The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยและนวัตกรรมจัดทำขึ้นตามกรอบและประเด็นท้าทายที่กำหนดไว้ในแบบข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) โดย นางนารี รัศมี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sirizax1418, 2022-09-13 12:24:50

การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้นร่วมกับการใช้อินโฟกราฟิก

วิจัยและนวัตกรรมจัดทำขึ้นตามกรอบและประเด็นท้าทายที่กำหนดไว้ในแบบข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) โดย นางนารี รัศมี

Keywords: การศึกษา

การพัฒนาความสามารถการอา่ นจบั ใจความสำคญั ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
โรงเรียนนาหวา้ พิทยาคม (ธาตปุ ระสิทธ์ิประชานุเคราะห์)
ด้วยเทคนิคบันได 6 ขน้ั ร่วมกบั การใชอ้ ินโฟกราฟิก

นางนารี รศั มี

โรงเรียนนาหว้าพทิ ยาคม (ธาตปุ ระสิทธปิ์ ระชานุเคราะห์)
อำเภอนาหวา้ จังหวดั นครพนม

สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษานครพนม

ช่อื งานวจิ ัย : การพฒั นาความสามารถการอา่ นจับใจความสำคญั ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4
โรงเรียนนาหวา้ พทิ ยาคม (ธาตุประสิทธิป์ ระชานุเคราะห์) ดว้ ยเทคนิคบันได 6 ขนั้
ผวู้ จิ ยั รว่ มกบั การใชอ้ นิ โฟกราฟกิ
ปที ี่วจิ ัย
: นางนารี รัศมี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรยี นนาหวา้ พิทยาคม (ธาตปุ ระสิทธ์ิ
ประชานุเคราะห)์ สำนกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษานครพนม

: 2565

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ
สำคญั ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนนาหว้าพทิ ยาคม (ธาตปุ ระสิทธิ์ประชานุเคราะห์) ดว้ ย
เทคนิคบันได 6 ขั้น ผนวกกับการใช้อินโฟกราฟิก 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับ
ใจความสำคัญก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นในการอ่านจับใจความสำคัญของ
นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นนาหว้าพทิ ยาคม (ธาตุประสิทธ์ิประชานุเคราะห)์ ประชากร คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนนาหว้าพทิ ยาคม สำนักงาน
เขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษานครพนม จำนวน 40 คน เคร่อื งมือทีใ่ ช้ ได้แก่ ชุดความรู้อินโฟกราฟิก
เร่ือง การอ่านจับใจความสำคญั แบบบันได 6 ขั้น แบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ
เรยี นรูภ้ าษาไทย เรือ่ ง การอ่านจับใจความสำคญั ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ
4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แผนการจดั การเรียนรู้ 8 แผน เนอื้ หาเป็นแบบทดสอบการอ่านจับใจความ
สำคัญซึ่งผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหา
ค่าเฉล่ยี ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และการทดสอบแบบที (t-test)

ผลการวิจัยพบวา่
1. พบวา่ คะแนนเฉล่ียจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษา
ปีที่ 4 โดยใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญแบบบันได 6 ขั้น เท่ากับ 18.5
จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน หรือคิดเห็นร้อยละ 46.25 โดยมีคะแนนระหว่าง 11 - 25 คะแนน
หรือระหว่างร้อยละ 27.5 - 62.5 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 33.05
จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน หรือคิดเห็นร้อยละ 82.63 โดยมีคะแนนระหว่าง 13 - 37 คะแนน
หรือระหว่างร้อยละ 32.5 – 92.5 โดยนักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 9.96 หรือคิดเป็น
ร้อยละ 24.9
2. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 33.05
(S.D. = 5.83) สงู กวา่ คะแนนก่อนเรยี น ซง่ึ มีคา่ เฉลยี่ เทา่ กับ 18.5 (S.D. = 3.58)

กติ ติกรรมประกาศ
งานวิจยั ครงั้ นี้ สำเร็จได้ดว้ ยความกรุณาจากผ้เู ช่ยี วชาญทุกทา่ น ทีไ่ ด้กรุณาตรวจคุณภาพของ
แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบทดสอบ ชดุ ความร้อู นิ โฟกราฟกิ เรอื่ ง การอ่านจบั ใจความสำคัญแบบบนั ได
6 ข้ัน และให้คำปรึกษาเกย่ี วกบั การจัดทำรายงานการวิจยั
ขอขอบคุณผ้อู ำนวยการโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม (ธาตุประสทิ ธ์ปิ ระชานุเคราะห์) คณะครู
คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานและผู้ปกครองนักเรียนทมี่ สี ่วนรว่ มในการพัฒนาผูเ้ รยี นให้มี
คณุ ภาพและทำใหง้ านวจิ ยั ในคร้งั น้สี ำเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบพระคณุ มา ณ โอกาสนเี้ ป็นอยา่ งสงู

นารี รศั มี

สารบัญ หนา้

เรือ่ ง 1
4
บทท่ี 1 บทนำ 4
5
ภูมหิ ลัง 5
ปัญหาการวจิ ัย 6
จุดม่งุ หมายของการวิจัย 6
สมมติฐานของวิจัย 7
ขอบเขตของการวิจัย
กรอบแนวคิดการวิจยั 8
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 14
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั 16
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้อง
ตอนที่ 1 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้องกับการอา่ นจับใจความสำคญั 21
ตอนท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้องกับเทคนิคบนั ได 6 ขนั้ 21
ตอนที่ 3 เอกสารและงานท่ีเกยี่ วขอ้ งกับอนิ โฟกราฟิก 22
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั 22
1. กลุม่ เป้าหมาย
2. เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั 24
3. วิธีดำเนินการวจิ ัย 26
4. การวเิ คราะหข์ ้อมูล 27
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 28
ตอนท่ี 1 การศึกษาความสามารถในการอา่ นจบั ใจความของนักเรยี น
ตอนที่ 2 การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นรายวิชาภาษาไทย
บทท่ี 5 สรุปผลการวิจัยและขอ้ เสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

1

บทที่ 1

บทนำ

ภมู หิ ลัง

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็น
เอกภาพและเสริมสรา้ งบุคลกิ ภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เปน็ เครื่องมอื ในการติดต่อส่ือสาร
เพื่อสร้างความเข้าใจและสมั พนั ธท์ ี่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบธุระการงานและดำรงชีวิตรว่ มกัน
ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก
แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศตา่ ง ๆ เพื่อพฒั นาความรู้ ความคดิ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการ
พัฒนาอาชีพใหม้ คี วามมัน่ คงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ภาษาไทยยงั เปน็ ส่ือท่ีแสดงภูมิปัญญา
ของบรรพบุรุษดา้ นวฒั นธรรมประเพณี ชีวทัศน์ โลกทัศน์ และสุนทรยี ภาพโดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดี
และวรรณกรรมอันล้ำค่า ภาษาไทยจึงเป็นสมบตั ิของชาตทิ ีค่ วรค่าแก่การเรียนรู้ เพื่ออนุรักษ์และสืบ
สานใหค้ งอยคู่ ชู่ าติตลอดไป (กรมวชิ าการ, 2544 : 3)

ภาษาไทยยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและตรงตาม
จุดหมายไมว่ ่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น ความตอ้ งการ และความร้สู ึก ซ่งึ สามารถสื่อสารได้ทั้งใน
รูปของคำ วลี และประโยค สำหรับคำในภาษาไทยย่อมประกอบด้วยเสียง รูป พยัญชนะ สระ
วรรณยุกต์ และความหมาย ส่วนที่เป็นประโยคเปน็ การเรยี งคำตามหลกั เกณฑ์ของภาษา และประโยค
หลายประโยคเรียงกันเป็นข้อความ นอกจากนี้คำในภาษาไทยยังมเี สียงหนัก เบา มีระดับของภาษา
ซึ่งต้องใชใ้ ห้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล อีกทั้งภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ตาม
สภาพวัฒนธรรมของกลุ่มคน ตามสภาพของสังคมและเศรษฐกิจ ดังนั้น การใช้ภาษาจึงเป็นทักษะที่
ผูใ้ ชต้ อ้ งฝกึ ฝนใหเ้ กิดความชำนาญ ไม่วา่ จะเป็นการอ่าน การเขียน การพดู การฟงั และการดูส่อื ต่างๆ

2

รวมทั้งต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษา เพื่อสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพและใช้อย่าง
คล่องแคล่ว มวี จิ ารณญาณและคุณธรรม (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2545 : 2)

นอกจากนี้ การเรียนรู้ภาษาย่อมเกี่ยวพันกับความคิดของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นสื่อของ
ความคิด ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาไทยจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สร้างสรรค์ คิดวิพากษ์วิจารณ์คิด
ตัดสินใจแก้ปัญหา และวินิจฉัยอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันการใช้ภาษาอย่างมีเหตุผล ใช้ในทาง
สรา้ งสรรค์และใชภ้ าษาอย่างถกู ต้องสละสลวยสวยงาม ยอ่ มสรา้ งเสรมิ บคุ ลิกภาพของผใู้ ชภ้ าษาให้เกิด
ความน่าเชื่อถืออีกด้วย ภาษาไทยยังเปน็ ทกั ษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ เพื่อให้สามารถรับรู้
ข้อมูลข่าวสารได้อย่างพินิจพิเคราะห์สามารถเลือกใช้คำ เรียบเรียงความคิด ความรู้ และใช้ภาษาได้
ถูกต้องตามเกณฑ์ ได้ตรงตามความหมาย ถูกต้องตามกาลเทศะ บุคคล และมีประสิทธิภาพ
(กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2545 : 2)

จากความสำคัญของภาษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ภาษาเป็นเคร่ืองมือของมนุษย์เพื่อใช้ในการ
สื่อสารกทำความเข้าใจกัน เป็นเครื่องมอื การเรียนรู้ การบันทึกเร่ืองราว และเป็นวัฒนธรรมของชาติ
ดังนั้นการเรียนภาษาไทย จึงต้องเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเกิดทักษะอย่างถูกต้อง
เหมาะสม สามารถเป็นเรื่องมือในการเรียนแสวงหาความรู้ และประสบการเรียนรู้ในฐานะเป็น
วฒั นธรรมทางภาษาใหเ้ กดิ ความชนื่ ชม ซาบซึ้ง และภมู ใิ จในภาษาไทย โดยเฉพาะคุณค่าของวรรณคดี
และภูมปิ ัญญาทางภาษาของบรรพบุรษุ ไดส้ รา้ งสรรค์ไวอ้ นั เป็นสว่ นเสริมสรา้ งความงดงามในชีวิต

การอ่าน นับว่าเป็นหนึ่งในสาระและมาตรฐานการเรียนรู้สาระภาษาไทยทุกช่วงชั้นโดย
มาตรฐานที่ 1.1 กล่าวว่า การอ่านสร้างความรู้ และความคิด ไม่ใช่ตัดสินใจ แก้ปัญหา และสร้าง
วิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งตอ่
การศึกษาหาความรู้ และพัฒนาชีวิต นอกจากจะทำให้เกิดความรู้แล้ว ยังก่อให้เกิดความสนกุ สนาน
เพลิดเพลนิ และส่งเสริมให้ผ้อู ่านมีความริเริม่ สรา้ งสรรค์ ได้แนวคดิ ในการดำเนนิ ชีวิต การค้นคว้าหา
ความรู้ หรือรับรู้ข้อมูลจากสิ่งพิมพต์ ่างๆ เช่น หนังสือแบบเรียน ตำรา วารสาร เป็นต้น การอ่านจึง
เป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่างๆ การอ่านที่ดีมี

3

ประสิทธิภาพ จะต้องอ่านแล้วจับใจความได้ สรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ แต่การสำรวจการ
ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเ้ รียน พบว่ามีนักเรียนอา่ นจับใจความสำคัญไมไ่ ด้ ไมส่ ามารถ
สรุปประเด็นได้และไม่สามารถแยกความรู้ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ไม่สามารถแยกใจความสำคัญกับ
ความรองได้ ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควร ทั้งยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเรียนรู้
และศกึ ษาวิชาต่างๆ ด้วย (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546 : 188)

จากความสำคญั และปญั หาดังกล่าวข้างตน้ จะเหน็ ได้วา่ ทักษะการอา่ นจับใจความสำคัญเป็น
ทักษะที่จำเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน ที่นักเรียนจะต้องใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้
จากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จะต้องใช้ทักษะในการอ่านจับ
ใจความสำคัญ และรู้จักวเิ คราะห์ วิจารณ์เรือ่ งราวที่อ่าน ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกทักษะเปน็ อย่างมาก
ดังนั้นครูจึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการสอนที่สอดคล้อง เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีทักษะการอ่านจับ
ใจความสำคัญมปี ระสทิ ธิภาพ

การอ่านจับใจความสำคัญ ตามเทคนิคบันได 6 ขั้น เป็นแนวคิดที่ อ.เสกสันต์ ผลวัฒนะ
อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวไว้ในคู่มือฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ
การอ่านข้ันสูง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เนื้อหามีความน่าสนใจจึงนำมาใช้ในการสอน
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้ผล คือนักเรียนสามารถจับใจความสำคัญได้ง่ายขึ้น และทำ
ขอ้ สอบได้แม่นยำข้ึน โดยจุดเด่นของเทคนิคน้ี คือ การแบ่งเนอื้ หาใหเ้ ดก็ เริม่ เรียนรู้จากงา่ ยไปยากและ
ซบั ซ้อนยง่ิ ขน้ึ ทำให้ครูกำหนดเป้าหมายการพฒั นาเดก็ ไปทีละขน้ั

ผ้วู จิ ัยมคี วามเหน็ วา่ การใชเ้ ทคนิคบันได 6 ข้นั เปน็ วิธีพฒั นาทักษะการอา่ นจบั ใจความสำคัญ
วิธีหนึ่ง ที่สามารถให้นักเรียนได้พัฒนาและฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญได้ดียิ่งขึ้น เพราะ
เทคนิคนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูดำเนินการสอนไปตามลำดับขั้นตอนช่วยถ่ายทอดเนื้อหาหรือ
ประสบการณ์ที่ซับซ้อนเปน็ นามธรรมได้สงู ช่วยใหก้ ารเรยี นการสอนเปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพมาก
ย่งิ ข้นึ ผนวกกับการใช้อนิ โฟกราฟิก เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายและรวดเร็วข้นึ เป็นการเปล่ียน
ข้อมูลจำนวนมาก ที่ยุ่งยากหรือซับซ้อนให้เป็นภาพกราฟิกต่างๆ และมีรูปแบบที่สวยงาม ซึ่งเป็นตัว

4

ช่วยดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้เปน็ อย่างดี และมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนนาหว้าพิทยาคม (ธาตุประสทิ ธ์ิประชานุเคราะห์) ด้วยเทคนคิ
บนั ได 6 ขัน้ ผนวกกับการใช้อินโฟกราฟกิ เพ่อื หาประสิทธภิ าพและผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน และเป็น
การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญให้กับนักเรียน อันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนในระดับชั้นท่ี
สูงขึน้ ต่อไป โดยมปี ัญหาการวิจยั ดังน้ี

ปญั หาการวจิ ยั

1.การอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น ผนวกกับการใช้อินโฟกราฟิกของ
นกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนนาหวา้ พทิ ยาคม (ธาตปุ ระสทิ ธป์ิ ระชานเุ คราะห)์ อำเภอนาหว้า
จังหวัดนครพนม สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้
หรอื ไม่

2.นกั เรียนมีผลสมั ฤทธ์กิ ารอา่ นจับใจความสำคัญก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกนั หรือไม่

จดุ มงุ่ หมายของการวิจยั

1.เพ่ือพัฒนาความสามารถการอ่านจบั ใจความสำคญั ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4
โรงเรยี นนาหวา้ พิทยาคม (ธาตุประสทิ ธิ์ประชานเุ คราะห์) ดว้ ยเทคนคิ บนั ได 6 ขัน้ ผนวกกับการใช้
อินโฟกราฟิก

2.เพ่อื เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการอา่ นจบั ใจความสำคญั กอ่ นเรยี นและหลังเรยี นโดยใช้
เทคนคิ บนั ได 6 ข้นั ในการอ่านจับใจความสำคญั ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนนาหวา้
พทิ ยาคม (ธาตุประสทิ ธป์ิ ระชานเุ คราะห)์

5

สมมุตฐิ านของวิจัย
1. ความสามารถการอา่ นจับใจความสำคญั ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียนนาหว้า

พทิ ยาคม (ธาตปุ ระสิทธิ์ประชานเุ คราะห)์ ดว้ ยเทคนิคบนั ได 6 ขน้ั ผนวกกับการใช้อนิ โฟกราฟิก
สามารถพัฒนาทกั ษะการอา่ นจบั ใจความและพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนได้

2. ผลสัมฤทธก์ิ ารอา่ นจบั ใจความสำคัญหลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียน
ขอบเขตของการวิจยั

1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยเทคนิคบนั ได 6 ขั้น ผนวกกับใช้อินโฟกราฟิก กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
โรงเรยี นนาหว้าพทิ ยาคม (ธาตุประสทิ ธ์ปิ ระชานเุ คราะห์) อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

2. ระยะเวลาในการทดลอง ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 1/2565 ใช้เวลาในการทดลอง 4
สปั ดาห์ สปั ดาหล์ ะ 2 ชว่ั โมง รวมเป็นเวลา 8 ชวั่ โมง

ตวั แปรท่ศี ึกษา

1.ตัวแปรต้น ได้แก่ การใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ผนวกกับใช้อินโฟกราฟิก ในการ
พฒั นาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคญั กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 4

2.ตวั แปรตาม
2.1 ประสิทธิภาพของการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น

ผนวกกับใช้อินโฟกราฟิก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปีที่ 4

2.2 ผลสมั ฤทธิก์ ารอ่านจบั ใจความสำคัญ ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
โรงเรียนนาหว้าพิทยาคม (ธาตุประสิทธิ์ประชานุเคราะห์) อำเภอนาหว้า จังหวัด
นครพนม

6

กรอบแนวคดิ การวิจัย ตวั แปรตาม

ตวั แปรตน้ 1.ประสิทธิภาพของการอ่านจับใจความ
สำคัญด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น ผนวกกับใช้
การใช้เทคนิคบนั ได 6 ข้ัน ผนวกกบั ใช้ อนิ โฟกราฟกิ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
อนิ โฟกราฟิก ในการพฒั นาความสามารถ สำหรับนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4
ในการอา่ นจบั ใจความสำคัญ กลมุ่ สาระ
การเรียนรภู้ าษาไทย สำหรบั นกั เรียนชั้น 2.ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญ ของ
มัธยมศึกษาปที ่ี 4 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนา
หว้าพิทยาคม (ธาตุประสิทธ์ปิ ระชานเุ คราะห)์
อำเภอนาหว้า จงั หวัดนครพนม

นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ

การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของข้อความหรือเรื่องราว
ต่างๆว่าข้อความหรือเรื่องราวนั้นเกี่ยวกับสิ่งใด มีเหตุการณ์ที่สำคัญอะไรบ้าง ส่วนใดเป็นใจความ
สำคัญและสว่ นใดเปน็ สว่ นขยายใจความสำคญั ของเร่อื ง

เทคนิคบันได 6 ข้ัน หมายถงึ วธิ ีพฒั นาทกั ษะการอา่ นจับใจความสำคัญวิธหี นึง่ ท่ีสามารถให้
นักเรียนได้พัฒนาและฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญได้ดียิง่ ข้ึน เพราะเทคนิคนี้เป็นเครื่องมือท่ี
ช่วยให้ครูดำเนินการสอนไปตามลำดับขั้นตอนช่วยถ่ายทอดเนื้อหาหรือประสบการณ์ที่ซับซ้อนเปน็
นามธรรมไดส้ ูง ช่วยใหก้ ารเรยี นการสอนเปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้นึ

อินโฟกราฟกิ หมายถึง การนำข้อมูลหรือความรู้มาสรุปให้เป็น “สารสนเทศในลักษณะของ
ขอ้ มลู ” (สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนท)่ี เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่ายและรวดเรว็

7

ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะได้รบั
1. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในการพัฒนาการเรียนการ

สอนภาษาไทย โดยใช้กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ทีเ่ นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั
2. นักเรียนมีความสามารถในการอา่ นจบั ใจความสำคัญเพ่มิ ข้นึ

8

บทท่ี 2

เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความสำคญั ด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น ผนวกกับการ
ใช้อินโฟกราฟิก ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่องานวิจัย ซ่ึง
จำแนกเปน็ 3 ตอน ดงั น้ี

ตอนที่ 1 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้องกบั การอ่านจบั ใจความสำคญั
ตอนที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ งกับเทคนิคบันได 6 ขนั้
ตอนที่ 3 เอกสารและงานท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั อินโฟกราฟกิ
ตอนที่ 1 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วข้องกับการอา่ นจับใจความสำคัญ
ความสำคญั ของการอา่ น
ปัจจุบันข้อมูลขา่ วสารตา่ งๆมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วิธีที่สำคัญที่สุดในการรับทราบ
ข่าวสารนน้ั ได้ คือ การอ่าน เพราะการอ่านเป็นส่งิ ท่ีช่วยในการแสวงหาความรู้ทางการศึกษาเป็นการ
เพิ่มพูนความรู้ช่วยในการพัฒนาสติปัญญาและการตัดสินใจ ทั้งนี้ได้มีผู้ให้ความสำคัญของการอ่าน
ดงั น้ี
รังษิมา สุริยารังสรรค์ (2555, 21) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า “การอ่านมี
ความสำคญั ในการเปน็ เครอื่ งมือในการแสวงหาความรู้ และนำความรู้ความคดิ ที่เปน็ ประโยชนม์ าใช้ใน
การดำเนนิ ชีวิต การประกอบอาชีพ การอยู่รว่ มกับผู้อื่นและการเป็นสมาชกิ ที่ดีของสังคม นอกจากนี้
แลว้ การอา่ นยงั ช่วยยกระดบั จติ ใจ สรา้ งความเพลดิ เพลินและเสรมิ สรา้ งบุคลกิ แก่ผ้อู ่านท่ีรจู้ ักการอ่าน
อยา่ งถูกวธิ ”ี
จิราภรณ์ บุญณรงค์ (2554, 21) สรุปความสำคัญของการอ่านว่า “การอ่านเป็น
กระบวนการแสวงหาความรู้ ซึง่ เปน็ หัวใจสำคญั ในการเรียนการสอนทำให้เพิ่มพนู ความรู้ ความคิด ท่ี

9

กวา้ งขวาง และมีพัฒนาชวี ติ ทด่ี แี ละมปี ระโยชน์ ดงั น้นั การอา่ นจึงเปน็ สิง่ จำเป็นที่จะต้องฝึกให้มีความ
ชำนาญ”

นพดล จันทร์เพ็ญ (2557, 115) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า “การอ่าน มี
ความสำคญั ต่อมนุษย์อย่างย่ิง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันทม่ี ีหนงั สอื ให้เลือกอ่านได้มากมาย ช่วยให้เรา
สามารถหาความรู้ ความบันเทิง สรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ท่ีเปน็ ประโยชน์แก่ชีวิต ท้ังการศกึ ษา อาชีพ
การงาน และการอย่รู ่วมกนั กบั ผ้อู ืน่ ในสังคม”

ดังนั้น การอ่านจึงมีความจำเป็นที่ต้องฝึกให้เกิดความชำนาญ เพื่อทำให้เกิดความคิดที่
กวา้ งขวาง เขา้ ใจเร่อื งที่อ่านได้อย่างรวดเรว็ และถูกต้อง ช่วยเพ่มิ พูนความรู้ความคดิ ท้ังยังส่งเสริมให้
เกิดการพัฒนาชีวติ ที่ดีงาม และยังช่วยประสานความรูข้ องมนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาเข้าด้วยกัน ทำให้
เกิดการพัฒนาสง่ิ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์มากมาย

ความหมายของใจความสำคัญ

ใจความสำคัญ คือ ความคิดสำคัญอันเป็นแก่น หรือหัวใจของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้
ผ้อู า่ นได้รับรู้รับทราบ ซึง่ อาจเป็นขอ้ เท็จจริงและเปน็ การความคิดเหน็ หรืออย่างใดอย่างหน่ึงก็ได้ซึ่ง
สนิท ตั้งทวี (2528 : 27) ได้กลา่ วถึงลักษณะของใจความสำคญั ไว้ดังน้ี

ลักษณะของใจความสำคัญ

1. ใจความสำคัญ เป็นข้อความที่ทำหน้าที่คลุมใจความของข้อความอื่นๆ ในตอนนั้น ๆ ไว้
หมดขอ้ ความนอกน้ันเป็นเพยี งรายละเอยี ด หรือขยายใจความสำคญั เท่าน้นั

2. ใจความสำคญั ของขอ้ ความหนึง่ ๆ หรอื ย่อหน้าหนึ่งๆ ส่วนมากมีเพียงประการเดยี ว

3. ใจความสำคญั สว่ นมากมีลักษณะเป็นประโยค อาจเป็นประโยคเดี่ยวหรือประโยคซับซ้อน
ก็ได้ แต่ในบางกรณีใจความสำคญั ไม่ปรากฏเปน็ ประโยค เป็นเพียงใจความท่ีแฝงอยู่ในข้อความตอน
นั้นๆ

4. ใจความสำคัญทม่ี ีลักษณะเปน็ ประโยค สว่ นมากจะปรากฏอยตู่ ้นขอ้ ความ

10

นอกจากน้ี สปุ ราณี พดั ทอง ยงั ให้หลักสงั เกตลักษณะของใจความสำคัญ ไว้ดังน้ี
1. ใจความสำคัญเป็นส่วนสำคัญที่ผู้เขียนมุ่งเน้นมากที่สุด เพราะถือเป็นแก่นของข้อความ

สว่ นอืน่ ๆ ถอื วา่ เป็นส่วนขยาย เชน่ คำอธิบาย คำถาม และเหตุผล เปน็ ต้น
2. ใจความสำคญั อาจปรากฏใหเ้ หน็ เปน็ ประโยคชดั เจน
3. ใจความสำคัญอาจไม่ปรากฏใหเ้ หน็ ชดั เจน แต่แฝงอยใู่ นเนือ้ ความ

ความสำคญั ของการอ่านจับใจความสำคญั

การสอนอ่านจับใจความนับว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะถ้าผู้เรียนมีพื้นฐานทักษะการ
อา่ นจบั ใจความสำคัญท่ีดี จะสามารถนำไปใช้เปน็ เคร่ืองมอื ในการศกึ ษาหาความรู้ในรายวิชาอ่ืนๆ ได้
เป็นอย่างดี ท้ังนีไ้ ดม้ ผี ู้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญไว้ดังนี้

สนิท ตั้งทวี (2531, 282 -325) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญไว้ว่า
“ผู้ที่อ่านได้รวดเร็วจะสามารถจับใจความสำคัญของข้อความหรือเรื่องราวที่อ่านได้นั้น ย่อมให้
คุณประโยชน์อย่างยิ่งในการแสวงหาความรู้ในเวลาจำกัด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน
จำเป็นตอ้ งไดร้ ับการฝึกฝนเปน็ พิเศษ นอกจากนีก้ ารอ่านจับใจความควรจะมกี ารฝึกฝนอยูเ่ สมอ”

ผอบ โปษะกฤษณะ (2532, 39) ได้กล่าวไว้ว่า“การอ่านจับใจความสำคัญมีความจำเป็น
อย่างยิ่ง การอ่านที่ถูกวิธีจะช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนและเกิดความเข้าใจเรื่องท่ี
อ่าน ทำให้ได้รบั ความคดิ และความบนั เทิง”

สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญมีความสำคัญต่อผู้เรียนและผู้อ่าน เพราะทำให้อ่าน
หนังสือได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ได้รับทัง้ ความรแู้ ละประโยชน์ อกี ทัง้ ยงั เปน็ พน้ื ฐานในการแสดงความ
คิดเห็นการตีความการตอบคำถาม การวจิ ารณ์เรอ่ื งทีอ่ ่านและการอ่านจบั ใจความจะตอ้ งมีการฝึกฝน
อยู่เสมอ

11

ตวั อยา่ งข้อความท่ีมใี จความสำคญั ปรากฏเป็นประโยคชัดเจน
ความมหัศจรรย์ของธรรมชาตินั้นยังมีอยู่มากที่เรายังค้นหาไม่พบ พืชแปลกๆที่มีรูปทรง

แตกตา่ งไปจากพชื ที่เราพบเห็นกันท่วั ไปเป็นจำนวนมาก สัตวอ์ กี หลายชนดิ ท่ยี ังซุกซอ่ นตวั อยู่ในซอกห
ลืบที่มนุษย์ยังเข้าไปไม่ถึง ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกนานาชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้จำแนกหรือตั้งชื่อ
ในทางวทิ ยาศาสตร์ และมีจำนวนไมน่ อ้ ยท่ีสญู พันธุไ์ ปกอ่ นการคน้ พบ

(คดั จาก “แมงมุมเขาควาย” ของ เกรยี งไกร สวุ รรณภักด์ิ สยามอารยะ. ตลุ าคม 2539)
ประโยคใจความสำคญั ไดแ้ ก่ ความมหศั จรรยข์ องธรรมชาตินั้นยงั มอี ยู่อกี มากทเี่ รายังคน้ หาไม่พบ
ตัวอย่างขอ้ ความทีผ่ อู้ า่ นตอ้ งประมวลความคิด

ขณะนี้โลกกำลังประสบความตึงเครียดและความแตกสลาย เพราะการพัฒนาทางวัตถุท่ี
ทอดทิ้งการพัฒนาทางจติ วิญญาณ สังคมไทยมจี ุดแข็งท่ีซ่อนเรน้ อยู่ คือ จดุ แข็งทางวัฒนธรรมและจิต
วญิ ญาณ จรงิ อยู่ประเทศไทยต้องสรา้ งความเขม้ แขง็ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี แตเ่ ปน็ การสร้าง
ความเข้มแข็งที่ตามเขา ความเข้มแข็งที่เราอาจจะนำเขาได้ คือ ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมและจติ
วิญญาณ

(คดั จาก “สมเด็จย่ากับการยกระดบั จติ วญิ ญาณ
ของชาติ” ของ ประเวศ วะสี วารสารมลู นธิ โิ รคไต

มกราคม 2539)

ใจความสำคัญของย่อหน้าน้ีกระจายอยู่ทัว่ ไป สรปุ ไดว้ า่ ใจความสำคัญที่ผเู้ ขียนต้องการบอก
คือ สังคมไทยมีจดุ แข็งทางวัฒนธรรมและจติ วิญญาณทีอ่ าจนำสงั คมอ่นื ได้

ข้อความที่ไม่ปรากฏประโยคใจความสำคัญ ผู้เขียนจะแฝงความคิดสำคัญไว้ในเนื้อความ
ดังนัน้ จงึ ไมป่ รากฏประโยคใจความสำคัญอย่างชัดเจน ผู้อ่านตอ้ งอา่ นอยา่ งตั้งใจและทำความเข้าใจว่า
เน้อื ความน้นั ผู้เขียนตอ้ งการเสนอความคิดเรอ่ื งใดเปน็ สำคญั

12

ตัวอย่างคำประพนั ธ์ทปี่ รากฏใจความสำคญั

งเู ขียวเท่ยี วเลื้อยแล พบตุ๊กแกย่อมสกู้ ัน

ต๊กุ แกกัดงูพนั แรงงมู ากปากคลาคลาย

(หนังสอื เรยี นวรรณคดีวิจกั ษ์ : นริ าศธารทองแดง)

จากคำประพนั ธ์ ใจความสำคัญอยู่ท่ีตกุ๊ แกเสียเปรยี บงูเขยี ว

อย่างไรกด็ ี ใจความสำคญั ที่แฝงไวใ้ นแต่ละย่อหน้าของงานเขยี น มิไดห้ มายความวา่ ในทุก ๆ
ย่อหน้าจะมีความสำคัญของเร่ืองเสมอไป หากย่อหน้านัน้ เป็นเพียงการยกตัวอยา่ ง เป็นรายละเอียด
ขยายใจความสำคัญใน ยอ่ หนา้ ก่อน ตลอดจนอาจเป็นย่อหน้าเช่อื มซงึ่ ใช้เชอ่ื มโยงใหเ้ กดิ ความตอ่ เน่ือง
ระหว่างย่อหน้า หรือใชน้ ำเข้าส่ใู จความสำคญั ในยอ่ หน้าต่อไป ยอ่ หน้าทม่ี ลี ักษณะดังกล่าวมาน้ีจะไม่มี
ใจความสำคัญของเร่อื ง

ตัวอย่างการวเิ คราะหส์ ารและจบั สาระสำคัญของสารจากคำประพันธ์

ถึงโรงเหลา้ เตากล่ันควนั โขมง มคี ันโพงผูกสายไว้ปลายเสา

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจยี วอกเรา ใหม้ วั เมาเหมือนหนง่ึ บา้ เปน็ นา่ อาย

ทำบญุ บวชกรวดนำ้ ขอสำเรจ็ พระสรรเพชญโพธญิ าณประมาณหมาย

ถึงสรุ าพารอดไม่วอดวาย ไมใ่ กล้กรายแกล้งเมนิ กเ็ กนิ ไป

(สนุ ทรภู่ : นริ าศภเู ขาทอง)

หากเราจะวิเคราะห์สารจากเนื้อความ สองวรรคแรกไม่มีปัญหา เป็นคำอธิษฐานหรือ
เจตนารมณ์ของผู้บวชทปี่ ระสงค์จะบรรลุพระโพธิญาณซ่งึ เป็นทห่ี มายอนั สูงสุดในทางพุทธศาสนา แต่
สองวรรคหลงั จะตีความอย่างไรจงึ จะน่าคดิ และนา่ ฟัง

ถ้าจะตีความว่า “ถ้าดื่มสุราแล้วเกิดประโยชน์แก่ผู้ดื่มก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรหลีกเลี่ยง ไม่สนใจ
เพราะถ้าสุรามีคุณแล้วกลับไมส่ นใจก็จะดูเกินเหตุไป” หรืออาจจะมีผู้ตีความหมายเป็นทำนองวา่ ตัว

13

กวีเองเคยตดิ สรุ าและเคยได้รับประโยชน์จากการดื่มสรุ า ดังน้ันการเดินทางผ่านโรงเหล้าคร้ังน้ี จึงอด
ไมไ่ ดท้ ี่จะคดิ ถงึ อดีตของตน

กวีมีทศั นะดังท่เี ราวิเคราะห์สารและจับใจความเพ่ือนำมาตีความออกมาแบบนห้ี รือไม่เป็นส่ิง
ทีน่ า่ คิด เพราะหากเราถอดความหมายคำศพั ท์เสยี ใหม่ “แกล้ง” แปลว่า “ตง้ั ใจ” (ตามความหมายท่ี
ใช้กันในวรรณคดีรุ่นเก่า) “เกิน” แปลว่า “เลยไป ผ่านไป พ้นไป” เนื้อความทั้งหมดก็กลายเป็น
“ถึงแมด้ ่ืมสุราแล้วเกิดคุณประโยชน์ก็จะไม่ขอขอ้ งแวะจะต้งั ใจหลกี หนีให้ผ่านพ้นไปเสีย” สรุปได้ว่า
“ไม่สนใจสรุ าอกี แล้ว”

สรปุ

ความสามารถในการอ่านจับใจความ การวิเคราะห์สาระสำคัญและใจความสำคัญดังที่ได้
อธิบายมานี้ จะเห็นว่าเราต้องใช้เหตุผลหลายอย่างประกอบในการพิจารณาและแม้จะมั่นใจว่า
รอบคอบทสี่ ุดแล้วก็ตาม ท้ังน้ีเพราะถ้อยคำที่เราส่อื ความหมายกันอยู่ทุกวันล้วนแต่มีหลายนัย ทำให้
แปลความหมายกันไปได้ต่าง ๆ นานา ในขณะเดียวกันการจับใจความสำคัญหรือ หาสาระสำคัญให้
สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการอา่ นก็จำเป็นต้องมีขั้นตอนเพื่อการปฏบิ ัตทิ ี่ถูกตอ้ ง จึงจะได้ผลตรง
ตามจุดประสงค์ ในด้านของการวิเคราะห์การใช้ภาษาซึ่งถือว่าการใชภ้ าษาของผู้เขียนเป็นเครื่องมอื
อย่างหนึ่งที่จะถ่ายทอดความคิดไปยังผู้อ่าน การพิจารณางานเขียนนั้นผู้อ่านต้องพิจารณาทั้ง
ความหมายที่ปรากฏตามตัวอักษรและความหมายที่แฝงอยู่เพื่อสามารถแปลความ ตลอดจนตีความ
เร่ืองราวที่ผูเ้ ขยี นส่งมาได้

14

ตอนท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั เทคนคิ บันได 6 ขั้น

ความสำคัญของเทคนิคบันได 6 ข้นั

เทคนิคบันได 6 ขั้น เป็นแนวคิดที่ อ.เสกสันต์ ผลวัฒนะ อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ได้กล่าวไวใ้ นคมู่ อื ฝกึ อบรมพฒั นาสมรรถนะการอ่านข้ันสูง สำหรบั นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ว่าเป็นเทคนิคที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถรับสารผ่านการอ่านหรือการฟังได้
อย่างรวดเร็วและถูกต้องตรงประเด็น นอกจากน้ีการจบั ใจความสำคัญได้อย่างแม่นยำยังช่วยให้ผูร้ ับ
สารสามารถใชท้ กั ษะทางภาษาขนั้ สูงย่ิงขนึ้ กล่าวคือ สามารถนำใจความสำคัญจากส่งิ ท่ไี ดอ้ า่ นหรือสิ่ง
ทีไ่ ดฟ้ ังมาวิเคราะห์ ตคี วาม ประเมินคา่ และนำไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้ การจบั ใจความสำคัญจึงเป็น
สิ่งสำคัญที่ผู้เรียนควรศึกษาและหมั่นฝึกฝนให้เกิดความชำนาญเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและการ
ทำงานอื่นๆ ต่อไป โดยจุดเด่นของเทคนิคนี้ คือ การแบ่งเนือ้ หาให้เดก็ เริ่มเรียนรู้จากงา่ ยไปยากและ
ซบั ซอ้ นยิ่งข้นึ ทำใหค้ รกู ำหนดเป้าหมายการพฒั นาเด็กไปทลี ะขน้ั

กระบวนการบนั ได 6 ขน้ั

สถาบนั ภาษาไทย สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พน้ื ฐาน ไดอ้ ธบิ ายเกย่ี วกบั กระบวนการบนั ได 6 ข้ัน ไว้ในหลักสตู รพฒั นาสมรรถนะการอ่านข้ันสูง
ดงั นี้

ขั้นที่ 1 อ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม โดยอ่านเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อทำความ
เข้าใจและได้ภาพรวมของเนื้อหาทีอ่ า่ นอย่างครา่ วๆ ในขณะทีอ่ ่านควรตั้งคำถามและพิจารณาเร่อื งท่ี
อา่ นด้วย 5W1H (ใคร ทำอะไร ทีไ่ หน ทำไม อย่างไร เมอ่ื ใด)

ขน้ั ท่ี 2 หาคำสำคัญ (Key Word) คำสำคญั คือ คำ กลมุ่ คำ หรือประโยคท่ีพบบ่อย
ในย่อหน้า โดยสังเกตจากคำที่เขียนเหมือนหรือต่างกันก็ได้ แต่ความหมายจะเหมือนกัน หากหาคำ
สำคญั ไดก้ จ็ ะจบั ใจความไดง้ ่ายขนึ้ เพราะคำสำคญั มกั จะเป็นประเดน็ สำคัญของย่อหน้า

15

ขัน้ ที่ 3 ตดั สว่ นขยายใจความสำคัญ โดยมีวธิ ีการดงั ตอ่ ไปน้ี
1) ตดั การใหค้ ำจำกัดความหลังคำว่า คือ, หมายถึง, หมายความวา่
2) ตัดประโยคที่แสดงการยกตัวอย่างหลังคำว่า เช่น, ได้แก่ ดังจะเห็นได้

จาก หนา้ “เชน่ ” เก็บไว้ หลงั “เชน่ ” ตัดทงิ้
3) สังเกตประโยคแสดงเหตุผล ว่าประโยคใดมีคำว่า จึง, ดังนั้น ให้เก็บไว้

ดังจะเห็นได้จาก หน้า “เพราะ” เกบ็ ไว้ หลัง “เพราะ” ตดั ทิ้ง
4) ตดั เนื้อหาทเ่ี ป็นคำอธิบายรายละเอยี ด
5) สังเกตการเปรียบเทยี บ โดยหา้ มนำตัวเปรยี บมาตอบ

ขั้นที่ 4 เติมคำเชื่อมหาส่วนขยายใจความสำคัญ ในบางครั้งผู้เขียนอาจไม่เติม
คำเชื่อมมาในประโยค จงึ ต้องเติมคำเชื่อเพื่อตัดพลความได้อย่างแม่นยำ หากเติมคำว่า “เพราะ” ลง
ไปก็จะพบวา่ ส่วนหลังจาก “เพราะ” คอื พลความท่ีต้องตัดทิง้

ขั้นที่ 5 สังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง เช่น แต่ ทว่า แต่หาก แต่ว่า ฯลฯ ซึ่ง
ใจความสำคัญทผี่ ้เู ขยี นตอ้ งการสือ่ ในย่อหน้านัน้ อาจอยู่หลงั คำหรอื กลุ่มคำดงั กล่าว

ขั้นที่ 6 หาใจความสำคัญทุกบทอ่าน หากย่อหน้านั้นไม่ปรากฏประโยคใจความ
สำคญั ตอ้ งพจิ ารณาเนื้อความในย่อหน้าอื่นๆ แลว้ นำใจความสำคัญทีก่ ระจายอยู่มาเรียบเรียงโดยใช้
สำนวนภาษาของตนเอง

ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยให้นักเรียนสามารถนำใจความสำคัญจากบทอ่านมาวิเคราะห์
ตคี วาม ประเมนิ ค่า เพ่อื นำไปสคู่ ำตอบที่ถูกตอ้ ง

ด้วยเหตุนี้ในการสอนหรือแนะนำนักเรียน ครูผู้สอนควรให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ
เกีย่ วกับวธิ กี าร “บันได 6 ขน้ั สู่ความสำเร็จในการอ่านจับใจความสำคัญ”

16

ตอนที่ 3 เอกสารและงานที่เกยี่ วข้องกับอินโฟกราฟิก
ความหมายของการออกแบบอนิ โฟกราฟิก (Infographic Design)

วรวิทย์ จันทร์สุวรรณ ได้กล่าวว่าอินโฟกราฟิก หมายถึง การนำข้อมลู หรือความรู้มาสรุปให้
เป็น “สารสนเทศในลักษณะของข้อมูล” (สญั ลกั ษณ์ กราฟ แผนภมู ิ ไดอะแกรม แผนท)ี่ เพอื่ ให้เข้าใจ
ไดง้ ่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังอธิบายเหตุผลทตี่ อ้ งใช้อนิ โฟกราฟกิ เพอ่ื ใหผ้ ู้อ่านเขา้ ใจเนอ้ื หาได้งา่ ยและรวดเร็ว
ข้นึ เปน็ การเปลยี่ นข้อมลู จำนวนมาก ทย่ี ุ่งยากหรอื ซับซ้อนให้เปน็ ภาพกราฟกิ ต่าง ๆ ดงั น้ี

1. เพราะเวลาน้ันมคี ่า (ใช้เวลาน้อย เข้าใจได้มาก)
ผู้คนยุคปัจจุบันทำกิจกรรมดว้ ยความรวดเรว็ ต้องการรู้แบบให้พอรู้ ยังไม่ตอ้ งร้ลู กึ

การรบั รขู้ อ้ มลู ทเี่ ข้าใจง่ายจะช่วยใหผ้ ชู้ มสนใจทจี่ ะอ่าน และใชเ้ วลาในการรบั รู้ข้อมลู ไมต่ อ้ งมาก
2. เพราะข้อมูลมากจะนา่ เบอ่ื
การอ่านข้อมูลที่เป็นเรียงความหลาย ๆ หน้ากระดาษ ทำให้น่าเบื่อ เยิ่นเย้อ จับ

ประเด็นยาก
3. เพราะถกู จรติ ผอู้ า่ น (สวยงาม เข้าใจง่าย)
การออกแบบ Infographic เป็นงานศิลปะประเภทหนึ่ง การเลือกภาพ แผนภูมิ

สัญลักษณ์ การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมาก ควรต้องเหมาะสม เป็น
สดั สว่ น ดสู วยงามสบายตา ไมย่ งุ่ เหยงิ เกินไป สามารถดึงดดู ใจใหผ้ ูช้ มหันมาอ่าน หนั มาดู
การออกแบบอนิ โฟกราฟิก

การออกแบบอินโฟกราฟิก คือ การนำข้อมูลมาเสนอใสรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ ภาพ
สามารถเล่าเรื่องได้ มีองค์ประกอบสำคัญ โดยรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้เพียงพอ แล้วสรุป วิเคราะห์
เรียบเรียง ทำให้ภาพนั้นมีความน่าสนใจและดึงดดู สายตาของผู้ชมได้ เป็นการลดเวลาในการอธิบาย
โดยใชภ้ าพเปน็ ส่วนประกอบ

17

1. เนน้ ทีห่ ัวขอ้ หลกั หวั ขอ้ เดียว
เมื่อกำหนดหัวข้อที่ต้องการนำเสนอแล้ว ควรจัดทำข้อมูลหัวข้อย่อยให้ชัดเจน ไม่

ควรแตกประเด็นหัวขอ้ หลกั เพราะผอู้ า่ นจะสบั สน
2. ออกแบบให้เขา้ ใจง่าย
การวางองค์ปนะกอบข้อมูลภายใน การเล่าเรื่องต้องเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน หรืออัด

แน่นจนเกินไป เพราะอาจทำใหเ้ กดิ การตีความทผ่ี ดิ พลาดได้
3. ข้อมลู เปน็ ข้อเทจ็ จรงิ ถูกตอ้ ง
การให้ข้อมูลถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากข้อมูลผิดพลาดก็จะลดความ

น่าเชือ่ ถอื ของอินโฟกราฟิก
4. ใหอ้ ินโฟกราฟกิ เล่าเรือ่ ง
อินโฟกราฟิกที่มปี ระสทิ ธิภาพจะสามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวของมนั เอง ซึ่งสามารถ

ถ่ายทอดข้อมลู ได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อ่านข้อมูลมาก่อน
5. การออกแบบท่ดี จี ะทำใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ
ออกแบบให้เข้าใจง่าย ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ภาพ กราฟิก สี ชนิด แบบ ช่องว่าง

ทง้ั หมดน้มี คี วามสำคัญในการออกแบบ
6. ใช้สีดงึ ดดู ความสนใจ
สีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กระตุ้นให้มีผู้สนใจ ควรศึกษาทฤษฎีการใช้สีเพื่อให้

เหมาะสมกบั หัวขอ้ ทีอ่ อกแบบ ไม่จำเปน็ ตอ้ งมีสสี ันมาก
7. ใชค้ ำพูดกระชับ
ข้อความสั้น กระชับ ตรงจุดหมาย จะทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจ หรือใช้การ

เปรยี บเทียบตัวเลขเพือ่ ดึงดูดความสนใจ

18

8. ตรวจสอบข้อมลู ตวั เลข
ถ้าภายในอินโฟกราฟกิ มีตัวเลขประกอบอยู่ ควรตรวจสอบความถกู ต้อง และการจัด

ระเบยี บ ตวั เลขไหนควรมีอยหู่ รอื ควรเอาออกไป
ตวั อย่างอนิ โฟกราฟกิ

ภาพท่ี 1 อินโฟกราฟกิ สำนกั งานกองทุนสนบั สนนุ การสร้างเสริมสุขภาพเร่ือง กักตัว 14 วันอยา่ งไรให้
ปลอดภยั กบั คนในบ้าน

ภาพที่ 2 อินโฟกราฟิกเร่ือง How to sleep better

19

งานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้องในประเทศ

ธดิ าใจ จันทนามศรี (2560). การวจิ ัยครงั้ นีม้ ีวตั ถุประสงค์ เพื่ออธิบายประเภทเนอ้ื หาและ
รูปแบบในการสื่อสารผ่านสอื่ อนิ โฟกราฟิก บนเฟสบุ๊กแฟนเพจอินโฟกราฟกิ ไทยแลนดเ์ พือ่ ศึกษาการ
รับรู้และจดจําของผู้ใช้สื่ออินโฟกราฟิก ด้วยการแจกแบบสอบถามแบบเห็นตัวตนและผ่าน
อินเทอร์เน็ต โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจํานวน 400 คน ที่เป็นสมาชิกเฟสบุ๊กแฟนเพจอินโฟ
กราฟกิ ไทยแลนด์ ผลการศึกษาพบวา่ เนอ้ื หาบน เฟสบุ๊กแฟนเพจอินโฟกราฟกิ ไทยแลนด์ สว่ นใหญ่
มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสอนวิธีการ (How to) การรายงานข่าวหรือประเด็นสถานการณ์ และการ
เปรยี บเทยี บ รูปแบบการนาํ เสนอสว่ นใหญเ่ ป็น แบบภาพน่งิ แบบคลิกไดท้ ่ีสามารถดขู อ้ มลู เชิงลึกด้วย
การคลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์ และแบบวีดิโอที่มีทั้งภาพและเสียง สําหรับรูปแบบการสื่อสารด้วยภาพ
พบว่า มี 3 รูปแบบผสมผสานกนั คอื ภาพเสมือนจริง ภาพนามธรรม และภาพลญั ลกั ษณ์ เปน็ รปู แบบ
ที่เข้าใจง่าย ทําให้ผู้รับสารสามารถรับรู้ความหมายของภาพได้ทันที กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศ
หญิง อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีลักษณะการอ่านเฉพาะที่สนใจ
สว่ นมากร้จู กั เฟสบุ๊กแฟนเพจจากลงิ ค์ท่ีเพอ่ื น ๆ แชรเ์ หตุผลและวัตถุประสงค์ที่ชอบ คือ เพ่ือติดตาม
ข้อมลู ขา่ วสารทเ่ี ปน็ ประโยชน์ การรบั รู้ การจดจําเน้อื หาและรูปแบบอินโฟกราฟกิ มคี ่าระดบั การรับรู้
และจดจาํ อยู่ในระดบั มาก เนื่องจาก ภาพประกอบและการออกแบบสอื่ อนิ โฟกราฟกิ ทสี่ วยงาม มีสสี ัน
สะดุดตาจะส่งผลต่อการรับรูแ้ ละจดจํา ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างทีม่ ี เพศ และ
อายุ มีผลต่อการรบั รแู้ ละจดจาํ เน้อื หาและรปู แบบในการส่ือสารผ่านส่อื อินโฟกราฟิกที่ไมแ่ ตกต่างกัน
สําหรับกลุ่มตัวอย่างที่มี ระดับการศึกษาและอาชีพต่างกัน มีผลต่อการรับรู้และจดจํา เนื้อหาและ
รปู แบบในการสอื่ สารผา่ นสื่ออนิ โฟกราฟิกที่แตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สาํ คญั ทางสถิติที่ 0.05

ปยิ พงษ์ ราศี (2559) การพฒั นาสื่ออินโฟกราฟกิ วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้นสําหรบั
นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหา
ประสิทธิภาพสื่ออินโฟกราฟิก วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบ้ืองต้น สําหรับนักศึกษาประกาศนียบตั ร
วิชาชีพชั้นปีท่ี 3 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มี
ต่อสอ่ื อนิ โฟกราฟิก กลุม่ ตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวิจยั คอื นักศกึ ษาประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชั้นปที ี่ 3 แผนก
วิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี ที่กําลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559
จํานวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย ด้วยวิธีจับสลากเลือกตัวแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ประกอบดว้ ยส่ืออินโฟกราฟกิ วิชาเครือขา่ ยคอมพิวเตอรเ์ บ้ืองตน้ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการ

20

เรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีตอ่ สื่ออินโฟกราฟิก วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เบื้องต้น สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าทีของกลุ่ม
ตวั อยา่ งไม่อิสระ (t-test for dependent sample) ผลการวิจัยพบวา่ ส่ืออินโฟกราฟิก วิชาเครอื ข่าย
คอมพิวเตอร์เบื้องต้น สําหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
เท่ากับ 81.56/82.78 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนน
เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.13 ค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 26.47 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคญั
ทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อสื่ออินโฟกราฟิก วิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เบื้องต้น อยใู่ นระดับมากท่สี ุด มคี า่ เฉลี่ยเทา่ กบั 4.55

นงนุช ใจช่ืน และคณะ (2556) ศึกษาเกย่ี วกับ การรบั รู้ การจดจํา การครอบครอง และการ
ใหค้ วามหมายทมี่ ีต่อสิง่ ของที่มีตราสญั ลักษณ์ของเครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล์กับทัศนคติและพฤติกรรมการ
บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ที่มีต่อ
พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนไทย โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ผล
การศึกษาเชิงปริมาณพบว่า การรับรู้ การจดจํา การครอบครอง และทัศนคติที่มีต่อสิ่งของที่มีตรา
สญั ลกั ษณข์ องเครือ่ งด่ืมท่มี ีแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์กับทศั นคตแิ ละพฤติกรรมการบริโภคเคร่ืองด่ืม
แอลกอฮอลข์ องเยาวชน สว่ นผลการศกึ ษาเชงิ คุณภาพพบวา่ เมอ่ื เห็นส่งิ ของทม่ี ตี ราสญั ลักษณ์เยาวชน
จะนึกถึงการสนับสนุนทางด้านการกฬี า การจัดแสดงดนตรี และการแสดงความรับผิดชอบตอ่ สังคม
ซึ่งทําให้เกิดความรู้สึกประทบั ใจและชืน่ ชอบในเครื่องดืม่ แอลกอฮอล์ ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องควรมีการดําเนินการและร่วมผลักดันห้ามไม่ให้มีการโฆษณาด้วยสิ่งของที่มีตราสัญลักษณ์
เครอ่ื งดมื่ แอลกอฮอล์ในทุกพน้ื ทแ่ี ละทกุ ช่องทางการสื่อสาร

จะเห็นได้ว่ามีนักวิจัย จากหลายๆ สถาบันการศึกษา ได้นําสื่อภาพกราฟิกมาใช้เป็นสื่อใน
การสอน ซึ่งได้คุณค่า และประโยชน์หลายประการ ผลของการนําสื่อภาพกราฟิกมาใช้ในการเรียน
การสอน เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เพราะสื่อหรือกราฟิกสามารถสร้างแรงจูงใจให้ ผู้เรียน เกิด
ความกระตอื รอื รน้ และสนุกสนาน สรุปไดว้ า่ จากผลงานวจิ ัยแสดงให้เหน็ ว่าการใช้สอ่ื และนวัตกรรม
ทางการสอนเพอื่ ศึกษาทกั ษะการอ่าน สามารถทําให้นักเรยี นมปี ระสทิ ธิภาพ ในการเรยี นมากขน้ึ และ
กล่าวได้ว่าสื่อกราฟิกมีประโยชน์ในการส่งเสริมการเรียนรู้ ของผู้เรียน ดังนั้นครูผู้สอนวิชาต่างๆ
จึงควรได้มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ ง่ายต่อการใช้และเป็นที่
น่าสนใจตอ่ การเรียนรู้

21

บทท่ี 3
วิธีดำเนนิ การวจิ ยั

การวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น ร่วมกับการใช้ Infographic ได้ดำเนินการศึกษาตาม
ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Approach) โดยใช้ข้อมูลเอกสารและดำเนินการวิจัย
ตามลำดับขน้ั ตอนดงั ตอ่ ไปนี้

1. กลุม่ เปา้ หมาย
2. เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย
3. วิธดี ำเนินการวจิ ัย
4. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู

1. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 40 คน

โรงเรยี นนาหว้าพิทยาคม (ธาตปุ ระสทิ ธป์ิ ระชานเุ คราะห์)

2. เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
2.1 ชุดความรูอ้ นิ โฟกราฟิกเรือ่ ง การอา่ นจับใจความสำคัญแบบบันได 6 ขัน้
2.2 แบบทดสอบวัดสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นกล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรือ่ ง การอ่านจับ

ใจความสำคญั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 เปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ขอ้

22

3. วธิ ีดำเนินการวิจยั

การวจิ ยั ครงั้ นเี้ ปน็ การศกึ ษาคน้ ควา้ เชิงทดลอง โดยการเลือกกลุ่มตัวอยา่ งแบบเจาะจง
มีขนั้ ตอนในการดำเนินการดังนี้

1) นำแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ไป
ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนาหว้าพิทยาคม ซึ่งเป็น
กลมุ่ เปา้ หมายจำนวน 40 คน เพื่อวดั และประเมินผลกอ่ นเรียน

2) ให้กลุ่มเป้าหมายใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญแบบ
บนั ได 6 ขั้น ทผ่ี ูว้ ิจยั สรา้ งขน้ึ

3) วัดและประเมินผลหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
การอ่านจับใจความสำคัญ ไปทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรยี นนาหว้าพทิ ยาคม ซึง่ เป็นกลุ่มเปา้ หมายจำนวน 40 คน

4. การวิเคราะหข์ ้อมลู

การวิจยั ครง้ั นี้ ผู้วิจยั ดำเนนิ การวิเคราะห์ ดังนี้

1) วิเคราะหค์ ะแนนผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาภาษาไทยของนักเรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญแบบ
บนั ได 6 ขั้น โดยการหาคา่ รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และคา่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน

2) เปรยี บเทียบความสามารถในการอา่ นจบั ใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 โดยใชช้ ุดความรูอ้ นิ โฟกราฟกิ เรือ่ ง การอ่านจับใจความสำคญั แบบบนั ได 6 ขั้น ก่อนเรียนและ
หลังเรียน

23

5. สถติ ทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล

ในการวจิ ัยคร้งั นผี้ ูว้ จิ ัยได้วเิ คราะหข์ อ้ มูลต่าง ๆ โดยใช้สูตรทางสถติ ิ ดังน้ี

5.1 คา่ สถิตพิ น้ื ฐาน

1) รอ้ ยละ (Percentage)

สูตร = × 100


เมื่อ แทน รอ้ ยละ

แทน ความถ่ีทต่ี อ้ งการแปลงเปน็ ร้อยละ

แทน จำนวนความถี่ท้ังหมด

2) ค่าเฉลีย่ (Arithmetic Mean)

สูตร ̅ = ∑


เมือ่ ̅ แทน ค่าเฉลีย่

∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม
แทน จำนวนคนทง้ั หมดของกลุ่มเปา้ หมาย
3) ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

สูตร . . = √ ∑ 2−(∑ 2)

( −1)

เม่ือ . . แทน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
∑ แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตัว
∑ 2 แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตวั ยกกำลงั สอง
แทน จำนวนคะแนนในกลุม่ ตัวอย่าง

24

บทท่ี 4

ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญของ
นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ด้วยเทคนคิ บนั ได 6 ขน้ั ร่วมกบั การใช้ Infographic มดี ังน้ี

ตอนท่ี 1 การศึกษาความสามารถในการอา่ นจับใจความของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้
ชดุ ความรู้อนิ โฟกราฟกิ เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสำคัญแบบบันได 6 ขัน้

ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ก่อนการ
ทดลองและหลงั การทดลอง ปรากฏดงั ตารางท่ี 1 ดงั นี้

ตารางท่ี 1 คะแนนความสามารถในการอ่านจบั ใจความสำคัญวิชาภาษาไทยของนักเรียน
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเร่ือง การอา่ นจบั ใจความสำคญั แบบบนั ได 6 ข้ัน

ก่อนเรยี น หลงั เรยี น ความก้าวหน้า

เลขท่ี คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน

(40) ร้อยละ (40) ร้อยละ (40) ร้อยละ

1 19 47.5 23 57.5 4 10

2 12 30 17 42.5 5 12.5

3 18 45 22 55 4 10

4 21 52.5 29 72.5 8 20

5 20 50 25 62.5 5 12.5

6 11 27.5 15 37.5 4 10

7 13 32.5 19 47.5 6 15

8 14 35 21 52.5 7 17.5

9 11 27.5 13 32.5 2 5

10 11 27.5 15 37.5 4 10

11 14 35 22 55 8 20

25

12 15 37.5 24 60 9 22.5

13 21 52.5 30 75 9 22.5

14 19 47.5 28 70 9 22.5

15 18 45 22 55 4 10

16 24 60 35 87.5 11 27.5

17 23 57.5 31 77.5 8 20

18 21 52.5 34 85 13 32.5

19 20 50 31 77.5 11 27.5

20 20 50 29 72.5 9 22.5

21 19 47.5 27 67.5 8 20

22 18 45 24 60 6 15

23 19 47.5 26 65 7 17.5

24 17 42.5 24 60 7 17.5

25 19 47.5 23 57.5 4 10

26 21 52.5 32 80 11 27.5

27 21 52.5 28 70 7 17.5

28 21 52.5 30 75 9 22.5

29 25 62.5 36 90 11 27.5

30 19 47.5 27 67.5 8 20

31 20 50 28 70 8 20

32 22 55 30 75 8 20

33 21 52.5 34 85 13 32.5

34 21 52.5 33 82.5 12 30

35 18 45 29 72.5 11 27.5

36 19 47.5 27 67.5 8 20

37 17 42.5 28 70 11 27.5

26

38 15 37.5 28 70 13 32.5

39 20 50 32 80 12 30

40 23 57.5 37 92.5 14 35

̅ 18.5 46.25 33.05 82.63 9.96 24.9

. . 3.58 - 5.83 - 3.04 -

จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญแบบบันได 6 ข้ัน

เทา่ กบั 18.5 จากคะแนนเตม็ 40 คะแนน หรือคิดเหน็ รอ้ ยละ 46.25 โดยมคี ะแนนระหวา่ ง 11 - 25

คะแนน หรือระหวา่ งรอ้ ยละ 27.5 - 62.5 และคะแนนเฉลยี่ จากการทำแบบทดสอบหลังเรยี น เทา่ กับ

33.05 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน หรือคิดเห็นร้อยละ 82.63 โดยมีคะแนนระหว่าง 13 - 37

คะแนน หรือระหว่างร้อยละ 32.5 – 92.5 โดยนักเรียนมีคะแนนความก้าวหนา้ เฉลี่ย 9.96 หรือคิด

เปน็ รอ้ ยละ 24.9

ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ

สำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สอนโดยใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง การอ่านจับ

ใจความสำคญั แบบบันได 6 ขั้น ก่อนเรยี นและหลังเรียน

การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรายวิชาภาษาไทย เรอ่ื ง การอา่ นจับใจความ

สำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง

การอา่ นจับใจความสำคญั แบบบนั ได 6 ขัน้ ปรากฏดงั ตารางท่ี 2 ดังนี้

ตารางที่ 2 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรอื่ ง การอา่ นจบั ใจความสำคัญ

ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ที่สอนโดยใช้ชดุ ความรอู้ ินโฟกราฟกิ เร่ือง การอ่านจบั ใจความสำคัญ

แบบบันได 6 ข้นั

การทดสอบ N x̅ S. D.

ก่อนเรียน 40 18.5 3.58

หลงั เรยี น 40 33.05 5.83

จากตารางที่ 2 พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 33.05 (S.D. = 5.83) สงู กวา่ คะแนนก่อนเรียน ซ่งึ มีค่าเฉล่ยี เท่ากบั 18.5 (S.D. = 3.58)

27

บทท่ี 5

สรุปผลการวจิ ัยและข้อเสนอแนะ

1. พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 โดยใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญแบบบันได 6 ขั้น เท่ากับ 18.5
จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน หรือคิดเหน็ รอ้ ยละ 46.25 โดยมีคะแนนระหวา่ ง 11 - 25 คะแนน หรือ
ระหว่างร้อยละ 27.5 - 62.5 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 33.05
จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน หรือคิดเห็นร้อยละ 82.63 โดยมีคะแนนระหว่าง 13 - 37 คะแนน
หรือระหว่างร้อยละ 32.5 – 92.5 โดยนักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 9.96 หรือคิดเป็น
ร้อยละ 24.9

2. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 33.05
(S.D. = 5.83) สงู กว่าคะแนนก่อนเรียน ซ่งึ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.5 (S.D. = 3.58)

ขอ้ เสนอแนะ
1. ครูผู้สอนควรมีการใช้ชุดความรู้อินโฟกราฟิกเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญแบบ

บันได 6 ขั้น และนำไปปรับปรุงพัฒนาหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะทำให้ได้ฝึกการอ่านจับใจความที่มี
ประสิทธิภาพ

2. เวลาทีใ่ ช้ในการจัดกิจกรรมควรมคี วามยดื หยนุ่ โดยใหน้ ักเรียนได้ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมอย่าง
เต็มท่ี

3. ครูควรสร้างบรรยากาศที่ดีในการจัดกิจกรรม โดยให้นักเรยี นได้ลงมือปฏิบัตกิ ิจกรรม
ดว้ ยตนเอง และร่วมแลกเปล่ยี นเรยี นรู้กับคนอ่ืน

4. ครูควรเตรยี มอปุ กรณ์ สื่อต่าง ๆ ให้พรอ้ ม ควรมีการแจง้ ผลคะแนนจากการทำกจิ กรรม
ใหน้ ักเรียนทราบทนั ที เพ่ือทนี่ ักเรยี นจะได้ทราบผลการทำกจิ กรรมของตนเองซงึ่ จะส่งผลให้นักเรียน
กระตอื รอื ร้น และสนใจทีจ่ ะปฏบิ ตั ิกิจกรรมการเรยี นมากย่งิ ข้นึ

28

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย

จิราภรณ์ บญุ ณรงค์. (2554). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์กิ ารอา่ นจบั ใจความสำคญั ของนักเรยี นช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 6 ท่ไี ดร้ บั การสอนดว้ ยเทคนิค KWL กบั วิธีสอนแบบปกต.ิ
ปรญิ ญาศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั ศิลปากร.

ถนอมวงศ์ ลำ้ ยอดมรรคผล. (2539). อ่านให้เก่ง. พมิ พ์คร้งั ที่ 8. กรุงเทพฯ: กระดาษสา.
ธดิ าใจ จันทนามศร.ี (2560). เนือ้ หาและรูปแบบในการสื่อสารผา่ นสือ่ อินโฟกราฟิก เพ่อื สรา้ งการรับรู้

และจดจำ บนเฟซบุ๊กแฟนเพจของ อนิ โฟกราฟิก ไทยแลนด.์ วิทยานิพนธ์นีเ้ ป็นสว่ นหนงึ่
ของการศึกษาตามหลักสตู รนเิ ทศศาสตร์มหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการสือ่ สารเชงิ กลยุทธ์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
นพดล จนั ทร์เพญ็ . (2557). หลักการใชภ้ าษาไทย. กรงุ เทพฯ : เจเนซสิ มีเดยี คอม.
ผอบ โปษะกฤษณะ. (2532). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. พิมพ์คร้งั ที่ 4. กรุงเทพฯ : บำรุงสาสน.์
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2546). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:
บริษัท นานมีบคุ๊ ส์ พับลิเคชนั่ ส์ จำกัด.
วาวแวว โรงสะอาด. (2530). ทักษะการอ่านและวธิ กี ารโคลซ ตามทักษะของภาษาศาสตร์เชิง
จิตวทิ ยา. ภาษาปรทิ ัศน์, ภาคต้น.
วิชาการ, กรม. (2545) การวจิ ยั เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ตามหลกั สูตรการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน. กรงุ เทพฯ:
ครุ ุสภาลาดพรา้ ว.
แววมยุรา เหมอื นนิล. (2541). การอ่านจับใจความ. กรงุ เทพฯ: ชมรมเดก็ .
ศรวี ไิ ล พลมณ.ี (2545). ภาษาและการสอน. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๔. เชียงใหม:่ ภาควิชามธั ยมศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.่
สถาบนั ภาษาไทย. (2564). การอบรมหลักสตู รพัฒนาสมรรถนะการอ่านขนั้ สงู สำหรับนักเรียนชนั้
มธั ยมศึกษาตอนตน้ . เอกสารนเ้ี ป็นสว่ นหนง่ึ ของคูม่ ือฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการอา่ นขนั้
สงู สำหรบั นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาตอนต้น สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน.

29

สนทิ ตง้ั ทว.ี (2538). การใชภ้ าษาเชิงปฏิบตั .ิ พิมพค์ รงั้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
สริ ิรัตน์ อะโน. (2554). การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใชแ้ บบฝึกการอา่ นจบั ใจความสำคัญ

สำหรับนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3. วิทยานพิ นธ์ ค.ม. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
มหาสารคาม.

ภาคผนวก

แบบตรวจสอบคุณภาพของงานวิจยั

ตารางท่ี 1 แสดงค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งของแบบทดสอบกับจดุ ประสงค์ (IOC)

แบบทดสอบข้อที่ ความคดิ เห็นของผู้เช่ียวชาญ คะแนนรวม IOC

คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1
1
1. +1 +1 +1 3 1
1
2. +1 +1 +1 3 1
1
3. +1 +1 +1 3 1
1
4. +1 +1 +1 3 1
1
5. +1 +1 +1 3 1
1
6. +1 +1 +1 3 1
1
7. +1 +1 +1 3 1
1
8. +1 +1 +1 3 1
1
9. +1 +1 +1 3 1
1
10. +1 +1 +1 3 1
1
11. +1 +1 +1 3 1
1
12. +1 +1 +1 3 1
1
13. +1 +1 +1 3

14. +1 +1 +1 3

15. +1 +1 +1 3

16. +1 +1 +1 3

17. +1 +1 +1 3

18. +1 +1 +1 3

19. +1 +1 +1 3

20. +1 +1 +1 3

21. +1 +1 +1 3

22. +1 +1 +1 3

23. +1 +1 +1 3

24. +1 +1 +1 3

25. +1 +1 +1 3

26. +1 +1 +1 3

แบบทดสอบข้อที่ ความคดิ เห็นของผู้เชีย่ วชาญ คะแนนรวม IOC

27. คนที่ 1 คนท่ี 2 คนท่ี 3 3 1
28. +1 +1 +1 3 1
29. +1 +1 +1 3 1
30. +1 +1 +1 3 1
31. +1 +1 +1 3 1
32. +1 +1 +1 3 1
33. +1 +1 +1 3 1
34. +1 +1 +1 3 1
35. +1 +1 +1 3 1
36. +1 +1 +1 3 1
37. +1 +1 +1 3 1
38. +1 +1 +1 3 1
39. +1 +1 +1 3 1
40. +1 +1 +1 3 1
+1 +1 +1

ตารางที่ 2 แสดงค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง IOC ระหวา่ งการประเมินคุณลักษณะของส่อื อินโฟกราฟิกเร่ือง การอ่าน
จบั ใจความสำคญั แบบ 6 ขนั้

รายการประเมิน คะแนนของผู้เชยี่ วชาญ ∑ IOC

คนท่ี 1 คนท่ี 2 คนที่ 3 3 1
3 1
ด้านเนอ้ื หาและการนำเสนอ 3 1
3 1
1. เนื้อหาบทเรยี นครอบคลมุ จดุ ประสงค์ +1 +1 +1 3 1
3 1
2. การแยกย่อยเนอื้ หาเหมาะสมกับจุดประสงค์ +1 +1 +1
3 1
3. การจดั ลำดับขนั้ นำเสนอเนือ้ หา +1 +1 +1 2 0.67
2 0.67
4. ความถกู ต้องของเนื้อหา +1 +1 +1 3 1
3 1
5. ความเหมาะสมของเนอ้ื หากับระดบั ของผู้เรยี น +1 +1 +1
3 1
6. ความนา่ สนใจของเนือ้ หาสอื่ อนิ โฟกราฟิก +1 +1 +1
3 1
ด้านภาพ และการใชภ้ าษา
3 1
7. เนือ้ หาของภาพมีความสอดคลอ้ งกัน +1 +1 +1
3 1
8. ขนาดของภาพท่ีใช้ประกอบบทเรียนเหมาะสม +1 +1 0 3 1

9. การสอื่ ความหมายของภาพประกอบการเรียน +1 0 +1

10. ความชัดเจนของภาพประกอบ +1 +1 +1

11. ความถูกต้องของการให้คำอธิบาย +1 +1 +1

ดา้ นการวดั และประเมินผล

12. ความเหมาะสมกบั แบบฝกึ หดั ท้ายบทเรียน +1 +1 +1

สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์

13. ความเหมาะสมกับแบบฝกึ หัดมีความยากงา่ ย +1 +1 +1

เหมาะสมกบั วยั ผเู้ รียน

14. แบบทดสอบมีจำนวนข้อท่คี รอบคลมุ เน้ือหาได้ +1 +1 +1

อย่างเหมาะสม

ด้านคณุ ค่าและประโยชน์

15. ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเกิดความรแู้ ละความเข้าใจเนอ้ื หา +1 +1 +1

16. ช่วยให้ผู้เรียนเกดิ ความสนใจในสอ่ื อินโฟกราฟกิ +1 +1 +1

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสำคญั

คำส่ัง ใหน้ ักเรยี นกากบาท ขอ้ ทถี่ ูกตอ้ งทสี่ ุดลงในกระดาษคำตอบเพียงข้อเดยี ว

1. ข้อใดคอื สาระสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ

ก. อา่ นเพ่ือความรู้ ข. อา่ นเพื่อความบันเทิง

ค. อ่านเพ่ือหาสาระสำคญั ของเรือ่ ง ง. อ่านเพ่ือค้นหาแนวทางในการดำเนินชีวติ

2. ขอ้ ใดไม่ใช่จดุ มุ่งหมายของการอา่ นจบั ใจความสำคัญ

ก. อ่านเพ่ือยอ่ เรอื่ งสรปุ เรือ่ ง

ข. อา่ นเพอ่ื สามารถจำคำประพนั ธ์ชนดิ ต่าง ๆ ได้

ค. อ่านเพือ่ สามารถปฏิบตั ิตามคำสัง่ และคำแนะนำได้

ง. อ่านเพ่ือสามารถคาดการณ์ และหาความจริง แสดงข้อคิดเห็นได้

3. ประโยคใจความสำคัญ หมายถงึ อะไร

ก. ประโยคตอนตน้ ของเรอ่ื ง ข. ประโยคตอนท้ายของเรอื่ ง

ค. ประโยคบอกทีม่ าของเรื่อง ง. ประโยคทีส่ รปุ เรอ่ื งนน้ั ไว้ทงั้ หมด

4. ขอ้ ใดไม่ใช่หลกั การอ่านจับใจความสำคญั

ก. อ่านอยา่ งมีจดุ หมาย ข. กวาดสายตาหาคำสำคัญ

ค. อา่ นรอบเดียวใหแ้ ตกฉาน ง. เรียบเรียงผลงานดว้ ยภาษาของตนเอง

5. ตำแหนง่ ใจความสำคัญท่ีหาง่ายจะอยสู่ ่วนใดของย่อหนา้

ก. ส่วนกลางและส่วนทา้ ย ข. ส่วนต้นและสว่ นทา้ ย

ค. ส่วนกลาง ง. ส่วนต้น

6. ตำแหน่งใจความสำคัญทห่ี ายากจะอยสู่ ่วนใดของย่อหนา้

ก. ส่วนกลางและส่วนท้าย ข. ส่วนต้นและส่วนท้าย

ค. ส่วนกลาง ง. ส่วนตน้

7. “เกศวะแคน้ ใจ กห็ ลบหนอี อกจากหมบู่ า้ นของตนไปเขา้ ละแวกอื่นพบต้นไม้ใหญ่กข็ ้ึนไปซอ่ นตวั อยู่บนต้นไม้

และตน้ ไมน้ ั้นมีเทวรปู ปญั จานนคนทั้งหลายในละแวกน้ันนับถอื ว่าศักด์ิสทิ ธิ์ ยงิ่ นกั ”

(นทิ านเวตาล เรื่องท่ี 6 พราหมณเ์ กศวะกับบุตรเขย 3 คน: กรมหมน่ื พิทยาลงกรณ)์

จากขอ้ ความข้างต้นคำสำคญั คือขอ้ ใด

ก. ต้นไม้ ข. แคน้ ใจ

ค. ศกั ดิส์ ิทธ์ิ ง. เทวรูปปญั จานน

8. “ซนิ แสเปน็ คาํ จีนท่ีมีความหมายหลายอย่าง จะแปลวา่ ครกู ็ได้ แปลว่า หมอรักษาคนไขก้ ็ได้ กระทั่งหมอดูก็ยงั

เรยี กกนั วา่ เป็นซนิ แสหรอื จะเปน็ ผู้มวี ิชาหรือผรู้ ู้ กเ็ รียกเปน็ ซินแสได้”

(จิตรา ก่อนันทเกยี รติ)

จากขอ้ ความคำสำคัญคอื ขอ้ ใด

ก. ครู ข. ซนิ แส ค. หมอ ง. ผมู้ ีวชิ า

ใหอ้ ่านขอ้ ความต่อไปน้แี ลว้ ตอบคำถามข้อท่ี 9-11

“ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขกุ ล่าวว่า เมอ่ื มปี ญั หาใด ๆ เวลาจะคดิ จะพดู จะทำอะไร ควรพดู ในขณะทนี่ ำ้ ชายังไมล่ ้นถว้ ย

หมายถึง เวลาเชา้ มดื เวลาตื่นนอนยงั ไมไ่ ด้เร่ืองราวหรือปญั หาตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจำวัน”

(TEST เตรียม ENT’ ภาษาไทย : บณั ฑิตแนะแนว)

9. จากขอ้ ความคำสำคญั คอื ข้อใด

ก. ต่ืนนอน ข. ลน้ ถ้วย ค. ปญั หา ง. นำ้ ชา

10. เม่อื มปี ัญหาใด ๆ ใหพ้ ูดหรอื ทำในเวลาใด

ก. เช้ามืด ข. กลางวัน

ค. ก่อนนอน ง. ตอนเยน็ หลงั จากเสรจ็ ธุระแล้ว

11. “นำ้ ชายังไมล่ ้นถ้วย” หมายถึงข้อใด

ก. เวลาเที่ยงก่อนที่จะกินน้ำชา

ข. ช่วงใดก็ไดท้ ี่เรายังรินน้ำชาไมห่ มด

ค. หลงั เลิกงานเม่ือกินนำ้ ชาจนหมดถ้วยแล้ว

ง. เวลาตนื่ นอนที่ยังไม่ได้รินน้ำชาให้ลน้ ถว้ ย ยังไม่มีปัญหาใด ๆ

อา่ นบทความต่อไปนี้แลว้ ตอบคำถาม

(1) มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ฉันชอบลา่ งูหางกระด่ิง ประการแรกคอื เปน็ สง่ิ ที่ท้าทายน่าต่นื เต้น และมีความ

เส่ยี งสูง ประการทสี่ องเปน็ การล่าสตั วท์ ี่ไม่มีฤดูกาล (2) เราสามารถล่างูชนิดน้ีได้ตงั้ แต่ฤดูใบไม้ผลิจนฤดูใบไม้ร่วง

(3)นอกจากนั้นยงั เป็นสิง่ ทา้ ทายให้เราได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของมัน และรู้วิธีที่จะเอาชนะมัน (4) มันจะซ่อนตัว

ลกึ ลับมคี วามระมดั ระวังและเลห่ ์กลมากจนทำให้จับมนั ไดย้ าก ซงึ่ เป็นสิง่ ทีเ่ ราตอ้ งเรียนร้วู า่ ทำอย่างไร เราจงึ จะจับ

มันได้ (5) เหตผุ ลประการสดุ ท้ายเราสามารถที่จะชว่ ยลดจำนวนงซู ง่ึ เปน็ สัตวท์ ่อี นั ตรายลงไปได้

(ฐิตริ ัตน์ ลดาวลั ย)์

12. จากบทความขา้ งตน้ ใจความสำคัญคือหมายเลขใด

ก. หมายเลข 1 ข. หมายเลข 2

ค. หมายเลข 3 ง. หมายเลข 4,5

13. ส่วนใดเปน็ ใจความสำคญั ของข้อความต่อไปน้ี
1) ในอดตี พืน้ ทปี่ ่าชายหาดไดร้ ับผลกระทบจากการทอ่ งเท่ยี วของมนษุ ย์ และการจัดกจิ กรรมต่าง ๆ เปน็ อย่างมาก
2) สง่ ผลใหเ้ ฟริ ์นหลายชนดิ หายไปจากพ้นื ท่ี 3) ดงั จะเห็นได้จากหาดทรายซึ่งไมถ่ ูกรบกวนจากการกระทำของ
มนษุ ย์ 4) ยงั คงมีเฟิรน์ ขึ้นกระจัดกระจายอยทู่ ่วั ไป 5) โดยมกั ข้นึ อยใู่ ต้ร่มเงาของไมพ้ มุ่ และไม้ต้น

(O-NET ม.6, 2564)
ก. ส่วนท่ี 1 และ สว่ นที่ 2
ข. สว่ นที่ 2 และ ส่วนที่ 3
ค. ส่วนที่ 3 และ ส่วนที่ 4
ง. สว่ นที่ 4 และ สว่ นท่ี 5
14. ขอ้ ใดเปน็ สาระสำคญั ของขอ้ ความต่อไปนี้
การที่เด็กไมก่ ินผักส่วนหนง่ึ อาจเปน็ เพราะเดก็ ออ่ นค้นุ เคยกบั อาหารทบ่ี ดละเอียด เม่ือกินผกั ทต่ี อ้ งเคย้ี วยากเดก็
อาจจะไม่ชอบ ผักบางชนดิ ท่ีมกี ลนิ่ ฉนุ หรอื มรี สขมเด็กก้มักปฏิเสธ ในครอบครัวทพี่ ่อแมห่ รอื พี่ที่ไมก่ นิ ผกั เด็กกม้ ัก
ทำตาม พอ่ แมห่ ลายคนจงึ หาวธิ แี ก้ไขปญั หาดังกลา่ ว

(O-NET ม.6, 2564)
ก. วิธกี ารเลยี้ งดูมีผลตอ่ นิสยั ของเด็ก
ข. รสชาติและกลน่ิ ของผกั ทำให้เด็กบางคนไม่ยอมกนิ ผัก
ค. ปัญหาเด็กไมก่ นิ ผักเป็นสิ่งทค่ี รอบครัวสามารถแกไ้ ขได้
ง. สาเหตทุ ่ีเด็กไม่กนิ ผกั เกดิ จากความเคยชนิ และการเลยี นแบบ

อ่านขอ้ ความต่อไปนี้แลว้ ตอบคำถามข้อ 15-17

เดก็ โลภ
มเี ด็กชายคนหน่ึงอยากกนิ ลกู เกาลัดมาก จึงลว้ งมือลงไปในโถ แล้วกำเอาลูกเกาลดั จนเตม็ กำมอื จึงไม่
สามารถเอามอื ออกจากปากโถแคบ ๆ ได้ เดก็ ชายคนน้ันจงึ รอ้ งไห้อยู่อย่างนัน้ เพราะไม่ยอมปล่อยลูกเกาลดั ออก
จากมือ เม่อื ผู้ใหญ่คนหน่งึ เดินผา่ นมาเหน็ เขา้ จึงบอกเดก็ คนนั้นว่า “ทำไมไมป่ ลอ่ ยลกู เกาลดั ในมือเสียก่อน ถ้า
หยบิ เกาลัดทลี ะลกู กจ็ ะสามารถทจ่ี ะหยิบกินได้จนอ่มิ เหมือนกัน มือก็ไม่ติดปากโถอีก”

(อีสป)

15. ในโถมีอะไรอย่ขู ้างใน

ก. ถ่ัวเขยี ว ข. ก้อนหนิ ค. เกาลัด ง. ลูกปิงปอง

16. เพราะเหตุใด เดก็ ชายจงึ เอามือออกจากโถไมไ่ ด้ ข. เพราะกำก้อนหินจนเต็มกำมอื
ก. เพราะกำลกู เกาลัดจนเตม็ มอื ง. เพราะกำลกู ปิงปองจนเต็มกำมอื
ค. เพราะกำถั่วเขยี วจนเต็มกำมือ

17. นกั เรยี นคนใดปฏบิ ตั ติ นแตกต่างจากเด็กชายในเรอ่ื ง
ก. นาคมี ีของเล่นอยูแ่ ลว้ แตก่ ย็ ังอยากไดข้ องเล่นของน้องอกี
ข. มารซ์ ซื้อขนมเทา่ ท่ีตนเองอยากจะกนิ
ค. ปานชอบซอ้ื ของท่ีไมจ่ ำเปน็ มาใชอ้ ยู่เสมอ
ง. ป๋ีมีดินสออยูแ่ ลว้ แตย่ งั อยากซ้ือดินสอเพม่ิ อกี

18. ข้อใดเปน็ ชอื่ เรอ่ื งท่สี อดคล้องกบั ข้อความตอ่ ไปน้ี (O-NET ม.3)

กำแพงเมอื งจนี สรา้ งขึ้นมาเพ่ือปอ้ งกนั ขา้ ศกึ แตน่ กั ประวัตศิ าสตรต์ า่ งลงความเหน็ ว่ากำแพงเมอื งจนี

นน้ั ไมส่ ามารถปอ้ งกนั ข้าศึกได้ เพราะข้าศกึ สามารถโอบลอ้ มปอ้ มปราการเข้ามาได้หลายคร้ัง เชน่ กองทพั แมนจู

สามารถยกพลข้ามกำแพงมาพชิ ิตแผน่ ดนิ จีนไดส้ ว่ นหน่ึง นอกจากกำแพงเมืองจีนจะไมส่ ามารถป้องกนั ข้าศึก

ทางบกไดแ้ ล้ว เม่อื กองทพั ชาติยโุ รปยกทพั มาทางทะเล กย็ ังสามารถกดดันใหจ้ นี ยอมจำนนไดส้ ำเร็จในศตวรรษ

ท่ี ๑๙

ก. ความลม้ เหลวของกำแพงเมอื งจนี ข. มูลเหตขุ องการสร้างกำแพงเมอื งจีน

ค. กองทพั แมนจูผู้พชิ ิตกำแพงเมืองจีน ง. กำแพงเมอื งจีนกบั การป้องกนั ขา้ ศึกทางนำ้

19. ข้อใดเป็นใจความสำคัญของข้อความตอ่ ไปน้ี (O–NET ม.3)

คนเราเกิดมาไม่มีใครสามารถอยู่ตวั คนเดียวได้ ตา่ งต้องพึง่ พาอาศยั ซง่ึ กนั และกันท้งั นน้ั ย่ิงเรารจู้ กั คน
มากเทา่ ใด ก็ย่งิ เปน็ คนกว้างขวางและจะเปน็ ประโยชน์แก่ตัวเราเองมากขน้ึ เทา่ น้นั ความสำเรจ็ ทุกอย่างไมว่ ่า
จะเปน็ ทางราชการ ทางการค้าหรือในกจิ การสว่ นตวั ลว้ นขึน้ อยกู่ ับความกว้างขวางของตัวเราเป็นสำคัญ ฉะน้ัน
การมีเพอื่ นจึงจำเป็นที่สุด เราจะตอ้ งพยายามรู้จกั คนให้มากท่ีสุดเทา่ ท่ีจะมากได้โดยไมต่ อ้ งเลอื กว่าใครเปน็ ใคร
แต่วา่ การคบเพอ่ื นนั้นมที ้งั คณุ และโทษ ฉะน้นั จึงต้องระวงั ใหม้ าก

ก. ทกุ คนตอ้ งพึง่ พาอาศัยกัน ข. การคบเพื่อนจะตอ้ งรอบคอบ
ค. คนเราจะขาดการคบเพ่อื นไมไ่ ด้ ง. การรูจ้ กั คนมากเปน็ ประโยชนใ์ นการทํางาน

20. ขอ้ ใดเป็นประเด็นสำคัญของขอ้ ความตอ่ ไปน้ี (O-NET ม.6)

ฝายชะลอน้ำแมจ้ ะไม่ใช่สิง่ กอ่ สรา้ งที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาน้ำทว่ มในเมอื งหรอื น้ำทว่ มในปรมิ าณ
มหาศาล แต่ก็จะช่วยชะลอน้ำไมใ่ หไ้ หลเรว็ เกนิ ไปเพ่อื ป้องกันน้ำท่วมพน้ื ทป่ี ลายน้ำ ฝายจะช่วยเกบ็ กักน้ำให้พ้นื ที่
มีความชุ่มชื้นได้นาน เป็นแหลง่ สำรองน้ำในหน้าแลง้ ไดด้ ว้ ย การสรา้ งมิไดซ้ ับซอ้ นยงุ่ ยาก ชาวบ้านก็ชว่ ยกันสรา้ ง
ได้อีกทั้งไม่ตอ้ งตัดต้นไมใ้ นพน้ื ทท่ี ีจ่ ะสรา้ ง

ก. วิธใี ช้ฝายแกป้ ัญหาน้ำทว่ ม ข. ประโยชนข์ องฝายชะลอน้ำ

ค. การแกป้ ัญหาน้ำทว่ มและภัยแลง้ ง. ฝายชะลอน้ำกับการอนรุ กั ษ์ธรรมชาติ

21. ขอ้ ใดเป็นประเด็นสำคญั ของข้อความตอ่ ไปนี้ (O-NET ม.6)

ไขมนั ทรานส์เปน็ กรดไขมนั ไม่อ่ิมตัวซึง่ ไดร้ บั ความนิยมมากในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ส่วนมาก
ไขมนั ทรานส์เกิดจากการปรงุ แต่งของมนุษย์ โดยกระบวนการเติมไฮโดรเจนลงในกรดไขมนั ไม่อม่ิ ตวั เชน่ น้ำมนั
พชื เพือ่ เปลยี่ นสภาพของน้ำมนั ใหแ้ ขง็ ขน้ึ ทำให้เก็บไดน้ าน ไมม่ ีกลนิ่ หนื อย่างไรกต็ ามการบรโิ ภคไขมันทรานส์
ส่งผลเสยี ต่อสุขภาพ เสีย่ งตอ่ การเกดิ โรคหวั ใจความดนั โลหิตสงู และเบาหวาน องค์การอนามัยโลกประกาศ
รณรงคใ์ ห้ทวั่ โลกยตุ กิ ารใชไ้ ขมันทรานส์ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๓ หากยุตไิ ดจ้ ะชว่ ยชวี ติ คนได้ถงึ ๑๐ ล้านคน

ก. อนั ตรายของไขมนั ทรานส์ ข. ปจั จยั เสีย่ งการเกิดโรคหัวใจ
ค. การผลิตอาหารดว้ ยไขมันทรานส์ ง. การรณรงค์ขององคก์ ารอนามยั โลก

พรกิ เปน็ พืชทอ่ี ดุ มด้วยวิตามินซี ซงึ่ จำเป็นต่อการบำรุงผวิ พรรณ เอ็นและกระดกู พรกิ ขีห้ นหู รอื พริกช้ีฟ้า
ดิบหนั่ 1 ถ้วยตวง (ประมาณ 10 ช้อนโต๊ะ) ให้วิตำมนิ ซีเท่ากับปริมาณทร่ี ่างกายควรได้รบั ในแต่ละวนั ถ้าเป็น
พริกแดงจะมวี ติ ามินซีมากกว่านถ้ี งึ 2 เท่า

22. คำสำคัญในยอ่ หนา้ ข้างต้นน้ตี รงกับขอ้ ใด ค. พรกิ วิตามินซี ง. วติ ามนิ ซี พรกิ ขีห้ นู
ก. พืช วิตามิน ข. วติ ามิน พริก

การหวั เราะจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย ทำให้การหายใจเข้าออกดขี ึน้ ชว่ ยนวดอวัยวะภายใน
อยา่ งหวั ใจและปอด สง่ เสริมระบบภมู คิ ้มุ กันในร่างกาย ทำใหอ้ ดทนต่อความเครียดได้มากขน้ึ ลดอาการเจ็บปวด
ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานไดอ้ ย่างสงบ ช่วยให้การยอ่ ยอาหารดีขนึ้ ช่วยกระตนุ้ อารมณผ์ ่อนคลายและ
บรรเทาอาการเจ็บปวดภายในร่างกาย นอกจากนกี้ ารหวั เราะยงั ชว่ ยเรง่ ความเร็วกระบวนการเยยี วยาในร่างกาย
ช่วยเพิม่ การไหลเวียนของโลหติ ในร่างกาย ชว่ ยลดความเครียด ความโกรธ และความหดหู่ เพ่มิ ออกซเิ จนใน
เลือดอกี ดว้ ย

23. คำสำคัญในยอ่ หนา้ ขา้ งตน้ นีต้ รงกับขอ้ ใด
ก. สรรพคุณ ช่วย ข. อวัยวะ อารมณข์ นั ค. ร่างกาย การหวั เราะ ง. การหวั เราะ ประโยชน์

ข้าวแช่เป็นวฒั นธรรมทางอาหารท่ีไทยรับมาจากคนมอญ สมัยรัชกาลที่ 1 มอญเข้ามาอยู่ในดินแดนสยาม
ในฐานะผ้รู ่วมกชู้ าติ ซ่ึงเปน็ ท่มี าของต้นตระกูลคชเสนใี นปจั จบุ ัน ชาวมอญ มีประเพณสี ่งข้าวแช่ในช่วงสงกรานต์
ชว่ งกอบก้เู มืองในสมัยรชั กาลที่ 1 ก็มีพิธสี ง่ ขา้ วแช่กัน วฒั นธรรมนจ้ี งึ เร่ิมแพรห่ ลายต้ังแตน่ ้นั มา

24. คำสำคัญในย่อหน้าขา้ งตน้ นต้ี รงกบั ขอ้ ใด

ก. ข้าวแช่ ข. คนมอญ ค. สงกรานต์ ง. วฒั นธรรม

อา่ นขอ้ ความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามขอ้ 25 – 26

ฝนเทยี ม คือ การบงั คับเมฆฝนให้ตกลงมาเป็นฝน โดยใช้สารเคมพี ่นเขา้ ไปในกลุ่มเมฆ ชาวบ้านมกั เรยี ก

ฝนเทียมวา่ ฝนหลวง เพราะฝนเทยี มเกิดจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวภมู ิพลอดุลยเดช

เมอื่ ทรงเหน็ ความเดือดร้อนของเกษตรกรท่ีต้องพบกบั สภาวะฝนแล้ง ทำให้ประกอบอาชพี ไมไ่ ด้

(ทม่ี า: ปราณี บญุ ชุ่ม. 2549)

25. การทำฝนเทียมทำอย่างไร ข. ใช้สารเคมพี ่นไปในท้องอากาศ
ก. ใช้น้ำพ่นเขา้ ไปในกลมุ่ เมฆ ง. ใชส้ ารเคมพี น่ เป็นละอองไอน้ำในชัน้ บรรยากาศ
ค. ใช้สารเคมีพน่ เขา้ ไปในกลุ่มเมฆ

26. ทำไมจึงต้องมกี ารทำฝนเทยี ม
ก. เพราะเกษตรกรพบกับสภาวะแห้งแลง้
ข. เพราะเจ้าหนา้ ท่ตี ้องการให้มนี ้ำฝนมาก
ค. เพราะเกษตรกรเก็บกักน้ำฝนไวไ้ มไ่ ด้
ง. เพราะเจา้ หนา้ ที่ตอ้ งการให้ฝนตกเหนอื เข่ือน

อา่ นขอ้ ความต่อไปน้ีแลว้ ตอบคำถามขอ้ 27 – 28
คนตาบอดสีจะไม่ได้รับอนญุ าตให้มใี บขบั ขี่ยานพาหนะในครอบครอง เนื่องจากอาการบอดสีของตา

เป็นอปุ สรรคสำหรบั การบอกสัญญาณไฟจราจรบนทอ้ งถนน
(ที่มา: หนังสอื พิมพ์ไทยรฐั . (9 ธนั วาคม 2554). ตาบอดส)ี

27. ขอ้ ความใดเปน็ ใจความสำคัญ
ก. คนตาบอดสขี บั รถ
ข. คนตาบอดสีกับใบขบั ขี่
ค. คนตาบอดสีจะไมไ่ ดร้ ับอนญุ าตให้มีใบขับข่ี
ง. อาการบอดสขี องตาเป็นอปุ สรรคสำหรบั การบอกสัญญาณไฟจราจรบนท้องถนน

28. ขอ้ ความใดเปน็ ใจความรอง
ก. คนตาบอดสกี ับใบขับข่ี
ข. คนตาบอดสกี บั สัญญาณไฟ
ค. คนตาบอดสีจะไมไ่ ด้รับอนญุ าตให้มใี บขับขี่
ง. เน่อื งจากอาการบอดสีของตาเปน็ อุปสรรคสำหรับการบอกสัญญาณไฟจราจร

อ่านข้อความตอ่ ไปน้ีแล้วตอบคาํ ถามขอ้ 29-32

“ห่ิงห้อยมอี วยั วะทําแสงอยูบ่ ริเวณส่วนท้องด้านล่าง เพศผมู้ อี วัยวะทําแสง 2 ปล้อง เพศเมียมี 2 ปล้อง
แต่บางชนิดตัวเตม็ วัยเพศเมยี มีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวยั วะทําแสงด้านขา้ งของลําตัวเกอื บทุกปล้อง แสง
ของหงิ่ ห้อยเกิดจากปฏิกิริยาของสารลซู เิ ฟอริน (Luciferin) ท่อี ยู่ในอวยั วะทําแสงกับออกซิเจน มีเอนไซมล์ ูซิ
เฟอรนิ (Luciferase) เปน็ ตัวเร่งปฏิกิรยิ าและมสี ารอดโี นซนี ไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate, ATP)
เป็นตัวใหพ้ ลงั งานทําใหเ้ กดิ แสง หิ่งห้อยกระพรบิ แสงเพ่ือการผสมพนั ธแ์ุ ละการสื่อสารซ่ึงกนั และกนั

(หนงั สือมหัศจรรยพ์ ชื และสัตว์: ชมรมบา้ นวทิ ยาศาสตร์)

29. จากขอ้ ความมีคาํ สำคัญกี่คาํ

ก. 2 คํา ข. 3 คํา ค. 4 คํา ง. 5 คํา
ง. ถูกท้ัง ก และ ข
30. คําสําคญั ที่พบในขอ้ ความน้ีคืออะไร

ก. หิ่งห้อย ปฏกิ ิริยา ซิเฟอรนิ เอนไซม์

ข. ห่ิงห้อย อวัยวะทําแสง ผสมพันธุ์ ส่อื สาร

ค. ปฏกิ ิริยา ซิเฟอรนิ เอนไซม์ อดโี นซนี ไตรฟอสเฟต

ง. หงิ่ หอ้ ย ซิเฟอรนิ ออกซิเจน อดีโนซนี ไตรฟอสเฟต

31. หง่ิ ห้อยกระพริบแสงเพ่ืออะไร

ก. สื่อสาร ข. ผสมพนั ธุ์ ค. หาอาหาร

32. อวัยวะที่ทาํ ให้เกดิ แสงอยู่ในบรเิ วณไหนของห่ิงหอ้ ย

ก. ส่วนดา้ นล่างของส่วนทอ้ งหิ่งห้อย

ข. สว่ นบริเวณขาของหิ่งหอ้ ย

ค. สว่ นปลายหางของห่ิงห้อย

ง. สว่ นหวั ของห่ิงหอ้ ย

อา่ นขา่ วต่อไปนแี้ ล้วตอบคำถามข้อ 33 – 40

สวนสตั ว์มะกนั จำเปน็ ตอ้ งยิงกอริลลาตายหลังเด็กพลดั ตก
สำนักขา่ วตา่ งประเทศรายงานจากเมืองซนิ ซินเนติ รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมรกิ า เมอื่ วนั ที่ 29 พ.ค.
วา่ นายเธน เมย์นารด์ ผอู้ ำนวยการสวนสตั ว์ เผยเม่ือวนั เสาร์ ว่ามเี จา้ หน้าท่จี ำเปน็ ต้องยงิ สงั หารกอรลิ ลาเพศผู้วยั
17 ปี ชือ่ “ฮารามเบ” หลงั เกดิ เหตุการณไ์ ม่คาดฝันเมือ่ มเี ดก็ ชายวัย 4 ขวบ พลัดตกจากทก่ี ้ันสูงเกอื บ 4 เมตร
ลงไปในคนู ้ำทมี่ ีการขุดไว้รอบพ้ืนท่อี าศัยของกอริลลา จากนน้ั ฮารามเบตัวใหญท่ ีม่ ีนำ้ หนักมากถงึ 180 กก. นำ
เด็กชายขึ้นมาจากคนู ำ้ และลากข้ึนไปอยูน่ านราว 10 นาที แมฮ้ ารามเบยงั ไมไ่ ดท้ ำอนั ตรายกับเด็กชาย แค่จาก
รปู การณท์ ีเ่ กดิ ข้ึนทำให้เจ้าหน้าที่ประเมินวา่ เด็กชายกำลังทำให้กอริลลาตกอยใู่ นสภาวะ “ต่นื ตระหนก” ซึง่ อาจ
เปน็ อนั ตรายตอ่ หนูนอ้ ย จึงตัดสนิ ใจยงิ ฮารามเบเพ่ือช่วยชีวติ เดก็ ชาย ซ่งึ เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเด็กซนิ
ซินเนติ และอาการดีขึน้ เปน็ ลำดับแล้ว ท้งั นเ้ี มย์นาร์ดให้เหตผุ ลของการไม่ใชย้ าสลบวา่ ต้องใชเ้ วลานานยาจงึ จะ
ออกฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม เหตกุ ารณ์ครงั้ นี้ได้สร้างบทเรีบนอนั เลวร้ายให้แกท่ กุ ฝา่ ยที่เกีย่ วข้อง เน่อื งจากฮารามเบ
เพ่งิ เขา้ มาเปน็ “ครอบครวั ” ของทางสวนสตั วไ์ ด้เพียง 1 ปีเท่านัน้ ซ่ึงผบู้ ริหารของสวนสตั ว์ทป่ี ัจจุบัน เลย้ี ง
กอรลิ ลาไว้ 11 ตัว ยนื ยันจะเรง่ มาตรการปอ้ งกนั ทดี่ ีที่ขึน้ โดยเร็ว ขณะท่ีเหตกุ ารณ์ดงั กลา่ วได้รบั เสียงวิจารณท์ ่ี
หลากหลายจากสังคมออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ตงั้ คำถามว่า ผู้ปกครองของเดก็ ชายสมควรร่วมแสดง “ความ
รบั ผิดชอบ” ดว้ ยหรอื ไม่

ทม่ี า: หนังสอื พิมพืเดลนิ ิวส์ ฉบบั วันอาทิตย์ ท่ี 29 พฤษภาคม 2559

33. ฮารามเบ เปน็ ชื่อของใคร

ก. เด็กชายทพี่ ลดั ตกลงไปในน้ำ ข. ผู้อำนวยการสวนสัตว์

ค. เจา้ หนา้ ท่ีผ้ยู ิงสงั หารกอริลลา ง. กอริลลาเพศผู้ทเ่ี สียชวี ิต

34. ฮารามเบทำอะไรกับเด็กชายทพ่ี ลัดตกลงในคูนำ้

ก. หวาดกลวั เดก็ เพราะคดิ วา่ จะมาทำร้าย ข. ดมกลิน่ เดก็ วา่ เปน็ พวกเดียวกนั หรอื ไม่

ค. เล่นและหยอกลอ้ กับเด็กอยา่ งสนุกสนาน ง. นำเดก็ ข้นึ มาจากคนู ำ้ และลากไปมา

35. ข่าวขา้ งตน้ ไม่เกย่ี ขอ้ งกับสถาณทใ่ี ด

ก. รัฐโอไฮโอ ข. ประเทศสหรัฐอเมรกิ า

ค. สวนสัตว์ซินซนิ เนติ ง. ประเทศแคนนาดา

36. ข่าวขา้ งต้นเกิดขึ้นเม่ือใด

ก. 29 ม.ค. 59 ข. 29 มี.ค. 59 ค. 29 พ.ค. 59 ง. 29 ก.ค. 59

37. ทำไมเจ้าหนา้ ทีจ่ งึ ไมใ่ ช้ยาสลบกับกอริลลา

ก. ยาสลบใชก้ ับสตั ว์ไมไ่ ด้ ข. ยาสลบใช้กับคนเทา่ นนั้

ค. ยาสลบใช้เวลานานจงึ จะออกฤทธิ์ ง. ยาสลบมฤี ทธ์ริ ้ายแรงเกินไป

38. ถา้ นักเรยี นเป็นผ้ปู กครองจะมวี ธิ ีการป้องกันอย่างไรเพอ่ื ไมใ่ ห้เกดิ เหตุการณ์กบั เด็กชายดงั กลา่ ว

ก. ไมใ่ ห้เด็กชายเขา้ ชมสวนสัตว์ ข. ฝากเดก็ ชายไวก้ ับเจา้ หน้าท่ี

ค. ดูแลเด็กชายไม่ใหค้ ลาดสายตา ง. ฝากเดก็ ชายให้อยู่ในความดแู ลของคนอนื่

39. จากขา่ วข้างต้นได้สร้างบทเรียนใหก้ บั บุคคลใดมากที่สุด

ก. เดก็ ชาย ข. ผู้ปกครอง ค. เจ้าหน้าท่ี ง. ผูอ้ ำนวยการสวนสตั ว์

40. หากนักเรียนเป็นผอู้ ำนวยการสวนสตั ว์จะมีวิธีการอยา่ งไรเพ่ือไม่ใหเ้ กดิ เหตกุ ารณ์แบบนอ้ี ีก

ก. ไมอ่ นญุ าตให้เดก็ เข้าชมสวนสตั ว์

ข. ให้ผู้ปกครองฝากเดก็ ไว้กับเจ้าหน้าที่

ค. ปดิ บรกิ ารเข้าชมสวนสัตว์

ง. ติดป้ายคำเตือนให้ผปู้ กครองดแู ลบุตรหลานให้ดี ๆ

แบบทดสอบหลงั เรยี น

เรื่อง การอ่านจบั ใจความสำคัญ

คำสง่ั ใหน้ กั เรยี นกากบาท ข้อท่ีถูกต้องทสี่ ุดลงในกระดาษคำตอบเพียงข้อเดียว

1. ข้อใดคอื สาระสำคญั ของการอา่ นจับใจความสำคัญ

ก. อ่านเพื่อความรู้ ข. อา่ นเพ่ือความบนั เทิง

ค. อ่านเพ่ือหาสาระสำคญั ของเรือ่ ง ง. อ่านเพื่อค้นหาแนวทางในการดำเนินชวี ติ

2. ข้อใดไมใ่ ช่จุดมุ่งหมายของการอา่ นจับใจความสำคัญ

ก. อ่านเพอ่ื ย่อเร่ืองสรุปเร่อื ง

ข. อ่านเพื่อสามารถจำคำประพันธช์ นิดตา่ ง ๆ ได้

ค. อ่านเพือ่ สามารถปฏิบตั ติ ามคำสง่ั และคำแนะนำได้

ง. อ่านเพื่อสามารถคาดการณ์ และหาความจรงิ แสดงขอ้ คิดเห็นได้

3. ประโยคใจความสำคญั หมายถงึ อะไร

ก. ประโยคตอนตน้ ของเร่ือง ข. ประโยคตอนท้ายของเรือ่ ง

ค. ประโยคบอกที่มาของเรอื่ ง ง. ประโยคท่ีสรปุ เรอื่ งนัน้ ไว้ทั้งหมด

4. ข้อใดไม่ใช่หลกั การอา่ นจบั ใจความสำคัญ

ก. อ่านอย่างมจี ดุ หมาย ข. กวาดสายตาหาคำสำคัญ

ค. อ่านรอบเดยี วใหแ้ ตกฉาน ง. เรียบเรยี งผลงานด้วยภาษาของตนเอง

5. ตำแหนง่ ใจความสำคัญทหี่ าง่ายจะอยสู่ ่วนใดของย่อหนา้

ก. ส่วนกลางและสว่ นทา้ ย ข. ส่วนต้นและสว่ นทา้ ย

ค. สว่ นกลาง ง. ส่วนต้น

6. ตำแหน่งใจความสำคัญทห่ี ายากจะอยู่สว่ นใดของยอ่ หนา้

ก. ส่วนกลางและส่วนท้าย ข. ส่วนตน้ และส่วนท้าย

ค. สว่ นกลาง ง. ส่วนต้น

7. “เกศวะแค้นใจ ก็หลบหนีออกจากหมบู่ า้ นของตนไปเข้าละแวกอ่ืนพบต้นไม้ใหญ่ก็ข้ึนไปซ่อนตวั อยู่บนตน้ ไม้

และตน้ ไม้นั้นมีเทวรปู ปญั จานนคนทั้งหลายในละแวกน้ันนบั ถือวา่ ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ ยิ่งนกั ”

(นิทานเวตาล เร่ืองที่ 6 พราหมณเ์ กศวะกับบตุ รเขย 3 คน: กรมหมน่ื พิทยาลงกรณ์)

จากข้อความข้างต้นคำสำคัญคอื ขอ้ ใด

ก. ต้นไม้ ข. แคน้ ใจ

ค. ศกั ด์สิ ิทธิ์ ง. เทวรปู ปญั จานน

8. “ซนิ แสเปน็ คาํ จีนที่มีความหมายหลายอย่าง จะแปลวา่ ครกู ็ได้ แปลวา่ หมอรักษาคนไขก้ ็ได้ กระทั่งหมอดูกย็ งั

เรยี กกนั วา่ เป็นซนิ แสหรอื จะเปน็ ผู้มวี ิชาหรอื ผรู้ ู้ กเ็ รียกเปน็ ซินแสได”้

(จิตรา ก่อนันทเกยี รติ)

จากขอ้ ความคำสำคญั คอื ข้อใด

ก. ครู ข. ซนิ แส ค. หมอ ง. ผู้มีวชิ า

ใหอ้ ่านขอ้ ความต่อไปน้ีแลว้ ตอบคำถามข้อท่ี 9-11

“ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขกุ ล่าวว่า เมือ่ มปี ญั หาใด ๆ เวลาจะคดิ จะพูดจะทำอะไร ควรพดู ในขณะทนี่ ำ้ ชายังไมล่ น้ ถ้วย

หมายถึง เวลาเชา้ มดื เวลาตื่นนอนยงั ไมไ่ ดเ้ รอื่ งราวหรอื ปญั หาต่าง ๆ ในชีวติ ประจำวนั ”

(TEST เตรียม ENT’ ภาษาไทย : บณั ฑิตแนะแนว)

9. จากขอ้ ความคำสำคัญคอื ข้อใด

ก. ต่ืนนอน ข. ลน้ ถ้วย ค. ปญั หา ง. นำ้ ชา

10. เม่อื มปี ัญหาใด ๆ ใหพ้ ูดหรอื ทำในเวลาใด

ก. เช้ามืด ข. กลางวัน

ค. ก่อนนอน ง. ตอนเยน็ หลงั จากเสรจ็ ธุระแล้ว

11. “นำ้ ชายังไมล่ ้นถ้วย” หมายถึงข้อใด

ก. เวลาเที่ยงก่อนที่จะกินน้ำชา

ข. ช่วงใดก็ไดท้ ี่เรายังรินน้ำชาไมห่ มด

ค. หลงั เลิกงานเมอื่ กินนำ้ ชาจนหมดถว้ ยแลว้

ง. เวลาตนื่ นอนที่ยงั ไม่ได้รินนำ้ ชาให้ลน้ ถว้ ย ยังไม่มีปัญหาใด ๆ

อา่ นบทความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม

(1) มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ฉนั ชอบล่างูหางกระด่ิง ประการแรกคอื เป็นสง่ิ ที่ท้าทายน่าต่นื เต้น และมีความ

เส่ยี งสูง ประการทสี่ องเปน็ การล่าสัตว์ทไี่ ม่มีฤดกู าล (2) เราสามารถล่างูชนิดนไ้ี ด้ตงั้ แต่ฤดูใบไม้ผลิจนฤดูใบไม้ร่วง

(3)นอกจากนั้นยงั เป็นสิง่ ทา้ ทายให้เราได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของมัน และรู้วิธีที่จะเอาชนะมัน (4) มันจะซ่อนตวั

ลกึ ลับมคี วามระมดั ระวังและเลห่ ์กลมากจนทำให้จับมันไดย้ าก ซง่ึ เปน็ ส่งิ ทีเ่ ราตอ้ งเรียนร้วู า่ ทำอย่างไร เราจงึ จะจับ

มันได้ (5) เหตผุ ลประการสดุ ท้ายเราสามารถที่จะชว่ ยลดจำนวนงูซึง่ เป็นสตั วท์ อ่ี ันตรายลงไปได้

(ฐิตริ ัตน์ ลดาวลั ย)์

12. จากบทความขา้ งตน้ ใจความสำคัญคอื หมายเลขใด

ก. หมายเลข 1 ข. หมายเลข 2

ค. หมายเลข 3 ง. หมายเลข 4,5

13. ส่วนใดเปน็ ใจความสำคญั ของข้อความต่อไปน้ี
1) ในอดตี พืน้ ทปี่ ่าชายหาดไดร้ ับผลกระทบจากการทอ่ งเทยี่ วของมนษุ ย์ และการจัดกจิ กรรมต่าง ๆ เปน็ อยา่ งมาก
2) สง่ ผลใหเ้ ฟริ ์นหลายชนดิ หายไปจากพื้นที่ 3) ดังจะเหน็ ไดจ้ ากหาดทรายซึ่งไมถ่ ูกรบกวนจากการกระทำของ
มนษุ ย์ 4) ยงั คงมีเฟิรน์ ขึ้นกระจัดกระจายอย่ทู ัว่ ไป 5) โดยมักขึน้ อยใู่ ต้ร่มเงาของไมพ้ มุ่ และไม้ต้น

(O-NET ม.6, 2564)
ก. ส่วนท่ี 1 และ สว่ นที่ 2
ข. สว่ นที่ 2 และ ส่วนที่ 3
ค. ส่วนที่ 3 และ ส่วนที่ 4
ง. สว่ นที่ 4 และ สว่ นท่ี 5
14. ขอ้ ใดเปน็ สาระสำคญั ของขอ้ ความต่อไปน้ี
การที่เด็กไมก่ ินผักส่วนหนง่ึ อาจเปน็ เพราะเดก็ ออ่ นคุ้นเคยกับอาหารทบ่ี ดละเอียด เม่ือกินผกั ทต่ี อ้ งเคย้ี วยากเดก็
อาจจะไม่ชอบ ผักบางชนดิ ท่ีมกี ลนิ่ ฉนุ หรือมรี สขมเด็กกม้ กั ปฏิเสธ ในครอบครัวทพี่ ่อแมห่ รอื พี่ที่ไมก่ นิ ผกั เด็กกม้ ัก
ทำตาม พอ่ แมห่ ลายคนจงึ หาวธิ แี ก้ไขปัญหาดงั กลา่ ว

(O-NET ม.6, 2564)
ก. วิธกี ารเลยี้ งดูมีผลตอ่ นิสยั ของเด็ก
ข. รสชาติและกลน่ิ ของผกั ทำให้เด็กบางคนไมย่ อมกนิ ผัก
ค. ปัญหาเด็กไมก่ นิ ผักเป็นสิ่งทค่ี รอบครัวสามารถแก้ไขได้
ง. สาเหตทุ ่ีเด็กไม่กนิ ผกั เกดิ จากความเคยชินและการเลียนแบบ


Click to View FlipBook Version