The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ครูยุคใหม่ พิมพ์นารา เลขที่ 8

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Prim Pimnara, 2022-09-29 05:19:33

ครูยุคใหม่

ครูยุคใหม่ พิมพ์นารา เลขที่ 8

ครูยุคใหม่

จัดทำโดย
นางสาวพิมพ์นารา ลิขิตเกียรติขจร
เลขที่ 7 รหัสนักศึกษา 6511312131

เสนอ
ดร.ณิชาภา ธพิพัฒน์

เอกสารประกอบการเรียน
รายวิชา EDUC1101 คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และจิตวิญญาณความเป็นครู

มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

คำนำ

เอกสารประกอบการเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา EDUC1101 คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และ
จิตวิญญาณความเป็นครู เพื่อศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับครูยุคใหม่ โดยมีหัวข้อดังนี้

1.บทบาทหน้าที่ครู สภาพงานครู ความเป็นผู้นำทางวิชาการ และการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
2. คุณลักษณะของครูที่ดี
3. การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อเป็นแบบอย่างในวิชาชีพครู
4.การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
5. การสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาวิชาชีพครู
โดยจากการศึกษาผู้จัดทำสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนในรายวิชาต่าง ๆ และ

สามารถปรับใช้ได้เมื่อรับหน้าที่เป็นครูในอนาคต
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผู้ที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพครู ดังที่เอกสาร

ฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้จัดทำ และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้

นางสาวพิมพ์นารา ลิขิตเกียรติขจร
ผู้จัดทำ

สารบัญ

เรื่อง หน้า

บทที่ 1 บทบาทหน้าที่ครู สภาพงานครู ความเป็นผู้นำทางวิชาการ และการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้……………………..1

บทที่ 2 คุณลักษณะของครูที่ดี…………………………………………………………………………………………………………………………7

บทที่ 3 การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อเป็นแบบอย่างในวิชาชีพครู……………………………………………………………………………11

บทที่ 4 การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ………………………………………………………………………………....15

บทที่ 5 การสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาวิชาชีพครู………………………………………………………………………………….19

บรรณานุกรม…………………………………………………….…………………………………………………………………………………………26

บทที่

1

บทบาทหน้าที่ครู สภาพงานครู
ความเป็นผู้นำทางวิชาการ และ
การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้




CChhaapptteerr 11

บทที่ 1 2

บทบาทหน้าที่ครู สภาพงานครู
ความเป็นผู้นำทางวิชาการ และการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
1. บทบาทหน้าที่ครู
บทบาทหน้าท่ีและความรับผิดชอบของครูเป็นกิจท่ีครูต้องทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ซ่ึงการกระทำของครูอาจจะเป็น
ไปโดยอาศัยหลักคุณธรรมจริยธรรมหรือด้วยสำนึก ครู อาจารย์ จะต้องปฏิบัติหน้าท่ี และมีความรับผิดชอบต่อการ
สอน ถ่ายทอดศิลปะวิทยาการทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ศิษย์เป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ จะต้องคอยอบรมสั่งสอนให้ศิษย์ตั้ง
อยู่ในคุณงามความดี
บทบาท หมายถึง ภาวะที่ต้องรับผิดชอบตามสถานภาพของแต่ละบุคคล
หน้าที่ หมายถึง กิจที่ต้องกระทำ หากหลีกเลี่ยงละเลยจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งตนเองและผู้อื่น
บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของครูตามคำว่า TEACHERS
1) T (teaching) การสอน หมายถึง ครูมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการสอนศิษย์เพื่อให้มีความรู้ ความ
สามารถ
ในวิชาการทั้งหลายทั้งปวงซึ่งถือว่าเป็นงานหลักของผู้เป็นครูสอนทุกคน
2) E (ethice) จริยธรรม หมายถึง ครูต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการอบรมปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรม
ให้แก่นักเรียน ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งของความเป็นครู
3) A (academic) วิชาการ หมายถึง ครูต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อวิชาการทั้งของตนเองและของนักเรียน
ซึ่งในความจริงแล้วงานของครูต้องเกี่ยวข้องกับวิชาการอยู่เสมอ เพราะครูต้องใช้ความรู้เป็นเครื่องมือประกอบวิชาชีพ
4) C (culturat heritage) การสืบทอดวัฒนธรรม หมายถึง ครูต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการสืบทอด
วัฒนธรรม การสอนศิลปะวิทยาต่าง ๆ ให้ลูกศิษย์ย่อมถือเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น
5) H (human relationship) การมีมนุษยสัมพันธ์ หมายถึง ครูต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการ
สร้าง
มนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย เพราะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง
และหมู่คณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ต่อโรงเรียน
6) E (evaluation) การประเมินผล หมายถึง ครูต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการประเมินผลต่อการ
เรียน
ของศิษย์ งานของครูในด้านนี้ถือว่ามีความสำคัญมากอีกประการหนึ่ง ทั้งนี้เพราะการประเมินผลการเรียนการสอน
เป็นการวัดพัฒนาการของศิษย์ในด้านต่าง ๆ
7) R (research) การวิจัย หมายถึง ครูต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยการต้องพยายามหาความรู้ความ
จริง
เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียน
8) S (service) การบริการ หมายถึง ครูต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการบริการศิษย์และผู้ปกครอง
บางครั้งก็มีความจำเป็นที่จะต้องให้บริการแก่ประชาชนในท้องถิ่นด้วย แต่ไรก็ตามโดยปกติแล้วงานบริการหลักของ
ครูคือบริการให้ความรู้ เพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้แก่นักเรียน บางครั้งครูต้องให้บริการด้านคำ
ปรึกษาหรือ
ด้านสุขภาพอนามัยแก่ชุมชน รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มชนรอบ ๆ โรงเรียนอีกด้วย
หน้าที่ของครูอาจารย์ที่พึงกระทำต่อศิษย์
1) ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี
2) สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
3) สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง

4) ยกย่องให้ปรากฏในหมู่คณะ 3
5) สร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ

2. สภาพงานครู

สภาพแวดล้อมในการทำงาน สถานที่ทำงานของคุณครูคือโรงเรียน ที่จะประกอบด้วย ห้องเรียน โรงอาหาร โรง
ยิม ห้องพักครู และบริเวณโรงเรียนทั้งหมด ซึ่งห้องพักครูจะเป็นห้องที่มีโต๊ะทำงานของคุณครู โดยแยกเป็น
หมวดหมู่
ของวิชา หรือระดับชั้นเรียนต่างๆแล้วแต่ข้อกำหนดของโรงเรียน การทำงานส่วนใหญ่แล้วแต่ความเหมาะสมของ
วิชา
ว่าจะทำการเรียนการสอนที่ใด เช่น วิชาการจะต้องเรียนในห้องเรียนของนักเรียน หรือเป็นวิชาปฏิบัติต่างที่ต้องออก
ไปสอนนอกสถานที่ ตามความเหมาะสมของวิชานั้น ๆ
สภาพการทำงาน ขึ้นอยู่กับระดับชั้นที่สอน มีความแตกต่างกันเนื่องจากช่วงวัยของเด็ก ทำให้มีความยาก
ง่าย
ทั้งเรื่องของเนื้อหา และเรื่องการควบคุมผู้เรียนให้ตั้งใจเรียนและเชื่อฟัง นอกเหนือจากจะต้องทำหน้าที่ในการ
สอนยังรวมไปถึงเรื่องการดูแลและให้คำปรึกษาผู้เรียนเหมือนกับเป็นคนในครอบครัว การเป็นครูที่ปรึกษา ครูฝ่าย
ปกครอง หรือแม้แต่ครูประจำวิชา ทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ดูแลผู้เรียนอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อ
เห็นว่าผู้เรียน มีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือเรื่องส่วนตัวก็เป็นหน้าที่ของคุณครูที่จะต้องอยู่ข้าง ๆ เพื่อแนะนำ
และให้คำปรึกษา
คุณครูอนุบาล ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะผู้เรียนจะมีพัฒนาการการเรียนรู้และจดจำต่าง ๆ ในวัยนี้
นอกจากนั้นผู้เรียนยังต้องมีการปรับตัวมากในหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของการเข้าสังคม การเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องราวใหม่
ๆ การปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ รวมไปถึงการที่ต้องดูแลในเรื่องอาหารการกิน ระมัดระวังในเรื่องการเล่น
ซุกซน
และการเข้าห้องน้ำ ทำให้คุณครูต้องเป็นคนที่ใจเย็น และมีจิตวิทยาการดูแลและสอนผู้เรียนควรรู้ว่าเด็กแต่ละ
คน
มีความต้องการหรือเรียนรู้ได้ดีในด้านใด ควรมีวิธีการและส่งเสริมให้พวกเขามีพัฒนาการด้านนั้น ๆ ให้ได้มากที่สุด
คุณครูชั้นประถมศึกษา ในแต่ละระดับชั้นของประถมศึกษาก็มีความแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วผู้เรียน
จะมี
ความซุกซนตามวัย ชอบเล่นและทดลองอะไรใหม่ ๆ มีนักเรียนในทุก ๆ แบบ ทั้งเรียบร้อยมากไปจนถึงดื้อ
มาก
แต่ถือว่าเป็นช่วงวัยที่ยังสอนได้ ดุแล้วฟัง และยังสามารถหาวิธีการในการที่จะทำให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงไปใน
ทางที่ดีได้
คุณครูชั้นมัธยมศึกษา เป็นวัยที่เตรียมตัวจะเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ต่อมต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มทำงานอย่างเต็ม
ที่ จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของร่างกายและอารมณ์ เพื่อนเริ่มมีอิทธิพลในการตัดสินใจมากขึ้น มีการ
เรียนรู้ค่านิยมของสังคม เริ่มมีการค้นหาตนเอง ซึ่งวัยนี้ถือได้ว่าเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยน
ของชีวิต ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและมีวิธีการที่เหมาะสม เพราะถ้าใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องหรือรุนแรงเกินไป อาจทำให้การ
เรียนการสอนไม่ประสบผลสำเร็จ
อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เรียนกำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีอิสระในการเลือกใช้ชีวิต และมีความคิดเป็นของตัว
เอง ผู้เรียนจะตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง มีอิสระในการเรียน ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ จะน้อยกว่าโรงเรียน
มาก อาจารย์จึงมีบทบาทในชีวิตของผู้เรียนไม่มากนัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะ บางคณะอาจารย์มีอิทธิพลต่อนักศึกษา
มาก
อาชีพครูต้องทำงานร่วมกับอาชีพ หรือตำแหน่งงาน ดังต่อไปนี้
1) ผู้ปกครองของนักเรียน หากนักเรียนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่โรงเรียน ทั้งครูและ

4
คุณลักษณะของงาน
ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เป้าหมายของการเป็นครูคือทำอย่างไรให้ความแตกต่างนี้ สามารถอยู่ร่วมกัน
ในสังคมได้ ประสบความสำเร็จในชีวิต มีแนวความคิดที่ดี และมีอาชีพการงานที่ดีต่อไปในอนาคต โดยไม่
จำเป็น
ต้องเป็นเด็กที่เรียนเก่งเท่านั้น ทุกคนสามารถมีชีวิตที่ดีได้ ครูจึงมีหน้าที่ชี้แนะแนวทางตามความถนัดและความชอบ
ของนักเรียน
Work process
1) การเตรียมการเรียนการสอนในแต่ละวิชา คิดเทคนิควิธีการที่จะทำให้เด็กๆมีความเข้าใจในวิชานั้น ๆ อย่างง่าย
2) เตรียมเรื่องกิจกรรมต่าง ๆ ตอนเช้า ทั้งกิจกรรมหน้าเสาธง และกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ
3) ในบางสัปดาห์อาจจะต้องมีการตรวจระเบียบ
4) เมื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธงต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย ก็แยกย้ายเข้าห้องเรียนเพื่อพบครูที่ปรึกษา เพื่อสอบถามปัญหา
ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน และแจ้งข่าวคราวของโรงเรียน
5) เริ่มทำการเรียนการสอน คุณครูแยกย้ายกันสอนตามตารางสอนที่กำหนดมา
6) แม้ในเวลาพักกลางวัน คุณครูก็ยังมีหน้าที่คอยดูแลความเรียบร้อย
7) มีการตรวจการบ้านในแต่ละวัน
8) คอยให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน


3. ความเป็นผู้นำทางวิชาการ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบไว้ประการหนึ่ง ได้แก่
ต้องมีความเป็นผู้นำทางวิชาการและใช้คำภาษาอังกฤษว่า Instructional leadership พร้อมกับขยายความว่า
เป็น
ผู้ที่ต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริม และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้
เรียน
เป็นสำคัญมีการวางแผนนโยบายและยุทธศาสตร์ เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ของสถานศึกษาอย่างชัดเจนเป็นผู้สร้างพลัง
ความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้
ภาวะผู้นำทางวิชาการ หมายถึง พฤติกรรมและบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการใช้กลยุทธ์ทางการเป็นผู้นำ
และการบริหารที่สามารถนำกลุ่มให้กระทำกิจกรรมด้านวิชาการให้บรรลุเป้าหมาย และสามารถบริหารจัดการเกี่ยว
กับการจัดการเรียนการสอน ตลอดทั้งการสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้จัด
กิจกรรม
การเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามจุดหมายของหลักสูตรอันจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน
ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ภาวะผู้นำทางวิชาการมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาสถานศึกษาเพราะภาวะผู้นำทางวิชาการ
ของผู้บริหารสถานศึกษานั้นสามารถสร้างวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนสถานศึกษาจนนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้ง
ไว้
ของสถานศึกษาได้โดยกระบวนการโน้มน้าวของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างเป้าหมายความ
สำเร็จที่จุดเดียวกันขององค์กร

5
4. การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
บุคคลแห่งการเรียนรู้ หมายถึง ผู้ที่มีคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้น
สนใจเสาะแสวงหาความรู้อยู่เสมอ มุ่งมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเรียนรู้และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ได้อย่างเหมาะสม การเรียนรู้อาจทำได้หลายวิธี เช่น อ่านหนังสือหรือวารสารที่มีประโยชน์ ดูรายการโทรทัศน์หรือฟัง
วิทยุที่มีสาระ ค้นคว้าหาความรู้โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซักถามข้อมูลจากผู้รู้ รวมทั้งสามารถจับใจความสำคัญ
เพื่อแยกแยะและเลือกสาระข้อมูลที่ได้มาอย่างมีเหตุผล ทักษะพื้นฐานสำคัญต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ได้แก่
1) ทักษะการฟัง ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการคิดและการพูด
2) ทักษะการถาม ทำให้เกิดประบวนการคิด การเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ เนื่องจากคำถามที่ดีทำให้เกิดการเรียนรู้ได้
ตั้งแต่ระดับการจำไปจนถึงระดับวิเคราะห์และประเมินค่า
3) ทักษะการอ่าน ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนอกจากจะเป็นทักษะการอ่านข้อความ จะรวมถึงการอ่านสถิติ ข้อมูล
เชิงคณิตศาสตร์ต่างๆด้วย
4) ทักษะการคิด ทำให้บุคคลมองการไกล สามารถควบคุมการกระทำของตนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ การคิดอย่าง
มีเหตุผลและมีวิจารณญาณ มีผลต่อการเรียนรู้ การตัดสินใจ และการแสดงพฤติกรรม
5) ทักษะการเขียน เป็นความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทัศนคติ และความรู้สึกออกมาเป็นลาย
ลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อวงการศึกษา(การหาความรู้) เนื่องจากบันทึกเหตุการณ์
ข้อมูลความจริง ใช้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป
6) ทักษะการปฏิบัติ เป็นการลงมือกระทำจริงอย่างมีระบบเพื่อค้นหาความจริง และสามารถสรุปผลอย่างมีเหตุผลได้
ด้วยตนเองเพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหา

6

สรุป

บทบาทหน้าที่ของครูมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลต่อผู้เรียนโดยตรง โดยเป็นกิจที่ครูต้องทำให้
เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ครูมีบทบาทหน้าที่ทั้งการสอนเนื้อหาความรู้ และอบรบศิษย์ให้อยู่ในคุณงามความดี บทบาท
หน้าที่ของครูตามคำว่า TEACHERS คือ
T (Teaching) = การสอน
E (Ethice) = จริยธรรม
A (Academic) = วิชาการ
C (Culturat heritage) = การสืบทอดวัฒนธรรม
H (Human relationship) = การมีมนุษยสัมพันธ์
E (Evaluation) = การประเมินผล
R (Research) = การวิจัย
S (Service) = การบริการ
สภาพงานของครู โดยส่วนมากสภาพแวดล้อมที่ทำงานคือ โรงเรียน สภาพการทำงานจะแตกต่างกันไปด้วย
ระดับชั้นที่สอน โดยแต่ละระดับชั้นจะมีเนื้อหา เทคนิควิธีการสอน การเข้าถึงผู้เรียน การรับมือกับผู้เรียนและ
สิ่งต่าง ๆ
ที่ต่างกันออกไป ครูมีหน้าที่ชี้แนะแนวทางให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประสบความสำเร็จ และอยู่ในสังคม
ได้อย่างปกติสุข นอกจากผู้เรียนแล้วบุคคลที่อาชีพครูต้องพบเจออยู่บ่อย คือ ผู้ปกครองของผู้เรียน ครู
พิเศษ
กระทรวงศึกษาธิการ และครูใหญ่ มนุษยสัมพันธ์จึงเป็นอีกสิ่งสิ่งสำคัญ
ภาวะผู้นําทางวิชาการ หมายถึง ความสามารถในการนําบุคลากรของสถานศึกษาให้ร่วมมือปฏิบัติงานจนบรรลุ
เป้าหมายของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งงานด้านวิชาการเป็นงานหลัก ที่สําคัญที่สุดในการบริหารและ
จัดการศึกษาในสถานศึกษา
การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สื่อความตามที่กล่าวคือเป็นผู้หมั่นศึกษาหาความรู้ คอยพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
และนำความรู้ ความสามารถที่มีไปใช้อย่างมีประโยชน์เหมาะสม

บทที่

2

คุณลักษณะของครูที่ดี



CChhaapptteerr 22

8

บทที่ 2
คุณลักษณะของครูที่ดี

คุณลักษณะของครูที่ดี 10 ประการ
1) ความมีระเบียบวินัย หมายถึง ความประพฤติ ทั้งทางกายและวาจาและใจ ที่แสดงถึงความเคารพในกฎหมาย
ระเบียบประเพณีของสังคม และความประพฤติที่สอดคล้องกับอุดมคติหรือความหวังของตนเอง โดยให้ยึดส่วนรวม
สำคัญกว่าส่วนตัว
2) ความซื่อสัตย์สุจริตและความยุติธรรม หมายถึง การประพฤติที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่เอาเปรียบ หรือคดโกงผู้
อื่นหรือส่วนรวม ให้ยึดถือหลักเหตุผล ระเบียบแบบแผนและกฎหมายของสังคมเป็นเกณฑ์
3) ความขยัน ประหยัด และยึดมั่นในสัมมาอาชีพ หมายถึง ความประพฤติที่ไม่ทำให้เสียเวลาชีวิตและปฏิบัติกิจอัน
ควรกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนและสังคม
4) ความสำนึกในหน้าที่และการงาน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ หมายถึง ความประพฤติ
ที่
ไม่เอารัดเอาเปรียบสังคมและไม่ก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่สังคม
5) ความเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม วิจารณ์และตัดสินอย่างมีเหตุผล หมายถึง ความประพฤติในลักษณะสร้างสรรค์และ
ปรับปรุงมีเหตุมีผลในการทำหน้าที่การงาน
6.) ความกระตือรือร้นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หมายถึง ความประพฤติที่สนับสนุนและให้ความร่วม
มือ ในการอยู่ร่วมกันโดยยึดผลประโยชน์ของสังคมให้มากที่สุด
7) ความเป็นผู้มีพลานามัยที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ หมายถึง ความมั่นคงและจิตใจ รู้จักบำรุงรักษากาย
และจิตใจให้สมบูรณ์ มีอารมณ์แจ่มใสมีธรรมะอยู่ในจิตใจอย่างมั่นคง
8) ความสามารถในการพึ่งพาตนเองและมีอุดมคติเป็นที่พึ่ง ไม่ไว้วานหรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยไม่จำเป็น
9) ความภาคภูมิและการรู้จักทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม และทรัพยากรของชาติ หมายถึง ความประพฤติที่
แสดงออกซึ่งศิลปะและวัฒนธรรมแบบไทย ๆ มีความรักและหวงแหนวัฒนธรรมของตนเองและทรัพยากรของชาติ
10) ความเสียสละ และเมตตาอารี กตัญญูกตเวที กล้าหาญ และความสามัคคีกัน หมายถึง ความประพฤติที่
แสดงออกถึงความแบ่งปัน เกื้อกูลผู้อื่น ในเรื่องของเวลากำลังกายและกำลังทรัพย์
จริยธรรมตามสำหรับอบรมสั่งสอนนักเรียนนักศึกษาครบทุกข้อโดยเฉพาะคุณธรรมและจริยธรรมเป็นธรรมที่ควร
ปฏิบัติและตระหนักอยู่ในใจเสมอ คือ
1) การมีความละอายในการทำความชั่ว ทำความทุจริตทั้งปวงและเกรงกลัวและสะดุ้งกลัวต่อความชั่วทั้งปวง ซึ่ง
คุณธรรมข้อนี้ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบบเรียบร้อยไม่เดือดร้อนวุ่นวาย
2) การมีความอดทน รู้จักอดกลั้นต่อความยากต่าง ๆ มีความสงบเสงี่ยม และความอ่อนน้อมถ่อมตน
3) มีสติสัมปชัญญะเต็มเป็นอยู่ตลอดเวลา รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนสม่ำเสมอ ไม่มีการลืมตัวหรือละเลยต่อหน้าที่
4) รู้จักอุปการะ คือ ทำคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น นึกถึงประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะให้ความอนุเคราะห์
แก่
ผู้อื่น ในงานในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ไม่มีอคติในการปฏิบัติต่อผู้ร่วมงาน ผู้เรียนและบุคคลอื่น ๆ
5) มีคุณธรรมประจำตน ในการที่ทำการงานในหน้าที่ของตนให้สำเร็จ อิทธิบาท 4 ประการมีความพอใจและเอาใจใส่
ในหน้าที่การงานของตน มีความพากเพียรในการประกอบการงาน เอาใจใส่ในการงานไม่ทอดทิ้งและหมั่นตริตรอง
พิจารณาหาเหตุผลและวิธีที่จะทำให้การงานเจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ

9
6) มีคุณสมบัติอันประเสริฐ พรหมวิหาร 4 คือ มีความเมตตา ปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข มีความกรุณา สงสาร
คิด
หาทางให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ มีมุทิตาปราบปลื้มยินดีในความสำเร็จ ความก้าวหน้าของผู้อื่นและมีอุเปกขา ความวาง
เฉย เห็นอกเห็นใจผู้ได้รับความทุกข์
7) มีคุณธรรมที่เป็นเครื่องผูกน้ำใจผู้อื่นและบุคคลทั่วไป สังคหวัตถุ 4 คือ ให้ปันสิ่งของแก่บุคคลที่ควรให้ปัน
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อ แผ่แก่ผู้อื่นตามสมควรแก่กรณี (ทาน) มีวาจาอ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อย (ปิยวาจา) ประพฤติตน
เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นและเป็นคนไม่ถือตัวไม่ถือยศศักดิ์ เข้ากันได้กับผู้ร่วมงานทุกคน ตามความเหมาะ
สม
ตามฐานะของตน (สมานัตตา)
8) หมั่นศึกษาหาความรู้รอบตัว ให้มีความรอบรู้ เพื่อเป็นผู้ที่ทันต่อเหตุการณ์ บุคคลและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน
หน้าที่การงาน(พาหุสัจจะ)
9) ประพฤติตนให้ห่างจากอบายมุขหรือทางแห่งความเสื่อม ไม่กระทำตนให้เป็นผู้เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น ผู้ร่วมงาน
หรือนักเรียน นักศึกษาทุกคน และบุคคลทั่วไป

10

สรุป

อาชีพครูต้องคอยอบรบสั่งสอนศิษย์ ทั้งด้านความรู้และคุณงามความดี นอกจากนี้ตัวของครูเองยังต้องเป็นแบบ
อย่างที่ดีอีกด้วย คุณลักษณะของครูที่ดีดังที่ได้กล่าวไปมีอยู่ 10 ประการ ความมีระเบียบ วินัย ความซื่อสัตย์ สุจริต
ยุติธรรม ความขยันประหยัดยึดมั่นในสัมมาอาชีพ ความสำนึกในหน้าที่การงาน ความเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม ความ
กระตือรือร้นในการปกครองระบบประชาธิปไตย ความเป็นผู้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ความสามารถในการพึ่งพา
ตนเอง ความภาคภูมิและรู้จักทำนุบำรุงศิลปะวัฒนะธรรมและทรัพยากรของชาติ ความเสียสละ เมตตาอารี ซึ่งในทาง
ปฏิบัติยังมีนอกเหนือจากนี้อีกมาก ลักษณะของครูที่ดีจึงสามารถกล่าวได้ว่าควรกระทำตนให้เหมาะสม อาจจะ
พิจารณาจากสถานการณ์โดยรอบเพื่อกระทำการใด ๆ โดยมีคุณลักษณะของครูที่ดี 10 ประการ เป็นฐานในการ
ตัดสินใจ นอกจากนี้ยังมีคุณธรรม จริยธรรมที่ควรค่า สามารถยึดถือปฏิบัติได้ เช่น หิริ ความละอายต่อบาป พรหม
วิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นต้น

บทที่

3

การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อ
เป็นแบบอย่างในวิชาชีพครู




CChhaapptteerr 33

บทที่ 3 12

การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อเป็นแบบอย่างในวิชาชีพครู
บุคลิกภาพเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้มีอาชีพครู เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความศรัทธา ความน่าเชื่อ
ถือและประทับใจ ให้กับผู้เรียนผู้พบเห็น อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้การประกอบอาชีพครูบรรลุวัตถุประสงค์มาก
ยิ่งขึ้น
ดังนั้นคนที่เป็นครูที่ดี จึงต้องมีการพัฒนาบุคลิกภาพอย่างสม่ำเสมอ และนอกจากนี้แล้วบุคลิกภาพยังเป็นระบบ
พฤติกรรมของบุคคล คือไม่เพียงแต่การแสดงออกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบุคลเท่านั้น แต่ยังแสดงตัวตนหรือ
เอกลักษณ์ของแต่ละคนอีกด้วย
บุคลิกภาพ หมายถึง พฤติกรรมลักษณะเฉพาะของมนุษย์ที่ทำประจำและสอดคล้องกัน ที่มาคำว่า บุคลิกภาพ
ในภาษาอังกฤษ คือ “personality” เชื่อว่ามาจากภาษาลาติน “persona” ซึ่งหมายถึงหน้ากาก ที่ชาวกรีกใช้
สวม
ในการแสดงละครเวที และยังหมายถึง ตัวละคร นักแสดง หรือคนที่มีพฤติกรรมลักษณะเฉพาะของแต่ละ
บุคคล
รวมไปถึงแนวโน้มพฤติกรรมเคยชินที่เกิดจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
สำหรับคนที่เป็นครู บุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถือเป็นสิ่งแรกที่จะสร้างความประทับใจให้กันผู้เรียน
ผู้พบเห็น ดังนั้นครูจึงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทุกด้าน แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ความสวย ความหล่อ แต่ยังมีองค์
ประกอบหลายอย่าง
บุคลิกภาพครูที่ดี ประกอบด้วยบุคลิกภาพ 4 ด้าน คือ บุคลิกภาพทางกาย บุคลิกภาพทางอารมณ์
บุคลิกภาพ
ทางสังคม และบุคลิกภาพทางสติปัญญา
1. บุคลิกภาพครูทางกาย ประกอบด้วย
1.1 ด้านกายภาพ หมายถึง ครูที่มีบุคลิกภาพด้านกายภาพเป็นปกติและน่าศรัทธา น่านับถือ ลักษณะบุคลิกภาพ
ทางกาย ได้แก่
1) รูปร่างหน้าตา กิริยาอาการ ลักษณะท่าทางที่สง่างาม
2) การแต่งกายที่เหมาะสม
3) กิริยามารยาท
4) สวมใสเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่าง เพศ วัย และผิวพรรณ
5) มีสุขภาพกายที่แข็งแรง สมบูรณ์
6) ร่างกายสะอาด ผิวพรรณสดใส ใบหน้าแจ่มใส
1.2 ด้านวาจา หมายถึง การแสดงออกทางวาจา การพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้านเมตตา ปรารถนาดี นุ่มนวล การ
พูดด้วยลีลาที่เหมาะสม
1.3 ด้านการวางตัว ควรมีพฤติกรรมให้เหมาะสมกับฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ คุณวุฒิและวัยวุฒิของตน
1.4 ด้านอิริยาบถ ควรมีอิริยาบถในขณะสอน ขณะทำงาน
2. บุคลิกภาพครูด้านอารมณ์ หมายถึง การมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่เหมาะสม มีอารมณ์มั่นคง เสมอต้นเสมอปลาย
ซึ่งจะแสดงออกให้เห็นทางสีหน้า แววตา ท่าทาง และวาจาให้ผู้เรียนได้รับรู้ได้
1) การควบคุมอารมณ์ได้ดี
2) ความสนใจผู้เรียน หมายถึง มีความกระตือรือร้นที่จะรับรู้หรือถ่ายทอดความรู้ต่างๆ
3. บุคลิกภาพครูด้านสังคม เป็นบุคลิกภาพที่แสดงออกให้ผู้อื่นพบเห็นได้ในสังคม การเข้าสู่สังคมจึงเป็น
บทบาท
อย่างหนึ่งของครู
1) มีความเป็นผู้นำ

13

3) ความมีระเบียบวินัย สำรวมระวังความประพฤติตนอยู่ในระเบียบแบบแผน (ประพฤติต่อเป็นแบบอย่างที่ดี)
4) สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี
5) มีความอ่อนน้อมถ่อมตน
4. บุคลิกภาพครูด้านสติปัญญา หมายถึง การใช้สติปัญญาในการสอน การแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีและมีประสิทธิภาพ

ประกอบด้วย
1) การมีปฏิภาณไหวพริบที่ดี
2) ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เหมาะสม
3) มีการตัดสินใจที่ดี
4) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ลักษณะการสอนที่ดี ส่งเสริมบุคลิกภาพครู
1) ด้านการเตรียมตัวสอน โดยครูต้องวิเคราะห์หลักสูตร จัดเตรียมกระบวนการเรียนการสอน
2) ด้านการสอน สอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ สร้างบรรยากาศและเวลาให้เหมาะแก่การเรียนรู้
3) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้นหาสาเหตุ
4) ต้องมีการประเมินผลตลอดเวลา
5) การวัดผล ควรมีการป้อนกลับ (Feed Back) และการเสริม ให้การวัดผลเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
6) มีการวัดผลการเรียนการสอนเป็นระยะๆ ให้ติดต่อกัน เพื่อให้เกิดความสนใจ

14

สรุป

บุคลิกภาพ คือ พฤติกรรมลักษณะเฉพาะของมนุษย์ที่ทำประจำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ปรากฏให้เห็นได้ตั้งแต่

ครั้งแรก ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ และอาชีพครูความน่าเชื่อถือย่อมเป็นสิ่งสำคัญ
บุคลิกภาพแบ่งได้ 4 ด้าน คือ บุคลิกภาพทางกาย ประกอบด้วยด้านกายภาพ วาจา การวางตัวอิริยบท บุคลิกภาพ
ทางอารมณ์ การมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ บุคลิกภาพทางสังคม และบุคลิกภาพทางสติปัญญา นอกจากนี้การสอนที่ดีจะ
สามารถส่งเสริมบุคลิกภาพขอลครูได้อีกด้วย
ครูควรพัฒนาบุคลิกภาพในทุกด้านของตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี บุคลิกภาพเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาชีพครูที่ต้องมีความน่าเชื่อถือ เป็นอาชีพต้องอบรบให้ความรู้แก่ผู้เรียน และต้องนำความรู้ความ
สามารถของตนถ่ายทอดสู่ผู้เรียน

บทที่

4

การเป็นชุมชนแห่ง
การเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)




CChhaapptteerr 44

16

บทที่ 4
การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)

ความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
PLC หมายถึง การรวมตัว ร่วมมือร่วมใจ และร่วมเรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษา บนพื้นฐาน
ความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมาย และภารกิจร่วมกัน โดยทำงานร่วมกันแบบทีมการเรียน
รู้ที่มีครูเป็นผู้นำร่วมกัน และผู้บริหารเป็นผู้ดูแลสนับสนุนสู่การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพเปลี่ยนแปลงคุณภาพ
ตนเอง
สู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญและความสุขของการทำงานร่วม
กันของสมาชิกในชุมชนการเรียนรู้
ความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
PLC มีพัฒนาการมาจากกลยุทธ์ระดับองค์กรที่มุ่งเน้นให้องค์กรมีการปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม
ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเริ่มพัฒนาจากแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้และปรับประยุกต์ให้มีความสอดคล้องกับบริบท
ของโรงเรียนและการเรียนรู้ร่วมกันในทางวิชาชีพที่มีหน้างานสำคัญ คือความรับผิดชอบการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกัน
เป็นสำคัญจากการศึกษาหลายโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาดำเนินการในรูปแบบ PLC พบว่าเกิดผลดีทาง
วิชาชีพครู และผู้เรียนที่มุ่งพัฒนาการของผู้เรียนเป็นสำคัญ มีผลสรุปใน 2 ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ 1 ผลดีต่อครูผู้สอน คือ เพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียน โดยเพิ่มความ
กระตือรือร้นที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธกิจและเป้าหมาย โดยอาศัยความร่วมมือจากทีมการเรียนรู้
ประเด็นที่ 2 ผลดีต่อผู้เรียน คือ เพิ่มศักยภาพจากการเรียนรู้ตามความสนใจ สามารถลดอัตราการตกซ้ำชั้นและ
จำนวนชั้นเรียนที่ชะลอการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง
เป้าหมายของการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
- เพื่อสร้างการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
- เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงของครู พัฒนาวิชาชีพครูด้วยการพัฒนาผู้เรียน
ตลอดจนเป็นการทบทวนการปฏิบัติงานของครูที่มีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
- เพื่อสร้างการทำงานร่วมกันของครูแบบกัลยาณมิตร ร่วมมือรวมพลังของทุกฝ่ายในการพัฒนาผู้เรียน แลกเปลี่ยน
เรียนรู้ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมมือกันปพัฒนาวิธีการทำงานของครู
กลยุทธ์ในการจัดการและใช้ PLCs อย่างยั่งยืน
1. เริ่มต้นด้วยขั้นตอนง่ายๆ (Take a baby steps) โดยเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมาย อภิปราย สะท้อนผล
แลกเปลี่ยนกับคนอื่น ๆ เพื่อกำหนดว่า จะดำเนินการอย่างไร โดยพิจารณาและสะท้อนผลในประเด็นต่อไปนี้
1.1 หลักการอะไรที่จะสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติ
1.2 เราจะเริ่มต้นความรู้ใหม่อย่างไร
1.3 การออกแบบอะไรที่พวกเราควรใช้ในการตรวจสอบหลักฐานของการเรียนรู้ที่สำคัญ
2. การวางแผนด้วยความร่วมมือ (Plan Cooperatively) สมาชิกของกลุ่มกำหนดสารสนเทศที่ใช้ในการดำเนิน
การ
3. การกำหนดความคาดหวังในระดับสูง (Set high expectations) และวิเคราะห์การสอนสืบเสาะหาวิธีการที่จะ
ทำให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด
3.1 ทดสอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการสอนหลังจากได้มีการจัดเตรียมต้นแบบที่เป็นการวางแผนระยะยาว
(Long-term)
3.2 จัดให้มีช่วงเวลาของการชี้แนะ โดยเน้นการนำไปใช้ในชั้นเรียน
3.3 ให้เวลาสำหรับครูที่มีความยุ่งยากในการสังเกตการณ์ปฏิบัติในชั้นเรียนของครู ที่สร้างบรรยากาศในการเรียน
รู้อย่างประสบผลสำเร็จ

17
4. เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ (Start small) เริ่มต้นจากการใช้กลุ่มเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยปรับขยาย
5. ศึกษาและใช้ข้อมูล ( Study and use the data) ตรวจสอบผลการนำไปใช้และการสะท้อนผลเพื่อกำหนดว่า
แผนไหน ควรใช้ต่อไป/แผนไหนควรปรับปรุงหรือยกเลิก
6. วางแผนเพื่อความสำเร็จ (Plan for success) เรียนรู้จากอดีต ปรับปรุงหรือปฏิเสธในสิ่งที่ไม่สำเร็จ และทำต่อไป
ความสำเร็จในอนาคต หรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเจตคติและพฤติกรรมของครู
7. นำสู่สาธารณะ (Go public) แผนไหนที่สำเร็จก็จะมีการเชิญชวนให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม ยกย่อง แลกเปลี่ยน
ความสำเร็จ
8. ฝึกฝนร่างกายและหล่อเลี้ยงสมอง (Exercise the body & nourish the brain) จัดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว
และเตรียมครูที่ทำงานสำเร็จของแต่ละกลุ่มโดยมีการจัดอาหาร เครื่องดื่มที่มีประโยชน์

18

สรุป

ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) คือ การรวมกลุ่มกันของบุคคลผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการศึกษา ทำงาน
ร่วมกัน สนับสนุนการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกัน ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งผู้
สอน และผู้เรียน โดยมีกลยุทธ์ในการจัดการและการใช้อย่างยั่งยืน 8 ข้อดังเนื้อหา เป้าหมายของการสร้างชุมชน
แห่งการเรียนรู้ (PLC) คือ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง เรียนรู้วิชาชีพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งยังส่งเสริม
ความสัมพันธ์อันดีต่อครูด้วยกันและร่วมมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน

บทที่

5

การสร้างความก้าวหน้า
และการพัฒนาวิชาชีพครู




CChhaapptteerr 55

20

บทที่ 5
การสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาวิชาชีพครู

อาชีพครูมีการเลื่อนระดับขั้นแบบเดียวกับอาชีพรับราชการ คือจะมีการสอบเลื่อนระดับที่เรียกว่า ซี ยิ่งมีระดับ
ซีที่สูงชึ้น ฐานเงินเดือนก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน นอกเหนือจากนั้นยังสามารถทำผลงานและยื่นเพื่อเลื่อนระดับขึ้นไป
ได้ แต่หากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องเรียนจบปริญญาโท และหากต้องการเลื่อนตำแหน่งและมีฐานเงินเดือนที่
สูงขึ้น ต้องเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาเอกต่อไป
แนวทางการสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาวิชาชีพครู
1. การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม
หลักเกณฑ์
1) ให้ผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่ง
ครูผู้ช่วยเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มระหว่างปฏิบัติ ราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย 2 ปี
2) ผู้อำนวยการสถานศึกษาแจ้งให้ครูผู้ช่วยทราบถึงภาระงานมาตรฐานวิชาชีพจรรยาบรรณเกณฑ์การ
ประเมินหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติราชการบทบาทหน้าที่ของราชการและหลักเกณฑ์การเตรียมความพร้อม

3) ผู้อำนวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือหัวหน้าส่วนราชการสนับสนุนทรัพยากร เช่น งบประมาณ
เอกสารสื่อและอื่น ๆ
4) การประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มดำเนินการดังนี้
- ประเมินครูผู้ช่วยเป็นระยะ ๆ ทุก 3 เดือนและมีการแจ้งผลให้ทราบและรายงานผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ทราบ
- เมื่อครบเวลา 2 ปีให้สรุปผลการประเมินเสนอต่อผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 เพื่อพิจารณาต่อไป
5) การนับระยะเวลาการเตรียมความพร้อม 2 ปีให้นับวัน เข้าปฏิบัติราชการวันแรกเป็นวันเริ่มต้นและ
นับระยะเวลาสิ้นสุดตามปีปฏิทิน
วิธีการ
1) ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 3 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการหรือรองเป็น
ประธานผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นกรรมการและข้าราชการครู/บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งดำรง
ตำแหน่งครูที่ผู้อำนวยการแต่งตั้งให้ ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการเตรียมความพร้อมฯ เป็นกรรมการและ
เลขานุการ
2) ให้คณะกรรมการมีหน้าที่เตรียมความพร้อมให้คำปรึกษาแนะนำรวมทั้งประเมินผล
3) เมื่อผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ได้รับรายงานแล้วให้ดำเนินการ ดังนี้
- กรณีครูผู้ช่วยมีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ หากผู้มีอำนาจเห็นว่าควรทบทวนการประเมินก็อาจให้คณะกรรมการ
ไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง และหากยังต่ำกว่าเกณฑ์อีกสั่งให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการภายใน 5 วันทําการ
- กรณีครูผู้ช่วย มีผลการประเมินเป็นไปตามเกณฑ์ผ่านการประเมินทุกครั้งจนครบ 2 ปีให้ครูผู้ช่วยรับราชการต่อไป
ให้เสนอเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งครูผู้ช่วยให้ดำรงตำแหน่งครู
2. การขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ
- ผู้ใดมีวิทยฐานะสะท้อนให้เห็นว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการปฎิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งนั้น ๆ
- วิทยะฐานะไม่ใช่สวัสดิการที่ทุกคนต้องได้รับเหมือนกัน
- ข้าราชการครูตำแหน่งครูผู้ช่วยไม่มีสิทธิ์ยื่นคำขอมีวิทยฐานะจนกว่าจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครู
- ไม่ขอมีวิทยฐานะจนเกษียณได้

วิทยฐานะของข้าราชการครูกฎหมายกำหนดไว้ 4 ระดับ 21
1. ครูชำนาญการ
2. ครูชำนาญการพิเศษ
3. ครูเชี่ยวชาญ
4. ครูเชี่ยวชาญพิเศษ

3. การเปลี่ยนตำแหน่งและสายงาน
สายงานบริหาร 3 สายงาน คือ
3.1 ผู้บริหารสถานศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ/ผู้อำนวยการสถานศึกษา
- เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สพฐ.
- วุฒิไม่ต่ำกว่าป. ตรีทางการศึกษาหรือทางอื่นที่ ก.ค.ศ. กำหนด
- รองผอ. ดำรงตำแหน่งครูมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี (วุฒิป. ตรี) 2 ปี (วุฒิป. โทขึ้นไป) สําหรับผอ. ต้องเป็นรองผอ.
ในสถานศึกษาหรือเขตพื้นที่การศึกษาหรือผอ. กลุ่มไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือครูที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าช้านาญการ
- มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา
แนวทางความก้าวหน้าวิชาชีพครูสายบริหาร ผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ รองผู้อำนวยการชำนาญการ
รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ รองผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการชำนาญการ ผู้อำนวยการชำนาญการ
พิเศษ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญพิเศษ ผู้บริหารการศึกษา
ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศีกษา/มัธยมศึกษา
1) เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สพฐ.
2) วุฒิไม่ต่ำกว่าป.ตรีทางการศึกษาหรือทางอื่นที่ก.ค.ศ. กำหนด
3) ดำรงตำแหน่งรองผอ. สถานศึกษาที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารองผอ. ชำนาญการพิเศษหรือผอ. ชำนาญการพิเศษหรือ
ผอ. กลุ่มมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีและรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าคศ.3 หรือระดับ 8 หรือศึกษานิเทศน์ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำ
กว่าศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
4) ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารประถมศึกษา/มัธยมศึกษาแล้วแต่กรณีมาแล้ว
ไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษากําหนด
5) มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหาร
ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา
1) เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สพฐ.
2) วุฒิไม่ต่ำกว่าป.ตรีทางการศึกษาหรือทางอื่นที่ ก.ค.ศ. กำหนด
3) ดำรงตำแหน่งรองผอ. สํานักงานเขตพื้นทีการศึกษาประถมศึกษามัธยมศึกษาแล้วแต่กรณีมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
และรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับคศ. 4 หรือผอ. สถานศึกษาที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าผอ. เชี่ยวชาญหรือ
ตำแหน่งอื่นที่ก.ค.ศ. เทียบเท่า
4) ปฎิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารประถมศึกษา/มัธยมศึกษาแล้วแต่กรณี มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
5) มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา

3.2 ผู้บริหารการศึกษา ได้แก่ 22
3.2.1 รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ
3.2.2 รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ
3.2.3 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ
3.2.4 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญพิเศษ
3.3 สายงานนิเทศการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์
1) เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสพฐ.
2) วุฒิไม่ต่ำกว่าป. ตรีทางการศึกษาหรือทางอื่นที่ก.ค.ศ. กำหนด
3) ดำรงตำแหน่งครูมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี (วุฒิป. ตรี) และ 2 ปี (วุฒิ ป. โทขึ้นไป)
4) มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษาอื่น (กึกษานิเทศก์)
นิเทศการศึกษา (ศึกษานิเทศก์) ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญพิเศษ

4. การลาศึกษาต่อ
การลาศึกษา หมายถึง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้ไปศึกษา
ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยและพัฒนาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ประเภทการลาศึกษาต่อ
4.1 การศึกษาต่อภายในประเทศ แบ่งเป็น
1) ภาคปกติ แบ่งเป็นประเภท ก. คัดเลือก ประเภท ข. สอบคัดเลือก มีอายุไม่เกิน 45 ปี มีเวลารับราชการติดต่อกัน
ไม่น้อยกว่า 12 เดือนปฏิบัติราชการด้วยดี มีพฤติกรรมเรียบร้อย ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย
2) ภาคนอกเวลาราชการ แบ่งเป็น
- ใช้เวลาราชการบางส่วน มีอายุไม่เกิน 55 ปี มีเวลารับใช้ราชการติดต่อกันไม่น้อยกว่า 12 เดือนเต็ม เป็นผู้เอาใจใส่
ในการปฏิบัติราชการเป็นอย่างดีและให้ออกก่อนเวลาเลิกได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง 30 นาที
- ไม่ใช้เวลาราชการไปศึกษาให้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้บริหารสถานศึกษาทราบ
3) ภาคฤดูร้อนเป็นการจัดการศึกษาตามที่สถานศึกษาหรือหน่วยงานของราชการจัดขึ้นในภาคฤดูร้อน
4.2 การศึกษาต่อต่างประเทศ มีขั้นตอนดังนี้
- ส่งใบคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องผ่านผู้บังคับบัญชา เพื่อเสนอเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะแจ้งผลการพิจารณาเห็นชอบจากสำนักงาน ก.พ. และจัดทำคำสั่งให้ข้าราชการไปศึกษา
ต่อ
ณ ต่างประเทศ
- ทำสัญญาและสัญญาค้ำประกัน (ผ.อ.เขตพื้นที่การศึกษาลงนามในสัญญ)
- ส่งสัญญาไปสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- แจ้งสถานศึกษาเพื่อแจ้งผู้ขออนุญาตทราบ

24
5. การฝึกอบรบ การดูงานและการปฏิบัติการวิจัยภายในประเทศ
การฝึกอบรมเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความชำนาญประสบการณ์ด้วยกันเรียนหรือการวิจัยตามหลักสูตร
ของ
การฝึกอบรม การสัมมนา อบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ การไปเสนอผลงานทางวิชาการ
และการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมิได้ปริญญาหรือประกาศษณียบัตรวิชาชีพที่ก.พ.รองรับ
การดูงานหมายถึงการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ด้วยการสังเกตการณ์และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
มี
ระยะเวลาไม่เกิน 15 วันตามหลักสูตรหรือโครงการหรือแผนการดูงานในต่างประเทศหากมีระยะเวลาเกินกำหนดให้
ดำเนินการเป็นการฝึกอบรม
การปฎิบัติการวิจัยในประเทศ หัวข้อหรือโครงการร่างงานวิจัยต้องเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อการศึกษา ซึ่งมี
ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หากมีความจำเป็นให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจอนุญาต

25

สรุป

อาชีพครู มีการเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือนเหมือนกับอาชีพอื่น ๆ หากต้องการไปในขั้นที่สูงขึ้น ครูจึง
ต้องหมั่นพัฒนาตนเองเสมอ โดยแนวทางการสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาวิชาชีพครู มีดังต่อไปนี้

1. การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม
2. การขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ
3. การเปลี่ยนตำแหน่งและสายงาน
4. การลาศึกษาต่อ
5.การฝึกอบรบ การดูงานและการปฏิบัติการวิจัยภายในประเทศ
โดยแต่ละแนวทางในการสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาวิชาชีพครูนั้นต้องใช้ความสามารถที่มากขึ้นจึงจะ
เลื่อนขั้นต่อไปได้ ดังนั้นการพัฒนาตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากแต่งานหลักของครูนั้นยังคงเป็นการอบรบสั่งสอนให้
ความรู้แก่ผู้เรียนเสมอ

26

บรรณานุกรม

กมลชนก ธงทอง. ภาวะผู้นำทางวิชาการ. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://ea.grad.ssru.ac.th/
useruploads/files/20200716/add04596559bffb15c972f0a6a43a79da64c7784.pdf.
(27 กันยายน 2565)
กัลยาณี พรมทอง. บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของครู. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://
www.ipebk.ac.th/bep/wp-content/uploads/2017/11/Kanlayanee-B3L03.pdf.
(22 กันยายน 2565)
จินตนา เลิศมธุรพจน์. 2565. ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.
banthepnakhornschool.com/news-detail_39_25160. (27 กันยายน 2565)
นักรบ หมี้แสน. วิชาชีพครู. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://krupasathaimaiake.files.wordpress.
com/2016/08/e0b980e0b8ade0b881e0b8aae0b8b2e0b8a3e0b881e0b8b2e0b8a3e0b8a
ae0b8ade0b899e0b981e0b899e0b8a7e0b897e0b8b2e0b887e0b881e0b8b2e0b8a3e0b
8aa.pdf. (27 กันยายน 2565)
ปัญจพล ขำสัจจา. 2555. คุณลักษณะของครูที่ดี. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.gotoknow.
org/posts/490810. (27 กันยายน 2565)
พิชญ์สินี ดวงศรี. 2555. ครูกับการพัฒนาบุคลิกภาพ. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://sites.google.
com/site/krukruthai/bthkhwam-phasa-thiy/khrukabkarphathnabukhlikphaph.
(27 กันยายน 2565)
ศิญาณี กินนารี. สภาพงานอาชีพครู. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/
teacherinthefuture/khxmul-xachiph-khru. (22 กันยายน 2565)
อรวรรณ พ. 2555. บุคคลแห่งการเรียนรู้. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.gotoknow.
org/posts/195826. (27 กันยายน 2565)
Google site. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://sites.google.com
/site/professionallearncom/. (27 กันยายน 2565)
LearnEducation. บุคลิกภาพครูที่ดี. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.learneducation.co.
th/เสริมบุคลิกครู-เปิดลักษ/. (27 กันยายน 2565)

ทุ ก สิ่ ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป ต า ม ก า ล เ ว ล า
จงปรับตัว และเรียนรู้ เพื่อการใช้ชีวิต



จงเป็น “ครูยุคใหม่”
ที่ทันโลก และมีคุณภาพ

thank you


Click to View FlipBook Version