เพจครูสงั คมนา่ รัก ครูสงั คมนา่ รัก
ยคุ สมยั ทางประวัตศิ าสตร์
สมยั กอ่ นประวัติศาสตร์ สมัยประวตั ศิ าสตร์ (มตี วั อักษร)
ยุคหิน หนิ กะเทาะ ล่าสตั ว์ ยุคโลหะ ยคุ สมยั ในประวตั ิศาสตรต์ ะวันออก (จนี , อินเดีย)
ยคุ หนิ เกา่ เร่รอ่ น อย่ถู า ยุคสาริด ยุคสมัยในประวัตศิ าสตรต์ ะวนั ตก
ยุคหนิ กลาง ยคุ เหล็ก
ยุคหินใหม่ หินขดั มนั เพาะปลูก ทองแดง+ดบี กุ สมยั โบราณ อารยธรรมเมโสโปเตเมยี
ถนอมอาหาร เปน็ สารดิ อยี ิปต์ ,กรกี , โรมนั
เลยี งสนุ ขั ใช้เหล็กเปน็ สมยั กลาง ระบบฟวิ ดลั ระบบแมนเนอร์
เครอื่ งมอื และอาวธุ สงคราครูเสด
หมบู่ า้ น บา้ นดินเหนยี ว สมยั ใหม่ ฟ้ืนฟศู ิลปวทิ ยา (Renaissance) ปฏวิ ัตวิ ทิ ยาศาสตร์
เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผา
สงั คมเกษตรกรรม นักปรัชญา มปี ระชาธิปไตย ลทั ธชิ าตินยิ ม สงครามโลก 1,2
อนสุ าวรีย์หนิ สโตนเฮนจ์
สมยั ปจั จบุ นั หรอื ยุคร่วมสมยั สงครามเย็น-ปจั จบุ ัน
การแบง่ ยุคสมัยทางประวตั ิศาสตร์
สมยั ก่อนประวัตศิ าสตร์
สมยั กอ่ นประวัติศาสตร์ คอื ช่วงเวลาท่มี นุษย์ยงั ไมร่ ้จู ักใชต้ ัวหนงั สือ
จงึ ยงั ไม่มีเอกสารใดๆที่จดบันทึกเรอื่ งราวให้มนุษยย์ ุคหลังได้ทราบ
การศกึ ษาเรอื่ งราวในสมยั กอ่ นประวัติศาสตร์จึงต้องอาศยั การสันนิษฐาน
และการตคี วามจากหลกั ฐานทางโบราณคดีและหลกั ฐานทาง
สภาพแวดล้อม สมยั กอ่ นประวัติศาสตรส์ ามารถแบ่งเปน็ 2 ยคุ ได้แก่
ยคุ หนิ และยคุ โลหะ
ยุคหิน (Stone Age)
แบ่งออกเป็น3 ยุค คอื ยุคหินเก่า ยุคหนิ กลาง และยคุ ใหม่
1. ยคุ หนิ เกา่ (Old Stone Age) ประมาณ 2,500,000-10,500
ปีมาแล้ว มนุษย์ในยคุ นเี ร่ิมทาเครือ่ งมอื เครอ่ื งใช้ดว้ ยหิน
ลกั ษณะสงั คมในยคุ หินเกา่ เปน็ สงั คมล่าสตั ว์ เร่รอ่ นอพยพตาม
ฝูงสตั ว์ ภาพวาดตามผนงั ถาทใ่ี ชฝ้ ุ่นสีตา่ งๆ ไดแ้ ก่ สดี า นาตาล
ภาพวาดทีม่ ชี ่อื เสียงของมนษุ ยย์ ุคหนิ เก่าอยทู่ ถ่ี าลาสโก ประเทศ
ถาลาสโก ประเทศฝรั่งเศส
ยุคหนิ กะเทาะ
ยคุ หินเกา่
2.ยคุ หินกลาง (Middle Stone Age) ประมาณ 10,500 – 10,000 ปี
มาแล้ว มนษุ ย์ในช่วงนเี ร่มิ ทาเครือ่ งจักรสาน เช่น ตะกร้าสาน ทารถลาก
เครื่องมือเคร่ืองใชท้ ท่ี าดว้ ยหินในยคุ นมี คี วามประณีตมากขึน ตลอดจน
รู้จกั นาสนุ ขั มาเลยี งสตั วเ์ ลยี ง เริม่ มีการเพาะปลูก ถนอมอาหาร
3.ยคุ หินใหม่ (New Stone Age) ประมาณ 10,000 – 4,000 ปี
มาแล้ว มนุษย์ในยุคนีอาศยั อยรู่ วมกันเป็นหมู่บ้าน ทาการเพาะปลกู และเลียงสตั ว์
เปล่ียนวถิ ชี ีวติ ของมนษุ ยจ์ ากสงั คมลา่ สตั ว์มาเป็นสังคมเกษตรกรรม ที่ตงั ถิน่
ฐานเปน็ หลักแหล่งตามบริเวณลุ่มนา มีการสร้างท่พี ักอาศัยถาวรเปน็ กระท่อมดิน
เหนยี ว ยุคหินใหมเ่ ป็นยคุ เกษตรกรรม พชื เพาะปลกู ทส่ี าคัญในยุคนี คอื ข้าว
ถัว่ ฟัก บวบ สว่ นสตั ว์เลยี ง ได้แก่ สนุ ัข แพะ แกะ หลกั ฐานสาคัญทม่ี ลี ักษณะ
โดดเด่นคือการสร้างอนสุ าวรยี ์หิน (Megalithic) ท่ีมชี ื่อเสยี ง คอื สโตนเฮนจ์
(Stonehenge) ในประเทศองั กฤษ สรา้ งขึนเพอื่ ใชค้ านวณเวลาทางดาราศาสตร์
เพอ่ื พธิ ีกรรมเพ่ือบวงสรวงดวงอาทิตย์และเพอ่ื ผลผลติ ทางการเพาะปลูก
สโตนเฮนจ์
ยคุ หินใหม่
ยคุ โลหะ (Metal Age) เริ่มเมื่อประมาณ 4,000 ปี
มาแล้วมนษุ ยย์ คุ นมี คี วามกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี แสดงถงึ การพัฒนา
ความสามารถทางความคิดดว้ ยการมคี วามสามารถนาโลหะมาทาเปน็
เคร่ืองมอื เคร่ืองใช้ ในระยะแรกของยุคโลหะจะพบว่าพวกเขาร้จู กั หลอม
ทองแดงและดบี ุกซง่ึ เป็นโลหะที่ใช้อณุ หภูมิไม่สูงนกั ในการหลอมตอ่ มาจงึ
พฒั นาความร้แู ละเทคโนโลยี ขึนมาจนสามารถหลอมเหลก็ ได้ซง่ึ การ
หลอมเหลก็ ต้องใช้อุณหภมู ิสงู นักโบราณคดีจึงแบง่ ยุคโลหะออกเปน็ 2
ยุคตามความแตกตา่ งของระดับเทคโนโลยี และเครอ่ื งมือเครื่องใช้
ยคุ โลหะ
ยคุ สาริด (Bronze Age) การเรมิ่ ตน้ ประมาณ4,000ปี มาแล้ว มนุษย์
ร้จู ักนาทองแดงผสมกบั ดบี กุ หลอม รวมกนั กลายเป็นโลหะผสม เรยี กวา่
สารดิ มาใชท้ าเปน็ เครอ่ื งมือเครือ่ งใช้และอาวธุ ทม่ี ี คณุ ภาพดีกวา่ ที่ทาจาก
หินขดั มาก การดารงชีวิตของมนุษยย์ ุคนกี ็เปลย่ี นไปจากการเป็นชุมชน
เกษตรกรรมเลก็ ๆกลายเป็นชมุ ชนขนาดใหญ่ที่เราเรียกว่าชมุ ชนเมือง
สังคมสมัยหนิ ใหม่สู่สมยั สาริด เชน่ แหลง่ อารยธรรมเมโสโปเตเมียใน
ภูมภิ าคเอเชีย-ตะวนั ตก แหลง่ อารยธรรมลมุ่ แมน่ าไนลใ์ นประเทศอยี ปิ ต์
แหล่งอารยธรรมลมุ่ แมน่ าสนิ ธุในประเทศอนิ เดีย และแหล่งอารยธรรม
ลุ่มแมน่ าฮวงโหวในประเทศจนี เปน็ ตน้
ยคุ สาริด ทองแดง
ดีบุก
ยุคเหลก็ (Iron Age) เรม่ิ เมอ่ื ประมาณ 3,200 ปี มาแล้ว เปน็ ช่วงของ
การพฒั นาการทางเทคโนโลยี ทต่ี อ่ เน่อื งจากยุคสาริด มนุษยก์ ค็ ดิ คน้ หาวธิ นี า
เหล็กซ่งึ เปน็ โลหะท่ีมีความแขง็ และทนทานกว่าสาริดมาทาเป็นเคร่ืองมอื เครือ่ งใช้
และอาวุธด้วยการใชอ้ ณุ หภูมิ ในการหลอมท่สี ูงกว่าการหลอมสาริดแลว้ จงึ ตี
โลหะเหล็กในขณะทีย่ งั รอ้ นอยูใ่ หเ้ ปน็ รปู ทรงที่ตอ้ งการเน่อื งจากเหลก็ ใชท้ า
เครื่องมอื เครื่องใช้มคี วามเหมาะสมกับงานการเกษตร สงั คมมนษุ ยย์ คุ นที ่ี
พัฒนาเข้าสยู่ ุคเหล็กและเขา้ สูค่ วามเปน็ รฐั ได้ด้วยการมกี องทพั ท่มี ปี ระสทิ ธิภาพ
กว่าสามารถปกปอ้ งเขตแดนของตนเองไดด้ กี วา่ ทาใหส้ ังคมเมอื งของตนมีความ
มน่ั คงปลอดภยั และในทีส่ ุดก็สามารถขยายอทิ ธิพลไปยังดินแดนอื่นๆไดใ้ นเวลา
ตอ่ มา
ยคุ เหลก็
สมยั ประวตั ศิ าสตร์
สมยั ประวัตศิ าสตร์เปน็ ช่วงเวลาท่มี นษุ ยใ์ นสงั คมนัน
รู้จักการเขยี น มีตวั อกั ษรสาหรบั ใชจ้ ดบันทึก
การแบง่ ยคุ สมยั ในประวตั ิศาสตร์ตะวันออก คอื
ประวตั ศิ าสตรจ์ ีน อินเดยี และประวตั ิศาสตร์
ตะวนั ตก
อักษรลมิ่ หรอื อกั ษรคูนฟิ อรม์ (Cuneiform) เปน็ รปู แบบการเขียนแรกเร่มิ ทป่ี ระดษิ ฐ์โดยชาวสุเมเรียนใน
ดนิ แดนเมโสโปเตเมยี ราว 3,000 ปี กอ่ นครสิ ตศ์ ักราช อักษรนเี มื่อเขยี นลงบนแผน่ ดินเหนยี ว จะมีรปู ร่างเปน็
เหลยี่ มๆ มลี ักษณะคล้ายกับรอยตนี ไก่ เชอ่ื วา่ เขียนด้วยก้านออ้ และกดลงบนแผ่นดินเหนียวที่อ่อนตวั แลว้ นาไป
ตากแดดหรือเผาใหแ้ ห้ง
การแบง่ ยุคสมัยในประวัตศิ าสตร์ตะวันตก แบ่งเปน็ 4 ยคุ สมัย
1.ประวัตศิ าสตร์สมัยโบราณ (3,500 ปกี อ่ นครสิ ต์ศกั ราช-ค.ศ. 476)
รากฐานของอารยธรรมตะวนั ตกเร่มิ ต้นในลุม่ แม่นาไทกริส-ยูเฟรทีส
อารยธรรมสมัยนีไดแ้ ก่ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียปิ ต์โบราณ
อารายธรรมกรกี และอารยธรรมโรมัน สมยั โบราณในประวตั ศิ าสตร์
ตะวนั ตก เรมิ่ ตน้ เม่ือ 3,500 ปกี ่อนคริสตศ์ กั ราช ซึ่งเปน็ ชว่ งเวลาที่
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี และอารยธรรมอินเดีย ซึง่ เปน็ อารยธรรมท่เี กา่ แก่
ท่ีสดุ ในโลกจนถึง ค.ศ. 476 เมอ่ื จักรวรรดิโรมันตะวนั ตกล่มสลาย
ถือเป็นการสินสดุ สมัยโบราณ
2.ประวตั ิศาสตรส์ มัยกลาง (ค.ศ. 476-ค.ศ. 1453) ช่วงเวลา
สมัยกลาง เปน็ ชว่ งเวลาทมี่ กี ารเปลีย่ นแปลงทางอารยธรรมตะวนั ตกจาก
อารยธรรมโรมันไปสู่อารยธรรมครสิ ต์ศาสนาเปน็ สมัยท่ตี ะวันตกได้รบั
อิทธิพลอย่างมากจากศรสิ ตศ์ าสนา นอกจากนสี งั คมสมัยกลางยังมี
ลกั ษณะเปน็ สังคมในระบบฟวิ ดัล (Feudalism) ที่ขนุ นางแควน้ ต่างๆ
มีอานาจครอบครองพืนท่ี โดยประชาชนสว่ นใหญม่ ฐี านะเป็นข้าตดิ ทด่ี ิน
(Serf) และดารงชวี ติ อย่ใู นเขตแมเนอร์ (manor) ของขุนนาง ซง่ึ เปน็
ลักษณะพเิ ศษของสงั คมสมยั กลาง และมีสงครามครเู สด
3.ประวัตศิ าสตรส์ มัยใหม่ (ค.ศ. 1453-1945) เป็นรากฐานทสี่ าคัญของอารยธรรมตะวนั ตกใน
ปัจจุบัน ประวัตศิ าสตร์สมัยใหม่เปน็ ชว่ งทีม่ ีการสารวจเส้นทางเดินเรอื ทะเล เพอ่ื การค้ากบั โลก
ตะวันออกและการเผยแผ่ครสิ ตศ์ าสนา เริม่ ตงั แตส่ มยั ฟ้ืนฟูศลิ ปวทิ ยา (Renaissance
คริสตศ์ ตวรรษท่ี 15-17) ซึ่งเป็นช่วงสมัยที่ความเจริญทางวิทยาการต่างๆ เจริญร่งุ เรืองอยา่ ง
รวดเรว็ เข้าไปส่ยู ุคสมยั แหง่ การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ คริสต์ศตวรรษท่ี 16-18)
ยคุ ภูมิธรรม (คริสต์ศตวรรษท่ี 17-18) มีนักปราชญ์ เช่น รุสโซ, วอแตร์, มองเตสกิเออ
สมัยประชาธิปไตย (ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 17-19)
สมยั ชาตินยิ ม (Nationalism ค.ศ. 1789-1918)
สมัยจกั รวรรดินยิ มใหม่ (New Imperialism ปลายครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 19-สงครามโลกครงั ท่ี 2)
สมยั สงครามโลก (World War ค.ศ. 1914-1945) การแผข่ ยายอานาจของยุโรปในสมยั ใหม่ทา
ใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ ก่อใหเ้ กิดสงคราโลกครงั ที่ 1 และสงครามโลกครงั ที่ 2 ประวัตศิ าสตร์
สมยั ใหม่สินสุดลงเมื่อ ค.ศ. 1945 เมอื่ สงครามโลกครงั ที่ 2 ยุติลง
4.ประวตั ศิ าสตรส์ มัยปจั จบุ นั (ค.ศ.1945-
ปัจจบุ ัน) สมัยปัจจุบนั เป็นช่วงสมัยหลงั
สงครามโลกครงั ที่ 2 ซ่งึ มีผลกระทบรนุ แรงทงั่
โลก และก่อใหเ้ กิดการเปลยี่ นแปลงทางด้าน
เศรษฐกิจ สงั คม การเมอื งการปกครองตอ่
สังคมโลกในปัจจุบัน