วัดพระธาตผุ าซอ่ นแก้ว
ต้งั อยบู่ ริเวณเนินเขาในอาเภอเขาคอ้ ต้งั อยทู่ ่ามกลางภูเขาท่ีสูงใหญ่ซอ้ นกนั เป็นทิวเขา เรียงราย มี
เจดียพ์ ระธาตุผาแกว้ ตกแต่งดว้ ยถว้ ยกระเบ้ือง หินสีต่างๆ ดูงดงามแปลกตาและบริเวณใตฐ้ าน
พระเจดียใ์ ชเ้ ป็นที่เกบ็ รวบรวมหลกั ธรรมคาสอน ภาพปริศนาธรรม และเป็นท่ีเจริญสติภาวนา
สาหรับพทุ ธศาสนิกชนทวั่ ไป รวมถึงอุโบสถพระพุทธเจา้ 5 พระองค์ อนั งดงามประกอบดว้ ย
ศาลาพระหยกเขียว เรือนอาคนั ตุกะ กฏุ ิสงฆ์ มีกฏุ ิวเิ วกสาหรับผปู้ ฏิบตั ิธรรมอนุญาติศาลาปฎิบตั ิ
ธรรม(ศาลาพระหยกเขียว) สถานที่อนั เป็นธรรมภูมิท่ีงดงาม ซ่ึงเรียกวา่ ผาซ่อนแกว้ น้ี มีธรรมชาติเป็น
ภูเขาท่ีสูงใหญ่ ซอ้ นกนั เป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบตั ิธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่าน
น้นั มีถ้าอยบู่ นปลายยอดเขา ซ่ึงมีชาวบา้ นทางแดงหลายคน ไดเ้ ห็นลูกแกว้ ลอยเหนือฟากฟ้า และลบั หายเขา้
ไปในถ้าบนยอดผา ชาวบา้ นเช่ือวา่ เป็นพระบรมสารีริกธาตุเสดจ็ มา และตา่ งถือวา่ เป็นสถานท่ีมงคล มีความ
ศกั ด์ิสิทธ์ิและเรียกตาม ๆ กนั วา่ “ผาซ่อนแกว้ ” และพุทธสถานที่มาต้งั ในจุดที่โอบลอ้ มดว้ ยทิวเขาดงั กล่าว จึง
เรียกวา่ “พทุ ธธรรมสถานผาซ่อนแกว้ ” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบา้ นทางแดง และผมู้ าปฏิบตั ิธรรมสืบไป
วดั พระธาตุผาซ่อนแกว้ ก่อต้งั ข้ึนเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแกว้ ” ไดร้ ับ
การอนุมตั ิจดั ต้งั เป็ นวดั ในมงคลนามวา่ “วดั พระธาตุผาแกว้ ” เม่ือวนั ท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จาก
คณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลดั ปารมี สุรยทุ โธ เป็นเจา้ อาวาส ซ่ึงปัจจุบนั ได้เปล่ียนช่ือวดั
เป็น “วดั พระธาตุผาซ่อนแกว้ ” เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกบั บริเวณท่ีต้งั ซ่ึงแตเ่ ดิม
ชาวบา้ นเรียกกนั วา่ “ผาซ่อนแกว้ ”
วดั พระธาตุผาซ่อนแกว้ ต้งั อยใู่ นชยั ภูมิธรรม ณ บริเวณเนินเขาในหมูบ่ า้ นทางแดง ต.แคมป์ สน อ.
เขาคอ้ จ.เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวณิ ี และ คุณอุไร โชติกลู ไดม้ ีจิตศรัทธาซ้ือท่ีดินถวายเริ่มแรกจานวน ๒๕ ไร่
เพ่อื ก่อสร้างเป็นสถานท่ีปฏิบตั ิธรรมแก่พระสงฆ์ และพทุ ธศาสนิกชนทวั่ ไป ปัจจุบนั มีผรู้ ่วมถวายปัจจยั ซ้ือ
ที่ดินเพิ่มรวมท้งั สิ้นมีที่ดินรวม ๙๑ ไร่
พระครูปลดั ปารมี สุรยทุ โธ และ พระครูใบฎีกาอานาจ โอภาโส สองครูบาอาจารยค์ ู่บุญคู่บารมี
ร่วมกบั คณะศิษยานุศิษยแ์ ละเหล่าผมู้ ีจิตศรัทธาจากทวั่ ประเทศไดร้ ่วมกนั จดั สร้างเสนาสนะ กฏุ ิท่ีพกั สงฆ์
อาคารปฎิบตั ิและบรรยายธรรม รวมถึงอาคารที่พกั ผปู้ ฏิบตั ิธรรมเพ่ือรองรับคณะผมู้ ีจิตศรัทธาจากทุกแห่ง
หนที่ หลงั่ ไหลกนั เขา้ มาอบรมภาวนาในแนวสติปัฎฐานส่ี แห่งองคพ์ ระบรมศาสดาสัมมาสมั พุทธเจา้ กนั
อยา่ งต่อเนื่อง เป็นที่ปิ ติยนิ ดียงิ่ ของครูบาอาจารยก์ บั เหล่าบรรดาศิษยานุศิษยท์ ี่ไดร้ ่วม แรงร่วมใจ สละท้งั
แรงกาย แรงทรัพย์ พร้อมท้งั ความวริ ิยะอุตสาหะ และ ความต้งั ใจมน่ั เพื่อใหว้ ดั พระธาตุผาซ่อนแกว้ เป็นท่ี
ปฏิบตั ิภาวนาสาหรับผมู้ ีจิตศรัทธาสืบต่อไป
เขาค้อ
ต้งั อยใู่ กลก้ บั ไปรษณียเ์ ขาคอ้ ซ่ึงเรียกไดว้ า่ เป็นจุดชมทะเลหมอกท่ีอยใู่ นละแวกเดียวกนั ท่ี
สามารถชมไดพ้ ร้อมกนั ทะเลหมอกมีใหช้ มเยอะในช่วงปลายฝนตน้ หนาวและฤดูหนาว ยงิ่ ใน
วนั ใดท่ีมีสภาพอากาศโปร่งทอ้ งฟ้าสดใสแลว้ จะไดเ้ ห็นภาพทะเลหมอกสีขาวท่ีตดั กบั ทอ้ งฟ้าสี
ฟ้าใส แซมดว้ ยดอกไมเ้ มืองหนาวที่ปลูกอยดู่ า้ นล่างเป็นภาพที่งดงามชวนฝันยงิ่ นกั มีใหจ้ นถึง
ประมาณ 9 โมงเชา้ เลยทีเดียว บริเวณจุดชมทะเลหมอก มีร้านคา้ และร้านขายของที่ระลึกต่างๆ
ท่ีจะขายกนั คึกคกั มากในช่วงฤดูหนาวเขาคอ้ เป็ นชอื่ เรยี กรวม ของกลมุ่ ภเู ขา
นอ้ ยใหญ่ ทที่ อดตัวเรยี งราย สลับกันในภาคเหนอื ตอนลา่ ง เป็ นทต่ี ัง้
ของอาเภอเขาคอ้ จังหวดั เพชรบรู ณ์ ซงึ่ เป็ นอาเภอทอี่ ยบู่ นภเู ขา เป็ น
แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทน่ี ่าสนใจ เนอื่ งจากมอี ากาศเย็นสบายตลอดทัง้ ปี
แมแ้ ตใ่ นฤดรู อ้ น อณุ หภมู เิ ฉลยี่ ตลอดทงั้ ปี เพยี ง 18-25 องศาเซลเซยี ส
เทา่ นัน้ มสี ถานทท่ี อ่ งเทยี่ วมากมายใหไ้ ดม้ าพักผอ่ น โดยยอดเขาสงู
หลายแหง่ ทน่ี ่าสนใจ เชน่ เขายา่ ซง่ึ เป็ นทต่ี ัง้ ของพระตาหนักเขาคอ้ มี
ความสงู 1,290 เมตร จากระดับน้าทะเลปานกลาง ยอดเขาผาซอ่ นแกว้
มคี วามสงู มากกวา่ 1,300 เมตร สว่ นยอดเขาคอ้ ซง่ึ เป็ นทตี่ งั้ ของ
อนุสรณ์สถานผเู ้ สยี สละ เขาคอ้ มคี วามสงู 1,174 เมตร สภาพอากาศบน
เขาคอ้ จงึ คอ่ นขา้ งเย็น และเย็นจัดในฤดหู นาว และยังมที ัศนยี ภาพที่
สวยงาม เป็ นแหลง่ ชมทะเลหมอกทส่ี วยมากแหง่ หนง่ึ ทไ่ี มไ่ กลจาก
กรงุ เทพฯ มากนัก
ชอ่ื เขาคอ้ มที มี่ าจาก ป่ าบรเิ วณนมี้ ตี น้ คอ้ ขน้ึ อยมู่ าก ซง่ึ โดยปกตติ น้ คอ้
จะขนึ้ ในพน้ื ทที่ มี่ ภี มู อิ ากาศหนาวเย็น ป่ าไมใ้ นแถบนเ้ี ป็ นป่ าเต็งรังหรอื
ป่ าไมส้ ลัดใบ ป่ าสน และป่ าดบิ ทน่ี ่าสนใจก็คอื พันธไุ์ มต้ ระกลู ปาลม์
ลักษณะคลา้ ยตน้ ตาล แตอ่ อกผลเป็ นทะลายคลา้ ยหมาก แมป้ ัจจบุ นั ป่ า
จะถกู ถางไปมากก็ตาม แตก่ ย็ งั มใี หเ้ ห็นอยบู่ า้ ง
จดุ เดน่ ของเขาคอ้ คอื การเทย่ี วชมทะเลหมอกในฤดฝู น และฤดหู นาว
ซง่ึ อยบู่ รเิ วณจดุ ชมววิ เหนอื อา่ งเกบ็ น้ารัตนัย ใกลก้ บั สถานทส่ี าคญั ทาง
ราชการหลายแหง่ ในอาเภอเขาคอ้ นอกจากจะมคี วามสวยงามตาม
ธรรมชาตแิ ลว้ ยังเป็ นสถานทสี่ าคัญอยา่ งยง่ิ ทางประวตั ศิ าสตรข์ อง
ประเทศ เนอื่ งจากเป็ นพนื้ ที่ ทที่ างราชการ ใชใ้ นการตอ่ สกู ้ บั
ผกู ้ อ่ การรา้ ยคอมมวิ นสิ ตใ์ นอดตี กอ่ นทผ่ี กค. จะแพพ้ า่ ย และสญู หายไป
จากประเทศไทย ซงึ่ สถานทส่ี าคญั หลายแหง่ บนเขาคอ้ ยังปรากฎ
หลกั ฐานเหลา่ นอ้ี ยจู่ านวนมาก
เขาตะเคยี นโง๊ะ
ต้งั อยใู่ นตาบลหนองแม่นา อาเภอเขาคอ้ จงั หวดั เพชรบูรณ์ เป็นจุดชมววิ ที่สวยท่ีสุดอีกแห่ง
หน่ึงบนเขาคอ้ ที่สามารถ สามารถชมทะเลหมอกไดร้ อบทิศแบบ 360 องศา พร้อม
บรรยากาศของพระอาทิตยข์ ้ึนในยามเชา้ จากจุดชมววิ เขาตะเคียนโงะ๊ สามารถมองเห็นววิ ทิวเขา
อนั สวยงามที่อยเู่ บ้ืองหนา้ เป็นเขาป่ ู เขายา่ ที่มีรูปทรงคลา้ ยภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงผนื ป่ าของเขาคอ้
และเส้นทางถนนท่ีทอดยาวมายงั จุดชมววิ ที่อยเู่ บ้ืองล่างพีท่ ่ีมาดว้ ยกนั เขาบอกวา่ มาต้งั หลายคร้ังแลว้
ไม่เคยเห็นท่ีนี่สวยงามเท่าวนั น้ีมาก่อน “มนั ก็เป็นแบบน้ีแหละครับ ธรรมชาติ ไมส่ ามารถคาดเดาได้ บางทีก็
ตอ้ งอาศยั ดวงเหมือนกนั นะ” ผมตอบกลบั ไปดว้ ยรอยยมิ้ เหลือบไปมองแสงอาทิตย์ กาลงั ทอดเป็นลา สาด
ส่องไปยงั ผนื ป่ าและทิวเขา เป็นภาพความงามท่ีผมลืมไมล่ ง และก็คิดวา่ ตน้ ไมพ้ วกน้นั คงจะรู้สึกดีใจไม่ต่าง
จากผม ท่ีวนั น้ีเขาไดพ้ บกบั พระอาทิตยอ์ ีกคร้ังเขาตะเคียนโงะ๊ ในวนั น้นั เป็นเหมือนดงั ภาพวาด โดยมีม่าน
หมอกและแสงอาทิตยส์ ีส้มเป็นผสู้ ร้างสรรคผ์ ลงาน ทุกอยา่ งเกิดข้ึนเป็นปกติมานานมากแลว้ จนกระทง่ั เป็น
ความมหศั จรรยไ์ ดเ้ พราะมนุษยเ์ ป็นผพู้ บเห็น เพราะมนุษยม์ กั จะมีความเป็นอยใู่ นสังคมเมือง เจอแตเ่ หล่ียม
มุมทา่ มกลางตึกสูง พอไดม้ าสมั ผสั กบั ธรรมชาติ ทาใหเ้ กิดความอิ่มใจและมีความสุขเป็นพิเศษ ผมก็เป็น
เช่นน้นั ไม่มีความรู้สึกเบื่อเลยสกั คร้ัง กบั การรอคอยพระอาทิตยข์ ้ึน มาทกั ทายที่ปลายขอบฟ้า ผมยกขาต้งั
กลอ้ ง พร้อมบอกลาเพ่อื นร่วมอุดมการณ์ขา้ ง ๆ เราพูดคุยกนั ระหวา่ งถ่ายภาพพระอาทิตย์ เขาเป็นเดก็ หนุ่มผมู้ ี
หวั ใจรักการเดินทาง เขาบอกวา่ เขามกั จะเดินทางไปยงั ที่ต่าง ๆ คนเดียว มนั ช่วยจุดไฟอะไรบางอยา่ งในตวั
ผม รู้สึกเหมือนไดเ้ ติมพลงั งานหวั ใจ เราแลกเฟซบุก๊ กนั ผมเดินไปข้ึนรถพร้อมคาพูดท่ีผดุ ข้ึนมาในหวั
“มิตรภาพของการเดินทาง นี่สินะ ของขวญั ที่ธรรมชาติมอบให้
จุดชมววิ ทะเลหมอกวดั กองเนียน
อีกหน่ึงจุดทะเลหมอกยอดฮิตที่ไม่ไกลจากจุดชมวิวเขาตะเคียนโงะ๊ ต้งั อยภู่ ายในวดั กองเนียน
ทางเดียวกบั ทางไปพระตาหนกั เขาคอ้ ถึงแมว้ า่ องศาในการชมของทะเลหมอกที่น่ีจะไม่
กวา้ งไกลแบบ 360 เหมือนเขาตะเคียนโงะ๊ แต่ความงดงามของทะเลหมอกและแสงท่ีลอด
ผา่ นไปยงั ทิวเขาท่ีเรียงรายกนั มีตน้ คอ้ ข้ึนแบบโดดเด่นเดียวดาย รวมถึงบา้ นหลงั นอ้ ยโดดเด่นท่ี
ต้งั อยรู่ ิมสันเขา เม่ือองคป์ ระกอบท่ีสวยงามท้งั หมดน้ีไดม้ าอยรู่ วมกนั ทาใหจ้ ุดชมววิ วดั กองเนียน
น้นั เป็นอีกหน่ึงจุดชมววิ ทะเลหมอกที่น่าสนใจอีกจุดหน่ึงบนเขาคอ้
ท่งุ กงั หนั ลม
อีกหน่ึงแลนดม์ าร์คใหม่ล่าสุดแห่งเขาคอ้ ท่ีสวยงาม ต้งั อยใู่ นพ้นื ที่หมู่บา้ นเพชรดา จงั หวดั
เพชรบูรณ์ เม่ือเขา้ มาในบริเวณแคมป์ สนเพือ่ ไปยงั เสน้ ทางท่องเที่ยวหลกั บนเขาคอ้ จะ
สามารถมองเห็นกาหนั ลมโดดเด่นไดอ้ ยา่ งง่ายได้ เนื่องจากจุดท่ีต้งั ของโครงการทุ่งกงั หนั ลม อยู่
บนเนินเขาสูง บนระดบั ความสูงกวา่ น้าทะเลประมาณ 1,050 เมตร ตระหง่านบนท่ีราบยอด
เขาเน้ือที่ 350 ไร่ จึงสามารถมองเห็นววิ ทิวทศั นไ์ ดก้ วา้ งไกล
The blue sky garden
เขาค้อ สวนดอกไมส้ ไตลอ์ งั กฤษท่ามกลางขนุ เขา ต้งั อยใู่ นพ้นื ที่ของบลูสกายรีสอร์ท เขาคอ้
อีกหน่ึงจุดท่องเท่ียวยอดฮิต สาหรับผทู้ ่ีชื่นชอบสวนสวย อยากหามุมถ่ายภาพหวานสไตลเ์ จา้
หญิง เคียงคู่ดอกไมแ้ ละดอกหญา้ พริ้วไหว แถมช่วงไหนฝนตกจะไดพ้ บกบั สายหมอกบางได้
บรรยากาศโรแมนติกชวนฝันเป็นอยา่ งมาก
ทุ่งดอกเวอร์บีน่าเขาค้อ
ต้งั อยภู่ ายในไร่ GB ซ่ึงต้งั อยใู่ นเส้นทางเดียวกบั ทุ่งกงั หนั ลมเขาคอ้ ท่ีต้งั อยบู่ นหุบเขามองเห็น
ววิ ทิเขาสลบั ซบั ซอ้ น รวมถึงววิ ของทุ่งกงั หนั ลมอยเู่ บ้ืองหนา้ โดยปกติทุ่งดอกเวอบีน่าจะบาน
อวดโฉมในช่วงฤดูฝนในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม และอาจบานอีกคร้ังในช่วงเดือนกนั ยายน
ไปจนถึงช่วงปลายตุลาคม เพ่มิ สีสันของการท่องเที่ยวบนเขาคอ้ ไดม้ ากยงิ่ ข้ึน ซ่ึงสามารถเช็คกบั
ทางไร่ GB ไดโ้ ดยตรง
จุดชมววิ คงิ คองเขาค้อ
ต้งั อยบู่ ริเวณทุ่งกงั หนั ลมเขาคอ้ และไร่ GB เป็นจุดชมววิ ที่มีหุ่นฟางคิงคองยกั ษข์ นาดใหญ่
ทางเดินลอยฟ้าไปยงั ลานระเบียงชมววิ ที่สามารถมองเห็นววิ ของเขาคอ้ ไดแ้ บบพาโนราม่า
นอกจากน้ีภายในพ้นื ท่ีของจุดชมววิ ยงั มีมุมถ่ายภาพท่ีน่ารักมากมาย ท้งั แปลชิงชา้ รูปป้ันยอด
มนุษยต์ ่าง และมุมของดอกไมเ้ มืองหนาวและดอกหญา้ พริ้วไหวรวมท้งั ท่ีพกั แบบกระโจมเตน้ ท์
ววิ ดีริมภูเขา รวมท้งั ร้านกาแฟ คอยใหบ้ ริการนกั ท่องเที่ยวอีกดว้ ยจุดชมววิ คิงคอง ต้งั อยใู่ นเส้นทาง
เดียวกบั ทุง่ กงั หนั ลม ก่อนถึงไร่ GB นิดนึง เมื่อมาถึงสามารถจอดรถไดห้ นา้ จากน้นั ซ้ือตวั๋ เขา้ ชมพ้ืนที่ดา้ น
ในราคาคนละ 40 บาทภายในจุดชมววิ มีท้งั แปลงดอกไมเ้ มืองหนาวขนาดเลก็ ซ่ึงจะสลบั เปล่ียนหมุนเวยี น
ไปตามฤดูกาล มุมแปลชิงชา้ และหุ่นฟางคิงคองยกั ษ์ 2 ตวั และจระเข้ ท่ีมีมุมท่ีนง่ั สามารถเขา้ ไปสมั ผสั
และถ่ายรูปไดแ้ บบใกลช้ ิดรูปป้ันยอดมนุษยต์ ่างๆ ประดบั ดว้ ยดอกหญา้ พริ้วไหวเดินไปสุดทาง คือ ลาน
ระเบียวชมววิ ที่ทาเป็ นทางเดินทอดยาว สาหรับชมววิ ในมุมกวา้ ง
The Piney Bistro Café
ร้านกาแฟน่านงั่ ววิ หลกั ลา้ นของเขาคอ้ ท่ีหา้ มพลาด ร้านThe Piney ร้านต้งั อยใู่ กลก้ บั วดั ผาซ่อนแกว้
สามารถเดินถึงกนั ได้ ไหวพ้ ระแลว้ สามารถแวะมานง่ั ชมววิ ทานอาหาร จิบเครื่องดื่ม ตวั ร้านมีสองช้นั ท้งั
แบบหอ้ งแอร์และแบบโอเพน่ แอร์รับลม มีพ้ืนท่ีโซนดา้ นนอก เป็นที่นงั่ ริมระเบีบง ในบางวนั สามารถชมววิ
ขนุ เขาและสายหมอกไดแ้ บบใกลช้ ิด
Pino Latte
ต้งั อยบู่ นภูเขาสูงเห็นววิ วดั พระธาตุผาซ่อนแกว้ อยฝู่ ่ังตรงขา้ มกนั รวมท้งั เป็ นอีกหน่ึงจุดชมสายหมอกและ
พระอาทิตยข์ ้ึนที่งดงามในยามเชา้ ในส่วนของร้านกาแฟสร้างแบบโมเดิน์ดีไซน์ มีมีมุมที่นง่ั หลายโซน
รวมท้งั ระเบียงและดาดฟ้าสาหรับข้ึนไปกินรับลม ซ่ึงนบั วา่ เป็นร้านกาแฟที่ววิ สวยอีกแห่งหน่ึงของเขาคอ้ ที่
ไม่ควรพลาดแวะมาสูดอากาศพร้อมด่ืมเครื่องด่ืมทานเบอเกอร่ีอร่อยกนั ไดพ้ โิ น่ ลาเต้ รีสอร์ท แอนด์ คาเฟ่
(Pino Latte Resort and Cafe) ร้านกาแฟดีไซน์เก๋ที่ดดั แปลงมาจากตูค้ อนเทรนเนอร์
ทา่ มกลางววิ ภูเขา 180 องศา บริการท้งั ที่พกั และร้านกาแฟซ่ึงมีจุดเด่นเป็นววิ ของ “วดั พระธาตุผาซ่อน
แกว้ ” ที่ต้งั โดดเด่นอยเู่ บ้ืองหนา้ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน
ข้ึนช่ือวา่ เป็นอีกหน่ึง แลนดม์ าร์คใหม่หากใครไดเ้ ท่ียวเขาคอ้ “Pino Latte พีโน่ ลาเต้ รีสอร์ท” ท่ีพกั
และร้านกาแฟ ที่หากอยตู่ รงร้านแลว้ คุณสามารถมองเห็นวิวเป็นวดั ผาซ่อนแกว้
ตวั ของรีสอร์ทน้นั ต้งั อยบู่ นทาเลท่ีเรียกวา่ ค่อนขา้ งดี เป็นแบบ Boutique Resort ลกั ษณะดดั แปลง
มาจากตูค้ อนเทนเนอร์ “พีโน่ ลาเต้ รีสอร์ท” น้นั มีห้องพกั เพียงแค่ 5 หลงั เท่าน้นั ครับ ถือวา่ นอ้ ยมาก ท่ีนี่เคา้
เนน้ คุณภาพและการบริการเป็นหลกั และราคาพกั ต่อคืนค่อนขา้ งสูงพอสมควร มีใหเ้ ลือกท้งั แบบ หอ้ งดีลกั ซ์
สตูดิโอ เตียงคิงไซส์ หรือจะเลือกเป็นแบบ ห้องดีลกั ซ์ สวที ววิ ภูเขาววิ ดา้ นหนา้ กวา้ งถึง 180 องศาครับทา
ใหเ้ ห็นววิ ของแคมป์ สนเบ้ืองหนา้ ไดช้ ดั เจนมองออกไปไดไ้ กลสุดสายตา คืออารมณ์น้ีผมอยากบินได้ หาก
ใครตอ้ งการรอดูทะเลหมอกมาพกั ท่ีนี่ไมผ่ ดิ หวงั แน่นอน หนาวน้ีแนะนาวา่ ใหร้ ีบจองไวล้ ่วงหนา้ ไดเ้ ลย
ตกั๊ ม๊อ
คอฟฟ่ี & โรงเตี๊ยมสุดขอบฟ้า
ร้านกาแฟและร้านอาหารสไตลจ์ ีน
กาลงั ภายในปรมาจารยต์ ก๊ั มอ้ ต้งั อยบู่ นเนินเขาสูงท่ามกลางววิ ภูเขา ร้านต้งั อยไู่ ม่ไกลจากวดั ผาซ่อนแกว้
มองเห็นวดั พระธาตุผาซ่อนแกว้ อยไู่ ม่ไกล ในบางวนั ช่วงฤดูฝนมีหมอกขาวลอยมาตลอดโดยเฉพาะในช่วง
ฤดูฝนสามารถเห็นหมอกไดเ้ กือบทุกวนั ร้านกวา้ งขวางแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนของร้านอาหารและร้าน
กาแฟ พร้อมระเบียงชมววิ ที่สามารถนง่ั จิบเคร่ืองด่ืม ทานอาหาร ด่ืมด่ากบั ววิ อนั สวยงามที่อยตู่ รงหนา้
พพิ ธิ ภณั ฑ์อาวธุ ฐานอทิ ธิ
เป็นสถานท่ีท่องเท่ียวเชิงประวตั ิศาสตร์แห่งหน่ึงบนเขาคอ้ ซ่ึงเคยเป็นสมรภูมิรบในอดีต ภายในพิพธิ ภณั ฑ์
จดั แสดงอาวธุ ยโุ ธปกรณ์ เช่นปื นประเภทต่าง ๆ ที่ใชใ้ นการสู้รบท้งั ปื นใหญ่ ปื นลูกโม่ ปื นครก อาร์กา้ ฯลฯ
รถถงั รถบรรทุกทหาร เฮลิคอปเตอร์ และมีป้ายอธิบายรายละเอียดสาหรับผทู้ ี่สนใจไดศ้ ึกษาหาความรู้ หาก
ตอ้ งการเขา้ ไปชมดา้ นในเสียค่าบารุงพ้นื ท่ีคนละ 10 บาท เปิ ดใหเ้ ขา้ ชมต้งั แต่เวลา 07.00 -17.00 น
ดา้ นหนา้ ทางเขา้ มีระเบียงชมววิ 2 จุด พพิ ธิ ภณั ฑอ์ าวธุ (ฐานอิทธิ) เป็ นสถานที่ท่ีต้งั ช่ือตามพนั เอกอิทธิ สิมา
รักษ์ ผมู้ ีบทบาทสาคญั ในการตอ่ สู้ยดึ พ้ืนที่เขาคอ้ คืนจากผกู้ ่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ.2524 บริเวณ
น้ีเคยเป็นฐานปื นใหญ่ ยงิ สนบั สนุนการสู้รบ ปัจจุบนั จดั ให้ เป็นพิพิธภณั ฑก์ ลางแจง้ มีอาวธุ ยทุ โธปกรณ์ ที่
ใชใ้ นการสู้รบต้งั อยกู่ ารต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสตใ์ นพ้ืนที่ กองทพั ภาคท่ี 3 บริเวณรอยต่อ 3 จงั หวดั
ไดแ้ ก่ จงั หวดั พิษณุโลก จงั หวดั เลย จงั หวดั เพชรบูรณ์ ไดม้ ีประวตั ิการสู้รบมายาวนานกวา่ 10 ปี ต้งั แต่
พ.ศ. 2511 เป็นตน้ มา ฝ่ ายรัฐบาลตอ้ งเสียกาลงั พลและยทุ โธปกรณ์เป็นจานวนมาก เพื่อลม้ ลา้ งอิทธิพล
ของผกู้ ่อการร้ายคอมมิวนิสตใ์ นพ้นื ที่ และในปี พ.ศ. 2524 พตท.1617 ซ่ึงมีหนา้ ที่ต่อสู้เอาชนะ
มากมาย
อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ
บนยอดสูงสุดของเขาค้อ สร้างขึน้ เพื่อเทอดทูนวรี กรรมของพลเรือน ตารวจ ทหาร ทไ่ี ด้พลชี ีพในการสู้รบ
เพื่อปกป้องพืน้ ทใ่ี น เขตรอยต่อ 3 จังหวดั คือ พษิ ณโุ ลก เพชรบูรณ์ และเลย โดยสร้างเป็ นรูปสามเหลย่ี ม
เป็ นหินอ่อนท้งั หมด หมายถึงการปฏบิ ตั กิ ารร่วมกนั ระหว่างพลเรือน ตารวจ ทหาร ความสูงจากแท่นบูชาถึง
ยอดอนุสรณ์สถานสูง 24 เมตร ผนังภายในบันทกึ ประวตั ิอนุสรณ์ผู้เสียสละ และรายช่ือวรี ชนผ้เู สียสละ
ชีวติ เพ่ือประเทศชาติอนุสรณ์ สถานผเู ้ สยี สละเขาคอ้ ซงึ่ ตัง้ ตระหงา่ นอยบู่ น
ยอดเขา โดดเดน่ ดว้ ยแทง่ หนิ ออ่ นรปู ทรงสามเหลยี่ ม ออกแบบโดย
ดร.กฤษฎา อรณุ วงษ์ ณ อยธุ ยา มคี วามหมายตามขนาดและรปู รา่ งดงั น้ี
-รปู ทรางสามเหลยี่ ม หมายถงึ การปฏบิ ตั กิ ารรว่ มกนั ระหวา่ ง พลเรอื น
ตารวจ และทหาร
- ฐานอนุสรณ์สถานกวา้ ง 11 เมตร หมายถงึ พ.ศ.2511 อนั เป็ นปีเรมิ่ การ
ปฏบิ ัตกิ ารรุนแรงของผกู ้ อ่ การรา้ ยคอมมวิ นสิ ตใ์ นพน้ื ทนี่ ้ี
- ความสงู จากแทน่ บชู าถงึ ยอดอนุสรณส์ ถาน 24 เมตร หมายถงึ พ.ศ.
2524 อนั เป็ นปีทเ่ี ปิดยทุ ธการครัง้ ใหญ่
- ความสงู จากฐานถงึ ยอดอนุสรณ์สถาน 25 เมตร หมายถงึ ปี 2525 อนั
เป็ นปีสน้ิ สดุ การตอ่ สดู ้ ว้ ยอาวธุ
-ความกวา้ งฐานสามเหลยี่ มดา้ นละ 2.6 เมตร หมายถงึ ปี 2526 อนั เป็ นปี
เรม่ิ การกอ่ สรา้ งอนุสรณ์สถานผเู ้ สยี สละแหง่ น้ี
เมอ่ื วันที่ 17 กนั ยายน 2526 พลเอก อาทติ ย์ กาลังเอก ผอู ้ านวยการ
ป้องกันการกระทาอนั เป็ นคอมมวิ นสิ ตท์ ว่ั ไป ไดม้ าทาพธิ วี างศลิ าฤกษ์
โดยสรา้ งขน้ึ ดว้ ยเงนิ บรจิ าค ของประชาชนและขา้ ราชการทกุ ฝ่ าย
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ฯ และสมเด็จพระนางเจา้
พระบรมราชนิ นี าถฯ ไดเ้ สด็จฯ มาเป็ นองคป์ ระธานเปิดอนุสรณ์สถานผู ้
เสยี สละเขาคอ้ เมอ่ื วนั ที่ 20 กมุ ภาพันธ์ 2527 เพอ่ื เตอื นใจคนไทยทัง้
ชาตวิ า่ "ยามใดทค่ี นไทยขัดแยง้ กัน จะตอ้ งมกี ารสญู เสยี อยา่ งผกู ้ ลา้
หาญ 1,171 ชวี ติ ทจ่ี ารกึ ไวก้ บั องคอ์ นุสรณ์ จงอยา่ ใหเ้ กดิ เหตกุ ารณ์
เชน่ นอี้ กี " ทางจังหวดั เพชรบรู ณ์ ไดก้ าหนดวนั ที่ 20 กมุ ภาพันธ์ ของทกุ
ปี ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2527 เป็ นตน้ มา ใหเ้ ป็ นวันสมโภช อนุสรณส์ ถานผู ้
เสยี สละเขาคอ้
บรเิ วณดา้ นขา้ งของอนุสรณส์ ถาน เป็ นฐานจาลองการสรู ้ บ ทเี่ ป็ นเนนิ
เตย้ี ๆ มหี ลมุ หลบภยั มกี ระสอบทรายบังเกอร์ ซงึ่ ในอดตี ทแ่ี หง่ นเี้ ป็ นฐาน
แหง่ แรกทท่ี หารไทยยดึ คนื มาไดจ้ ากการสรู ้ บกบั พรรคคอมมวิ นสิ ตแ์ หง่
ประเทศไทย (พคท.)
บรเิ วณอนุสรณ์สถาน ยังเป็ นจดุ ชมววิ ทส่ี วยงามทส่ี ดุ แหง่ หนงึ่ บนเขาคอ้
เนอื่ งจากตัง้ อยบู่ นสว่ นทส่ี งู ทสี่ ดุ สามารถมองเห็นทศั นยี ภาพของเนนิ
เขาเล็กใหญ่ ไลเ่ รยี งกันเป็ นทะเลภเู ขา และสามารถชมทะเลหมอก
ดา้ นลา่ ง จากจดุ ชมววิ นไี้ ดด้ ว้ ยภายในบรเิ วณยังมพี พิ ธิ ภัณฑ์ อาวธุ (ฐาน
อทิ ธ)ิ ตัง้ ชอ่ื ตาม พันเอก อทิ ธิ สมิ ารักษ์ ผมู ้ บี ทบาทสาคัญในการตอ่ สู ้
ยดึ พน้ื ทเ่ี ขาคอ้ คนื จาก ผกค.ในปี พ.ศ.2524 บรเิ วณนเี้ คยเป็ นฐานปื น
ใหญ่ ยงิ สนับสนุนการ สรู ้ บ ปัจจบุ นั จัดให ้ เป็ นพพิ ธิ ภัณฑก์ ลางแจง้ มี
อาวธุ ยทุ โธปกรณ์ ทใี่ ชใ้ นการสรู ้ บตัง้ อยมู่ ากมาย เชน่ เครอื่ งบนิ ขบั ไล่
เอฟ 5 รถสายพานลาเลยี งพล ปืนใหญ่ ปืนใหญข่ นาด 105 มม. จานวน
2 กระบอก ปืนใหญ่ ขนาด 155 มม. ยงิ ไดไ้ กล 11 กโิ ลเมตร 1 กระบอก
ฯลฯ
ภายในอาคารมหี อ้ งบรรยายสรปุ เกยี่ วกบั เหตกุ ารณ์ ในยทุ ธภมู เิ ลอื ดเขา
คอ้ มหี อ้ งจัดนทิ รรศการ เกยี่ วกบั อปุ กรณ์ เครอื่ งใช ้ เสอ้ื ผา้ อาวธุ ของ
คอมมวิ นสิ ต์ สว่ นดา้ นนอกอาคารยังมฐี านอาวธุ จัดแสดงอาวธุ ยทุ โธปา
กรณ์ เชน่ ปื นใหญ่ รถถัง รถแทรกเตอร์ บังเกอรห์ ลบภัย แตล่ ะจดุ มปี ้าย
ประวตั พิ รอ้ มคาอธบิ ายประกอบ
เป็ นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ ประวตั ศิ าสตรท์ ผี่ มู ้ าเยอื นเขาคอ้ ไมค่ วรพลาดชม
เพราะนอกจากจะไดม้ ารจู ้ ักเขาคอ้ รจู ้ ักอาวธุ ยทุ โธปกรณ์แลว้ ยังได ้
เรยี นรปู ้ ระวตั ศิ าสตรท์ สี่ าคญั ทส่ี ดุ บทหนงึ่ ของประเทศไทย ไดร้ ับทราบ
ถงึ บทเรยี นสาคญั ในชว่ งหวั เลย้ี วหัวตอ่ ยคุ หนง่ึ ของชาติ
พพิ ธิ ภัณฑอ์ าวธุ เปิดใหเ้ ขา้ ชม เวลา 07.00 – 17.00 น.
คา่ เขา้ ชม 10 บาท
กรณมี าเป็ นหมคู่ ณะ จะมเี จา้ หนา้ ทช่ี ว่ ยบรรยายสรปุ และฉายวดี ที ศั น์ การ
ตอ่ สทู ้ เ่ี ขาคอ้ ใหร้ ับชม
พระบรมธาตุเจดยี ์กาญจนาภเิ ษก
ต้งั อยบู่ ริเวณบนยอดเขาคอ้ ติดกบั สานกั สงฆว์ ชิ มยั บุญญาราม ยอดเจดียบ์ รรจุพระบรมสารีริกธาตุ จาก
ประเทศศรีลงั กา ที่ไดร้ ับพระราชทานจากพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซ่ึง ไดร้ ่วม
จดั สร้างนอ้ มเกลา้ ถวายเพอ่ื เป็ นการ เฉลิมฉลองสิริราชสมบตั ิครบ 50 ปี ในปี พ.ศ.2539 และเฉลิมพระ
เกียรติเน่ืองใน วโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ หากใครไดม้ าเท่ียว เขาคอ้ ควรแวะสกั การะ
พระพทุ ธรูปภายในเพอื่ เป็นสิริมงคลแต่ตวั เองและครอบครัว ตีระฆงั ท่ีเป็นราวแนวยาว บริเวณดา้ นขา้ ง พระ
บรมธาตุเจดียก์ าญจนาภิเษก อายจุ ะยนื ยาวอีกหลายปี (ตอ้ งตีใหค้ รบทุกใบ)
เมอื่ วนั ที่ 19 ธนั วาคม พ.ศ.2529 พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว
รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ นี าถ เสด็จพระราช
ดาเนนิ ทรงบรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ รวมทัง้ พระธาตขุ องพระอรยิ สาวก
ในสถปู ศลิ าขนาดเล็ก ณ พระอโุ บสถวัดบวรนเิ วศวหิ าร และหนง่ึ ใน
จานวนของสถปู ศลิ าทไี่ ดบ้ รรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ ไดท้ รงพระกรณุ า
โปรดเกลา้ ฯ ถวายแดส่ มเด็จพระญาณสงั วร สมเด็จพระสังฆราช สกล
มหาสงั ฆปรณิ ายก และพะราชทานพรบรมสารรี กิ ธาตแุ ก่ พลเอก
พจิ ติ ร กลุ ละวณชิ ย์ เพอ่ื ใหอ้ ญั เชญิ ไปประดษิ ฐานประจาสานักสงฆว์ ชิ
มัยปญุ ญาราม บา้ นเขาคอ้ อาเภอเขาคอ้ จังหวดั เพชรบรู ณ์
การทพี่ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลที่ 9 ไดท้ รงพระกรณุ าโปรด
เกลา้ โปรดกระหมอ่ ม ใหอ้ ญั เชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตมุ าประดษิ ฐานไว ้ ณ
พนื้ ทเี่ ขาคอ้ แหง่ น้ี เนอ่ื งจากพนื้ ทแี่ หง่ นใี้ นอดตี เคยเป็ นพนื้ ทท่ี ม่ี กี ารสรู ้ บ
ระหวา่ งคนไทยดว้ ยกนั เองมานาน จนทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี ชวี ติ และ
เลอื ดเนอื้ จานวนมาก ยังเศรา้ โศกเสยี ใจใหก้ บั คนไทยทงั้ ชาติ และเมอ่ื
การสรู ้ บยตุ ลิ ง ความสงบสขุ รม่ เย็นก็เรม่ิ บังเกดิ ขนึ้ ราษฎรในพนื้ ทไ่ี ดร้ ับ
การสง่ เสรมิ ใหม้ ที ท่ี ากนิ เป็ นของตนเอง มกี ารพัฒนาอาชพี ทาง
การเกษตร ราษฏรในพน้ื ทเี่ ขาคอ้ มชี วี ติ ความเป็ นอยทู่ ดี่ ขี นึ้ เป็ นลาดับ มี
รายไดเ้ พยี งพอตอ่ การครองชพี และทสี่ าคญั ราษฎรมคี วามรัก และหวง
แหนในแผน่ ดนิ ทแ่ี ลกมาดว้ ยชวี ติ เลอื ดเนอ้ื และหยาดน้าตาของทหาร
หาญและพน่ี อ้ งคนไทยจานวนมาก
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 9 จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้
โปรดกระหมอ่ ม พระราชทานพระบรมสารรี กิ ธาตใุ หก้ บั พลเอก
พจิ ติ ร กลุ ละวณชิ ย์ เพอ่ื ใหน้ าไปประดษิ ฐาน ณ พน้ื ทเ่ี ขาคอ้ นใ้ี หเ้ ป็ นท่ี
เคารพสกั การะ และนาความสงบสขุ รม่ เย็นมาสรู่ าษฎรในพน้ื ที่ อกี ทัง้ ให ้
เป็ นศนู ยร์ วมจติ ใจของคนไทยทกุ หมเู่ หลา่ ใหร้ ่วมมอื ร่วมใจพัฒนาชาติ
ไทย ใหว้ ัฒนาสถาพร ดงั นัน้ จงึ ไดม้ พี ระบรมสารรี กิ ธาตใุ หร้ าษฎรใน
พน้ื ทเ่ี ขาคอ้ และใกลเ้ คยี งไดเ้ คารพสกั การะ ณ สานักสงฆว์ ชิ มัยปญุ ญา
ราม บา้ นเขาคอ้ อาเภอเขาคอ้ จังหวดั เพชรบรู ณ์ ตัง้ แตน่ ัน้ เป็ นตน้ มาปี
พ.ศ. 2534 สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี ไดเ้ สด็จ
พระราชดาเนนิ ไปทรงปลกู ป่ าบรเิ วณอา่ งเก็บน้าหว้ ยลกึ หลงั สานักสงฆ์
วชิ มัยปญุ ญาราม อาเภอเขาคอ้ จังหวดั เพชรบรู ณ์ เจา้ อาวาสสานักสงฆ์
วชิ มยั ปญุ ญาราม ไดก้ ราบบังคมทลู วา่ มเี ศรษฐนี ที า่ นหนง่ึ มคี วาม
ประสงคจ์ ะขอสรา้ งพระสถปู เจดยี ์ เพอ่ื บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ ท่ี
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั พระราชทานมา สมเด็จพระเทพ
รัตนราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี มพี ระราชกระแสกบั พลเอก พจิ ติ ร
กลุ ละวณชิ ย์ วา่ ควรจะใหค้ นไทยทกุ หมเู่ หลา่ ไดม้ สี ว่ นรว่ มในการกอ่ สรา้ ง
พระบรมธาตเุ จดยี ์ เพอ่ื บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตดุ ังกลา่ วน่าจะเหมาะสม
กวา่
พลเอก พจิ ติ ร กลุ ละวณชิ ย์ รองผบู ้ ญั ชาการทหารสงู สดุ (ขณะนัน้ ) ไดม้ ี
หนังสอื กราบบังคมทลู เชญิ สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราช
กมุ ารี เป็ นองคป์ ระธานการสรา้ งพระสถปู เจดยี บ์ รรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ
เขาคอ้ และการจัดสรา้ งวตั ถมุ งคล และทรงตอบรับเชญิ เป็ นองค์
ประธานในการกอ่ สรา้ ง และทรงเป็ นองคป์ ระธานในพธิ บี รรจพุ ระบรม
สารรี กิ ธาตุ ไวใ้ นพระบรมธาตเุ จดยี ก์ าญจนาภเิ ษก อาเภอเขาคอ้ จังหวดั
เพชรบรู ณ์ เมอ่ื วันพฤหสั บดที ี่ 14 มกราคม 2542
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 9 ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
พระราชทานชอ่ื วา่ “พระบรมธาตเุ จดยี ก์ าญจนาภเิ ษก” เมอ่ื 27
มถิ นุ ายน 2539
แนวคดิ ในการออกแบบ ใหม้ เี อกลกั ษณ์ทางศลิ ปพุทธสถานทาง
ภาคเหนอื เป็ นลักษณะสถาปัตยกรรมสมยั สโุ ขทัย และรัตนโกสนิ ทร์
ประยกุ ต์ รปู แบบขององคพ์ ระบรมธาตเุ จดยี ์ ทผ่ี ังของฐานดา้ นลา่ งเป็ น
แบบยอ่ มมุ ไมส้ บิ สอง ฐานชนั้ บนมผี ังเป็ น 8 เหลย่ี ม อนั เป็ นลักษณะทม่ี ี
การใชต้ ัง้ แตค่ รัง้ สมัยทวาราวดี องคพ์ ระบรมธาตเุ จดยี ม์ คี วามสงู 69
หลา หมายถงึ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว มพี ระชนมายคุ รบ 69
พรรษา ฐานเจดยี ก์ วา้ ง 39 หลา หมายถงึ ปีพทุ ธศกั ราช 2539
ลักษณะรปู แบบในสว่ นของรปู ดา้ นบรเิ วณฐานชนั้ ลา่ งและฐานชนั้ บนยดึ
ขยายยกสงู ขน้ึ และไดม้ กี ารนาลักษณะแบบอยา่ งการใชซ้ มุ ้ คหู ามา
ประดบั เขา้ 4 ดา้ น ซงึ่ ในการประดับดว้ ยซมุ ้ คหู านตี้ ามหลักฐานปรากฏวา่
มกี ารใชม้ าตัง้ แตค่ รัง้ สมัยทวาราวดี บรเิ วณฐานชนั้ ลา่ งนม้ี ซี มุ ้ คหู า 4
ภายในประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ทัง้ 4 ทศิ และบรเิ วณฐาน 8 เหลย่ี ม
ตอนบนมซี มุ ้ คหู าขนาดใหญ่ และเล็กสลับกนั ซงึ่ ซมุ ้ คหู าขนาดใหญ่
ภายในประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ทัง้ 4 ทศิ
Big coffee
ร้านกาแฟที่ต้งั อยรู่ ิมถนนสายหลกั บนเขาคอ้ ไม่ไกลจากจุดชมววิ ทะเลหมอกไปรษณียเ์ ขาคอ้
ซ่ึงเป็นที่นิยมของนกั ท่องเท่ียว ที่น่ีเป็นท้งั ที่พกั ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซ่ึงภายในบริเวณตวั ร้าน
ค่อนขา้ งกวา้ งขวาง มีลานระเบียงชมววิ ซ่ึงเป็นส่วนของร้านอาหารที่ในยามเชา้ สามารถชมววิ
ของขนุ เขาเขียวขจีและทะเลหมอกได้
ท่งุ แสลงหลวง
หรือท่ีรู้จกั กนั ดีในนาม “ทุ่งหญา้ สะวนั นาแห่งเมืองไทย” มีพ้นื ที่ ครอบคลุม อ.วงั ทอง อ.นคร
ไทย อ.เนินมะปราง จ.พษิ ณุโลก และใน อ.เขาคอ้ อ.วงั โป่ ง จ.เพชรบูรณ์ โดยจุดท่องเท่ียวยอ
ดนยม ต้งั อยใู่ นเขตพ้ืนท่ีอาเภอเขาคอ้ บริวเวณหน่วยจดั การอุทยานฯ ทุ่งแสลงหลวง ท่ี1
(หนองแม่นา) ท่ีมีสภาพธรรมชาติและลกั ษณะทางธรรมชาติท่ีสวยงามหลายแห่ง อุดมสมบูรณ์
ไปดว้ ยพนั ธุ์ไมส้ ัตวป์ ่ านานาชนิดซ่ึงเป็นสถานที่ท่ีเหมาะแก่การไปท่องเท่ียว สถานที่น่าสนใจ
ไดแ้ ก่ ทุ่งแสวงหลวง นางพญา ลานดุสิตา ท่ีสามารถชมบรรยากาศของพระอาทิตยข์ ้ึนในยามเชา้
ไดอ้ ยา่ งดงาม
ภูทบั เบิก
ชมความงามของทะเลภูเขาตามธรรมชาติป่ าไม้ อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธ์เยน็ สบายตลอด
ปี อีกท้งั ยงั เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามอีกแห่งหน่ึงที่มีสายหมอกลอยคลอเคลียตามไหล่เขา
ใหไ้ ดช้ มแทบทุกจุด ท้งั หนา้ ท่ีพกั และบริเวณจุดชมววิ สูงสุดซ่ึงเป็นหอวดั อุณหภูมิ โดยเฉพาะ
หากมาเท่ียวในช่วงฤดูฝนประมาณ เดือนมิ.ย.- ต.ค.มกั จะพบเห็นทะเลหมอกไดง้ ่ายกวา่ ฤดูหนาว
วดั ธรรมยาน
ต้งั อยทู่ ี่บา้ นหว้ ยน้าบอ่ ตาบลนาเฉลียง อาเภอหนองไผ่ จงั หวดั เพชรบูรณ์ หน่ึงในวดั สวยงามของจงั หวดั
เพชรบูรณ์ ท่ีน่าแวะกราบไหว้ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ไฮไลท์ คือ พระอุโบสถสีขาวโครงสร้างแปลกตา
ดา้ นหนา้ มีประติมากรรมพญานาคพน่ น้าขนาดใหญ่ อ่อนชอ้ ยสวยงามและดูเหมือนจริง โดยมีความเชื่อกนั วา่
หากใครใหพ้ ญานาคพน่ น้าใส่จะดลบนั ดาลใหเ้ กิดสิริมงคลแก่ชีวติ เงินทองไหลมาเทมา กลายเป็นจุดสนใจท่ี
ทาใหว้ ดั แห่งน้ีเป็นท่ีรู้จกั มีผูค้ นแวะมาเที่ยวทาบุญอยา่ งไม่ขาดสายวดั ธรรมยาน ต้งั เป็ นอนุสรณ์บูชาพระคุณ
หลวงพอ่ ฤาษีฯ วดั ท่าซุง (สมยั เป็นเจา้ คุณพระสุธรรมยานเถระ) ซ่ึงเป็นพระอาจารยใ์ หค้ วามรู้ทางธรรมมา
ตลอด จึงนาคาวา่ “ธรรมยาน” มาต้งั เป็นช่ือวดั สื่อความหมายวา่ สถานท่ีเปรียบเสมือน ยานพาหนะ(เรือ)
นาพาใหเ้ ขา้ ถึงธรรม วดั แห่งน้ีเปิ ดเป็ นสถานท่ีปฏิบตั ิธรรมที่มีคุณคา่ ทางจิตใจ เปิ ดให้พทุ ธศาสกนิกชนที่
สนใจเขา้ มาปฏิบตั ิธรรมพร้อมท่ีพกั สาหรับปฎิบตั ิธรรมไวค้ อยใหบ้ ริการพิน้ ท่ีภายในวดั กวา้ งขวางมาก
บริเวณโดยรอบโอบลอ้ มไวด้ ว้ ยภูเขา บรรยากาศดีไมร่ ้อนมาก เหมาะที่จะพาครอบครัวมาเที่ยวพกั ผอ่ น เม่ือ
เขา้ มาดา้ นในสุด จะพบกบั พระอุโบสถสีขาวมีโครงสร้างท่ีสวยแปลกตา ดา้ นหนา้ มีรูปป้ันพญานาคพน่
น้า 2 องค์ ความยาว 35 เมตร ช่ือวา่ พญาศรีสุธนและพญาศรีสุนนั ท์ ประติมากรรมพญานาค ต้งั โดดเด่น
บริเวณสระน้า ในส่วนหวั เชิดข้ึนพน่ น้าดูน่าเกรงขาม ส่วนลาตวั ยาวคดเค้ียวไปจนสุดปลายสระออ่ นชอ้ ย
สวยงาม ทุกคนเดินผา่ นเขา้ ไปยงั พระอุโบสถจะไดร้ ับละอองน้ากระทบลาตวั จากพญานาคท่ีพน่ น้าออกมา
ไร่กานันจุล
ศูนยร์ วมของฝากซ่ึงเป็นสินคา้ เกษตรคุณภาพภายใตแ้ บรนดไ์ ร่กานนั จุลกวา่ 200 รายการมากมาย ไม่วา่ จะ
เป็น ปลาส้มกานลั จุล อนั ลือช่ือผลิตภณั ฑ์อีกประเภทหน่ึง ท่ีโดดเด่นและเป็นที่รู้จกั ไปทวั่ ประเทศ จนเป็น
เอกลกั ษณ์ของไร่กานนั จุล นอกจากน้ีไร่กานลั จุลยงั เปิ ดไร่ใหเ้ ป็นสถานท่ีท่องเที่ยวเชิงเกษตร “จุลฟาร์มส
เตย์ ที่มีกิจกรรมปลูกหมอ่ น เล้ียงไหม สาวไหม ดูบ่อปลา ชมสวนผลไมไ้ ร้สารพิษ บนเน้ือที่กวา่
10,000 ไร่ มีลกั ษณะเป็ นสวนเกษตรแบบผสมผสาน รวมถึงร้านอาหารรสชาติอร่อยและร้านกาแฟไร่
กานนั จุลใหบ้ ริการ
อทุ ยานประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ
เป็นโบราณสถานสาคญั แห่งหน่ึงของจงั หวดั
เพชรบูรณ์ อุทยานมีพ้ืนที่ครอบคลุม
โบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ซ่ึงคาดวา่ มีอายไมุต่ ่ากวา่ 1,000 ปี โดยดูจากหลกั ฐานทางสถาปัตยกรรม
ศิลปกรรม และวฒั นธรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบนั ซ่ึงมีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั และมีความเจริญสูงสุดทางดา้ น
สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม การชมอุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ นกั ท่องเท่ียวสามารถนงั่ รถรางชมเมืองศรี
เทพ ในอตั ราคา่ บริการเหมา โดยรถจะวง่ิ รอบอุทยาน ตามจุดต่างๆ ท่ีสาคญั ระหวา่ งเยยี มชมก็จะมีเจา้ หนา้ ท่ี
คอยใหข้ อ้ มูลอธิบายประวตั ิอยา่ งละเอียดอุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ จดั ต้งั ข้ึนเม่ือปี พ.ศ.2527 ช่ือเรียก
“ศรีเทพ” เป็นการอนุโลมตามพระวนิ ิจฉยั สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ พระ
บิดาแห่งวชิ าประวตั ิศาสตร์และโบราณคดีไทย ท่ีไดท้ รงสันนิษฐานไวใ้ นคราวเสด็จตรวจราชการมณฑล
เพชรบูรณ์เมื่อคร้ังดารงตาแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
พ้นื ที่ต้งั อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ นบั เป็ นแหล่งอารยธรรมที่สาคญั แห่งหน่ึงของประเทศไทย ปัจจุบนั ยงั
เปรากฎร่องรอยหลกั ฐาน ซ่ึงสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงการต้งั ถ่ินฐานอยอู่ าศยั ของมนุษยท์ ี่มีมาอยา่ งตอ่ เนื่อง
นบั ต้งั แตส่ มยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ วฒั นธรรมทวารวดี และเขมรตามลาดบั ก่อนท่ีจะถูกทิ้งร้างไปดว้ ยสาเหตุ
โรคระบาดร้ายแรงหรือปัญหาภยั แลง้ ประการใดประการหน่ึง หรือ ท้งั สองประการ ในราวปลายพุทธ
ศตวรรษที่ 18 - ตน้ พุทธศตวรรษที่ 19 อนั เป็ นช่วงก่อนท่ีวฒั นธรรมสุโขทยั และอยธุ ยาจะเจริญรุ่งเรือง
ข้ึนมาแทนที่ในบริเวณลุ่มแมน่ ้าป่ าสัก และมีการพฒั นาการต้งั ถิ่นฐานอยูอ่ าศยั อยา่ งต่อเนื่องมาจนเท่าถึง
ปัจจุบนั ส่วนอาคารจดั แสดง
• ศูนยบ์ ริการขอ้ มูล เป็นอาคารจดั แสดงนิทรรศการถาวรเก่ียวกบั ประวตั ิศาสตร์และโบราณคดีของเมือง
โบราณศรีเทพ รวมท้งั การอนุรักษใ์ หเ้ ป็นอุทยานประวตั ิศาสตร์ ภายในประกอบดว้ ยหอ้ งประชุมสาหรับ
บรรยายสรุปก่อนการเขา้ ชมนิทรรศการเป็ นหมูค่ ณะ ห้องนิทรรศการถาวรดว้ ยสื่อทนั สมยั หอ้ งสร้างเสริม
การเรียนรู้ดว้ ยตนเองของเด็ก ส่วนจาหน่ายหนงั สือ เคร่ืองด่ืมและของท่ีระลึก และอาคารปฏิบตั ิการทาง
โบราณคดีท่ีใชจ้ ดั แสดงโบราณวตั ถุที่ไดจ้ ากการดาเนินงานทางโบราณคดีภายในอุทยานประวตั ิศาสตร์ศรี
เทพ และบริเวณใกลเ้ คียง
• อาคารหลุมขุดคน้ ทางโบราณคดี เป็นอาคารจดั แสดงโครงกระดูกมนุษยแ์ ละโครงกระดูกชา้ ง ที่ไดจ้ ากการ
ขดุ คน้ ทางโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ.2531 โดยโครงกระดกู มนุษย์และสิ่งของเคร่ืองใช้ที่พบน้ีเป็นหลกั ฐาน
สาคญั ที่สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงการต้งั ถ่ินฐานของชุมชนในระยะแรกเร่ิมสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ภายในเมือง
โบราณศรีเทพที่มีมากวา่ 2000 ปี ก่อนท่ีจะมีการพฒั นาข้ึนมาเป็นสังคมเมือง โดยการรับวฒั นธรรม
ทวารวดีและเขมรตามลาดบั ส่วนโครงกระดกู ช้าง เป็ นหลกั ฐานสาคญั ประการหน่ึงท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึง
ความเก่ียวขอ้ งสมั พนั ธ์กบั การใชส้ อยโบราณสถานในวฒั นธรรมทวารวดีมาถึงวฒั นธรรมเขมรในทางใดทาง
หน่ึง เนื่องจากมีการพบอยใู่ นระดบั เดียวกนั กบั ฐานโบราณสถานช้นั ล่างสุด
• อาคารวชิ าการและหอ้ งสมุด เป็นอาคารจดั แสดงนิทรรศการหมุนเวยี นเก่ียวกบั ประวตั ิศาสตร์และ
โบราณคดี รวมท้งั กิจกรรมดา้ นการอนุรักษม์ รดกศิลปวฒั นธรรมของชาติ ภายในประกอบดว้ ยห้องจดั
แสดงนิทรรศการหมุนเวยี นและหอ้ งสมุด
ส่วนอุทยาน
• ปรางคส์ องพนี่ อ้ ง เป็นสถาปัตยกรรมเนื่องในวฒั นธรรมเขมร มีลกั ษณะเป็นปราสาทที่ก่อดว้ ยอิฐ สอง
องค์ ต้งั อยบู่ นฐานศิลาแลงเดียวกนั หนั หนา้ ไปทางทิศตะวนั ตก ท้งั สององคส์ ่วนยอดพงั ทลายไปจน
หมดสิ้นแลว้ แตอ่ งคเ์ ลก็ ยงั หลงเหลือทบั หลงั ศิลาทรายท่ีมีสภาพสมบูรณ์ประดบั อยู่ จาหลกั เป็นรูปอุมา
มเหศวร(พระอิศวรอุม้ นางปารพตี (อุมา) ประทบั นงั่ อยเู่ หนือโคอศุภราชหรือนนทิ)
• เทวรูปพระอาทิตย์ หรือ สุริยเทพ ผเู้ ป็นเทพแห่งแสงสวา่ งและความอบอุ่น สลกั จากศิลาทรายอายอุ ยใู่ นราว
พุทธศตวรรษที่ 13 รวมท้งั หมดถึง 6 องค์ ปัจจุบนั จดั แสดงและเก็บรักษาไวท้ ี่พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ
พระนคร กรุงเทพมหานคร จานวน 3 องค์ จดั แสดงอยทู่ ่ีพพิ ธิ ภณั ฑน์ อร์ตนั ไซ
มอน สหรัฐอเมริกา จานวน 1 องค์ จดั แสดงอยทู่ ี่พิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ สมเดจ็ พระ
นารายณ์ จงั หวดั ลพบุรี จานวน 1 องค์ และเก็บรักษาไวท้ ี่อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ จานวน 1
องค)์ ซ่ึงนบั เป็ นหลกั ฐานสาคญั ท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความเชื่อในศาสนาฮินดูท่ีเคารพนบั ถือในพระอาทิตย์
หรือสุริยเทพ อนั จะมีพิธีกรรมบางอยา่ งท่ีเกี่ยวเนื่องกบั ประเพณีมหาสงกรานตท์ ่ีมีการพบเพียงแห่งเดียวใน
ประเทศไทยปัจจุบนั
• ปรางคศ์ รีเทพ เป็นสถาปัตยกรรมเน่ืองในวฒั นธรรมเขมรมีลกั ษณะเป็นปราสาทที่ก่อดว้ ยอิฐต้งั อยบู่ นฐาน
ศิลาแลงขนาดใหญ่ หนั หนา้ ไปทางดา้ นตะวนั ตก ในแนวแกนเดียวกบั ปรางคส์ องพี่นอ้ ง จากลกั ษณะทาง
สถาปัตยกรรมและโบราณวตั ถุที่พบโดยเฉพาะทบั หลงั ทาใหอ้ นุมานไดว้ า่ คงสร้างข้ึนเพ่ือเป็นเทวาลยั เนื่อง
ในศาสนาฮินดู(พราหมณ์) ลทั ธิไศวนิกาย และตอ่ มาคงมีการพยายามซ่อมแซมดดั แปลงแต่ยงั ไมแ่ ลว้ เสร็จ
เพ่ือใชเ้ ป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาลทั ธิมหายาน ในรัชสมยั ของพระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๗ เช่นเดียวกนั
กบั ปรางคส์ องพ่ีนอ้ ง เน่ืองจากมีการพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่เป็นเพยี งโกลนอยเู่ ป็นจานวนมาก
• เขาคลงั ใน เป็นศาสนสถานสาคญั ประจาเมืองท่ีมีขนาดใหญ่เนื่องในวฒั นธรรมทวารวดี ที่สร้างข้ึนพร้อม
กบั สมยั แรกสร้างเมืองในราวพุทธศตวรรษท่ี 12 เพ่ือเป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาลทั ธิหินยาน
หรือเถรวาท แลว้ ต่อมาจึงไดม้ ีการปรับเปล่ียนเป็นศาสนสถานเนื่องในพทุ ธศาสนาลทั ธิมหายาน และคงใช้
สอยตลอดมา จนกระทง่ั เมืองถูกทิง้ ร้างไป มีลกั ษณะก่อดว้ ยศิลาแลง หนั หนา้ ไปทางดา้ นทิศ
ตะวนั ออก บริเวณฐานดา้ นทิศใตแ้ ละตะวนั ตก ยงั หลงเหลือประติมากรรมปูนป้ันรูปคนแคระท่ีมีศีรษะเป็น
บุคคลหรือสัตวต์ า่ งๆ สลบั กบั รูปสตั วใ์ นทา่ แบกประกอบลายพนั ธ์พฤกษา ซ่ึงพบและหลงเหลือประดบั อยู่
ท่ีฐานโบราณสถานเนื่องในวฒั นธรรมทวารวดีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยปัจจุบนั
• ศาลเจา้ พอ่ ศรีเทพ เป็ นที่ประดิษฐานของเจา้ พอ่ ศรีเทพ ซ่ึงเป็นท่ีเคารพเชื่อถือของชาวอาเภอศรีเทพและ
บริเวณใกลเ้ คียงเป็ นอยา่ งมาก โดยจะมีการจดั งานประเพณีบวงสรวงข้ึนทุกปี ในระหวา่ งวนั ข้ึน ๒ - ๓
ค่า เดือน ๓ (ปลายเดือนมกราคม – ตน้ เดือนกุมภาพนั ธ์) ตวั ศาลมีลกั ษณะเป็นอาคารไมท้ รงไทยสอง
หลงั อาคารดา้ นหนา้ ใชเ้ ป็นที่ประดิษฐานเจา้ พอ่ ศรีเทพ ส่วนอาคารดา้ นหลงั ใชเ้ ป็ นอาคาร
เอนกประสงค์ สาหรับองคเ์ จา้ พอ่ น้นั เดิม ไดใ้ ชป้ ระติมากรรมรูปเคารพท่ีไดจ้ ากเมืองโบราณศรีเทพมา
ประดิษฐานเป็นองคส์ มมติ ตอ่ มาองคเ์ จา้ พอ่ น้นั ไดถ้ ูกโจรกรรมไป ประชาชนท่ีเคารพนบั ถือจึงได้
แกะสลกั องคเ์ จา้ พอ่ ข้ึนใหม่ตามจินตนาการ และ ความเชื่อเพือ่ ใชเ้ ป็นรูปเคารพประจาศาลเจา้ พอ่ ศรีเทพสืบ
มาจนถึงปัจจุบนั
• เขาคลงั นอก เป็ นศาสนสถานขนาดใหญเ่ น่ืองในวฒั นธรรมทวารวดี สนั นิษฐานวา่ มีลกั ษณะเป็นมหา
สถูป มีฐานขนาดใหญ่ทรงส่ีเหลี่ยมจตั ุรัส ก่อดว้ ยศิลาแลงท่ียงั คงสภาพคอ่ นขา้ งสมบูรณ์ ประดบั ตกแต่ง
ฐานดว้ ยอาคารจาลองอยูโ่ ดยรอบ ภายในทึบตนั มีบนั ไดทางข้ึนท้งั 4 ดา้ น มีสถูปก่อดว้ ยอิฐต้งั อยู่
ดา้ นบนลอ้ มรอบดว้ ยกาแพงแกว้ และซุม้ ประตู
• ปรางคฤ์ าษี เป็นเทวาลยั ในศาสนาฮินดู ลทั ธิไศวนิกาย มีลกั ษณะสถาปัตยกรรมแบบเขมรโบราณ ตวั
ปราสาทก่อดว้ ยอิฐไมส่ อปูน ต้งั อยบู่ นฐานศิลาแลงขนาดไม่สูงนกั และมีอาคารขนาดเลก็ ในบริเวณ
เดียวกนั ลอ้ มรอบดว้ ยแนวกาแพงก่อดว้ ยศิลาแลง พบโบราณวตั ถุเน่ืองในศาสนาฮินดู ไดแ้ ก่ ศิว
ลึงค์ ฐานประติมากรรม และชิ้นส่วนโคนนทิ
ถา้ ปากเสือ และ ผาเจด็ สี
ต้งั อยทู่ ี่ บา้ นโนนตูม อ.วงั โป่ ง ดา้ นหนา้ จะเป็นหินงอกหินยอ้ ยเป็นซี่คลา้ ยกบั ซ่ีฟันของเสือ ทาง
อาเภอวงั โป่ ง จึงเรียกช่ือ อยา่ งเป็นทางการวา่ ถ้าปากเสือ ซ่ึงหากเขา้ ไปในถ้าอาจตอ้ งปี นปากดว้ ย
ความยากลาบากพอสมควร ไม่ไกลจากถ้าปากเสือ ดา้ นหนา้ มีทางเขา้ เป็นช่องทางเลก็ ๆ คือ ผา
เจด็ สี ลกั ษณะเป็นลกั ษณะม่านผา่ สูงใหญ่คลา้ ยฉากเวทีคอนเสริต มีน้าหยดลงมาจากขา้ งบนสุด
ของผาหิน ผามีสีสันสลบั กบั แปลกตา เป็นริ้วยาวท้งั สีเขียวซ่ึงเกิด จากตะไคร้น้าและสีเทาดา ซ่ึง
เป็นลวดลายของหิน ปัจจุบนั ท้งั 2 แห่ง ยงั ไม่ไดร้ ับการประชาสัมพนั ธ์อยา่ งเป็นทางการ แต่
เปิ ดเป็นท่ีท่องเที่ยว ใหน้ กั ท่องเท่ียวกส็ ามารถเขา้ ไปชมได้
พระพทุ ธมหาธรรมราชาเฉลมิ
พระเกยี รติ
ประดิษฐานอยู่ ณ พทุ ธอุทยานเพ
ชบุระ อาเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีพระพทุ ธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ ซ่ึงเป็ นพระพุทธมหาธรรมราชา
จาลององคใ์ หญท่ ่ีสุดในโลก เป็นพระพทุ ธรูปคู่บา้ นคู่เมืองท่ีชาวเพชรบูรณ์ ใหค้ วามเคารพนบั ถือเป็ นอยา่ ง
มาก เน้ือโลหะหล่อดว้ ยทองเหลืองบริสุทธ์ิ การไดม้ ากราบสกั การะขอพรนบั เป็ นสิริมงคลแก่ตนเองและ
ครอบครัวเป็ นอยา่ งยง่ิ มาเท่ียวเพชรบูรณ์ พลาดไม่ไดจ้ งั หวดั เพชรบูรณ์ ร่วมกบั ประชาชนทุกหมูเ่ หล่า ได้
จดั สร้าง "พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ภูมิพลอ
ดุลยเดชมหาราช" เป็นพระพทุ ธรูปเน้ือโลหะหล่อดว้ ยทองเหลืองบริสุทธ์ิ ใหญท่ ี่สุดในจงั หวดั
เพชรบูรณ์ เพื่อเป็นองคป์ ระธาน ประดิษฐาน ณ พุทธอุทยานเพชบุระ(ตรงขา้ มสถาบนั การพลศึกษา) ถนน
สายสระบุรี-หล่มสัก อาเภอเมือง จงั หวดั เพชรบูรณ์ ที่ยอดพระเกตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขนาดหนา้ ตกั
11.984 เมตร มีความหมายวา่
1 หมายถึง พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเป็นพระมหากษตั ริย์
เอก หน่ึงในดวงใจของชนชาวไทย
1 หมายถึง พระพุทธมหาธรรมราชา ซ่ึงมีเพยี งองคเ์ ดียวในโลก เป็นพระพทุ ธรูป
คูบ่ า้ นคู่เมืองเพชรบูรณ์ เป็นองคพ์ ระที่อญั เชิญมาประกอบพธิ ีอุม้ พระดาน้าอนั ศกั ด์ิสิทธ์ิของเมืองเพชรบูรณ์
9 หมายถึง รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจกั รีวงศ์
84 หมายถึง วโรกาสพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษาองค์
พระฯ หนา้ ตกั 11.984 เมตร สูง 16.5899 เมตร สูงจากพ้นื ดิน 35 เมตร หนกั กวา่ 45
ตนั โดยเงินทุนในการก่อสร้างมาจากแรงศรัทธาของประชาชนตอ่ องคพ์ ระพทุ ธมหาธรรมราชาเฉลิมพระ
เกียรติฯ (ไม่รวมอาคารฐานและภูมิทศั น์) ไดด้ ว้ ยเงินบริจาคของประชาชนท้งั สิ้นเป็นเงินกวา่ 27 ลา้ น
บาท โดยไมใ่ ชง้ บประมาณจากทางราชการ และท่ีสุดแห่งมหามงคลคือ ในวนั ท่ี 26 กนั ยายน
2554 สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ เสด็จพระราชดาเนินมาประกอบพธิ ีบรรจุพระ
บรมสารีริกธาตุที่ปลายยอดจุลมงกุฎและเบิกพระเนตรองคพ์ ระพทุ ธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ ณ
พุทธอุทยานเพชบุระ จงั หวดั เพชรบูรณ์พระพุทธมหาธรรมราชา" เป็นพระพุทธรูปคูบ่ า้ นคูเ่ มืองของชาว
เพชรบูรณ์เป็นพระพทุ ธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมยั ลพบุรี หล่อดว้ ยเน้ือทองสาริด หนา้ ตกั กวา้ ง 13 นิ้ว สูง
18 นิ้วไม่มีฐาน มีพุทธลกั ษณะพระพกั ตร์กวา้ ง พระโอษฐแ์ บะ พระกรรณยาวยอ้ ย ที่พระเศียรทรง
เทริด หรือมีกระบงั หนา้ ทรงสร้อยพระศอพาหุรัดและรัดประคต เป็ นลวดลายสร้างข้ึนเม่ือไรไมป่ รากฏ
ชดั เจน แต่จากพุทธลกั ษณะที่ปรากฏมีความสอดคลอ้ งพระพทุ ธรูปทรงเครื่องศิลปะขอมท่ีพบในประเทศ
ระยะแรก(ราวคร่ึงหลงั พทุ ธศตวรรษท่ี 17 ซ่ึงมีรูปแบบทางศิลปกรรมโดยรวมคือ ประทบั นง่ั ขดั สมาธิ
ราบพระพกั ตร์เป็นรูปสี่เหล่ียม พระเนตรมกั จะเบิกอยเู่ สมอทอ่ นบนของพระวรกายอาจจะเปลือยเปล่าหรือ
บางคร้ังครองจีวรห่มคลุม แต่ทอ่ นล่างจะใส่สบง สาหรับสบงน้นั ทาเป็นขอบนูนข้ึนมาท่ีบ้นั พระองค์ ซ่ึง
บางคร้ังกท็ าเป็นรัดประคตคาดอยู่ เคร่ืองทรงประกอบดว้ ยกระบงั หนา้ เป็นลายสี่เหลี่ยมขนมเปี ยกปูนรัด
เกลา้ เป็นรูปกรวยอยเู่ หนือพระเศียร ทรงกรองศอแผงมี อุบะหอ้ ย ทรงกุณฑลเป็นตุม้ ส่วนพาหุรัดทรงกร
และทองพระบาทอาจมีหรือไม่มีกไ็ ด้ สันนิษฐานวา่ สร้างข้ึนในรัชสมยั "พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7" กษตั ริย์
แห่งอาณาจกั รขอม เมื่อพระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 ข้ึนครองราชยส์ มบตั ิไดพ้ ระราชทานพระนางสิงขรมหาเทวี
พระธิดาใหเ้ ป็นพระชายาและและพระพุทธมหาธรรมราชาใหแ้ ก่ "พอ่ ขนุ ผาเมือง" เจา้ เมืองราด เพอ่ื เป็นการ
เจริญสัมพนั ธไมตรี ซ่ึงพอ่ ขุนผาเมืองเป็นพระราชโอรสของพอ่ ขนุ ศรีนาวนมั ถมแห่งเมืองสุโขทยั ใน
ขณะน้นั ไดย้ กกองทพั เพอื่ ขบั ไล่ขอมออกจากนครเดิด
Little winter farmstay
ใหบ้ ริการท่ีพกั และร้านกาแฟที่ตกแตง่ ในคอนเซ็ปตข์ องฟาร์มสเตย์ โดยเฉพาะดีไซน์ของบา้ นท่ีออกแบบได้
น่าพกั และค่อนขา้ งเป็นส่วนตวั มองเห็นวิวภูเขาเขียวขจีรอบดา้ น นอกจากท่ีพกั ยงั มีร้านกาแฟใหบ้ ริการ
เคร่ืองดื่มของทานเล่น ครบในที่เดียว เม่ือมาถึงแลว้ สามารถใชช้ ีวติ พกั ผอ่ นแบบเพลินๆในที่พกั ไม่ตอ้ ง
ออกไปเท่ียวท่ีไหน นง่ั เล่น เดินเล่น นอนเล่น ชมบรรยากาศววิ ทิวเขาเขียวขจี ถ่ายภาพตามมุมต่างๆ ของท่ีพกั
ท่ีตกแต่งไวอ้ ยา่ งน่ารักสวยงาม
แคนยอนนา้ หนาวมหศั จรรยข์ องผาหินท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ
ต้งั อยใู่ นอาเภอน้าหนาว เพชรบูรณ์ ห่างออกมากจากตวั อาเภอประมาณ 10 กม. ต้งั อยใู่ นพ้นื ที่ของวดั โคก
มน มีลกั ษณะเป็นหนา้ ผาสูงชนั รูปคร่ึงวงกลมขนาดใหญ่ปกคลุมดว้ ยตน้ ไมเ้ ขียวขจี มีหุบเหวขา้ งล่างสูงกวา่
300 เมตร หินท่ีประกอบเป็นหนา้ ผา มีท้งั หินปูน หินทราย และหินดินดาน ซ่ึงลว้ นเป็นหินตะกอน น่ี
ที่ถูกยกตวั สูงข้ึนจากการเปล่ียนแปลงของเปลือกโลก โดยมีการจดั ทาจุดชมววิ ที่สามารถมองเห็นความ
สวยงามของผาหินขนาดใหญ่ พร้อมป้ายสุดเก๋ใหย้ นื ถ่ายภาพ
วา่ ดว้ ยเรื่องการเดินทางก่อน คือเมื่อเราเดินทางมาจากสามแยกคอนสาร(ท่ีจะไปเมืองเลยไปผานกเคา้ นน่ั เอง)
มาตามถนนหมายเลข 12 มุง่ หนา้ ไปหล่มสกั จนมาถึงสามแยกบา้ นหว้ ยสนมทราย จะมีทางแยก
ขวามือเขา้ ไปตามถนนหมายเลข 2216 ไปยงั อ.น้าหนาว พอข้ึนเนินเขาไปก็จะเจอชุมชนแรกคือบา้ น
โคกมน จะเห็นวดั โคกมน อยทู่ างขวามือ ให้เขา้ ไปในวดั แลว้ ขบั เลยพระอุโบสถเขา้ ไปตามทางไปหลงั
วดั ราว 500 เมตรจนถึงลานจอดรถ ใกลบ้ ริเวณน้าตก นาคราชตาดหมอก หรือท่ีถูกขนานนามวา่
เป็นแคนยอนนา้ หนาว โดยเขาใหน้ ิยามบริเวณน้ีวา่ เป็นความมหศั จรรยข์ องเปลือกโลก
บริเวณของแคนยอนน้าหนาว จะเป็นเวงิ้ หนา้ ผาหินช้นั กวา้ งแทบจะเป็นคร่ึงวงกลมขนาดใหญ่ มีหุบ
เหวขา้ งล่างสูงกวา่ 300 เมตร หินท่ีประกอบเป็นหนา้ ผา มีท้งั หินปูน หินทราย และหินดินดาน ซ่ึง
ลว้ นเป็นหินตะกอน(หรือหินช้นั ) ท้งั สิ้น น่ีคือแผน่ ดินที่ถูกยกตวั สูงข้ึนจากการเปล่ียนแปลงของเปลือกโลก
ถา้ เรามาจากชุมแพมุ่งหนา้ ข้ึนน้าหนาวจะไปหล่มสักตามถนนหมายเลข 12 มุง่ ทา่ นผอู้ า่ น
สังเกตดูวา่ ทางมนั จะข้ึนเนินไปเร่ือยๆ แลว้ กจ็ ะไปสุดเป็ นเหวลึกที่สะพานหว้ ยตอง ท่ีเขาบอกวา่ ตรงน้นั
เป็นสุดปลายแผน่ เปลือกโลก เพราะจริงๆแลว้ แผน่ ดินน้าหนาวมนั เป็ นแผน่ ดินที่ถูกยกตวั สูงข้ึน อนั เป็ น
ผลมาจากการเบียด ชนกนั ของแผน่ เปลือกโลก พ้นื ท่ียา่ นน้ีท้งั หมดเป็นหินตะกอน หรือหินช้นั อาจจะ
เคยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ หรือธารน้าโบราณ ท่ีน้าพดั พาตะกอนสารต่างๆมาทบั ถมกนั เป็นช้นั ๆ
จนกระทง่ั กลายเป็นหิน เม่ือราว 200 ลา้ นปี ก่อน เมื่อแผน่ เปลือกโลกเคล่ือนที่เบียด ดนั กนั ทาใหพ้ ้ืนท่ี
เกิดจากการยกตวั ข้ึน ช้นั หินที่เคยทบั กนั ในธารน้าโบราณ พอถูกดนั ใหย้ กตวั ข้ึน กเ็ กิดการโก่งงอ
และแตกหกั เป็นแนวยาวตามทิศทางการโก่งตวั ของช้นั หิน ต่อมามีการผพุ งั โดยน้า ลม แสงแดดจน
กลายเป็นหนา้ ผาในท่ีสุด
หนา้ ผาดงั กล่าว เกิดจากช้นั หินที่มีความทนทานตอ่ การผพุ งั ที่แตกตา่ งกนั โดยช้นั หินทรายและทรายแป้ง
จะมีความทนทานจากการผพุ งั และกดั กร่อนไดด้ ี จึงยงั คงสภาพ ขณะที่ช้นั หินดินดานที่แทรกสลบั อยจู่ ะ
เกิดการผพุ งั และถูกกดั กร่อนไดง้ ่ายกวา่ ช้นั หินดินดานท่ีผพุ งั และเกิดการกดั กร่อน จะถูกพดั พาไป
ตามแรงโนม้ ถ่วงของโลกตามกระแสน้า ลม เกิดเป็นช่องวา่ งเวา้ เขา้ ไปในผาหิน ช้นั หินทรายที่อยู่
ดา้ นบน แลว้ เกิดการแตกหกั เนื่องจากน้าหนกั ของช้นั หินที่ไร้ส่ิงรองรับ ทาใหห้ นา้ ผาดงั กล่าวขยายกวา้ ง
ออกไปเรื่อย ๆ แคนยอนน้าหนาวแห่งน้ี จึงมีลกั ษณะเป็นเวงิ้ หนา้ ผาสูงชนั มีความสวยงามคลา้ ย “แก
รนดแ์ คนยอน” ท่ีมีชื่อเสียงระดบั โลกของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถูกยอ่ ส่วนลงมาเทา่ น้นั ตรงน้าตกตาด
หมอกนาคราชน้ีจะเห็นช้นั หนที่ผมบอกมาใหเ้ ห็นชดั เจนวา่ หินอะไรซอ้ นทบั อะไร ในแนวทิศทางไหน
จาลองใหเ้ ห็นภาพของธรณีสณั ฐานของยา่ นน้ีไดเ้ ป็นอยา่ งดี
ในฤดูฝนจะมีสายน้าลาธารเลก็ ๆ ไหลตกลงไปในหุบเวงิ้ เบ้ืองล่าง อยา่ งเช่นน้าตกนาคราชตาด
หมอก สายน้าตกเลก็ ๆ ท่ีเคยไหลตกลงไปอยชู่ วั่ นาตาปี ทาหนา้ ท่ีรังสรรคธ์ รรมชาติจนเกิดเป็น
ปรากฏการณ์ทางธรณีดงั กล่าว สายน้าเพิ่งจะมาเหือดแห้งเมื่อผนื ป่ าดา้ นบนถูกแผว้ ถางจนป่ าตน้ น้าสูญสิ้น
ไปพร้อมกบั สายน้าท่ีเคยตกดิ่ง จะปรากฏใหเ้ ห็นอีกคร้ังก็เม่ือเขา้ กลางฤดูฝนแลว้ เทา่ น้นั
ถา้ หากยงั นึกภาพไม่ออก วา่ หลุมลึกและหนา้ ผาของแคนยอนน้าหนาว เกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร ใหเ้ ลยจากวดั
โคกมนออกมาแลว้ ใชถ้ นน หมายเลข 2216 ไปทางน้าหนาว ราว 300 เมตร จะเห็นแยกทางเขา้ บา้ น
โคกมน-บา้ นดงมะไฟ ทางขวามือ เขา้ ไปตามทางจนถึงบา้ นดงมะไฟ แลว้ เลยทะลุออกไปทา้ ยหมูบ่ า้ น
เป็นทางลาลองไปจนถึงริมน้าตกตาดใหญ่ จอดรถแลว้ จึงเดินไปดูคาอธิบายน้นั
จุดชมววิ อาเภอนา้ หนาว
เป็นจุดชมววิ ท่ีต้งั อยใู่ นตวั อาเภอริมถนนสังเกตุง่ายมาก เมื่อขบั รถผา่ นจะสะดุดตากบั ระเบียงชม
ววิ ที่มี ขอ้ ความ “หนาวน้ีที่เพชรบูรณ์” โดดเด่น หากแวะมาเท่ียวในช่วงเยน็ น่าจะไดบ้ รรยากาศที่
สวยงามของพระอาทิตยต์ กสมชื่อ เป็นจุดชมววิ ที่มองไปเบ้ืองหนา้ เห็นววิ ของป่ าไมเ้ ขียวขจี และ
ทิวเขาสลบั ซบั ซอ้ น หน่ึงในเทือกเขาที่เป็นภูเขายอดตดั ที่มองเห็นอยไู้ กล คือ ภูกระดึง ท่ีใช้
ระยะเวลาเดินทางจากอาเภอน้าหนาว แค่เพียง 30 ก.ม. เท่านั
ประวตั จิ งั หวดั เพชรบูรณ์
จงั หวดั เพชรบูรณ์มีตาแหน่งทางภูมิศาสตร์ในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ลกั ษณะทางกายภาพ
น้นั เป็นพ้ืนท่ีราบลุ่มแบบทอ้ งกระทะ ประกอบดว้ ยเนินเขา ป่ า และท่ีราบเป็นตอนๆสลบั กนั ไป พ้นื ท่ีมี
ลกั ษณะลาดชนั จากเหนือลงไปใต้ ตอนเหนือมีทิวเขาสูง ตอนกลางเป็นพ้นื ที่ราบและมีเทือกเขาขนาบกนั ไป
ท้งั สองขา้ งมีลกั ษณะเป็นรูปเกือกมา้ [๑] มีแมน่ ้าป่ าสักเป็นแมน่ ้าสายสาคญั โดยไหลจากจงั หวดั
เลย เพชรบูรณ์ ผา่ นไปสู่จงั หวดั ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยธุ ยา ลงสู่แมน่ ้าเจา้ พระยา ตามลาดบั จึง
ส่งผลใหพ้ ้นื ท่ีมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ดินมีสภาพอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชทา
การเกษตร รวมท้งั ส่งเสริมปัจจยั การต้งั ถ่ินฐานของมนุษยม์ าต้งั แต่อดีตถึงปัจจุบนั
กล่าวถึงหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์เมืองเพชรบูรณ์น้นั เริ่มจาก ชื่อของจงั หวดั เพชรบูรณ์ เมื่อคร้ัง
โบราณน่าจะชื่อวา่ เมือง “เพชบุระ” ตามท่ีปรากฏในจารึกลานทองคา ที่พบจากเจดียท์ รงพุม่ ขา้ วบิณฑ์ วดั
มหาธาตุ ซ่ึงหมายถึงเมืองแห่งพืชพนั ธุ์ธญั ญาหาร แต่ในระยะหลงั ตอ่ มาแปรเปล่ียน
เป็น “เพชรบูรณ์” กลายความหมายเป็นเมืองที่อุดมดว้ ยเพชร และไดน้ าไปใชเ้ ป็นส่วนหน่ึงของตรา
สัญลกั ษณ์ประจาจงั หวดั
จากการศึกษาทางดา้ นประวตั ิศาสตร์และโบราณคดีท่ีผา่ นมา พบวา่ มีร่องรอยหลกั ฐานการต้งั
ถิ่นฐานของมนุษยใ์ นพ้นื ที่จงั หวดั เพชรบูรณ์ ปรากฏอยตู่ ้งั แตส่ มยั ก่อนประวตั ิศาสตร์เรื่อยมา จนกระทงั่ ถึง
ในสมยั ประวตั ิศาสตร์อยา่ งต่อเน่ือง โดยในสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ที่มนุษยย์ งั ไมร่ ู้จกั การใชต้ วั อกั ษรใน
การบนั ทึก สื่อสารและถ่ายทอดน้นั พบวา่ มนุษยใ์ นสมยั น้นั มีการดารงชีวติ อยดู่ ว้ ยการหาตามธรรมชาติ
อาศยั อยใู่ นถ้าเพิงผา รู้จกั เพาะปลูกพชื บางชนิด เล้ียงสตั ว์ มีเทคโนโลยใี นการผลิตเครื่องมือเครื่องใชแ้ บบ
ง่ายๆ เชื่อในเรื่องธรรมชาติ และมีประเพณีการฝังศพ จนกระทง่ั พฒั นาข้ึนเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่และมี
เทคโนโลยใี นการผลิตที่ซบั ซ้อนมากข้ึน เป็ นลาดบั
บริเวณที่ปรากฏร่องรอยในสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์น้นั พบหลายพ้ืนที่ของจงั หวดั ไดแ้ ก่ ดา้ น
ทิศตะวนั ตกที่อาเภอวงั โป่ ง อาเภอชนแดน พบเครื่องมือเคร่ืองใชป้ ระเภทหินขดั เช่น กาไลหิน และขวาน
หิน กาหนดอายอุ ยใู่ นราว ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ ปี มาแลว้ ดา้ นทิศใตท้ ี่อาเภอบึงสามพนั อาเภอวเิ ชียรบุรี และ
ที่อาเภอศรีเทพ ซ่ึงมีเมืองโบราณศรีเทพ เป็นเมืองท่ีมีพฒั นาการมาอยา่ งต่อเน่ืองยาวนาน รวมท้งั เป็นเมือง
โบราณในยคุ ตน้ ประวตั ิศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในจงั หวดั เพชรบูรณ์ มีอายเุ ก่าแก่ไปกวา่
๒,๐๐๐ ปี และยงั ถือไดว้ า่ แหล่งโบราณคดีที่พบบริเวณน้ีมีวฒั นธรรมท่ีเก่ียวเน่ืองกบั ชุนชนโบราณใน
จงั หวดั ลพบุรีและบริเวณลุ่มแม่น้าป่ าสกั อีกดว้ ย
บริเวณดา้ นทิศเหนือท่ีอาเภอหล่มสัก อาเภอหล่มเก่า และอาเภอเมืองเพชรบูรณ์ ในปัจจุบนั ไดพ้ บ
หลกั ฐานท่ีเก่ียวเนื่องกบั ชุมชนสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์เช่นเดียวกนั ท้งั ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษยท์ ี่ฝัง
ร่วมกบั สิ่งของเคร่ืองใช้ เคร่ืองประดบั ทาจากโลหะ แกว้ หิน และพบตะกรันโลหะ[๒] ซ่ึงเป็นหลกั ฐาน
ทางดา้ นโลหกรรมในพ้ืนท่ีแถบน้ี
ต่อมาเมื่อมนุษยร์ ู้จกั การใชต้ วั อกั ษรแลว้ ไดถ้ ือวา่ เขา้ สู่ช่วงสมยั ประวตั ิศาสตร์ โดยอาจเริ่ม
นบั ต้งั แต่ สมยั ท่ีรับวฒั นธรรมทวารวดี หลกั ฐานท่ีปรากฏชดั เจนในช่วงน้ีไดแ้ ก่ท่ีเมืองศรีเทพ ซ่ึงเป็นเมือง
โบราณท่ีมีคูน้าคนั ดินลอ้ มรอบ และมีร่องรอยการติดต่อสัมพนั ธ์กบั แหล่งชุมชน ซ่ึงมีวฒั นธรรมแบบทวาร
วดีในท่ีราบลุ่มแม่น้าป่ าสกั และแมน่ ้าเจา้ พระยา มีศาสนสถานท่ีเป็นสถูปเจดียเ์ น่ืองในศาสนาพทุ ธ เช่น เขา
คลงั ใน และเขาคลงั นอก โบราณวตั ถุที่เกี่ยวเนื่องกบั ศาสนา ท้งั ธรรมจกั ร พระพุทธรูป และพระโพธิสตั ว์
จานวนมาก มีจารึกอกั ษรปัลลวะและหลงั ปัลลวะ จารึกเน้ือหาเกี่ยวศาสนาเป็นส่วนใหญ่ มีอายุอยใู่ นช่วง
๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปี มาแลว้
ในช่วงประมาณ ๘๐๐ – ๙๐๐ ปี มาแลว้ อิทธิพลของเขมรไดแ้ ผม่ าถึงเมืองศรีเทพ
เช่นเดียวกนั กบั เมืองโบราณในเขตภาคตะวนั ออก ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศ
ไทย มีรูปเคารพและปราสาทอิทธิพลเขมรสร้างข้ึนเน่ืองในศาสนาฮินดู เช่น ปรางคศ์ รีเทพ ปรางคส์ องพ่ี
นอ้ ง และปรางคฤ์ าษี จนกระทง่ั ถึงรัชสมยั ของพระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๗ กษตั ริยแ์ ห่งเขมรท่ีแผข่ ยายอานาจมาถึง
ยงั ดินแดนแถบน้ี เมืองศรีเทพก็เจริญอยเู่ ป็ นช่วงสุดทา้ ย และหลงั จากน้นั ร่องรอยของเมืองเมืองน้ีก็ไดข้ าด
หายไป
ในช่วงสมยั สุโขทยั เมืองเพชรบูรณ์มีฐานะเป็นเมืองแวน่ แควน้ ดา้ นตะวนั ออกเฉียงใต้ พอ่ ขนุ
รามคาแหงไดแ้ ผข่ ยายอาณาเขตอยา่ งกวา้ งขวาง ซ่ึงมีขอ้ ความตอนหน่ึงกล่าวถึงการแผข่ ยายมาถึงพ้นื ที่ดา้ น
ตะวนั ออกของสุโขทยั ตามศิลาจารึกพอ่ ขนุ รามคาแหงหลกั ท่ี ๑ ดา้ นท่ี ๔ และศิลาจารึกหลกั ท่ี ๙๓ วดั อ
โศการาม ดา้ นที่ ๒ พ.ศ.๑๙๔๙
จากศิลาจารึกหลกั ท่ี ๑ คาวา่ “ลุมบาจาย” น้นั เชื่อวา่ ไดแ้ ก่เมืองหล่มเก่า และศิลาจารึกหลกั
ที่ ๙๓ คาวา่ “วชั ชปุระ” เชื่อวา่ เป็นเมืองเพชรบูรณ์ แสดงใหเ้ ห็นวา่ อาณาเขตของกรุงสุโขทยั ในสมยั พอ่
ขนุ รามคาแหงมหาราชและสมยั พระมหาธรรมราชาลิไทย (พ.ศ.๑๙๑๑) มีเมืองเพชรบูรณ์เป็นรัฐสีมา[๓]
ก่อนท่ีกรุงสุโขทยั จะรุ่งเรืองข้ึนมาน้นั จารึกสุโขทยั หลกั ท่ี ๒ (จารึกวดั ศรีชุม) ไดป้ รากฏชื่อ พ่อขนุ
ผาเมือง (โอรสพอ่ ขนุ นาวนาถุม ผคู้ รองเมืองราด) ร่วมกบั พอ่ ขนุ บางกลางหาว ทาการยดึ เมืองสุโขทยั คืนจาก
ขอมสมาสโขลญลาพง และไดใ้ หพ้ อ่ ขนุ บางกลางหาวเป็ นกษตั ริยค์ รองเมืองสุโขทยั ต่อไป ชาวเพชรบูรณ์
จึงเคารพนบั ถือและไดส้ ร้างอนุสาวรียข์ องทา่ นไวท้ ่ีอาเภอหล่มสกั เพ่ือราลึกถึงคุณความดีของพระองค์
สืบไป
หลกั ฐานทางโบราณคดีซ่ึงเป็ นส่ิงช้ีชดั วา่ "เมืองเพชรบูรณ์" เป็นรัฐสีมาของสุโขทยั ไดแ้ ก่ พระ
เจดียท์ รงดอกตูมหรือทรงพมุ่ ขา้ วบิณฑ์ ของวดั มหาธาตุเมืองเพชรบูรณ์ เช่นเดียวกบั วดั มหาธาตุของสุโขทยั
เมืองอ่ืนๆ ซ่ึงจดั วา่ เป็ นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทยั แท้ และในการขดุ คน้ ทางโบราณคดีที่พระเจดียท์ รงดอก
บวั ตูม วดั มหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ ของกรมศิลปากร เม่ือ พ.ศ. ๒๕๑๐ ไดพ้ บศิลปวตั ถุมากมาย เช่น เครื่อง
สังคโลกของไทย และเคร่ืองถว้ ยกบั ตุก๊ ตาจีน
ในสมยั อยธุ ยา เมืองเพชรบูรณ์ข้ึนกบั กรุงศรีอยธุ ยา ในช่วงพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑
-๒๐๓๑) ไดก้ ล่าวถึงศกั ดินาขา้ ราชการท่ีมียศสูงสุด มีศกั ดินาหน่ึงหมื่น หน่ึงในน้นั ไดแ้ ก่ พระยาเพชร
รัตนส์ งคราม (ประจาเพชรบูรณ์) และในช่วงเวลาเดียวกนั เมืองศรีถมอรัตน์ (ศรีเทพ) ข้ึนทาเนียบเป็ นหวั
เมืองรวมอยดู่ ว้ ย ผดู้ ารงตาแหน่งผวู้ า่ ราชการเมืองเป็ นท่ี พระศรีถมอรัตน์ ตามช่ือเขาแกว้ หรือเขาถมอรัตน์
ซ่ึงเป็นเขาสาคญั ของเมือง เมืองเพชรบูรณ์ยงั ถูกกล่าวถึงอีกหลายคร้ังในฐานะหวั เมืองสาคญั ดงั ปรากฏใน
พงศาวดารไทยรบพมา่ สรุปความไดว้ า่ ในสมยั สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิไดถ้ ูกพระเจา้ หงสาวดีบุเรงนอง
แห่งพม่ายกทพั มาตี ไดม้ ีกองทพั จากพระไชยเชษฐาธิราชแห่งนครเวยี งจนั ทน์ในฐานะพนั ธมิตร ยกทพั มา
ช่วยทางด่านนครไทย เขา้ มาทางเมืองเพชรบูรณ์
ในสมยั พระมหาธรรมราชา เกิดเหตุการณ์พระยาละแวกเจา้ แผน่ ดินเขมร ยกทพั มารุกราน
หลายคร้ัง ในพ.ศ.๒๑๒๕ พระยาละแวกส่งทพั โดยมีพระทศราชาและพระสุรินทรราชาเขา้ ตีเมือง
นครราชสีมา เมื่อไดแ้ ลว้ จึงเตรียมเคล่ือนทพั ไปตีเมืองสระบุรี ในคราวน้นั สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้
ใหพ้ ระศรีถมอรัตน์(เจา้ เมืองศรีเทพ สมยั น้นั เรียกวา่ เมืองท่าโรง) และพระชยั บุรี (เจา้ เมืองชยั บาดาล) เป็น
ผนู้ ากองทพั หวั เมืองเขา้ ร่วมขบั ไล่ขา้ ศึกจนแตกพา่ ยไป
สมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงวเิ คราะห์วา่ เมืองเพชรบูรณ์สร้างข้ึนมา ๒ ยคุ บน
บริเวณเดียวกนั ยคุ แรกคงอยูใ่ นเวลาที่เมืองสุโขทยั หรือพิษณุโลกเป็นศูนยก์ ลางการปกครอง เพราะสร้าง
เมืองเอาลาน้าป่ าสกั ไวก้ ลางเมืองลกั ษณะเดียวกบั เมืองพษิ ณุโลก แนวกาแพงเมืองกวา้ งยาวดา้ นละ ๘๐๐
เมตร ยคุ ท่ี ๒ น่าจะสร้างข้ึนในสมยั สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยธุ ยา ดว้ ยมีป้อมและกาแพง
ลกั ษณะเดียวกบั ป้อมกาแพงเมืองท่ีสร้างที่ลพบุรี เป็ นแต่ร่นแนวกาแพงเมืองเล็กลงกวา่ เดิม[๔]
สมยั กรุงธนบุรี พ.ศ. ๒๓๑๘ กองทพั พม่าโดยอะแซหวนุ่ ก้ี ยกทพั มาตีกรุงธนบุรี ไดล้ อ้ มเมือง
พษิ ณุโลกไว้ เจา้ พระยาจกั รี (พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และเจา้ พระยาสุรสีห์ ได้
ตีฝ่ านาทพั ออกมาได้ และมาชุมนุมพกั ทพั สะสมเสบียงท่ีเมืองเพชรบูรณ์
ในช่วงสมยั ตน้ กรุงรัตนโกสินทร์ ช่ือเมืองเพชรบูรณ์และศรีเทพ (สีเทพ) ยงั ปรากฏในเอกสารสมุด
ไทยดาใบบอกข่าวการสวรรคตของรัชกาลที่ ๒ ในฐานะหวั เมืองข้ึนกรมมหาดไทย
ในสมยั รัชกาลที่ ๓ มีการยกฐานะของเมืองและเปลี่ยนช่ือเมืองจากศรีเทพเป็นวเิ ชียรบุรี และสร้าง
เมืองหล่มสักข้ึน โดยสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพสันนิษฐานวา่ เดิมบริเวณหล่มเก่ามี “เมือง
ลม” หรือ “เมืองหล่ม” ในสมยั สุโขทยั ซ่ึงเป็นเมืองที่ชาวเวยี งจนั ทน์และหลวงพระบางมาอาศยั อยจู่ านวน
มาก ต่อมาในสมยั รัชกาลท่ี ๔ มีการเปลี่ยนแปลงนามเจา้ เมืองเพชรบูรณ์และเมืองวเิ ชียรบุรี ซ่ึงใชช้ ่ือเดิมมา
แตส่ มยั อยธุ ยา
ในสมยั รัชกาลที่ ๕ ปี มีการรวบรวมหวั เมืองตามชายแดนท่ีสาคญั ต้งั เป็ นเขตการปกครอง
ใหม่ ข้ึนเป็นมณฑล ในปี พ.ศ.๒๔๔๒ มณฑลเพชรบูรณ์ไดต้ ้งั ข้ึนเป็นอิสระเนื่องจากทอ้ งท่ีมีภูเขาลอ้ มรอบ
การคมนาคมกบั มณฑลอื่นไม่สะดวก ลาบากแก่การติดต่อราชการ และโอนเมืองหล่มสกั อาเภอหล่มเก่า
อาเภอวงั สะพงุ มาข้ึนกบั มณฑลเพชรบูรณ์ ยบุ เมืองวเิ ชียรบุรีเป็นอาเภอ โอนอาเภอบวั ชุม อาเภอชยั บาดาล
ข้ึนกบั เมืองเพชรบูรณ์ มณฑลเพชรบูรณ์จึงมีสองเมือง คือ หล่มสกั กบั เพชรบูรณ์[๕] ผบู้ ริหารราชการเป็ น
ตาแหน่งขา้ หลวงเทศาภิบาล ผดู้ ารงตาแหน่งคนแรก คือ พระยาเพชรรัตน์สงคราม (เฟื่ อง)
พ.ศ.๒๔๔๗ ไดย้ บุ มณฑลเพชรบูรณ์ และไดต้ ้งั เป็นมณฑลอีกในปี พ.ศ.๒๔๕๐ และไดย้ บุ
อีกคร้ังในปี พ.ศ.๒๔๕๙ จงั หวดั เพชรบูรณ์ในขณะน้นั มี ๔ อาเภอ ไดแ้ ก่ อาเภอเมือง อาเภอวดั ป่ า(หล่ม
สัก) อาเภอวเิ ชียรบุรี และกิ่งอาเภอชนแดน[๖] จนกระทง่ั พ.ศ.๒๔๗๖ ไดย้ กเลิกมณฑลตา่ งๆทวั่ ประเทศ
ในสมยั รัชกาลที่ ๖ มีหลกั ฐานเอกสารแสดงใหเ้ ห็นวา่ ทุกอาเภอมีคนหลายเช้ือชาติอาศยั อยู่
คละกนั ไป ท้งั ชาวจีน พม่า ลาว เขมร เง้ียว แขก มอญ มีอาชีพทาไร่ยาสูบ ทานา ทาไร่ออ้ ย และเล้ียงไหม
ช่วงปลายสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ ในสมยั รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปี พ.ศ.๒๔๘๖ ได้
วางแผนการจดั สร้างนครบาลเพชรบูรณ์ เพ่อื เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แทนกรุงเทพฯ โดยใหก้ รุงเทพฯเป็น
เมืองทา่ ในขณะเดียวกนั กใ็ ชเ้ พชรบูรณ์เป็นฐานทพั ในการขบั ไล่ญี่ป่ ุนดว้ ย และต้งั อยใู่ นทาเลที่เหมาะสม
ห่างจากกรุงเทพ ๓๔๖ กิโลเมตร สามารถติดตอ่ กบั ประเทศจีนโดยผา่ นพม่าและลาวไดส้ ะดวก
เช่นกนั นอกจากน้ีแลว้ หากเกิดเหตุการณ์ในภาวะสงคราม การขดั แยง้ ระหวา่ งประเทศ ญี่ป่ ุน สหรัฐอเมริกา
และองั กฤษในขณะน้นั เพชรบูรณ์จะเป็ นสถานท่ีที่ปลอดภยั แต่เนื่องจากระเบียบการบริหารนครบาล
เพชรบูรณ์ไมผ่ า่ นความเห็นชอบจากสภาผแู้ ทนราษฎร ทาใหต้ อ้ งยกเลิกไป แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามไดม้ ีการ
พฒั นาปรับปรุง และสร้างสิ่งอานวยความสะดวกท้งั อาคารสถานที่ข้ึนมากมายในจงั หวดั เพชรบูรณ์ ณ
ช่วงเวลาน้ี และทาใหเ้ ป็นที่รู้จกั อยา่ งกวา้ งขวางข้ึน
ในช่วงระหวา่ งปี พ.ศ.๒๕๑๐ – ๒๕๒๕ บริเวณพ้ืนท่ีรอยต่อ ๓ จงั หวดั (เพชรบูรณ์
พิษณุโลก และเลย) พรรคคอมมิวนิสตแ์ ห่งประเทศไทยที่ตอ้ งการยดึ อานาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ไดแ้ ทรกซึมและครอบครอง มีผกู้ ่อการร้ายเขา้ ต่อสู้กบั ฝ่ ายรัฐบาล หลงั จากที่สู้รบเป็นเวลา ๑๔ ปี เศษ
รัฐบาลจึงไดร้ ับชยั ชนะ ปัจจุบนั จึงยงั มีสถานที่หลงเหลืออยเู่ ป็นอนุสรณ์บนเทือกเขาคอ้ ท่ีเคยเป็นสมรภูมิ
การสู้รบทางอุดมการณ์ และกลายเป็นสถานที่ทอ่ งเที่ยวอีกแห่งหน่ึงในปัจจุบนั หลงั จากน้นั เมือง
เพชรบูรณ์ก็มีรูปแบบการปกครองดงั เช่นในปัจจุบนั
กล่าวโดยสรุปไดว้ า่ พ้ืนท่ีของจงั หวดั เพชรบูรณ์ มีหลกั ฐานการปรากฏอยขู่ องชุมชนในแถบ
ลุ่มแม่น้าป่ าสักมาต้งั แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ตอนปลาย จากน้นั ไดร้ ับอารยธรรมจากภายนอก ไดแ้ ก่
วฒั นธรรมทวารวดีและวฒั นธรรมเขมรโบราณ ทาใหช้ ุมชนเหล่าน้นั มีพฒั นาการดา้ นตา่ งๆจนกลายเป็น
สงั คมเมืองขนาดใหญ่สืบมา เมื่อเขา้ สู่ช่วงสมยั สุโขทยั เมืองเพชรบูรณ์มีฐานะเป็นเมืองแวน่ แควน้ ของกรุง
สุโขทยั และในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา มีเมืองเพชรบูรณ์และเมืองศรีเทพเป็นเมืองสาคญั และต่อเน่ืองจนถึงช่วง
สมยั รัตนโกสินทร์ ต่อมาไดม้ ีการเปล่ียนแปลงและแบง่ เขตการปกครองอีกหลายคร้ัง จนคร้ังหน่ึงเมือง
เพชรบูรณ์เกือบมีฐานะเป็ นเมืองหลวงของประเทศไทยแทนกรุงเทพฯ ในสมยั จอมพล ป.พบิ ูล
สงคราม และหลงั จากน้นั ไดม้ ีการปรับปรุงพฒั นาดา้ นต่างๆมากมาย จนกระทง่ั เป็นเมืองเพชรบูรณ์ใน
ปัจจุบนั
นายธวชั ชยั ช้นั ไพศาลศิลป์
นกั โบราณคดี ปฏิบตั ิการ
อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ
คน้ ควา้ เรียบเรียง
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. (๒๕๔๑). ปกิณกศิลปวฒั นธรรม เล่ม ๔. เอ.พี.กราฟิ คดีไซนแ์ ละการพิมพ์ จากดั .
กรุงเทพมหานคร.
กรมศิลปากร. (๒๕๕๐). อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ. รุ่งศิลป์ การพมิ พ.์ กรุงเทพมหานคร.
กระทรวงมหาดไทย. (๒๕๓๕). ประวตั มิ หาดไทยส่วนภูมภิ าค จังหวดั เพชรบูรณ์. บริษทั ฟิ วเจอร์เพรส.
กรุงเทพมหานคร.
คณะกรรมการฝ่ ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอานวยการจดั งานเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั . (๒๕๔๓). วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณ์และ
ภูมปิ ัญญา จังหวดั เพชรบูรณ์. คุรุสภาลาดพร้าว.กรุงเทพมหานคร.
จงั หวดั เพชรบูรณ์. ประวตั ิ
จังหวดั . แหล่งที่มา http://www.phetchabun.go.th/data_detail.php?content_i
d=1.
อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ. (๒๕๕๓). รายงานการสารวจเบื้องต้นแหล่งโบราณคดีบ้านห้วยใหญ่ใต้.