The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

6อวัยวะรับความรู้สึก(1) หู ตา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patcharee01k, 2022-12-10 06:09:17

6อวัยวะรับความรู้สึก(1) หู ตา

6อวัยวะรับความรู้สึก(1) หู ตา

ชุดกจิ กรรมการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์

ประกอบการสอนแบบเนน้ แผนผงั มโนทศั น์

กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวชิ าชีววทิ ยา 5 รหสั วชิ า ว30250 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 2 เรอ่ื ง ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรูส้ กึ

ชดุ ท่ี 6 เรอ่ื ง อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1)

นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน
ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ

โรงเรยี นเบ็ตต้ดี ูเมน 2 ช่องเม็ก อาเภอสริ นิ ธร จงั หวดั อบุ ลราชธานี
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั อบุ ลราชธานี


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |ก

คำนำ

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อนวัตกรรมประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
รายวิชาชีววิทยา 5 รหัสวิชา ว30250 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เพื่อให้ผู้เรียนใช้ประกอบ
กิจกรรมการเรียนการสอนและสามารถเรยี นรู้ด้วยตนเอง นำไปใช้ในการเรยี นการสอนซ่อมเสริมได้
หรือใช้ในการสอนแทนได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจและพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดบทบาทของครู
ตามแนวทางการปฏริ ูปการเรียนรู้ทีย่ ึดผู้เรียนเป็นสำคญั เปน็ กิจกรรม การเรยี นรทู้ ส่ี ่งเสริมให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทำเป็น คิดเป็น แก้ปัญหาได้ สามารถพัฒนาตนเอง ได้เต็มตาม
ศักยภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ.2560) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งด้านความรู้ กระบวนก ารคิด
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา ความสามารถในการสื่อสาร การตัดสินใจ การนำ
ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีจิตวิทยาศาสตร์คุณธรรมและค่านิยมท่ี
ถูกตอ้ งเหมาะสม

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นี้จะทำให้ผู้เรียน
มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึกได้เป็นอย่างดี มีทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สามารถใช้เพื่อศึกษาค้นคว้า
ด้วยตนเองเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพ สามารถอำนวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนให้บรรลุ
วัตถปุ ระสงค์ของหลกั สูตรได้

ผู้จดั ทำหวังเปน็ อย่างยงิ่ ว่า ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชุดน้ี จะมีประโยชน์ต่อ
นักเรียนและผู้สนใจที่จะนำไปใช้สอนและฝึกเด็กในปกครองในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ให้มีคุณภาพมากยิง่ ขน้ึ ตอ่ ไป

บุญล้อม แกว้ ดอน

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ดี ูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |ข

สารบญั หน้า

เรอ่ื ง ข
คำนำ ค
สารบญั ง
คำช้ีแจงเก่ียวกบั การใช้ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ จ
แผนภูมิลำดับขนั้ ตอนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ช
คำชี้แจงการใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับครู 1
คำชี้แจงการใชช้ ดุ กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตรส์ ำหรับนักเรยี น 2
2
สาระการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 3
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 4
แนวความคดิ รวบยอด 7
สาระสำคัญ 22
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 24
บตั รเนื้อหา ชุดท่ี 6 เรื่อง อวยั วะรับความรู้สึก (1) 26
บัตรกจิ กรรมท่ี 6.1 เร่ือง การตำแหน่งของจุดบอดและโฟเวีย 27
บตั รกิจกรรมท่ี 6.2 เรอ่ื ง อวยั วะรบั ความรู้สึก (1) 28
บตั รกิจกรรมที่ 6.3 ผงั มโนทศั น์ เรือ่ ง อวยั วะรับความร้สู กึ (1) 30
บตั รกิจกรรมท่ี 6.4 ถอดบทเรยี น เรอ่ื ง อวัยวะรับความรู้สึก (1) 33
แบบฝึกหดั เรือ่ ง อวยั วะรบั ความร้สู กึ (1)
แบบทดสอบหลงั เรยี น 34
กระดาษคำตอบแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน
35
บรรณานกุ รม

ประวัติย่อผจู้ ัดทำ

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ดี ูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |ค

คำชแี้ จงเกยี่ วกับชุดกจิ กรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ระบบประสาทและ
อวัยวะรับความรู้สึก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อใช้ประกอบการจัดการ
เรียนรู้ วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว30244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยให้สอดคล้องตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
หลักจิตวิทยาการเรียนรู้ ยึดแนวทางการฝึกที่เหมาะสมกับระดับและวัย เพื่อให้นักเรียนเกิดความ
กระตือรือร้น มีความสุขในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อส่งเสริมเจตคติที่ดี นักเรียนจะได้
พัฒนากระบวนการคิด กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการแก้ปัญหา และสามารถนำความรู้ไปใช้
ในชีวิตประจำวันได้ มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ เข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ เกิด
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิธีสำรวจตรวจสอบข้อมูล การคิดแก้ปัญหา ตลอดจนการ
เสรมิ สรา้ งจิตวทิ ยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ จำนวน 7 ชุด ดงั นี้

ชดุ ท่ี 1 เรื่อง การรับรูแ้ ละการตอบสนองของสตั ว์
ชดุ ท่ี 2 เรื่อง เซลล์ประสาท
ชุดที่ 3 เรอ่ื ง การทำงานของเซลลป์ ระสาท
ชุดท่ี 4 เร่ือง ศนู ย์ควบคมุ ระบบประสาท
ชุดท่ี 5 เร่ือง การทำงานของระบบประสาท
ชดุ ที่ 6 เรือ่ ง อวัยวะรบั ความรู้สึก (1)
ชดุ ที่ 7 เรื่อง อวัยวะรับความรสู้ กึ (2)
2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นี้เป็น ชุดที่ 6 เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก (1)
เกี่ยวกบั ตาและหู ใช้เวลา 2 ช่ัวโมง
3. ผใู้ ชช้ ดุ กิจกรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์น้คี วรศึกษาขั้นตอนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
อยา่ งละเอียดกอ่ นใช้
4. ในการทำกิจกรรมและแบบทดสอบต่าง ๆ ให้นักเรียนทำด้วยความตั้งใจ และมีความ
ซื่อสตั ย์ต่อตนเองให้มากทสี่ ุดโดยไม่ดเู ฉลยก่อนทำใบกิจกรรมและแบบทดสอบก่อนหรอื หลังเรยี น

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ดี ูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |ง

แผนภมู ลิ ำดับข้นั ตอนการใชช้ ุดกิจกรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์

อ่านคำช้แี จงและคำแนะนำในการใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ศึกษาตัวช้วี ดั และจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ เสริมพนื้ ฐาน
ทดสอบก่อนเรียน ผู้มพี ืน้ ฐานต่ำ

ศกึ ษาชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ตามขั้นตอน

ประเมนิ ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้จากชุดกจิ กรรม

ไม่ผา่ น ทดสอบหลงั เรียน
การทดสอบ

ผ่านการทดสอบ

ศกึ ษาชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์เรือ่ งตอ่ ไป
ชดุ ท่ี 6 เรอ่ื ง อวัยวะรบั ความรู้สกึ (1)

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ดี ูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |จ

คำช้ีแจงการใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรส์ ำหรบั ครู

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ครูผู้สอนได้ศึกษาต่อไปนี้คือ ชุดที่ 6 เรื่อง อวัยวะ
รับความรสู้ ึก (1) เก่ียวกบั ตาและหู ใช้เวลาในการทำกิจกรรม 2 ชั่วโมง ซึง่ นักเรียนจะได้สำรวจ
สังเกตและรวบรวม ขอ้ มลู มาสรปุ เป็นองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูล
กระบวนการทางสังคม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการเผชิญสถานการณ์
และแก้ปัญหาผ่านทางกระบวนการกลุ่ม เพื่อช่วยให้การดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บรรลุ
จุดประสงคแ์ ละมปี ระสทิ ธิภาพ ครูผสู้ อนควรดำเนินการดงั น้ี

1. ครูผู้สอนต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำชี้แจงการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
สำหรบั ครู และแผนการจัดการเรียนรู้ เพอื่ ทค่ี รผู ู้สอนสามารถนำชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ไปใช้ในการ
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

2. ครูผูส้ อนเตรียมส่ือการเรยี นการสอนใหพ้ ร้อม
3. ก่อนดำเนินการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ครูต้องเตรียมชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้
บนโต๊ะประจำกลุ่มให้เรียบร้อยและเพียงพอกับนักเรียนในกลุ่มซึ่งนักเรียนจะได้รับคนละ 1 ชุด
ยกเว้นส่อื การสอนทตี่ ้องใชร้ ่วมกัน
4. ครูตอ้ งชีแ้ จงให้นักเรียนร้เู ก่ียวกบั บทบาทของนกั เรียนในการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ดังนี้

4.1 ศกึ ษาบทบาทของนักเรยี นจากการปฏิบตั ิกจิ กรรมให้เขา้ ใจก่อนการเรียนรู้โดยใช้
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้

4.2 ปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับขั้นตอน อ่านคำชี้แจงจากใบกิจกรรม เพื่อจะได้ทราบ
วา่ จะปฏบิ ัตกิ ิจกรรมอะไร อย่างไร

4.3 นักเรียนต้องตั้งใจปฏิบัติกิจกรรมอย่างเต็มความสามารถ ต้องให้ความร่วมมือ
ชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกัน ไมร่ บกวนผู้อนื่ และไม่ชกั ชวนเพอ่ื นให้ออกนอกลู่นอกทาง

4.4 หลงั จากปฏิบตั กิ ิจกรรมแล้ว นกั เรยี นจะต้องจัดเกบ็ อุปกรณท์ ุกช้นิ ใหเ้ รยี บร้อย
4.5 เมื่อมกี ารประเมินผลนักเรยี นต้องปฏบิ ตั ติ นอยา่ งต้ังใจและรอบคอบ
5. การดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนผังเน้นมโนทัศน์ (Concept Based
Teaching)
6. ขณะที่นักเรียนทุกกลุ่มปฏบิ ัติกิจกรรม ครูไม่ควรพูดเสียงดงั หากมีอะไรจะพูดต้องพูด
เป็นรายกลมุ่ หรอื รายบุคคล ตอ้ งไม่รบกวนกจิ กรรมของนักเรยี นกล่มุ อน่ื

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |ฉ

7. ครูผู้สอนต้องเดินดูการทำงานของนักเรียนแต่ละกลุ่มอย่างใกล้ชิด หากมีนักเรียนคน
ใดหรือกลมุ่ ใดมีปญั หาควรเข้าไปใหค้ วามช่วยเหลือจนปัญหานนั้ คล่คี ลายลง

8. การสรุปผลที่ได้จากกิจกรรมการเรียนรูค้ วรเป็นกิจกรรมรว่ มของนกั เรียนทุกกลุ่มหรอื
ตวั แทนของกลุ่มรว่ มกนั ครคู วรเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นแสดงออกใหม้ ากทส่ี ุด

9. ประเมินผลการเรียนรู้ของนกั เรยี น เพอ่ื ตรวจสอบผลการเรียนรขู้ องนกั เรียน

ตง้ั ใจศึกษา
ชดุ กิจกรรมนะคะ

เด็ก ๆ

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ดี ูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |ช

คำชีแ้ จงการใช้ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรส์ ำหรบั นักเรียน

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นักเรียนได้ศึกษาต่อไปนี้คือ ชุดที่ 6 เรื่อง อวัยวะ
รับความรู้สึก (1) เกี่ยวกับตาและหู ซึ่งนักเรียนจะได้สำรวจ สังเกต และรวบรวมข้อมูลมาสรุป
เป็นองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูล กระบวนการทางสังคม ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการเผชิญสถานการณ์ และแก้ปัญหาผ่านทางกระบวนการ
กลมุ่ เพอื่ ใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุด นกั เรียนควรปฏบิ ัติตามคำชีแ้ จง ดงั ต่อไปนี้

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดที่ 6 เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก (1) เกี่ยวกับตาและหู
ใช้เวลาในการทำกจิ กรรม 2 ชว่ั โมง

2. นกั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น จำนวน 10 ขอ้
3. นกั เรยี นทำกจิ กรรมเปน็ รายกลมุ่ และศกึ ษาวิธดี ำเนินกจิ กรรมใหเ้ ข้าใจ
4. นกั เรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในชดุ กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
5. นักเรยี นทำกิจกรรมในชุดกจิ กรรมการเรยี นร้ใู ห้ครบ
6. นักเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น จำนวน 10 ข้อ

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |1

ชดุ ที่ 6

อวยั วะรบั ความรูส้ กึ 1 (ตาและห)ู

สาระการเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรู้

สาระ ชีววทิ ยา

4. เข้าใจการย่อยอาหารของสตั วแ์ ละมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการแลกเปลยี่ น
แกส๊ การลำเลยี งสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย การขบั ถา่ ย
การรับรู้และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การสืบพันธุ์ และการเจริญเติบโต
ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ผลการเรยี นรู้
7. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหนา้ ที่ของ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนังของ

มนุษย์ ยกตัวอย่างโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และบอกแนวทางในการดูแลป้องกัน
และรักษา

8. สังเกต และอธิบายการหาตำแหน่งของจุดบอด โฟเวีย และความไวในการรับ

สมั ผัสของผิวหนัง

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |2

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายโครงสร้างและหน้าท่ขี องอวยั วะรบั ความรสู้ ึก ตา และหู (K)
2. หาตำแหนง่ ของจุดบอดและโฟเวีย (P)
3. สบื คน้ ข้อมลู เกย่ี วกบั โรคท่เี กี่ยวข้องกบั อวยั วะรบั ความรู้สึก ตา และหู (P)
4. นำความรู้มาใชใ้ นการดแู ลรกั ษาและป้องกันอันตรายของอวัยวะรับความรสู้ ึก ตา

และหู (A)
5. ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเกี่ยวกับอวัยวะรับความรู้สึก ตา

และหู ในการร่วมกจิ กรรมการเรยี นการสอนและนำความรไู้ ปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั (A)
6. สนใจใฝ่รใู้ นการศึกษาและมุง่ มัน่ ในการทำงาน ทำงานร่วมกับผูอ้ ืน่ อยา่ งสร้างสรรค์

ยอมรบั ความคดิ เห็นของผู้อ่ืนได้ (A)

แนวความคิดรวบยอด
ตอ่ เนื่อง

อวยั วะรับความรู้สึก (1)

ตาประกอบด้วย ชั้นสเคลอรา โครอยด์และเรตินา เลนส์ตาเปน็ เลนสน์ นู อยู่ถัดจาก
กระจกตาทำหน้าที่รวมแสงจากวัตถุไปที่เรตินา ซึ่งประกอบด้วย เซลล์รับแสง และเซลล์
ประสาททน่ี ำกระแสประสาทสู่สมอง



ตา เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุและสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา แสงผ่านรูม่านตาโดยมี
เลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสงไปตกบริเวณเรตินาที่ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย
แล้วแปลเปน็ กระแสประสาทส่งไปทางเสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 2 เขา้ สู่สมองส่วนออพติกโลบ



หูประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูส่วนนอก หูส่วนกลางและหูส่วนใน ภายในหูส่วนในมี
คอเคลีย ซึ่งทำหน้าที่รับและเปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นกระแสประสาท นอกจากนี้ยังมีเซมิเซอร์คิว
ลารแ์ คเเนลทำหน้าทร่ี บั ร้เู กี่ยวกับการทรงตัวของรา่ งกาย

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |3



หู เม่อื คล่นื เสียงผ่านเขา้ หู จากหสู ว่ นนอก หูส่วนกลาง และหสู ว่ นใน คล่ืนเสียงจะ

ทำให้ของเหลวในคอเคลียสั่นสะเทือน แล้วแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาท

สมองคู่ที่ 8 เพื่อเข้าสู่สมองส่วนเซรีบรัม และยังทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวของร่างกายโดย

อาศยั การเปลยี่ นแปลงของของเหลวในเซมิเซอรค์ ิวลาร์แคแนล แลว้ แปลเป็นกระแสประสาท

สง่ ไปยังเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพ่ือเขา้ สูส่ มองสว่ นเซรีเบลลัม

สาระสำคัญ

ตา เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุและสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา แสงผ่านรูม่านตาโดยมีเลนส์
ตาทำหน้าที่รวมแสงไปตกบริเวณเรตินาทีป่ ระกอบดว้ ยเซลล์รปู แท่งและเซลล์รูปกรวย แล้วแปลเป็น
กระแสประสาทส่งไปทางเสน้ ประสาทสมองคู่ที่ 2 เขา้ ส่สู มองส่วนออพติกโลบ

หู เมื่อคลื่นเสียงผ่านเข้าหู จากหูส่วนนอก หูส่วนกลาง และหูส่วนใน คลื่นเสียงจะทำ
ให้ของเหลวในคอเคลียสั่นสะเทือน แล้วแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8
เพื่อเข้าสู่สมองส่วนเซรีบรัม และยังทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวของร่างกายโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลง
ของของเหลวในเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนล แล้วแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่
8 เพอื่ เข้าส่สู มองส่วนเซรเี บลลัม

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |4

รายวิชาชีววิทยา 5 แบบทดสอบก่อนเรียน ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6
เร่ือง อวยั วะรบั ความรู้สึก (1)

รหสั วิชา ว30250

คำชแี้ จง 1. แบบทดสอบฉบับนี้ จำนวน 10 ขอ้ คะแนนเต็ม 10 คะแนน เวลาท่ีใช้ 10 นาที
2. จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องทสี่ ดุ แลว้ เขียนเคร่อื งหมาย  ลงในกระดาษคำตอบ

1. เซลลร์ บั แสงของมนุษย์อยใู่ นตาช้ันใด
ก. เรตินา
ข. ม่านตา
ค. โครอยด์
ง. กระจกตา

2. ขอ้ ใดกล่าวถงึ เรตนิ าในบรเิ วณท่พี บเซลลร์ ปู แท่งมากกวา่ รูปกรวยไดถ้ ูกตอ้ ง
ก. มองเห็นภาพได้ชดั เจน
ข. รับภาพในท่ที ี่มแี สงน้อย
ค. แยกความแตกต่างของสีได้
ง. มองเหน็ ภาพในระยะไกลได้

3. ข้อใดกลา่ วถึงการแกไ้ ขความผดิ ปกตขิ องสายตาไดถ้ ูกตอ้ ง

ความผดิ ปกติ การแก้ไข

ก. สายตาส้นั สวมแวน่ ตาเลนส์นูน

ข. สายตาสั้น สวมแวน่ ตาเลนส์ทรงกระบอก

ค. สายตายาว สวมแวน่ ตาเลนส์นนู

ง. สายตายาว สวมแว่นตาเลนสเ์ ว้า

4. หากเปน็ โรคตาบอดสีแดงจะเหน็ ไฟจราจรสีใดผิดปกติ
ก. สีแดง
ข. สเี หลอื ง
ค. สแี ดงและสเี ขียว
ง. สแี ดงและสเี หลอื ง

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |5

5. ในขณะอ่านหนงั สือ กลา้ มเนื้อยดึ เลนส์และเอน็ ยึดเลนสม์ ลี กั ษณะอยา่ งไร

กล้ามเนือ้ ยดึ เลนส์ เอน็ ยดึ เลนส์

ก. หดตัว ตงึ

ข. หดตัว หย่อน

ค. คลายตัว ตงึ

ง. คลายตวั หย่อน

6. ท่อยูสเตเชียนท่ีพบในหชู ั้นกลางทำหน้าท่ีใด
ก. ปรบั ความดนั อากาศ
ข. ควบคมุ การทรงตัวของรา่ งกาย
ค. ขยายการสนั่ สะเทือนของคลื่นเสียง
ง. เปล่ียนสัญญาณเสียงเป็นกระแสประสาท

7. โฟเวยี มีปรมิ าณเซลลร์ ูปแทง่ และเซลลร์ ูปกรวยอย่างไร
ก. พบเฉพาะเซลล์รปู แทง่
ข. พบเฉพาะเซลล์รปู กรวย
ค. พบเซลลร์ ูปแท่งมากกวา่ เซลล์รูปกรวย
ง. พบเซลลร์ ปู กรวยกากกว่าเซลลร์ ูปแทง่

8. ในขณะขึ้นเครอ่ื งบินจะรสู้ ึกปวดแกว้ หู ร่างกายมกี ลไกปรับสมดุลโดยอาศัยการทำงานของ
โครงสร้างใด

ก. เย่ือแกว้ หู
ข. แอมพลู ลา
ค. ท่อยสู เตเซยี น
ง. เซมิเซอร์คิวลารแ์ คแนว

9. ในการเล่นเคร่อื งเล่นในสวนสนุกจะส่งผลตอ่ การทำงานของโครงสร้างใดของหูมากทีส่ ดุ
ก. กระดูกค้อน โกลน และทง่ั ในหสู ว่ นกลาง
ข. เซมิเซอร์คิวลาร์แคแนวในหูส่วนใน
ค. ท่อยูสเตเซียนในหูส่วนกลาง
ง. เย่ือแก้วหใู นหสู ว่ นนอก

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |6

10. หากเสน้ ประสาทสมองคู่ท่ี 1 ถกู ทำลายจะส่งผลอย่างไร
ก. ไม่สามารถรับกลน่ิ อาหารได้
ข. ไม่สามารถกลอกนยั นต์ าได้
ค. ไมส่ ามารถรบั รสอาหารได้
ง. ไม่สามารถแปลผลภาพได้

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |7

บัตรเนอ้ื หา
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ชดุ ที่ 6 อวัยวะรับความรสู้ ึก (1)

6.1 ตากับการมองเห็น

การมองเหน็ จะเกิดขนึ้ ไดเ้ ม่ือมแี สงจากวัตถทุ ่ีเรากำลังมองอยตู่ กกระทบกับตัวรับภาพ
ในดวงตา (photoreceptor) และส่งข้อมูลไปยังสมอง สมองส่วนรับภาพจะจัดเรียงแปลผลข้อมูล
และสร้างเป็นภาพให้รู้สึกมองเห็นได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น พวกโพรโทซัวแบคทีเรีย
จะตอบสนองต่อแสงสว่างได้แตไ่ มม่ ีอวยั วะรบั ภาพ

ภาพที่ 6.1 ภาพจำลองกลไกการมองเห็นภาพ
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/lamaiyodpho/bth-thi-2-saeng/6-naynta-laea-

kar-mxng-hen

ดวงตาท่เี ราเห็นอย่บู นใบหน้าเป็นเพียงส่วนหน่ึงของลูกตาสว่ นที่เหลือจะจมลึกอยู่ในกระดูก
เบ้าตาท่ีมขี นาดเส้นผา่ ศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนตเิ มตร ซ่งึ เปน็ ส่วนของกะโหลกศีรษะเพื่อป้องกัน
อันตรายส่วนที่เปิดสู่ภายนอกจะไม่ได้รับการคุ้มกันอันตรายจากกระดูกเบ้าตาแต่จะได้รับการชำระ
ลา้ งดว้ ยนำ้ ตาทกุ ครัง้ เม่ือกระพริบตาและมีเปลือกตาปิดคลุมดวงตาไวเ้ พ่ือป้องกันไม่ให้ได้รับอันตราย
ส่วนขนตาจะคอยป้องกันฝุ่นละอองลูกตายังสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ในช่องกระ บอกตาโดยการ
ทำงานของกล้ามเนื้อตาจำนวนหกมัดนอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่นๆที่อยู่ภายในเบ้าตาซึ่งได้ถูก
ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งโดยเรียงลำดับจากด้านนอกเข้าไป
ด้านในตามลำดับดงั น้ี

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |8

ภาพที่ 6.2 ส่วนประกอบของตาด้านข้าง
ท่มี า : https://sites.google.com/site/lamaiyodpho/bth-thi-2-saeng/6-naynta-laea-

kar-mxng-hen

ภาพที่ 6.3 ตา
ที่มา : คลงั ภาพ อจท.
โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) หน้า |9

ภาพที่ 6.4 เรตนิ า
ทมี่ า : คลังภาพ อจท.

ตาเป็นอวัยวะรับสมั ผัสแสง (photpreceptor) มโี ครงสรา้ งแบง่ ออกเป็น 3 ช้นั ดงั นี้
1. สเคอรา หรือเปลือกลกู ตา (sclera)

เป็นชั้นท่ีเหนียวแต่ไม่ยืดหยุน่ อยู่ชั้นนอกสุดเห็นเป็นสีขาวส่วนที่อยู่ดา้ นหน้ามีลักษณะ
ใสและนูนออกมาเรียกว่ากระจกตา (cornea) ทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภายในกระจกตามี
ความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการเป็นฝ้าทึบ จะมีผลกระทบต่อการมองเห็นปัจจุบัน
แพทยส์ ามารถนำกระจกตาของผูเ้ สียชีวติ ใหม่ๆซ่ึงได้รบั บรจิ าคมาเปล่ียนให้กับคนทม่ี ีกระจกตาพิการ
เพอื่ ให้สามารถมองเหน็ ได้เหมอื นเดิม

2. โครอยด์ (choroid)
เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอด้ี

(ciliary body) ทำหนา้ ทีส่ ร้างของเหลวที่เรียวว่า เอเควยี วฮวิ เมอร์ (aqueous humor) เข้าไปอยู่ใน
ช่องว่างของลกู ตาด้านหนา้ เลนซ์โดยปกตขิ องเหลวนีจ้ ะถกู ดดู ซมึ กลับเขา้ เส้นเลือดดำของตาโดยผ่าน
ทางท่อแคแนลออฟชเลม (canal of Schlemm) ดังนั้นถ้ามีการอุดตันของท่อเกิดขึ้นจะทำให้ความ
ดันของของเหลวในลูกตาสูงและเป็นสาเหตุของโรคตอ้ หิน(glaucoma) ในชั้นน้ียังมีรงควัตถุหรือสาร
สแี ผก่ ระจายอย่เู ปน็ จำนวนมากเพื่อป้องกนั ไมใ่ ห้แสงสว่างทะลุผ่านช้ันเรตินาไปยังด้านหลังของลูกตา
โดยตรงคนเราจะมีสีตาต่างกันเน่ืองจากมีรงควัตถุตา่ งชนดิ กนั

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 10

ภาพที่ 6.5 โครงสร้างของตา
ท่มี า : หนังสอื เรียนรายวิชาเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 เล่ม 1 บรษิ ัทอกั ษรเจริญทัศน์ อจท. จำกดั (หนา้ 72)

ชั้นของตาทีม่ ีหลอดเลือดมาหล่อเล้ียงและมสี ารสีกระจายอยู่จำนวนมาก ด้านหน้าของ
โครอยด์มีเลนสต์ า (lens) ทเี่ ปน็ เลนส์นนู เพ่ือป้องกนั ไม่ให้แสงทะลุผา่ นเรตนิ าไปยังดา้ นหลังของตาได้
โดยตรง บริเวณหน้าเลนส์เป็นม่านตา (iris) ซึ่งมีรูม่านตา (pupil) เป็นช่องให้แสงผ่านเข้าไปได้
ปริมาณแสงท่ีผา่ นเข้าสตู่ าขึน้ อยูก่ ับมา่ นตา ซึง่ อาศัยการทำงานของกล้ามเน้ือวงและกล้ามเนื้อที่เรียง
ตวั ตามแนวรัศมี ทำใหส้ ามารถควบคุมปรมิ าณแสงทผ่ี ่านเขา้ สู่ตาได้ นอกจากน้ี เลนส์ตายงั ทำหนา้ ท่ี
กั้นตาออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ช่องหน้าเลนส์และช่องหลังเลนส์ ภายในช่องทั้งสองมีน้ำเลี้ยงลูกตา
บรรจุอยู่ ทำหนา้ ทป่ี รบั ความดันของนยั น์ตาให้เป็นปกติ น้ำเลย้ี งลกู ตาทีอ่ ยูใ่ นช่องหนา้ เลนส์ทำหน้าท่ี
ใหส้ ารอาหารและแก๊สออกซเิ จนแก่กระจกตา ส่วนนำ้ เลี้ยงลกู ตาทอ่ี ยใู่ นชอ่ งหลงั เลนสช์ ่วยให้ลกู ตาคง
รูปอยไู่ ด้

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 11

3. จอตาหรอื เรตนิ า (retina)
เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสงเรียงตัวกันเป็น

ช้ันในช่องวา่ งของลูกตาดา้ นหลงั ของเลนซแ์ ละสว่ นทตี่ ดิ กับเรตนิ ามีของเหลวลกั ษณะคล้ายวุ้นเรียกว่า
วิสเทรียสฮิวเมอร์ (vitreous humor) บรรจุอยู่ช่วยทำให้ลูกตาคงรูปร่างอยู่ได้เรตินาทำหน้าที่เป็น
จอรบั ภาพเนอ่ื งจากมีเซลลร์ ับแสง 2 ชนิดคอื เซลลร์ ูปแท่ง (rod cell) ซงึ่ ไวตอ่ การรบั แสงสว่างแต่ไม่
สามารถแยกความแตกตา่ งของสไี ด้ สว่ นเซลล์อีกประเภทหนึ่งเปน็ เซลลร์ ปู กรวย (cone cell) ซึง่ เป็น
เซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ตอ้ งการแสงสวา่ งมากจึงบอกสีของวตั ถุได้ถกู ต้องจอตาหรือเรติ
นาขา้ งหนง่ึ จะมีเซลล์รปู แท่งประมาณ 125 ลา้ นเซลล์และเซลล์รูปกรวยประมาณ 7 ล้านเซลล์

นอกจากชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงดังกล่าวแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นที่รับกระแส
ประสาทที่รวมกันเป็นมัดเพื่อส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วนซีรีบรัมที่มี
หน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับการมองเห็น จะเห็นว่าแสงจะตกกระทบผ่านชั้นเซลล์ปมประสาท (ganglion
cells) และ เซลล์ประสาทชนิดสองขั้ว (bipolar cells) แล้วจึงจะมาถึงชั้นของเซลล์รูปแท่งและรูป
กรวยที่ไวต่อแสงที่เมื่อมีพลังงานแสงมากระตุ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการซึมผ่านของเยื่อบุ
(membrane permeability) จนเกิดเป็นกระแสประสาทส่งผ่านเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 2 ไปยังสมอง
ได้ บริเวณด้านหน้าของเลนซ์ (lens) จะมีแผ่นเนื้อเยื่อเรียกว่าม่านตา (iris) ออกมาบังบางส่วนของ
เลนซ์ (lens) ไว้เหลือบริเวณตรงกลางให้แสงผา่ นเข้าไปสู่เลนซ์ (lens) ได้เรียกว่ารูม่านตา (pupil) ถ้า
มองจากภาพที่ 3.4 ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของดวงตาจะเห็นว่าด้านหน้าของแก้วตาหรือเลนซ์ตามีม่าน
ตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังคอรอยด์คล้ายกับเป็นผนังกน้ั บางส่วนของแก้วตา
หรือเลนซ์เพอ่ื ควบคมุ ปรมิ าณแสงให้พอเหมาะท่จี ะผ่านไปสู่เลนซต์ าโดยม่านตาสามารถเปิดกว้างมาก
หรือน้อยตามความสว่างของแสงเพื่อเปิดเป็นช่องกลางที่เหลือมีลักษณะกลมให้แสงผ่านเข้าถ้าแสง
สว่างมากรูมา่ นตาจะเปิดนอ้ ยแสงสวา่ งน้อยรมู ่านตาจะเปิดกว้าง

เรตินา (retina) บริเวณที่มีเซลล์รับแสง ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ เซลล์รูปแท่ง (rod
cell) ซึ่งมีความไวในการรับแสงมากแม้อยู่ในบริเวณที่มีแสงน้อย แต่ไม่สามารถแยกความแตกต่าง
ของสีได้ และเซลลร์ ูปกรวย (cone cell) ซ่ึงสามารถแยกความแตกต่างของสไี ด้ แต่ต้องการแสงสว่าง
ที่เพียงพอ เซลล์ทั้ง 2 ชนิด ทำหน้าที่รับแสงและส่งกระแสประสาทไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2
แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลภาพที่ตามองเห็น ปกติเซลล์รูปแท่งมีปริมาณมากกว่า
เซลลร์ ูปกรวย แต่บางบริเวณจะมีเซลล์รูปกรวยมากกว่า เรียกบรเิ วณน้ันว่า โฟเวีย (fovea) ซ่ึงแสงท่ี
ตกบริเวณนี้จะเกิดภาพชัดเจน แต่บางบริเวณไม่มีทั้งเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยอยู่เลย เรียกว่า
จุดบอด (blind spot) ซ่ึงแสงทต่ี กบรเิ วณนจี้ ะไม่มภี าพเกิดขนึ้

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 12

ภาพท่ี 6.6 เรตินา
ทมี่ า : หนังสือเรียนรายวชิ าเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 เล่ม 1 บริษัทอกั ษรเจริญทัศน์ อจท. จำกดั (หนา้ 72)

การเกิดภาพเกิดขึ้นเมื่อแสงจากวัตถุผ่านเข้าสู่กระจกตา มีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสงไป
ตกบนจอตา เมื่อเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยได้รับแสงจะส่งสัญญาณประสาทผ่านเส้นประสาท
สมองคทู่ ่ี 2 สง่ ไปยังสมอง

การหักเหของแสงขึ้นอยู่กับความโค้งของกระจกตาและเลนส์ตา ปกติความโค้งของ
กระจกตาจะคงที่เสมอ ส่วนความโค้งของเลนส์ตาจะเปลี่ยนแปลงได้โดยการทำงานของเอ็นยึด
เลนส์(suspensory ligament) และกล้ามเนื้อยึดเลนส์ (ciliary muscle) การหดตัวและคลายตัว
ของกล้ามเนอ้ื ยึดเลนสม์ ีผลทำให้เอน็ ยดึ เลนส์หย่อนและตึงได้

หากกล้ามเนื้อยึดเลนส์หดตัว เอ็นยึดเลนส์จะหย่อนลง ทำให้เลนส์โป่งออก ผิวของเลนส์
จงึ โคง้ นูนขนึ้ ทำใหจ้ ดุ โฟกัสใกล้เลนสม์ ากข้นึ เหมาะกับการมองภาพในระยะใกล้ แต่หากกลา้ มเนื้อยึด
เลนส์คลายตัว เอ็นยึดเลนส์จะตึงเลนส์จะโค้งนูนน้อยลง ทำให้จุดโฟกัสอยู่ไกลเลนส์ เหมาะกับการ
มองภาพในระยะไกล

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 13

ภาพที่ 6.7 กลไกการมองเห็นภาพ
ทม่ี า : หนังสอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา
ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 เล่ม 1 บริษัทอักษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จำกดั (หนา้ 74)

ภาพที่ 6.8 การเปลี่ยนแปลงรูปรา่ งของเลนส์ตาในการมองภาพระยะใกล้ (บน)
และการมองภาพระยะไกล (ลา่ ง)

ท่มี า : หนังสอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 เล่ม 1 บรษิ ทั อักษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จำกดั (หน้า 74)

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 14

ผู้ที่มีความผิดปกติทางสายตา เช่น สายตาสั้น (myopia) สายตายาว (hypermettropia)
สายตาเอียง (astigmatism) มสี าเหตแุ ละวธิ แี กไ้ ข ดงั น้ี

ภาพที่ 6.9 ความผิดปกตขิ องสายตาและการแกไ้ ขความผดิ ปกติของสายตา
ท่มี า : หนังสือเรียนรายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 เล่ม 1 บริษทั อกั ษรเจริญทศั น์ อจท. จำกัด (หนา้ 75)

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 15

การมองเหน็ ภาพเป็นกลไกทีเ่ กดิ จากสารโรดอพซิน (rhodopsin) ทฝี่ ังตวั อย่บู นเย่อื หุม้ เซลล์
ของเซลลร์ ูปแท่ง โรดอพซนิ ประกอบด้วยโปรตนี ออพซิน (opsin) กับสารเรตนิ อล (retinol) ซึ่งไวต่อ
แสง การเปล่ียนแปลงของโรดอพซนิ ทำใหเ้ กิดการมองเหน็ ภาพ ดงั นี้

ภาพที่ 6.10 การเปล่ียนแปลงของโรดอพซนิ เมือ่ ถูกกระตุ้นดว้ ยแสง
ทมี่ า : หนังสอื เรียนรายวชิ าเพิม่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 เล่ม 1 บริษทั อกั ษรเจรญิ ทัศน์ อจท. จำกัด (หนา้ 76)

 แสงกระตุน้ เซลล์รปู แทง่
 โมเลกุลของเรตินอลเปลี่ยนรูปจนไม่สามารถจับกับโมเลกุลของออพซินได้ และส่ง
กระแสประสาทผ่านเสน้ ประสาทสมองคทู่ ่ี 2 เพื่อแปลภาพ
 เมื่อไมม่ แี สง เรตินอลจะเปลี่ยนรปู กลบั เป็นโมเลกลุ รปู แบบเดมิ
 เรตนิ อลจับกับออพซินกลายเป็นโรดอพซนิ

เซลล์รูปกรวยที่พบในชั้นเรตินาแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามความไวต่อช่วงคลื่นแสง ได้แก่
เซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีน้ำเงิน เซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีแดง และเซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีเขียว
เซลลร์ ูปกรวยแต่ละชนดิ จะถกู กระตนุ้ ดว้ ยชว่ งของความยาวคลื่นแสงทแี่ ตกตา่ งกัน

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 16

การมองเห็นสีของวัตถุได้มากกว่า 3 สี เกิดจากการผสมแสงสีตา่ ง ๆ เช่น การมองเห็นวัตถุสี
เหลืองเกิดจากเซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีเขียวและเซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีแดงถูกกระตุ้นพร้อมกัน
การมองเห็นวัตถุสีขาวเกิดจากเซลล์รูปกรวยทั้ง 3 ชนิด ถูกกระตุ้นพร้อมกัน แต่หากเกิดความ
บกพร่องของเซลล์รูปกรวยจะทำให้เกิดโรคตาบอดสี ซึ่งไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ โรคตา
บอดสีที่พบมากที่สุด คือ ตาบอดสีแดงและสีเขียวซึ่งเป็นลักษณะที่ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมและมี
โอกาสพบในเพศชายมากกวา่ เพศหญงิ

ภาพที่ 6.11 การมองเห็นสีตา่ ง ๆ ท่ีเกดิ จากเซลล์รูปกรวยถูกกระตนุ้
ทม่ี า : หนังสอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา
ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 6 เล่ม 1 บริษทั อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด (หน้า 76)

6.2 หกู ับการได้ยิน

หู เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่รับเสียงและแยกความแตกต่างของคลื่นเสียง รวมทั้งยังทำ
หน้าท่ีรกั ผาการทรงตวั และสมดุลของรา่ งกาย

 หูสว่ นนอก
ประกอบดว้ ยใบหู (pinna) เป็นกระดูกอ่อนท่ีสามารถพับงอได้ ทำหน้าท่ีรับและ

รวมคลืน่ เสยี งส่งผา่ นเขา้ สรู่ ูหู (auditory canal) ทเ่ี ปน็ ท่อยาวทำหนา้ ทเ่ี ป็นทางเดนิ ของคลน่ื เสียงเข้า
สู่หูส่วนกลาง ภายในรูหูมีขนและต่อมสร้างไขมันหรือต่อมสร้างขี้หู (ceruminous gland) ช่วย
เคลือบรูหู ทำให้เกิดความชุ่มชื้น ป้องกันแมลง ฝุ่นละออง และเชื้อโรคเมื่อไขมันที่สรา้ งขึ้นมีปริมาณ
มากจะรวมกันเป็นขี้หูและหลุดออกมาเองรูหูมีความยาวไปจนถึงเยื่อแก้วหู ( tympanic
membrane) มีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ และเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างหูส่วนนอกกับหูส่วนกลางเย่ือ

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 17

เหล่านีจ้ ะสั่นสะเทือนและแยกคลืน่ เสียงออกเป็นระดับเสียงต่างๆ และมีความไวต่อการเปลีย่ นแปลง
ความดนั ซึ่งคลน่ื เสียงมผี ลทำให้ความดนั ในช่องหูเปล่ยี นแปลงได้

ใบหู ยื่นเป็นมุมประมาณ ๓๐ องศา จากด้านข้างของศีรษะ แกนกลางของใบหู
เป็นกระดูกอ่อนชนิดยืดหยุ่นได้ (elastic) ชิ้นเดียว หุ้มด้วยผิวหนังทั้งสองด้าน ยกเว้นติ่งหู ไม่มี
กระดูกอ่อน มีแต่เยื่อพังผืด และไขมันหลวมๆ กระดูกอ่อนนี้ ไม่เรียบ แต่มีส่วนนูนยื่นขึ้นมา
และระหวา่ งสว่ นทนี่ ูนกเ็ ป็นแอ่ง ใบหูจงึ ไม่เรยี บท้ังสองด้าน

ภาพท่ี 6.12 หูส่วนนอก
ท่ีมา : https://www.saranukromthai.or.th/

โดยปกติมนุษย์ได้ยินเสียงในช่วงความถี่ 20-20,000 เฮิรตซ์ หรือเรียกว่า ช่วง
การได้ยนิ ส่วนเสียงทม่ี คี า่ ความถตี่ ำ่ หรือสูงกวา่ จะไมส่ ามารถไดย้ นิ ได้ แต่สัตวบ์ างชนดิ สามารถได้ยิน
ได้ เช่น สุนัขสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ต่ำหรือสูงกว่าการไดย้ ินของมนุษย์ ค้างคาวสามารถได้ยิน
เสยี งที่มคี วามถี่สงู กว่าการได้ยินของมนุษย์

รูหู เป็นช่องทางติดต่อระหว่างแอ่งลึกสุดของใบหู ไปจนถึงเยื่อแก้วหูลึก
ประมาณ ๒๔ มิลลิเมตร ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ รูหูส่วนกระดูกอ่อน ยาว ๘ มิลลิเมตร เป็นส่วนที่
ต่อจากกระดูกอ่อนของใบหู และรูหูส่วนกระดูกยาว ๑๖ มิลลิเมตร เป็นส่วนที่มีผนังเป็นกระดูก
ติดต่อลึกเข้าไปจากส่วนกระดกู อ่อน รูหูทั้งหมดไม่เป็นช่องตรงทีเดียว แต่จะโค้งเล็กน้อย รูหูจะคอด
เป็นบางแห่ง เช่น ที่รอยต่อระหวา่ งส่วนกระดูกและ ส่วนกระดูกอ่อน และที่ส่วนกระดูกห่างจากเยอ่ื
แก้วหู ๒-๓ มิลลเิ มตร รหู ู จะบุดว้ ยผิวหนัง ท่สี ่วนกระดูกอ่อน ผวิ หนงั ค่อน ข้างหนา และมีขน และ
ยังมีตอ่ มขี้หูดว้ ย

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 18

เย่ือแก้วหู
รูปร่างเป็นแผ่นกลม ก้นบุ๋ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประ มาณ ๑๐ มิลลิเมตร
วางเฉียงๆ หันลงล่างไปทางข้างหน้า และใกล้ริม ในคนมีชีวิต เยื่อแก้วหู มีสีเทาเป็นเงาแต่อาจมีสี
เหลืองอ่อน และแดงปนด้วย มีด้ามของกระดูกค้อนติดที่ด้านในของเยื่อแก้วหู จุดกึ่งกลางของเยื่อ
แกว้ หูจงึ ถกู ดึงเขา้ ไปเป็นรอยบมุ๋

 หสู ว่ นกลาง
เป็นโพรงถัดจากเยื่อแก้วหูของหูส่วนนอกและติดกับหูส่วนใน ทำหน้าที่ขยาย

เสียงและป้องกนั เสียงดงั ประกอบด้วยกระดกู 3 ช้นิ ไดแ้ ก่ กระดูกคอ้ น (malleus) กระดูกท่งั (incus)
และกระดูกโกลน (stapes) ยึดตดิ กนั ทำหน้าทขี่ ยายการสัน่ สะเทือนของคลนื่ เสียงและสง่ เข้าหูส่วนใน
หูส่วนกลางยังติดต่อกับโพรงจมูกและมีท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ติดต่อกับคอหอย
ทำหนา้ ที่ปรับความดนั ภายในหูสว่ นกลางกับภายนอกให้เท่ากันโดยผ่านอากาศบางส่วนไปทางท่อยู่ส
เตเชียน หากความดันของ 2 ตำแหนง่ แตกต่างกัน จะทำให้หูอื้อหรือปวดหู ปกติทอ่ ยูสเตเชียนจะปิด
แต่จะเปิดเมื่อเดี้ยวหรือกลืนอาหาร และหากมีการติดเชื้อที่คอหรือจมูกเป็นผลทำให้เชื้อโรคเข้าสู่หู
ส่วนกลางได้ทางทอ่ ยูสเตเชยี นเชน่ กัน

เป็นโพรงอากาศเล็กๆ ในกระดูก อยู่ระหว่างเย่ือแก้วหูกบั หูส่วนใน ภายในโพรง
นี้มีกระดูกหูเล็กๆ ๓ ชิ้น คือ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ซึ่งต่อกันจากเยื่อแก้วหูไปยัง
ผนังใกล้ริมของหูส่วนใน เพื่อนำคลื่นเสียงที่มากระทบเยื่อแก้วหูไปยังหูส่วนในได้ หูส่วนกลางยาว
และสูงประมาณ ๑๕ มิลลิเมตร แต่กว้างเพียง ๖ มิลลิเมตรที่ส่วนบน ๔ มิลลิเมตรที่ส่วนล่าง
และ ๑.๕-๒.๐ มิลลิเมตรที่ส่วนกลาง โพรงอากาศของหูส่วนกลางยังมีท่อทางข้างหน้า ไปติดต่อกับ
คอหอยส่วนจมูก (nasopharynx) และมีท่อทางข้างหลัง ไปติดต่อกับโพรงอากาศ ในปุ่มกระดูกหลัง
ใบหดู ว้ ย

 หสู ่วนใน
ประกอบด้วยโครงสรา้ ง 2 สว่ น ดังนี้
- ชุดที่ใช้ฟังเสียง ประกอบด้วยคอเคดีย (cochlea) มีลักษณะเป็นท่อกลมขด

ซ้อนกันเป็นรูปก้นหอย 2 รอบครึ่ง ภายในบรรจุของเหลวอยู่ เมื่อมีคลื่นเสียงผ่านเขา้ มาจะทำให้เกิด
การสั่นของของเหลวในคอเคลียและเปลี่ยนสัญญาณเสียงเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาท
สมองคทู่ ี่ 8 เพือ่ เข้าสู่สมองสว่ นเซรบี รมั

- ชุดที่ใชใ้ นการทรงตัว อยู่ด้านหลังของหูส่วนใน ทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกบั การทรง
ตัวของร่างกาย การเอียงและการหมุนของศีรษะ ประกอบด้วยเซมิเซอร์ดิวลาร์แคแนล

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 19

(semicircular canal) มีลักษณะเป็นหลอดครึ่งวงกลม 3 หลอด ดั้งฉากกัน ภายในมีของเหลวบรรจุ
อยู่ โคนหลอดพองออก เรยี กว่า แอมพลู ลา (ampulla) ภายในมีเซลล์ขนทำหน้าท่รี บั ความรู้สึกซึ่งไว
ต่อการไหลของของเหลวภายใน หากมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของศีรษะหรือเปลี่ยนการทรงตัวจะ
กระตุ้นให้ส่งกระแสประสาทออกจากเซมิเซอรค์ ิวลารแ์ คแนลไปรวมกับกระแสประสาทของคอเคลีย
แลว้ ส่งไปยงั เส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพ่อื เขา้ สู่สมองสว่ นเซรีบรมั

เป็นช่องที่มีสารน้ำอยู่ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่ภายใน กระดูกที่เรียกว่า โบนีลา
บีรินธ์ (bony labyrinth) และภายในโบนีลาบีรินธ์ ยังมีท่อหรือถุงซึ่งมีผนังบางๆ อยู่อีกชั้นหนึ่ง
เรียกว่า เมมเบรนัสลาบีรินธ์ (membranous labyrinth) โบนีลาบีรินธ์ ประกอบด้วย เวสติบูล
(vestibule) ช่องเซมิเซอร์ คูลาร์(semicircularcanals) และช่องโคเคลียร์ (cochlearcanal)
ซึ่งภายในมีเมมเบรนัสลาบีรนิ ธ์ ซ่งึ ประกอบด้วย ยตู รเิ คลิ (utricle) แซคคลู (saccule) ทอ่ เซมิเซอร์คู
ลาร์ (semicircularduct) และท่อโคเคลยี ร์ (cochlear duct)

ภาพท่ี 6.13 โครงสร้างของหู
ท่มี า : หนังสอื เรียนรายวชิ าเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา
ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 6 เล่ม 1 บรษิ ัทอกั ษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จำกัด (หนา้ 78)

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 20

ภาพที่ 6.14 หผู า่ ตามยาว แสดงสว่ นประกอบภายใน
ทีม่ า : https://www.saranukromthai.or.th/

เวสติบูล เป็นส่วนกลางของโบนีลาบีรินธ์ ทางหลังติดต่อกับช่องเซมิเซอร์คูลาร์
และทางหน้าติดต่อกับช่องโคเคลียร์เป็นโพรงเล็กๆ ในกระดูกยาวจากหน้าไปหลัง 6 มิลลิเมตร
สูง 4 - 5 มลิ ลเิ มตร และกว้าง 3 มลิ ลิเมตร

ช่องเซมิเซอร์คูล่าร์ มี 3 ช่อง อยู่หลังช่องเวสติบูล ทั้งสามวางตั้งฉากซึ่งกันและกัน
จึงให้มีช่ือตามที่อยู่ คือ อันหน้า อันหลัง และอันใกล้ริม ช่องนี้อยู่ในกระดูกประมาณ 2/3 วงกลม
ซึ่งปลายหนึ่งจะโป่งออก เรียกว่า แอมพูลลา (ampulla) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 มิลลิเมตร
แต่ที่แอมพูลลาประมาณ 2.0 มิลลิเมตร เปิดเข้าสู่เวสติบูล เพียง 5 รู เนื่องจากปลายใกล้กลางของ
ชอ่ งอนั หน้ากับปลายบนของอนั หลังรวมกัน

ช่องโคเคลียร์ เป็นโพรงคล้ายก้นหอย ฐานกว้าง 9 มิลลิเมตร รากฐานถึงยอด 5
มิลลิเมตร จากฐานถึงยอด 5 มิลลิเมตร มีกระดูกเป็น แกนกลางเรียก โมดิโอลุส (modiolus) ยาว 3
มิลลิเมตร มีช่องโคเคลียร์วนรอบโมดิโอลุส ประมาณ 2.1/2 – 2.2/3 รอบ ท่อทั้งหมดยาว 32
มิลลิเมตร และมีเส้นผา่ นศูนย์กลางประมาณ 2 มลิ ลิเมตรจากกระดูกแกน มแี ผน่ กระดกู บาง (osseus

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 21

spiral lamina) ยื่นออกวนรอบโมดิโอลุส คล้ายตะปูควง ยื่นเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่งของช่องโค
เคลยี ร์ จงึ แบ่งชอ่ งโคเคลียรอ์ อกเป็นสองชอ่ ง แตไ่ ม่สมบูรณ์ จากปลายของแผน่ กระดูกวนรอบ มีแผ่น
พังผืดบาสิลาร์ (basilar membrane) ไปติดกับผนังของช่องโคเคลียร์ ทำให้แบ่งช่องโคเคลียร์เป็น
สองชอ่ งโดยสมบูรณ์

เมมเบรนัสลาบีรนิ ธ์ อยภู่ ายในโบนีลาบรี ินธ์ ซึ่งมรี ปู รา่ งเหมือนโบนี ลาบีรินธ์ เว้นแต่มี
ถุงบางๆ ๒ ถุงอย่ใู นเวสติบลู คอื

ยตู ริเคิล เป็นถุงยาวอยตู่ อนบนและหลังของเวสติบูล มที อ่ เซมิเซอร์คลู าร์ มาเปิด 5 ท่อ
ภายในยูตเิ คลิ มเี ซลล์รับความรสู้ กึ เก่ียวกับการทรงตวั แล้วส่งความรูส้ ึกนั้นไปยังสมอง

แซคคูล เป็นถุงรูปไข่อยู่หน้ายูตริเคิล ภายในก็มีเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว
เชน่ เดยี วกนั ท้ังแซคคลู และยตู รเิ คลิ มที อ่ มาติดต่อซ่ึงกันและกนั นอกจากนี้ แซคคูลยังมีไปต่อกับท่อ
โคเคลยี รด์ ้วย

ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ มีลักษณะเป็นท่ออยู่ภายในช่องเซมิเซอร์คูลาร์ ช่องเซมิเซอร์คูลาร์
ส่วนใดโป่ง ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ส่วนนั้นก็โป่งด้วย ภายในท่อเซมิเซอร์คูลาร์ที่โป่งออก มีสันขวาง
ประกอบด้วยเซลลร์ บั ความร้สู ึกเกี่ยวกบั การทรงตวั

ท่อโคเคลียร์ เป็นท่อวนรอบอยู่ภายในช่องโคเคลียร์ เป็นท่อรูปสามเหลี่ยม ด้านล้าง
เป็นแผ่นบาสิลาร์ และด้านบนเป็นแผน่ เยื่อบางๆ อีกแผ่นหนึ่ง เรียกว่า แผ่นเวสติบูลาร์ (vestibular
membrane) ขึงจากด้านบนของแผ่นกระดูกวนรอบไปยังผนังของช่องโคเคลียร์ อีกด้านหนึ่งเป็น
แผ่นเยื่อของช่องโคเคลียร์ ด้านในช่องโคเคลียร์ที่ด้านบนของแผ่นบาสิลาร์มีอวัยวะสำหรับรับเสียง
(organs of corti) ซ่งึ มีเซลลส์ ำหรบั รับความรูส้ ึกในการไดย้ ิน

ภายในเมมเบรนัสลาบีรเนธ์ทั้งหมด มีน้ำที่เรียกว่า เอ็นโดลีมพ์ (endolymph) ซึ่งจะ
ติดต่อกันทงั้ หมด

ภายในโบนีลาบีรินธ์ และภายนอกเมมเบรนัสลาบีรินธ์ก็มีน้ำอยู่ซึ่ง เรียกว่า เพอริลีมพ์
(perilymph) ซง่ึ ตดิ ต่อกนั ทง้ั หมดเชน่ เดยี วกนั

เมื่อมีคลื่นเสยี งผา่ นรหู ูไปกระทบเย่ือแก้วหู เยอ่ื แกว้ หูกส็ ัน่ สะเทือน ทำใหก้ ระดกู หูเล็กๆ
สน่ั สะเทือน ส่งตอ่ ไปยงั เพอริลีมพ์ภายในเวสติบลู จากนัน้ การสนั่ สะเทือนก็แพร่ไปยังเพอริมลีมพ์ของ
ส่วนต่างๆ ไปสู่เซลล์สำหรับรับเสยี ง และเซลล์สำหรับรับความรู้สึกในการทรงตัว ซึ่งจะส่งความรู้สึก
ตอ่ ไปยังสมองไดท้ างประสาทสมองค่ทู ี่ 8

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 22

บัตรกิจกรรมที่ 6.1
เร่อื ง การหาตำแหนง่ ของจดุ บอดและโฟเวีย

จดุ ประสงค์
หาตำแหนง่ ของจดุ บดและโฟเวยี ในการมองเหน็ ได้

วสั ดอุ ุปกรณ์
1. กระดาษขาว
2. ไม้บรรทัด
3. ปากกา / ดนิ สอ
4. อุปกรณ์ท่ีมสี สี ดใส

วธิ ปี ฏิบตั ิ
ตอนที่ 1 การหาตำแหน่งของจุดบอด

1. ทำเครอื่ งหมายบวก (+) และจดุ () บนกระดาษขาวในแนวระนาบ โดยให้เครอ่ื งหมายทั้ง
สองหา่ งกนั 10 เซนติเมตร

2. หลับตาซา้ ย เหยยี ดแขนขวาให้ตรง ใชม้ ือขวายกกระดาษขึน้ ให้ตำแหนง่ เครอื่ งหมายบวก
ตรงกับตาขวา

3. ใชต้ าขวามองภาพเคร่ืองหมายบวกตลอดเวลา แล้วค่อย ๆ เลือ่ นกระดาษเข้ามาใกลต้ าจน
มองไมเ่ หน็ เคร่ืองหมายบวก

4. ทำซำ้ ขนั้ ตอนท่ี 2. และขน้ั ตอนที่ 3. โดยเปล่ียนเปน็ ใชต้ าซ้ายและให้มองเครื่องหมายจุด
แทน

ตอนท่ี 2 การหาตำแหน่งของโฟเวยี
1. ยนื่ แขนไปดา้ นหลังเพือ่ รบั อุปกรณ์ที่มีสีสดใสจากเพื่อน แล้วนำมาถือไว้
2. คอ่ ย ๆ เล่ือนแขนมาทางด้านหน้า เหลอื บตามองอปุ กรณใี นมือจนกระทั่งมองเหน็ อุปกรณ์

ช้นิ นั้น และสามารถบอกสีของอุปกรณช์ ิ้นนน้ั ได้

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 23

ผลการทำกจิ กรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

คำถามท้ายกจิ กรรม
1. เพราะเหตุใดตาขวาจึงมองไม่เห็นเครื่องหมายจุดและตาซ้ายจึงมองไม่เห็นเครื่องหมาย

บวก เมอื่ เล่ือนกระดาษเข้ามาใกล้ตา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

2. จากกจิ กรรม สามารถระบไุ ด้หรือไมว่ า่ จุดบอดอยเู่ ยื้องไปด้านใดของตา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

3. ตาสามารถมองเห็นสขี องอุปกรณ์ได้ชัดเม่ืออปุ กรณ์นั้นอยูใ่ นทิศทางใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 24

บตั รกจิ กรรมท่ี 6.2
เร่ือง อวยั วะรบั ความรูส้ ึก (1)

1. ให้นกเรยี นเขยี นแผนภาพโครงสร้างของตา

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 25
2. ให้นกเรียนเขียนแผนภาพโครงสร้างของหู

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 26

บัตรกิจกรรมท่ี 6.3
แผนผังมโนทัศน์ เรอ่ื ง อวยั วะรบั ความรสู้ กึ (1)

คำชี้แจง ให้นักเรียนสรุปความรู้ที่เกี่ยวกับ “อวัยวะรับความรู้สึก (1)” เป็นแผนผังมโนทัศน์
(Concept Mapping) ในกระดาษทแ่ี จกใหแ้ ล้วนำเสนอผลงานหน้าชัน้ เรยี น

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 27

บตั รกิจกรรมท่ี 6.4
ถอดบทเรยี น เร่ือง อวัยวะรับความรูส้ กึ (1)

คำชี้แจง ให้นักเรียนถอดบทเรียนที่เกี่ยวกับ “อวัยวะรับความรู้สึก (1)” ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงเป็น ในกระดาษชาร์ตที่กำหนดให้แล้วนำเสนอผลงานโดยนำไปติดป้ายนิเทศหน้า
ชัน้ เรียน

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 28

แบบฝึกหัด
เรื่อง อวยั วะรับความรู้สึก (1)

คำช้ีแจง : ให้นักเรยี นตอบคำถามต่อไปนใ้ี ห้ถูกต้องที่สุด

1. เพราะเหตุใดเมื่อเข้าไปในหอ้ งที่มีแสงสลัว ในช่วงแรกจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไป
จะมองเห็นไดช้ ดั เจนข้นึ ทัง้ ทไี่ มไ่ ด้เพ่มิ ความสว่าง
................................................................................................................... ...........................................
............................................................................................................................. .................................
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .................................

2. หากร่างกายขาดวติ ามนิ A จะสง่ ผลตอ่ การมองเหน็ อยา่ งไร
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................

3. เพราะเหตุใดจึงร้สู ึกปวดแก้วหูเมื่อข้นึ ดอยทีอ่ ย่สู ูงจากระดับนำ้ ทะเลมาก ๆ และร่างกายมกี ลไก
แก้ไขอยา่ งไร
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................. .................................................................
............................................................................................................................. .................................

4. การสั่นของของเหลวในคอเคลียและในเซมเิ ซอร์ควิ ลาร์แคแนลมีผลต่อร่างกายแตกต่างกันอย่างไร
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .................................
................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .................................
..............................................................................................................................................................

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 29

5. เพราะเหตใุ ดเมื่อเลน่ ปนั่ จ้ิงหรดี หลาย ๆ รอบ แล้วหยุดยนื ตรง จงึ ไม่สามารถทรงตัวได้ตามปกติ
............................................................................................................................. .................................
................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .................................
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................

6. โรคท่ีเกย่ี วขอ้ งกับตาและหู มอี ะไรบ้าง แตล่ ะโรคมแี นวทางในการดูแลและรักษาโรคอยา่ งไร
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .................................
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .................................
................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .................................
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .................................
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
..................................................................................................................................... .........................
......................................................................................................... .....................................................
............................................................................................................................. .................................
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
................................................................................................. .............................................................

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 30

รายวิชาชีววิทยา 5 แบบทดสอบหลังเรียน ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
เรอื่ ง อวัยวะรับความรสู้ ึก (1)

รหสั วิชา ว30250

คำช้แี จง 1. แบบทดสอบฉบับนี้ จำนวน 10 ขอ้ คะแนนเตม็ 10 คะแนน เวลาท่ีใช้ 10 นาที
2. จงเลอื กคำตอบทถ่ี ูกต้องท่สี ดุ แล้วเขียนเคร่อื งหมาย  ลงในกระดาษคำตอบ

1. โฟเวยี มีปริมาณเซลลร์ ูปแทง่ และเซลล์รปู กรวยอยา่ งไร
ก. พบเฉพาะเซลลร์ ูปแท่ง
ข. พบเฉพาะเซลล์รปู กรวย
ค. พบเซลล์รูปแท่งมากกว่าเซลลร์ ปู กรวย
ง. พบเซลล์รปู กรวยกากกวา่ เซลล์รูปแทง่

2. เซลล์รบั แสงของมนุษย์อยใู่ นตาชน้ั ใด
ก. เรตนิ า
ข. ม่านตา
ค. โครอยด์
ง. กระจกตา

3. ขอ้ ใดกลา่ วถึงเรตนิ าในบริเวณทพ่ี บเซลล์รูปแทง่ มากกวา่ รปู กรวยได้ถูกตอ้ ง
ก. มองเห็นภาพไดช้ ัดเจน
ข. รับภาพในทท่ี ี่มีแสงน้อย
ค. แยกความแตกต่างของสไี ด้
ง. มองเห็นภาพในระยะไกลได้

4. ข้อใดกล่าวถงึ การแกไ้ ขความผดิ ปกตขิ องสายตาไดถ้ ูกต้อง

ความผดิ ปกติ การแกไ้ ข

ก. สายตาสั้น สวมแว่นตาเลนส์นนู

ข. สายตาสั้น สวมแว่นตาเลนสท์ รงกระบอก

ค. สายตายาว สวมแว่นตาเลนสน์ นู

ง. สายตายาว สวมแว่นตาเลนสเ์ วา้

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 31

5. ในขณะอา่ นหนังสือ กล้ามเนอ้ื ยดึ เลนสแ์ ละเอ็นยึดเลนสม์ ลี ักษณะอย่างไร

กล้ามเนือ้ ยดึ เลนส์ เอน็ ยึดเลนส์

ก. หดตัว ตงึ

ข. หดตวั หยอ่ น

ค. คลายตวั ตงึ

ง. คลายตวั หยอ่ น

6. หากเปน็ โรคตาบอดสแี ดงจะเหน็ ไฟจราจรสใี ดผดิ ปกติ
ก. สีแดง
ข. สีเหลอื ง
ค. สแี ดงและสเี ขียว
ง. สีแดงและสเี หลอื ง

7. ท่อยูสเตเชยี นที่พบในหูชั้นกลางทำหน้าทใี่ ด
จ. ปรับความดนั อากาศ
ฉ. ควบคุมการทรงตวั ของร่างกาย
ช. ขยายการสั่นสะเทือนของคล่นื เสียง
ซ. เปลย่ี นสัญญาณเสยี งเป็นกระแสประสาท

8. ในขณะขึ้นเครื่องบินจะรู้สึกปวดแกว้ หู รา่ งกายมีกลไกปรบั สมดุลโดยอาศัยการทำงานของ
โครงสร้างใด

ก. เย่ือแกว้ หู
ข. แอมพูลลา
ค. ทอ่ ยูสเตเซียน
ง. เซมเิ ซอร์ควิ ลาร์แคแนว

9. หากเสน้ ประสาทสมองคูท่ ี่ 1 ถกู ทำลายจะส่งผลอยา่ งไร
ก. ไมส่ ามารถรับกลน่ิ อาหารได้
ข. ไมส่ ามารถกลอกนยั น์ตาได้
ค. ไม่สามารถรบั รสอาหารได้
ง. ไม่สามารถแปลผลภาพได้

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 32

10. ในการเลน่ เคร่อื งเล่นในสวนสนุกจะส่งผลต่อการทำงานของโครงสรา้ งใดของหูมากทส่ี ดุ
ก. กระดูกค้อน โกลน และทัง่ ในหสู ว่ นกลาง
ข. เซมเิ ซอร์คิวลารแ์ คแนวในหสู ่วนใน
ค. ท่อยูสเตเซยี นในหสู ่วนกลาง
ง. เย่อื แก้วหใู นหสู ว่ นนอก

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 33

กระดาษคำตอบ
แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียน
ชดุ ที่ 6 อวยั วะรับความรสู้ กึ (1)

แบบทดสอบกอ่ นเรียน ง แบบทดสอบหลังเรียน ง
ข้อ ก ข ค ข้อ ก ข ค
1 1
2 2
3 3
4 4
5 5
6 6
7 7
8 8
9 9
10 10

คะแนนเตม็ 10 คะแนน คะแนนเตม็ 10 คะแนน
ได้ ...................คะแนน ได้ ...................คะแนน

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบ็ตต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชุดท่ี 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 34

บรรณานกุ รม

เกศทิพย์ อศิ รางกรู ณ อยธุ ยา และฤทธิ์ วฒั นชัยยง่ิ เจริญ. (2564). หนังสอื เรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 6 เล่ม 1. (พิมพ์ครั้งที่ 3)
กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า, บรษิ ัทอักษรเจรญิ ทัศน์ อจท. จำกัด.

จิรสั ย์ เจนพาณิชย์ (2558). ชวี วทิ ยาสำหรบั นกั เรียนมธั ยมปลาย. กรุงเทพมหานคร :
หจก.สามลดา.

ซรี ์สตาร์ (2552). ชวี วิทยา เลม่ 1. (แปลจาก Biology 1 Concepts and Applications
โดยทมี คณาจารย์ ภาควชิ าชีววิทยามหาวิทยาลัยขอนแก่น, ผู้แปล). กรุงเทพมหานคร :
เจเอสที พับลิชช่ิง จำกดั .

ปรชี า สุวรรณพนิ จิ และนงลกั ษณ์ สุวรรณพนิ จิ (2549). ชีววิทยา 2. กรุงเทพมหานคร :
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

วนั ดี วัฒนชัยยง่ิ เจรญิ (2552). การจดั จำแนกสิ่งมีชวี ติ . ภาควิชาชวี วิทยา คณะวิทยาศาสตร์ :
มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.

ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2560). ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุม่ สาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศกึ ษาชั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ซุมนมุ สหกรณ์
การเกษตรแหง่ ประเทศไทย.

ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลย,ี สถาบนั . (2554). หนังสือเรยี นรายวิชาชีววิทยา
เพิม่ เติมเล่ม 5. กรงุ เทพมหานคร : สกสค.

ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลย,ี สถาบนั . (2555). คู่มือครรู ายวิชาชวี วทิ ยาเพมิ่ เตมิ
เล่ม 5. กรุงเทพมหานคร : สกสค.

ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบนั . (2556). หนงั สอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เดมิ
ชวี วิทยา เล่ม 2 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4-6 กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร.์
พมิ พค์ รง้ั ที่ 9. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพร้าว.

สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, สถาบนั .(2558). หนังสอื เรียนรายวิชาเพิ่มเดมิ
ชวี วทิ ยา เล่ม 1 ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 4-6 กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร.์
พมิ พ์ครง้ั ที่ 9. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์คุรุสภาลาดพร้าว.

สตาร์, ซซี าย. (2553). ชีววทิ ยา เล่ม 2. กรุงเทพมหานคร : เซนเกจ เลนิ นิ่ง.
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-

1/function_of_the_nervous_system/index.html

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเมก็


ชดุ ที่ 6 : อวยั วะรบั ความรูส้ กึ (1) ห น ้ า | 35

ประวัติยอ่ ผู้จดั ทำ

ชือ่ – สกลุ นางบญุ ลอ้ ม แก้วดอน

วัน เดอื น ปี เกิด วนั ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2517

สถานทีเ่ กดิ บ้านเลขที่ 9 หมู่ 11

บ้านนางาม ตำบลนาดี อำเภอเดชอดุ ม

จงั หวดั อบุ ลราชธานี 34160

โทรศัพท์ 091-828-417-9

ตำแหนง่ หน้าทป่ี ัจจุบัน ครู วิทยฐานะ ครชู ำนาญการพิเศษ

สถานทที่ ำงานในปัจจบุ นั โรงเรยี นเบ็ตตี้ดูเมน 2 ช่องเมก็ ตำบลชอ่ งเมก็

อำเภอสิรนิ ธร จงั หวดั อุบลราชธานี

สังกัดองค์การบริหารสว่ นจังหวดั อบุ ลราชธานี

ประวตั ิการศกึ ษา
พ.ศ. 2541 ปริญญาตรี วทิ ยาศาสตรบัณฑติ วิชาเอก ชวี วทิ ยาประยุกต์

สถาบนั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
พ.ศ. 2542 ประกาศนียบตั รบัณฑติ วิชาชพี ครู สถาบันราชภฏั อบุ ลราชธานี

ประสบการณ์การทำงาน
พ.ศ. 2542 ตำแหนง่ อาจารย์ 1 ระดับ 3 โรงเรียนช่องเม็กวิทยา

อำเภอสริ นิ ธร จังหวัดอบุ ลราชธานี
พ.ศ. 2547 ครู โรงเรียนช่องเมก็ วทิ ยา อำเภอสริ ินธร จังหวดั อุบลราชธานี
พ.ศ. 2550 ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนเบ็ตตี้ดูเมน 2 ช่องเม็ก

อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
สังกัดองค์การบริหารส่วนจงั หวดั อบุ ลราชธานี
พ.ศ. 2558 ครู วิทยฐานะ ครชู ำนาญการพิเศษ โรงเรียนเบ็ตต้ีดเู มน 2 ชอ่ งเม็ก
อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
สังกดั องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดอุบลราชธานี

โดย : นางบญุ ลอ้ ม แกว้ ดอน ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นเบต็ ต้ีดูเมน 2 ช่องเม็ก


ชดุ กจิ กรรมกำรเรยี นรูว้ ทิ ยำศำสตร์

ประกอบกำรสอนแบบเนน้ แผนผงั มโนทศั น์

โรงเรยี นเบ็ตต้ดี ูเมน 2 ช่องเมก็ อำเภอสริ นิ ธร จงั หวดั อบุ ลรำชธำนี
องคก์ ำรบรหิ ำรสว่ นจงั หวดั อบุ ลรำชธำนี


Click to View FlipBook Version