The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คลื่นกล(นักเรียน)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patcharee01k, 2022-02-06 11:04:35

คลื่นกล(นักเรียน)

คลื่นกล(นักเรียน)

Keywords: ว30101

แบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

เรื่อง “คลื่นกล”

รายวิชาฟสิ ิกส์ (พื้นฐาน) รหสั วิชา ว30101 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา ๒๕๖4

นางพชั รี คณู ทอง
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ชีย่ วชาญ
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โรงเรยี นโนนกลางวทิ ยาคม
อาเภอพิบูลมังสาหาร จงั หวัดอบุ ลราชธานี
สงั กัดองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั อบุ ลราชธานี
กรมสง่ เสริมการปกครองทอ้ งถน่ิ กระทรวงมหาดไทย



แบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

เรื่อง “คลื่นกล”

รายวิชาฟสิ ิกส์ (พื้นฐาน) รหสั วิชา ว30101 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา ๒๕๖4

นางพชั รี คณู ทอง
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ชีย่ วชาญ
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โรงเรยี นโนนกลางวทิ ยาคม
อาเภอพิบูลมังสาหาร จงั หวัดอบุ ลราชธานี
สงั กัดองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั อบุ ลราชธานี
กรมสง่ เสริมการปกครองทอ้ งถน่ิ กระทรวงมหาดไทย



คำนำ

แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง “คลื่นกล” เล่มนี้ จัดทาขึ้นเพื่อ
ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาฟิสิกส์ (พ้ืนฐาน)
รหัสวิชา ว30101 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ เรียนรู้ด้วยตนเอง มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ มีกิจกรรมการฝึกปฏิบัติจริง มีทักษะ
กระบวนการคิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาได้ แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ มีเนื้อหา
เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน มีกิจกรรมท่ีหลากหลายให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์อย่างเปน็ ลาดบั ข้นั ตอน

ผ้จู ัดทาจึงหวังเปน็ อย่างย่ิงว่า แบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เล่มนี้ จะช่วยให้
ทุกท่านที่มีส่วนร่วมเก่ียวข้องในการจัดการเรียนการสอนเกิดความเข้าใจและเห็นแนวทางในการจัดการ
เรียนการสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพ้ืนฐานอันจะเป็นประโยชน์แก่นักเรียนและเป็น
แนวทางหนงึ่ ทจ่ี ะช่วยให้นักเรียนเกดิ ทักษะโดยตรง สามารถนาความร้ไู ปใช้ในชีวติ ประจาวันได้

พัชรี คณู ทอง

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ช่ียวชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สำรบัญ ข

เรือ่ ง หนำ้
คานา ก
สารบัญ ข
แบบทดสอบก่อนเรียน 1
คล่ืนกล 3
1 ชนดิ ของคล่ืนกล 3
2 สว่ นประกอบของคลนื่ 4
3 ลกั ษณะท่ัวไปของคลื่น 6
4 คณุ สมบตั ิของคลืน่ 7
4.1 การสะท้อนของคลน่ื 7
4.2 การหักเหของคลนื่ 10
4.3 การแทรกสอดของคลื่น 13
4.4 การเลย้ี วเบนของคลื่น 14
แบบฝกึ ทักษะ 16
แบบทดสอบหลังเรยี น 23
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น 26
บรรณำนกุ รม 27

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูเช่ยี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

1

แบบทดสอบก่อนเรียน เรือ่ ง คล่ืนกล

คำสั่ง จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งทสี่ ุดแล้วทาเครอ่ื งหมายวงกลม O รอบอักษรคาตอบท่ีเลอื ก

1. ขณะที่เรำเห็นคลืน่ กำลังเคลื่อนทีอ่ อกจำกแหล่งกำเนิด ส่งิ ใดท่ีเคล่อื นทไี่ ปพร้อมกับคล่ืน

ก. ตัวกลาง ข. พลังงาน

ค. ความยาวคลืน่ ง. อนภุ าคของตัวกลาง

2. จงพิจำรณำขอ้ ควำมต่อไปน้ี

1. คลื่นกล หมายถงึ คล่ืนทต่ี อ้ งอาศยั ตวั กลางในการเคลื่อนท่ี

2. คล่นื ตามขวาง หมายถึงคลน่ื ที่อนภุ าคของตวั กลางสน่ั ในทศิ ต้งั ฉากกบั ทศิ ของคลืน่

3. คลนื่ ตามยาว หมายถึงคล่ืนท่ีไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการเคล่ือนที่

คำตอบที่ถูกคอื

ก. ข้อ 1 และ 3 ข. ขอ้ 2 และ 3

ค. ข้อ 1 และ 2 ง. ขอ้ 1 2 และ 3

3. คล่ืนในขอ้ ใดเป็นคลน่ื กล ข. คล่ืนวทิ ยุ
ก. คลนื่ แสง ง. คล่ืนไมโครเวฟ
ค. คล่นื เสยี ง

4. คลนื่ ตำมยำวและคล่ืนตำมขวำง มีสิง่ ใดทตี่ ่ำงกนั ข. ทศิ การส่นั ของอนุภาคตัวกลาง
ก. ทิศการเคลื่อนท่ีของคล่นื ง. ความยาวคล่นื
ค. ประเภทของแหล่งกาเนิด

5. จงพิจำรณำข้อควำมต่อไป

1. การกระจัด หมายถึง ระยะต้ังฉากจากแนวสมดุลไปยังตาแหน่งบนคล่ืน

2. ระยะตง้ั ฉากจากแนวสมดลุ ไปถึงสันคลืน่ หรือท้องคลืน่ เรยี กวา่ แอมพลิจูด

3. ระยะระหวา่ งสันคล่ืนท่อี ยู่ถัดกัน หรอื ท้องคลนื่ ท่ีอยู่ถดั กัน คือ ความยาวคลน่ื

คำตอบท่ีถูกคือ

ก. ข้อ 1 และ 3 ข. ขอ้ 2 และ 3

ค. ขอ้ 1 และ 2 ง. ขอ้ 1 2 และ 3

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ชีย่ วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

2

6. จงพจิ ำรณำข้อควำมต่อไปนี้

1. อตั ราเรว็ คลืน่ หมายถึงผลคณู ระหว่างความยาวคลื่นกับความถค่ี ลื่น

2. เม่ือใชน้ ว้ิ มือแตะลงบนผิวนา้ หน่งึ ครั้ง คลืน่ ท่เี กิดขึ้นมลี ักษณะเป็นคลืน่ ดลเสน้ ตรง

3. เมอ่ื มีคลนื่ ผวิ น้าแผ่ไปถึงวัตถซุ ่ึงลอยอยู่ที่ผิวน้า วัตถจุ ะเคลื่อนที่กระเพอื่ มข้ึนลงตามแนวดิ่ง

คาตอบทีถ่ กู คอื

ก. ข้อ 1 และ 3 ข. ข้อ 2 และ 3

ค. ข้อ 1 และ 2 ง. ขอ้ 1 2 และ 3

7. ปรำกฏกำรณ์ท่คี ลน่ื เปลยี่ นทิศกำรเคลอ่ื นท่กี ลบั สู่ตัวกลำงเดิม เม่ือคลื่นน้ันเคล่อื นที่ไปกระทบสิง่ กีดขวำง

เรยี กวำ่ อะไร

ก. การสะท้อน ข. การหกั เห

ค. การแทรกสอด ง. การเล้ยี วเบน

8. เม่ือคลื่นเคล่ือนทจ่ี ำกตวั กลำงหนึ่งเข้ำสู่อีกตวั กลำงหน่งึ โดยทิศกำรเคล่ือนท่ีของคลน่ื ตกกระทบไมต่ ั้ง

ฉำกกับรอยต่อของตัวกลำงท้ังสอง คลน่ื ในตวั กลำงทส่ี องมีส่งิ ใดไม่เปลีย่ นแปลง

ก. ความเร็ว ข. ความยาวคลน่ื

ค. ทิศการเคล่ือนท่ี ง. ความถ่ีคลนื่

9. เมือ่ คลนื่ นำ้ ตอ่ เน่ืองหน้ำวงกลมสองขบวนซึง่ เหมือนกนั ทุกประกำรเคลื่อนที่มำพบกนั โดยสนั คลื่น

พบกบั สนั คล่นื จะเกิดปรำกฏกำรณ์ตำมข้อใด

ก. การสะท้อน ข. การแทรกสอดแบบเสรมิ กัน

ค. การหักเห ง. การแทรกสอดแบบหักลา้ งกนั

10. เม่อื คลืน่ น้ำหนำ้ ตรงเคลื่อนทีไ่ ปกระทบสิง่ กีดขวำง จะมีคลน่ื บำงส่วนแผจ่ ำกขอบของสง่ิ กีดขวำง

ไปทำงด้ำนหลงั ของสิง่ กดี ขวำงนั้น ซึ่งเรยี กวำ่ กำรเลย้ี วเบนของคลื่น คล่นื ทแี่ ผ่ไปมีลักษณะตำมข้อใด

ก. มีหน้าคลื่นเปน็ วงกลม ข. มหี น้าคลน่ื เป็นเสน้ ตรง

ค. หน้าคลนื่ ขนานกบั หนา้ คลื่นเดมิ ง. ทิศการเคลื่อนที่คงเดมิ



นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ช่ยี วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3

คลน่ื คือ ปรากฏการณ์ที่แหล่งกาเนิดคล่ืนแผ่กระจายพลงั งานออกจากแหล่งกาเนิดน้นั ๆ หรอื การ
สั่นของแหล่งกาเนิดและมีการถา่ ยทอดไปยงั ตัวกลาง
1. ชนิดของคล่ืน (Types of Wave) แบ่งออกได้เป็น 2 ชนดิ คือ

1. แบ่งโดยอำศัยกำรส่งผ่ำนตัวกลำงเปน็ หลัก
1.1 คล่ืนกล (Machanical Wave) คือ คล่ืนที่ต้องอาศัยตัวกลางในการแผ่ปริมาณทางฟิสิกส์

หรือต้องอาศยั ตัวกลางในการเคลื่อนท่ี เช่น คลน่ื ผวิ นา้ คล่นื ในเสน้ เชอื ก คลน่ื เสียง เปน็ ต้น
1.2 คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้ำ (Electromagnetic Wave) คือ คลื่นที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการ

แผป่ ริมาณทางฟิสกิ ส์ หรือไม่อาศยั ตัวกลางในการเคลอ่ื นที่
2. แบ่งโดยอำศัยลักษณะกำรส่นั ของปริมำณทำงฟิสิกสเ์ ปน็ หลกั แบง่ ได้เป็น 2 ชนิด คือ
2.1 คล่ืนตำมยำว (Longitudinal Wave) คือคลื่นท่ีมีทิศการสั่นของอนุภาคตัวกลางอยู่ใน

แนวเดยี วกับทศิ การเคลอ่ื นท่ขี องคลน่ื เชน่ คลื่นเสียง คล่นื การส่ันของสปรงิ เป็นตน้

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูเชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

4

2.2 คลื่น ตำมขวำง (Transverse Wave) คือ คลื่นที่มีทิศการสั่นของอนุภ าคอยู่ใน
แนวตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น เช่น คล่ืนน้า คล่ืนในเส้นเชือก ฯลฯ และคล่ืนตามขวางชนิดหนึ่งท่ี
ไม่อาศยั ตัวกลางในการเคล่ือนท่ีเราเรยี กว่า “คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้ำ” เชน่ คลื่นแสง คลนื่ วทิ ยุ
คล่ืนไมโครเวฟ ฯลฯ

คลนื่ (Wave)
เปน็ ปรากฏการณ์จากการรบกวนแหล่งกาเนดิ แล้วมีการแผก่ ระจายพลังงานอนั เป็นผลจากการ

รบกวนน้สี ่ิงท่ีคลืน่ พาไปด้วยคือ พลังงาน
1. กำรจำแนกคลนื่ ตำมกำรใชต้ วั กลำงในกำรเคล่อื นที่
1.1 คลน่ื กล ( mechanical wave ) เป็นคล่ืนทอ่ี าศัยตวั กลาง เช่น คล่นื น้า คล่ืนเสียง
1.2 คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้ำ ( electromagnetic wave ) เป็นคลนื่ ที่ไม่อาศัยตัวกลาง เช่น

คลนื่ แสง
2. กำรจำแนกคล่นื ตำมลักษณะกำรสั่นของอนภุ ำคตวั กลำง
2.1 คลื่นตำมขวำง ( transverse wave ) อนุภาคตวั กลางสน่ั ในแนวตั้งฉากกบั การเคลือ่ นท่ี

ของคลื่น เช่น คลนื่ แสง
2.2 คลนื่ ตำมยำว ( longitudinal wave ) อนุภาคสน่ั ในแนวเดยี วกับการเคล่อื นท่ีของคล่นื

เช่น คลื่นเสยี ง

2. สว่ นประกอบของคล่นื

จากรูป ส่วนประกอบตา่ งๆ ของคล่ืนมีดังนี้ คือ
1. สันคลื่น (Crest) คอื สว่ นบนสุด ของคล่นื
2. ทอ้ งคืลน่ (Trough) คือ ส่วนต่า .สุดของคลื่น

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ชยี่ วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

5

3. ควำมถี่ (Frequency) คือ จานวนลกู คล่ืนท่เี คลอ่ื นทผ่ี า่ นตาแหนง่ หนึ่งๆ ไปไดใ้ นหน่ึงหน่วย
เวลา ใชส้ ญั ลักษณะ f แทน มหี น่วยเป็นรอบต่อวินาที หรอื เฮริ ตซ์ (Hz)

4. คำบ (Period) คอื ช่วงเวลาท่ีคลืน่ เคล่ือนทผ่ี ่านตาแหน่งหน่ึงๆ ไปได้ครบหน่ึงลูกคล่ืน ใช้
สญั ลักษณ์ T แทน มีหนว่ ยเปน็ วินาทีตอ่ รอบ

จากนยิ ามของความถแี่ ละคาบเวลาขา้ งตน้ เราจะได้ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปรมิ าณทัง้ สองเป็น

T1
f

5. กำรกระจัด (Displacement) คือ ระยะที่อนุภาคตัวกลางคล่ืนเคล่ือนท่ีห่างจากแนวสมดุลเดิม
ก่อนท่ีจะเกิดคลนื่ จากรูป คือ ระยะ ในแนวแกน y

6. แอมปลิจูด (Amplitude) คือ การกระจัดสูงสุด (มากที่สุด) ที่อนุภาคตัวกลางเคล่ือนท่ีได้ห่าง
จากแนวสมดุลเดิมตามรปู คือ ระยะ A และตามปกตจิ ะใชส้ ัญลกั ษณ์ A แทน

7. ควำมยำวคลื่น (Wave Length ;  ) คือ ระยะระหว่างตาแหน่งบนคลื่น ที่มีค่ามุมเฟสต่างกัน
เป็น ∆ = 2 เรเดียน (หรือ 360 องศา) เป็นปริมาณสเกลาร์ ใช้สัญลักษณ์  แทน มีหน่วยเป็น
เมตร (m) แต่โดยทั่วไปเพ่ือความสะดวกในการพิจารณา เราจะวัดระยะระหว่างสันคลื่นที่อยู่ถัดกัน หรือ
ตาแหน่งท้องคล่ืนทอี่ ยู่ถัดกันเป็นระยะเทา่ กับ 1 ความยาวคลืน่ ดงั รูป

8. ควำมเร็วคลื่น (Velocity of Wave, v) คือ การกระจัดท่ีคล่ืนแผ่ผ่านตัวกลางไปได้ในหนึ่ง
หน่วยเวลาหรือระยะการแผ่พลังงานของคล่ืนไปได้ในหน่ึงหน่วยเวลา เป็นปริมาณเวกเตอร์ ใช้
สัญลกั ษณ์ v แทน มีหนว่ ยเป็น เมตรตอ่ วินาที (m/s)

v  s  fx
t

มมุ เฟส
มมุ เฟสคือมมุ ทใ่ี ช้เรยี กตาแหน่งใดๆบนคล่ืน โดยวดั เทยี บกบั การเคล่อื นท่ีเปน็ วงกลม

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

6

3. ลักษณะทวั่ ไปของคล่ืน

คล่ืนทวั่ ไปแบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะ คือ
คลนื่ ดล ( pulse wave ) คลนื่ ท่เี กดิ ในเวลาชว่ งส้นั ๆ ใหล้ ูกคลื่น 2 – 3 ลกู
คลื่นตอ่ เนอ่ื ง ( continuous wave ) คล่นื ท่ีเกดิ ขึน้ และแผ่พลงั งานออกไปอยา่ งสม่าเสมอ

y สันคลนื่  C/
C ความยาวคล่ืน
แอมพลจิ ดู
แอมพลิจดู 2

o  แอมพลจิ ูด x

ทอ้ งคลื่น

1. สันคล่นื ( Crest ) คือ ส่วนบนสดุ ของคล่นื แตล่ ะลูก
2. ทอ้ งคล่นื ( Trough ) คือ ส่วนลา่ งสุดของคลื่นแตล่ ะลกู
3. ความยาวคลื่น ( wavelength ) คือ ระยะทางจากสันคลืน่ ถึงสนั คลืน่
4. แอมพลิจูด ( Amplitude ) คอื ระยะทมี่ ีการกระจัดมากท่ีสดุ
5. เฟส ( Phase ) คอื ค่ามมุ ท่ีใช้บอกตาแหน่งบนคลื่น
6. ความถ่ี ( frequency ) คือ จานวนลกู คลนื่ ทีผ่ ่านจุดๆ หนึ่งใน 1 หนว่ ยเวลา
7. คาบ ( Period ) คอื เวลาทีค่ ลนื่ เคลอ่ื นท่ใี นครบ 1รอบ
8. อตั ราเรว็ คล่ืน ( wave speed ) คือ ระยะทางท่คี ลน่ื เคลื่อนทีไ่ ด้ในใน 1 หน่วยเวลา

อตั รำเร็วคลนื่ ( v ) = ระยะทางทคี่ ล่ืนเคลอ่ื นที่
เวลา
λ
 v = T = f

v = f

9. หน้าคลน่ื ( wave front ) คือ ตาแหน่งบนคลนื่ ทมี่ เี ฟสตรงกนั

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ช่ยี วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

7

4. คณุ สมบัตขิ องคลนื่
คุณสมบตั ขิ องคลืน่
คณุ สมบตั ิของคลน่ื มีอยู่ 4 อย่าง คือ
1. กำรสะท้อน (Reflection)
2. กำรหักเห (Refraction)
3. กำรแทรกสอด (Interference)
4. กำรเลย้ี วเบน (Diffraction)
คณุ สมบัติข้อที่ 1 และ 2 เป็นคุณสมบัติรวมระหว่างคลน่ื กับอนภุ าค (อนุภาคสามารถมคี ุณสมบัติ

การสะท้อนและการหกั เหไดด้ ้วย) ส่วนคุณสมบตั ขอ้ ท่ี 3 และ 4 เปน็ คณุ สมบตั ิเฉพาะของคลืน่ เท่าน้ัน
4.1 กำรสะท้อนของคลืน่
กำรสะท้อน (Reflection) เกิดจากคลื่นไม่สามารถแผ่จากตัวกลางหน่ึงไปยังอีกตัวกลางหนึ่งได้

เช่น การสะท้อนของคลน่ื น้ากับตล่ิงการสะทอ้ นของคลื่นในเส้นเชือก การสะท้อนของคลื่นแสง การสะท้อน
ของคลนื่ เสยี ง

เมือ่ คล่นื เคล่อื นที่ถึงเขต (Boundary) ซง่ึ อาจเปน็ ปลายสดุ หรือ เป็นเขต ระหวา่ งตัวกลางคลนื่
จะมีการสะท้อนกลับมาในตัวกลางเดิม ปลายเชือกหรือสปริงท่ีปล่อยปลายไว้เป็นอิสระก็สะท้อนคลื่นได้
เช่นกัน แต่มีการสะท้อนต่างกับปลายท่ีถูกยึด (ให้สังเกตการสะท้อนของคลื่นน้าจากถาดคลื่นที่ต้ังไว้ให้
ทดลอง)

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูเช่ยี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

8

ถา้ แหล่งกาเนิดเป็นจุดเราจะได้หนา้ คลืน่ เปน็ วงกลมบนระนาบหนึ่ง หรอื เป็นทรงกลมในสามมติ ิ

การสะท้อนของคลื่นวงกลม

t1

t2 S   S’

t3 S   S’

ผลกำรสะท้อน กค็ ือ คลนื่ ที่สะท้อนออกมานัน้ เสมอื นออกมาจากจุด S’ ซง่ึ คือตาแหน่งของภาพ
(Image) น่ันเอง ท่จี ุด A จะเห็นวา่ แนวของหนำ้ คล่นื ซึ่งต้งั ฉำกกบั ทศิ ที่คลนื่ เคลื่อนทน่ี น้ั แสดงกฎ
การสะท้อนทวี่ า่ มุมตก = มุมสะทอ้ นและเป็นจริงเชน่ นน้ั ทุก ๆ จดุ บนหนา้ คล่นื ทีม่ ีการสะท้อน

การสะท้อนของหนา้ คลื่นที่เป็นเส้นตรง

ผวิ สะทอ้ น ผวิ สะทอ้ น

รังสีตกกระทบ เสน้ ปกติ
มมุ ตกกระทบ รังสีสะทอ้ น
มมุ สะทอ้ น
ผวิ ท่ีเกิดการสะทอ้ น

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูเช่ยี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

9

รงั สีตกกระทบ คือแนวที่คลน่ื วง่ิ เข้าชนตวั สะท้อนกอ่ นสะท้อน
รังสสี ะท้อน คือแนวท่ีคล่ืนวิ่งออกจากตัวสะท้อนหลังสะท้อน
เสน้ ปกติ คอื เส้นทล่ี ากตง้ั ฉากกบั ตัวสะทอ้ น ณ ตาแหน่งท่คี ลืน่ ตกกระทบ
มุมตกกระทบ คือมุม 1 อาจวัดได้จากมุมที่ หน้าคลน่ื ตกกระทบทากับแนวตวั สะท้อน หรือมุมท่ีรงั สี

ตกกระทบทากับเส้นปกติ
มุมสะท้อน คอื มุม 2 อาจวดั ไดจ้ ากมุมที่ หน้าคล่ืนสะท้อนทากบั แนวตวั สะท้อน หรือมุมทรี่ ังสี

สะทอ้ นทากบั เสน้ ปกติ

กฎกำรสะท้อน

1. มุมตกกระทบ = มุมสะทอ้ น
2. รังสตี กกระทบ เส้นปกติ และรังสีสะทอ้ นต้องอยบู่ นระนาบเดยี วกนั

คณุ สมบตั กิ ำรสะท้อนของคลื่น

เมอ่ื คลื่นเคล่อื นที่ไปชนสิ่งกีดขวาง หรอื เคล่ือนทไ่ี ปถงึ ปลายสุดของตวั กลางจะทาให้เกิดคลน่ื
สะทอ้ นขนึ้ มา คล่นื สะท้อนท่ีเกิดข้นึ มานน้ั จะตอ้ งมคี ุณสมบัติดังนี้

1. ความถขี่ องคลื่นสะท้อนมคี ่าเทา่ กับความถี่ของคลื่นตกกระทบ
2. ความเร็วและความยาวคลน่ื ของคลื่นสะทอ้ นมีค่าเทา่ กบั ความเรว็ และความยาวคลื่นตกกระทบ

เสมอ
3. ถา้ การสะทอ้ นไม่สญู เสียพลงั งาน จะได้แอมพลิจูดของคลนื่ สะทอ้ นมคี า่ เท่ากบั แอมพลจิ ูด ของ

คลนื่ ตกกระทบ

สรปุ ลักษณะของคลนื่ สะท้อน

1. จุดสะท้อนตรึงแน่น คลื่นสะท้อนมีลักษณะตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบคือ เข้าเป็นสันคล่ืน
ออกเปน็ ท้องคลื่น หรอื เขา้ เป็นทอ้ งคล่ืนออกเปน็ สันคล่นื ดังนั้นเฟสเปล่ียน 180 องศา ( เฟสตรงขา้ มกัน )

2.จุดสะท้อนอิสระ คลื่นสะท้อนมีลักษณะเหมือนคล่ืนตกกระทบคือเข้าเป็นสันคล่ืนออกเป็นสัน
คล่ืนหรอื เข้าเป็นท้องคลืน่ ออกเป็นทอ้ งคลนื่ ดังน้นั เฟสไม่เปล่ยี น ( เฟสตรงกนั )

การสะทอ้ นในเสน้ เชือก มี 2 แบบ คือ

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ช่ียวชาญ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

10

4.2 กำรหักเหของคล่ืน
เกิดจากการที่คล่ืนเคลื่อนท่ีเปลี่ยนตัวกลางท่ีมีคุณสมบัติของตัวกลางบางประการไม่เหมือนกัน
ส่งผลให้คลื่น เปลี่ยนแปลงความเรว็ โดยเปล่ียนทศิ การเคลอื่ นที่ และ(หรือ)เปลี่ยนอัตราเรว็ คล่นื แต่ความถี่
ยงั คงเท่าเดิม กฎของสเนลล์ เป็นกฎทอ่ี ธิบายการหกั เหของคล่ืนระหวา่ งตัวกลางค่หู นึ่งๆ

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

11

การหกั เหของคลื่นคอื การเปลี่ยนทศิ ทางการเคล่ือนทีเ่ ม่อื ผา่ นจากตัวกลางหนงึ่ ไปยังอกี ตัวกลาง
หนึ่งเพราะคลื่นมีความเร็วเฟสเปลี่ยนไป

พิจารณาแงค่ ณิตศาสตร์ เนือ่ งจากความถี่ในตวั กลางทงั้ สองเท่ากันเพราะมาจากแหล่งกาเนิดคล่นื

อันเดียวกนั จากสตู ร V = f อธิบายได้วา่ ความยาวคล่นื ในตัวกลางทง้ั สองไม่เท่ากัน ถา้ มีความเร็วเฟสใน
ตัวกลางทสี่ องน้อยกว่าความเร็ว เฟสในตวั กลางท่ี 1 ความยาวคลนื่ ในตัวกลางนี้ก็จะน้อยลงดว้ ย (เพราะ f

คงที่และเท่ากับ V )


ดูรปู แสดงข้อเท็จจริงเรื่องคล่ืนน้ามีการเปลย่ี น และมีการหกั เห

บริเวณน้าลึก

-1-

ทิศการเคล่ือนที่ -2
ความถ่ี f

บริเวณน้าต้ืน

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูเชย่ี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

12

ความยาวคลนื่ เปลย่ี นเมื่อผ่านน้าต้นื และแสดงว่าเมื่อคลื่นตรงตกต้งั ฉากจะไม่เปลี่ยนทิศทาง

ยา่ นน้าลึก ผิวรอยต่อ
-1 -
ทิศทางเคลื่อนท่ี -2
ยา่ นน้าต้ืน

เราถือได้ว่าบริเวณน้าลึกเปรียบเสมือนตัวกลางหน่ึง และบริเวณน้าต้ืนเป็นเสมือนอีกตัวกลางหนึ่ง
ได้ ควำมยำวคล่นื ในน้ำลกึ จะยำวกวำ่ ในนำ้ ตน้ื เพรำะคล่ืนน้ำเคล่ือนท่ใี นน้ำลกึ ได้เร็วกวำ่ ในน้ำตน้ื

แสดงว่าเมือ่ คล่ืนตกไมต่ งั้ ฉากกับระนาบ (เสน้ แบ่งเขตน้าลกึ และนา้ ต้ืน) จะมีการหักเหเพราะ
เปล่ยี นความเร็ว

หนา้ คลื่นตกกระทบ

รังสีตกกระทบ - 1 - C
แนวตอ่ ของตวั กลาง B

A รังสีหกั เห
D N

-2 -

หนา้ คล่ืนตกกระทบ

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูเชีย่ วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

13

** การหกั เหของคลน่ื ไมเ่ ปลี่ยนความถ่ี

อากาศ
น้า

4.3 กำรแทรกสอดของคลนื่

การรวมกันได้ของคล่ืน เมื่อคลืน่ ตั้งแตค่ ลืน่ 2 คลืน่ ขนึ้ ไปเคล่อื นทีม่ าพบกัน ณ ตาแหนง่ หนึ่ง ขณะ
ช่วั เวลาท่พี บกนั จะเกดิ การรวมกนั ขึ้น โดยมีการรวมกันแบบเสริมกนั และแบบหักล้างกัน

นิยำมเก่ียวกับกำรแทรกสอด
1. การแทรกสอด คอื เมื่อมีคล่ืนต้งั แต่ 2 คลื่น เคลื่อนที่มาพบกันจะเกดิ การรวมกนั แบบเสริม หรือ

หกั ล้าง
2. แหล่งกาเนิดอาพันธ์ (Coherent Source) คือแหล่งกาเนิดคล่ืนที่มีความถ่ีเท่ากัน มีเฟสต่างกัน

คงที่ หรือ มเี ฟสตรงกัน
3. การแทรกสอดแบบเสริม คือ สนั คลื่นเจอสนั คลน่ื หรอื ท้องคล่นื เจอทอ้ งคล่ืนเรียกแนวปฏิบพั (A)
4. การแทรกสอดแบบหกั ล้าง คอื สนั คลืน่ เจอทอ้ งคลืน่ เรยี กแนวบพั (N)
5. แนวปฏบิ ัพน้ากระเพ่อื มมาก แนวบพั น้ากระเพ่อื มน้อย

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูเชีย่ วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

14

4.4 กำรเลีย้ วเบนของคลื่น (Diffraction)
การเลี้ยวเบนของคลื่น เกิดขึ้นเนื่องจากมีส่ิงกีดขวางการแผ่ของคลื่น แล้วคลื่นสามารถแผ่อ้อมส่ิง
กดี ขวางนนั้ ไปได้ การเล้ยี วเบนของคลื่นจะมี f และ  คงที่ แต่ v และ A เปล่ยี นแปลง

คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นสามารถแผ่จากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังของส่ิงกีดขวางได้ถ้า
ทาให้ส่งิ กดี ขวางเป็นช่องเปดิ เล็กๆ จะสงั เกตการเลย้ี วเบนของคล่นื ได้ชดั เจน เรยี กชอ่ งเปดิ เลก็ ๆ ว่า สลติ

ถ้าความกว้างของสลิต มากกว่าความยาวคล่ืนที่ลอดผ่ายสลิตออกมา คลื่นจะแทรกสอดกันเกิด
แนวบัพ

หลกั กำรเล้ยี วเบน
( หลักของฮอยเกนส์ ; Huygenss ) มใี จความว่า ทุกๆจุดบนหนนา้ คลื่น ถอื ว่าเป็นตน้ กาเนิดใหม่
ซึ่งให้กาเนดิ คลื่นวงกลม ที่มเี ฟสเดียวกัน เคลื่อนที่ไปในทางทิศเดยี วกบั การเคลื่อนที่ของคลน่ื นัน้

ทิศการเคล่ือนท่ีของคล่ืน vt ทิศการ
เคลื่อนที่
vt ข. หน้าคลื่นวงกลม ของคล่นื

ก. หนา้ คลน่ื เส้นตรง

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ชยี่ วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

15
กำรเลย้ี วเบนอธิบำยโดยใช้กฎของฮอยเกนส์

หลักของฮอยเกนส์กล่าวว่า “ แต่ละจุดบนหน้าคลื่น กระทาตัวเหมือนแหล่งกาเนิดของคลื่น
อันใหมจ่ ะกระจายคล่ืนทกุ ทิศทกุ ทางด้วยอัตราเรว็ เท่ากบั อตั ราเร็วตอนแรกท่ีปล่อยคล่นื

คลน่ื นิง่ คือการแทรกสอดของคลื่นเหมือนกัน 2 ขบวนเคลื่อนที่ไปทางทิศตรงข้ามกัน (คล่ืน 2
ขบวนวิ่งสวนทำงกัน เกิดคลืน่ นง่ิ )

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ชย่ี วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

16

แบบฝกึ ทักษะ เร่อื ง คลน่ื กล

1. ใหน้ ักเรียนเขียนแสดงควำมคดิ เห็นวำ่ คลน่ื บนผวิ น้ำ คล่ืนในเส้นเชือก เกิดขน้ึ ไดอ้ ย่ำงไร เรำไดร้ ับ
สญั ญำณจำกดำวเทียม หรอื โทรศัพทม์ อื ถือ ได้อย่ำงไร

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ควำมคดิ เหน็ ของกลุ่มเห็นวำ่ คลืน่ บนผวิ นำ้ คลนื่ ในเสน้ เชือก เกิดขึ้นได้อย่ำงไร เรำไดร้ ับสัญญำณ
จำกดำวเทียม หรือโทรศพั ท์มอื ถือ ได้อย่ำงไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูเชย่ี วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

17

3. ควำมคดิ เห็นทีน่ กั เรียนและครูรว่ มกันอภิปรำยสรุป เห็นว่ำ คลนื่ บนผวิ น้ำ คล่ืนในเส้นเชือก
เกิดขึ้นได้อยำ่ งไร เรำได้รบั สญั ญำณจำกดำวเทยี ม หรอื โทรศพั ทม์ ือถอื ไดอ้ ย่ำงไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. ให้นกั เรียนสรปุ สำระสำคัญทไ่ี ด้จำกกำรสืบค้น ขอ้ มูล
1. คลน่ื

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ชนดิ ของคลืน่ เมื่อเคลอ่ื นท่จี ากแหล่งกาเนดิ โดยอาศยั ตัวกลางและไมอ่ าศัยตัวกลาง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ชย่ี วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

18

3. ชนิดของคล่ืนเม่อื พจิ ารณาจากการสัน่ ของตวั กลางกบั ทิศการเคลือ่ นท่ีของคล่นื
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. องคป์ ระกอบของคล่ืน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. ปริมาณท่เี กีย่ วข้อง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6. คุณสมบัติของคลน่ื
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูเชย่ี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

19

5. ให้นักเรยี นเตมิ คำ หรือขอ้ ควำมลงในช่องว่ำงใหถ้ ูกต้อง

1. คลน่ื คอื …………………………………………….…….…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ชนิดของคลนื่ เมือ่ เคล่อื นท่จี ากแหลง่ กาเนดิ โดยอาศัยตัวกลางและไม่อาศยั ตัวกลางแบง่ ไดเ้ ปน็ …….
ชนดิ ไดแ้ ก่………………………………….……………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. ชนิดของคลื่นเม่ือพจิ ารณาจากการสนั่ ของตวั กลางกบั ทิศการเคลอ่ื นที่ของคลื่น
แบ่งไดเ้ ป็น………………ชนิด ไดแ้ ก่………………………………….……………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. คลื่นดล ( pulse wave ) คอื ……………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. คลื่นต่อเน่ือง ( continuous wave ) คอื ………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6. สนั คลืน่ ( Crest ) คือ ……………………….…………………………………………………………………………………
7. ทอ้ งคล่นื ( Trough ) คอื …………..……………………………………………………………………………..…………
8. ความยาวคลน่ื ( wavelength ) คือ…………………………………………………………………………….…………
9. แอมพลิจดู ( Amplitude ) คือ ………………………………………………………………….…………………………
10. หนา้ คลื่น ( wave front ) คอื ……………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูเช่ยี วชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

20

11. จากรปู จากแผนภาพองคป์ ระกอบของคลื่น จงหา 5 ซม.

A

2 ซม.

C
B

11.1 A คอื ……………………………………………………………………………………………………………………….
11.2 B คอื …………………………………………………………………………………………………………………….…
11.3 C คอื ………………………………………………………………………………………………………………………
11.4 คล่นื นม้ี ีความยาวคลืน่ เท่าใด………………………………………………………………………………………
11.5 คลนื่ นีม้ รี ะยะการกระจัดสูงสุดเท่าใด…………………………………………………………………………..
12. เม่อื คลน่ื เคลอ่ื นที่ไปพบส่ิงกีดขวาง จะเกิดปรากฏการณใ์ ดเกดิ ขน้ึ ……………………………………………..
13. เม่ือคล่ืนเคล่อื นท่จี ากตวั กลางหน่ึงไปยังอีกตัวกลางหน่ึง จะมีปรากฏการณ์ใดเกดิ ขนึ้ ………………..…
14. เมอ่ื คลน่ื 2 ขบวนเคลือ่ นท่ีมาพบกันจะมปี รากฏการณ์ใดเกิดขึน้ ………………………………………………
15. เม่อื คลืน่ เคล่ือนท่ีไปพบสงิ่ กดี ขวางแล้วสามารถเคล่ือนที่ออ้ นไปทางด้านหลงั ของสิง่ กีดขวางไดจ้ ะมี
ปรากฏการณใ์ ดเกิดขนึ้ ………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
16. เมือ่ คลน่ื 2 ขบวนเคลื่อนท่ีมาพบกันแลว้ เกิดการรวมกันของคลน่ื โดยตาแหน่งทเ่ี สรมิ กนั และหกั ล้าง
กันจะอยู่กบั ที่ ปรากฏการณ์น้ีเรียกวา่ …………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ช่ียวชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

21

6. จงยกตัวอยา่ งปรากฏการณ์ของคลื่นที่เก่ยี วข้องกบั คุณสมบัติของคลื่น (การสะท้อน การหกั เห การแทรก
สอด และ การเลีย้ วเบน) มาคณุ สมบัติละ 1 ตัวอยา่ ง แลว้ อธบิ ายถึงการแสดงถงึ คณุ สมบตั ิของคลื่นนน้ั

กำรสะท้อน
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

กำรหกั เห
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูเชีย่ วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

22

กำรแทรกสอด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

กำรเล้ยี วเบน
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครเู ช่ยี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

23

แบบทดสอบหลังเรยี น เร่อื ง คลนื่ กล

คำส่ัง จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งที่สดุ แล้วทาเคร่ืองหมายวงกลม O รอบอักษรคาตอบทเ่ี ลือก

1. ขณะท่เี รำเหน็ คลืน่ กำลังเคลื่อนทีอ่ อกจำกแหลง่ กำเนดิ สิง่ ใดที่เคลื่อนทีไ่ ปพรอ้ มกับคลืน่

ก. ตัวกลาง ข. พลงั งาน

ค. ความยาวคลืน่ ง. อนุภาคของตวั กลาง

2. จงพิจำรณำขอ้ ควำมต่อไปน้ี

4. คลนื่ กล หมายถึงคลืน่ ท่ตี ้องอาศัยตวั กลางในการเคล่ือนที่

5. คล่ืนตามขวาง หมายถึงคล่นื ที่อนภุ าคของตวั กลางสัน่ ในทิศต้ังฉากกับทิศของคลนื่

6. คลน่ื ตามยาว หมายถงึ คล่ืนท่ีไมต่ ้องอาศัยตัวกลางในการเคลือ่ นท่ี

คำตอบทถี่ ูกคอื

ก. ข้อ 1 และ 3 ข. ข้อ 2 และ 3

ค. ขอ้ 1 และ 2 ง. ขอ้ 1 2 และ 3

3. คลนื่ ในขอ้ ใดเป็นคล่นื กล ข. คล่ืนวิทยุ
ก. คลืน่ แสง ง. คล่นื ไมโครเวฟ
ค. คลื่นเสยี ง

4. คลืน่ ตำมยำวและคลืน่ ตำมขวำง มสี ิง่ ใดทตี่ ่ำงกนั ข. ทศิ การสัน่ ของอนภุ าคตัวกลาง
ก. ทศิ การเคล่ือนที่ของคลน่ื ง. ความยาวคล่นื
ค. ประเภทของแหลง่ กาเนิด

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ชีย่ วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

24

5. จงพิจำรณำข้อควำมต่อไป

1. การกระจดั หมายถงึ ระยะตัง้ ฉากจากแนวสมดุลไปยงั ตาแหนง่ บนคลื่น

2. ระยะตง้ั ฉากจากแนวสมดลุ ไปถึงสันคลน่ื หรือท้องคล่นื เรียกวา่ แอมพลจิ ูด

3. ระยะระหวา่ งสันคลนื่ ท่ีอยู่ถัดกัน หรอื ท้องคลืน่ ท่อี ยู่ถดั กัน คือ ความยาวคลน่ื

คำตอบทถี่ กู คือ

ก. ข้อ 1 และ 3 ข. ขอ้ 2 และ 3

ค. ขอ้ 1 และ 2 ง. ขอ้ 1 2 และ 3

6. จงพิจำรณำขอ้ ควำมต่อไปน้ี

1. อัตราเรว็ คล่นื หมายถงึ ผลคูณระหวา่ งความยาวคลื่นกบั ความถ่คี ลน่ื

2. เมื่อใช้นวิ้ มอื แตะลงบนผวิ น้าหนึง่ ครง้ั คลืน่ ทีเ่ กิดขน้ึ มลี ักษณะเปน็ คลื่นดลเสน้ ตรง

3. เมอื่ มคี ลื่นผิวน้าแผ่ไปถึงวตั ถซุ ึง่ ลอยอยู่ทีผ่ วิ นา้ วัตถจุ ะเคลื่อนที่กระเพ่ือมขนึ้ ลงตามแนวดิ่ง

คำตอบทถี่ ูกคอื

ก. ขอ้ 1 และ 3 ข. ข้อ 2 และ 3

ค. ขอ้ 1 และ 2 ง. ข้อ 1 2 และ 3

7. ปรำกฏกำรณ์ท่คี ล่นื เปลีย่ นทศิ กำรเคล่อื นท่กี ลบั ส่ตู ัวกลำงเดมิ เม่ือคล่ืนนั้นเคลือ่ นทไี่ ปกระทบสิ่ง
กดี ขวำง เรียกว่ำอะไร

ก. การสะท้อน ข. การหกั เห
ค. การแทรกสอด ง. การเล้ียวเบน

8. เมือ่ คลื่นเคลอื่ นทจ่ี ำกตวั กลำงหนงึ่ เขำ้ สู่อกี ตวั กลำงหน่งึ โดยทิศกำรเคลอ่ื นที่ของคลน่ื ตกกระทบไมต่ ั้ง

ฉำกกบั รอยต่อของตัวกลำงท้ังสอง คลืน่ ในตวั กลำงทสี่ องมสี งิ่ ใดไม่เปลย่ี นแปลง

ก. ความเรว็ ข. ความยาวคล่ืน

ค. ทิศการเคลื่อนที่ ง. ความถี่คลื่น

9. เมอ่ื คลน่ื น้ำตอ่ เนอ่ื งหน้ำวงกลมสองขบวนซึ่งเหมือนกนั ทกุ ประกำรเคลอื่ นท่ีมำพบกันโดยสันคลน่ื พบ
กบั สนั คลื่น จะเกดิ ปรำกฏกำรณ์ตำมขอ้ ใด

ก. การหกั เห ข. การสะท้อน
ค. การแทรกสอดแบบเสรมิ กัน ง. การแทรกสอดแบบหักลา้ งกัน

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ช่ียวชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

25
10. เมื่อคลื่นน้ำหน้ำตรงเคล่อื นที่ไปกระทบสิ่งกีดขวำง จะมคี ลื่นบำงส่วนแผจ่ ำกขอบของสิง่ กดี ขวำง
ไปทำงด้ำนหลงั ของสงิ่ กดี ขวำงน้นั ซึ่งเรยี กวำ่ กำรเลี้ยวเบนของคลนื่ คลืน่ ทแี่ ผ่ไปมีลกั ษณะตำมข้อใด

ก. มีหน้าคล่นื เปน็ วงกลม
ข. มีหนา้ คลืน่ เปน็ เส้นตรง
ค. หนา้ คลืน่ ขนานกับหนา้ คล่ืนเดมิ
ง. ทิศการเคล่ือนทค่ี งเดมิ

นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

26

เฉลยแบบทดสอบ
ก่อนเรียนและหลงั เรยี น เรอ่ื ง คลืน่ กล

ข้อ คำตอบ

1ข
2ค
3ค
4ข
5ง
6ก
7ก
8ง
9ข
10 ก

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูเชย่ี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

27

บรรณำนุกรม

จารึก สวุ รรณรตั น์. คูม่ ือฟสิ ิกส์ ม.4. กรงุ เทพฯ. รุ่งเรอื งสาสม์ การพิมพ์, มปป.
. แรง กำรเคล่ือนท่ี และพลังงำน. กรงุ เทพ ฯ : บรษิ ทั สานักพิมพ์เดอะบุคส์ จากดั , มปป.

จติ นวนแกว้ และคณะ. ฟสิ ิกส์. กรุงเทพฯ : บริษทั พฒั นาคณุ ภาพวชิ าการ ( พว.), 2546.
จานงค์ ฉายเชดิ และคณะ. วิทยำศำสตร์ : ฟิสกิ ส์ ( ม.4 – ม.6 ). กรุงเทพฯ : บรษิ ัท

อักษรเจริญทศั น์ อจก จากัด, 2547.
ชว่ ง ทมทิตชงค์ และคณะ. ฟิสิกส์ 1 ว 422. กรงุ เทพฯ : เทพเนรมติ การพิมพ์, มปป.
นรนิ ทร์ เนาวประทปี . ฟิสกิ ส์ เลม่ 1.กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร,์ 2546.

. รวมหลกั ฟสิ ิกส์ ม.6 ( ว 024 – ว 025 ). กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์ฟิสิกส์เซน็ เตอร์, มปป.
นริ นั ดร์ สวุ รตั น.์ ฟิสกิ ส์ ม.4 กลศำสตร์ 1. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์เพ่ิมทรัพยก์ ารพมิ พ์, มปป.
พมิ พันธ์ เดชะคุปต์ และคณะ. ฟสิ ิกส์พ้ืนฐาน ม.4. กรุงเทพฯ : บริษัทพฒั นาคุณภาพวิชาการ ( พว.),

2546.
วิชาญ เลศิ ลพ และคณะ. กจิ กรรมวิทยำศำสตร์ ช่วงชั้นที่ 4 ( ม.4 – 6 ). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์

ประสานมติ ร, มปป.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลย.ี กำรเคลื่อนท่ี และพลังงำน. กรุงเทพฯ :

โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพรา้ ว, 2546
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. หนังสือเรยี นวิชำ ฟสิ กิ ส์ เล่ม 1 ว 421.

กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ครุ ุสภาลาดพร้าว, 2546
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. หนังสือเรียน รำยวิชำฟสิ ิกส์พน้ื ฐำน ม.4 - 6.

กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว, 2548
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลย.ี หนังสอื คมู่ ือครู รำยวชิ ำฟิสกิ สพ์ ื้นฐำน ม.4 - 6.

กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพรา้ ว, 2548
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. หนงั สือเรยี น รำยวิชำฟิสกิ ส์พืน้ ฐำน ม.4 - 6.

กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพรา้ ว, 2554
สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. หนังสือคู่มือครู รำยวิชำฟิสิกสพ์ ้ืนฐำน ม.4 - 6.

กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว, 2554

https://th.wikipedia.org/wiki

http://www.dlf.ac.th/uploads/document/125663486026174.pdf
http://www.krookird.com/L03.pdf
https://sites.google.com/site/khlunphysics

นางพชั รี คูณทอง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูเชย่ี วชาญ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

28
นางพชั รี คณู ทอง ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครเู ชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี




Click to View FlipBook Version