๕๑
อย่างไรกต็ าม ทักษะท่นี าไปสคู่ วามพร้อมในการเรียนรู้ที่สามารถใช้เปน็ รอยเช่ือมต่อระหวา่ งช้นั อนุบาลกับชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ ท่ีควรพิจารณามที กั ษะดงั นี้
๑. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ ใช้ห้องน้า ห้องส้วมได้ด้วยตนเอง แต่งกายได้เอง เก็บของเข้าท่ีเม่ือเล่น
เสรจ็ และช่วยทาความสะอาด รู้จักรอ้ งขอใหช้ ่วยเม่ือจาเป็น
๒. ทักษะการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ ได้แก่ วิ่งได้อย่างราบรื่น วิ่งก้าวกระโดดได้ กระด้วยสองขาพ้นจากพ้ืน ถือจับ
ขว้าง กระดอนลกู บอลได้
๓. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่ ใช้มือหยิบจับอุปกรณ์วาดภาพและเขียน วาดภาพคนมีแขน ขา
และสว่ นตา่ งๆของร่างกาย ตดั ตามรอยเส้นและรูปต่างๆ เขียนตามแบบอยา่ งได้
๔. ทักษะภาษาการรู้หนังสือ ได้แก่ พูดให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ ฟังและปฏิบัติตามคาชีแ้ จงงง่ายๆ ฟังเรื่องราวและคา
คล้องจองต่างๆอย่างสนใจ เข้าร่วมฟังสนทนาอภิปรายในเร่ืองต่างๆ รู้จักผลัดกันพูดโต้ตอบ เล่าเรื่องและทบทวน
เรอ่ื งราวหรือประสบการณต์ ่างๆ ตามลาดับเหตุการณ์เล่าเร่ืองจากหนังสือภาพอย่างเป็นเหตุเป็นผล อา่ นหรือจดจาคา
บางคาทม่ี คี วามหมายตอ่ ตนเอง เขยี นชอื่ ตนเองได้ เขียนคาท่ีมีความหมายต่อตนเอง
๕. ทักษะการคิด ได้แก่ แลกเปล่ียนความคิดและให้เหตุผลได้ จดจาภาพและวัสดุท่ีเหมือนและต่างกันได้ ใช้
คาใหม่ๆในการแสดงความคิด ความรู้สึก ถามและตอบคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังเปรียบเทียบจานวนของวัตถุ ๒ กลุ่ม
โดยใช้คา “มากกว่า” “น้อยกว่า” “เท่ากัน” อธิบายเหตุการณ์/เวลา ตามลาดับอย่างถูกต้อง รู้จักเช่ือมโยงเวลากับ
กจิ วตั รประจาวนั
๖. ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ได้แก่ ปรบั ตัวตามสภาพการณ์ ใช้คาพดู เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งน่ังไดน้ าน ๕-๑๐
นาที เพ่ือฟังเร่อื งราวหรือทากิจกรรม ทางานจนสาเร็จ รว่ มมือกบั คนอื่นและรู้จกั ผลัดกนั เล่น ควบคมุ อารมณ์ตนเองได้
เม่ือกงั วลหรือตื่นเตน้ หยดุ เลน่ และทาในสิ่งทผี่ ู้ใหญต่ อ้ งการให้ทาได้ ภมู ิใจในความสาเร็จของตนเอง
๓. การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็นการสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับทราบความก้าวหน้าในการ
เรียนรู้ของเด็ก ซ่ึงสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินพัฒนาการ และจัดทาเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็น
ระยะๆ หรอื อย่างนอ้ ยภาคเรียนละ ๑ ครัง้
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพท่ีแตกต่างไปตามพฤติกรรมที่
แสดงออกถึงพัฒนาการแต่ละด้าน ที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย
๓.๑ จดุ มุง่ หมายการรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
๑) เพ่ือให้ผู้เกี่ยวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริม และ
พฒั นาการเรยี นรู้ของเด็ก
๒) เพือ่ ให้ผูส้ อนใช้เป็นขอ้ มลู ในการวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
๓) เพื่อเป็นข้อมูลสาหรับสถานศึกษา เขตพื้นท่ีการศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดใช้ประกอบในการ
กาหนดนโยบายวางแผนในการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา
๓.๒ ขอ้ มูลในการรายงานผลการประเมินพฒั นาการ
๓.๒.๑ ข้อมูลระดับชั้นเรียน ประกอบด้วย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตาม
หน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจาช้ัน และสมุดรายงานประจาตัวนักเรยี น และ
สารนิทัศน์ท่ีสะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลสาหรับรายงานให้ผู้มีส่วนเก่ียวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา
๕๒
ผู้สอน และผู้ปกครอง ได้รับทราบความก้าวหน้า ความสาเร็จในการเรียนรู้ของเด็กเพ่ือนาไปในการวางแผนกาหนด
เปา้ หมายและวิธีการในการพฒั นาเด็ก
๓.๒.๒ ข้อมูลระดับสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ท้ัง ๑๒ ข้อตามหลักสูตร เพื่อใช้เป็นข้อมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนและ
คุณภาพของเด็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์และแจ้งให้ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ
ข้อมูล โดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละฝ่ายนาไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็กให้เกิดพัฒนาการอย่างถูกต้อง เหมาะสม
รวมทง้ั นาไปจัดทาเอกสารหลกั ฐานแสดงพัฒนาการของผู้เรียน
๓.๒.๓ ข้อมูลระดบั เขตพื้นที่การศกึ ษา ไดแ้ ก่ ผลการประเมินมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ท้ัง
๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรเป็นรายสถานศึกษา เพ่ือเป็นข้อมูลที่ศึกษานิเทศก์/ผู้เกี่ยวข้องใช้วางแผนและดาเนินการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เพ่ือให้เกิดการยกระดับคุณภาพเด็กและมาตรฐาน
การศึกษา
๓.๓ ลักษณะขอ้ มลู สาหรบั การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ สถานศึกษาสามารถเลือกลักษณะข้อมูลสาหรับการรายงานได้หลาย
รูปแบบให้เหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคล้องกับการให้ระดับผลการประเมินพัฒนาการโดยคานึงถึง
ประสิทธิภาพของการรายงานและการนาข้อมลู ไปใชป้ ระโยชนข์ องผรู้ ายงานแต่ละฝา่ ยลักษณะข้อมลู มีรูปแบบ ดังน้ี
๓.๓.๑ รายงานเป็นตัวเลข หรือคาที่เป็นตัวแทนระดับคุณภาพพัฒนาการของเด็กท่ีเกิดจากการ
ประมวลผล สรุปตัดสินข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเดก็ ได้แก่
- ระดับผลการประเมินพัฒนาการมี ๓ ระดับ คอื ๓ ๒ ๑
- ผลการประเมินคณุ ภาพ “ดี” “พอใช้” และ “ควรส่งเสรมิ ”
๓.๓.๒ รายงานโดยใช้สถติ ิ เป็นรายงานจากข้อมูลท่เี ป็นตวั เลข หรอื ข้อความให้เป็นภาพแผนภูมิหรือ
เส้นพัฒนาการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กวา่ ดีข้ึน หรือควรได้รับการพัฒนาอย่างไร เมื่อเวลา
เปลยี่ นแปลงไป
๓.๓.๓ รายงานเปน็ ข้อความ เป็นการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ผู้สอนสังเกตพบ เพื่อรายงาน
ให้ทราบว่าผู้เก่ียวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองทราบว่าเด็กมีความสามารถ มีพฤติกรรมตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ตามหลกั สูตรอยา่ งไร เชน่
- เดก็ รับลูกบอลทีก่ ระดอนจากพนื้ ดว้ ยมือทั้ง ๒ ขา้ งได้โดยไมใ่ ช้ลาตัวช่วยและลกู บอลไมต่ กพน้ื
- เด็กแสดงสหี นา้ ทา่ ทางสนใจ และมีความสุขขณะทางานทุกชว่ งกจิ กรรม
- เดก็ เล่นและทางานคนเดยี วเป็นส่วนใหญ่
- เดก็ จบั หนังสือไมก่ ลบั หัว เปิด และทาท่าทางอา่ นหนงั สือและเล่าเร่อื งได้
๓.๔ เปา้ หมายของการรายงาน
การดาเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายรว่ มมือประสานงานกันพฒั นา
เด็กทางตรงและทางอ้อม ให้มีพัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะที่พึง
ประสงค์โดยผู้มีส่วนร่วมเก่ียวข้องควรได้รับการายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ
ดาเนนิ งาน ดังน้ี
กล่มุ เปา้ หมาย การใช้ข้อมูล
ผู้สอน -วางแผนและดาเนินการปรับปรุงแกไ้ ขและพัฒนาเด็ก
ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา -ปรบั ปรงุ แก้ไขและพฒั นาการจดั การเรียนรู้
-สง่ เสรมิ พัฒนากระบวนการจัดการเรียนร้รู ะดับปฐมวยั ของสถานศกึ ษา
๕๓
พอ่ แม่ และผปู้ กครอง -รบั ทราบผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก
-ปรบั ปรุงแกไ้ ขและพฒั นาการเรียนรู้ของเด็ก รวมทงั้ การดูแลสขุ ภาพอนามัยร่างกาย
อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และพฤตกิ รรมต่างๆของเด็ก
คณะกรรมการสถานศึกษา -พฒั นาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยสถานศึกษา
ขนั้ พ้ืนฐาน
สานักงานเขตพนื้ ท่ี -ยกระดบั และพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาปฐมวยั ของสถานศึกษาในเขตพื้นท่กี ารศึกษา
การศกึ ษา/หน่วยงานตน้ นเิ ทศ กากับ ติดตาม ประเมินผลและใหค้ วามชว่ ยเหลือการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา
สงั กัด ปฐมวยั ของสถานศกึ ษาในสงั กดั
๓.๕ วิธีการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการให้ผเู้ กีย่ วข้องรบั ทราบ สามารถดาเนนิ การ ไดด้ งั นี้
๓.๕.๑ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการในดอกสารหลักฐานการศึกษา ข้อมูลจากแบบ
รายงาน สามารถใช้อา้ งองิ ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของเด็ก เช่น
- แบบบนั ทึกผลการประเมินพัฒนาการประจาช้ัน
- แฟม้ สะสมงานของเดก็ รายบุคคล
-สมุดรายงานประจาตวั นกั เรียน
-สมดุ บนั ทึกสุขภาพเด็ก
ฯลฯ
๓.๕.๒ การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้ผู้เก่ียวข้องทราบ สามารถรายงานได้หลายวิธี
เช่น
- รายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวยั ประจาปี
- วารสาร/จลุ สารของสถานศกึ ษา
-จดหมายสว่ นตัว
-การใหค้ าปรกึ ษา
-การให้พบครูทีป่ รึกษาหรอื การประชมุ เครือขา่ ยผปู้ กครอง
- การให้ขอ้ มลู ทางอินเตอร์เน็ตผา่ นเวป็ ไซต์ของสถานศึกษา
ภารกจิ ของผู้สอนในการประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพน้ัน เกิดข้ึนในห้องเรียน
และระหว่างการจัดกิจกรรมประจาวันและกิจวัตรประจาวัน ผู้สอนต้องไม่แยกการประเมินพัฒนาการออกจากการ
จัดประสบการณ์ตามตารางประจาวัน ควรมีลักษณะการประเมินพัฒนาการในช้นั เรียน (Classroom Assessment)
ซึ่งหมายถึง กระบวนการและการสังเกต การบันทึกและรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน/กิจกรรม
ประจาวันตามสภาพจรงิ (Authentic Assessment) ผู้สอนควรจดั ทาข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเปน็ ระบบ เพ่ือ
เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แล้วนามาวิเคราะห์
ตีความ บันทึกข้อมูลท่ีได้จากการประเมินพัฒนาการว่าเด็กรู้อะไร สามารถทาอะไรได้ และจะทาต่อไปอย่างไร
๕๔
ดว้ ยวิธกี ารและเครื่องมือท่หี ลากหลายทั้งท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทง้ั นั้นการดาเนินการดงั กล่าวเกิดข้ึนตลอด
ระยะเวลาของการปฏบิ ัติกิจวตั รประจาวัน/กิจกรรมประจาวันและการจดั ประสบการณ์เรยี นรู้
ดงั นนั้ ข้อมูลที่เกิดจากการประเมนิ ท่ีมคี ุณภาพเทา่ น้นั จงึ สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ ตรงตามเปา้ หมาย ผสู้ อน
จาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการ แนวคิด วิธีดาเนินงานในส่วนต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับหลักสูตร
การจัดประสบการเรียนรู้ เพ่ือสามารถนาไปใช้ในการวางแผนและออกแบบการประเมินพัฒนาการได้อย่างมี
ประสิทธิภาพบนพื้นฐานการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียนท่ีมีความถูกต้อง ยุติธรรม เช่ือถือได้ มีความสม บูรณ์
ครอบคลมุ ตามจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สะท้อนผลและสภาพความสาเร็จเมอื่ เปรียบเทียบกบั เปา้ หมาย
ของการดาเนนิ การจดั การศึกษาปฐมวัย ท้ังในระดบั นโยบาย ระดับปฏบิ ตั ิการ และผู้มสี ว่ นเกีย่ วขอ้ งตอ่ ไป
๑. ข้ันตอนการประเมนิ พัฒนาการเด็กปฐมวยั
การประเมินพัฒนาการเด็กของผู้สอนระดับปฐมวัยจะมีขั้นตอนสาคัญๆคล้ายคลึงกับการประเมินการศึกษา
ท่ัวไป ขั้นตอนต่างๆอาจปรับลด หรือเพิ่มได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาและสอดคล้องกับการจั ด
ประสบการณ์ หรืออาจสลับลาดับก่อนหลังได้บ้าง ขั้นการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยสรุปควรมี ๖ ขั้นตอน
ดงั นี้
ขั้นตอนท่ี ๑ การวิเคราะห์มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี และ
สภาพท่ีพึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับหน่วยการจัดประสบการณ์ต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการดาเนินงานการประเมิน
พัฒนาการอยา่ งเป็นระบบและครอบคลุมท่วั ถงึ
ข้ันตอนท่ี ๒ การกาหนดส่ิงที่จะประเมินและวิธีการประเมิน ในข้ันตอนน้ีสิ่งที่ผู้สอนต้องทาคือ
การกาหนดการประเดน็ การประเมิน ได้แก่ สภาพท่พี ึงประสงค์ในแตล่ ะวัยของเด็กทเ่ี กิดจากกาจัดประสบการณ์ในแต่
การจัดประสบการณ์ มากาหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ จุดประสงค์ย่อยของกิจกรรมตาม
ตารางประจาวัน ๖กิจกรรมหลัก หรือตามรูปแบบการจัดประสบการณ์ท่ีกาหนด ผู้สอนต้องวางแผนและออกแบบ
วิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม บางครั้งอาจใช้การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ชิ้นงาน การพูดคุย
หรอื สัมภาษณเ์ ด็ก เป็นต้น ท้งั น้ีวธิ กี ารที่ผสู้ อนเลอื กใช้ต้องมีความหมายหลากหลาย หรอื มากวา่ ๒ วธิ กี าร
ขั้นตอนที่ ๓ การสรา้ งเครื่องมือและเกณฑก์ ารประเมิน ในขั้นตอนนี้ ผู้สอนจะตอ้ งกาหนดเกณฑ์การ ประเมิน
พัฒนาการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมท่ีจะประเมินในขั้นตอนที่ ๒ อาจใช้แนวทางการกาหนดเกณฑ์ท่ี กล่าวมาแล้ว
ข้างต้นในส่วนที่ ๒ เป็นเกณฑ์การประเมินแยกส่วนของแต่ละพฤติกรรมและเกณฑ์สรุปผลการ ประเมิน พร้อมกับ
จัดทาแบบบนั ทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์นัน้ ๆ
ข้ันตอนท่ี ๔ การดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นข้ันตอนท่ีผู้สอนออกแบบ/วางแผนและทาการสังเกต
พฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือการสัมภาษณ์เด็ก หรือการประเมินผลงาน/ชนิ้ งานของเดก็
อย่างเป็นระบบ เพ่ือรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ท่ัวถึงครบทุกคน สอดคล้องและตรงประเด็นการประเมินท่ี
วางแผนไวใ้ นขั้นตอนท่ี ๔ บันทึกลงในเครือ่ งมอื ทีผ่ ้สู อนพฒั นาหรอื จัดเตรยี มไว้
การบันทึกผลการประเมินพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์น้ัน
ผู้สอนเปน็ ผูป้ ระเมนิ เดก็ เปน็ รายบคุ คลหรือรายกล่มุ อาจใหร้ ะดับคุณภาพ ๓ หรือ ๒ หรอื ๑ หรอื ใหค้ าสาคัญ
๕๕
ที่เป็นคุณภาพ เช่น ดี พอใช้ ควรส่งเสริม ก็ได้ ท้ังน้ีควรเป็นระบบเดียวกันเพ่ือสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลและ
แปลผลการประเมินพัฒนาการเด็ก ในระยะต้นควรเป็นการประเมินเพ่ือความก้าวหน้าไม่ควรเป็นการประเมิน
เพื่อตัดสิ้นพัฒนาการเด็ก หากผลการประเมินพบว่า เด็กอยู่ในระดับ ๑ พฤติกรรมหน่ึงพฤติกรรมใดผู้สอนต้อง
ทาความเข้าใจว่าเด็กคนน้ันมีพัฒนาการเร็วหรือช้า ผู้สอนจะต้องจัดประสบการณ์ส่งเสริมในหน่วยการจัด
ประสบการณ์ต่อไปอย่างไร ดังนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละหน่วยกา รจัด
ประสบการณ์ของผู้สอน จึงเป็น การสะสมหรือรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็กรายบุคคล
หรือรายกลมุ่ นน่ั เอง เม่อื ผู้สอนจัดประสบการณ์ครบทุกหน่วยการจัดประสบการณ์ตามที่วิเคราะห์สาระการเรยี นรู้ราย
ปขี องแตล่ ะภาคเรียน
ข้ันตอนที่ ๕ การวเิ คราะหข์ ้อมูลและแปลผล ในขน้ั ตอนน้ี ผู้สอนทเ่ี ปน็ ผู้ประเมนิ ควรดาเนนิ การ ดงั น้ี
๑) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินพัฒนาการเม่ือสิ้นสุดหน่วยการจัดประสบการณ์ ผู้สอนจะ
บันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กลงในแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ขอ งหน่วย
การจัดประสบการณห์ น่วยที ๑ จนถึงหนว่ ยสดุ ท้ายของภาคเรยี น
๒) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินประจาภาคเรียนหรือภาคเรียนท่ี ๒ เม่ือสิ้นปีการศึกษา
ผู้สอนจะนาผลการประเมินพัฒนาการสะสมท่ีรวบรวมไว้จากทุกหน่วยการเรียนรู้สรุปลงในสมุดบันทึกผลประเมิน
พัฒนาการประจาชั้น และสรปุ ผลพฒั นาการรายด้านท้ังช้นั เรียน
ข้ันตอนที่ ๖ การสรุปรายงานผลและการนาข้อมูลไปใช้ เป็นข้ันตอนที่ผู้สอนซ่ึงเป็นครูประจาช้ันจะสรุปผล
เพ่ือตัดสินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นรายตัวบ่งช้ีรายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน เพื่อนาเสนอผู้บริหาร
สถานศกึ ษาอนมุ ตั กิ ารตดั สิน และแจง้ คณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พื้นฐาน พร้อมกบั ครปู ระจาชั้นจะจัดทารายงานผล
การประเมินประจาตัวนักเรียน นาข้อมูลไปใช้สรุปผลการประเมินคุณภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของ
สถานศกึ ษาเม่ือส้ินภาคเรียนที่ ๒ หรอื เมื่อสนิ้ ปกี ารศกึ ษา
รายละเอยี ดการดาเนนิ งานแต่ละข้ันตอน มีดงั น้ี
ข้ันตอนท่ี ๑ การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยนาข้อมูล
จากการวิเคราะห์การเรียนรู้รายปีในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยมาตรวจสอบความถ่ีของตัวบ่งชี้ และสภาพท่ีพึง
ประสงค์ว่าเกิดขน้ึ กบั เด็กตามหน่วยการจัดประสบการณ์เรียนรู้ใดบ้าง
ข้ันตอนที่ ๑.๑ การวเิ คราะห์สาระการเรยี นรู้รายปีของโรงเรยี น
ขั้นตอนที่ ๑.๒ ตรวจสอบความถ่ีเพ่ือตรวจสอบจานวนครั้งของตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ว่า
วางแผนใหเ้ กดิ พัฒนาการในหนว่ ยการจัดประสบการณก์ ารเรียนร้ใู ดบา้ งจากหลักสตู รสถานศกึ ษา
ขั้นตอนที่ ๒ กาหนดส่งิ ท่ีประเมินและวิธกี ารประเมนิ โดยกาหนดสภาพทีพ่ งึ ประสงคท์ ว่ี เิ คราะห์ไว้ใน
ขั้นตอนที่ ๑.๒ มากาหนดจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ใน ๖ กิจกรรมหลัก
๒.๑ การเขยี นหรอื กาหนดจดุ ประสงค์การเรยี นของหนว่ ยการจดั ประสบการณ์
๒.๒ การวางแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู
๕๖
ขั้นตอนที่ ๓ การสร้างเครื่องมือและเกณฑ์การประเมิน ผู้สอนจะต้องกาหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการ
เด็กให้สอดคล้องกับพฤติกรรมท่ีจะประเมินตามแผนการจัดกิจกรรม พร้อมทาเกณฑ์การประเมินและสรุปผลการ
ประเมิน พรอ้ มจัดทาแบบบันทกึ ผลหลงั สอนประจาหน่วยการจดั ประสบการณ์
ข้ันตอนที่ ๔ การดาเนินการเป็นการรวบรวมข้อมูล ข้ันตอนน้ี ผู้สอนที่ทาหน้าที่เป็นผู้ประเมินโดยการสังเกต
พฤติกรรมของเด็กรายบคุ คล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือสมั ภาษณ์เด็ก หรือการประเมินผลงานช้นิ งานของเด็กอย่างเป็น
ระบบ ไปพรอ้ มๆกบั กจิ กรรมใหเ้ ด็ก เพ่อื รวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเดก็ ทุกคน และบนั ทึกลงแบบบันทกึ ผลหลังสอน
ประจาหนว่ ยการจัดประสบการณ์ ที่จดั เตรียมไว้
ข้ันตอนท่ี ๕ การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลเมื่อส้ินสุดหน่วยการจัดประสบการณ์ ผู้สอนจะตรวจสอบความ
ครบถ้วน สมบูรณ์ของผลการประเมินในแบบบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กหลังการจัดประสบการณ์ลงใน
แบบบันทึกผลหลังการจัดประสบการณ์ประจาหน่วยการจัดประสบการณ์ และเก็บสะสมเพื่อนาได้สรุปผลในการ
ตดั สินพฒั นาการเด็กในภาพรวมเมื่อส้นิ ปีการศึกษา โดยผสู้ อนจะนาผลการประเมนิ พัฒนาสะสมทีร่ วบรวมไวท้ ุกหน่วย
การเรียนรู้ มาสรุปลงในสมุดบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจาช้ันและสรุปผลพัฒนาการรายด้านท้ังชั้นเรียน
ทั้งนก้ี ารสรุปผลการประเมินพฒั นาการ ผสู้ อนควรใช้ ฐานนยิ ม (Mode) จงึ เหมาะสมและสอดคล้องกับการประเมิน
มากท่สี ดุ ตามทีก่ ลา่ วมาแลว้ ขา้ งต้น
ข้นั ตอนท่ี ๖ การสรปุ รายงานผลและการนาขอ้ มลู ไปใช้ ครปู ระจาชัน้ จะสรุปผลเพื่อพฒั นาการของเดก็ ปฐมวัย
เป็นรายตัวบ่งชี้ รายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง๔ ด้าน และรายงานต่อผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติผลการตัดสิน
และแจ้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พร้อมกับครูประจาช้ันจะจัดทารายงานผลการประเมินพัฒนาการของ
เดก็ รายบุคคล รายภาค และรายปตี อ่ ผ้ปู กครองในสมุดรายงานปราตวั เด็กนกั เรยี น
การบรหิ ารจดั การหลกั สตู ร
การนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพตามจุดหมายของ หลักสูตร ผู้เกี่ยวข้องกับ
การบรหิ ารจดั การหลักสูตรในระบบสถานศึกษา ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ าร ผู้สอน พอ่ แม่ หรอื ผู้ปกครอง และชมุ ชน มีบทบาท
สาคญั ย่งิ ตอ่ การพัฒนาคุณภาพของเด็ก
๑. บทบาทผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาปฐมวัย
การจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยในระบบสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ผู้บริหารสถานศึกษา
ควรมบี ทบาท ดงั น้ี
๑.๑ ศึกษาทาความเข้าใจหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั และมีวสิ ัยทัศน์ด้านการจัดการศกึ ษาปฐมวัย
๑.๒ คัดเลือกบุคลากรที่ทางานกับเด็ก เช่น ผู้สอน พี่เลี้ยง อย่างเหมาะสม โดยคานึงถึงคุณสมบัติ
หลักของบุคลากร ดังนี้
๑.๒.๑ มีวฒุ ทิ างการศึกษาดา้ นการอนบุ าลศึกษา การศกึ ษาปฐมวยั หรอื ผา่ นการอบรมเก่ียวกับ
การจดั การศกึ ษาปฐมวัย
๑.๒.๒ มีความรกั เด็ก จติ ใจดี มีอารมณข์ ันและใจเย็น ให้ ความเปน็ กันเองกับเด็กอยา่ ง
เสมอภาค
๑.๒.๓ มีบคุ ลิกของความเป็นผู้สอน เขา้ ใจและยอมรบั ธรรมชาตขิ องเดก็ ตามวยั
๕๗
๑.๒.๔ พูดจาสุภาพเรยี บร้อย ชดั เจนเปน็ แบบอยา่ งได้
๑.๒.๕ มคี วามเปน็ ระเบยี บ สะอาด และรู้จกั ประหยดั
๑.๒.๖ มคี วามอดทน ขยนั ซือ่ สัตยใ์ นการปฏิบตั งิ านในหนา้ ท่แี ละ การปฏิบัตติ อ่ เดก็
๑.๒.๗ มีอารมณ์ร่วมกับเด็ก รู้จักรับฟัง พิจารณาเร่ืองราวปัญหาต่างๆ ของเด็กและตัดสินปัญหา
ต่างๆอยา่ งมีเหตผุ ลด้วยความ เป็นธรรม
๑.๒.๘ มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ สมบรู ณ์
๑.๓ ส่งเสริมการจัดบริการทางการศึกษาให้เด็กได้เข้าเรียนอย่างท่ัวถึง และเสมอภาค และ
ปฏบิ ัตกิ ารรับเด็กตามเกณฑ์ท่กี าหนด
๑.๔ สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้สอนและผูท้ ปี่ ฏิบตั ิงานกับเดก็ พฒั นาตนเองมีความรกู้ า้ วหน้าอยูเ่ สมอ
๑.๕ เป็นผู้นาในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาโดยร่วมให้ความเห็นชอบ กาหนดวิสัยทัศน์ และ
คุณลกั ษณะท่พี งึ ประสงคข์ องเด็กทกุ ชว่ งอายุ
๑.๖ สรา้ งความรว่ มมอื และประสานกับบคุ ลากรทุกฝา่ ยในการจดั ทาหลกั สูตรสถานศึกษา
๑.๗ จัดให้มีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับตัวเด็ก งานวิชาการหลักสูตร อย่างเป็นระบบและมีการ
ประชาสมั พนั ธ์หลักสูตรสถานศกึ ษา
๑.๘ สนบั สนนุ การจัดสภาพแวดล้อมตลอดจนสอื่ วัสดุ อุปกรณท์ เ่ี ออื้ อานวยต่อ
การเรยี นรู้
๑.๙ นเิ ทศ กากบั ตดิ ตามการใชห้ ลักสตู ร โดยจดั ให้มรี ะบบนิเทศภายในอยา่ งมรี ะบบ
๑.๑๐ กากบั ตดิ ตามให้มีการประเมนิ คุณภาพภายในสถานศึกษาและนาผลจากการประเมินไปใช้ใน
การพฒั นาคณุ ภาพเดก็
๑.๑๑ กากับ ติดตาม ให้มีการประเมินการนาหลักสูตรไปใช้ เพ่ือนาผลจากการประเมินมา
ปรับปรุงและพัฒนาสาระของหลักสูตรของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก บริบทสังคมและให้มี
ความทันสมยั
๒. บทบาทผู้สอนปฐมวยั
การพัฒนาคุณภาพเด็กโดยถือว่าเด็กมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้
เด็กสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติ สอดคล้องกับพัฒนาการและเต็มตามศักยภาพ ดังนั้น ผู้สอนจึงมีบทบาทสาคัญ
ยิง่ ท่จี ะทาให้กระบวนการจัดการเรยี นร้ดู งั กลา่ วบรรลุผลอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ผู้สอนจงึ ควรมีบทบาท / หนา้ ที่ ดงั น้ี
๒.๑ บทบาทในฐานะผู้เสริมสรา้ งการเรียนรู้
๒.๑.๑ จัดประสบการณ์การเรยี นรู้สาหรบั เด็กที่เดก็ กาหนดขึ้นด้วยตัวเด็กเองและผู้สอนกบั
เด็กรว่ มกนั กาหนด โดยเสรมิ สร้างพฒั นาการเด็กให้ครอบคลมุ ทกุ ด้าน
๒.๑.๒ ส่งเสริมให้เด็กใช้ข้อมูลแวดล้อม ศักยภาพของตัวเด็ก และหลักทางวิชาการในการ
ผลติ กระทา หรือหาคาตอบในสง่ิ ที่เด็กเรียนรู้อย่างมีเหตุผล
๒.๑.๓ กระตุ้นให้เด็กร่วมคิด แก้ปัญหา ค้นคว้าหาคาตอบด้วยตนเองด้วยวิธีการศึกษาที่
นาไปสกู่ ารใฝ่รู้ และพฒั นาตนเอง
๕๘
๒.๑.๔ จัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศการเรียนท่ีสร้างเสริมให้เด็กทากิจกรรมได้
เตม็ ศักยภาพและความแตกตา่ งของเดก็ แต่ละบคุ คล
๒.๑.๕ สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรมและค่านิยมท่ีพึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้
และกิจกรรมต่างๆอย่างสมา่ เสมอ
๒.๑.๖ ใช้กจิ กรรมการเล่นเปน็ สื่อการเรียนรสู้ าหรับเดก็ ใหเ้ ปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
๒.๑.๗ ใช้ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและเด็กในการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอน
อยา่ งสม่าเสมอ
๒.๑.๘ จัดการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพจริงและนาผลการประเมินมา
ปรับปรงุ พฒั นาคณุ ภาพเดก็ เต็มศกั ยภาพ
๒.๒ บทบาทในฐานะผดู้ แู ลเดก็
๒.๒.๑ สงั เกตและส่งเสริมพฒั นาการเด็กทุกด้านท้ังทางด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม
และ สตปิ ญั ญา
๒.๒.๒ ฝึกให้เดก็ ชว่ ยเหลือตนเองในชวี ติ ประจาวัน
๒.๒.๓ ฝึกใหเ้ ดก็ มีความเช่ือมั่น มคี วามภมู ิใจในตนเองและกล้าแสดงออก
๒.๒.๔ ฝกึ การเรียนรูห้ นา้ ที่ ความมีวนิ ยั และการมนี ิสยั ทด่ี ี
๒.๒.๕ จาแนกพฤตกิ รรมเดก็ และสร้างเสรมิ ลักษณะนสิ ัยและแกป้ ัญหาเฉพาะบุคคล
๒.๒.๖ ประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา บ้าน และชุมชน เพื่อให้เด็กได้พัฒนาเตม็
ตามศักยภาพและมีมาตรฐานคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์
๒.๓ บทบาทในฐานะนักพฒั นาเทคโนโลยีการสอน
๒.๓.๑ นานวัตกรรม เทคโนโลยีทางการสอนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพบริบท
สงั คม ชุมชน และทอ้ งถิน่
๒.๓.๒ ใชเ้ ทคโนโลยีและแหลง่ เรยี นรูใ้ นชุมชนในการเสริมสรา้ งการเรยี นร้ใู หแ้ กเ่ ด็ก
๒.๓.๓ จัดทาวิจัยในช้ันเรียน เพ่ือนาไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร / กระบวนการเรียนรู้
และพฒั นาสื่อการเรยี นรู้
๒.๓.๔ พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีคุณลักษณะของผู้ใฝ่รู้มีวิสัยทัศน์และ
ทนั สมยั ทนั เหตกุ ารณใ์ นยคุ ของข้อมลู ข่าวสาร
๒.๔ บทบาทในฐานะผบู้ รหิ ารหลกั สูตร
๒.๔.๑ ทาหนา้ ท่ีวางแผนกาหนดหลกั สูตร หนว่ ยการเรยี นรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การ
ประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๒.๔.๒ จัดทาแผนการจัดประสบการณ์ท่ีเน้นเด็กเป็นสาคัญ ใหเ้ ด็กมอี ิสระในการเรียนรู้ทั้ง
กายและใจ เปดิ โอกาสใหเ้ ด็กเลน่ /ทางาน และเรยี นรูท้ ้ังรายบคุ คลและเปน็ กลุม่
๕๙
๒.๔.๓ ประเมินผลการใช้หลักสูตร เพื่อนาผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรให้
ทันสมยั สอดคล้องกบั ความต้องการของ ผเู้ รียน ชมุ ชน และทอ้ งถิ่น
๓. บทบาทของพ่อแมห่ รือผปู้ กครองเดก็ ปฐมวยั
การศึกษาระดับปฐมวัยเป็นการศึกษาที่จัดให้แก่เด็กที่ผู้สอนและพ่อแม่หรือผปู้ กครองต้องส่อื สารกัน
ตลอดเวลา เพ่ือความเข้าใจตรงกันและพร้อมร่วมมือกันในการจัดการศึกษาให้กับเด็ก ดังน้ัน พ่อแม่หรือผู้ปกครอง
ควรมบี ทบาทหนา้ ท่ี ดงั น้ี
๓.๑ มีส่วนร่วมในการกาหนดแผนพฒั นาสถานศกึ ษาและให้ความเหน็ ชอบ กาหนด
แผนการเรยี นรขู้ องเดก็ ร่วมกับผู้สอนและเดก็
๓.๒ สง่ เสรมิ สนบั สนนุ กิจกรรมของสถานศึกษา และกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พ่อื พฒั นาเด็กตามศักยภาพ
๓.๓ เป็นเครอื ข่ายการเรียนรู้ จัดบรรยากาศภายในบ้านใหเ้ อ้อื ต่อการเรียนรู้
๓.๔ สนับสนนุ ทรัพยากรเพ่ือการศึกษาตามความเหมาะสมและจาเปน็
๓.๕ อบรมเล้ียงดู เอาใจใส่ให้ความรัก ความอบอุ่น ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่าง ๆ
ของเด็ก
๓.๖ ป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ตลอดจนส่งเสริมคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์
โดยประสานความรว่ มมือกบั ผ้สู อน ผเู้ กี่ยวข้อง
๓.๗ เป็นแบบอย่างที่ดีท้ังในด้านการปฏิบัติตนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ และมี คุณธรรมนาไปสู่
การพัฒนาใหเ้ ป็นสถาบนั แหง่ การเรยี นรู้
๓.๘ มีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กและในการประเมินการจัดการศึกษาของ
สถานศกึ ษา
๔. บทบาทของชุมชน
การปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กาหนดให้ชุมชนมีบทบาทใน
การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยให้มีการประสานความร่วมมือเพื่อ ร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ดังนั้น
ชมุ ชนจึงมีบทบาทในการจดั การศึกษาปฐมวยั ดงั นี้
๔.๑ มีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคม /
ชมรมผปู้ กครอง
๔.๒ มีส่วนร่วมในการจัดทาแผนพัฒนาสถานศึกษาเพ่ือเป็นแนวทางในการดาเนินการของ
สถานศกึ ษา
๔.๓ เปน็ ศนู ย์การเรียนรู้ เครอื ข่ายการเรียนรู้ ให้เดก็ ได้เรียนรู้และมีประสบการณจ์ ากสถานการณ์
จริง
๔.๔ ให้การสนบั สนนุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรขู้ องสถานศกึ ษา
๔.๕ ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพ่ือการศึกษา ตลอดจนวิทยากรภายนอก และภูมิปัญญา
ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กทุกด้าน รวมท้ังสืบสานจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของ
ชาติ
๖๐
๔.๖ ประสานงานกับองค์กรท้ังภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการของ
ชมุ ชน และมสี ่วนในการพฒั นาชมุ ชนและทอ้ งถิ่น
๔.๗ มสี ่วนร่วมในการตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ทาหนา้ ท่ีเสนอแนะในการพัฒนาการจดั การศึกษาของสถานศึกษา
การจดั การศกึ ษาระดบั ปฐมวัย ( เดก็ อายุ ๓ – ๖ ปี ) สาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
การจัดการศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะสามารถนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปปรับใช้ได้ ทั้งในส่วน
ของโคตรสร้างหลักสูตร สาระการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ และการประเมินพัฒนาการให้เหมาะสมกับสภาพ
บริบท ความต้องการ และศักยภาพของเด็กแต่ละประเภทเพื่อพัฒนาให้เด็กมีคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง
ประสงคท์ หี่ ลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั กาหนดโดยดาเนินการดงั นี้
๑. เป้าหมายคุณภาพเด็ก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้กาหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และสาระ
การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางเพื่อให้ทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องใช้ในการพัฒนาเด็ก สถานศึกษาหรือผู้จัดการ
ศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ สามารถเลือกหรือปรับใช้ ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาเด็ก เพ่ือ
นาไปทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพพัฒนาการของเด็กท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปญั ญา
๒. การประเมินพัฒนาการ จะต้องคานึงถึงปัจจัยความแตกต่างของเด็ก อาทิ เด็กที่พิการอาจต้องมีการปรับ
การประเมินพัฒนาการท่ีเออ้ื ต่อสภาพเด็ก ท้งั วธิ ีการเครอ่ื งมอื ที่ใช้ หรือกลมุ่ เด็กทีม่ ีจุดเน้นเฉพาะด้าน
การเช่ือมต่อของการศกึ ษาระดับปฐมวัยกบั ระดับประถมศึกษาปที ี่ ๑
การเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ ๑ มีความสาคัญอย่างย่ิง บุคลากรทุกฝ่าย
จะต้องให้ความสนใจต่อการช่วยลดช่องว่างของความไม่เข้าใจในการจัดการศึกษาทั้งสองระดับ ซ่ึงจะส่งผลต่อการ
จัดการเรียนการสอน ตัวเด็ก ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆท้ังระบบ การเช่ือมต่อของ
การศกึ ษาระดับปฐมวัยกบั ระดับประถมศึกษาปีท่ี ๑ จะประสบผลสาเรจ็ ได้ตอ้ งดาเนินการดงั ต่อไปน้ี
๑. ผบู้ ริหารสถานศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสาคัญท่ีมีบทบาทเป็นผู้นาในการเช่ือมต่อโดยเฉพาะระหว่างหลักสูตร
การศึกษาปฐมวัยในช่วงอายุ ๓ – ๖ ปี กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยต้อง
ศึกษาหลักสูตรท้ังสองระดับ เพื่อทาความเข้าใจ จัดระบบการบริหารงานด้านวิชาการท่ีจะเอ้ือต่อการเช่ือมโยง
การศกึ ษาโดยการจดั กิจกรรมเพอ่ื เชื่อมต่อการศึกษา ดงั ตวั อย่างกิจกรรมตอ่ ไปนี้
๑.๑ จัดประชมครูระดับปฐมวัยและครูระดับประถมศึกษาร่วมกันสร้างรอยเชื่อมต่อของหลักสูตรทั้งสอง
ระดับใหเ้ ปน็ แนวปฏบิ ัติของสถานศกึ ษาเพอื่ ครูทงั้ สองระดับจะได้เตรยี มการสอนใหส้ อดคล้องกับเด็กวยั นี้
๑.๒ จัดหารเอกสารด้านหลักสูตรและเอกสารทางวิชาการของท้ังสองระดับมาไว้ให้ครูและบุคลากรอน่ื ๆ
ได้ศกึ ษาทาความเข้าใจ อย่างสะดวกและเพยี งพอ
๑.๓ จัดกิจกรรมให้ครูทั้งสองระดับมีโอกาสแลกเปล่ียนเผยแพร่ความรู้ใหม่ๆ ท่ีได้รับจากการอบรม
ดูงาน ซึง่ ไม่ควรจัดใหเ้ ฉพาะครใู นระดบั เดยี วกนั เท่าน้ัน
๖๑
๑.๔ จัดเอกสารเผยแพร่ตลอดจนกิจกรรมสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่
ผปู้ กครองและบุคลากรทางการศกึ ษาอยา่ งสมา่ เสมอ
๑.๕ จัดใหม้ ีการพบปะ หรือการทากิจกรรมรว่ มกับพ่อแม่ ผปู้ กครองอย่างสม่าเสมอต่อเน่ือง ในระหว่าง
ทเ่ี ดก็ อยูใ่ นระดบั ปฐมวยั เพอื่ พ่อแม่ ผปู้ กครอง จะได้สรา้ งความเข้าใจและสนับสนุนการเรียน การสอนของบุตรหลาน
ตนไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
๑.๖ จดั กจิ กรรมใหค้ รทู ้งั สองระดับไดท้ ากิจกรรมร่วมกันกับพ่อแม่ ผ้ปู กครองและเด็กในบางโอกาส
๑.๗ จัดกิจกรรมปฐมนิเทศพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างน้อย ๒ คร้ัง คือ ก่อนเด็กเข้าเรียนระดับปฐมวยั ศึกษา
และก่อนเด็กจะเล่ือนข้ึนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจ การศึกษาท้ังสองระดับและให้ความ
รว่ มมือในการชว่ ยเด็กใหส้ ามารถปรบั ตัวเข้ากบั สภาพแวดลอ้ มใหม่ได้ดี
๒. ครูระดับปฐมวยั
ครูระดับปฐมวัย นอกจากจะต้องศึกษาทาความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และจัดกิจกรรมพัฒนาเด็ก
ของตนแล้ว ควรศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการเรียนการสอนในช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑ และสร้าง
ความเขา้ ใจใหก้ บั พอ่ แม่ ผปู้ กครองและบุคลากรอืน่ ๆ รวมทั้งชว่ ยเหลอื เด็กในการปรบั ตัวกอ่ นเลื่อนขน้ึ ช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี ๑ โดยครอู าจจัดกจิ กรรมดังตวั อยา่ งต่อไปนี้
๒.๑ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นรายบุคคลเพ่ือส่งต่อครูช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑ ซ่ึงจะทาให้ครู
ระดับประถมศกึ ษาสามารถใช้ข้อมลู น้นั ช่วยเหลอื เด็กในการปรบั ตัวเข้ากบั การเรียนรู้ใหม่ต่อไป
๒.๒ พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ท่ีดีๆ เกี่ยวกับการจดั การเรียนรู้ในระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๑ เพ่ือให้
เดก็ เกดิ เจตคตทิ ด่ี ีต่อการเรียนรู้
๒.๓ จัดให้เด็กได้มีโอกาสทาความรู้จักกับครูตลอดจนสภาพแวดล้อม บรรยากาศของห้องเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี ๑ ทง้ั ที่อยใู่ นสถานศึกษาเดียวกนั หรือสถานศึกษาอน่ื
๓. ครูระดบั ประถมศกึ ษา
ครูระดับประถมศึกษาต้องมีความรู้ ความเข้าใจในพัฒนาการเด็กปฐมวัยและมีเจตคติที่ดีต่อการจัด
ประสบการณต์ ามหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั เพ่ือนามาเป็นข้อมลู ในการพฒั นาจดั การเรียนรู้ในระดับชน้ั ประถมศึกษาปี
ท่ี ๑ ของตนใหต้ ่อเน่ืองกับการพัฒนาเด็กในระดบั ปฐมวัย ดงั ตัวอยา่ ง ตอ่ ไปนี้
๓.๑ จัดกิจกรรมให้เด็ก พ่อแม่ และผู้ปกครอง มีโอกาสได้ทาความรู้จักคุ้นเคยกับครูและห้องเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี ๑ กอ่ นเปดิ ภาคเรยี น
๓.๒ จัดสภาพห้องเรียนให้ใกล้เคียงกับห้องเรียนระดับปฐมวัย โดยจัดให้มีมุมประสบการณ์ภายในห้อง
เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทากิจกรรมได้อย่างอิสระเช่น มุมหนังสือ มุมของเล่น มุมเกมการศึกษา เพื่อช่วยให้เด็กชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ ได้ปรบั ตวั และเรียนร้จู ากการปฏบิ ัตจิ รงิ
๓.๓ จัดกจิ กรรมร่วมกนั กบั เดก็ ในการสร้างขอ้ ตกลงเกย่ี วกบั การปฏิบตั ิตน
๓.๔ เผยแพร่ขา่ วสารด้านการเรยี นร้แู ละสรา้ งความสัมพันธ์ท่ีดีกบั เด็ก พอ่ แม่ ผู้ปกครอง และชุมชน
๔. พ่อแม่ ผปู้ กครองและบคุ ลากรทางการศกึ ษา
๖๒
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาต้องทาความเข้าใจหลักสูตรของการศึกษาท้ังสองระดับ และ
เข้าใจว่าถึงแม้เด็กจะอยู่ในระดับประถมศึกษาแล้วแต่เด็กยังต้องการความรักความเอาใจใส่ การดูแลและการ
ปฏสิ มั พนั ธ์ทไี่ ม่ไดแ้ ตกต่างไปจากระดบั ปฐมวัย และควรใหค้ วามรว่ มมือกับครแู ละสถานศกึ ษาในการช่วยเตรียมตัวเด็ก
เพอ่ื ให้เดก็ สามารถปรับตวั ไดเ้ รว็ ย่งิ ขึ้น
การกากบั ติดตาม ประเมนิ และรายงาน
การจัดสถานศึกษาปฐมวัยมีลักการสาคัญในการให้สังคม ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและกระจาย
อานาจการศึกษาลงไปยังท้องถิน่ โดยตรง โดยเฉพาะสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ซงึ่ เป็นผจู้ ัดการศึกษาใน
ระดับน้ี ดังน้ัน เพ่ือให้ผลผลิตทางการศึกษาปฐมวัยมีคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และสอดคล้อง
กับความต้องการของชุมชนและสังคมจาเป็นต้องมีระบบการกากับ ติดตาม ประเมินและรายงานที่มีประสิทธิภาพ
เพอ่ื ใหท้ ุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีส่วนรว่ มรับผดิ ชอบในการจัดการศึกษา เห็นความกา้ วหนา้ ปญั หา อปุ สรรค ตลอดจนการให้
ความร่วมมือช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน การวางแผน และดาเนินงานการจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพอย่าง
แทจ้ ริง
การกากับ ติดตาม ประเมินและรายงานผลการจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหาร
การศึกษาและระบบการประกันคุณภาพท่ีต้องดาเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน
การศึกษาปฐมวัย สร้างความม่ันใจให้ผู้เก่ียวข้อง โดยต้องมีการดาเนินการที่เป็นระบบเครือข่ายครอบคลุมท้ัง
หน่วยงานภายในและภายนอกต้ังแต่ระดับชาติ เขตพื้นท่ีทุกระดับละทุกอาชีพ การกากับดูแลประเมินผลต้องมีการ
รายงานผลจากทุกระดับให้ทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนทั่วไปทราบ เพ่ือนาข้อมูลจากรายงานผลมาจัดทาแผนพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั ต่อไป