1
2
บทที่ ๑
บทนา
ความเป็ นมาและความสาคญั
สถาบนั หลกั สาคญั ของชาติ ประกอบดว้ ย ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ ซงึ่ เป็ นศนู ย์รวมจติ ใจทีน่ าพา
ประเทศชาตไิ ปสคู่ วามม่นั คงปลอดภยั และความเจรญิ กา้ วหนา้ ชาตไิ ทยเป็ นชาตทิ ีม่ เี อกลกั ษณ์ของตนเอง ไดแ้ ก่
วฒั นธรรมทดี่ งี าม มศี ลิ ปกรรม สถาปตั ยกรรมทีน่ ่าภาคภมู ใิ จ มศี าสนาเป็ นหลกั ใจ และ มีสถาบนั พระมหากษตั ริย์เป็ น
สถาบันั หลักั ทัีั่สรั้างชาตัิบั้านเมัอง และปกครองดัูแลใหอ้ าณาประชาราษฎร์
มัีความรม่ เย็นผาสักมาตง้ั แตั่เรัิ ่มความ เป็ นชาตไิ ทย ใหด้ ารงคงอยจู่ นถงึ พวกเราคนไทยในทกวนั น้ี
ดงั นน้ั การถวายความจงรกั ภกั ดี และพิทกั ษ์รกั ษาสถาบนั หลกั ของชาติ
จงึ เป็นหน้าทขี่ องคนไทยทกคนทีต่ อ้ งช่วยกนั รกั ษาไวด้ ว้ ยชีวติ ซง่ึ ไดย้ ดึ ถอปฏบิ ตั สิ บเน่องกนั มา
ตง้ั แตค่ รง้ั โบราณกาลจวบจนปจั จบนั จากกระแสการเปลีย่ นแปลงของโลกและความขดั แย้งทางการเมองได้
ก่อให้เกดิ ความแตกแยกขนึ้ ในกลม่ บคคลบางกลม่ ของสงั คมไทย ซึง่ ยงั หาแนวทางสรา้ งความสามคั คีกนั ไดย้ าก ซง่ึ
เป็ นการบ่นั ทอนความเจรัิญกั้าวหนา้ ของประเทศ
และมีผลกระทบตอ่ วัิถีการดัารงชัีวิตของคนไทยท่วั ทัั ้งประเทศ
การสบสานศาสตร์พระราชาสูก่ ารพฒั นาทีย่ ่งั ยน เป็ นกระบวนการนาศาสตร์พระราชาไปสู่การ ปฏบิ ตั ใิ ห้
เกดิ ผล หรอเรียกงา่ ย ๆ วา่ การนาความรูใ้ นศาสตร์ทง้ั ๓ ดา้ น หรอ ๓ มติ ิ ทง้ั ดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม
และสงิ่ แวดล้อม สูก่ ารพฒั นาประเทศใหม้ ่นั คง ยง่ั ยน ไปสู่การปฏบิ ตั จิ ริง หรอเดนิ ตามรอยเทา้ พอ่ ในการปฏบิ ตั ิ
ตน ปฏบิ ตั งิ าน เพอ่ การพฒั นาประเทศอยา่ งย่งั ยน ประกอบดว้ ย การนาองค์ความรู้ ด้านการกาหนด เป้ าหมาย
ของการเรัียนรูั้หรัอการพัฒั นางาน องคั์ความรูั้ดั้านเนั้อหา ความรูั้จากโครงการพระราชดัาริ
และอัั่น ๆ รวมทัั ้ง การนัาองคั์ความรูั้ในวัิธัีทรงงานมาใชั้ในการดัาเนินชัีวิต
การทัางานของบัคคล ครอบครัวั ชัมชน หรัอ ขององคั์กร มูลนิธัิ
หนั่วยงานทัั ้งภาครัฐั และภาคเอกชนตั่าง ๆ เพัั่อการพัฒั นาตนเอง พัฒั นางาน ดัาเนัินชัีวัิต
ดัาเนัินงานใน หน้าทีั่ความรับั ผัิดชอบด้วยองคั์ความรูั้ตามศาสตรั์พระราชา
หรัอเรียกอัีกอยั่างหนึั่งวา่ “เดนิ ตาม รอยเทา้ พั่อ สาน ตอ่ งานทีพ่ อ่ ทา”ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
(Sufficiency Economy Philosophy; SEP) สามารถนาไปสู่ ความยัั ่งยนได้จรงิ
ซง่ึ ทกคนสามารถนาหลักั ปรชั ญาของเศรษฐกัิจพอเพัียง มาเป็ นหลกั ปฏัิบตั ัิในการดาเนินชัีวัิตได้
แตั่ผูั้ทีั่จะนัาไปประยักตั์ใชั้นัั ้นตั้องมัีความเขั้าใจทีั่ถัูกตั้อง
และจะตั้องระเบัิดจากขั้างใน นัั ่นคัอ ความคัิด ความรู้ ความศรทั ธา ความเชอ่ ม่นั และเห็นในคณคา่
มาเป็นแรงผลกั ดนั ดงั น้นั การแปลงหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียงไปสู่การปฏบิ ตั จิ ึงตอ้ งทาแบบเป็ นขน้ั เป็ นตอน โดยมีคนเป็ นหวั ใจของการพฒั นาไปสูค่ วามสาเรจ็ อีกทง้ั
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดม้ ีนโยบายเกยี่ วกบั การปรบั ปรงหลกั สตู รการเรียนการสอน และการบรหิ ารจดั การศกึ ษา
เร่อง การปลูกฝงั คณธรรม จรยิ ธรรม การสรา้ งวนิ ยั การมจี ติ สานึกรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม ยดึ มน่ั ในสถาบนั ชาติ ศาสนา
พระมหากษตั รยิ ์ และมีความภาคภูมใิ จในความเป็นไทย ประกอบกบั นกั ศกึ ษาขน้ั พ้นฐาน กศน.อาเภอเมอง
นราธวิ าส โดยสว่ นใหญย่ งั ขาดความรู้ ความเขา้ ใจในสถาบนั ชาติ ศาสนา สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ และการ
ขบั เคลอ่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตรพ์ ระราชา
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอเมองนราธวิ าส จงึ ไดจ้ ดั โครงการเทดิ ไท้องค์
ราชนั และการขบั เคล่อนปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชาขน้ึ เพอ่ ให้นกั ศกึ ษาขน้ั
พ้นฐาน มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเร่องสถาบนั ชาติ ศาสนา สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ และการขบั เคลอ่ นปรชั ญาของ
เศรษฐกัิจพอเพัียงตามแนวทางศาสตรั์พระราชา
อัีกทัั ้งสามารถนัาความรูท้ ีั่ไดร้ ับั ไปใช้ประโยชน์ในการดัาเนินชัีวัิต ตอ่ ไปได้ 3
4
วตั ถุประสงค์
1. เพ่อใหก้ ลม่ เป้ าหมาย มีความรู้ความเข้าใจ เร่องความจงรกั ภกั ดีต่อสถาบนั ชาติ ศาสนา
พระมหากษตั รยิ ์ และขบั เคลอ่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา
2 เพัั่อให้กล่มเป้ าหมาย นาความรทู้ ีไ่ ดร้ บั ไปประยกต์ใช้ในการดาเนินชัีวัิตได้
เป้ าหมาย
เชงิ ปรมิ าณ
นกั ศัึกษา กศน. อัาเภอเมัองนราธวิ าส ทง้ั ๗ ตาบล รวมจัานวนทง้ั หมด 380 คน
แบง่ เปั็น 2 รน่ ( รน่ ละ 1 วันั ) วันั ละ 190 คน
เชงิ คณภาพ
กลม่ เป้ าหมายมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในความจงรกั ภกั ดีต่อสถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์
ขบั เคล่อนปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา และสามารถนาความรู้ไปใช้ใน
ชัีวัิตประจาวนั ได้
ระยะเวลา
รน่ ที่ 1 ในวนั ที่ 21 กมภาพนั ธ์ 2565
รน่ ที่ 2 ในวนั ที่ 22 กมภาพนั ธ์ 2565
พน้ื ทดี่ าเนนิ การ
ณ หอ้ งประชมชน้ั 1 สัานกั งาน กศน.จงั หวัดั นราธัิวาส
งบประมาณ
จากแผนงาน : ยทธศาสตร์สรา้ งความเสมอภาคทางการศกึ ษา โครงการสนบั สนนคา่ ใช้จา่ ยในการจดั
การศกึ ษาตง้ั แตร่ ะดบั อนบาลจนจบการศกึ ษาขน้ั พ้นฐาน กิจกรรมจดั การศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษา
ขน้ั พ้นฐาน งบเงนิ อดหนน คา่ กจิ กรรมพฒั นาคณภาพผเู้ รียน รหสั งบประมาณ ๒๐๐๐๒43016500154
จานวน 59,7๐๐ บาท ( หา้ หมน่ เกา้ พันั เจ็ดรอ้ ยบาทถั้วน )รายละเอัียดดงั นี้
1. คา่ ตอบแทนวทิ ยากร เป็ นเงนิ 1,200 บาท
รนุ่ ท่ี 1 วนั ท่ี 21 กมุ ภาพนั ธ์ 2565
1 คน × 200 บาท × 6 ชััั ่วโมง × 1 วันั
รนุ่ ท่ี 2 วันั ที่ 22 กมุ ภาพนั ธ์ 2565
1 คน × 200 บาท × 6 ชััั ่วโมง × 1 วันั เป็ นเงิน 1,200 บาท
2. คา่ ใชส้ อย
รนุ่ ที่ 1 วนั ท่ี 21 กมุ ภาพนั ธ์ 2565
- คา่ อาหารนกั ศกึ ษา จานวน 190คน x ๗๐บาท x 1ม้อ เป็ นเงนิ 13,300 บาท
- คา่ อาหารวา่ งและเครอ่ งดม่ จานวน 190 คน x ๒๐ บาท x 2 ม้อ เป็ นเงนิ 7,60๐ บาท
รนุ่ ท่ี 2 วันั ที่ 22 กมุ ภาพนั ธ์ 2565
- คา่ อาหารนกั ศกึ ษา จานวน 190คน x ๗๐บาท x 1ม้อ เป็ นเงนิ 13,300 บาท
- คา่ อาหารวา่ งและเครอ่ งดม่ จานวน 190 คน x ๒๐ บาท x 2 ม้อ เป็ นเงนิ 7,60๐ บาท
5
3. คา่ วสั ดุ
- คา่ ป้ าย เป็ นเงนิ 5๐๐ บาท
- คา่ วสั ดดาเนินงาน เป็ นเงิน 15,000 บาท
รวมเป็ นเงนิ ทง้ั สนิ้ 59,7๐๐ บาท
รวมเป็ นเงนิ ทงั้ สนิ้ 59,7๐๐.- บาท ( หา้ หมััื น่ เกา้ พนั เจั็ดรอ้ ยบาทถว้ น )
******************หมายเหตุ คา่ ใชจ้ า่ ยถวั เฉลยี่ ตามทจี่ า่ ยจรงิ ****************************
ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ
- นางสาวมารสิ า อาลี ตาแหน่ง ครูผู้ชั่วย เบอรั์โทร 083-1680332
- ครู อาสาฯ ทกตาบล
- ครู กศน.ตาบล ทกตาบล
- ครู ศรช.
- ครูอาสาฯปอเนาะ ทกตาบล
เครอื ขา่ ย
สานักั งานเทศบาลเมัองนราธัิวาส
โครงการทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
โครงการทกั ษะชัีวติ
ผลลพั ธ์
กลม่ เป้ าหมาย มีความรูค้ วามเขา้ ใจในความจงรกั ภกั ดี ตอ่ สถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์
ขบั เคลอ่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา และสามารถนาความรู้ไปใช้ใน
ชัีวัิตประจาวนั ได้
6
บทท่ี ๒
เอกสารทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
ศาสตรพ์ ระราชา คอ แนวทางการพฒั นาของในหลวงรชั กาลที่ 9 ทมี่ ีความลม่ ลกึ รอบดา้ น มองการณ์
ไกล และเน้นความย่งั ยนยาวนาน ก่อนทีป่ ระชาคมโลกจะตน่ ตวั ในเรอ่ งน้ี เป็ นแนวทางการพฒั นาทีม่ ง่ ยกระดบั
คณภาพชัีวติ ของคนไทยทกหมูเ่ หลา่ องคั์ประกอบของศาสตรั์พระราชา คอ การศัึกษาและสขภาพ
การเพัิั่มผลัิต ภาพการผลติ การ คน้ คว้าวจิ ยั การบรหิ ารความเสีย่ ง การอนรกั ษ์ธรรมชาติ
และปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง แตล่ ะ องคป์ ระกอบลว้ นมีสว่ นชว่ ย ยกระดบั คณภาพชวี ติ ของทกผูท้ กคน โดยเฉพาะ
คนจนผยู้ ากไร้ หลกั การทางาน ตามศาสตร์พระราชา เขา้ ใจ.เขา้ ถงึ .พฒั นา. เป็ นวิธีการแหง่ ศ
าสตร์พระราชาเพ่อการพฒั นาที่ย่งั ยน ทีพ่ ระบาทสมเดั็จพระปรมัินทรมหา
ภัูมัิพลอดลยเดชทรงใชั้เป็ นวัิธัีการทรงงานมาตลอดรัชั สมัยั ศาสตร์พระราชา มีนยั ยะกวา้ งขวางมาก
ศาสตร์แปลวา่ ความรูท้ ีเ่ ป็ นระบบ เช่อถอไดผ้ า่ นการพสิ ูจน์มาแลว้ ความรูข้ องพระเจา้ แผน่ ดนิ พระองค์น้ี
มีทง้ั ดา้ นทเี่ ป็นวทิ ยาศาสตร์ธรรมชาตมิ ีทง้ั วทิ ยาศาสตรป์ ระยกต์มที ง้ั สงั คมศาสตร์ มที ง้ั มานัษยวัิทยา
มนัษยศาสตร์ คัอ มัีทักมัิติ ถั้าเราตัิดตาม/ดัูงานทีั่พระองคั์ทั่านทรงงานมามากวั่า 70
ปัีพระองค์ ทรง ทาเป็ นตวั อย่างมาให้ดทู ง้ั หมด 1,500 กวา่ แหง่ มีทกศาสตร์ มที ง้ั จรยิ ธรรมศาสตร์ศาสนา
มที กมติ ิ ปรชั ญา เศรษฐกจิ พอเพียง เป็นศาสตร์วา่ ดว้ ยการพฒั นามนษย์ทสี่ าเร็จทีส่ ดในโลก
มีศาสตรว์ ่าดว้ ยการเกษตร ศาสตร์วา่ ดว้ ยเรอ่ งดนิ ศาสตร์เร่องนา้ เรอ่ งดนิ พระองค์ท่านทรงมคี วามเชยี่ วชาญ
จนท่วั โลกยกย่อง ใหว้ นั เกิดพระองค์ ทั่าน คัอวันั ที่ 5 ธันั วาคม เปั็น “วันั ดัินโลก” หรัอแมั้แตั่น้
า ศาสตรั์วั่าดั้วยเรั่องนั้ัา “ฝนหลวง” ทีั่ทรงศัึกษาวัิจัยั ในการให้ เมฆรวมตวั กนั เป็ นกอ้ นโต
แลว้ ทาใหเ้ ป็ นฝนตกลงมาได้พระองค์ทรงทาสาเร็จจนไดร้ างวลั การสรา้ ง เขอ่ น ฝายชะลอนั้ัา
ศาสตรั์เรั่องป่าไมั้ทีเ่ ป็น “พัั้นทีั่ตน้ นั้ัา” ชั่วยสรั้างความชัั่มชน่ ศาสตรั์เรั่องการจัดั การดัิน
การ ป้ องกนั ชะลา้ งหน้าดนิ เก็บ ความสมบรู ณ์ของดนิ บนเขา บนพ้นทลี่ าดชนั ดว้ ย “หญา้ แฝก ทเี่ ปรยี บเสมอน
กัาแพงทีั่มัีชัีวัิต” พระองคั์เขั้าใจเรั่องการใช้ หญั้าแฝก อยั่างลัึกซึั่ง
ในการปั้องกันั ความเสั่อมโทรมของดัิน เกั็บนั้ัา และความอัดมสมบรู ณ์ ใหั้คงอยู่ตลอดไป
แมั้แตั่นั้ัาที่ ไหลบั่าทั่วมบา้ นเรอน ทรงคดิ วัิธัีกกั เกั็บดั้วยโครงการ “แกั้ม ลงิ ”
การบาบดั น้าเสียดว้ ยเคร่องกลเตมิ อากาศ “กงั หนั ชยั พฒั นา” ทรงทางานวจิ ยั ทง้ั ในวงั และในไรน่ าเกษตรกร
ทรงคดิ คน้ “ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง” และ“เกษตรทฤษฎใี หม”่ ทีม่ ีการปรบั ใช้ทง้ั ในพ้นทรี่ าบลม่ และบนพ้นที่
สูงชนั บางคนก็เรยี ก ศาสตร์พระราชาศาสตร์วา่ เป็ นศาสตร์แหง่ การพฒั นา ทยี่ งิ่ ใหญ่ ทรงให้ความ สาคญั กบั ทก
ปญั หาทกความทักขั์ของพสกนิกร จนเกิดศาสตร์พระราชามากกว่า 4,500 กรณีศัึกษา
โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ คอ การบรหิ ารจดั การทีด่ นิ เพอ่ การเกษตร ตามแนวพระราชดารแิ ห่งองค์
พระบาทสมเดั็จพระปรมัินทรมหาภัูมัิพลอดัลยเดช ทีั่ทรงคัิดคั้น/วัิจัยั เกษตรทฤษฎัีใหม่
มาตัั ้งแตั่ปี พ.ศ. 2532 ในพน้ ที่ สว่ นพระองค์ขนาด 16 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา ที่ ต.หว้ ยบง อ.เมอง จ.สระบรี
และทรงเผยแพรต่ ง้ั แตป่ ี 2537 เพอ่ แกไ้ ขปญั หา เกษตรกรรมทใี่ นเขตแหง้ แลง้ ขาดแคลนนา้ ในการเกษตร
โดยเฉพาะการเกษตรทีอ่ าศยั น้าฝนเป็ นหลกั ซึง่ มี ความเสยี่ งสงู ในการขาดแคลนน้า
กรณีฝนทงิ้ ช่วงและปรมิ าณนา้ ฝนไมเ่ พียงพอในการ เพาะปลูก เป็ นทฤษฎีแหง่ การ บรหิ ารจดั การ ดนิ ทดี่ นิ น้า
และเวลา ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพสงู สด โดยเฉพาะ เกษตรกรรายยอ่ ย ทีม่ ที ีด่ นิ จานวนน้อย สามารถเลี้ยงตวั เองได้
มีความม่นั คงดา้ นอาหาร คอ มขี า้ ว มพี ชผกั และ อาหารโปรตัีน จากการเลีั้ยงสัตั วั์ เชั่น ไก่ หมู ปลา
ฯลฯ ไวั้บรัิโภคไดั้ตลอดทัั ้งปี มัีการนัาหลักั เศรษฐกัิจพอเพัียง มาปฏบิ ตั ิ ใหเ้ ป็ นรูปธรรม
7
อยา่ งเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั สภาพปญั หาและทรพั ยากรทีม่ ี ตง้ั แตก่ ารทาการเกษตร แบบพอเพยี ง
เพอ่ การเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครวั ไปจนถงึ การ พฒั นาการเกษตรแบบประณีต เพมิ่ มลู คา่ สามารถ
8
ใหผ้ ลตอบแทนเชิงเศรษฐกจิ ทีส่ ูงมากขน้ึ ในทกครา ทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ฯ เสด็จพระราชดาเนินไปทรง
เยีย่ มราษฎร ตามพ้นทตี่ า่ งๆ ทว่ั ประเทศนน้ั ทรงสอบถาม และทอดพระเนตรพบสภาพปญั หากาขาดแคลนน้า
เกิดแรงดลพระราชหฤทยั อนั เป็ นแนวคดิ ขน้ึ วา่ 1. ขา้ วเป็ นสงิ่ จ าเป็ นในวิถชี ีวติ ของคนไทย หากได้น้าเพียงพอ
จะสามารถเพม่ิ ปรมิ าณผลผลติ ขา้ วได้มากยงิ่ ขน้ึ 2. หากเก็บนา้ ฝนทีต่ กลงมาไวไ้ ดแ้ ลว้ นามาใชใ้ นการเพาะปลูก
ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลติ ต่างๆ ไดม้ ากขนึ้ เช่นกนั 3. การสรา้ งอา่ งเก็บนา้ ขนาดใหญ่ นบั วนั แตจ่ ะยากทีจ่ ะ
ดัาเนัินการได้ เนั่องจากการขยายตัวั ของชัมชน มี ขั้อจัากััด
และอาจเกัิดผลกระทบหลายอยั่าง 4. หากแตั่ละ ครวั เรอน มีสระน้าประจาไรน่ าทกครวั เรอนแลว้
เมอ่ รวมปรมิ าณกนั ก็ย่อมเทา่ กบั ปรมิ าณในอา่ ง เก็บน้าขนาด ใหญ่ ทาไดง้ า่ ย สนิ้ คา่ ใช้จา่ ยน้อย
และเกดิ ประโยชน์สูง โดยตรง มากกวา่ ในเวลาต่อมา ไดพ้ ระราชทาน พระราชดาริ ให้ทาการทดลอง
"ทฤษฎใี หม"่ เกีย่ วกบั การจดั การทดี่ นิ และแหล่ง น้าเพอ่ การเกษตรขนึ้ ณ วดั มงคลชยั พฒั นา ตาบลหว้ ยบง
อาเภอเมองจงั หวดั สระบรี แนวทฤษฎีใหมก่ าาหนดขนึ้ โดยใหแ้ บ่งพน้ ทีถ่ อ ครอง ทางการเกษตร
ซงึ่ โดยเฉลีย่ แลว้ เกษตรกรไทย มีเน้อทดี่ นิ ประมาณ 10-15 ไร/่ ครอบครวั แบ่งออกเป็ น สดั สั่วน 30 – 30 –
30 - 10 คอ กรณีทีั่มี พั้นที่ 15 ไร่ จะแบั่งไดั้ดังั น้ี สว่ นแรก : รั้อยละ 30 เน้อทเี่ ฉลีย่ 4.5 ไร่
ใหั้ทัาการขดสระกักั เกั็บนั้ัาไวั้ใชั้ในการเพาะปลัูก โดยมีความลัึก ประมาณ 3 เมตร
ซัึ ่งจะสามารถรับั นั้ัาไดั้จัถัึง 20,000 ลูกบาศก์เมตร โดยการรองรบั จากนา้ ฝน ราษฎรจะสามารถนาน้า
นี้ไปใชใ้ นการเกษตร ไดต้ ลอดปีและ ยงั สามารถเลี้ยงปลาและปลูกพัชนั้ัา
พัชรมิ สระเพัั่อเพัิั่มรายได้ใหก้ บั ครอบครวั อัีกทาง หน่ึงดว้ ย
สว่ นทีส่ อง : รอ้ ยละ 60 เน้อทีเ่ ฉลีย่ ประมาณ 9.0 ไร่ เป็ นพน้ ทีท่ าการเกษตรปลกู พชผลตา่ ง ๆ
โดยแบง่ พ้นทีน่ ี้ ออกเป็น 2 สว่ น คอ รอ้ ยละ 30 ในสว่ นทีห่ นึ่ง : ทานาขา้ ว ประมาณ 4.5 ไร่ รอ้ ยละ 30 ใน
สว่ นทีส่ อง ปลูกพชไร่หรอ พชสวน ตามแต่สภาพของพ้นทีแ่ ละภาวะตลาด ประมาณ 4.5 ไร่ พระบาทสมเดจ็
พระเจา้ อยู่หวั ทรงคานวณ โดยใช้ หลกั เกณฑ์ วา่ ในพ้นทที่ าการเกษตรนี้ ตอ้ งมนี ้าใช้ในชว่ งฤดูแลง้ ประมาณ
1,000 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ ถา้ หากแบง่ แตล่ ะ แปลงเกษตรใหม้ ีเน้อที่ 4 ไร่ ทง้ั 2 แหง่ แลว้ ความตอ้ งการนา้
จะตอ้ ง ใช้ประมาณ 9,000 ลกู บาศกเ์ มตร ทจี่ ะตอ้ งเป็ นน้า สารองไวใ้ ช้ ในยามฤดูแลง้ สว่ นทีส่ าม : รอ้ ยละ 10
เป็ นพ้นทีท่ เี่ หลอ มเี น้อทเี่ ฉลีย่ ประมาณ 1.5 ไร่ จดั เป็ นทอี่ ยูอ่ าศยั ทางลาเลียง คนั ดนิ ป้ องกนั นา้ ทว่ ม ร่องคู
พัั้นทีั่ปลัูกพัชสวนครวั -หลมพอเพัียง เลา้ /คอก ปศสัตั วั์ หากมีการรวมกลม่
หรัอมีการผลติ /จัาหนั่ายในรูปสหกรณ์ ก็จะเพม่ิ อานาจตอ่ รองในการซ้อ-ขาย มีการเชอ่ มโยง/ ประสานงาน
ในการจดั หาแหล่งเงินทน การแปรรูป การพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ และช่องทางการตลาด ทง้ั ในชมชนขา้ งเคียง
ตลาดภายในและตลาดตา่ งประเทศ ทง้ั ใน ระดบั บคคล หรอองค์กร ใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์รว่ มกนั
บนพ้นฐานของคณธรรม ทีม่ ีการสนบั สนนและเกอ้ กลู ซง่ึ กนั และกันั และรองรบั การพัฒั นาดา้ นตา่ งๆ
จากราชการหรอภาคเอกชน ไดส้ ะดวกและมัีประสทิ ธิภาพมากขนึ้
“ ทฤษฎีใหมจ่ งึ เป็นแนวพระราชดารใิ หม่ ไดร้ บั การพสิ ูจน์และยอมรบั กนั อย่างกวา้ งขวาง ในหมู่
เกษตรกรไทย แลั้ว วั่า พระราชดัารขิ องพระองคั์เกัิดขัึ ้นดั้วยพระอัจั ฉรยิ ภาพสัูงสั่ง
ทีส่ ามารถนัาไปปฏัิบัตั ัิไดั้อยั่าง แทจ้ รงิ ”
9
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เศรษฐกัิจพอเพัียง
เปั็นปรัชั ญาชัีั้ถัึงแนวการดัารงอยัู ่และปฏัิบัตั ัิตนของประชาชนในทกระดับั ตัั ้งแต่
ระดับั ครอบครัวั ระดับั ชัมชน จนถัึงระดับั รัฐั
ทัั ้งในการพัฒั นาและบรัิหารประเทศใหั้ดัาเนัินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกจิ
เพ่อใหก้ า้ วทนั ต่อโลกยคโลกาภวิ ตั น์ ความพอเพียง หมายถงึ ความพอประมาณ ความมีเหตผล
รวมถงึ ความจาเป็ นทจี่ ะต้องมีระบบภูมคิ ม้ กนั ในตวั ทดี่ ีพอสมควร ตอ่ การกระทบใดๆ อนั เกดิ จาก
การเปลีย่ นแปลงทง้ั ภายในภายนอก ทง้ั นี้ จะต้องอาศยั ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวงั อยา่ งยงิ่
ในการนาวิชาการตา่ งๆ มาใช้ในการวางแผนและการดาเนินการ ทกขน้ั ตอน และขณะเดยี วกนั จะตอ้ งเสรมิ สรา้ ง
พ้นฐานจติ ใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั นกั ทฤษฎี และนกั ธรกจิ ในทกระดบั ให้มีสานึกใน
คณธรรม ความซ่อสตั ย์สจรติ และใหม้ ีความรอบรูท้ เี่ หมาะสม ดาเนินชีวติ ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ
ปญั ญา และความรอบคอบ เพ่อใหส้ มดลและพรอ้ มต่อการรองรบั การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกวา้ งขวาง
ท้ั ง ด้ า น วัต ถ สั ง ค ม สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม แ ล ะ วัฒ น ธ ร ร ม จ า ก โ ล ก ภ า ย น อ ก ไ ด้ เป็ น อ ย่ า ง ดี
ความหมายของเศรษฐกจิ พอเพยี ง จงึ ประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ิ ดงั นี้
๑. ความพอประมาณ หมายถัึง ความพอดีทีั่ไมน่ ั้อยเกินไปและไมั่มากเกนิ ไป
โดยไมเ่ บียดเบียนตนเองและผูั้อัั่น เชั่น การผลัิตและการบริโภคทีอ่ ยู่ในระดบั พอประมาณ
๒. ความมเี หตผล หมายถงึ การตดั สนิ ใจเกีย่ วกบั ระดบั ความพอเพียงนน้ั จะตอ้ งเป็นไปอยา่ งมเี หตผล โดย
พจิ ารณาจากเหตปจั จยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง ตลอดจนคานึงถงึ ผลทีค่ าดวา่ จะเกิดขนึ้ จากการกระทานน้ั ๆ อยา่ งรอบคอบ
๓. ภัูมิคัั้มกันั หมายถึง การเตรียมตวั ใหพ้ รอ้ มรบั ผลกระทบและการเปลัีั่ยนแปลงดา้ นตา่ งๆ ทีจ่ ะเกัิดขนึ้ โดย
คานึงถัึงความเป็นไปไดั้ของสถานการณั์ตา่ งๆ ทีั่คาดวา่ จะเกดิ ขัึั้นในอนาคต
โดยมี เงอ่ นไข ของการตดั สนิ ใจและดาเนินกจิ กรรมตา่ งๆ ใหอ้ ยใู่ นระดบั พอเพยี ง ๒ ประการ ดงั น้ี
๑. เง่อนไขความรู้ ประกอบดว้ ย ความรอบรูเ้ กี่ยวกบั วชิ าการตา่ งๆ ทเี่ กีย่ วข้องรอบด้าน ความรอบคอบทีจ่ ะนา
ความรูเ้ หลั่านน้ั มาพัิจารณาใหั้เชัั่อมโยงกันั เพัั่อประกอบการวางแผนและความระมดั ระวงั ในการปฏัิบตั ิ
๒. เงอ่ นไขคณธรรม ทจี่ ะต้องเสรมิ สรา้ ง ประกอบดว้ ย มคี วามตระหนกั ใน คณธรรม มีความซอ่ สตั ย์สจรติ และมี
ความอดทน มคี วามเพัียร ใชั้สตปิ ัญั ญาในการดาเนินชัีวติ
7
แนวทางการทาการเกษตรแบบเศรษฐกจิ พอเพยี งเน้นหาขา้ วหาปลากอ่ นหาเงินหาทอง คอ ทามาหากนิ กอ่ นทา
มาคั้าขายโดยการสง่ เสรมิ :
1.การทาไรน่ าสวนผสมและการเกษตรผสมผสานเพอ่ ใหเ้ กษตรกรพฒั นาตนเองแบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2.การปลูกพัชผกั สวนครวั ลดคา่ ใชจ้ ั่าย
3.การทาป๋ ยหมกั ป๋ ยคอกและใชว้ สั ดเหลอใช้เป็ นปจั จยั การผลติ (ป๋ ย)เพ่อลดคา่ ใช้จา่ ยและบารงดนิ
4.การเพาะเห็ดฟางจากวสั ดเหลอใช้ในไรน่ า
5.การปลูกไมผ้ ลสวนหลงั บา้ น และไมใ้ ช้สอยในครวั เรอน
6.การปลูกพัชสมนไพร ชั่วยสั่งเสรัิมสขภาพอนามยั
7.การเลี้ยงปลาในรอ่ งสวน ในนาขา้ วและแหล่งนั้ัา เพัั่อเปั็นอาหารโปรตีนและรายไดเ้ สรัิม
8.การเล้ยี งไกั่พัั้นเมัอง และไกั่ไข่ ประมาณ 10-15 ตวั ตอ่ ครวั เรอนเพัั่อเป็ นอาหารในครวั เรัอน
โดยใช้เศษอาหาร รา และปลายขา้ วจากผลผลติ การทัานา ขา้ วโพดเล้ียงสตั วจากการปลัูกพัชไร่ เป็ นต้น
9.การทัาก๊าซชัีวภาพจากมูลสตั วั์
พระราชดารัสั โดยย่อเกี่ยวกบั เศรษฐกจิ พอเพัียงในวนั ฉลองสริ ิราชสมบตั คิ รบ 60
ปี พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงเขา้ พระราชหฤทยั ในความเป็ นไปของเมองไทยและคนไทยอยา่ งลึกซงึ้
และกว้างไกล ไดั้ทรงวางรากฐานในการพัฒั นาชนบท
และชั่วยเหลอประชาชนให้สามารถพัึั่งตนเองไดม้ ัีความ " พออยูั่พอกัิน"
และมัีความอัิสระทีั่จะอยูั่ไดั้โดยไมั่ตั้องตัิดยัึดอยัู ่กับั เทคโนโลยัีและความเปลีั่ยนแปลงของ
กระแส โลกาภวิ ฒั น์
ทรงวเิ คราะห์วา่ หากประชาชนพง่ึ ตนเองไดแ้ ลว้ ก็จะมีสว่ นชว่ ยเหลอเสรมิ สรา้ งประเทศชาตโิ ดย
สว่ นรวมได้ในทีั่สด
พระราชดารัสั ทีั่สะทอ้ นถัึงพระวัิสัยั ทัศั นั์ในการสรั้างความเข้มแขั็งในตนเองของประชาชนและ
สามารถทามาหากนิ ใหพ้ ออยพู่ อกนิ ได้ ดงั น้ี
"….ในการสรา้ งถนน สรา้ งชลประทานใหป้ ระชาชนใช้นน้ั จะตอ้ งชว่ ยประชาชนในทางบคคลหรอพฒั นา
ใหบ้ คคลมคี วามรแู้ ละอนามยั แข็งแรง ดว้ ยการใหก้ ารศกึ ษาและการรกั ษาอนามยั เพอ่ ใหป้ ระชาชนในทอ้ งที่
สามารถทาการเกษตรได้ และคา้ ขายได…้ "
ในสภาวการณ์ปจั จบนั ซง่ึ เกดิ ความถดถอยทางเศรษฐกิจอยา่ งรนแรงขนึ้ นี้จงึ ทาให้เกดิ ความเข้าใจได้
ชดั เจนในแนวพระราชดารขิ อง "เศรษฐกจิ พอเพียง" ซงึ่ ไดท้ รงคดิ และตระหนกั มาช้านาน เพราะหากเราไมไ่ ป
พัีั่งพา ยัึดตัิดอยูั่กบั กระแสจากภายนอกมากเกนิ ไป
จนไดั้ครอบงัาความคัิดในลักั ษณะดัั ้งเดัิมแบบไทยๆไปหมด มี
แตค่ วามทะเยอทะยานบนรากฐานทไี่ มม่ ่นั คงเหมอนลกั ษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกจิ เช่นน้ีอาจไม่เกดิ ขน้ึ หรอไม่
หนกั หนาสาหสั จนเกดิ ความเดอดรอ้ นกนั ถว้ นทว่ั เช่นนี้ ดงั นน้ั "เศรษฐกจิ พอเพียง" จงึ ไดส้ อ่ ความหมาย
ความสาคญั ในฐานะเป็ นหลกั การสงั คมทพี่ งึ ยดึ ถอ
8
ในทางปฏบิ ตั จิ ดเริม่ ต้นของการพฒั นาเศรษฐกิจพอเพยี งคอ การฟ้นฟูเศรษฐกจิ ชมชนทอ้ งถิ่น
เศรษฐกจิ พอเพียงเป็ นทง้ั หลกั การและกระบวนการทางสงั คม ตง้ั แตข่ น้ั ฟ้นฟูและขยายเครอขา่ ยเกษตรกรรม
ยง่ั ยน เป็ นการพฒั นาขีดความสามารถในการผลติ และบริโภคอย่างพออยู่พอกนิ ขนึ้ ไปถึงขน้ั แปรรปู อตสาหกรรม
ครวั เรอน สรา้ งอาชีพและทกั ษะวิชาการทหี่ ลากหลายเกิดตลาดซ้อขาย สะสมทน ฯลฯ บนพน้ ฐานเครอขา่ ย
เศรษฐกจิ ชมชนน้ี เศรษฐกจิ ของ 3 ชาติ จะพฒั นาขน้ึ มาอย่างม่นั คงทง้ั ในดา้ นกาลงั ทนและตลาดภายในประเทศ
รวมทง้ั เทคโนโลยีซง่ึ จะคอ่ ยๆ พฒั นาขน้ึ มาจากฐานทรพั ยากรและภมู ปิ ญั ญาทมี่ ีอยภู่ ายในชาติ และทง้ั ทจี่ ะพึงคดั
สรรเรยี นรจู้ ากโลกภายนอก
เศรษฐกจิ พอเพียงเป็ นเศรษฐกจิ ทพี่ อเพยี งกบั ตวั เอง ทาให้อยู่ได้ ไมต่ อ้ งเดอดรอ้ น มสี งิ่ จาเป็ นทที่ าไดโ้ ดย
ตวั เองไมต่ ั้องแขั่งขนั กบั ใคร และมีเหลอเพัั่อชั่วยเหลัอผู้ทีั่ไมม่ ัี
อันั นัาไปสัูั่การแลกเปลัีั่ยนในชัมชน และขยายไปจน สามารถทจี่ ะเป็ นสนิ คา้ สง่ ออก
เศรษฐกจิ พอเพียงเป็ นเศรษฐกจิ ระบบเปิดทีเ่ รม่ิ จากตนเองและความรว่ มมอ วิธีการเช่นน้ีจะดงึ ศกั ยภาพของ
ประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของครอบครวั ซงึ่ มี ความผูพ้ นั กบั “จติ วัิญญาณ” คอ “คณคา่ ”
มากกว่า “มูลคา่ ”
ในระบบเศรษฐกจิ พอเพียงจะจดั ลาดบั ความสาคญั ของ “คณคา่ ” มากกวา่ “มูลคา่ ” มูลคา่ นน้ั ขาดจติ
วัิญญาณ เพราะเปั็นเศรษฐกัิจภาคการเงัิน
ทีั่เนั้นทีั่จะตอบสนองตั่อความตั้องการทีั่ไมั่จัากัดั ซึั่งไรั้ขอบเขต ถั้าไม่
สามารถควบคมไดก้ ารใช้ทรพั ยากรอยา่ งทาลายลา้ งจะรวดเร็วขน้ึ และปญั หาจะตามมา
เป็ นการบรโิ ภคที่
ก่อใหเ้ กดิ ความทกข์หรอพาไปหาความทกข์ และจะไม่มโี อกาสบรรลวตั ถประสงค์ในการบรโิ ภค ทจี่ ะกอ่ ใหค้ วาม
พอใจและความสข (Maximization of Satisfaction) ผูบ้ รโิ ภคตอ้ งใชห้ ลกั ขาดทนคอกาไร (Our loss is our
gain) อยา่ งนี้จะควบคมความต้องการทไี่ มจ่ ากดั ได้ และสามารถจะลดความตอ้ งการลงมาได้ กอ่ ใหเ้ กดิ ความ
พอใจและความสขเทา่ กบั ไดต้ ระหนกั ในเรอ่ ง “คณคา่ ” จะช่วยลดคา่ ใช้จา่ ยลงได้ ไมต่ อ้ งไปหาวธิ ีทาลาย
ทรัพั ยากรเพัั่อใหั้เกัิดรายไดั้มาจัดั สรรสัิ ่งทีั่เปั็น “ความอยากทีั่ไมั่มัีทีั่สัิ ้นสัด”
และขจัดั ความสัาคัญั ของ “เงัิน” ใน รูปรายไดท้ ีเ่ ป็ นตวั กาหนดการบรโิ ภคลงไดร้ ะดบั หน่ึง
พงึ่ พงิ กลไกของตลาด
แลว้ ยงั เป็นตวั แปรทไี่ ปลดภาระของกลไกของตลาดและการ
ซงึ่ บคคลโดยทว่ั ไปไมส่ ามารถจะควบคมได้ รวมทง้ั ไดม้ ีสว่ นในการป้ องกนั การบรโิ ภค เลียนแบบ
(Demonstration Effects) จะไม่ทาใหเ้ กดิ การสูญเสีย จะทาใหไ้ มเ่ กดิ การบรโิ ภคเกนิ (Over Consumption)
ซง่ึ กอ่ ให้เกดิ สภาพเศรษฐกจิ ดี สงั คมไมม่ ีปญั หา การพฒั นาย่งั ยน
การบรโิ ภคทีฉ่ ลาดดงั กลา่ วจะชว่ ยป้ องกนั การขาดแคลน แมจ้ ะไมร่ า่ รวยรวดเรว็ แตใ่ นยามปกตกิ ็จะทา
ใหร้ า่ รวยมากขน้ึ ในยามทกข์ภยั ก็ไมข่ าดแคลน และสามารถจะฟ้นตวั ไดเ้ ร็วกวา่ โดยไมต่ อ้ งหวงั ความช่วยเหลอ
จากผูั้อัั่นมากเกัินไป เพราะฉะนัั ้นความพอมัีพอกัินจะสามารถอัั้มชัูตััวได้
ทั าใ หั้ เกัิ ด ความเขั้ มแขั็ ง และความ พอเพียงน้นั ไมไ่ ดห้ มายความวา่
ทกครอบครวั ตอ้ งผลิตอาหารของตวั เอง จะตอ้ งทอผา้ ใสเ่ อง แตม่ ีการแลกเปลีย่ น กนั ไดร้ ะหวา่ งหมบู่ า้ น เมอง
และแม้กระท่งั ระหวา่ งประเทศ ทีส่ าคญั คอการบรโิ ภคนน้ั จะทาให้เกดิ ความรูท้ จี่ ะอยู่ รว่ มกับั ระบบ
รักั ธรรมชาติ ครอบครัวั อบอัั่น ชัมชนเขม้ แข็ง เพราะไมต่ ้องทงิ้ ถ่ินไปหางานทา เพ่อหารายได้มาเพัั่อ
การบรโิ ภคทีไ่ มเ่ พียงพอ
ประเทศไทยอดมไปดว้ ยทรพั ยากรและยงั มีพอสาหรบั ประชาชนไทยถา้ มีการจดั สรรทดี่ ี โดยยดึ " คณคา่
" มากกวา่ " มลู คา่ " ยดึ ความสมั พนั ธ์ของ “บคคล” กบั “ระบบ” และปรบั ความต้องการทไี่ มจ่ ากดั ลงมาใหไ้ ด้
ตามหลกั ขาดทนเพอ่ กาไร และอาศยั ความรว่ มมอเพ่อใหเ้ กิดครอบครวั ทเี่ ขม้ แข็งอนั เป็ นรากฐานทีส่ าคญั ของ
ระบบสงั คม
การผลัิตจะเสัียคา่ ใชั้จั่ายลดลงถา้ รูั้จกั นัาเอาสง่ิ ทีั่มัีอยู่ในขบวนการธรรมชาตมิ าปรงแตั่ง
9
ตามแนวพระราชดัารัิใน เรอ่ งตา่ ง ๆ ทกี่ ลา่ วมาแลว้ ซึ่งสรปเป็ นคาพูดทเี่ หมาะสมตามที่ ฯพณฯ พลเอกเปรม
ตนิ ณสูลานนท์ ทวี่ า่ “…ทรง ปลูกแผน่ ดนิ ปลูกความสข ปลดความทกข์ของราษฎร”
ในการผลติ น้นั จะตอ้ งทาดว้ ยความรอบคอบไมเ่ ห็นแกไ่ ด้
10
จะตอ้ งคดิ ถงึ ปจั จยั ทีม่ แี ละประโยชน์ของผูเ้ กยี่ วขอ้ ง มิฉะน้นั จะเกดิ ปญั หาอยา่ งเช่นบางคนมโี อกาสทาโครงการแต่
ไมไ่ ดค้ านึงวา่ ปจั จยั ตา่ ง ๆ ไมค่ รบ ปจั จยั หนงึ่ คอขนาดของโรงงาน หรอเครอ่ งจกั รทีส่ ามารถทจี่ ะปฏบิ ตั ไิ ด้ แตข่ ้อ
สาคญั ทีส่ ด คอวตั ถดบิ ถา้ ไมส่ ามารถทจี่ ะให้คา่ ตอบแทนวตั ถดบิ แก่เกษตรกรทีเ่ หมาะสม เกษตรกรกจ็ ะไมผ่ ลติ
ยง่ิ ถา้ ใช้วตั ถดบิ สาหรบั ใชใ้ นโรงงาน้นั เป็นวตั ถดบิ ทีจ่ ะต้องนามาจากระยะไกล หรอนาเขา้ กจ็ ะยงิ่ ยาก เพราะวา่
วัตั ถัดัิบทีั่นัาเขั้านัั ้นราคายัิ ่งแพง บางปัีวัตั ถัดัิบมัีบรัิบัูรณ์ ราคาอาจจะตั่ัาลงมา
แตั่เวลาจะขายสัิ ่งของทีั่ผลัิตจาก โรงงานกั็ขายยากเหมัอนกันั เพราะมัีมากจัึงทัาใหั้ราคาตก
หรอกรณัีใชั้เทคโนโลยัีทางการเกษตร เกษตรกรรูั้ดัีวั่า เทคโนโลยัีทัาใหั้ตั้นทันเพัิั่มขัึ ้น
และผลผลัิตทีั่เพัิั่มนัั ้นจะลั้นตลาด ขายไดั้ในราคาทีั่ลดลง ทัาใหั้ขาดทัน ตั้องเปั็น หน้ีสัิน
การผลติ ตามทฤษฎีใหม่สามารถเป็นตน้ แบบการคดิ ในการผลติ ทีด่ ีได้ ดงั น้ี
1. การผลติ น้นั มง่ ใช้เป็นอาหารประจาวนั ของครอบครวั เพอ่ ใหม้ ีพอเพียงในการบรโิ ภคตลอดปี เพ่อใช้
เป็ นอาหารประจัาวนั และเพัั่อจาหนั่าย
2. การผลัิตต้องอาศยั ปจั จยั ในการผลัิต ซ่ึงจะตั้องเตรียมใหั้พรอ้ ม เชั่น การเกษตรตอ้ งมีนั้ัา
การจดั ใหม้ ี และดูแหลั่งนา้ จะกั่อใหเ้ กิดประโยชน์ทง้ั การผลิต และประโยชน์ใชั้สอยอัั่น ๆ
3. ปััจจััยประกอบอัั่น ๆ ทีั่จะอัานวยใหั้การผลัิตดัาเนัินไปดั้วยดี
แ ล ะเกัิ ด ป ร ะ โย ช นั์ เชัั่ อ ม โย ง (Linkage) ทจี่ ะไปเสรมิ ให้เกดิ ความย่งั ยนในการผลติ
จะตอ้ งรว่ มมอกนั ทกฝ่ายทง้ั เกษตรกร ธรกจิ ภาครฐั ภาคเอกชน
เพอ่ เชอ่ มโยงเศรษฐกจิ พอเพียงเข้ากบั เศรษฐกจิ การคา้ และใหด้ าเนนิ กจิ การควบคูไ่ ปดว้ ยกนั ได้
การผลติ จะตอ้ งตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง “บคคล” กบั “ระบบ” การผลติ นน้ั ต้องยดึ ม่นั ในเรอ่ ง
ของ “คณคา่ ” ใหม้ ากกวา่ “มูลคา่ ” ดงั พระราชดารสั ซง่ึ ไดน้ าเสนอมากอ่ นหนา้ น้ีทีว่ า่
“…บารมีนน้ั คอ ทาความดี เปรียบเทยี บกบั ธนาคาร …ถา้ เราสะสมเงนิ ให้มากเราก็สามารถทจี่ ะใช้
ดอกเบ้ีย ใชั้เงนิ ทีั่เปั็นดอกเบีย้ โดยไมั่แตะต้องทันแตั่ถั้าเราใชั้มากเกดิ ไป หรัอเราไมั่ระวงั
เรากนิ เขา้ ไปในทัน ทนมนั ก็นอ้ ยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกนิ บญั ชีเขาก็ตอ้ งเอาเรอ่ ง ฟ้ องเราใหล้ ม้ ละลาย
เราอยา่ ไปเบกิ เกินบารมีที่ บา้ นเมอง ทปี่ ระเทศได้สรา้ งสมเอาไวต้ ง้ั แตบ่ รรพบรษของเราใหเ้ กนิ ไป เราตอ้ งทาบา้ ง
หรอเพม่ิ พูนใหป้ ระเทศ ของเราปกตมิ ีอนาคตทีม่ ่นั คง บรรพบรษของเราแตโ่ บราณกาล
ไดส้ รา้ งบา้ นเมองมาจนถงึ เราแลว้ ในสมยั น้ีทเี่ รา กาลงั เสียขวญั กลวั จะไดไ้ มต่ ้องกลวั ถั้าเราไมั่รกั ษาไวั้…”
การจดั สรรทรพั ยากรมาใช้เพ่อการผลติ ทคี่ านึงถึง “คณคา่ ” มากกวา่ “มูลคา่ ” จะก่อใหเ้ กดิ ความสมั พนั ธ์
ระหวา่ ง “บคคล” กบั “ระบบ” เป็ นไปอยา่ งย่งั ยน ไมท่ าลายทง้ั ทนสงั คมและทนเศรษฐกจิ นอกจากน้ีจะตอ้ งไม่
ตดิ ตารา สรา้ งความรู้ รกั สามคั คี และความรว่ มมอรว่ มแรงใจ มองกาลไกลและมีระบบสนบั สนนทีเ่ ป็ นไป
ได้
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงปลูกฝงั แนวพระราชดารใิ หป้ ระชาชนยอมรบั ไปปฏบิ ตั อิ ยา่ งต่อเน่อง
โดยใหว้ งจรการพฒั นาดาเนินไปตามครรลองธรรมชาติ กลา่ วคอ ทรงสรา้ งความตระหนกั แก่ประชาชนใหร้ บั รู้
(Awareness) ในทักคราเมั่อ เสดั็จพระราชดัาเนัินไปทรงเยีั่ยมประชาชนในทั กภัูมัิภาคตั่าง ๆ
จะทรงมัีพระราช ปฏสิ นั ถารใหป้ ระชาชนไดร้ บั ทราบถงึ สง่ิ ทคี่ วรรู้ เช่น
การปลูกหญา้ แฝกจะช่วยป้ องกนั ดนิ พงั ทลาย และใช้ป๋ ย ธรรมชาตจิ ะช่วยประหยดั และบารงดนิ
การแกไ้ ขดนิ เปรี้ยวในภาคใต้สามารถกระทาได้ การ ตดั ไม้ทาลายป่าจะ ทาใหฝ้ นแล้ง เป็ นตน้
ตวั อยา่ งพระราชดารสั ทเี่ กัีั่ยวกบั การสรา้ งความตระหนกั ให้แกป่ ระชาชน ไดแ้ กั่
“….ประเทศไทยน้ีเป็ นทที่ ีเ่ หมาะมากในการตง้ั ถิ่นฐาน แตว่ า่ ตอ้ งรกั ษาไว้ ไมท่ าใหป้ ระเทศไทยเป็ นสวน
เป็ นนากลายเป็ นทะเลทราย ก็ป้ องกนั ทัาไดั้….”
ทรงสร้างความสนใจแก่ประชาชน (Interest) หลายทา่ นคงได้ยนิ หรอรบั ฟงั โครงการอนั เน่อง มาจาก
พระราชดารใิ นพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ทมี่ ีนามเรียกขานแปลกหู ชวนฉงน น่าสนใจตดิ ตามอยูเ่ สมอ เช่น
11
โครงการแก้มลงิ โครงการแกลง้ ดนิ โครงการเสน้ ทางเกลอ โครงการนา้ ดีไล่นา้ เสีย หรอโครงการนา้ สามรส ฯลฯ
เหลา่ น้ี เป็ นตน้ ลว้ นเชญิ ชวนใหต้ ดิ ตามอยา่ งใกลช้ ดิ แตพ่ ระองค์กจ็ ะมีพระราชาธบิ ายแตล่ ะโครงการอยา่ ง
ละเอียด เป็ นทีเ่ ขา้ ใจงา่ ยรวดเร็วแกป่ ระชาชนทง้ั ประเทศ ในประการต่อมา ทรงให้เวลาในการประเมินคา่ หรอ
ประเมนิ ผล (Evaluate) ดว้ ยการศกึ ษาหาขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ว่าโครงการอนั เนอ่ งมาจากพระราชดาริของพระองค์นน้ั
เป็ นอยา่ งไร สามารถนาไปปฏบิ ตั ไิ ดใ้ นสว่ นของตนเองหรอไม่ ซงึ่ ยงั คงยดึ แนวทางทใี่ ห้ประชาชนเลอกการพฒั นา
ดว้ ยตนเอง ทีว่ า่
“….ขอใหั้ถัอวั่าการงานทีั่จะทัานัั ้นตั้องการเวลา
เปั็นงานทีั่มัีผูั้ดัาเนัินมากั่อนแลั้ว ทั่านเปั็นผูั้ทีั่จะเขั้าไป เสรมิ กาลงั
จงึ ตอ้ งมคี วามอดทนทจี่ ะเข้าไปรว่ มมอกบั ผู้อน่ ต้องปรองดองกบั เขาใหไ้ ด้ แมเ้ ห็นวา่ มจี ดหนงึ่ จดใด
ตอ้ งแกั้ไขปรบั ปรงก็ต้องคอ่ ยพยายามแกั้ไขไปตามทีถ่ ัูกทีค่ วร….”
ในขัั ้นทดลอง (Trial)
เพัั่อทดสอบวั่างานในพระราชดัารัิทีั่ทรงแนะนัานัั ้นจะไดั้ผลหรัอไมั่ซึั่งในบางกรณัีหากมัีก
าร ทดลองไมแ่ น่ชดั กท็ รงมกั จะมใิ หเ้ ผยแพรแ่ กป่ ระชาชน หากมผี ลการทดลองจนแน่พระราชหฤทยั แลว้ จงึ จะออก
ไปสูส่ าธารณชนได้ เช่น ทดลองปลูกหญา้ แฝกเพอ่ อนรกั ษ์ดนิ และน้าน้นั ไดม้ ีการคน้ ควา้ หาความเหมาะสมและ
ความเป็ นไปไดจ้ นท่วั ทง้ั ประเทศวา่ ดียงิ่ จงึ นาออกเผยแพรแ่ กป่ ระชาชน เป็ นตน้
ขน้ั ยอมรบั (Adoption) โครงการอนั เน่องมาจากพระราชดารนิ ้นั เมอ่ ผา่ นกระบวนการมาหลายขน้ั ตอน
บม่ เพาะ และมีการทดลองมาเป็นเวลานาน ตลอดจนทรงให้ศูนย์ศกึ ษาการพฒั นาอนั เน่องมาจากพระราชดาริ
และสถานทอี่ น่ ๆ เป็นแหลง่ สาธติ ทปี่ ระชาชนสามารถเขา้ ไปศกึ ษาดไู ดถ้ งึ ตวั อยา่ งแหง่ ความสาเร็จ ดงั นน้ั แนว
พระราชดาริของพระองคจ์ งึ เป็ นสงิ่ ทรี่ าษฎรสามารถพิสจู น์ไดว้ า่ จะไดร้ บั ผลดีตอ่ ชีวติ และความเป็ นอยูข่ องตนได้
อยา่ งไร
แนวพระราชดารทิ ง้ั หลายดงั กลา่ วขา้ งต้นน้ี แสดงถงึ พระวริ ยิ ะอตสาหะทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
ทรงทม่ เทพระสตปิ ญั ญา ตรากตราพระวรกาย เพอ่ คน้ ควา้ หาแนวทางการพฒั นาให้พสกนิกรทง้ั หลายไดม้ ีความ
รม่ เยั็นเปั็นสัขสถาพรยัั ่งยนนาน
นับั เป็ นพระมหากรณาธัิคณอันั ใหญั่หลวงทีไ่ ด้พระราชทานแกั่ปวงไทยตลอดเวลา มากกวั่า 50 ปี
จัึงกลั่าวไดั้วั่าพระราชกรณัียกัิจของพระองคั์นัั ้นสมควรอยั่งยัิ ่งทีั่ทวยราษฎรจักั ไดั้เจรัิญร
อยตาม เบั้องพระยัคลบาท ตามทีั่ทรงแนะนัา สัั ่งสอน
อบรมและวางแนวทางไวั้เพัั่อใหั้เกัิดการอยูั่ดัีมัีสัขโดยถั้วนเชั่นกันั
โดยการพฒั นาประเทศจาเป็ นตอ้ งทาตามลาดบั ขนึ้ ตอนตอ้ งสรา้ งพ้นฐาน คอ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของ
ประชาชนสว่ นใหญเ่ ป็ นเบ้องต้นกอ่ น โดยใชว้ ธิ ีการและอปกรณ์ทปี่ ระหยดั แตถ่ ูกตอ้ งตาหลกั วชิ าการ เพอ่ ได้
พ้นฐานทีม่ ่นั คงพรอ้ มพอสมควรและปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ลว้ จงึ คอ่ ยสรา้ งคอ่ ยเสริม ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกจิ ขน้ึ
ทีส่ ูงขนึ้ ไปตามลาดบั จะกอ่ ใหเ้ กดิ ความย่งั ยนและจะนาไปสู่ความเขม้ แข็งของครอบครวั ชมชน และสงั คม
สดทา้ ยเศรษฐกจิ ดี สงั คมไมม่ ีปญั หา การพฒั นาย่งั ยน
ประการทีส่ าคญั ของเศรษฐกจิ พอเพียง
1. พอมีพอกัิน ปลัูกพัชสวนครวั ไวั้กนิ เองบ้าง ปลัูกไมผ้ ลไวั้หลังั บา้ น 2-3 ตน้
พอทีจ่ ะมีไวั้กินเองใน ครวั เรอน เหลอจึงขายไป
2. พออยู่พอใช้ ทาใหบ้ า้ นน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลนิ่ เหมน็ ใช้แตข่ องทเี่ ป็นธรรมชาติ (ใชจ้ ลนิ ทรีย์
ผสมน้าถูพัั้นบา้ น จะสะอาดกวา่ ใช้นา้ ยาเคมัี) รายจั่ายลดลง สัขภาพจะดีขนึ้ (ประหยดั คา่ รกั ษาพยาบาล)
3. พออกพอใจ เราตอ้ งรูจ้ กั พอ รูจ้ กั ประมาณตน ไมใ่ ครอ่ ยากใครม่ ีเช่นผู้อน่ เพราะเราจะหลงตดิ กบั วตั ถ
ปญั ญาจะไมเ่ กดิ
" การจะเป็นเสอนน้ั มนั ไมส่ าคญั สาคญั อยทู่ ีเ่ ราพออยูพ่ อกนิ และมีเศรษฐกจิ การเป็ นอยู่แบบพอมีพอกนิ
แบบพอมัีพอกนิ หมายความวั่า อม้ ชัูตวั เองได้ ให้มัีพอเพัียงกบั ตวั เอง "
"เศรษฐกจิ พอเพยี ง" จะสาเรจ็ ไดด้ ว้ ย "ความพอดีของตน" 12
13
บทท่ี ๓
วธิ ดี าเนนิ การ
โครงการเทดิ ไทอ้ งคร์ าชนั และการขบั เคล่อนปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์
พระราชา เพ่อให้กลม่ เป้ าหมาย กลม่ เป้ าหมาย มีความรูค้ วามเขา้ ใจในความจงรกั ภกั ดีตอ่ สถาบนั ชาติ ศาสนา
พระมหากษตั รยิ ์ ขบั เคลอ่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา และสามารถนาความรู้
ไปใช้ในชัีวัิตประจาวนั ได้
ขน้ั ที่ ๑ ขน้ั การเตรียมการ
๑.๑ สารวจสภาพ ปญั หาและความตอ้ งการของกลม่ เป้ าหมาย
๑.๒ ประชมวางแผนการดาเนนิ โครงการ
๑.๓ เขยี นโครงการเพอ่ เสนอขออนมตั งิ บประมาณในการดาเนินโครงการ
1.4 ประสานงานผัูั้ทเี่ กัีั่ยวขอ้ ง/วัิทยากร
ขน้ั ที่ ๒ ขน้ั ดาเนินการ
ดั าเนัิ น กา รจั ัด กัิจ กรร ม โค รงกา รเทัิ ด ไทั้ องคั์ ร าชั ัน และกา รขั ับ เค ลั่ อ น ป รั ัชญ า ขอ
งเศรษฐกัิจ พอเพยี ง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา
ขน้ั ที่ ๓ นิเทศตดิ ตามผล และรายงานผล / ประเมินผล
๓.๑ การนิเทศตดิ ตามผลการดาเนินโครงการ
๓.๒ การประเมนิ ผลและสรปผลการดาเนินโครงการ
๓.๓ การรายงานและเผยแพรผ่ ลการดาเนนิ โครงการ
ดชั นชี ว้ี ดั ผลสาเร็จของโครงการ (Key Performance Indicator: KPI)
ตวั ชัีั้วัดั ความสาเรั็จ สอดคลอ้ งกับั วัิธัีการประเมนิ เครอ่ งมอทีใ่ ช้
มาตรฐาน กศน.ที่
แบบประเมัินความ
ผลผลัิต (outputs) รอ้ ยละ 100 ของ พัึง พอใจ
กล่มเป้ าหมาย ประเมัินความพัึ
ผั่านกจิ กรรมการอบรมตาม ๑,๒,3 ง
วตั ถประสงค์
พอใจของผเู้ ขา้ รว่ ม
กจิ กรรม
ผลลพั ธ(์ outcomes) รอ้ ยละ 85 กล่มเป้ าหมาย ๑,๒,3 ประเมัินความพัึ แบบประเมัินความ
มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในความจงรกั ภกั ดีต่อสถาบนั พัึง พอใจ
ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ ขบั เคล่อนปรชั ญา ง
ของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางศาสตร์ พอใจของผเู้ ขา้ รว่ ม
พระราชา และสามารถนาความรู้ไปใช้ใน
กจิ กรรม
ชัีวัิตประจาวนั ได้
14
สาหรบั เกณฑ์การใหค้ ะแนนสาหรบั แบบสอบถามในการสรปผลการดาเนินงานของโครงการเทดิ ไทอ้ งค์
ราชนั และการขบั เคล่อนปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยแบง่ คา่ ในการ
ประเมนิ ออกเป็ น 5 ระดบั ตามแบบของ ลเิ คริ ต์ (Likert’s five point rating scale) ดงั นี้
นา้ หนกั คะแนน ๕ หมายถงึ มีความเห็นอยใู่ นระดบั มากทีส่ ด
นา้ หนกั คะแนน ๔ หมายถงึ มคี วามเห็นอยูใ่ นระดบั มาก
น้าหนกั คะแนน ๓ หมายถงึ มคี วามเหน็ อยใู่ นระดบั ปานกลาง
นา้ หนกั คะแนน ๒ หมายถงึ มีความเหน็ อยูใ่ นระดบั น้อย
น้าหนกั คะแนน ๑ หมายถงึ มีความเห็นอยใู่ นระดบั น้อยทีส่ ด
ในสว่ นของการวเิ คราะหผ์ ลการปฏบิ ตั งิ านโครงการเทดิ ไทอ้ งคร์ าชนั และการขบั เคล่อนปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา และระดบั ความคดิ เห็นของผู้เขา้ รว่ มโครงการถอวา่ เป็น
คา่ เฉลี่ยของคะแนนทไี่ ดจ้ ากการตอบแบบสอบถาม ทง้ั นี้ผจู้ ดั กจิ กรรมได้กาหนดการวเิ คราะห์ตามแนวคดิ ของ
เบสท์ (อา้ งถงึ ใน พวงรตั น์ ทวีรตั น์, ๒๕๔๓ : ๓๐๓) ดงั นี้
คัา่ เฉลยี่ ความหมาย
๑.๐๐ – ๑.๔๙ น้อยทสี่ ด
๑.๕๐ – ๒.๔๙ น้อย
๒.๕๐ – ๓.๔๙ ปานกลาง
๓.๕๐ – ๔.๔๙ มาก
๔.๕๐ – ๕.๐๐ มากทสี่ ด
15
บทท่ี ๔
ผลการศกึ ษา
ผลการศกึ ษาความพงึ พอใจของผเู้ ขา้ รว่ มโครงการเทดิ ไทอ้ งคร์ าชนั และการขบั เคลอ่ นปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยมีผเู้ ขา้ รว่ มโครงการจานวน 380 คน โดยแบ่งเป็ น 2
ร่น ร่นละ 190 คน ผู้ศกึ ษาแบง่ ผลการศัึกษาออกเป็ น 2 สว่ น ดงั น้ี
สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู ท่วั ไปเกี่ยวกบั สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
สว่ นท่ี 2 ข้อมูลเกี่ยวกบั ผลการศกึ ษาระดบั ความพงึ พอใจของผูเ้ ขา้ รว่ มโครงการเทดิ ไทอ้ งค์ราชนั และ
การขบั เคล่อนปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา ผลการศกึ ษาในแตล่ ะสว่ นจะนาเสนอ
ขอ้ มูลในรปู แบบตารางแจกแจงเป็นคา่ เฉลี่ย และคา่ รอ้ ยละจากขอ้ มลู ทไี่ ดเ้ ป็ นสาคญั ซง่ึ มรี ายละเอียดของผล
การศัึกษา ดงั นี้
สว่ นท่ี 1 ขอ้ มลู ทว่ั ไปเกย่ี วกบั สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
ผตู้ อบแบบสอบถามในการศกึ ษาในครง้ั นี้ เป็ นนกั ศกึ ษา กศน.อาเภอเมองนราธวิ าส ในพน้ ที่
อาเภอเมองนราธวิ าส ทเี่ ขา้ ร่วมโครงการเทดิ ไทอ้ งคร์ าชนั และการขบั เคล่อนปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตาม
แนวทางศาสตร์พระราชา โดยใชค้ า่ รอ้ ยละดงั ปรากฏ ดงั น้ี
รูปภาพท่ี 1 จานวนและรอ้ ยละของผเู้ ขา้ รว่ มโครงการจาแนกตามตาบล
จากรูปภาพที่ 1 กลม่ เป้ าหมายทีเ่ ขา้ รว่ มโครงการทง้ั หมด 380 คน แบ่งเป็ นตาบล 7 ตาบล ตาบลทีเ่ ขา้
รว่ มมากทีส่ ดลาดบั ที่ 1 ตาบลบางนาค ตาบลกะลวอ ตาบลกะลวอเหนอ และตาบลบางปอ คดิ เป็ นรอ้ ยละ 15.8
รองลงมา ตาบลโคกเคียน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 13.2 ตาบลมะนงั ตายอ คดิ เป็ นรอ้ ยละ 12.1 และ ตาบลลาภู
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 11.6
16
รูปภาพที่ 2 จานวนและรอ้ ยละของผูเ้ ขา้ รว่ มโครงการจาแนกตามตาบล ตามเพศ ชว่ งอายุ
ระดบั การศักึ ษา และอาชพี
จากรูปภาพที่ 2 กลม่ เป้ าหมายทีเ่ ขา้ ร่วมโครงการจาแนกเป็ นเพศหญงิ 200 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 52.6
และเพศชาย 180 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 47.4 ช่วงอายระหวา่ ง 15 – 39 ปี จานวน 341 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ
89.7 และชว่ งอายระหวา่ ง 40 - 49 ปี จานวน 30 คน คดิ เป้ นรอ้ ยละ 7.9 และชว่ งอายระหวา่ ง 50 – 59 ปี
จานวน 9 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 2.4 ระดบั การศกึ ษา แบง่ เป็ น ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ จานวน 232 คน
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 61.1 มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย จานวน 131 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 34.5 และระดบั ประถมศกึ ษา
จานวน 17 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 4.5 อาชพี รบั จา้ ง จานวน 200 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 52.6 อาชพี วา่ งงาน
จานวน 85 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 22.4 อาชีพคา้ ขาย จานวน 47 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 12.4 อาชพี อน่ ๆ
จานวน 33 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 8.7 และอาชีพเกษตรกร จานวน 15 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 3.9
17
รูปภาพที่ 3 จานวนและรอ้ ยละของการถา่ ยทอดความรูข้ องวัทิ ยากร และการเปิดโอกาสใหม้ ัสี ัว่ นรว่ ม
และการซกั ถาม
จากรูปภาพที่ 3 จานวนและรอ้ ยละของการถา่ ยทอดความรขู้ องวทิ ยากรมคี วามชดั เจน ระดบั มาก
จานวน 211 คน คิดเป็ นร้อยละ 55.5 ระดบั มากทสี่ ด จานวน 120 คน คิดเป็ นร้อยละ 31.6
ระดบั ปานกลาง จานวน 45 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 11.8 และระดบั น้อย จานวน 4 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 1.1
ความสามารถในการอธิบายเน้อหาของวิทยากร ระดบั มาก จานวน 241 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 63.4
ระดบั มากทีส่ ด จานวน 89 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 23.4 ระดบั ปานกลาง จานวน 45 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 11.8
และระดบั น้อย จานวน 8 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 2.1 วทิ ยากรมเี ทคนคิ ในการถา่ ยทอด ใช้สอ่ ทีเ่ หมาะสม ระดบั มาก
จานวน 222 คน คิดเป็ นร้อยละ 58.4 ระดบั มากทสี่ ด จานวน 102 คน คิดเป็ นร้อยละ 26.8
ระดบั ปานกลาง จานวน 50 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 13.2 และระดบั น้อย จานวน 5 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 1.3 และ
วทิ ยากรเปิดโอกาสใหม้ ีสว่ นรว่ มและซกั ถาม ระดบั มาก จานวน 230 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 60.5 ระดบั มากทีส่ ด
จานวน 93 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 24.5 ระดบั ปานกลาง จานวน 53 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 13.9 ระดบั น้อย
จานวน 3 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.8 และระดบั น้อยทีส่ ด จานวน 1 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.3
18
รปู ภาพที่ 4 จานวนและรอ้ ยละของเนอ้ื หาตรงกบั ความตอ้ งการของผูเ้ ขา้ รบั การอบรม
เนอ้ื หามปี ระโยชนต์ อ่ การนาไปใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้
และ ความรคู้ วามเขา้ ใจ กอ่ นและหลงั การอบรม
จากรูปภาพที่ 4 จานวนและรอ้ ยละของเน้อหาตรงกบั ความต้องการของผเู้ ขา้ รบั การอบรม ระดบั มาก
จานวน 239 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 62.9 ระดบั มากทีส่ ด จานวน 87 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 22.9 ระดบั ปานกลาง
จานวน 50 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 13.2 และระดบั น้อย จานวน 4 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 1.1 เน้อหามปี ระโยชน์ตอ่
การนาไปใช้ในการจดั การเรยี นรูอ้ บรม ระดบั มาก จานวน 237 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 62.4 ระดบั มากทีส่ ด
จานวน 90 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 23.7 ระดบั ปานกลาง จานวน 50 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 13.2 และระดบั น้อย
จานวน 3 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.8 ความรคู้ วามเขา้ ใจ ก่อนการอบรม ระดบั ปานกลาง จานวน 190 คน คดิ เป็ น
รอ้ ยละ 50 ระดบั มาก จานวน 134 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 35.3 ระดบั มากทีส่ ด จานวน 37 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ
9.7 ระดบั น้อย จานวน 17 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 4.5 และระดบั น้อยทีส่ ด จานวน 2 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.5
ความรูค้ วามเขา้ ใจ หลงั การอบรมระดบั มาก จานวน 259 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 68.2 ระดบั มากทีส่ ด จานวน
61 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 16.1 ระดบั ปานกลาง จานวน 56 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 14.7 ระดบั นอ้ ย จานวน 3 คน
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.8 และระดบั น้อยทสี่ ด จานวน 1 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.3
19
รูปภาพที่ 5 จานวนและรอ้ ยละของระยะเวลาในการอบรมมคี วามเหมาะสม การจดั กจิ กรรมเหมาะสมกบั
กลมุ่ เป้ าหมาย และ วธิ กี ารวดั ผล/ประเมนิ ผลเหมาะสมกบั วตั ถปุ ระสงค์
จากรูปภาพที่ 5 จานวนและรอ้ ยละของระยะเวลาในการอบรมมีความเหมาะสม ระดบั มาก จานวน
263 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 69.2 ระดบั ปานกลาง จานวน 64 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 16.8 ระดบั มากทีส่ ด จานวน
50 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 13.2 และระดบั น้อย จานวน 3 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 0.8 จานวนและรอ้ ยละของการจดั
กจิ กรรมเหมาะสมกบั กลม่ เป้ าหมาย ระดบั มาก จานวน 248 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 65.3 ระดบั มากทีส่ ด จานวน
65 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 17.1 ระดบั ปานกลาง จานวน 62 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 16.3 ระดบั น้อย จานวน 4 คน
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 1.1 และระดบั น้อยทีส่ ด จานวน 1 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.3 และวธิ ีการวดั ผล/ประเมนิ ผล
เหมาะสมกบั วตั ถประสงค์ ระดบั มาก จานวน 253 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 66.6 ระดบั มากทีส่ ด จานวน 63 คน
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 16.6 ระดบั ปานกลาง จานวน 58 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 15.3 และระดบั น้อย จานวน 6 คน
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 1.6
20
รปู ภาพท่ี 6 จานวนและรอ้ ยละของการสอ่ื สาร การสรา้ งบรรยากาศ เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ การบรกิ าร การ
ชว่ ยเหลอื และการแกป้ ญั หา สถานที่ วสั ดุ อุปกรณ์ และสง่ิ อานวยความสะดวก
จากรูปภาพที่ 6 จานวนและรอ้ ยละการสอ่ สาร การสรา้ งบรรยากาศ เพอ่ ให้เกดิ การเรียนรู้ ระดบั มาก
จานวน 257 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 67.6 ระดบั มากทสี่ ด จานวน 62 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 16.3 ระดบั ปานกลาง
จานวน 56 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 14.7 และระดบั นอ้ ย จานวน 5 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 1.3 การบริการ
การชว่ ยเหลอ และการแกป้ ญั หา ระดบั มาก จานวน 231 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 60.8 ระดบั มากทีส่ ด จานวน
77 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 20.3 ระดบั ปานกลาง จานวน 70 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 18.4 และระดบั น้อย จานวน
2 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 0.5 สถานที่ วสั ด อปกรณ์ และสง่ิ อานวยความสะดวก ระดบั มาก จานวน 245 คน
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 64.5 ระดบั มากทีส่ ด จานวน 68 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 17.9 ระดบั ปานกลาง จานวน 62 คน
คดิ เป็ นรอ้ ยละ 16.3 และระดบั น้อย จานวน 5 คน คดิ เป็ นรอ้ ยละ 1.3
21
บทท่ี ๕
บทสรปผลการศกึ ษาและขอ้ เสนอแนะ
จากการจดั กจิ กรรมโครงการเทดิ ไทอ้ งคร์ าชนั และการขบั เคลอ่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ตามแนวทางศาสตร์พระราชา ไดจ้ ดั ทาขนึ้ เพ่อใหก้ ลม่ เป้ าหมาย มีความรคู้ วามเขา้ ใจในความจงรกั ภกั ดีตอ่
สถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ ขบั เคลอ่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา
และสามารถนาความรไู้ ปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้ พบวา่ มีผเู้ ข้ารว่ มอบรมจานวน 380 คน มผี ูต้ อบแบบประเมิน
ความพัึงพอใจหลังั การอบรม จัานวน 380 คน โดยเปั็นเพศหญัิง คดิ เป็ นรั้อยละ 52.6 และเพศชาย
คดิ เปั็นรอ้ ย ละ 47.4 สว่ นใหญ่ มีอายระหวา่ ง 15 – 35 ปี คดิ เป็ นรอ้ ยละ 89.7
มีความพงึ พอใจโดยภาพรวมอยูใ่ น ระดบั มาก
ขอ้ คดิ เห็น/ขอ้ เสนอแนะของผูเ้ ขา้ รว่ มการอบรม
๑. ควรเพ่ิมระยะเวลาในการฝึกอบรม
๒. ควรมีการตดิ ตามและใหค้ าแนะนาเพม่ิ เตมิ หลงั การผา่ นการฝึกอบรม
๓. ควรมีการดาเนินกจิ กรรมอยา่ งตอ่ เน่องทกภาคเรียน
22
บรรณานุกรม
http://r01.ldd.go.th/spb/News61/ContinuetheworkthatFatherdid/KMRama9.pdf
https://www.nhtech.ac.th/Sufficient/
23
ภาคผนวก
24
ภาพกจิ กรรม
โครงการเทดิ ไทอ้ งคร์ าชันั และการขบั เคลอื่ นปรชั ญาของเศรษฐกัจิ พอเพยี ง
ตามแนวทาง ศาสตรพ์ ระราชา
รนุ่ ที่ 1 วนั ท่ี 21 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 และ รนุ่ ท่ี 2 วนั ท่ี 22 กุมภาพนั ธ์ 2565
ณ หอ้ งประชุมชน้ั 1 สานกั งาน กศน.จงั หวดั นราธวิ าส
………………………………………………………………
25
ภาพกจิ กรรม
โครงการเทดิ ไทอ้ งคร์ าชนั และการขบั เคลอ่ื นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ตามแนวทาง
ศาสตรพ์ ระราชา
รนุ่ ท่ี 1 วนั ที่ 21 กุมภาพนั ธ์ 2565 และ รนุ่ ที่ 2 วนั ท่ี 22 กุมภาพนั ธ์ 2565
ณ หอ้ งประชุมชน้ั 1 สานกั งาน กศน.จงั หวดั นราธวิ าส
………………………………………………………………