรมาที่ชวยในเรื่องการยอย และการปองกันโรคของพืชจากทางดิน เมื่อปลูก
มะนาวโดยใชระบบใหนา้ํ แบบอตั โนมตั ริ ว มกับแผน คลุมดนิ จากใบกามปู V2 พบวา สามารถควบคมุ ความชืน้ ดิน
อยูในเกณฑท่ีเหมาะสมแกการปลูกมะนาว โดยมีความช้นื อยูในระดบั 45-50% และสงผลใหตนมะนาวติดดอก
และผลมากกวาการปลูกแบบเกษตรกร สวนเสนผานศูนยกลางของผลมะนาวมีคาใกลเคียงกัน เม่ือศึกษาการ
ควบคุมจํานวนดอกของชอดอกท่ีสงตอการเพิ่มผลผลิตของมะนาว พบวา การปลิดดอกของมะนาว 2 ดอก
สงผลใหมะนาวติดผลไดดีที่สดุ เมื่อเปรียบเทียบเสนผานศูนยก ลางของผลมะนาวจากการทดลองท่ีแตกตางกัน
พบวา มีคา ไมแตกตางกันอยางมนี ัยสําคัญ และเมอ่ื ศึกษาการใชฮอรโมนจบิ เบอเรลลิน จากหยวกกลว ยที่สงผล
ตอการเพิ่มผลผลิตของมะนาว พบวา การปลูกมะนาวแลวฉีดพนฮอรโมนฮอรโมนจิบเบอเรลลินจาก
หยวกกลวยสงผลใหตนมะนาวตดิ ดอก และผลไดม ากกวาการปลูกมะนาวแบบเกษตรกรทัว่ ไป

คําสาํ คญั : มะนาวแปน พิจติ ร เพ่มิ ผลผลิต ความช้ืนดนิ ปจ จยั ทางกายภาพของดิน ระบบอัตโนมตั ิ
66

69

บทคดั ย่อผลงานวิจยั ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ชอ่ื งานวิจัย การศกึ ษาปจจยั ทางกายภาพของดนิ ทมี่ ตี อความหลากหลายของพรรณพชื ใน
ปา ดบิ ชืน้ ในพน้ื ท่ีสวนพฤกษศาสตรท ุงคา ย จงั หวดั ตรัง
คณะผวู จิ ยั นางสาวหรรษกานต ทองพราว นางสาวธนชั ชา ขาวบาง
และนางสาวอิสยาห แกลว ทนงค
ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
อาจารยท ป่ี รึกษา นางเกษรา ขายมาน และนางสาวสิริทร โพชสาลี
โรงเรยี น ตรังรังสฤษฎ อําเภอยานตาขาว จงั หวัดตรงั
นักวทิ ยาศาสตรท ่ปี รกึ ษา ผชู ว ยศาสตราจารยอ านุช ครี รี ัฐนิคม และอาจารยอาจารี นาโค
มหาวิทยาลยั ทักษิณ วิทยาเขตพทั ลงุ

บทคดั ยอ

การศึกษาปจจัยทางกายภาพของดินท่ีมีตอความหลากหลายของพรรณพืชในปาดิบช้ืนในพ้ืนที่สวน
พฤกษศาสตรทุงคาย จังหวัดตรัง ศึกษาโครงสรางของดิน การตรวจวัดสีดิน การยึดตัวของดิน ลักษณะเน้ือดิน
การตรวจวัดคาความเปนกรด-เบสของดนิ และการตรวจวดั ความอดุ มสมบรู ณข องดิน โดยใชหลกั วธิ ดี าํ เนนิ การ
ของ GLOBE เร่ืองดิน มีวิธีการตรวจวัดโดยการวางแปลงขนาด 40 x 40 เมตร จํานวน 3 แปลง แตละแปลง
แบง เปนแปลงยอ ยขนาด 10 x 10 เมตร การเกบ็ ตัวอยางดินจะเก็บในแปลงยอย เปนแถวจํานวน 3 แถว โดย
แบง เก็บดนิ เปน 3 ช้ัน คือ ผวิ ดิน ดนิ ชน้ั บนและดนิ ชัน้ ลา ง

ผลการศกึ ษาวิจยั ของดนิ ท้ัง 3 แปลงพบวา สวนใหญโ ครงสรางของดนิ เปนแบบเม็ด ดนิ มสี ีใกลเ คยี งกัน
การยึดตัวของดินเปนแบบรวนซุย มีลักษณะเน้ือดินแบบดินรวนปนทราย คาความเปนกรด-เบสของดินมี
สภาพเปนกรดออน อุณหภูมิของดิน 27 องศาเซลเซียส และดินคอนขางอุดมสมบูรณ พบ พืช 41 วงศ 82
ชนิด แปลงที่ 1 พบพืชวงศ EUPHORBIACEAE แปลงที่ 2 พบพืชวงศ LECYTHIDACEAE และแปลงท่ี 3 พบ
พืชวงศ CHRYSOBALANACEAE ซึ่งพบวาความอุดมสมบูรณของดินมีผลตอความหลากหลายของพรรณพืช
ของแตละแปลงท่ีสํารวจสภาพปาดิบช้ืนทางกายภาพของดินในสวนพฤกษศาสตรภาคใตทุงคาย ความอุดม
สมบูรณของดินมีผลตอความหลากหลายชองพรรณพืชควรดําเนินการศึกษาอยางตอเนื่อง เพื่อใหทราบถึง
ขอมูลทมี่ ีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของดนิ ตอ ไป

คําสําคญั : ปจจัยทางกายภาพของดนิ ความหลากหลายของพรรณพืช ปาดิบชน้ื

67

70

บทคัดย่อผลงานวิจยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ช่อื งานวจิ ัย การพัฒนาระบบจัดเก็บขอมูลความหลากหลายทางชวี ภาพของสตั วป ก
ดว ยเทคโนโลยีปญ ญาประดษิ ฐเ พอื่ การอนรุ ักษและวิเคราะหผลเชิงสง่ิ แวดลอม
คณะผวู ิจยั นายศาสตริน ชชู ว ย นางสาวปญชิกา หลอธราประเสริฐ
และนายพงคภักด์ิ มะโนเรศ
ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 5
อาจารยทป่ี รึกษา นายพษิ ณุ จนั ทรเสวต
โรงเรยี น เตรยี มอดุ มศึกษา เขตปทมุ วนั กรุงเทพมหานคร
นกั วทิ ยาศาสตรท ปี่ รึกษา ดร.กอบชัย ดวงรัตนเลิศ

บทคดั ยอ

เปนที่ยอมรับกันมาชานานแลววา สัตวปก (Avian) เปนสายพันธุท่ีไดรับผลกระทบมากที่สุดจากการ
เปล่ียนแปลงของส่ิงแวดลอมในทางลบ ดังจะเห็นหลักฐานตั้งแตตนศตวรรษที่ 20 นกคีรีบูนถูกขังไวในเหมือง
ถานหิน เพื่อสงสัญญาณเม่ือกาซพิษ เชน คารบอนมอนอกไซด (CO) มีคาสูงกวามาตรฐาน และหลักฐานอ่ืน ๆ
ที่มีงานวิจัยจํานวนมากใหการยอมรับ เชน จํานวนสัตวปกที่ลดลง เสียงรองของพวกมันที่เปลี่ยนไป และ
สขุ ภาพทางเดินหายใจทน่ี บั วันจะแยลงไปเรอ่ื ย ๆ หรอื แมก ระทัง่ มีนกจํานวนหน่งึ ปรับตัวใหส ามารถทาํ นายการ
เกิดฝุนละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ไดลวงหนา เพ่ือจะไดอพยพไดอยางทันทวงทีคณะผูวิจัยจึงไดพัฒนาระบบ
จัดเก็บขอมูลความหลากหลายทางชีวภาพของสัตวปกขึ้น ดวยเทคโนโลยีปญญาประดิษฐเพื่อตอบโจทยความ
ทาทายในการนําฐานขอมูล (เชน ชนิดพันธุ ภาพสัตวปก วัน/เวลาท่ีพบ) มาวิเคราะหผลเชิงส่ิงแวดลอม
นอกจากจะเปน การขยายพรมแดนขอมลู ของสตั วปกซ่ึงเปนวตั ถปุ ระสงคประการแรกของทมี วิจัยแลว เราไดน ํา
ชุดขอมูลที่ไดมาวิเคราะหรวมกับขอมูลเชิงส่ิงแวดลอมของ GLOBE World bank และ OECD Stat. พบวามี
อยางนอย 3 ปจจัย ไดแก ปริมาณฝุนละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ความหนาแนนของประชากรมนุษยและ
ความหนาแนนของพื้นทีป่ า (Forest cover) ทม่ี ผี ลตอความหลากหลายทางชีวภาพของสัตวป ก ท้ังหมดนาํ ไปสู
การบรรลุเปา หมายใหญท ่ีสุดของมนษุ ยชาตคิ อื ทําอยางไรมนษุ ยจ ึงจะอยูร ว มกับธรรมชาตไิ ดอยา งยงั่ ยนื

คําสาํ คัญ: นก ฐานขอ มลู สัตวปก ปญ ญาประดิษฐ คุณภาพอากาศ GLOBE

68

71

บทคัดย่อผลงานวิจยั ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชอ่ื งานวจิ ัย ผลของถานชีวภาพผสมไฮโดรเจลตอสมบัติของดินและการเจริญเติบโตของพืช
(กรณีทดสอบในสภาพกระถาง)
คณะผูวจิ ยั นางสาวกนกวรรณ ณ นาน นางสาวณฐั ธดิ า สอนสมนึก
และนายตะวันฉาย วงเวยี น
ระดบั ชั้น มธั ยมศึกษาตอนปลาย
อาจารยท ี่ปรกึ ษา นางสาวศรอี ุดร ลานสาวงษ และนางสาวกิรยิ า ทิพมาตย
โรงเรียน เตรยี มอุดมศึกษา ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื อําเภอสวางแดนดนิ จงั หวัดสกลนคร
นักวิทยาศาสตรท ป่ี รกึ ษา ดร.ศณิ วี ัณย พทิ ักษทมิ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี

บทคัดยอ

การวิจัยผลของถานชีวภาพผสมไฮโดรเจลตอ สมบัติของดินและการเจริญเติบโตของพืช (กรณีทดสอบ
ในสภาพกระถาง) มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาสมบัติทางกายภาพ สมบัติทางเคมี และประสิทธิภาพวัสดุปลูกจาก
ถานไบโอชารผสมไฮโดรเจลทีม่ ีผลตอ การเจริญเตบิ โตของพชื แบง การทดลองเปน 9 กระถาง (5:0 0:3 0:3 0:3
0:3 5:3 5:3 5:3 และ 5:3) การทดลองจํานวน 3 ซํ้า จากการวิจัยลักษณะของดินรวนกอนปลูกและหลังปลูก
พบวา 1) กระถางที่มีวัสดปุ ลูกเปน ไฮโดรเจล ถานไบโอชาร แกลบดํา กากกาแฟ จะไมเกาะตวั กนั เปนกอนแตมี
ความรวนซุย 2) กระถางที่มีดินรวนผสมไฮโดรเจลจะยึดตัวเกาะกันเปนกอนลักษณะเหนียว ดินรวนผสมถาน
ไบโอชาร ดนิ รวนผสมแกลบดาํ ดินรว นผสมกากกาแฟ จะยึดเกาะกนั เปนกอ น สมบตั ิทางกายภาพและทางเคมี
พบวา กระถางท่ี 3 ถานไบโอชารมีอุณหภูมิในดินเฉลี่ย 30.06 °C ความชื้นในดินรอยละ 70 pH เฉลี่ย 7.50
ระดับธาตุอาหารในดินรอยละ 46.62 กระถางท่ี 4 แกลบดํามีอุณหภูมิภายในดินเฉล่ีย 30.06 °C ความช้ืนใน
ดินรอยละ 58 pH เฉล่ีย 7.16 และมีระดับธาตุอาหารในดินรอยละ 46.62 กระถางท่ี 7 ดินรวนผสมถาน
ไบโอชารมีอุณหภูมิดินเฉลี่ย 30.12°C ความช้ืนในดินรอยละ 80 pH เฉลี่ย 7.08 และมีระดับธาตุอาหารในดิน
รอยละ 46.62 กระถางที่ 8 ดินรวนผสมแกลบดํามีอุณหภูมิดินเฉล่ีย 30.24 °C ความชื้นในดินรอยละ 65 pH
เฉล่ีย 7.5 และมีระดับธาตุอาหารในดินรอยละ 46.62 เม่ือทดสอบประสิทธิภาพวัสดุปลูกที่มีผลตอการ
เจริญเติบโตของพลูดางในการตรวจวัดคร้ังแรกไมมีความแตกตางทางสถิติ เม่ือมีการตรวจวัดซ้ําครั้งที่ 2 – 5
พบวาความสูงของพลูดางเพ่ิมขึ้นโดยกระถางที่มีการเจริญเติบโตของพลูดางมากที่สุด คือ กระถางของดินรวน
ผสมถานไบโอชาร (5:3) ความสูงเพิ่มข้ึน 9 เซนติเมตร มีใบเพ่ิมขึ้นจํานวน 3 ใบ และกระถางท่ีมีการ
เจริญเติบโตนอยท่ีสุดคือ กระถางของดินรวนผสมไฮโดรเจล (5:3) ความสูงเพ่ิมข้ึนเพียง 1.5 เซนติเมตร มีใบ
เพิม่ ขน้ึ จํานวน 1 ใบ

คาํ สําคญั : ไบโอชาร ไฮโดรเจล วสั ดปุ ลูก สมบัตทิ างเคมี สมบัติทางกายภาพ

69

72

บทคดั ย่อผลงานวจิ ยั ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ช่ืองานวจิ ัย การปนเปอ นของไมโครพลาสตกิ ในปลาข้ตี ัง (Scatophagus argus) บรเิ วณ

คณะผวู จิ ยั ทะเลสาบสงขลา จงั หวัดสงขลา

ระดับชนั้ นางสาวชนัญชดิ า บญุ ขวญั นางสาวอญั ชิสา จันทรประดิษฐ
อาจารยทปี่ รึกษา และนายกอพงศ เวชชศาสตร
โรงเรยี น มัธยมศึกษาตอนปลาย
นักวทิ ยาศาสตรท ่ีปรกึ ษา นางสาวสาวบน เดน็ หมัด และนางสาวกานตช นติ ทองเสนห
เทศบาล 5 (วัดหัวปอมนอก) อาํ เภอเมืองสงขลา จงั หวดั สงขลา
อาจารย ดร.นันทิดา สธุ รรมวงศ และ ผูชว ยศาสตราจารย ดร.เตอื นตา ราหมาน
มหาวทิ ยาลยั ทกั ษิณ วิทยาเขตพัทลุง

บทคดั ยอ
การศึกษาการปนเปอนของไมโครพลาสติกในปลาข้ีตัง (Scatophagus argus) บริเวณทะเลสาบ
สงขลา จังหวัดสงขลา โดยเก็บตัวอยางจากบริเวณสะพานติณสูลานนทเพ่ือศึกษาเปรียบเทียบปริมาณของ
ไมโครพลาสติกในปลาขี้ตัง และศึกษาเปรียบเทียบลักษณะของไมโครพลาสติกในปลาข้ีตัง บริเวณทะเลสาบ
สงขลา จังหวัดสงขลา จากการผากระเพาะปลาขี้ตังและเนื้อบริเวณรอบกระเพาะปลาข้ีตัง พบวา ปลาขี้ตังมี
ความยาวลาํ ตัวเฉล่ยี 13.70±1.39 เซนตเิ มตร นาํ้ หนกั ลาํ ตวั เฉลยี่ 80.25±19.17 กรัม ความยาวกระเพาะเฉล่ีย
4.60±0.59 เซนติเมตร น้ําหนักกระเพาะเฉล่ีย 7.38±1.76 กรัม พบไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาขี้ตังเฉลีย่
0.83±1.02 ชน้ิ ตอตัว ประกอบดว ยไมโครพลาสติกสแี ดงลักษณะเปนเสน ใยจาํ นวน 4 ชน้ิ สีน้าํ เงินลกั ษณะเปน
แทงจํานวน 1 ช้ิน สีนํ้าเงินลักษณะเปนเสนใยจํานวน 3 ชิ้น สีดําลักษณะเปนแทงจํานวน 6 ช้ิน สีดําลักษณะ
เปนเสนใยจํานวน 8 ช้ิน และสีดําลักษณะเปนชิ้นจํานวน 3 ชิ้น และจากการใชเนื้อปลาขี้ตังบริเวณรอบ
กระเพาะ พบไมโครพลาสติกในเนื้อปลาข้ีตังเฉลี่ย 0.40±0.72 ช้ินตอตัว ประกอบดวยไมโครพลาสติกสีแดง
ลักษณะเปนเสนใยจํานวน 1 ช้ิน สีนํ้าเงินลักษณะเปนเสนใยจํานวน 2 ช้ิน สีดําลักษณะเปนแทงจํานวน 2 ชิ้น
สีดําลักษณะเปนเสนใยจํานวน 6 ชิ้น และสีดําลักษณะเปนชิ้นจํานวน 1 ชิ้น เม่ือวิเคราะหสถิติ One – way
ANOVA และ Duncan’s multiple range test เพื่อเปรียบเทียบปริมาณไมโครพลาสติกในกระเพาะและเน้อื
ปลาขี้ตังจําแนกตามขนาดลําตัว น้ําหนักลําตัว พบวา ภาพรวมและรายดานไมแตกตางกัน เม่ือวิเคราะห
Kendall's tau-b เพื่อดคู วามสัมพนั ธของปริมาณพลาสตกิ ในกระเพาะและเนื้อของปลาข้ตี ังกับความยาวลําตัว
นํ้าหนักลาํ ตัว ความยาวกระเพาะ พบวา ไมม ีความสัมพันธอยางมนี ยั สาํ คัญ (p> .05) ยกเวนความยาวลําตวั กบั
ปริมาณไมโครพลาสติกในเน้ือปลาข้ีตังมีความสัมพันธกันในทางตรงขามกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 นํ้าหนักลําตัวกับปริมาณไมโครพลาสติกในเน้ือปลาข้ีตังมีความสัมพันธกันในทางตรงขามกันอยางมี
นัยสาํ คัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05

คาํ สําคญั : ไมโครพลาสตกิ ปลาขตี้ ัง

70

73

บทคดั ยอ่ ผลงานวจิ ัย ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ชอ่ื งานวิจัย เปรียบเทียบคณุ ภาพของนํา้ ที่ใชใ นโรงเรยี นทงุ หวา วรวทิ ย อาํ เภอทุงหวา
จงั หวดั สตลู

คณะผูวจิ ยั นางสาววาสนา คงสุรนิ ทร นางสาวฐติ ินนั ท ถิ่นพนั ธ
นางสาวพฤศจิกา สนิ จรญู ศักดิ์ และนางสาวเสาวลกั ษณ อะหมาด
ระดบั ชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย
อาจารยท ี่ปรึกษา นายจํารัส สืบเหม นางมยุรา แซฉิ้น และนางสาวนูรอัยณี มานะกลา
โรงเรยี น ทงุ หวาวรวทิ ย อําเภอทุงหวา จงั หวัดสตูล

บทคดั ยอ

น้ําเปนปจจัยหน่ึงสําคัญตอการดําเนินชีวิตของคนเราโดยเฉพาะการบริโภคและอุปโภค การบริโภค
และอปุ โภคนาํ้ ที่ไมส ะอาด ไมป ลอดภยั มีการปนเปอ นของเชื่อโรคตา ง ๆ ทําใหเกดิ โรคท่ที าํ อนั ตรายแกร างกาย
เชน โรคอุจจาระรวง โรคบิดไทฟอยด โรคนิ่ว โรคตับอักเสบและพยาธิ เปนตน และนอกจากน้ีอาจไดรับ
อนั ตรายจากสารเคมีที่ปนเปอนมากับนํา้ ทเ่ี ราใชอ ุปโภคและบริโภค โดยสารเหลานีจ้ ะสะสมอยใู นรางกายทําให
เกิดผลในระยะยาว ผูวิจัยตองการศึกษาคุณภาพนํ้าท่ีใชภายในสถานศึกษา โดยจะนําผลการศึกษามาแกไข
ปญหานํ้าท่ีใชภายในสถานศึกษา เพ่ือการจัดการน้ําอุปโภคที่สะอาดปลอดภัยสําหรับบุคลากรของโรงเรียน
ตอไป โดยทําการเปรียบเทียบคุณภาพน้ํา 3 บริเวณ ไดแก น้ําจากน้ําตกธารปลิว ฝายเก็บน้ําโครงการระบบ
ประปาภูเขาน้ําตกธารปลิว และสระน้ําโรงเรียนทุงหวาวรวิทย อําเภอทุงหวา จังหวัดสตูล ทําการวิเคราะห
ตัวอยา งนาํ้ ทโี่ รงเรียนทุงหวา วรวิทย ไดแ ก อุณหภมู ินาํ้ pH และปรมิ าณออกซิเจนท่ีละลายในนํ้า (DO) จากน้ัน
บันทึกขอมูล เก็บรวบรวมขอมูล และวิเคราะหขอมูล โดยเก็บขอมูลตั้งแตเดือนมกราคม - กุมภาพันธ พ.ศ.
2564

ผลการศึกษาแหลงนํ้า 3 บริเวณ ไดแก น้ําตกธารปลิว ฝายเก็บนํ้าโครงการระบบประปาภูเขานํ้าตก
ธารปลิว และสระน้ําโรงเรียนทุงหวาวรวิทย วัดอุณหภูมิได 24.5°C 27.9°C และ 31.6°C ตามลําดับ คา pH
เทากบั 7.73 7.94 และ 8.03 ตามลําดับ และคา DO เทา กับ 3.5 ppm 4.0 ppm และ 7.0 ppm ตามลาํ ดบั
จากผลการศึกษาพบวา น้ําบริเวณสระนํ้าโรงเรียนทุงหวาวรวิทย มีปริมาณออกซิเจนดีท่ีสุด เหมาะแก
การเจริญเติบโตของสัตว เชน ปลาขนาดเล็ก ขนาดกลาง และเหมาะแกการใชอุปโภคภายในโรงเรียน
ทงุ หวา วรวิทย

คาํ สําคัญ: คณุ ภาพนาํ้ อุณหภมู นิ า้ํ DO pH โรงเรียนทงุ หวาวรวทิ ย

71

74

บทคดั ยอ่ ผลงานวิจยั ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชือ่ งานวจิ ัย การศึกษาและเปรียบเทยี บคุณภาพของดินท่ีเกดิ จากการทับถมของใบไผ

คณะผูวิจยั และใบยางพารา

ระดบั ชั้น นางสาวญาณศิ า พานชิ กุล นางสาวเนตรมาดา ชูกลนิ่
อาจารยที่ปรกึ ษา
โรงเรียน และนางสาวศภุ สิ รา ไชยเสน
นกั วิทยาศาสตรท ปี่ รึกษา
มธั ยมศึกษาปท่ี 5
นางสาวสาลามิหยะ กิตตบิ ุญญาทิวากร และนางนภสร ขุนเศรษฐ
บางแกวพิทยาคม อาํ เภอบางแกว จงั หวดั พัทลุง
ผศ.ดร.พีรนาฏ คดิ ดี และ อาจารยอาจารี นาโค
มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ วิทยาเขตพทั ลุง

บทคดั ยอ

งานวิจัยเรื่อง การศึกษาและเปรียบเทียบคุณภาพของดินท่ีเกิดจากการทับถมของใบไผ และ
ใบยางพารา มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาคุณภาพของดินท่ีเกิดจากการทับถมของใบไผและใบยางพาราและ
เปรียบเทียบคุณภาพของดินที่เกิดจากการทับถมของใบไผ และใบยางพารา ผูวิจัยเลือกเก็บตัวอยางดินจาก
สวนไผในตําบลทามะเดื่อ อําเภอบางแกว จังหวัดพัทลุง และสวนยางพาราใน ตําบลนาปะขอ อําเภอบางแกว
จังหวัดพทั ลงุ เพ่อื ทาํ การศึกษาการศึกษาโครงสรางของดนิ ตรวจวัดความหนาของใบไมตรวจวดั การยึดตัวของ
ดิน ตรวจวัดเนื้อดิน ตรวจวัดอุณหภูมิดินและตรวจวัดคาความเปนกรดเบสในดิน ผลการวิจัยพบวา การทับถม
ของใบไมในสวนไผ และสวนยางพารามีความหนาของใบเฉล่ีย 2.3 เซนติเมตร โครงสรางดินในสวนไผเปน
โครงสรา งกอนแขง็ ขนาดใหญ 2 จดุ และเมด็ เด่ียว 1 จดุ สวนในสวนยางพาราทงั้ 3 จดุ เปน เมด็ เด่ยี ว การยึดตัว
ของดินในสวนไผ แนน 2 จุด และรวนซุย 1 จุด สวนในสวนยางพาราการยืดตัวของดินรวนซุย เน้ือดิน สวนไผ
SCL, L, C สวนยางพารา L 2 จุด CL 1 จุด อุณหภูมิสวนไผจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกวาสวนยางพารา สวนไผ
29.4 เปอรเซ็นตและสวนยางพารา 28.2 เปอรเซ็นต ความช้ืนเฉล่ียสวนไผตํ่ากวาสวนยางพารา สวนไผ 68.6
เปอรเซ็นต สวนยางพารา 76 เปอรเซ็นต และคา pH เฉลี่ยสวนไผสูงกวาสวนยางพารา 6.33 สวนยางพารา
6.11

คาํ สําคัญ: คณุ ภาพของดิน การทบั ถม ใบไผ ใบยางพารา

72

75

บทคัดย่อผลงานวจิ ัย ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชือ่ งานวิจัย การลดความเปน กรดของดินดวยตนผกั ขลู
คณะผูวจิ ยั นายกรรณวลิ ตยิ ะบตุ ร นาย นิตธิ ร วงษภ ธู รณ

ระดับชนั้ และนายเอกพล แข็งแรง
อาจารยท ่ีปรึกษา
โรงเรียน มธั ยมศึกษาตอนปลาย
นางสุทธิรัตน ศรีสงคราม
บึงโขงหลงวทิ ยาคม อาํ เภอบงึ โขงหลง จงั หวัดบึงกาฬ

บทคัดยอ

โครงงานเร่ือง การลดความเปนกรดในดินจากตนผักขลู จัดทําขึ้นโดยมีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษา
1) ตรวจความเปนกรดของดินรอบลานยางเพ่ือแกปญหาดินรอบลานยางเปนกรด 2) สํารวจชนิดของพืชที่พบ
รอบลานยางเพื่อนาํ มาชวยลดกรดรอบลานยาง 3) เพื่อทดลองการลดความเปน กรดของดินท่ปี นเปอ นของเหลว
จากการทํายางกอนถวยดวยตนขลู เมื่อตรวจวัดคา pH ของของเหลวในถุงยางกอนถวย มีคา pH 5.5 คา pH
ของดินรอบ ๆ ลานยางที่บริเวณขอบลานยาง pH เฉล่ียจะละลงเมื่อหางออกมาจากขอบลานยางพารา เมื่อ
สํารวจชนิดของพืชคลุมดิน พบวา บริเวณขอบลานยางพาราระยะ 30 -100 เซนติเมตร จะพบตนขลูกระจัด
กระจายรอบลานยาง สวนระยะทไ่ี กลออกไปจะพบหญาหวายเต็มพื้นที่ เมอ่ื นาํ ดินท่ีมีคา pH 7.0 มา 2 กระบะ
โดยกระบะที่ 1 ปลูกตนขลู สวนกระบะที่ 2 ไมปลูกตน ขลู รดนาํ้ ท่มี สี ว นผสมของของเหลวจากถุงยางกอนถวย
เม่ือเวลาผานไป 5 วัน วัดคา pH ของดิน พบวา กระบะท่ีปลูกตนขลู มีคา pH เฉล่ียของดิน 6.0 สวนกระบะ
ดินท่ีไมมีตนขลูจะมีคา pH เฉลี่ยของดิน 5.5 แสดงวา ตนขลูสามารถท่ีจะปลูกเพ่ือใชลดคาความเปนกรดของ
ดินรอบลานยางได

คําสาํ คัญ: ของเหลวในถงุ ยางกอ นถวย ลานยาง ตน ขลู ความปน กรดของดิน

73

76

บทคดั ยอ่ ผลงานวิจยั ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ชอ่ื งานวจิ ัย การศกึ ษา Activated carbon ท่ที าํ จากซังขาวโพดและปาลม ในการดดู ซบั ดบี ุก
ท่ีปนเปอ นในดนิ
คณะผูวจิ ยั นางสาวศรดุ า อนิ ทโชติ นางสาวเบญญาภา เมธากิจตระกูล
นางสาวปณุ รศิ า บุณยรัตนวรรณลยั
ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
อาจารยท ป่ี รึกษา นายวราวฒุ ิ เชยี งบญุ และนายนิติพงษ กาวีวล
โรงเรยี น ปรินสรอยแยลสวิทยาลัย อาํ เภอเมือง จงั หวดั เชียงใหม

บทคดั ยอ

ในจังหวดั เชียงใหมมีเหมืองดีบุกหลายแหง จงึ เลอื กดบี ุกมาทาํ การวิจัย โดยดินทเ่ี กิดจากการทําเหมือง

จะไหลพรอมกับน้ําไปสะสมรอบบริเวณที่ทําเหมือง ทําใหดินและพืชมีการสะสมของดีบุก ทางผูวิจัยจึงศึกษา

การใชประโยชนจากซังขาวโพด และปาลมเพื่อนํามาผลิตเปน Activated Carbon และศึกษาประสิทธิภาพ

การดูดซับดีบุกในดิน โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือนําวัสดุจากธรรมชาติมาใชใหเกิดประโยชน เพ่ือศึกษาอัตราการ

ดูดซับดีบุกของ Activated Carbon เพื่อศึกษาอัตราสวนระหวางดิน และ Activated Carbon ที่เหมาะสม

การวิจัยใชระยะเวลา 3 เดือน ผูวิจัยเลือกดินตัวอยางจากเหมืองแร อําเภอสะเมิง และนําดินตัวอยางมา

ตรวจสอบปริมาณดีบุกกอน และหลังใส Activated Carbon จากนั้นนําคาท่ีไดมาคํานวณตามสมการ

100 − �ปปรริมมิ าาณณดดบีีบกุกุ กหอลนงั ใใสส ∗ 100� ผลการวิจัย อยูในข้ันตอนการเก็บผลจึงไม

สามารถเขียนผลการวจิ ยั ได

คําสําคญั : ดนิ ปนเปอนดีบกุ ซงั ขาวโพด ปาลม Activated Carbon BCG

74

77

บทคัดยอ่ ผลงานวจิ ยั ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ชื่องานวิจัย ความสัมพันธข องคณุ ภาพดิน สภาพอากาศและขนาดของผลกับความหวาน
ของมังคุด (Garcinia mangostana L.) บริเวณบา นลานนา และบา นทา เสมด็
อาํ เภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช

คณะผูวจิ ัย นางสาวกชมน บุญชดู ํา นางสาวมงคลรตั น จันทรนวล
และนางสาวณชั ชา ชวยคลา ย
ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 4
อาจารยท ีป่ รกึ ษา นางภาณนิ ี วรเนตวิ ุฒิ
โรงเรียน ปาพะยอมพทิ ยาคม อาํ เภอปาพะยอม จงั หวัดพทั ลงุ
นกั วิทยาศาสตรทป่ี รกึ ษา ผศ.ดร.พรี นาฎ คิดดี อ.ดร.นนั ทิดา สุธรรมวงศ และ อ.ดร.อนันตนจิ ชมุ ศรี
มหาวทิ ยาลยั ทักษิณ วทิ ยาเขตพทั ลงุ

บทคัดยอ

อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการปลูกมังคุดเปนจํานวนมาก ทํารายไดใหกับเกษตรกร
จํานวนมาก แตจ ากการสํารวจในอําเภอชะอวดพื้นท่ีปลูกมังคุดมีความแตกตางกนั เชน เปน พน้ื ท่นี าเดิม เปนที่
ดอน และอยูริมคลองบาง สวนรสชาติโดยเฉพาะความหวานของมังคุดพบวามีความแตกตางกัน มังคุดเปนพืช
สายพันธุเดียว คือ พันธุพื้นเมือง ทางคณะผูวิจัยจึงอยากที่จะศึกษาวาพื้นท่ีตางกันมีความหวานของมังคุด
แตกตา งกนั หรือไม โดยตรวจสอบคณุ ภาพของดินในดาน pH ความชนื้ ในดนิ อณุ หภมู ิดิน ปริมาณแรธาตุในดิน
สภาพอากาศ ความช้ืนสัมพันธ อุณหภูมิอากาศ และวัดขนาดของผล โดยทําการศึกษา 2 จุด คือ ในพื้นท่ีสวน
มังคุดบานลานนาซ่ึงเปน พื้นที่นาเดมิ มีความสูงจากระดับนํา้ ทะเล 22 เมตร และบานทาเสม็ดซ่ึงเปนพน้ื ท่ีสวน
มีความสูงจากระดับน้ําทะเล 17 เมตร โดยในการเก็บรวบรวมขอมูลจะเก็บในเดือนกันยายนซ่ึงเปน
ชวงเก็บเก่ียว โดยทําการเก็บตัวอยางพ้ืนที่ละ 16 ตน จากการสุมตัวอยางโดยการจับฉลากเก็บตัวอยางดิน
ตนละ 8 จุด จากการศึกษาพบวา คุณภาพของดินดานอุณหภูมิดิน คาความชื้นในดิน และคา pH ของดินมีผล
ตอความหวานของมังคุดโดยท่ีพ้ืนที่มีอุณหภูมิดินสูงกวา คาความชื้นในดินต่ํากวา และคา pH เปนกรดออน
มังคุด จะมีความหวานมากกวาพื้นที่มีดินที่มีอุณหภูมิต่ํากวา ความชื้นในดินสูงกวา และมีคา pH ตํ่า
สวนปริมาณแรธาตุในดินไมมีความแตกตาง สภาพอากาศพื้นที่ที่มีความชื้นต่ํากวาและมีอุณหภูมิสูงกวาจะมี
ความหวานมากกวา และขนาดผลของมังคุด พบวา มังคุดท่ีมีขนาดใหญกวาจะมีความหวานมากกวามังคุดท่ีมี
ขนาดเล็ก

คาํ สําคญั : มงั คดุ คณุ ภาพดนิ ความหวาน

75

78

บทคัดยอ่ ผลงานวิจัย ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ช่ืองานวจิ ัย คณุ ภาพดิน ปริมาณโลหะในดิน และการเจรญิ เติบโตของตนทเุ รียนหมอนทอง
(Durio zibethinus Murray) และตน ทุเรยี นหนามดํา บริเวณบา นหว ยศรเี กษร
คณะผวู จิ ัย และบา นลานขอย อําเภอปา พะยอม จงั หวัดพทั ลุง

ระดับช้นั นางสาวธญั รตั น จนี ปาน นางสาวปรมาภรณ บัวงาม
อาจารยท ่ีปรึกษา และนางสาวศิรกิ านต มชี ู
โรงเรยี น มธั ยมศึกษาปท ่ี 4
นกั วทิ ยาศาสตรท ่ีปรึกษา นางภาณินี วรเนติวฒุ ิ
ปาพะยอมพทิ ยาคม อาํ เภอปาพะยอม จังหวัดพทั ลงุ
ผศ.ดร.พีรนาฏ คิดดี ดร.นันทดิ า สธุ รรมวงศ มหาวิทยาลัยทักษิณ วทิ ยาเขตพัทลุง
ดร.อนันตนจิ ชมุ ศรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลศรีวชิ ยั
นางณฐมน นนุ รักษา มหาวทิ ยาลยั วลยั ลักษณ

บทคดั ยอ

งานวิจัยน้ีเปนการศึกษาคุณภาพของดิน ปริมาณโลหะหนักในดิน และการเจริญเติบโตของตนทุเรียน
หมอนทองและหนามดําท่ีมีการดูแลรักษาเหมือนกัน เพื่อศึกษาคุณภาพของดินกับการเจริญเติบโตของตน
ทุเรียน การดูแลรักษากับการเจริญเติบโตของตนทุเรียน และศึกษาปริมาณโลหะหนักในดินบริเวณตนทุเรียน
และเพ่ือใชเปนขอมูลในการบํารุงรักษา และปรับปรุง พัฒนาคุณภาพของดินและตนทุเรียนตอไป โดย
ทําการศึกษาตนทุเรียนจํานวน 2 แปลง ท่ีมีอายุ 11 เดือน มีการฉีดยาเพื่อบํารุงตนทุเรียนทุก ๆ สัปดาห แลว
ทําการตรวจวัด อุณหภูมิดิน ความชื้นในดิน ปริมาณโลหะหนัก ไดแก สารหนู (As) แคดเมียม (Cd) โครเมียม
(Cr) และตะกั่ว (Pb) ในดินดวยเครื่อง ICP-OES เก็บตัวอยางดิน และวัดการเจริญเติบโตของตนทุเรียน
ในเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน เดือนละ 1 คร้ัง ผลการวิจัย พบวา อุณหภูมิดินมีคาเฉล่ีย 26.48
ความชื้นในดินมีคาเฉล่ีย 17.72 โลหะหนักท่ีพบแบงเปนกลุม โลหะหนักท่ีเปนพิษ ไดแก สารหนู (As) มีคา
0.56 แคดเมยี ม (Cd) มคี า 0.03 โลหะหนกั ท่ีเปนประโยชน ไดแ ก โครเมยี ม (Cr) มีคา 5.24 และตะกั่ว (Pb) มี
คา 3.35 อตั ราการเจริญเตบิ โตของตนทุเรยี นพันธหุ มอนทองมีอัตราการเจรญิ เตบิ โตสูงกวาพันธุหนามดํา ทั้ง 2
แปลง

คําสาํ คัญ: ทเุ รยี น เครอื่ ง ICP-OES คุณภาพดิน ปรมิ าณโลหะหนักในดิน

76

79

บทคัดยอ่ ผลงานวิจยั ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ชื่องานวจิ ัย การศกึ ษาผลของระยะทางหางจากนา้ํ พุรอนตอสมบัติของดินในอําเภอปาย

คณะผวู ิจัย จงั หวดั แมฮ องสอน

ระดบั ชนั้ นายณัฐนันท นั้นหมอ ง นางสาวภรดิ า ภูสงิ ห
อาจารยทปี่ รกึ ษา และนางสาวกรวรรณ ใสมาศ
โรงเรยี น มัธยมศึกษาปท ี่ 5
นางสาวอนิ ทราภรณ เพ็ญจิตต และนางสาวเจนประภา เรือนคํา
ปายวทิ ยาคาร อาํ เภอปาย จังหวดั แมฮองสอน

บทคดั ยอ

พ้ืนท่ีการเกษตรของอําเภอสวนมากเปนท่ีราบลุม เปนพ้ืนที่ไรนา และพื้นท่ีสําหรับทําไรทําสวน ซ่ึง
เหมาะแกการทํานาขาว และปลูกพืชหมุนเวียนชาวอําเภอปายสวนใหญจึงมีอาชีพเกษตรกร นิยมทํานาขาว
และปลูกพืชหมุนเวียนระยะส้ัน เชน ไรขาวโพด ปลูกพืช สภาพดินของพื้นที่อําเภอปายมีความอุดมสมบูรณ
มาก เปนดินรวนปนทรายซึ่งเปนดินท่ีเหมาะแกการเพราะปลูก และจากการสังเกตการปลูกพืชชนดิ ตาง ๆ นั้น
พบวาไดผลผลิตเปนอยางดี ชาวอําเภอปายสวนใหญมีอาชีพเกษตรกร ซึ่งขาดความรูทางดานการใชปุยเคมี
และการศึกษาสมบัติตาง ๆ ภายในดินของพืช ซึ่งชาวสวนหรือเกษตรกรไมสามารถวิเคราะหสมบัติของดินใน
พ้ืนท่ีนั้นได ผูวิจัยตองการตรวจวัดสมบัติของดิน เพ่ือเปนขอมูลเบ้ืองตนใหชาวสวนหรือเกษตรกรใชเปนขอมูล
พ้ืนฐานในการทําการเกษตรตอไป โดยมีขั้นตอนการศึกษาดังน้ี เก็บตัวอยางดินจากบริเวณนํ้าพุรอนไทรงาม
และบริเวณท่ีหางจากน้ําพุรอนไทรงามในระยะทาง 1 กิโลเมตร 2 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตร ไปทางทิศ
ตะวันออก และทิศตะวันตกรวมทั้งหมด 7 บริเวณ ท่ีระดับความลึก 0-15 เซนติเมตร และ 15-30 เซนติเมตร
โดยนําตัวอยางดินมาศึกษาลักษณะทางกายภาพ (สีดิน ลักษณะโครงสรางดิน ตรวจวัดความยืดตัวของดิน
อุณหภูมิดิน) และสมบัติทางเคมี ไดแก การตรวจวัดคาความเปนกรด-ดางของดินโดยใช pH meter และ
ตรวจสอบหาแรธาตุในดินโดยใชชุดทดสอบ NPK ในดิน ผลการทดสอบดินทั้ง 7 บริเวณ พบวา ดินบริเวณท่ี
ศกึ ษาทุกจดุ มคี วามสามารถในการเพาะปลูกพชื ไดใกลเ คียงกันโดยบรเิ วณท่ีมีคุณภาพของดินดที สี่ ุด คอื บรเิ วณ
ที่ 3 และแตละบริเวณแตกตางกันเพียงคาความเปนกรด-ดาง และอุณหภูมิเพียงเล็กนอย ซึ่งจะเปนตัวบงบอก
วา ดินบรเิ วณนนั้ เหมาะสมกบั พืชชนิดใด

คําสําคัญ: นํ้าพรุ อ น ระยะหาง สมบตั ิของดิน

77

80

บทคดั ย่อผลงานวจิ ัย ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ช่ืองานวจิ ัย การศึกษาเปรียบเทียบคณุ ภาพดินบรเิ วณใกลโปงนาํ้ รอ นกับพน้ื ทใี่ นบริเวณท่รี าบลมุ
แมน ํา้ ปาย อําเภอปาย จงั หวัดแมฮองสอน

คณะผวู ิจยั นายอติกานต หนอ คํา นางสาวชอ ฟา หลา เหล้อื ม
และนางสาวสิรินทิพย ชมภู
ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 6
อาจารยท ี่ปรกึ ษา นางสาวอินทราภรณ เพ็ญจติ ต และนางสาวปวิชญา คทาธร
โรงเรยี น ปายวิทยาคาร อาํ เภอปาย จงั หวดั แมฮองสอน

บทคดั ยอ

อําเภอปาย จงั หวดั แมฮองสอนมนี ํ้าพรุ อนท่เี กิดข้นึ เองตามธรรมชาตถิ ึง 4 แหง ไดแก นํ้าพรุ อนทา ปาย
นํ้าพรุ อ นไทรงาม น้าํ พรุ อ นเมืองแปง และนา้ํ พรุ อนเหมืองแร โดยน้ําพรุ อนหรอื บอน้าํ รอน (Hot spring) มักจะ
มีแรธาตุท่ีสําคัญหลายชนิด เชน แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม คลอรีน ดังน้ันดินที่ใกลกับ
บริเวณนาํ้ พุรอ นอาจจะมีแรธ าตุท่สี าํ คญั ดงั ท่ีกลา วมา ซึ่งเปน แรธ าตทุ ่สี ําคัญตอ การเจริญเตบิ โตของพืช ผูว จิ ัยจึง
สนใจศกึ ษาแรธาตุในดนิ ที่อยบู รเิ วณนีต้ อการเพาะปลกู โดยเปรยี บเทยี บกบั พ้ืนที่ราบลุมแมน้ําปาย อาํ เภอปาย
จังหวดั แมฮอ งสอน โดยเกบ็ ตัวอยางดินจากบรเิ วณโปงน้ํารอนไทรงาม โปงนา้ํ รอนทาปาย และบรเิ วณท่รี าบลุม
แมนาํ้ ปาย นาํ มาสงั เกตลกั ษณะทางกายภาพ (สีดิน ลกั ษณะโครงสรา งดิน ตรวจวัดความยืดตวั ของดิน อณุ หภมู ิ
ดิน) ตรวจสอบสมบัตทิ างเคมี โดยการวัดคา pH ของดินโดยใช pH meter และตรวจสอบหาปรมิ าณแรธาตุใน
ดนิ โดยใชช ดุ ทดสอบ NPK ในดนิ

ผลการทดลอง พบวา ดินทั้งสามบริเวณและแตละระดับความลึกมีคา pH อยูในชวง 6.8- 7.2 ซ่ึงมี
ระดับที่ใกลเคียงกัน และมีปริมาณแรธาตุตาง ๆ ดังนี้ ปริมาณไนโตรเจนอยูในระดับ High ปริมาณฟอสฟอรัส
อยูในระดับ Trace ปริมาณโพแทสเซียมอยูในระดับ Medium ซ่ึงมีคาเทากันในทุกบริเวณ และทุกระดับ
ความลึก ดังนั้นจึงสรุปไดวา บริเวณทั้งสามท่ีนี้มีความสามารถในการเพาะปลูกพืชไดใกลเคียงกัน แตกตางกัน
เพยี งคาความเปน กรดดาง และอุณหภมู ิ ซ่งึ จะเปนตัวบง บอกวา ดนิ บรเิ วณน้ันเหมาะสมกับพชื ชนิดใด

คาํ สําคัญ: โปงนํา้ รอ น คุณภาพดนิ ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซยี ม กรด-ดาง

78

81

บทคัดยไขค1ขขไไคค11เหมใบบบเเมหมหใใสสสมมมบอออบบดเเเดดอจโสโจจโออสสแเคจเเแคคจแจอ่ สสสกกกพพพนนนดดดดดดคคอคโชชโอรรโรอช777ัดดดััอออาาาํํํอออุุุาาาัััอออาาาาาาณณณําําําาาาลลลนนนมํํํมมาาารรรผียียยีินนนิิรรรดดดกกกะะะยยยชชชกกกงงงกกกมมมาาาปปปสสสณณณออ่่อ่ืืืงงงกกกบบบิิิยยยกกกเเเวววักกัักสสสงงงภภภวววมมมดดดไไไวววีีีทททาาาลนนนจจจนนนศศศรรรทททําาํําาาางงงาาาะะะนนนซซซัััดดดดดดเเเํํํปปป(((าาาััันนนะะะาาารรรณณณาาามมมบบัับัวววรรรpppาาาาาารรร่ี่่ีี้ํา้าํา้ํรรรคคคสสสงึึึ้ั้้ัักกกนนนหหหี่่ีี่สสสิิิเเเวววปปปํํํนนนาาาผผผกกกหหหพพพยยีียีปปปิิิมมมนนรรรนัััทททถถถจจจนนนHHHชชชุุุดดดญัญัญัาเเเษษษยยยุุุดดดสสสนนนมมมลลลนนน้ํํ้ํ้าาาทททะะะูววููวมมมมมมยยยนนนนนนาาานนนเเเญญญวววเเเนจจจยยยน้น้ััน้ั)))นนนีีีวววปปปัััํํําาางงงเเเาาาํ้ํ้้ํพพพหหหาาา:::ิจิจิจทททส่ี่สี่สีรรรกกกกัักกัททท่ืออ่่ือืคคคํ้้ํํ้าาาสสสิจจจิิทททาาาาาานนนนนนวคคคหหหาํ้ํ้้ําาผผผตตตรรรอออกกกยัยััย่ิ่ิิุ่ดดดุุมมมทททลลลศศศปปปแแแปปีี่่ีป่ิิิดดดกกกีีีคคคยยยัััยยยตตต่ี่่ีีลลลิจ777้ํํ้้ํะะะาาาาาาดดดพพพลลลาาาัััวววาาางงงัััคคคงงงี่สสีี่ส่ลลลลลลเเเกกกจจจรรราาาาาากกกตตตัยะะะนนนสสสโโโแแแัััลลลชชชรรรปปปกกกอออสสสอออดุดดุุวววาาาอออึกกกึึะะะดดดรรรลลลาาาาาาาาาัััลลลวววบบบิิิททท้ํ้ํ้ํลลลาาางงงนนนาาายยยนนนาาาเเเันัันนยยยเเเกกกรรรยยยษษษทททรรรอออมมมเเเาาาพพพาําํําpppะะะปปปธธธร7รรรซซซีีีคคคคคคมมมาาาสสสรรรตตตลลลนนนคคคนนนรรราาายยยยยยบบบาาาิิิมมมภภภโโโใใใHHHะ9ีีีึ่ึึ่่ยยยดิดิิดงงงงงงุุุณณณรรรอออาาาีีียยยรรรงงงิดดดิิาาาํ้ํ้้ํดดดํํําาาาาาดคคคชชชาาาใใใดัดัดััััเเเนนนจจจีีียยยาาารรรงงงเเเสสสยยยวววจจจยยยนนนไไไทททเเเกกกงงงภภภยยยปปปืืือออมมมจจจับพพพนนนถถถาาาปปปบบบสสสฟฟฟแูููแแจจจลลลาาาแแแมมม็็็นนนิ้ิิ้้มมมบบบงงงพพพาาาุุุนนนาาาลลลกกก้าํํ้้าําเเเใใใํํําาากกกมหหหนนนวววเเเะะะฟฟฟดดดสสสาาาโโโพพพพพพคีคีคีกกกํ้้ํํ้าาานนนนนนทททิิิเเเบบบรรรนนนปปปัััรรรดดดนนนใใใรรรลลลูููงงงสสสตตตัธาาา111าาาทททอออนนน222ิ่่ิิ่มมมกกก้ํํ้้ํีีีสสสาาางงงยยยวววทททะะะอออคคค้ํ้ํํ้าาา(((งงงขขขียียียรรรเเเย666000ยยยอออนนนDDDตตตี่่่ีี้ํํํ้้าาาาาาสสสคคคใใใบบบาาาฉฉฉหหหนนนทททยยยุุุณณณรรรกกกอออนนน...ทททรรรลลลมาาาัััุุุาํ้้ําํ้าวววดดดOOOลลลาาาลลลีีี777ปปปาํ้้าํ้าํลลลยยย้ิ้ิิ้งงงบบบาาางงงจจจมมมบบบหหหภภภบบบะะะซซซี่ีี่่อออทททศธธธี่ยยี่ี่ยโโโ222ะะะรรรนนนััังงง)))อออรรรลุลุลุDDDแเเกแแเมโนมกมนโนกโนนนอออีีีคคคคคครรรํํําาาาาาาาาาาาอออรรรยยยํํํรรราาาหหหพพพเเเรรระะะึกีีีํ้้ํํ้333าาาเเเตตตินนนิิลลลาาางงงัธธธััวววบบบฉฉฉOOOาาาาาาแแแิิิโโโรรรพพพดดดาาารรรวววกกกาาางงงอออสสสมมมชชชมมม...อออดดดรรรยยยงยยงงย่ํํํ่่ขขขษาาาะะะๆๆๆลลลทททมมมคคคลลล555ัััดดดมมมอออเเเ(((งงงาาานนน็็็โโโมมมิิิศศศรรรสสสทททััักกกาาาปปปาาาEEEยยยนนนมมมขขขาาามมม่ีย่ยียี่999ชชชะะะบบบวววรรรรรรรรราาาานนนซซซ้ํ้ํ้ําาาวววลลลหหหาาาึึกึกกวววทททวววCCC222ธธธใใใจจจศศศนนนาาายีียยีรรราาาหหหศศศจจจงงงาาาาาาตาาาํ้้้ํํเเเาาาิิทททิ(((ึ่ึ่่ึงงงชชชวววิิิแแแะะะเเเษษษิิิ666ภภภาาา)))งงงรรร่ี่ี่ีวววเเเกกกสสสตตตึกึกึกEEEมมมุุุลลลึึึกกกรรราาาเเเงงงออออออคคคกกกอ222รรรสสสยยย(((สสสรรรลลลศศศ...สสสมมมาาาMMMีีีาาาแแแยยยิิิทททษษษแแแอออรรรสสสEEEิิินนนเเเษษษ666222อออีีียยยยยยนนนรรราาาูููนตตตาาาะะะปปปปปปักัักกีีียยยพพพลลลลลลMMMใใใยยย444ี่ีี่่วววาาาโโโ000สสสทททยยยาาาูููาาาคคค)))ใใในนนโโโววว222จจจษิษิษิจจจรรรชชชดดดรรรโโโปรรรนนนปปปะะะวววขขข,,,นนนรรรนนนลลลุุุดดดะะะปปปรรราาา333ดดด)))กกกาาาลุลุุลเเเทททงงงฐฐฐะะะไไไรรรลลล์์ิิ์ิมมมจจจงงงออออออ222กกกลทททพพพะะะรรรรรรีีีมมมยยยหหหหหหดดด...กกกเเเาาาาาายยยินินินาาาะะะสสสเเเ่่่ีีีิิิตตต888หหหะะะนัันนัคคครรรุุุณณณ333ะะะงงงรรรารรร่่ีีี่อออนนนชชชาาารรรแแแนนนลลลนนนยยยทิททิิอออททท222333ยียยีีสสส555รรรจจจ...ิิิภภภเเเดดดมมมดดดดดดยยยีีีเเเยหหหทททีีีเเเรรร666ดดดกกกหหหาาาะะะทททํ้ํ้้ํ้ํ้ํ้ําาาพพพํํําาาาาาธธธ...นนนรรรงงงอออุุุลลลนนนััััััเเเูดดูดูบบบ---กกกววว888หหหจจจเเเ666ํํํมมมาาาาาาทททเเเเเเภภภทททผผผียียยีิภภิภิศศศปปปดดดิิิ่่่มมม็็็พพพมมมเเเิิินนนคคคบบบภภภวววิิิวววทททเเเ999ดดดาาาวววกกกอออพพพัััลลลกกก้ิ้ิิ้ลลลออองงงูููุุุมมมพพพาาากกกาาาแแแนนนคคคลลลชชชงงงาาากกกทททอออทททยยยแแแัััวววนนนาาาัััโโโงงงททท(((ชชชพพพกกกีเีเีเปปปงงงิิิขขขจจจจจจวววลลลชชชปปปาาาาาาEEEรรรรรรกกกรรรอออภภภจจจรรรรรรลลลยยยาาาคคคตตตี่่ีี่รรรแแแรรรัััขขขิตตติิอออุุุนนนใใใรรรลลละะะรรรMMMออองงงรรราาาีีียยยม็็มม็วววคคคาาา(((เูเููเะะะนนนดัดััดDDDวววะะะนนนรรรตตตะะะวววอออรรรอออ111งงงขขขpppิิิิิินนนมมมรรรนนนยยยิิิกกกเเเอออมมมาาาิิิททท)))ทททยยยาาา้ํํ้ํ้OOOาาากกกนทิิิททนนจจจเเเกกกคคค555เเเงงงยยียีีาาาHHH(((าาาทททลลลนนนรรราาาีีีเเเปปปันัันนปปปยยยEEEอออตตตทททยยยจจจบบบาํําาําาาตตต...หหห้ํํํ้้ยยยาาาแแแรรรวววอออณณณงงง)))666ะะะ้ั้ั้ัรรรนนนMMMสสสตตตเเเรรรนนนรรราาาุุุพพพลลลาาาี่ี่ี่หหหตตตาาาาาาสสสาาาลลล็็็าาามมมมมมเเเีีี222ยยยสสสอออียียยี(((จจจคคคใใใหหหําําาํอออลลลนนิินิพพพคคคงงงะะะเเเรรร666อออบบบาาา)))มมมะะะTTTสสสอืออืือออปปปัังงงัูููวววบบบออองงงาาากกกมมมสสสวววทททหหหาาาตตตททท(((นนน่ิิ่ิ่888มมมแแแ)))ัััทททกกกวววหหหงงงจจจีีีโโโกกกเเเรรรEEEลลลกกกะะะเเเัััรรรนนนจจจัััััักกกตตตาาา...หหหอออคคครรรรรรคคคาารารราาาดดดทททพพพหี่ห่หี่ีุุุลลลวววMMMววว888หหหาาาซซซิริรริมมมใใใียยียีงงงวววงงงาาากกก็็็มมมุุุาาาณณณลลลวววิิิัดัดดัียียยีนนนมมมบบบาาานนน111000สสสพพพิิิเเเลลลพพพเเเลลลนนน)))อออยยยอออยยย111งงงจจจบบบมมมชชชรรรักัักกททท222วววูููpppตตตภภภกกกังังงัรรรํํําาา(((รรรีีีเเเนนนํ้ํ้ํ้แแแาาาทททนนนนนนจจจ444นนนีีียยยัยัยยัEEEดดดาาาอออปปปาาารรรรรรHHHดดดรรราาารรราาาดดดวววา้ํ้ํา้ําุุุโโโลลล่ี่ี่ีปปปหหหํ้ํ้้ําาานนนMMMกกกตตตทททภภภณณณ็็็วววีีีมมมยยยรรรกกกรรรณณณแแแับัับบพพพดดดวววมมมััันนนตตตงงงิิินนนลลลาาายยยมมมบบบรรระะะเเเ่ีี่่ีููมมูมลลลาาาลลลััั)))นนนยยยนนนาาาลลลพพพพพพ((((((าาารรรอออฐฐฐอออสสสทททัััเเเกกกรรระะะิิิํํําาาEEEEEEแแแะะะนนนกกกใใใทททฉฉฉตตตลลลดดด้ํํ้ํ้ใใใาาาัชัชัชชชชาาายยยอออิทิิททหหหบบบชชชลลลดดดMMMMMMรรรมมมลลลชชชํ้้้ํําาาออืื่่อ่ืเเเิิิทททคคคี่ี่่ีหหหดดดนนนนนนรรรลลลยยยีีีสสสดดดยยยธธธาาามมมัััวววดดดบบบีีีะะะจจจคคคซซซ)))ยยย)))าาาวววรรรตตตมมมนัันันงงงยยยกกกภิภิิภูตูตตูยยยงังังัอออััันนนกกกสสสุุุื้้ื้ืลลลอออาาาาาากกกมมมิิิใใใทททาาาตตตสสสนนนัััอออกกกใใใทททาาารรราาานนนEEEีีีเเเนนนูููทททกกกตตต้ํ้ํํ้ิิิาาานนนวววงงงยยยลลลนนนีปีปีปูููแแแาาายยยอออรรรกกกพพพน้ั้ันนั้ดดดกกกCCCเเเํ้ํํ้้าาาตตตาาารรรกกกี่่่ีีขขขทททแแแมมมาาาศศศหหหนนนสสสรรร็็็รรราาามมมาาา333ัััวววนนนขขขตตตรรรกกกนนนาาางงงาาาดดดะะะรรรอออคคคคคคแแแะะะรรรีีีรรรยยย้ํํํ้้ลลลาาายยยนนนอออาาารรราาาวววีีียยยงงง(((กกกสสสใใใชีีชีชหหหัััตตตลลลบบบณณณาาาจจจงงงบบบอออบบบลลลรรรEEEงงงํํํ(((ชชชาาาอออทิิททิะะระรรอออนนนรรรDDDะะะมมมาาาสสสจจจาาาหหหMMMัััออออออนนนไไไทททะะะาาํําํรรรตตีีีตเเเาาากกกธธธนนนลลลํ้ํ้ํ้าาายยยักัักกฟฟฟลุลุลุOOOาาาทททบบบผผผมมมยยยออออออะะะทททรรรสสส)))ภิิิภภาาาบบบโโโดดดมมมทททนนนนิินนิทททฟฟฟวูููววยยย็็็)))ัััมมม่ี่่ีีกกกัััดดดาาาปปปยยยรรรึึึวววกกกทททาาารรรคคคสสสาาา่ีแแ่่ีแี้ํํ้้ํทททิจิจิจ่ีี่ี่าาายยยจจจะะะทททนนนงงงาาาคคคลลลนนนพพพผผผิเิเิเรรร่ี่ี่ีาาาหหหาาาตตต(((ทททัยยยััมมมอออแแแรรระะะเเเขขขวววาาาํํา้าา้ํ้่ีีี่่อออEEEทททถถถอออลลลใใใวววมมมจจจยียยีี111กกกัััมมมิ้้ิ้ิณณณาาาทททนนนงงงดดดเเเคคคอออนนนMMMยยยลลล่ีลลล่่ีีไไไุุุสสสณณณกกกาาาึงึงึงหหหอออตตตััักกกงงงวววํํํงงงาาาเเเดดดกกกลลลสสสใใใดดดาาามมมมมมรรรียยียี)))าาาทททีเเเีีาาาาาานนนาาาหหหกกกชชชดดดอออาาาวววอออใใใงงงถถถคคคนนนจจจีีีีคคีีครรรคคคงงงรรรทททมมมศศศ้ํ้ํ้ํนนนรรราาาาาาภภภรรรวววสสสอออนนน็มม็ม็ลลลกกกาาาาาาววววววํ้ํ้้ําาาาาาเเเ่ีี่ี่ะะะหหหรรรบบบยยยกกกูููแแแูููกกกมมมโโโกกกอออพพพปิปปิิาาาดดดนันัันเเเซซซปปป(((แแแยยยทททรรรมมม(((คคคาํําาํมมมEEEาาาหหหแแแมมมิิินนนขขขุุุณณณอออคคคานาานนEEEใใใรรรลลลงงงะะะบบบรรรดดดCCCััักกกัััรรรนนนนนนบบบอออสสสลลลํ้าํ้าํ้าวววMMMเเเเเเาาาิิิมมมกกกเเเหหหะะะหหหัััดดดาาาดดด)))พพพรรรลลลทททขขขงงงวววเเเนนนกกกบบบงงงรรราาามมม)))ทททภภภีีียยยะะะมมมนนนEEEนนนนนนวววลลลอออีีีสสสยยยิ้งงิิ้ง้าาาาาา888ใใใดดดไไไณณณัััทททนนนนนนหหหCCCูููมมมัััศศศกกกยยยจจจววว้ํ้ํ้ํวววรรร้ํํ้ํ้าาาาาาาาาํ้้ํํ้222าาาูููงงงงงงงงง---ี่ี่่ีิิิ

บทคัดยอ่ ผลงานวิจัย ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ชื่องานวจิ ัย การวิเคราะหความสมั พันธระหวางส่ิงมีชวี ติ เซลลเดียวกับคุณภาพของนํ้า

คณะผูว จิ ัย บรเิ วณบอน้าํ หมูบา นหนองกอก ตําบลทุงหลวง จงั หวดั ราชบรุ ี

ระดบั ช้ัน นายภาณุ ตําหนงิ าม นางสาวชนาพรรณ เอีย่ มอาจ
อาจารยท ่ปี รึกษา และนางสาวศศวิ ิมล ชูฟก
โรงเรยี น มัธยมศกึ ษาปท ่ี5
นักวิทยาศาสตรที่ปรกึ ษา นางสาวอภญิ ญา เสนะโลหติ และนายอริยะ เมืองงาม
รฐั ราษฎรอุปถมั ภ อําเภอเมือง จงั หวดั ราชบรุ ี
ดร.วฒุ ชิ ยั บุญพุก มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ

บทคัดยอ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือวิเคราะหความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตเซลลเดียวกับคุณภาพ
ของน้ํา บริเวณหมูบานหนองกอก ตําบลทุงหลวง อําเภอปากทอ จังหวัดราชบรุ ี จํานวน 3 จุดศึกษา โดยมีการ
เก็บตัวอยางของส่ิงมีชีวิตในแหลง นํ้า พบวา จุดที่ 1 พบส่ิงมีชีวิตเซลลเดียวท้ังหมด 374 เซลล 12 ชนิด ซ่ึงพบ
Closterium sp. มากที่สุด จุดท่ี 2 พบสิ่งมีชีวิตเซลลเดียวท้ังหมด 600 เซลล 11 ชนิด ซ่ึงพบ Oscillatoria
มากทส่ี ุด จุดที่ 3 พบส่งิ มชี ีวติ เซลลเดียวทงั้ หมด 729 เซลล 12 ชนดิ ซึ่งพบ Paramecium sp. มากท่สี ุด เม่ือ
นําขอมูลท้ังหมดมาวิเคราะหหาความสัมพันธระหวางคุณภาพนํ้ากับการกระจายตอของสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว
พบวา สิ่งมีชีวิตเซลลเดียวที่พบในแหลงน้ําทั้ง 3 จุด มีความสัมพันธไปในทิศทางเดียวกันกับคา pH ฟอสเฟต
ไนเตรท และคา ความโปรง ใสของน้ํา กบั การกระจายตัวของสง่ิ มชี ีวิต จากการศกึ ษาคร้งั นี้ทําใหเ ห็นวา สิง่ มชี วี ติ
เซลลเ ดียวสามารถเปนดัชนีบงช้ีคุณภาพนา้ํ ได

คาํ สาํ คญั : สิ่งมีชีวติ เซลลเดียว คุณภาพของน้าํ

80

83

บทคดั ย่อผลงานวจิ ยั ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ชื่องานวิจัย ประสิทธิภาพในการบาํ บดั คุณภาพอากาศของไมยนื ตน ชนดิ ตา ง ๆ บรเิ วณพ้ืนท่ี
สเี ขยี วสาธารณะในอาํ เภอเมือง จงั หวัดเชียงใหม

คณะผูว ิจัย นายกฤต วทิ รู ศศวิ มิ ล นายชนกานต มะโนจิตต

และนางสาวแพรวา ณรงคพนั ธ

ระดบั ชั้น มธั ยมศกึ ษาปที่ 5
อาจารยที่ปรกึ ษา นางบรรณารักษ ตญั จพัฒนกุล
โรงเรยี น วารีเชียงใหม อําเภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม

บทคัดยอ

ปญหาคุณภาพอากาศเปนปญหาส่ิงแวดลอมที่สงผลกระทบในหลาย ๆ ดาน ท้ังดานปญหาสุขภาพ
เศรษฐกจิ และทัศนวสิ ัย จงั หวัดเชียงใหมเปน พื้นที่หนึง่ ที่ประสบปญหาดงั กลาวตอเนื่องเปน ประจําในหลายปที่
ผานมา ในปจจบุ นั จึงมีความพยายามทจี่ ะรับมือกับปญ หาน้ีอยางย่ังยนื ซ่ึงจากขอ มลู งานวจิ ัยหลายแหลง พบวา
พืชมีความสามารถในการบําบัดคณุ ภาพอากาศได ดว ยกระบวนการ Phytoremediation ดังนนั้ ในหลายชุมชน
จึงมีแนวคิดท่ีจะเพิ่มพ้ืนที่สีเขียวสาธารณะข้ึนเพ่ือแกไขปญหาคุณภาพอากาศ คณะผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะ
ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการบําบัดคุณภาพอากาศของไมยืนตนในพื้นที่สีเขียวสาธารณะ รวมกับ
การศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของไมยืนตน และกายวิภาคของใบพืช โดยคาดหวังวาจะสามารถนําผล
การศึกษาท่ีไดไปใชเปนขอมูลพ้ืนฐานสําหรับการเลือกชนิดไมยืนตนในการพัฒนา และออกแบบพ้ืนที่สีเขียว
สาธารณะในชุมชนตอ ไป

จากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการบําบัดคุณภาพอากาศของไมยืนตนดวยการตรวจวัด
ขอมูลอากาศรวมกับการศึกษากายวิภาคของใบพืช พบวาพืชในพื้นท่ีศึกษามีความสามารถในการบําบัด
คุณภาพอากาศได โดยพบวา ตนจามจุรีสามารถดักกรองฝุนละอองขนาดเล็กไดดีกวาตนราชพฤกษ ในขณะท่ี
ตนราชพฤกษสามารถลดอุณหภูมิ เพิ่มความช้ืนสัมพัทธ และลดปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดไดดีกวา
ตนจามจุรี โดยผูวิจัยคาดวาเปนผลเนื่องจากลักษณะผิวใบท่ีแตกตางกันของพืชทั้งสองชนิด โดยผิวใบของ
จามจุรีจะประกอบไปดวย Trichome และเสนขนจํานวนมาก จึงดักกรองฝุนละอองขนาดเล็กไดดีกวา สวนใบ
ราชพฤกษมีขนาดปากใบที่กวาง จึงมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนแกสและคายนํ้าไดดีกวา ดังน้ัน
การพัฒนาพ้ืนท่ีสีเขียวสาธารณะจึงควรเลือกใชชนิดพืชท่ีหลากหลายเพื่อใหการบําบัดคุณภาพอากาศเปนไป
อยางมีประสิทธิภาพที่สุด เน่ืองจากพืชแตละชนิดจะมีคุณสมบัติในการบําบัดคุณภาพอากาศในแตละดานท่ี
แตกตางกัน
คาํ สําคัญ: การบาํ บัดคุณภาพอากาศ จามจุรี ราชพฤกษ พ้ืนท่สี ีเขียวสาธารณะ กายวภิ าคผิวใบ

81

84

บทคัดยอ่ ผลงานวจิ ยั ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ช่อื งานวจิ ัย การศกึ ษาความหลากหลายทางธรรมชาติของไลเคนในสวนพฤกษศาสตร

คณะผวู จิ ัย โรงเรียนวเิ ชยี รมาตุ อําเภอเมืองตรัง จังหวัดตรงั
ระดบั ชั้น
อาจารยที่ปรกึ ษา นางสาวพรพมิ ล แสงแวว และนางสาวพิมพศิ า ทองเสม็
โรงเรยี น
นกั วิทยาศาสตรที่ปรกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
นางขวัญใจ กาญจนศรีเมฆ
วเิ ชียรมาตุ อาํ เภอเมืองตรัง จังหวดั ตรัง
นางสาวสุนตั ดา แดงหยง

บทคดั ยอ

จังหวัดตรังไดมีการสรางสนามบินนานาชาติซึ่งอยูติดกับโรงเรียนวิเชียรมาตุ สงผลใหสภาพอากาศ
ส่ิงแวดลอมตาง ๆ มีการเปล่ียนแปลง จากการศึกษาพบวาไลเคนสามารถใชตรวจสอบคุณภาพอากาศได ทาง
คณะผูวิจัยจึงมีความสนใจศึกษาความหลากหลายทางธรรมชาติของไลเคนในสวนพฤกษศาสตร โรงเรียน
วิเชียรมาตุ มีวัตถุประสงคเพ่ือ 1) ศึกษาชนิดไลเคนในสวนพฤกษศาสตรโรงเรียนวิเชียรมาตุ 2) ศึกษา
ความสัมพันธระหวางชนิดไลเคนกับชนิดตนไมท่ีเปนแหลงที่อยูของไลเคน 3) ศึกษาความสัมพันธระหวาง
จํานวนชนิดของไลเคนกับขนาดลําตน และลักษณะการปกคลุมเรือนยอดของตนไมเปนแหลงท่ีอยูของไลเคน
4) ศึกษาความสัมพันธระหวางชนดิ ของไลเคนกับความเปนกรด-เบส ของเปลือกไมท่ีเปนท่ีอยูอาศัยของไลเคน
โดยดําเนินการ กําหนดจุดเก็บตัวอยางไลเคน ศึกษาลักษณะของไลเคน วัดขนาดลําตน pH ของเปลือกไม
การปกคลุมเรือนยอดของตนไม พบวา จัดกลุมไลเคนเปน 3 กลุม คือ กลุมทนทานสูง กลุมทนทาน และกลุม
อากาศดี ความหนาแนน การปกคลมุ เรือนยอดของตนไมม ีความหนาแนน มาก จํานวนของไลเคนกจ็ ะมาก และ
พบวาถาตนไมมีเปลือกไมที่มีความเปนกรดสูง จะมีไลเคนอาศัยอยูหลายชนิดมากกวาตนไมท่ีมีเปลือกไมมี
ความเปน กรดนอยกวา

คําสําคญั : ความหลากหลายทางธรรมชาติ ไลเคน สวนพฤกษศาสตรโรงเรียน

82

85

บทคดั ยอ่ ผลงานวิจยั ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ชือ่ งานวจิ ัย การศกึ ษาคุณภาพนา้ํ ทม่ี ผี ลตอการดํารงชวี ิตของแมงกะพรุนนํ้าจืดสายพันธนุ าํ้ ไหล
(Craspedacusta sowerbyi) บริเวณแกงบางระจัน ตําบลหนองแมนา อาํ เภอ
เขาคอ จงั หวดั เพชรบรู ณ

คณะผูวิจยั นางสาวนภสร สงอาวงษ นางสาวเปมิกา หาญลําใย

ระดับชัน้ และนางสาวพิชญาภา เละสันเท่ียะ
อาจารยทปี่ รึกษา
โรงเรียน มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
นายทรงพล จริ านธิ ิภัทร และนางสาวเรียม จนั ปญุ นะ
วิทยานกุ ูลนารี อําเภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ

บทคัดยอ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาคุณภาพของนํ้าที่มีผลตอการดํารงชีวิตของแมงกะพรุนน้ําจืดสาย
พันธุน้ําไหล (Craspedacusta sowerbyi) และเพื่อศึกษาวัฏจักรชีวิตของแมงกะพรุนนํ้าจืดสายพันธุน้ําไหล
(Craspedacusta sowerbyi) ในพ้ืนท่ีทองเที่ยวเชิงนิเวศ คือ แกงบางระจัน ตําบลหนองแมนา อําเภอเขาคอ
จังหวัดเพชรบูรณ โดยมีวิธีดําเนินการวิจัย คือ เก็บตัวอยางนํ้าโดยใชก ระบอกเก็บตัวอยา งนํ้า กําหนดจุดศึกษา
แลววาดแผนที่แหลงนํ้าที่เปนจุดศึกษา จากน้ันทําการตรวจวัดคาความเปนกรด-ดางโดยใช pH meter คา
ความโปรงใสของนํ้าโดยใชจานวัดความโปรงใสของน้ํา (Secchi Disk) ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในนํ้า (DO)
และอุณหภูมิน้ํา ดวย DO Meter และส่ิงมีชีวิตพวกแพลงกตอนที่อาศัยอยูบริเวณน้ีโดยใชถุงเก็บแพลงกตอน
จากการศึกษาพบวา บริเวณแกงท่ี 1 แกงที่ 2 และแกงท่ี 3 อุณหภูมิของน้ําอยูในระดับท่ีดีโดยอยูในชวง 23 –
25 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในนํ้าสวนใหญอยูระหวาง 4.81 – 6.04 มิลลิกรัมตอลิตร
คุณภาพของน้ําอยูในระดับดี คาความเปนกรด-ดางของน้ําอยูในชวง 6.5 – 9.0 เปนน้ําระดับคุณภาพดี
คาความโปรงใสของนํ้าอยูในชวงระหวาง 0.31 – 0.35 เมตร เปนคาที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิตของสัตวนํ้า
คณุ ภาพของน้ําอยใู นระดับดี

คาํ สําคัญ: แมงกะพรนุ นา้ํ จืดสายพันธุนํา้ ไหล (Craspedacusta sowerbyi) แพลงกตอน แหลง นาํ้ วฏั จักร

83

86

บทคัดย่อผลงานวิจยั ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ชอ่ื งานวจิ ัย การศกึ ษาผลของสาหรา ยเทาทก่ี าํ ลังยอยสลายตอคุณภาพน้าํ และระบบนิเวศวทิ ยา

คณะผูว จิ ัย ของแกงหนิ แมน ํา้ เลย ในเขตอําเภอเชยี งคาน จังหวัดเลย

ระดบั ช้นั นางสาวกญัญาภัค บุญญะรตั นะ นางสาวขวัญรตา โพธิ์ศรา
อาจารยทปี่ รกึ ษา
โรงเรียน และนางสาวกมลวรรณ ชมชยั รัตน

มธั ยมศึกษาตอนปลาย
นายสงกรานต บตุ ตะวงค และนายณรงคศักด์ิ แสงขาว
วิทยาศาสตรจุฬาภรณราชวทิ ยาลยั เลย อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

บทคัดยอ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสํารวจ ตรวจสอบ และวิเคราะหผลขอมูลคุณภาพนํ้า และระบบ
นิเวศวิทยาในบรเิ วณที่พบสาหรายเทาท่ีกําลังยอยสลาย ในตําบลนาซา ว และตําบลหาดทรายขาว อําเภอเชยี ง
คาน จังหวัดเลยเร่ิมตั้งแตเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ พ.ศ.2564 ใชจุดศึกษาทั้งหมด 4 จุด
โดยตรวจสอบดัชนีพื้นฐาน และสิ่งท่ีพบโดยรอบ ไดแกความเปนกรด-เบส ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ํา
การนําไฟฟาของนํ้า อุณหภูมิของน้ํา อุณหภูมิอากาศ ความช้ืนสัมพัทธ และสภาพอากาศ สวนดัชนีอ่ืน ๆ ท่ีได
จากผลการวิเคราะหในหองปฏิบัติการ เชน ปริมาณแรธาตุในดิน โดยใชวิธีการตรวจวัดและวิเคราะหผลตาม
หลกั วิธีดําเนนิ การของ GLOBE จากการศกึ ษาพบวา ในเดอื นธันวาคม พ.ศ. 2563 มคี วามแตกตา งของคุณภาพ
นํ้าไมมากนัก ตอมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 มีความแตกตางของคุณภาพน้ํามากขึ้นกวาเดือนธันวาคม
และเริ่มพบความเปนดางมากข้ึนในบริเวณที่พบสาหรายเทาที่กําลังยอยสลาย และสุดทายในเดือนกุมภาพันธ
คาดัชนีของคุณภาพนํ้ามีความแตกตางอยางชัดเจน จากการตรวจสอบดินในบริเวณใกลเคียงกับแมน้าํ เลยของ
ทั้งสองจุดท่ีไดท ําการทดลอง พบวา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 และมกราคม พ.ศ. 2564 ดินท้ังสองบริเวณมี
ระดับ N P K ตํ่า สวนในเดือนกุมภาพันธ ตัวอยางดินจากตําบลหาดทรายขาวมีคา N ในระดับกลาง และมีคา
K ในระดบั ตา่ํ ในขณะท่ตี ัวอยางดนิ จากตาํ บลนาซา ว มปี รมิ าณ N P K ในระดบั ตาํ่ ท้ังหมด และทางดานชีวภาพ
ของระบบนิเวศวิทยาของแตละแกง หนิ แมน้าํ เลยในแตละตําบลพบความแตกตางของส่งิ มีชวี ิตเมอ่ื เปรียบเทียบ
กันแลว สรุปไดวาบริเวณที่มีสาหรายเทาออนจะสงผลตอคา DO สูงกวาปกติ ทําใหพบสิ่งมีชีวิตและพืชน้ํา
จํานวนมาก สวนบริเวณที่มีสาหรายเทาที่กําลังยอยสลายมากขึ้นจะสงผลทําใหน้ําเปนเบสมากข้ึน คา DO
ลดลง สิ่งมีชีวิตลดลง คาไนโตรเจนสูงข้ึน สงผลทําใหส่ิงมีชีวิตขนาดเล็กบริเวณนั้นลดนอยลง พืชใตนํ้าไมคอย
เจริญเติบโต แตส ง ผลใหแ หนเจรญิ เติบโตไดเร็วขนึ้ ทาํ ใหไ นโตรเจนในดินบรเิ วณนนั้ สูงมากขึน้ สง ผลใหไ มยราบ
รมิ ตลิ่งเจรญิ เตบิ โตไดดตี ลอดจนหญาใบเขยี วทีเ่ กดิ ริมตล่ิงเจรญิ เตบิ โตไดด ีดว ย

คําสําคัญ: สาหรายเทา คณุ ภาพนํา้ ระบบนิเวศ แมน าํ้ เลย

84

87

บทคดั ย่อผลงานวจิ ยั ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ชอื่ งานวจิ ัย ความสมั พันธร ะหวา งสภาพอากาศ และสีของแหลงเพาะพันธุท่มี ีผลตอจํานวนและ
ชนดิ ของลูกนาํ้ ยุง
คณะผวู จิ ยั นายกรวิชญ จริงจติ ร และนายอินทัช เมอื งพูล
ระดบั ชัน้
อาจารยท ี่ปรกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
โรงเรียน นางพชั รา พงศม านะวุฒิ
นักวทิ ยาศาสตรท่ีปรกึ ษา วทิ ยาศาสตรจ ฬุ าภรณราชวิทยาลัย ตรงั
ดร. อนนั ตนิจ ชมุ ศรี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชัย

บทคัดยอ

งานวิจัยนี้ไดศึกษาความสัมพันธของสภาพอากาศกับสีและอุณหภูมิของน้ําของแหลงเพาะพันธุที่มีผล
ตอ ชนิดและจํานวนลูกนํา้ ยุง โดยทําการศึกษาท่อี าํ เภอเมอื งและอําเภอนาโยง มีจดุ ศกึ ษา 5 แหงในแตละอาํ เภอ
โดยใชกับดักไขยุง สีขาวและสีดําลอยุงมาวางไข เก็บขอมูลทุกสัปดาหตั้งแตเดือนมิถุนายนจนถึงพฤศจิกายน
และมีการเก็บขอมูลสภาพอากาศ ในชวงเวลา solar noon (11.00 น. - 13.00 น.) ผลการวิจัยพบลูกนํ้ายุง 3
ชนิดในพื้นท่ีศึกษา ไดแก ลูกน้ํายุงลายบาน ลูกน้ํายุงลายสวน และลูกนํ้ายุงรําคาญ โดยลูกน้ํายุงลายบาน และ
ลูกน้ํายุงลายสวน มีจํานวนสูงสุดในเดือนตุลาคม ในขณะที่ลูกน้ํายุงรําคาญ มีจํานวนสูงสุดในเดือนมิถุนายน
จํานวนลูกน้ํายุงในกับดักไขยุงสีดําสูงกวาในกับดักไขยุงสีขาว ในกับดักไขยุงสีดํา จํานวนลูกนํ้ายุงลายบานมี
ความสัมพันธทางบวกกับความชื้นสัมพัทธแ ละปริมาณน้าํ ฝน สวนลูกนํ้ายุงลายสวนมีความสมั พันธทางบวกกับ
อุณหภูมิ และลูกน้ํายุงรําคาญมีความสัมพันธทางลบกับอุณหภูมิ สวนในกับดักไขยุงสีขาวอุณหภูมิ
ความช้ืนสัมพัทธ และปริมาณนํ้าฝน ไมมีความสัมพันธกับจํานวนลูกน้ํายุงแตละชนิด เมื่อนําขอมูลท่ีไดมา
ประยุกตสรางเปนนวัตกรรมกระถางปลูกตนไมกับดักยุง และสามารถดักจับยุงไดเปนชิ้นงานที่ลงทุนไมสูงแต
สามารถใชงานไดจ รงิ

คาํ สําคัญ: ลกู นํา้ ยุง กับดักไขยงุ สภาพอากาศ สขี องแหลงเพาะพนั ธุ

85

88

บทคัดยอ่ ผลงานวิจยั ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ช่ืองานวิจัย การศึกษาความหนาแนน ของประชากรปกู ามดาบ (Uca bengali) กบั ลกั ษณะ

คณะผูว จิ ยั ของรปู ู
ระดับชน้ั
อาจารยท ป่ี รกึ ษา นางสาวศิอร หลกี ภยั และนายชชั รนิ ทร จนั ดี
โรงเรยี น
นักวิทยาศาสตรท ่ปี รึกษา มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
นางพชั รา พงศมานะวฒุ ิ และนางสาวหนึง่ ฤทยั ชยั มณี
วิทยาศาสตรจฬุ าภรณราชวทิ ยาลยั ตรัง อําเภอเมืองตรงั จังหวัดตรัง
รศ.ดร.มลั ลิกา เจรญิ สธุ าสินี มหาวทิ ยาลยั วลัยลกั ษณ

บทคัดยอ

งานวิจัยนี้ไดทําการศึกษา ณ ปาชายเลนบริเวณชุมชนหาดมดตะนอย อําเภอกันตัง จังหวัดตรังซึ่งอยู
บริเวณภาคใตของเมืองไทยโดยเลือกพ้ืนที่ในการศึกษาเปนบริเวณปาชายเลนท่ีมีลักษณะเปนดินโคลน
แบงพ้ืนท่ีการศึกษาเปน 2 บริเวณ คือบริเวณที่มีความหนาแนนของปูกามดาบมาก และบริเวณท่ีมีความ
หนาแนน ของปูกามดาบนอย ในแตล ะพื้นทส่ี ุมพ้นื ท่ีการศึกษาทั้งหมดพืน้ ท่ลี ะ 5 บรเิ วณ โดยใชกรอบขนาด 50
X 50 ตารางเซนติเมตร เพ่ือศึกษาความหนาแนน สัดสวนเพศ ขนาดตัว ขนาดกาม และลักษณะของรูปูแตละ
ตัวนอกจากน้ันไดเก็บตัวอยางดิน จากกรอบสุมทุก ๆ อันเพื่อวิเคราะหหาคาคุณภาพของดิน ผลการศึกษา
พบวาบริเวณท่ีมีความหนาแนนมากมีจํานวนปูเฉล่ียเทากับ 92.80 ± 8.67 ตัวตอตารางเมตร อัตราสวนเพศผู
ตอเพศเมียเทากับ 2 : 1 สวนบริเวณที่มีความหนาแนนนอย มีจํานวนปูเฉลี่ยเทากับ 17.60 ± 4.56 ตัวตอ
ตารางเมตรอัตราสวนเพศผูตอเพศเมียเทากับ 7 : 4 และขนาดของปูกามดาบบริเวณที่มีความหนาแนนมากมี
ขนาดใหญกวาบริเวณท่ีมีความหนาแนนนอย ทั้งสองบริเวณพบรูปรางรูปู 2 แบบ ไดแก รูปรางแบบ I และ
รูปรางแบบ Jโดยมีอัตราสวนเฉลี่ยรูปู (I : J) ในบริเวณท่ีมีความหนาแนนมากเทากับ 12 : 39 (เพศผู 6 : 22,
เพศเมีย 6 : 17) สวนในบริเวณท่ีมีความหนาแนนนอยเทากับ 8:14 (เพศผู 5 : 10, เพศเมีย 3 : 4) การศึกษา
ขนาดของรูปูพบวาความยาวของรูปูในบริเวณที่มีความหนาแนนมากมีความยาวมากกวาบริเวณที่มีความ
หนาแนนนอ ย ยกเวน ความยาวของรูปรู ปู แบบ J เพศเมียจะมีความยาวของรปู ูในบรเิ วณท่ีมีความหนาแนนนอย
มากกวาบรเิ วณทีม่ ีความหนาแนน มาก และพบวาเน้อื ดินในบริเวณทมี่ ีความหนาแนน มากมลี ักษณะเปน ดินรวน
ปนดินทรายสวนในบริเวณท่ีมีความหนาแนนนอยมีลักษณะเปนดินทรายปนดินรวน สารอินทรียในดิน
ในบริเวณท่ีมีความหนาแนนมากมีคามากกวาในบริเวณที่มีความหนาแนนนอย สวนคาความช้ืนภายในดินและ
pH ในดินในบรเิ วณทมี่ คี วามหนาแนน นอ ยมีคา มากกวาในบรเิ วณท่มี ีความหนาแนนมาก

คําสําคญั : ปาชายเลน ปูกา มดาบ

86

89

บทคดั ย่อผลงานวจิ ยั ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ชอ่ื งานวิจัย การศกึ ษาประสทิ ธิภาพของมอสหางกระรอก มอสขนนก และมอสแดง
ในการดดู ซับฝนุ ละอองในอากาศ เพ่ือพัฒนาเปน กําแพงมอส
คณะผวู ิจยั นางสาวชลธิชา สมภูงา และนางสาวณฐั ณี บุญหาญ
ระดบั ชน้ั
อาจารยท ป่ี รกึ ษา มัธยมศึกษาตอนปลาย
โรงเรียน นายธีรวุฒิ จันทะพนั ธ
วทิ ยาศาสตรจฬุ าภรณราชวทิ ยาลัย มกุ ดาหาร อําเภอเมือง จังหวดั มุกดาหาร

บทคัดยอ

ปญหามลพิษทางอากาศนับเปนปญหาสิ่งแวดลอมท่ีเกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก รวมไปถึงประเทศ
ไทยมีความเขมขน PM2.5 เฉลี่ยรายปอยูในอันดับที่ 23 ของโลก และปญหาน้ีสงผลใหจํานวนผูปวยดวยโรค
ระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ รวมไปถึงผูปวยดานสุขภาพจิตเพ่ิมขึ้นอยางตอเน่ือง (Roberts et al., 2019)
งานวิจัยน้ไี ดทําการศึกษาประสิทธิภาพของมอสหางกระรอก มอสขนนก และมอสแดง ในการดูดซับฝนุ ละออง
ในอากาศ เพ่อื พฒั นาเปน กําแพงมอส โดยไดท ําการศึกษา 1) การศกึ ษาลักษณะทางกายภาพ ของมอส 3 ชนดิ
ท่ีมีผลตอการดูดซับฝุนละอองในอากาศ 2) แนวโนมรอดชีวิตของมอสในสภาวะที่มีมลพิษ และสภาวะไมมี
มลพิษ 3) เปรียบเทียบประสทิ ธภิ าพของมอส 3 ชนิดในการดดู ซบั ฝนุ ละอองในอากาศ 4) เพอื่ นํามอสพฒั นาไป
เปน กาํ แพงมอส ชว ยในการดูดซับฝนุ ละอองในอากาศ พบวา มอสทส่ี ามารถดูดซบั ฝนุ ละอองไดดที ่ีสดุ คือ มอส
หางกระรอก และมอสท่ีมีอัตราการรอดชีวิตสูงท่ีสุดในสภาวะที่มีมลพิษและไมมีมลพิษ คือ มอสหางกระรอก
ดังนั้น มอสท่ีดีท่ีสุดจะนํามาสรางเปนกําแพงมอส คือ มอสหางกระรอก เน่ืองจากเปนมอสที่มีอัตราการการ
ดูดซับฝุนละอองสูงท่ีสุด และมีอัตราการรอดชีวิตสูงที่สุดในสภาพแวดลอมท่ีมีฝุนละอองจากมอสท้ังหมด
จึงเหมาะสมแกก ารนํามาสรางกําแพงมอสเพื่อชวยดดู ซับฝนุ ละอองในอากาศ

คาํ สําคญั : มอส มลพษิ แนวโนมการรอดชีวติ

87

90

บทคัดย่อผลงานวิจัย ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชือ่ งานวิจัย ปจจัยทม่ี ีผลตอการผพุ ังของฟอสซิลบริเวณเขาแดง อาํ เภอละงู จงั หวัดสตูล
คณะผูวิจยั นางสาวนซั รยี า มะมนัง นางสาวนสิ รีน โตะ สะเล
และนายพรี วิชญ เฮาฮูเท่ยี น

ระดับช้ัน มัธยมศึกษาปที่ 5
อาจารยท ป่ี รกึ ษา นางศุลยา สามัญ และนางเยาวภา หนจู ันทร
โรงเรยี น วิทยาศาสตรจุฬาภรณราชวิทยาลยั สตูล อาํ เภอเมืองสตลู จงั หวัดสตูล
นกั วทิ ยาศาสตรท ่ีปรกึ ษา ผศ.ดร.พีรนาฏ คิดดี และดร.จนั ทวรรณ นอยศรี
มหาวทิ ยาลัยทักษิณ วทิ ยาเขตพทั ลุง

บทคดั ยอ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาปจจัยท่ีมีผลตอการผุพังของฟอสซิลบริเวณเขาแดง อําเภอละงู
จังหวัดสตูล จากการศึกษาพบวาอุณหภูมิบริเวณเขาแดงอยูในชวง 24 – 33 องศาเซลเซียส ซึ่งมีผลตอ
การผุพังของฟอสซิล เนื่องจากเม่ือไดรับความรอนจะมีการขยายตัว ขณะเดียวกันความเย็นจะทําใหเกิด
การหดตัวหินที่เกิดการขยายตัวและหดตัวสลับกันไปเชนนี้จะทําใหหินแตกได และคา pH ของดินบริเวณเขา
แดงมีคาเฉล่ียอยูท่ี 5 ซ่ึงมีความเปนกรดออน ความเปนกรดสามารถทําใหเกิดการกัดกรอนของหินปูนไดงาย
กวา ปกติ

คําสาํ คญั : การผุพัง ฟอสซลิ pH ของดิน

88

91

บทคัดย่อผลงานวิจยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ช่อื งานวจิ ัย การศึกษาคณุ ภาพและสง่ิ ปนเปอนในนํ้าฝน ในเขตพ้ืนท่ีจงั หวัดพทั ลุง
คณะผูวจิ ยั
นายกิตติกร สงให นางสาวอิสรยิ า สงนุย
ระดับชน้ั
อาจารยท ่ีปรึกษา และนางสาวจรวยพร โอนกิ ะ
โรงเรียน
นกั วทิ ยาศาสตรท ีป่ รกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
นางสาวชนะจติ ร แสงคงเรอื ง และนางสาวสาลิตา สมาสเอียด

สตรีพทั ลุง อําเภอเมืองพัทลุง จงั หวัดพัทลงุ
ดร.สนุ ิสา คงประสทิ ธิ์ และดร.นันทดิ า สุธรรมวงศ

มหาวทิ ยาลัยทกั ษณิ วิทยาเขตพัทลุง

บทคัดยอ

งานวจิ ยั เรื่อง การศึกษาคุณภาพและสิ่งปนเปอนในน้ําฝน ในเขตพน้ื ท่ีจงั หวัดพทั ลงุ มีวัตถปุ ระสงคเพ่ือ
ศึกษาคุณภาพและสิ่งปนเปอนน้ําฝนในพื้นที่ 3 จุด คือ ปายาง (อําเภอศรีบรรพต) ทุงนา (อําเภอควนขนุน)
และเขตเมือง (อําเภอเมืองพัทลุง) โดยทําการเก็บตัวอยางนํ้าฝนตั้งแตเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม
พ.ศ. 2563 รวมเปนเวลา 3 เดอื น เนือ่ งจากเปน ชวงเวลาทภ่ี าคใตฝง ตะวันออกมีฝนตกชกุ ขอมลู คุณภาพนาํ้ ฝน
ที่เก็บ ไดแก ปริมาณและอุณหภูมิน้ําฝน อุณหภูมิอากาศ คา pH คา DO ปริมาณไนเตรต และส่ิงปนเปอนใน
นํ้าฝน จากผลการวิจัยพบวา คุณภาพนํ้าฝนท้ัง 3 บริเวณ มีคุณภาพอยูในเกณฑระดับดี โดยอําเภอศรีบรรพต
มีปริมาณน้ําฝนเฉล่ียมากท่ีสุด รองลงมา คือ อําเภอเมือง และอําเภอควนขนุน จากการศึกษาอุณหภูมินํ้าฝน
มี คาตํ่ากวาอุณหภูมิอากาศเล็กนอย ซึ่งอุณหภูมิน้ําฝนจะมีคาแตกตางกันในแตละพื้นท่ีข้ึนอยูกับ
สภาพแวดลอมภายนอก อีกท้ังยังมีความสัมพันธกับปริมาณแสงท่ีสองผานมายังพ้ืนโลก โดยอําเภอเมือง
มีอุณหภูมินํ้าฝนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ อําเภอศรีบรรพต และอําเภอควนขนุน ในสวนของอุณหภูมิอากาศ
มีความแตกตางกันไมมากนัก ซึ่งผลท่ีไดขึ้นอยูกับลักษณะพ้ืนที่โดยรอบจุดเก็บตัวอยางในแตละพื้นที่ โดย
อําเภอเมืองมีอุณหภูมิอากาศเฉล่ียมากที่สุด รองลง คือ อําเภอศรีบรรพต และอําเภอควนขนุน คา pH ของ
นํ้าฝนในอําเภอเมืองมีคา 6.41 สวนในอําเภอศรีบรรพต และควนขนุนมีคา pH 6.60 และ 6.61 ตามลําดับ
เน่ืองจากในพนื้ ทีอ่ ําเภอเมืองเปนชุมชนเมืองจงึ สงผลใหมีกาซท่ีทําใหเ ปน กรด โดยสว นใหญม าจากกจิ กรรมของ
มนษุ ย เชน ควันจราจร และการใชเ คร่ืองปรับอากาศ เปนตน แตใ นพน้ื ทอี่ ําเภอศรีบรรพตและอําเภอควนขนุน
สภาพแวดลอมโดยรอบสวนใหญจะเปนปาและทุงนา ปริมาณไนเตรตในน้ําฝนอยูในระดับท่ีต่ํามากทั้ง 3 พ้ืนที่
ในสวนของปริมาณและลักษณะของไมโครพลาสติกท่ีพบใน 3 พื้นท่ีสวนใหญจะมีลักษณะเปนเสนสีดํา โดยใน
อาํ เภอศรบี รรพตพบไมโครพลาสติกมากทส่ี ุด รองลงมาคือ อําเภอเมือง และอาํ เภอควนขนุน ตามลําดบั

คําสําคญั : คุณภาพนา้ํ ฝน ส่งิ ปนเปอ น ไมโครพลาสตกิ

89

92

บทคัดย่อผลงานวิจัย ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชือ่ งานวิจัย การแพรกระจายและปนเปอนของไมโครพลาสตกิ บรเิ วณปากนาํ้ จงั หวดั ระนอง
คณะผูวจิ ยั
นางสาวสาธิตา แสงเพชร นางสาวอันดามัน จันทรท อง
ระดับชั้น
อาจารยท ีป่ รกึ ษา และนางสาวรัญชดิ า รัตนเทพี
โรงเรียน
นกั วทิ ยาศาสตรท่ปี รกึ ษา มัธยมศึกษาตอนปลาย
นายดสิ ทัต ยงประเดิม และนายวรี วัฒน องุ เภา

สตรรี ะนอง อําเภอเมืองระนอง จงั หวัดระนอง
ดร. นันทดิ า สธุ รรมวงศ และ ผศ.ดร. ธญั ญา พันธฤ ทธิ์ดาํ

มหาวิทยาลัยทักษณิ วทิ ยาเขตพทั ลงุ

บทคัดยอ

ประเทศที่มีภูมิอากาศรอนช้ืนอยางประเทศไทยมักเกิดปญหาการสลายตัวของขยะพลาสติก
จนกลายเปนไมโครพลาสติกทเี่ ปนอนั ตรายและสงผลกระทบในบรเิ วณกวา ง สูสภาพแวดลอ มและหว งโซอ าหาร
จังหวัดระนองมีชุมชนบริเวณปากน้ําท่ีอาศัยอยูอยางหนาแนน และมีจุดทิ้งขยะท่ีมีเสนทางสูทะเลบริเวณ
ปากนํ้า ทําใหมีขยะสูทองทะเลและมหาสมุทรจํานวนมาก เกิดการยอยสลายกลายเปน ไมโครพลาสติกในทะเล
การท่ีเราเจอไมโครพลาสติกเปนจํานวนมากในระบบนิเวศเปนการสูญเสียความสมดุลของระบบนิเวศในทอง
ทะเลและพ้ืนที่สงวนชีวมณฑลระนอง ซ่ึงทําใหส่ิงมีชีวิตไดรับผลกระทบ โดยเฉพาะในพื้นท่ีจังหวัดระนองซ่ึงมี
การประกอบอาชีพประมงเปนหลัก การศึกษาการแพรกระจายของไมโครพลาสติกบริเวณปากน้ําจังหวัด
ระนอง ใชก ารเกบ็ รวบรวม และวิเคราะหขอมูลทางสถติ ิในการหาไมโครพลาสติกที่แพรกระจายจากบริเวณทาง
นํ้าใกลกองขยะ และแหลงชุมชนออกสูปากน้ําจังหวัดระนอง รวมท้ังเก็บตัวอยางปลาตะกรับแตละจุดศึกษา
โดยเก็บตวั อยางจากจุดสํารวจ 6 จดุ เปน บรเิ วณจดุ สํารวจในเสน ทางปากน้ํา 5 จุด และพื้นทส่ี งวนชวี มณฑล 1

จุด โดยนําตัวอยางน้ํามากรองดวย Nylon Filter 100 μm และวิเคราะหหาไมโครพลาสติกดวยกลอง
จุลทรรศน และกลองจุลทรรศนอิเล็กตรอน ในการศึกษาครั้งน้ีพบวา แหลงน้ําบริเวณท่ีพบไมโครพลาสติกมาก
ท่ีสุด คือ บริเวณปากนํ้า รองลงมาคือบริเวณใกลกองขยะ และจุดศึกษาเพิ่มเติมบริเวณชีวมณฑล เฉลี่ย 4.73
4.18 และ 1.55 ช้ิน/ลิตร โดยลักษณะที่พบมากที่สดุ คือ ชิ้น ๆ (Fragment) รองลงมา คือ เสนใย (Fiber) คิด
เปนรอยละ 39.77 และ 26.57 ตามลําดับ ในสวนของการศึกษาการปนเปอนไมโครพลาสติกในกระเพาะของ
ปลาตะกรบั พบวา บรเิ วณท่ีพบมากท่สี ดุ คอื บรเิ วณปากนํ้า และรองลงมา คอื บริเวณใกลก องขยะ เฉลีย่ 3.05
และ 2.55 ชิน้ ตอกรมั

คําสาํ คัญ: ไมโครพลาสติก ปากนํ้าจงั หวดั ระนอง ปลาตะกรับ

90

93

บทคัดยอ่ ผลงานวิจยั ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ชือ่ งานวิจัย การศกึ ษาสภาพนาํ้ และอากาศท่สี งผลตอการเกิดเช้ือราในขาวพันธุ กข 41 บริเวณ

คณะผวู ิจัย หมบู านหนองไมแกน ตาํ บลควนชะลิก อาํ เภอหวั ไทร จังหวดั นครศรธี รรมราช

ระดับชนั้ นางสาวณฐั ธดิ า หาญณรงค นางสาวณฐั นรี หาญณรงค
อาจารยท ีป่ รกึ ษา
โรงเรยี น และนางสาวธัญญารตั น เสือฉวน
นักวิทยาศาสตรท ีป่ รึกษา
มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4
นางสาวเพ็ญพกั ตร ชว ยพนั ธ และนายเสกสรร ชเู กิด

แหลมราษฎรบาํ รุง อาํ เภอหัวไทร จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ดร.เตือนตา รา หมาน และดร.ชลธริ า แสงสบุ ัน

บทคัดยอ

งานวิจัยเรื่อง การศึกษาสภาพน้ําและอากาศที่สงผลตอการเกิดเช้ือราในขาวพันธุ กข 41 บริเวณ
หมูบานหนองไมแ กน อําเภอหัวไทร จงั หวัดนครศรีธรรมราช มีวตั ถุประสงคเ พ่ือศึกษาสาเหตุ และปจ จยั ทส่ี ง ผล
ใหเกิดเชื้อราในขาวพันธุ กข 41 บริเวณหมูบานหนองไมแกน โดยทําการศึกษาสภาพน้ําและอากาศ ชวงเดือน
สิงหาคม และกันยายน โดยเดือนสิงหาคมน้ัน ทําการศึกษาในท่ี 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เดือนกันยายน น้ัน
ทําการศึกษาต้ังแตวันท่ี 1- 6 กันยายน พ.ศ. 2563 และ ศึกษาปจจัยท่ีสงผลตอการเกิดเชื้อราในขาวพันธุ กข
41 โดยการศึกษาอุณหภูมินํ้า ความชื้นสัมพัทธ คาpH ของนํ้า ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ํา และอุณหภูมิ
นาํ้ ตามหลักวธิ ีการดําเนนิ การของ GLOBE และเปรยี บเทยี บความแตกตา งของขอมลู ทัง้ สองบริเวณ หาคา เฉล่ีย
ดวยสถิติ T – test independent โดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป Microsoft Excel ผลการศึกษา พบวา
อุณหภูมินํ้า อุณหภูมิอากาศ และความชื้นสัมพัทธ มีผลตอการเกิดเช้ือราในขาวพันธุ กข 41 โดยเม่ืออุณหภูมิ
อากาศต่ํา คาความชื้นสัมพัทธในอากาศจะมีคาสูง เมื่อความชื้นสัมพัทธในอากาศมีคาสูงจะสงผลใหเกิดเชื้อรา
ในขา วพนั ธุ กข 41 ซง่ึ โรคทีเ่ กิดจากเช้ือรา คอื โรคไหม เกดิ จากเช้อื รา Pyricularia oryzae และ Pyricularia
grisea (Sacc.) ทําใหขาวพันธุ กข 41 เปนโรคตั้งแตระยะแตกกอไปจนถึงออกรวงสงผลใหผลผลติ ไดนอยและ
เกษตรกรขาดทนุ จากการทาํ นา ทาํ ใหข าดรายไดในการประกอบอาชพี

คําสําคัญ: ขาวพันธุ กข 41 เชอ้ื ราในขา ว อณุ หภูมินํ้า อุณหภูมอิ ากาศ ความช้ืนสัมพัทธ คา pH คา DO

91

94

บทคดั ย่อผลงานวจิ ัย ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ช่อื งานวิจัย การศึกษาความสัมพันธของคุณภาพน้ํากับแนวความคิดของชมุ ชน
และความหลากหลายของแพลงกตอน คลองแมรําพนั จงั หวัดสโุ ขทยั
คณะผูวจิ ยั นางสาวบุณยวยี  ชลชาญกจิ นางสาวศภุ นชุ เล่ียมวัฒนสธุ า
และนางสาวญาณัช จาดสอน
ระดบั ช้ัน มธั ยมศึกษาปท ี่ 5
อาจารยท ปี่ รึกษา นางขวัญใจ สงั ขจ นั ทร และนางสาวปวณี า คงสี
โรงเรียน อุดมดรุณี อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั สุโขทัย

บทคดั ยอ

การศึกษาความสัมพันธของคุณภาพนํ้ากับแนวความคิดของชุมชน และความหลากหลายของ
แพลงกต อน คลองแมร ําพนั จงั หวดั สโุ ขทยั มีวัตถปุ ระสงคก ารวจิ ยั เพอื่ ศึกษา 1) ความสมั พนั ธค ุณภาพน้าํ คลอง
แมรําพันกับแนวความคิดของชุมชน 2) คุณภาพน้ําทางดานกายภาพ เคมี และชีวภาพบางประการใน
คลองแมรําพัน 3) ความสัมพันธทางชีวภาพในคลองแมรําพันกับคุณภาพน้ําดานกายภาพ และทางเคมี
4) ความหลากหลายของแพลงกตอนที่สํารวจพบในคลองแมรําพัน ดําเนินการเก็บน้ําตัวอยางท้ังหมด 4 จุด
ศึกษา บริเวณชวงตนลําคลอง ชวงกลางลําคลอง และชวงปลายลําคลอง ทําการวิเคราะหคุณภาพนํ้า ดังน้ี
คณุ ภาพนํ้าทางกายภาพ ไดแก อุณหภูมิ ความโปรง ใส การนาํ้ ไฟฟา ของแข็งทง้ั หมด คุณภาพนํา้ ทางเคมี ไดแ ก
ความเปนกรด-เบส ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ํา ปริมาณไนเตรท ประเมินคุณภาพนํ้าทางชีวภาพ ไดแก
สิ่งมีชีวิตท่ีไมมีกระดูกสันหลังขนาดใหญ และจําแนกความหลากหลายของแพลงกตอนในระดับจีนัส
ผลการวิจัยพบวา คุณภาพนํ้าคลองแมรําพัน จังหวัดสุโขทัย ทั้ง 4 จุดศึกษามีคา WQI ที่แตกตาง โดยเฉล่ีย
เทากับ 4.17 คุณภาพน้ําโดยรวมอยูในระดับเส่ือมโทรมมากสัมพันธคุณภาพน้ําทางชีวภาพ ผลการศึกษา
ความหลากหลายของแพลงกตอนท้ัง 4 จุดศึกษา มีความหลากหลายของแพลงกตอนท่ีแตกตางกันพบท้ังหมด
จาํ นวน 5 ดวี ิช่ัน/ไฟลมั จํานวน 10 แฟมลิ ่ี และจาํ นวน 14 จีนัส

คําสําคญั : คุณภาพน้าํ แพลงกตอน คลองแมรําพนั

92

95

บทคัดย่อผลงานวิจยั ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ชอื่ งานวิจัย ศกึ ษาการใสป ุยเคมีและปยุ อินทรยี ทมี่ ีผลตอ คุณภาพดนิ และผลผลติ ของตน
มนั สําปะหลงั
คณะผวู ิจัย นางสาวเบญจพร ชนะนอก นางสาวธนญั ญา บุญสม
และนางสาวภาวนิ ี สมศรี
ระดบั ช้ัน มัธยมศกึ ษาปท่ี 5
อาจารยท่ปี รึกษา นางสาวสวุ รกั ษ สุวรรณไตร
โรงเรยี น อุดรพชิ ัยรกั ษพ ิทยา อาํ เภอเมือง จงั หวัดอุดรธานี

บทคัดยอ

มันสําปะหลงั เปนพืชเศรษฐกิจที่สําคัญในภาคอุตสาหกรรมอาหาร และอตุ สาหกรรมตอเนื่องอ่ืน ๆ แต
มักพบวาเมื่อทําการปลกู มันสําปะหลังซาํ้ ในบริเวณเดิมจะทาํ ใหความอุดมสมบรู ณของดินลดลง เกิดปญหาการ
ใชประโยชนจากดินในระยะยาว คณะผูวิจัยจึงศึกษาการใสปุยที่มีผลตอคุณภาพของดินและผลผลิตมัน
สําปะหลัง โดยแบงเปน 4 การทดลอง คือ แปลงท่ี 1 แปลงควบคุม แปลงที่ 2 ใสปุยเคมี แปลงท่ี 3 ใสปุย
อินทรีย และแปลงที่ 4 ใสปุยเคมีและปุยอินทรีย ในอัตราสวน 1:1 ทําการตรวจวัดคุณภาพของดินในแตละ
แปลงกอ นการทดลอง โดยทดลองเปนระยะเวลา 12 สัปดาหแลว จึงตรวจวดั คณุ ภาพของดินในแตล ะแปลงหลัง
การทดลอง และวัดผลผลิตของมันสําปะหลังโดยการช่ังนํ้าหนักหัวมันสําปะหลังจากผลการทดลอง พบวา
แปลงที่ 2 ใสปุยเคมี สามารถคงคุณภาพของดินไดดี โดยสามารถรักษาคาความเปนกรด-ดางของดินใหอยูใน
เกณฑท่ีเหมาะสม คงความชื้นในดินไดมากที่สุดเม่ือเปรียบเทียบกับแปลงการทดลองอื่น ชวยเพิ่มปริมาณธาตุ
ไนโตรเจน และฟอสฟอรสั และรักษาปริมาณโพแทสเซียมในดินใหอยูในระดับที่เหมาะสมตอพืชได อีกท้งั ยังให
ปริมาณผลผลิตมากท่ีสุด อยางไรก็ตามการใสเฉพาะปุยเคมีในระยาวจะทําในดินขาดความอุดมสมบูรณ
คณะผูว จิ ัยจึงแนะนาํ ใหใ ชปยุ เคมีรว มกบั ปยุ อินทรยี เพื่อชวยรกั ษาคุณภาพของดนิ

คําสําคัญ: ปุยเคมี ปุยอินทรีย คณุ ภาพของดิน มนั สาํ ปะหลงั

93

96

บทคัดยอ่ ผลงานวจิ ัย ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ชอื่ งานวจิ ัย องคป ระกอบของอาหารในกระเพาะปลากดหวั โมงจากการประมงพ้นื บาน
ในจังหวัดพทั ลงุ
คณะผวู จิ ยั นายกมลนาวิน แสงทอง นายพฤตินันท อินนรุ ักษ และนายปวรตุ ม สวุ รรณ
ระดบั ชั้น มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5
อาจารยทป่ี รกึ ษา นางยุพดี ภกั ดีวานชิ และนายเกยี รตชิ ัย ดว งเอียด
โรงเรียน อุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย พัทลุง อําเภอเมือง จงั หวดั พทั ลงุ
นักวิทยาศาสตรท ปี่ รกึ ษา ผศ.ดร.เตือนตา ราหมาน และผศ.ดร.ธญั ญา พนั ธฤทธด์ิ ํา
มหาวทิ ยาลัยทกั ษณิ วิทยาเขตพัทลุง

บทคัดยอ

การศึกษาเปรียบเทียบองคประกอบของอาหารในกระเพาะของปลากดหัวโมงที่เก็บรวบรวมจาก
บริเวณพื้นท่ีทะเลสาบสงขลาจังหวัดพัทลุง จํานวน 4 สถานี คือ บานปากประ บานลําปา บานจงเก และอาว
พะยูน โดยเก็บขอมูลคุณภาพนํ้าจํานวน 6 ดัชนีตัวช้ีวัด คืออุณหภูมิ คาความเปนกรด – ดาง คาปริมาณ
ออกซิเจนท่ีละลายในน้ํา คาการนําไฟฟา คาความเค็ม คาของแข็งท่ีละลายไดท้ังหมด และศึกษาลักษณะเพศ
ความยาว น้ําหนัก และองคประกอบของอาหารในกระเพาะของปลากดหัวโมง ในระหวางเดือนมกราคม –
เดือนกุมภาพันธ พ.ศ. 2564 จากตัวอยางปลากดหัวโมง ทั้งหมด 120 ตัว ทําการวิเคราะหชนิดของอาหารใน
กระเพาะดวยวิธี Occurrence method ผลการศึกษาพบวา คุณภาพนํ้า ทั้ง 4 สถานี มีคาแตกตางกันข้ึนอยู
กับพื้นท่ีที่ศึกษา ความแตกตางระหวางเพศผูและเพศเมียของปลากดหัวโมง ดูจากลักษณะภายนอก ตัวผูจะมี
ขนาดลําตัวเล็กกวาตัวเมีย และมีติ่งเพศขนาดเล็ก ทําใหสังเกตความแตกตางระหวางเพศคอนขางยาก
ความสัมพันธระหวางความยาวเหยียดและน้ําหนักของปลากดหัวโมง ดวยการวิเคราะหสหสัมพันธ แบบเพียร
สนั โดยใชโ ปรแกรม SPSS พบวา มีคา สมั ประสิทธิ์การตัดสนิ ใจ (r) เทา กับ 0.820 แสดงใหเห็นวาความยาวกับ
น้ําหนักตัวมีความสัมพันธไปในทิศทางเดียวกัน อยูในระดับสูงวิเคราะหขอมูลชนิดของอาหารในกระเพาะปลา
โดยการนับจํานวนกระเพาะอาหารท่ีพบอาหารแตละชนิด แลวคํานวณความถี่ในการพบอาหารแตล ะชนิดเปน
รอยละ (%F) พบวา ชนิดของอาหารที่พบสูงสุดเหมือนกันทุกสถานี คือ แพลงกตอนสัตว (แอมพิพอด) โดย
บา นปากประ พบสูงสุด 86.67% รองมาคือ อาวพะยนู 80.00% ตามดว ย บา นจงเก 66.67% และ บานลําปา
53.33% ชนดิ ของอาหารท่ีพบเปนอนั ดบั ที่ 2 ของแตล ะสถานี คือ บานปากประ พบหอยฝาเดียว 53.33% อา ว
พะยูน พบกุง 43.33% บานลาํ ปา และบานจงเกพบเหมือนกนั คอื แมลง (ริ้นน้าํ และตวั ออ นแมลงปอ) 36.67%
และ 33.33% ตามลาํ ดับ

คําสาํ คญั : ปลากดหวั โมง องคป ระกอบของอาหารในกระเพาะ ทะเลสาบพัทลงุ

94

97

บทคัดยอ่ ผลงานวิจยั ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชือ่ งานวจิ ัย การเปรียบเทียบคุณภาพดินที่สงผลตอ ผลผลิตของสมโอพนั ธขุ าวแตงกวา

คณะผวู ิจยั นางสาวณฏั ฐณชิ า ม่นั ทอง นายพลพฤทธิ์ นาคสังข และนายสุพศนิ สขุ สบาย
ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย
อาจารยทปี่ รึกษา นางเขม็ ทราย กิมสวัสด์ิ
โรงเรยี น หนั คาพทิ ยาคม อําเภอหนั คา จังหวดั ชยั นาท

บทคัดยอ

งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบคุณภาพดินที่สงผลตอผลผลิตของสมโอพันธุขาวแตงกวา เพ่ือศึกษา
1) คุณสมบัติดิน ตามหลักวิธีดําเนินการของ GLOBE ไดแก โครงสรางดิน สีดิน การตรวจวัดการยึดตัวของดิน
เนอ้ื ดนิ อณุ หภมู ิดนิ ความช้นื ในดนิ คา pH ในดิน ความอุดมสมบรู ณของดิน และปริมาณ N P K 2) การเจริญ
ของผลสมโอในดินที่ตางสถานที่กัน 3) สมบัติในดินแตละสถานที่ที่สงผลตอความหวานของสมโอขาวแตงกวา
โดยแบงการศึกษา และทดลองออกเปนทั้งหมด 12 ขั้นตอนคือ ตอนท่ี 1 การจัดเก็บตัวอยางดินเพื่อ
ทําการศึกษา ตอนท่ี 2 การวัดอุณหภูมิดิน ตอนท่ี 3 การหาความหนาแนนของดิน ตอนท่ี 4 การเปรียบเทียบ
สดี นิ ตอนท่ี 5 การหาความชื้นในดิน ตอนที่ 6 การหาโครงสรา งของดิน ตอนท่ี 7 การหาชนดิ ของดิน ตอนท่ี 8
การตรวจสอบความยดึ ตัวของดิน ตอนท่ี 9 การหาปริมาณ N P K ของดิน ตอนท่ี 10 การตรวจสอบ pH (กรด-
ดา งของดนิ ) ตอนที่ 11 การวัดขนาดผลของสม โอ และตอนที่ 12 การหาความหวานจาก Brix Refractometer
ทําการทดลองดนิ และสมโอจากทั้ง 2 สถานท่จี นครบทกุ ขัน้ ตอน พบวาดินของสวนสมโอโชคชัยมีความสมบูรณ
กวาดินของสวนสมโอโรงเรียนหันคาพิทยาคม โดยวิเคราะหโครงสรางและสมบัติของดินจากสวนสมโอโชคชัย
จะเห็นไดว า โครงสรางของชนั้ ดนิ มลี ักษณะเหมือนกนั ชนดิ ดินเหนียว ดนิ มีความละเอยี ดมากกวา สดี นิ เขมกวา
อุณหภูมิดินเฉลี่ยตํ่ากวา มีความหนาแนนของดินที่มากกวาจากการวิเคราะหหาปริมาณ N P K โดยท่ีคา N
ไมสามารถหาได คา P มีคาสูงมาก คา K มีคาสูง และการหาคา pH มากกวาสวนสมโอของโรงเรียน
หนั คาพิทยาคม การเจริญเติบโตของผลสมโอในสวนสมโอโชคชัยมีขนาดเสน รอบวงดานกวางของผลที่มากกวา
สมโอจากสวนสมโอของโรงเรียนหันคาพิทยาคม สมโอท่ีสวนโชคชัยมีความหวานตามการวัดดวย Brix
Refractometer ผลการวิจัยพบวา มีคา Brix เฉลี่ย 14.3 บริกซ ซ่ึงจะมีคาความหวานมากกวาสมโอของ
โรงเรยี นหันคาพทิ ยาคม

คาํ สาํ คญั : คุณภาพดนิ สม โอพันธุขาวแตงกวา

95

98

บทคดั ย่อผลงานวจิ ยั ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ช่ืองานวจิ ัย การศึกษาปริมาณตนไมท ี่มีผลตอคุณภาพอากาศในเขตอําเภอเมือง จังหวัดปต ตานี
คณะผวู ิจยั นางสาวชนนิกานต รกั ษเชือ้ นางสาววราญา คงเมอื ง
และนางสาวสริ ริ ตั น เบญจมภ ัทร

ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5
อาจารยท ่ปี รึกษา นายพงศศักดิ์ เหลาเจรญิ สุข และนางมสั รี สนาบารา

โรงเรียน เดชะปต ตนยานุกูล อาํ เภอเมือง จงั หวัดปตตานี

บทคดั ยอ

งานวิจัย เรื่องปริมาณตนไมที่มีผลตอคุณภาพอากาศในเขตอําเภอเมือง จังหวัดปตตานีมีวัตถุประสงค
เพื่อศึกษาคุณภาพอากาศในเขตอําเภอเมืองปตตานี และศึกษาเกี่ยวกับปริมาณตนไมที่มีผลตอคุณภาพอากาศ
ในการดําเนินการสํารวจคณะผูวิจัยไดแบงออกเปน 3 ตอน ตอนท่ี 1 วัดคาความเขมขนของฝุนละอองและ
สํารวจคุณภาพอากาศในเขตอําเภอเมืองปตตานี จากการสํารวจพบวา คุณภาพอากาศในเขตอําเภอเมือง
ปตตานีอยูในระดับดี ซึ่งมีคาความเขมขนเฉล่ยี ของฝุนละออง PM1.0 PM2.5 และ PM10 อยูท่ี 10.13, 17.06
และ 22.79ตามลําดับ ตอนท่ี 2 วัดคาความเขมขนของฝุนละอองในพ้ืนที่ทเ่ี ปนแหลงกอใหเกิดฝุนละออง โดย
มพี ืน้ ที่ตัวอยางในการสาํ รวจ 2 บรเิ วณ ไดแก บรเิ วณเขตโรงงานอตุ สาหกรรม และบริเวณถนนท่มี ีการคมนาคม
คับคั่ง ผลการสํารวจพบวา บริเวณเขตโรงงานอุตสาหกรรมมีคาความเขมขนเฉลี่ยของฝุนละออง PM1.0
PM2.5 และ PM10 อยูท่ี 19.3, 33 และ 41.4 ตามลําดับ ในขณะที่บริเวณถนนท่ีมีการคมนาคมคับคั่งมีคา
ความเขมขนเฉลี่ยของฝุนละออง PM1.0 PM2.5 และPM10 อยูที่17, 28.17 และ 36.1 ตามลําดับ จึงสรุปได
วา โรงงานอตุ สาหกรรมเปนสาเหตหุ ลักที่กอใหเกิดฝุนละออง ตอนที่ 3 วดั คา ความเขม ขนฝุนละอองในบริเวณ
ท่ีมีปริมาณตนไมตางกันในเขตโรงงานอุตสาหกรรม โดยแบงพ้ืนท่ีสํารวจออกเปน 4 บริเวณ ไดแก บริเวณท่ีมี
ปริมาณตนไมมาก บริเวณที่มีปริมาณตนไมปานกลาง บริเวณท่ีมีปริมาณตนไมนอย และบริเวณที่ไมมีตนไม
โดยบริเวณที่มีปริมาณตนไมมากมีคาความเขมขนเฉล่ียของฝุนละออง PM1.0 PM2.5 และ PM10 อยูท่ี 17.3,
35.2 และ 41.17 ตามลําดับ บริเวณท่ีมีปริมาณตนไมปานกลาง มีคาความเขมขนเฉลี่ยของฝุนละออง PM1.0
PM2.5 และ PM10 อยูท่ี19.8, 39.8 และ 48.27 ตามลําดับ บริเวณท่ีมีปริมาณตนไมนอย มีคาความเขมขน
เฉลี่ยของฝุนละออง PM1.0 PM2.5 และ PM10 อยูท่ี 20.45, 42.07 และ 51.93 ตามลําดับ บริเวณท่ีไมมี
ตนไมค าความเขมขนเฉลี่ยของฝุนละออง PM1.0 PM2.5 และPM10 อยทู ่2ี 9.87, 53.27 และ 66.03ตามลําดับ
จากผลสํารวจท้ังหมด พบวา ชวงเวลาท่ีมีคาความเขมขนฝุนละอองมากท่ีสุด คือ ชวงเชา รองลงมา คือ ชวง
เย็น และชวงเทีย่ ง ตามลําดับ

คําสาํ คัญ: ปริมาณตนไม คุณภาพนาํ้ ปริมาณฝนุ ละออง PM1.0 PM2.5 PM10

96

99

คณะผูจ้ ดั ทำา

ท่ีปรกึ ษา ผ้อู าำ นวยการ สสวท.
ผู้ช่วยผอู้ าำ นวยการ สสวท.
ศาสตราจารย ดร.ชูกจิ ลิมปจ าำ นงค
ดร.วรวรงค รักเรอื งเดช

คณะทำางาน ฝายโลกศึกษาเพอ่ื พัฒนาสิ่งแวดลอ้ ม (GLOBE) สสวท.
ฝา ยโลกศึกษาเพ่ือพฒั นาสง่ิ แวดลอ้ ม (GLOBE) สสวท.
นางปาริฉัตร พวงมณี ฝายโลกศึกษาเพ่ือพฒั นาสิ่งแวดล้อม (GLOBE) สสวท.
นางยพุ าพร ลาภหลาย ฝายโลกศกึ ษาเพ่อื พฒั นาสิ่งแวดลอ้ ม (GLOBE) สสวท.
นางสาวสมรศรี กนั ภยั ฝา ยโลกศกึ ษาเพื่อพฒั นาสิง่ แวดลอ้ ม (GLOBE) สสวท.
นางสาวสวุ ินัย มงคลธารณ ฝา ยโลกศึกษาเพ่ือพัฒนาส่งิ แวดลอ้ ม (GLOBE) สสวท.
นางสาวลลิดา อ่ำาบวั ฝา ยโลกศกึ ษาเพ่ือพัฒนาสง่ิ แวดล้อม (GLOBE) สสวท.
ดร.นสิ ากรณ แสงประชมุ
นางสาวศิรพิ ร เหลา่ วานิชย

รวบรวมและเรียบเรยี งเอกสารประกอบการประชมุ

นางยพุ าพร ลาภหลาย ฝายโลกศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาสิ่งแวดลอ้ ม (GLOBE) สสวท.
ดร.นิสากรณ แสงประชมุ ฝา ยโลกศกึ ษาเพื่อพัฒนาส่ิงแวดลอ้ ม (GLOBE) สสวท.

สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
924 ถนนสขุ มุ วทิ แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรงุ เทพมหานคร 10110
โทรศพั ท 0-2392-4021 ต่อ 1121, 1124 และ 1128 โทรสาร 0-2382-3239
Email: [email protected], [email protected]

The Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology (IPST)
Ministry of Education

924 Sukhumvit Road, Phra Khanong Subdistrict, Klong Toei District,
Bangkok 10110, Thailand
Tel. 0-2392-4021 ext. 1121, 1124 and 1128, Fax 0-2382-3239
Email: [email protected], [email protected]

99


Click to View FlipBook Version