iNTENSIVE การง่วงนอน ในห้องเรีย รี น 1 2 3 - 4 5 6 - 7 8 9 0 1 2 3 A n y w h e r e S t . , A n y C i t y I N T E N S I V E E N G L I S H P R O G R A M M E
เรื่อง การง่วงนอนในห้องเรียน ผู้จัดทำ นาย พนธกร อ่อนคง ชั้นม.5/8 เลขที่ 2 นาย ธีรนิติ์ ฤทธิ์น้อย ชั้นม.5/8 เลขที่ 3 นาย ศุภเศรษฐ์ แก้วซัง ชั้น ม.5/8 เลขที่ 4 นาย ปิยะพัชร เกตุวิชิตร ชั้น ม.5/8 เลขที่ 12 นาย อัครพนธ์ เสนอินทร์ ชั้น ม.5/8 เลขที่ 13 ครูที่ปรึกษา คุณครูโนรีด้า มุสอ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ (IS) I30201 โรงเรียนพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข บทที่ 1 บทน า 1 ที่มาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 สมมติฐานของการศึกษา 2 ขอบเขตของการศึกษา 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการง่วงนอนในห้องเรียน 4 สาเหตุของการง่วงนอนในห้องเรียน 4 การแก้ปัญหาง่วงนอนในห้องเรียน 4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีด าเนินการศึกษา 9 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา 9 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 10 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 11 การเก็บรวบรวมข้อมูล 11 ข้นัตอนวิธีการด าเนินการศึกษา 12 การวิเคราะห์ข้อมูล 12 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 12 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 13 ผลการศึกษา 13 การน าเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล 14
บทที่5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 15 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า 15 อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า 15 ข้อเสนอแนะ 15 บรรณานุกรม 17 ภาคผนวก 19
(ก) ผู้ศึกษา นาย พนธกร อ่อนคง ชั้นม.5/8 เลขที่ 2 นาย ธีรนิติ์ ฤทธิ์น้อย ชั้นม.5/8 เลขที่ 3 นาย ศุภเศรษฐ์ แก้วซัง ชั้น ม.5/8 เลขที่4 นาย ปิยะพัชร เกตุวิชิตร ชั้น ม.5/8 เลขที่ 12 นาย อัครพนธ์ เสนอินทร์ชั้น ม.5/8 เลขที่ 13 ครูที่ปรึกษา คุณครูโนรีด้า มุสอ ระดับการศึกษา นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพัทลุง รายวิชา การสื่อสารและการนำเสนอ(is) ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสาเหตุในการนอนหลับในห้องเรียนและวิธีการแก้ปัญหาการ นอนหลับในห้องเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 5 โรงเรียนพัทลุง และสร้างแบบสอบถามในการสำรวจ การง่วงนอนในห้องเรียนและหาสาเหตุที่เกิดขึ้นมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5/8 โรงเรียนพัทลุง จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลคือค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลจากศึกษาพบว่า สาเหตุที่มาง่วงนอนในห้องเรียน คือการง่วงมาที่บ้าน วิธีที่จะแก้ไขคือการหลับ พักผ่อนให้เพียงพอและแบ่งเวลาเป็น
(ข) กิตติกรรมประกาศ การศึกษาครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความกรุณาแนะนำช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจาก คุณครู โนรีด้า มุสอ ครูที่ปรึกษารายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ ( is2 ) ซึ่งผู้ศึกษารู้สึกซาบซึ้งและเป็น พระคุณอย่างยิ่ง จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณ ผู้ปกครองของคณะผู้ศึกษาทุกคนที่ได้กรุณาให้แนวคิด ข้อแนะนำหลาย ประการ ทำให้งานวิจัยฉบับนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายขอขอบคุณ กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ที่ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ทำให้การศึกษาครั้งนี้ สำเร็จในเวลาอันรวดเร็วและขอขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลืออีกหลายท่าน ซึ่งไม่สามารถกล่าวนามในที่ นี้ได้ หมด คณะผู้ศึกษา มกราคม 2566
1 บทที่1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ นายแพทย์ Max Hirchkowitz ประธานศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับการนอน (Center's Sleep Center) โรงพยาบาล Houston Veteran Affair มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าว เวลาและคุณภาพใน การนอนหลับของเด็กในช่วงอายุวัยรุ่นนั้น มีความสำคัญกว่าที่เราคาดไว้มาก ในทางทฤษฎีนั้น การนอนจะ มีผลต่อสมอง แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆได้ 2 หัวข้อ คือ ผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ การนอนจะมีผลต่อประสิทธิภาพของความจำและความสามารถของสมองในการจดจ่อต่อการเรียนรู้อย่าง มีสมาธิ การอดนอนจะทำให้ไม่สามารถจดจ่อได้เป็นเวลานานพอ ที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผลต่อพฤติกรรมและอารมณ์ การอดนอนทำให้อารมณ์ไม่แจ่มใสหงุดหงิดง่ายถ้าอดนอนต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานๆอาจจะทำให้มี อาการ ซึมเศร้าได้แล้วเด็กวัยรุ่นต้องนอนวันละกี่ชั่วโมงล่ะ ถึงจะเพียงพอ? จากการศึกษาของศูนย์วิจัยการนอน (Nation's Top Sleep Researcher) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า เด็กวัยรุ่น (ของสหรัฐ) โดยเฉลี่ยนอนวันละ ประมาณ 7 ชั่วโมง คือ เข้านอนเวลาห้าทุ่ม และตื่นเวลา 6 โมง 15 นาที แต่ในทางทฤษฎีนั้น เด็กในช่วงอายุ วัยรุ่น ต้องการเวลานอนประมาณ 9 ชั่วโมง 15 นาที (อาจเกิดจากเหตุผลที่ว่า ฮอร์โมนที่กระตุ้นการ เจริญเติบโต, Growth Hormone จะหลั่งในตอนที่หลับสนิท) แต่ในภาวะการเรียนในโลกปัจจุบัน การดำเนินชีวิตของวัยรุ่นจะค้านกับภาวะธรรมชาติทำให้เกิดปัญหา การ นอนขึ้น กล่าวคือ เด็กวัยรุ่นจะเข้านอนดึก เนื่องจากต้องทำการบ้าน ทำกิจกรรมเสริมหลักสูตร เข้าสังคม นั่ง อยู่หน้าโทรทัศน์ หรือจอคอมพิวเตอร์ และจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าโรงเรียนให้ทันเวลาเช้าตรู่ การนอนดึก และตื่นแต่เช้า ทำให้สมองเด็กยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ ทำให้การเรียนไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จากการวิจัยพบว่า เด็กที่มีเกรด A และ B โดยเฉลี่ยแล้วจะเข้านอนเร็วกว่าเด็กกลุ่มอื่น และมีการวิจัยที่ยังไม่มีผลแน่นอน ออกมา อีกว่า การให้เด็กนอนมากขึ้น (โดยให้โรงเรียนเข้าสายขึ้น ประมาณ 2 ชั่วโมง) ทำให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดนั้น คือ การให้เด็กเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อที่จะให้มีเวลานอนที่เพียงพอ แต่วิธีนี้เป็น อาจจะ ทำได้ยากสักหน่อย อาจจะมีวิธีช่วยได้โดยการ งีบหลับ ในตอนบ่าย โดยเฉพาะในเวลาที่ง่วงที่สุด (ซึ่ง
2 มักจะเป็น เวลาเรียนหนังสือในคาบบ่าย) ถ้าอาจารย์ที่โรงเรียนเข้าใจ ส่วนการนอนชดเชยในวันเสาร์-อาทิตย์ เช่นนอนยาว ไปจนถึงเที่ยงนั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงวงจรการนอนใน สมอง (Sleep cycle) ทำให้ระดับการตื่น และการรับรู้ไม่เต็มที่เมื่อตื่นขึ้นมา นอกจากนั้นเด็กมักจะถือโอกาส นอนดึกเป็นพิเศษ ในคืนวันศุกร์และเสาร์ ขอขอบคุณที่มา : นิตยสารรักลูก 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.2.1 เพื่อสืบค้นถึงสาเหตุและปัจจัยของปัญหาการง่วงนอนหรือการนอนหลับในห้องเรียน 1.2.2 เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาการง่วงนอนหรือการนอนหลับในห้องเรียน 1.3สมมติฐาน 1.3.1 ลักษณะการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นที่ค้านกับภาวะธรรมชาติ 1.3.2 เด็กวัยรุ่นจะเข้านอนดึก เนื่องจากต้องทำการบ้าน ทำกิจกรรมเสริมหลักสูตร เข้าสังคม นั่งอยู่หน้า โทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ และจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าโรงเรียนให้ทันเวลาเช้าตรู่ 1.3.3 การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอส่งผลให้สมองเด็กยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ 1.4 ประโยชน์ที่ควาดว่าจะได้รับ 1.4.1 ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยของปัญหาการง่วงนอนหรือการนอนหลับในห้องเรียน 1.4.2 บุคคลากรด้านการศึกษา ผู้บริหาร, ครู , และนักเรียนสามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน 1.5 ขอบเขตของการศึกษา 1.5.1 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง - 1.5.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนโรงเรียนพัทลุง - 1.5.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนโรงเรียนพัทลุงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.8 จำนวน 25 คน 1.5.2 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา - 1.5.2.1 ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น คือ ปัจจัยต่างๆ เช่น - ลักษณะการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นที่ค้านกับภาวะธรรมชาติ - เด็กวัยรุ่นจะเข้านอนดึก เนื่องจากต้องทำการบ้าน ทำกิจกรรมเสริมหลักสูตร เข้าสังคม นั่งอยู่หน้า โทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ และจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าโรงเรียนให้ทันเวลาเช้าตรู่
3 - การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอส่งผลให้สมองเด็กยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ - 1.5.2.2 ตัวแปรตาม คือ นักเรียนที่เกิดสภาวะง่วงนอนหรือนอนหลับในห้องเรียน 1.5.3 รูปแบบการศึกษา - การค้นคว้า 1.5.4 ระยะเวลาการดำเนินการศึกษา - ภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2565 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ - มลรัฐ ใช้เรียกหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นของบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา - ฮอร์โมน สารที่มนุษย์ หรือสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นสูงสร้างขึ้นจากต่อมไร้ท่อแล้วหลั่งเข้าสู่ กระแสเลือดเพื่อ ลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีหน้าที่กระตุ้นหรือควบคุมการทำงานของ ร่างกาย
4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เรื่อง การง่วงนอนในห้องเรียน คณะผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 2.1.1 สาเหตุของการง่วงนอนในห้องเรียน 2.1.2 การแก้ปัญหาการง่วงนอนในห้องเรียน 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 2.1.1 สาเหตุของการง่วงนอนในห้องเรียน จากเว็บ http://www.plookfriends.com/.com ได้ค้นพบว่า เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ที่ชอบหลับในห้องเรียน ได้สืบปัจจัยสาเหตุที่เด็กต้องมานอนในห้องเรียนได้ดังนี้ 1.ง่วงมาจากที่บ้าน สาเหตุที่นอนจากบ้านมาไม่พอ ดังนี้ - เล่นอินเตอร์เน็ต - ทำการบ้าน - เหนื่อยจากวันก่อน อาจจะไปเล่นกีฬา หรือ อ่อนเพลียจากกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เมื่อได้นอนจึง จำเป็นต้องพักผ่อนเวลานาน 2.เกิดอาการเบื่อหน่ายการเรียนการสอน เพราะว่าครูที่โรงเรียนใช้วิธีการสอนที่น่าเบื่อเกินไป 3.สภาพอากาศ ที่อาจทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายมากเกินไป 4.ทำกิจกรรมในโรงเรียน ทำให้เราสูญเสียพลังงานไปมาก จึงทำให้รู้สึกง่วงในคาบต่อ ๆ ไป 2.1.2 การแก้ปัญหาการง่วงนอนในห้องเรียน จากเว็บ https://health.kapook.com ได้มีบอกไว้ว่าการง่วงนอนในเวลาเรียน จริง ๆ แล้วมีหลากหลาย สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการนอนดึกในตอนกลางคืน ความ
5 เบื่อวิชาที่เรียน หรือเนื่องจากอากาศเป็นใจในตอนบ่ายหลังกินข้าวอิ่มซึ่งวิธีแก้ง่วงเวลาเรียนก็มีด้วยกันหลายวิธี 1. ปรับเวลานอนให้เหมาะสม ถ้าสาเหตุหลัก ๆ ของการง่วงนอนในเวลาเรียนมาจากเรานอนดึกจนเกินไป วิธีแก้ที่ดีที่สุดก็คือการเข้า นอนให้ไวขึ้น โดยวัยรุ่นอย่างเราควรนอนให้ได้ 7-10 ชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นควรเข้านอนให้ไว นอนให้อิ่ม จะได้ไม่ต้องมาง่วงในเวลาเรียนไง 2. อย่ากินอิ่มจนเกินไป ใช้ผัก-ผลไม้ช่วย คงเคยได้ยินที่คนพูดกันว่า หนังท้องตึง หนังตาหย่อน นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เหล่านักเรียนหลับในช่วงบ่าย เป็นประจำเหมือนกัน ดังนั้นจึงควรกินมื้อกลางวันแต่พอดี ลดคาร์โบไฮเดรตและของหวาน เพราะมันจะทำให้ ง่วงมากขึ้น หันมากินแอปเปิล ผลไม้ที่มีวิตามินซีเยอะ ๆ หรืออาหารจำพวกเมล็ดพืช อย่างพวกถั่ว งา หรือข้าว กล้องแทน 3. ออกกำลังกายบ่อย ๆ การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยทำให้เรามีพลังงาน และสดชื่นอยู่เสมอ เพราะการขยับร่างกาย บ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพิ่มออกซิเจนในเลือดให้เรารู้สึกกระชับกระเฉงขึ้นได้ และยังทำ ให้สุขภาพดีอีกด้วย 4. นั่งหน้าห้อง แล้วตั้งใจเรียน แน่นนอนว่าถ้านักเรียนที่นั่งหน้าห้องหลับ ครูจะต้องเห็น เพราะมันใกล้ชิดกับครูมาก ๆ นี่จึงเป็นวิธีที่เด็ดขาด อีก วิธีหนึ่ง ที่จะแก้พฤติกรรมหลับในห้องเรียนของเรา แต่ถ้านั่งหน้าห้องแล้วยังง่วงอยู่ ก็ต้องตั้งใจเรียน มีส่วน ร่วม ในห้อง ให้ความร่วมมือ ตอบคำถามกับอาจารย์แล้วล่ะ 5. อยู่ในท่าที่ถูกต้อง ถ้าเรานั่งในท่าที่ผิด นั่งในท่าที่สบายเกินไปแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน นั่งเท้าคาง หรือฟุบไปกับโต๊ะ อาจะทำให้ เราง่วงจนเผลอหลับไปได้ ทางที่ดีคือควรนั่งหลังชิดพิงเก้าอี้ และนั่งหลังตรงจะช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัวได้มาก ยิ่งขึ้น
6 6. ลองทำให้มือไม่ว่างดูสิ แน่นอนว่าถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งของเราขยับอยู่ ก็จะทำให้เราไม่หลับ ดังนั้นในคาบเรียนลองจดโน้ตหลาก สีสันเพื่อกระตุ้นความตื่นตัว 7. ยืดเส้น ยืดสาย ขยับร่างกายกันหน่อย นั่งนาน ๆ ก็ทำให้เมื่อยจนง่วงได้ ลองเปลี่ยนท่าทางขยับแขน ขยับขา หรือเวลาเบรกลองลุกไปหาเพื่อน คนอื่นบ้าง หรือออกไปสูดอากาศนอกห้องก็ช่วยได้นะ และถ้าในคาบเรียนมีกิจกรรม อย่าอยู่เฉย ต้องขยับ ร่างกายไปร่วมกิจกรรมกันหน่อย 8. พึ่งหมากฝรั่งหรือลูกอมแก้ง่วง รู้หรือไม่ว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งถือเป็นการช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น แถมยังทำให้สมองปลอดโปร่งด้วย และการที่เราเคี้ยวซ้ำ ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่หลับนั่นเอง 9. ลุกไปเข้าห้องน้ำ ถ้าเราเดินเล่นในห้องไม่ได้ ก็ต้องขออนุญาตอาจารย์ไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมาก เพราะ การเดินจะช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือดไปที่หัวใจได้มากขึ้น ถือเป็นการยืดเส้นยืดสายแก้ง่วงที่ดี และพอถึง ห้องน้ำให้ล้างหน้าล้างตา ก็จะช่วยให้หายง่วงได้มาก ยิ่งถ้ามีน้ำเย็น ยิ่งสดชื่นสุด ๆ ไปเลย 10. ดื่มน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวัน การขาดน้ำอาจจะทำให้เราเหนื่อยได้ง่าย ดังนั้นเราควรดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ออกซิเจน ในร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้สมองปลอดโปร่ง และหายง่วง ถ้าโรงเรียนใครห้ามนำน้ำเข้าห้องเรียน ระหว่างเปลี่ยน คาบทุกคาบก็ควรแวะดื่ม หรือถ้าได้ชาเขียวก็จะทำให้ผ่อนคลายและสดชื่นมากขึ้นอีก 11. ใช้น้ำตาเทียมช่วย ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนตาแห้ง ควรใช้น้ำตาเทียมมาช่วยนะ เพราะการที่ตาเราแห้งมากก็ทำให้เราลืมตาได้ ยากขึ้น ส่งผลให้เราง่วงนอนง่าย ดังนั้นน้ำตาเทียมสักสองหยดก็จะทำให้สดชื่นมากขึ้นไม่น้อย
7 12. รีแล็กซ์หรือทำกิจกรรมกับเพื่อนในเวลาว่าง ในระหว่างว่างแทนที่จะอยู่เฉย ๆ ซึ่งจะทำให้ง่วงเพิ่มขึ้นแล้ว เราควรไปทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายกับ เพื่อนให้มากขึ้น อย่างเล่นกีฬา หรือพูดคุยกัน เพราะการเข้าร่วมกิจกรรมกับคนอื่นจะทำให้สนุกสนาน เพลิดเพลิน และอารมณ์ดีได้มากขึ้น จนอาจจะลืมง่วงไปเลยก็ได้ 13. เตือนตัวเองถึงเงินที่เสียไป หรือเกรดที่จะได้รับ ถ้าเรียนพิเศษก็คิดถึงเงินค่าเรียน ว่าแพงแค่ไหน จะมานั่งหลับโดยไม่ได้ความรู้ไม่ได้ หรือถ้าเรียนปกติ ก็ให้คิดไว้เลยว่าไม่ตั้งใจเรียนแบบนี้เกรดร่วงแน่นอน และถ้าคิดได้เมื่อไหร่ก็ตื่น 14. ฝึกลมหายใจ การฝึกลมหายใจด้วยการหายใจเข้าออกแบบถี่ ๆ จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอเคลื่อนไหว ควรหายใจ เข้าออกให้ได้ 3 ครั้งต่อวินาที ทำแบบนี้ติดต่อกัน 15 วินาที แล้วพักหายใจแบบปกติ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ จนถึง 1 นาที จะช่วยกระตุ้นสมอง ทำให้ตื่นได้จ้า 15. ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ต้องขอให้เพื่อนช่วยแล้วล่ะ สุดท้ายถ้าพึ่งตัวเองไม่ได้ ก็คงต้องพึ่งคนข้าง ๆ แล้วล่ะ จะนั่งข้างเพื่อนที่เรียนเก่ง เพื่อให้แอคทีฟขึ้น และคอยถามเวลาที่เรียนไม่เข้าใจ หรือนั่งข้างเพื่อนธรรมดาสักคนที่พอจะแอบคุยด้วยได้ก็พอจะแก้ง่วงได้ 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เรื่อง การง่วงในห้องเรียน มีผู้ศึกษาไว้ดังนี้ นักเรียนกว่า 15,000 คนในโรงเรียนเหล่านี้ จะต้องตอบแบบสอบถามประเมินตนเอง ทั้งในช่วงก่อนและหลัง เข้ารับการทดลองเป็นเวลาหนึ่งปี โดยต้องระบุถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่นช่วงเวลาที่หลับและตื่น จำนวนชั่วโมงการ นอน ระดับของความรู้สึกตื่นตัวกระปรี้กระเปร่าระหว่างวัน การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชั้นเรียน และ พฤติกรรมการทำงานรวมทั้งการบ้านที่ได้รับมอบหมาย หลังการทดลองสิ้นสุดลงในปี 2018 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลชี้ว่า นักเรียนชั้นมัธยมต้นนอนหลับได้เป็นเวลานาน มากขึ้นโดยเฉลี่ยคนละ 31 นาทีต่อคืน ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมปลายสามารถนอนหลับได้เต็มอิ่มขึ้นกว่าเดิมโดย เฉลี่ย 48 นาทีต่อคืน
8 นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนที่ระบุว่ารู้สึกง่วงนอนและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำการบ้านได้เสร็จในตอนค่ำ ยัง ลดลงเป็นอย่างมากจากจำนวน 46% มาอยู่ที่ 36% ในชั้นมัธยมต้น และลดจาก 71% มาอยู่ที่ 56% ในชั้น มัธยมปลาย ส่วนผลคะแนนที่บ่งชี้ถึงความรู้สึกตื่นตัวกระปรี้กระเปร่าระหว่างวันและการกระตือรือร้นมีส่วนร่วมกับกิจกรรม ในชั้นเรียนนั้น เพิ่มสูงขึ้นในหมู่นักเรียนวัยรุ่นทั้งในชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย ซึ่งหมายถึงปัญหาการงีบหลับ ในชั้นเรียนลดน้อยถอยลงไปด้วย ดร. ลิซา เมลต์เซอร์ ผู้นำทีมวิจัยซึ่งตีพิมพ์ผลการทดลองข้างต้นในวารสาร Sleep บอกว่า "ความเปลี่ยนแปลง ของวงจรนาฬิการ่างกายที่เกิดกับวัยรุ่น ทำให้นักเรียนในวัยนี้ไม่สามารถจะเข้านอนแต่หัวค่ำ หรือเข้านอนได้ เร็วพอที่จะตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนโดยไม่รู้สึกมึนงงเหนื่อยล้าได้" "การเลื่อนเวลาเข้าเรียนให้สายขึ้นกว่าเดิม จะเป็นผลดีต่อคุณภาพชีวิตของวัยรุ่นอย่างมาก เพราะการนอน สำคัญต่อพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และการเรียนรู้ของคนหนุ่มสาว" ดร. เมลต์เซอร์กล่า
9 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เรื่อง ปัญหาการนอนหลับในห้องเรียน คณะผู้ศึกษาได้ดำเนินการศึกษา ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.3 การสร้างเครื่องมือ 3.4 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 ขั้นตอนการดำเนินการ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัยมศึกษาตอนปลายปีที่5/8 จำนวน 1 ห้องเรียน โรงเรียนพัทลุง 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นมัยมศึกษาตอนปลายปีที่5/8 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 25 คน โรงเรียนพัทลุง 3.1.3 ระยะเวลาในการศึกษา ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
10 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.ออกแบบสอบถาม เรื่อง การง่วงนอนในห้องเรียน โดยเตรียมร่างข้อคำถาม มีลักษณะเป็นข้อคำถามจำนวน 4 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด 4 หมายถึง เห็นด้วยมาก 3 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง 2 หมายถึง เห็นด้วยน้อย 1 หมายถึง เห็นด้วยน้อยที่สุด การพิจารณาค่าเฉลี่ย จะใช้เกณฑ์ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง เห็นด้วยมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง เห็นด้วยน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นด้วยน้อยที่สุด 2. สร้างแบบสอบถาม เรื่อง การง่วงนอนในห้องเรียน .โดยขอคำแนะนำ จากคุณครูโนรีด้า มุสอ จากนั้นนำมาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปตรวจสอบความเหมาะสม 3.นำแบบสอบถาม เรื่อง การง่วงนอนในห้องเรียน ที่แก้ไข ปรับปรุงแล้วให้กลุ่ม ตัวอย่างประเมิน หลังจากนั้นนำผลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย
11 3.3 การสร้างเครื่องมือ ศึกษาค้นคว้า วารสาร บทความ ตำราต่างๆ งานวัยที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา และสร้างแบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการนอนหลับในห้องเรียน 3.4 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีในการรวบรวมข้อมูลเพื่อการศึกษาปัญหาการนอนในห้องเรียน 1. แบบสำรวจในรูปออนไลน์หรือในรูปแบบกระดาษใช้เพื่อ รวบรวมข้อมูลที่รายงานด้วยตนเองจาก ผู้เข้าร่วม แบบสำรวจอาจรวมถึงคำถามเกี่ยวกับรูปแบบการนอนหลับ ปัญหาการนอนหลับและผลกระทบต่อ ผลการเรียนและชีวิตประจำวัน 2. การสัมภาษณ์: สามารถสัมภาษณ์ด้วยตนเองหรือทางโทรศัพท์ เป็นวิธีการที่มีประโยชน์ในการรวบรวม ข้อมูลโดยละเอียด เกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมและสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในประเด็นที่ กำลังศึกษาอยู่ 3.อุปกรณ์ติดตามการนอนหลับ อุปกรณ์สวมใส่ เช่น อุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายหรืออุปกรณ์ติดตาม การนอนหลับสามารถใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลวัตถุประสงค์เกี่ยวกับรูปแบบการนอนหลับ รวมถึงจำนวนและ คุณภาพของการนอนหลับ การผสมผสานวิธีการ: การรวมวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายวิธี เช่น การสำรวจ การสัมภาษณ์ และอุปกรณ์ ติดตามการนอนหลับ สามารถให้ความเข้าใจที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาการนอนหลับในห้องเรียน สิ่ง สำคัญคือต้องเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับคำถามการวิจัย ประชากรที่กำลังศึกษา วิธีการที่เลือกควรถูกต้องตาม หลักจริยธรรม และควรสามารถให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสรุปผลที่ถูกต้อง
12 3.5 ขั้นตอนวิธีดำเนินการศึกษา ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. กำหนดเรื่องที่จะศึกษา 2. สำรวจปัญหาที่พบในโรงเรียน 3. เลือกเรื่องที่จะศึกษา โดยเลือกเรื่องที่สมาชิกมีความสนใจมากที่สุด เพื่อเป็นแรงจูงใจในการค้นหาคำตอบ 4. ศึกษาแนวคิดในการแก้ปัญหา 5. ตั้งชื่อเรื่อง 6. สมาชิกทั้ง 5 คนของกลุ่ม พบครูผู้สอนเพื่อปรึกษา วางแผนและรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงแก้ไข 7. เขียนความสำคัญความเป็นมาของปัญหา วัตถุประสงค์ สมมุติฐาน ขอบเขตการวิจัยและประโยชน์ที่คาด ว่าจะได้รับ โดยศึกษาข้อมูลจากหนังสือ วิทยานิพนธ์และสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และจดบันทึกใน โครงร่างรายงานเชิงวิชาการ 8. สร้างเครื่องมือ ที่เป็นแบบสอบถาม จำนวน...4 .ข้อ 9. นำเครื่องมือที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 10. รวบรวมข้อมูล 11. วิเคราะห์ข้อมูล 12. สรุปการศึกษา 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1.นำแบบสอบถามทั้งหมดที่ตอบโดยนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง มาหาค่าคะแนนรวม 2.นำผลรวมมาคิดค่าร้อยละ สถิติที่ใช้ในการศึกษา สถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ การหาค่าเฉลี่ยคิดเป็น ร้อยละ
13 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาเรื่อง…. ปัญหาการหลับในห้องเรียน วัตถุประสงค์เพื่อ 1.เเก้ปัญหานักเรียนหลับในห้องเรียน 2.พัฒนาการเรียนการสอนในห้องให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น 3.เเก้ไขเเละส่งเสริมผลการเรียนของนักเรียนให้ไปในทางที่ดีขึ้น 4.พัฒนาบุคลิกภาพของนักเรียน ผลการศึกษาพบว่า การจัดทำโครงงานเเก้ไขปัญหานักเรียนหลับในห้องเรียน เพื่อเเก้ไขปัญหาการศึกษาในโรงเรียน เเละพัฒนา การศึกษาของโรงเรียนให้ดีขึ้น เนื่องจากการหลับในห้องเรียนเป็นปัจจัยมาสู่การเรียนไม่เข้าใจ เเละมันจะ นำไปสู่การทำข้อสอบไม่ผ่าน เกรดได้ไม่ถึงเกณฑ์ของคณะที่นักเรียนจะไปศึกษาต่อในอนาคต ทางกลุ่มเลย จัดทำโครงงานนี้ขึ้นเพื่อหาสาเหตุเเละเเก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ทางกลุ่มได้ทำเเบบสอบถามขึ้นเพื่อสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนใน ชั้นมัธยมศึกษาปี5.8 โรงเรียนพัทลุง จำนวน30 คน จากการสอบถามกลุ่ม ตัวอย่างทางกลุ่มได้ผลสรุปมาดังนี้สาเหตุที่นักเรียนง่วงนอนในเวลามาจากหลายปัจจัย ทั้งการนอนหลับไม่ เพียงพอ เนื่องจากการเล่นโทรศัพท์หรือสื่อมีเดียเยอะจนเกินไป งานเยอะจนไม่มีนอน หรือมีงานที่ต้องช่วย ผู้ปกครอง บรรยากาศในห้องเรียน วิชาที่เรียนขณะนั้น คุณครูที่สอน จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า สาเหตุมีหลายปัจจัย เเละปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด มาจากหลายเเหล่งต้นตอ มาจากตัวนักเรียน สภาวะเเว ดล้อม หรือตัวบุคคลอื่น ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับ สาเหตุที่นักเรียนหลับในห้องเรียน
14 การนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ผลเป็นดังนี้ ตารางเเสดงการเห็นด้วยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี5.8 สาเหตุ 5 4 3 2 1 พักผ่อนไม่เพียงพอ 77% 15% 6% 2% 0% อาการเบื่อหน่ายในการเรียน 67% 20% 10% 3% 0% สภาพอากาศ 60% 20% 10% 6.7% 0% กิจกรรมในห้องเรียน 65% 22% 13% 0% 0% เกณฑ์การให้คะเเนน 5 หมายถึง เเห็นด้วยมากที่สุด 4 หมายถึง เห็นด้วยมาก 3 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง 2 หมายถึง เห็นด้วยน้อย 1 หมายถึง เห็นด้วยน้อยที่สุด
15 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ สรุป อภิปรายผลและมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 5.1 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า (เขียนผลการศึกษาค้นคว้าโดยย่อ ซึ่งจะสรุปเป็นข้อ ๆ และสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์) จากผลสรุปการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ว่าปัญหาการง่วงนอนในห้องเรียนเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยเกิดจาก 1.เกิดจากการทีพักผ่อนไม่เพียงพอ 2.เกิดจากอาการเบื่อหน่ายจากการเรียน 3.เกิดจากสภาพอากาศ 4.เกิดจากกิจกรรมต่างๆในห้องเรียน โดยปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีต่างๆมากมาย เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่กินอิ่มจนเกินไป ออกกำลัง กายบ่อยๆ นั่งหน้าห้อง อยู่ในท่าที่ถูกต้อง ฯลฯ 5.2 อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า (เปรียบเทียบผลการศึกษาค้นคว้า จากบทที่ 4 กับสมมติฐานที่ กำหนดไว้ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะเหตุใด การอภิปรายผลควรแยกประเด็นอภิปรายไปทีละประเด็น) โดยสมมติฐานที่1 ที่กล่าวว่า เกิดจากลักษณะการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นที่ค้านกับสภาวะธรรมชาติ สอดคล้องกับผลการศึกษา ค้นคว้า คือ เนื่องจากการพฤติกรรมมีการขัดต่อธรรมชาติจะทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่ดีพอตามธรรมชาติมนุษย์ ควรจะนอนในตอนค่ำแต่หากไปนอนตอนเช้าจะส่งผลให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่เนื่องจากร่างกายยังคง ต้องการการพักผ่อน สมมติฐานที่2 ที่กล่าวว่าเด็กวัยรุ่นจะเข้านอนดึก เนื่องจากต้องทำการบ้าน ทำกิจกรรมเสริมหลักสูตร เข้าสังคม นั่งอยู่หน้า โทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ และจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าโรงเรียนให้ทันเวลาเช้าตรู่ สอดคล้องกับผล การศึกษาค้นคว้าคือ เนื่องจากมีกิจวัตรในตอนกลางคืนเยอะจึงทำให้มีเวลานอนไม่พอ สมมติฐานที่3 ที่กล่าวว่า การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอส่งผลให้สมองเด็กยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ สอดคล้องกับผลการศึกษาคือ เนื่องจากคนเราควรจะนอนให้ได้7-8ชั่วโมงแต่บางครั้งก็ทำกิจวัตรในตอนกลางคืนมากจนเกินไปจนมีเวลานอน เพียงแค่3ชั่วโมงเมื่อเวลานอนไม่พอส่งผลให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่และสมองยังต้องการเวลาในการพักผ่อน ส่งผลให้เกิดอาการง่วงในห้องเรียน 5.3 ข้อเสนอแนะ (ระบุผลการศึกษาที่คาดว่าสามารถนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้และนำไปใช้ เพื่อการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป)
16 1. เพื่อสืบค้นถึงสาเหตุของการง่วงนอนหรือนอนหลับในห้องเรียน 2. เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาการง่วงนอนหรือนอนหลับในห้องเรียน
17 บรรณานุกรม นางสาวพิมวิภา ชาญณรงค์ เเละหมู่คณะ.“บทคัดย่อIs ม.5”[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก :https://sites.google.com/site/istaphanhin/collections ปี 2562 สืบค้น 15 มกราคม 2566 วชิราวุธ ปานพรม เเละหมู่คณะ.“บทที่2 เอกสารเเละงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง”[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.cmruir.cmru.ac.th/bitstream/123456789/2207/5/Chapter2.pdf ปี 2551 สืบค้น 20 มกราคม 2566 ธรรญารัต ชาญสว่าง.“บทที่4 ผลการดำเนินงาน”[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก : https://www.slideshare.net/TanyaradChansawang/04-4-9203643 ปี 2565 สืบค้น 18 มกราคม 2566 รุ้ง พิบูลย์วรกุลกิจ เเละหมู่คณะ.“บทความวิจัยปัจจัยคุณภาพการนอนหลับของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ใน กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย”[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก :https://he01.tcithaijo.org/index.php/CUNS/article/download/240750/163867/ ปี 2562 สืบค้น 22 มกราคม 2566 รศ. นพ. สนทรรศ บุษราทจิ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล .“การนอนไม่ หลับ”[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก :https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/sirirajonline2021/Article_files/815_1.pdf ปี 2564 สืบค้น 25 มกราคม 2566 ฐิติวุฒน์ สุขได้พึ่ง “วิธีการแก้ปัญหา ลูกชอบนั่งหลับเวลาเรียนหนังสือ.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
18 https://sites.google.com/a/srp.ac.th/sr/suksa-kar-hlabni-hxngreiyn-1 2566 สืบค้น 12 กุมภาพันธ์ 2566
19 ภาคผนวก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า แบบสอบถามการง่วงนอนในห้องเรียน เรื่อง สาเหตุในการง่วงนอนในห้องเรียน