รปู แบบการเปลย่ี นแปลงของภาษา
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๖
ครอู ทิ ธิโชค นาคสนอง
การกลมกลืนเสยี ง
การกลม กลืนเสี ย ง คื อ ก า ร ท่ีเสีย งเปล่ีย นไปตา ม
สภาพแวดล้อมหรอื ไปตามเสียงขา้ งเคียง หลงั จากการเปลี่ยนแปลง
เสยี งท่เี ปลีย่ นไป จะมคี วามคล้ายคลงึ กับเสียงข้างเคยี ง ในบางกรณี
ก็เหมือนกัน ถ้าเปลี่ยนไปแล้วคล้ายคลึงกัน ก็เรียกว่า การ
กลมกลืนละม้าย ถ้าเปล่ียนไปแล้วเสียงท่ีเปลี่ยนเหมือนกับเสียง
ข้างเคยี งทกุ ประการ เรยี กว่า การกลมกลนื สมบูรณ์ เช่น กรรไตร
เปล่ียนเสียงเป็น กรรไกร อย่างไร เปลี่ยนเสียงเป็น ยังไง อย่าง
นน้ั เปล่ียนเสียงเปน็ ยังงนั้
การผลักเสียง (คาอัพภาส)
เป็นขบวนการเปล่ียนแปลงเสียงท่ีตรงข้ามกันกับการกลมกลืนเสียง
กล่าวคือ หลังจากเกิดการเปล่ียนแปลงแล้ว เสียงท่ีเปลี่ยนไปจะเหมือนกับ
เสียงข้างเคียงน้อยลง หรือกลายเป็นเสียงที่ต่างออกไปจากเสียงใกล้เคียง
การเปล่ียนแปลงเสียงชนิดน้ีไม่เกิดแพร่หลายเหมือนกับการกลมกลืนเสียง
และลักษณะอีกอย่างหน่ึงของการผลักเสียงที่ตา่ งจากการกลมกลืนเสียง คือ
มีเสียงบางชนิดเท่าน้ันที่เกิดการผลักเสียงได้ เช่น เสียงเหลว เสียงนาสิก
และเสยี งประเภทท่ีเกี่ยวข้องกับเสน้ เสยี งทง้ั หลาย เช่น เสียงช่องคอ เสียง
ลม อาทิ เร่ือย ๆ ผลักเสียงเป็น ระเร่ือย ล่ิวล่ิว ผลักเสียงเป็น ละล่ิว
จริงจรงิ ผลักเสยี งเป็น จริงจงั
การสบั ท่เี สียง หรอื การสับเสียง
การเปล่ียนแปลงของเสียงในคา บางครั้งก็เกิดขึ้นโดยเสียงใน
คาสับเปล่ียนตาแหน่งกัน การเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้อาจเกิด
เฉพาะกับคาบางกลมุ่ แตใ่ นบางภาษาก็เป็นการเปล่ียนแปลงท่ัวท้ัง
ภาษา หมายความว่า เม่ือใดก็ตามที่มีเสียง 2 เสียงชนิดใดชนิด
หนึ่งเกิดร่วมกันในคา ๆ เดียวจะเกิดการสับที่เสียงกัน เช่น ตะไกร
สับเสียงเป็น กะไต ตะกร้า สับเสียงเป็น กะต้า จากัด สับเสียงเป็น
กาจัด
การลดเสยี ง (เสียงหาย)
การลดเสียง หรือเสียงหายไป หมายถึงการเปล่ียนแปลง
ทางด้านเสียงของคา คือเสียงจะหดสั้น หรือหดหาย แต่ความหมาย
ของคาน้ันยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงความหมายเพราะว่าการ
เปลี่ยนแปลงของความหมาย และการเปลี่ยนแปลงทางเสียงน้ัน มี
ขนั้ ตอนและกระบวนการเปล่ียนแปลงไมเ่ กยี่ วเนื่องผกู พันกัน
การลดเสียง (เสียงหาย)
การลดเสียงน้ันสว่ นใหญจ่ ะพบว่ามีการลดเสียงกลางคามากกว่า
ลักษณะอ่ืน ๆ เช่น ฉันน้ัน-ฉะน้ัน ฉันนี้-ฉะนี้ คือลดเสียง /น/
ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าลดเสียงกลาง หรือ ลดเสียงกลางคา ส่วนลด
เสียงหน้าคานั้นมีปรากฏน้อยมาก และมีกระบวนการเปล่ียนแปลง
ท่ีซับซ้อน เช่น หรือไม่–ไหม-มะ ซึ่งมีการเปล่ียนระดับเสียง
วรรณยกุ ตด์ ้วย
การเพมิ่ เสยี งของคา
การเปล่ียนทางดา้ นเสียงของคาอีกลักษณะหนึ่งก็คือ การ
เพ่ิมเสียงของคา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์โดยท่ัวไปของคาใน
ภาษาไทย กล่าวคือ คาใดท่ีออกเสียงไม่สะดวกนักมักจะมี
การเปลี่ยนแปลงเสียงของคา เพ่ือให้ออกเสียงง่ายข้ึน
สะดวกขึ้น โดยเฉพาะคาท่ีมี 2 พยางค์ขึ้นไป เช่น แทรก
เสียง กะ กลางคา เช่น ตกใจ – ตกกะใจ ตกุ๊ ตา – ตกุ๊ กะตา
นกยาง – นกกะยาง ลกู ตา – ลูกกะตา ฯลฯ