เอกสารประกอบ การเรียน รายวิชานาฏศิลป์ไทยละคร (ศ23208) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิ ท ย า ลั ย น า ฏ ศิ ล ป น ค ร ศ รี ธ ร ร ม ร า ช น า ง ส า ว บุ ษ ริ น ท ร์ ม า ป ร ะ โ พ ธิ์
ระบำ พรหมาสตร์ เป็นระบำ ของเหล่าเทวดา - นางฟ้าอีกชุดหนึ่ง สำ หรับแสดงประกอบการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดศึกพรหมาสตร์ เนื้อเรื่องกล่าวถึง อินทรชิตโอรสของทศกัณฐ์กำ ลังทำ สงครามติดพันอยู่ กับพระลักษมณ์ จึงใช้กลยุทธลวงพระลักษมณ์และกองทัพวานร โดย อินทรชิตได้แปลงกายเป็นพระอินทร์ เจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และให้กา รุณราชแปลงตัวเป็นช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นพาหนะทรงของตน อีกทั้งให้ บรรดาพลยักษ์นักรบในกองทัพแปลงกายเป็นเทพบุตร และนางฟ้าพากัน เหาะฟ้อนรำ นำ ขบวนไปหน้าช้าง เพื่อลวงพระลักษมณ์ และกองทัพวานร ว่าขบวนเสด็จของพระอินทร์กำ ลังเสด็จผ่านมาในกลางอากาศ อินทรชิต หวังสบโอกาสเหมาะ จะลอบใช้สรพรหมาสตร์แผลงสังหารณ์พระลักษมณ์ และพลวานร ด้วยเหตุนี้ ระบำ ชุดนี้จึงเรียกในวงการนาฏศิลป์ไทยอีกชื่อ หนึ่งว่า "ระบำ หน้าช้าง" น่าจะเป็นเพราะเรียกตามลักษณะระบำ ที่รำ อยู่ หน้าช้าง ประวัติความเป็นมา ระบำ พรหมาสตร์ รูปแบบการแสดง ขั้นตอนที่ 1 รำ ออกตามทำ นองเพลงกลองโยน ขั้นตอนที่ 2 รำ ตามบทร้องในเพลงสร้อยสน ขั้นตอนที่ 3 รำ เข้าตามทำ นองเพลงเร็ว - ลา สำ หรับการแสดงระบำ พรหมาสตร์จะปรากฏอยู่ในการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรต์ตอนศึกพรหมาสตร์ ซึ่งเป็นการรำ ตามรูปขบวนเกียรติยศ เครื่องสูง และมีการเรียงลำ ดับเพลงดนตรี เพลงร้อง และกระบวนท่ารำ เป็นขั้นตอน การรำ แบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้
ดนตรีที่ใช้ในการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ไม้แข็ง เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง เพลงช้า สร้อยสน เพลงเร็ว (ชื่อเพลงต้นบรเทศ และเพลงแขกเบรเทศ) และเพลง ลา บทร้องระบำ พรหมาสตร์ - ปี่พาทย์ทำ เพลงกลองโยน - - ร้องเพลงสร้อยสน - ต่างจับระบำ รำ ฟ้อน ทอดกรกรีดกรายซ้ายขวา ร่ายเรียงเคียงคมประสมตา เลี้ยวไล่ไขว่คว้าเป็นท่าทาง ซ้อนจังหวะประเท้าเคล่าคล่อง เลี้ยวลอดสอดคล้องไปตาม หว่าง วงเวียนเหียนหันกั้นกาง เป็นคู่คู่อยู่กลางอัมพร - ปี่พาทย์ทำ เพลงเร็ว - ลา (บทระบำ นี้พระนิพนธ์โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์)
ผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่อง • พระสวมเสื้อแขนสั้น ศิราภรณ์ชฎายอดชัย • นางศิราภารณ์มงกุฏกษัตรีย์ การแต่งกาย โอกาสที่ใช้แสดง ใช้ประกอบการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดศึกพรหมาสตร์ หรือ สำ หรับการแสดงสาธิตระบำ ในโขนระบำ พรหมาสตร์และใช้แสดงเป็นระบำ เบ็ดเตล็ด แสดงในงานรื่นเริงต่างๆ
ประวัติความเป็นมา เพลงหน้าพาทย์ คือเพลงที่มีทำ นองและจังหวะหน้าทับกำ หนด เป็นแบบแผนรวมทั้งกำ หนดโอกาสที่ใช้ไว้อย่างแน่นอน โดยทั่วไปเพลง หน้าพาทย์มักจะไม่มีบทร้องใช้บรรเลงแต่ทำ นองเพลงอย่างเดียว เพลง หน้าพาทย์ส่วนมากจะมีท่ารำ กำ หนดไว้เฉพาะในแต่ละเพลง และเพลง หน้าพาทย์เพลงเดียวกัน การใช้ท่ารำ ของตัวละคร คือ พระ นาง ยักษ์ ลิง ก็ย่อมจะแตกต่างกันไปด้วย เพลงหน้าพาทย์แบ่งออกเป็นเพลงหน้าพาทย์ ชั้นสูง และเพลงหน้าพาทย์ธรรมดา เพลงพญาเดินเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง ใช้ประกอบกิริยาอาการ ไปมาที่ไม่ซับซ้อนของตัวละครผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเดิมเป็นเพลงที่ใช้ในการสัญจรไป มาระหว่างยักษ์ที่สูงศักดิ์เท่านั้น นับตั้งแต่ยักษ์ต่างเมืองไปจนถึงยักษ์อุปราช และส่วนมากมักจะใช้เฉพาะการเข้าไปฝ้าผู้ใหญ่เท่านั้น เช่น อินทรชิต กุมภกรรณ ขึ้นเฝ้าทศกัณฐ์ หน้าพาทย์พญาเดิน การแต่งกาย แต่งกายแบบยืนเครื่อง เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ เครื่องใหญ่ บทร้องและทำ นองเพลง เป็นเพลงที่ไม่มีบทร้องมีแต่ทำ นองเพลง โอกาสที่นำ ไปใช้ ใช้สำ หรับประกอบการแสดงโขน ละคร
นาฏยศัพท์สำ คัญ • ใช้หน้าหนัง หมายถึง การปฏิบัติลีลาประกอบท่ารำ เน้นที่ ร่างกายท่อนบน ตั้งแต่เอวจรดศีรษะ เริ่มด้วยเบือนหน้ามองด้านข้าง พร้อมกับกดไหล่ กดเกลียวข้าง แล้วคืนตัวตามจังหวะ ใช้หน้าหนังปฏิบัติ ได้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
ประวัติความเป็นมา ฟ้อนเล็บเป็นการฟ้อนชนิดหนึ่งของชาวไทยภาคเหนือ เหตุที่เรียก ฟ้อนเล็บ เพราะเรียกตามลักษณะของผู้ฟ้อน ผู้ฟ้อนจะต้องใส่เจ็บทั้ง 4 นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ คล้ายกับฟ้อนเทียนที่ผู้ฟ้อนจะถือเทียนอยู่ในมือ แบบ ฉบับของการฟ้อนที่ดีได้รักษาไว้เป็นแบบแผนในคุ้มเจ้าหลวง เป็นศิลปะที่ นิยมรำ กันในราชสำ นัก ไม่ค่อยแพร่หลายในหมู่ประชาชน มาแพร่หลายต่อ เมื่อคราวที่ช่างฟ้อนมาฟ้อนในงานสมโภชพระเศวตคชเดชดิลกช้างเผือก ใน รัชกาลที่ 7 โดยผู้ฟ้อนเป็นช่างฟ้อนของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ส่งมา ฟ้อน (ช่างฟ้อน ใช้เรียกหญิงสาวที่ได้รับการฝึกหัดการฟ้อน เด็กสาวคนใด หน้าตาสวยงาม ทั้งมีฝีมือในการฟ้อนดี จะได้รับเลือกเป็นช่างฟ้อน) ที่รำ มี ลีลาอ่อนช้อย สวยงาม ถือเป็นศิลปะประจำ ภาคเหนือ และปัจจุบันการ ฟ้อนเล็บยังมีอยู่เพราะเป็นวัฒนธรรมประจำ ท้องถิ่นควรอนุรักษ์ไว้ เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง ประกอบด้วยเครื่องดนตรีของภาคเหนือ คือ ปีแน โหม่ง ฉาบใหญ่ กลองแอ่วหรือกลองยาวใหญ่ กลองตะโล้ดโป๊ด และฆ้องหุ่ย เมื่อนำ มาแสดง ในภาคกลาง อาจใช้ระนาดบรรเลงประกอบการแสดงด้วย บทร้องและทำ นองเพลง ใช้เพลงฟ้อนเล็บและเพลงผีมด เนื้อร้องเป็นภาษาพื้นเมืองของชาว ไทยภาคเหนือ ฟ้อนเล็บ
บทร้องเพลงฟ้อนเล็บ ตี้ปาโม่ปาลา ซังไซยาโอมอง ฮือ โล๊ะ แลเปี้ยวมะรันโช มโหลา รำ มะแจ้ ตีปา ตะแน ป้าน ป่าน โต้เว เฮ เต้ เต โล่ ลา ฮ้า ฮา ฮา ฮา ฮา เว เต โล่ ลา กิตแต่โช โปลั่นเปียว เอโส เอ ส่า โล่ ลา ปี่พาทย์ทำ เพลงผีมด การแต่งกาย นุ่งผ้าถุงลายขวางยาวกรอมเท้า เชิงผ้าปักสวยงาม สวมเสื้อแขนยาว คอตั้ง ห่อสไบสวมเครื่องประดับ ได้แก่ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู สร้อย ตัว ผมด้านหน้าเกล้าตั้งสูงเล็กน้อยคล้ายกระบังด้านหลังเกล้าเป็นมวยสูง ติดดอกไม้ด้านซ้าย ห้อยอุบะยาวลงมาระดับไหล่หรือติดดอกไม้ ทองไหวเสียบติดอยู่กลางศีรษะ สวมเล็บทองเหลือง 8 นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ โอกาสที่ใช้แสดง ฟ้อนเล็บใช้แสดงได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งต่างจากฟ้อน เทียนที่ใช้แสดงในเวลากลางคืนได้เพียงอย่างเดียว ฟ้อนเล็บใช้แสดงใน โอกาสต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง หรือแสดงในงานรื่นเริงต่าง ๆ
นาฎยศัพท์ที่สำ คัญ (ชื่อเฉพาะ) • ท่าบิดบัวบาน คือ ลักษณะการม้วนมือจีบพร้อมกันทั้ง 2 มือ ตั้งข้อ มือขวาทับข้อมือซ้าย ตั้งวงสูงระดับตา ม้วนจีบขวาออกด้านนอก พร้อมกับ ม้วนจีบซ้ายเข้าด้านใน หมุนข้อมือจีบทั้งสองเป็นวงกลม จนกระทั่งมือจีบ ซ้ายหมุนมาอยู่ข้งบน จึงค่อยคลายจีบออกเป็นตั้งวง มือจีบขวาหมุนลงมา อยู่ข้างล่าง ก็ค่อย ๆ คลายจีบออกเป็นตั้งวง ปฏิบัติเช่นนี้สลับกันไป
ฟ้อนเทียน ประวัติความเป็นมา ฟ้อนเทียนเป็นศิลปะพื้นเมืองแบบหนึ่งของชาวไทยภาคเหนือผู้แสดง เป็นหญิงแสดงเป็นหมู่ทำ นองเพลงและท่ารำ ได้เข้ามาแพร่หลายใน กรุงเทพฯ เมื่อคราวงานฉลองสมโภชขึ้นระวางพระเศวตเดชดิลก พระคชาธารใน รัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2470 ผู้ฟ้อนในมือจะถือเทียนจุดไฟทั้งสองมือ ตาม ปกติจะนิยมฟ้อนที่กลางแจ้งในเวลากลางคืน ฟ้อนเทียนนี้เข้าใจว่า แต่เดิม คงจะใช้ฟ้อนสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืองานพระราชพิธีในพระราชฐาน แต่ต่อมานำ มาฟ้อนประกอบเฉพาะงานสำ คัญ เช่น ในคุ้มเจ้าหลวง ผู้ฟ้อน ส่วนมากเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายใน ความงามของการฟ้อนนี้อยู่ที่แสง เทียนถือส่องหน้าช่างฟ้อน และการบิดข้อมือที่ถือเทียนอย่างมีศิลปะ โดย อาการเคลื่อนไหวไปมาอย่างช้าๆ เพื่อมิให้ดวงเทียนดับ นับเป็นศิลปะที่ งดงามน่าดูน่าชมยิ่ง ผู้ที่นำ เอารำ ฟ้อนเทียนมาสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป คือ อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย สำ หรับบทร้องที่ เป็น ของเดิม เป็นพระนิพนธ์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี แต่บทร้องที่ใช้ใน บทเรียนเป็นบทที่แต่งขึ้นโดยอาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญการสอน ดนตรีไทย ดนตรีที่ใช้ในการแสดง นำ เครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือมาผสมกับเครื่องดนตรีวงปี่พาทย์ เครื่องห้าเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือ ประกอบด้วย กลองแอว กลองตะโล้ด โปิด ปีแน โหม่ง ฆ้องหุ่ย ฉาบใหญ่ วงปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วย ปีใน ระนาด ฆ้องวงใหญ่ กลอง ทัด ตะโพน ฉิ่ง
เพลงที่ใช้บรรเลงและขับร้อง ดนตรีบรรเลงเพลงฟ้อนเมือง เพลงร้องใช้ทำ นองเพลงซอยิ้น และ ตอนท้ายบรรเลงเพลงลาวจ้อย บทร้องเพลงฟ้อนเทียน ปวงข้าเจ้า ยินดีที่เนา ในถิ่นไทยสถาน ระเริงระรื่น ชุมชื่นใจบาน ทุกถิ่นเทิดศาน ติสุขนานา เบิ่งดอกไม้ ช่างงามวิไล ลออพอตา หลายสีเลอสรร หลากพันธุ์ผกา ชุ่มชื่นนาสา พาใจใฝ่ชม ปวงประชา ยลพักตร์ลักขณา ช่างงามขำ คม หน้าตาชื่นบาน สำ ราญอารมณ์ จิตน้อมนิยม โอบอ้อมอารี มั่นรักษา พุทธศาสนา แนบดวงฤดี ส่งเสริมศิลปะ บ่ละประเพณี ผูกมิตรไมตรี ตรึงชาตินปวง - ดนตรีทำ เพลงลาวจ้อย - การแต่งกาย นุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้า สวมเสื้อคอตั้งเข้ารูปแขนยาว ตัวยาวจรดสะโพก ห่มสไบ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สร้อยตัวต่างหู ผมเกล้าทรงสูง มุ่นมวยด้านหลัง และห้อยอุบะด้านซ้าย ผู้รำ ถือเทียนขี้ผึ้งแท่งกลมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ชม. ยาว 19 ชม. จำ นวน 2 เล่ม
นาฏยศัพท์ที่ใช้ประกอบท่ารำ • ก้าวเท้าเรียง - คือ การก้าวเท้าเดินไปข้าง ๆ โดยหันตัวไปด้านข้าง ซ้ายหรือขวา จะก้าวเดินขึ้นหรือเดินลงในลักษณะก้าวเท้าหนึ่งไปด้านข้าง ในลักษณะไขว้ไปข้างหน้า วิธีถือเทียน 1. ถือในลักษณะตั้งมือ โดยตั้งมือขึ้น กรีดนิ้วมือทั้งสี่ให้ตึง ใช้นิ้วชี้ และนิ้วกลางคีบเทียนอยู่ในระหว่างนิ้วทั้งสอง ใช้สันนิ้วหัวแม่มือที่เหยียดตึง ยึดปลายลำ เทียนด้านล่างให้ตั้งตรง 2. ถือในลักษณะหงายมือ หงายมือให้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง จับ แนบให้ลำ เทียนอยู่ตรงกลางของนิ้วทั้งสาม ใช้อุ้งมือยึดปลายลำ เทียนด้าน ล่างให้ตั้งตรง ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดให้ตึง หักข้อมือเข้าหาลำ แขน 3. ถือในลักษณะบิดข้อมือ สองมือถือเทียนในลักษณะตั้งมือ โดยหัน หลังมือให้ข้อมือชิดกัน แล้วบิดข้อมือทั้งสองเคลื่อนไปจนข้อมือด้านในมา ชนกัน แล้วบิดข้อมือทั้งสองเคลื่อนหลังให้กลับมือชนกันดังเดิม
ประวัติความเป็นมา รำ วงมีกำ เนิดมาจากรำ โทน แต่เดิมรำ โทนเป็นการละเล่นพื้นเมือง อย่างหนึ่ง ที่นิยมเล่นกันในฤดูเทศกาลของท้องถิ่นบางจังหวัด คำ ว่า "รำ โทน" สันนิษฐานว่าเรียกชื่อจากการเลียนเสียงตามเครื่องดนตรีประกอบ จังหวะที่เป็นหลัก คือ "โทน" ซึ่งตีเป็นลำ นำ เสียง "ป๊ะ โทน ป๊ะ โทน ป๊ะ โทน โทน" เครื่องดนตรีที่ใช้ในการรำ โทน ได้แก่ นิ่ง กรับ และโทน ลักษณะการ รำ โทนนั้นเป็นการรำ ระหว่างชายกับหญิง ให้เข้ากับจังหวะโทน โดยไม่มีท่า รำ กำ หนดเป็นแบบแผนตายตัว ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 รำ โทนได้นิยมอย่างแพร่หลาย จึงมีผู้ ประพันธ์เพลงและบทร้องประกอบการรำ ขึ้น นิยมนำ ไปเล่นกันอย่างแพร่ หลาย ตามจังหวัดอื่น ๆ บทร้องมีหลายลักษณะ เริ่มตั้งแต่บทชมโฉม บทเกี้ยวพาราสี บทสัพยอกหยอกเย้าและบทพร่ำ พรอดร่ำ ลาจากกัน เป็นต้น ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2487 กรมศิลปากร ได้แต่งบทร้องและทำ นองเพลง ขึ้นใหม่ 4 เพลง และต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งเนื้อร้อง ใหม่อีก 6 เพลง โดยให้กรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ แต่งทำ นองให้ ผู้แต่งบทร้อง เพลงงามแสงเดือน ชาวไทย รำ ชิมารำ และคืนเดือนหงาย คือ นายเฉลิม เศวตนันท์ผู้แต่งทำ นองเพลง คือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้คิด ประดิษฐ์ท่ารำ คือ หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรนาวิก อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ และคุณครูมัลลี คงประภัสร์ รำ วงมาตรฐาน
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ได้ตามโอกาส การแต่งกาย แต่งได้หลายลักษณะทั้งแบบชาวบ้าน แบบรัชกาลที่ 5 แบบสากลนิยมแบบราตรีสโมสร แบบชาวบ้าน แบบรัชกาลที่ 5 แบบสากล แบบราตรสโมสร
ขั้นตอนที่ 1 ผู้แสดงชาย และหญิงเดินออกมาเป็นแถวตรงสองแถว หันหน้าเข้าหากัน ต่างฝ่ายทำ ความเคารพด้วยการไหว้ ขั้นตอนที่ 2 รำ แปรแถวเป็นวงกลมตามทำ นองเพลง และรำ ตาม บทร้องรวม 10 เพลง โดยเปลี่ยนท่ารำ ไปตามเพลงต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรำ ซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ ขั้นตอนที่ 3 เมื่อรำ จบบทร้องในเพลงที่ 10 ผู้แสดงรำ เข้าเวที ทีละคู่ ตามทำ นองเพลงจนจบ รูปแบบ และลักษณะการแสดง รำ วงมาตรฐาน เป็นการรำ หมู่ประกอบด้วยผู้แสดง 8 คน ท่ารำ ประดิษฐ์ขึ้นจากท่ารำ มาตรฐานในเพลงแม่บท ความสวยงามของการรำ อยู่ ที่กระบวนท่ารำ ที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละเพลง และเครื่องแต่งกายไทย สมัยต่าง ๆ รวมทั้งรูปแบบการแสดงในลักษณะการแปรแถวเป็นวงกลม การรำ แบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 2
เพลงหญิงไทยใจงาม เดือนพราวดาวแวววาวระยำ แสงดาวประดับส่องให้เดือนงามเด่น ดวงหน้าหน้าโสภาเพียงเดือนเพ็ญ คุณความดีที่เห็นเสริมให้เด่นเลิศงาม ขวัญใจหญิงไทยส่งศรีชาติ รูปงามพิลาศใจกล้ากาจเริงนาม เกียรติยศก้องปรากฏทั่วคามท หญิงไทยใจงามยิ่งเดือนดาวพราวแพรว เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่ จันทร์ประจำ ราตรี แต่ขวัญพี่ประจำ ใจ ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย ถนอมแบบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย เพลงยอดชายใจหาญ โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี น้องขอร่วมชีวี กอบกรณีย์กิจชาติ แม้สุดยากลำ เค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม น้องจักสู้พยายาม ทำ เต็มความสามารถ เพลงบูชานักรบ น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มั่งคงกล้าหาญ เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มานะอดทน หนักแสนหนัก พี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ น้องรัก รักบูชาพี่ ที่ขยันกิจการ บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำ ทุกด้านทำ ทุกด้านครันครบ น้องรัก รักบูชาพี่ ที่รักชาติ ที่รักชาติยิ่งชีวี เลือดเนื้อพี่ พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ ยงอยูู่่พิภพ
ประวัติความเป็นมา เพลงปลุกใจ คือ เพลงที่มีทำ นองหนักแน่นเร้าใจ ก่อให้เกิดความ สามัคคี ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และร่วมมือกันในการ ป้องกันชาติ เพลงศึกบางระจัน เป็นเพลงปลุกใจ แต่งคำ ร้องและทำ นอง โดย นายสุรินทร์ ปียะนันทร์ เป็นเพลงนำ เรื่องและเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง ศึกบางระจัน ต่อมา พ.ศ. 2525 วิทยาลัยนาฎศิลป ได้ประดิษฐ์ท่ารำ ขึ้น เพื่อบันทึกเทปโทรทัศน์ ณ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เนื่องใน งานวันกองทัพไทย ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ คุณครูกรี วรศะริน การแต่งกาย • ชาย ใส่เสื้อแขนสั้นลงยันต์ ใส่ตะกรุด ใส่เชือกถักและผ้ายันต์ • หญิง ใส่เสื้อคอกลม แขนสามส่วนหรือแขนยาว นุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มผ้าตะเบงมาน ใส่ตะกรุด อุปกรณ์ประกอบการแสดง ถือดาบ 2 เล่ม ดนตรีที่ใช้ในการแสดง ใช้วงดนตรีสากล เพลงปลุกใจบางระจัน แต่งกายในลักษณะดังภาพ ผู้แสดงถือดาบ 2 ข้าง
ศึกบางระจัน จำ ให้มั่นพี่น้องชาวไทย เกียรติประวัติสร้างไว้แด่ชนชาติไทยรุ่นหลัง แม้ชีวิต ยอมอุทิศเมื่อชาติอับปาง เลือดไทยต้องมาไหลหลั่งทาทั่วพื้นแผ่นดินทอง ไทยคงเป็นไทย มิใช่ชาติเป็นเชลย ไทยไม่เคยถอยร่นชนชาติศัตรู บางระจันแม้สิ้นอาวุธสู้ สองดาบฟาดฟันศัตรสู้จนชีพตนมลาย ตัวตายดีกว่าชาติตาย เพียงเลือดหยาดสุดท้ายขอให้ไทยคงอยู่ แดนทองของไทยมิให้ศัตรู แม้นใครรุกรานเราสู้เพื่อกู้แหลมถิ่นไทยงาม เนื้อเพลงปลุกใจบางระจัน
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง การแสดงนาฏศิลป์ไทย ดนตรีถือเป็นองค์ประกอบสำ คัญที่ส่งให้การ แสดงสมบูรณ์ ซึ่งลักษณะวงที่นำ มาใช้ในการแสดงคือ วงดนตรีปี่พาทย์ (เครื่องห้า เครื่องคู่ เครื่องใหญ่) โดยดูจากความเหมาะสมของชุดการแสดง และสถานที่จัดแสดง และยังสามารถพบเห็นวงปี่พาทย์พิเศษที่มีมานำ เครื่องดนตรีชนิดอื่นเข้ามาเสริมเพื่ออรรพรสของเสียงที่จะช่วยส่งให้การ แสดงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตัวอย่างภาพวงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ เครื่องใหญ่
ตัวอย่างวงปี่พาทย์เครื่องห้าที่มีการเพิ่มเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคใต้ เข้ามาในการบรรเลงประกอบชุดการแสดงระบำ ร่อนแร่ โดยมีการเพิ่มทับ กลองตุ๊ก โหม่งคู่ กรับ เพื่อให้การแสดงชุดนี้มีกลิ่นไอของความเป็นภาคใต้มากยิ่งขึ้น
บุ ษ ริ น ท ร์ ม า ป ร ะ โ พ ธิ์ ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณเจ้าของข้อมูลต่างๆไม่ว่า จะเป็นประวัติความเป็นมา รูปภาพเครื่องแต่ง กาย รวมทั้งแนวคิด รูปแบบการจัดทำ รายงาน บางส่วน ที่ข้าพเจ้าได้นำ มาเรียบเรียงเพิ่มเติมนี้ เพื่อเป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ได้ศึกษา และเข้าใจองค์ประกอบในการแสดงมาก ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้