บทท่ี 3
หนังสอื แบบเรยี นภาษาไทยสมยั ปฏริ ปู การศกึ ษา
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นระยะเวลาที่อิทธิพลจากประเทศตะวันตก
ได้ไหลบ่าเข้าสู่สังคมไทย รูปแบบการศึกษาแต่เดิมจึงเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเปล่ียนแปลง
ของบ้านเมือง รัฐเร่ิมทาหน้าท่ีเป็นผู้จัดการศึกษา มีการกาหนดเกี่ยวกับครู ตาราเรียน สถานท่ีเรียน และมี
การสอบความรู้เพื่อเลื่อนช้ัน ในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ มี “โรงสอน” หรือ “โรงสกูล” เพ่ือสอนหนังสือแก่
เหล่ามหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก็ได้ทรงประกาศจัดต้ังโรงเรียนแห่งแรกขึ้น มีหลวงสารประเสริฐ (น้อย อาจารยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่
พระราชประสงค์ในการจดั ตัง้ โรงเรียนแห่งนีป้ รากฏใน “ประกาศเร่อื งโรงเรยี น” วา่
...จึงทรงพระราชดาริห์ว่า บุตรหลานของท่านท้ังปวงบันดาท่ีเข้ามา
รับราชการฉลองพระเดชพระคุณน้ัน แต่ล้วนเปนผู้มีชาติ มีตระกูลควรจะเข้า
รับราชการต่อไปในเบ้ืองหน้า แต่ยังไม่รู้หนังสือไทยแลขนบธรรมเนียมราชการ
โดยมากที่รู้อยู่บ้างแต่ยังใช้อักษรเอกโทและตัวสกดผิด ๆ ไม่ถูกต้องตามแบบอย่าง
ก็มีอยู่มาก แลการรู้หนังสือน้ีก็เปนคุณสาคัญข้อใหญ่ เปนเหตุจะให้ได้รู้วิชาและ
ขนบธรรมเนียมต่าง ๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดโรงสอนข้ึนไว้ที่
ในพระบรมมหาราชวงั ...
เมื่อได้ทรงประกาศต้ังโรงเรียนหลวงข้ึนแล้ว พระองค์กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โรงพิมพ์หลวง พิมพ์ตารา
เรียนภาษาไทยชุดมูลบทบรรพกิจขึ้นเพ่ือใช้เป็นแบบเรียนหนังสือไทยเบื้องต้น หนังสือแบบเรียนชุดมูลบท
บรรพกิจน้ีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ครั้งยังเป็นขุนสารประเสริฐ ปลัดกรมพระอาลักษณ์
แต่งและเรียบเรียงขึ้น เม่ือ พ.ศ. ๒๔๑๒ โดยมีจุดประสงค์ “...เพ่ือไว้สาหรับเป็นแบบให้กุลบุตรศึกษาเรียน
หนังสือไทยเป็นเคร่ืองเรืองปัญญาให้ได้ ความฉลาดรู้ใชอ้ กั ษรแลไมเ้ อกไมโ้ ทใหถ้ ูกถ้วนชานาญชัดเจนกว้างขวาง
เป็นคุณแก่ราชการสืบไป” จึงนับได้ว่าหนังสือชุดน้ีเป็นแบบเรียนภาษาไทยชุดแรกท่ีแต่งข้ึนเพื่อใช้ในโรงเรียน
ของระบบการศึกษารูปนัย (Formal Education) และได้ใช้ตลอดมาจนถงึ พ.ศ. ๒๔๓๓ ถงึ มีการเปล่ียนแปลง
ไปใช้แบบเรยี นเร็ว อันเปน็ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพแทน
๑. แบบเรียนชุดมลู บทบรรพกิจ
ผู้แต่ง คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งใน พ.ศ. ๒๔๑๒ เมื่อครั้งยังเป็น
ขุนสารประเสรฐิ และใชม้ าจน พ.ศ. ๒๔๓๓
จุดประสงค์ในการแต่ง เพ่ือใช้เป็นแบบเรียนภาษาไทยในโรงเรียนหลวง แบบเรียนชุดนี้มี ๕ เร่ือง
คอื มลู บทบรรพกิจ วาหนิติน์ ิกร อกั ษรประโยค สงั โยคพิธาน และพิศาลการนั ต์
1
เนอื้ หาของแบบเรยี น
๑. พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ พยัญชนะ ๔๔ ตัว เรียงเป็นวรรคเหมือนอักษรนิติ ผิดกัน
แต่ตรงที่เรียก “ตอน ย” แทน “ตอนปลาย” แบ่งอักษรสามหมู่เป็นอักษรสูง ๑๑ ตัว อักษรกลาง ๙ ตัว
และ อักษรต่า ๒๔ ตัว สระมี ๒ ชนิด คือ รูปสระลอย ตง้ั แต่ เ ถึง ะ ๒๐ รูป ตามแบบอักษรนิติ และรปู สระจม
ตั้งแต่ อ ถึง อะ ๒๐ รูป ตามแบบจินดามณีเล่มหน่ึง อธิบายรูปสระทุกรูปพร้อมทั้งแบ่งออกเป็น “รัสสระ”
และ “ฑฆี ะ” เช่นเดยี วกับอกั ษรนติ ิ รปู วรรณยกุ ต์ ๔ รูป รวมอย่กู ับเคร่อื งหมายอ่ืน ๆ ส่วนเร่อื งเสียง วรรณยุกต์
มีเนอ้ื หาในเรือ่ งตวั สะกดและการแจกลกู ตามมาตราต่าง ๆ
๒. การแจกลูกและผันอักษร แบบเรียนแจกลูกอักษรทุกตัวครบทุกมาตรา เรียบเรียงเป็น
ระบบตามหมู่ สูง กลาง ต่า และแจกในมาตราแม่ ก กา กน กง กก กด กบ กม และ เกย ตามลาดับ เม่ือจบ
การแจกลูกแต่ละแม่มีกาพย์พระไชยสุริยาแทรกเป็นคากลอนอ่านเทียบไว้ให้ ส่วนเรื่องการผันอักษรเน้ือหา
แยกออกจากเร่ืองการแจกลูกอย่างชัดเจน แบบเรียนผันอักษร ๓ หมู่ทุกตัวครบทุกมาตราและเรียบเรียง
เปน็ ระบบเดยี วกันกับการแจกลกู
๓. อกั ษรควบและอักษรนา
๓.๑ อักษรควบ แบบเรียนแจกลูกอักษรควบท่ีเป็นอักษรกลาง คือ ก จ ต ป
และอกั ษรต่า คือ ค ท พ โดยละเอียดต้ังแต่แม่ ก กา ถงึ แม่เกย เม่ือแจกลูกอกั ษรควบแต่ละตัวแลว้ กร็ วบรวม
คาศพั ทท์ ม่ี ีใช้ไวท้ กุ ครั้ง
ตัว (ก) ควบกับตวั (ว) ประโยคกบั แจกดังนี้
กว กวา กวิ กวี กวื กวุ กวู เกว แกว ไกว ใกว โกว เกวา กวา กวะ
กวน กวัน กวาน กวิน กวีน กวืน กวนึ กวนุ กวนู เกวน แกวน โกวน
กวอน กวาน เกวยี น เกวือน เกวิน เกวอน
...(แจกลกู ตามมาตราต่าง ๆ ดังนี้ จนจบแม่ เกย แลว้ จึงสรปุ ...
ตัว (ก) ควบกบั ตวั (ว) แม่ ก กา ไดค้ าใช้ ๔ คา คือ แตงกวา มากกว่า
จงั กวา้ ไกวชงิ ช้า
๓.๒ อักษรนา เน้ือหาเร่ืองอักษรนาเรียบเรียงเป็นระบบเดียวกับอักษรควบ คือ
แจกลกู โดยละเอียดต้งั แต่แม่ ก กา จนแม่เกย เมื่อแจกลูกแล้วจึงสรุปอกี ครั้ง อกั ษรนาท่ีมีอยใู่ นแบบเรยี น ได้แก่
ข, ฉ, ถ และ ส นา ง, ข, ฉ, ถ, ผ และ ส นา น, ล และ ว, ข, ฉ, ถ, (ผฝ), น นา ม, ข, ฉ, ผ, ฝ ส นา ย, ข,
(ถ, ผ), ฝ และ ส นา ร และ ห นา อกั ษรตา่ เดย่ี ว ในการแจกลูกนัน้ ถา้ ตวั ใดไม่มคี าใช้ก็ไมแ่ จก
นอกจากน้ียังมีการยกตัวอย่างคาที่อักษรกลางนาอักษรต่า ได้แก่ ก นา น, ม, ย
และ ร, จ นา ม, ง, น และ ย เปน็ ต้น
ตวั อย่างของเน้ือหาอักษรนาในแบบเรียน
ตัว (ผ) นาตัว (น) แจกดังน้ี
2
ผน ผนา ผนิ ผนี ผนี ผนึ ผนุ ผนู เผน แผน ไผน ใผน โผน เผนา ผนา ผนะ
ผนน ผนนั ผนาน ผนน ผนีน ผนึน ผนืน ผนนุ ผนูน เผนน แผนน โผนน
ผนอน ผนวน เผนยี น เผนิน เผนอน
...................................................................
ตวั (ผ) นาตวั (น) แม่ ก กา ไมม่ ีคาใช้
ตวั (ผ) นาตวั (น) แม่ กน ไม่มีคาใช้
ตวั (ผ) นาตวั (น) แม่ กง มคี าใชค้ า ๑ คอื ฝาผนัง
ตัว (ผ) นาตัว (น) แม่ กก มีคาใช้ ๔ คา คือ แกะผนึก เป็นแผนก เลขผนวก
สมดุ สองเผนกิ
.....................................................................................................................
๔. คาตาย เน้ือหาแทรกอยู่กับการแจกลูกและผันอักษร ๓ หมู่ ในมาตราแม่ ก กา แม่กก
แมก่ ด แม่กบ และแมเ่ กย ผู้เขยี นใชต้ วั อย่างคาตายมาเทยี บเสียงประกอบการอธบิ ายให้เหน็ จรงิ ดงั เชน่
อักษรคาตายในแม่ ก กา ทงั้ ๓ หมซู่ ง่ึ แจกออกตัวละ ๔ คานั้น
ถงึ ผนั ด้วยไม้เอกโทไม่ได้ ก็แต่สาเนยี งเป็นหนักเบาตามอักษรคาตาย
อักษรสงู อักษรกลาง เสยี งตา่ ลง คอื ขิ ขึ ขุ ขะ, กิ กึ กุ กะ
คาตายอกั ษรตา่ เสยี งสงู ขึน้ คอื คิ คึ คุ คะ เป็นดังน้ีทกุ ตัวทงั้ ๓ หมู่
พึงสงั เกตดกู จ็ ะรู้วา่ เสียงแปลกกันดจุ คาเหล่าน้ี จกั ขุ ไฟคุ เขะขะ
เจา้ คะ บวมฉุ นุน่ ในกระชุ ดาบฉะ นา้ ชะ ถือทฐิ ิ นา้ กะทิ...
๕. สะกดการันต์ แบบเรียนกล่าวถึงตัวสะกดโดยละเอียด ๔ มาตรา คือ แม่กน แม่กก แม่กด
และแม่กบ แจกแจงอกั ษรตัวสะกดและรวบรวมตวั อยา่ งคาศพั ท์ไวด้ ว้ ย เช่น
ตวั (ร) สกดเหมือนคาเหล่านี้
บรรณาการ ทาการ อาการ วิการ พกิ าร ประการ ทกุ ประการ
งามตระการ ปรษิ การ องั กรู วรางกูร พุทธางกรู อาเกยี รณ์
ในฉกรรจ.์ ..
สว่ นเรื่องการันต์ ผู้เขียนรวบรวมและเรียบเรียงคาท่ีใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตขึ้นเป็นเร่ืองหน่ึง
โดยเฉพาะ เรยี กชอ่ื วา่ “พิศาลการนั ต์” อธิบายหลักเกณฑ์ไวใ้ นคานาว่า
วธิ ีใช้ถ้อยคาขบวนหน่งึ มอี ักษรเพม่ิ ไว้ขา้ งทา้ ยแต่มิใชต่ ัวสกด
เตมิ ลงไว้เพอ่ื จะใหเ้ ต็มคาซ่ึงมาแต่ภาษามคธและเสยี งภาษาอื่นบ้าง
เสียงไทยอา่ นไม่ตลอดถงึ จึงลงไม้ ไวเ้ ปน็ ท่สี ังเกตวา่ ไมอ่ ่าน
ควรเรียกชื่อวา่ การนั ต์ ยักยา้ ยตามตวั ทีเ่ ตมิ ท้ายคา คือ (ก) การนั ต์
(ข) การันต์ (ค) การนั ต์ เป็นต้น ชักมาเทยี บไวเ้ ป็นตวั อย่างดงั นี้
(ก) การนั ต์ มตี วั (ก) เตมิ ท้ายไม่อา่ นคอื คาว่า
บังลงั ก์ เขาวงก์ คลองมหาวงก์...
3
๖. เคร่ืองหมายต่าง ๆ เม่ือแบ่งอักษรออกเปน็ ๓ หมู่แลว้ มีเนื้อหาเครอื่ งหมาย ๑๓ ชนิดไวใ้ น
เรื่อง “วรรณยตุ ๑๓” แสดงชอ่ื และอธบิ ายวธิ ีใช้เครอ่ื งหมายพอเปน็ สังเขป
๗. เร่ืองอ่ืน ๆ นอกเหนือจากกาพย์พระไชยสุริยาที่ผู้เขียนนามาเป็นแบบฝึกหัดการเรียน
มาตราตัวสะกดแลว้ แบบเรียนยงั มีเนอ้ื หาความรเู้ ร่ืองอ่นื ๆ อกี ดงั นี้
๗.๑ เคร่ืองหมายในการนับมาตราเงินไทย และเครื่องหมายการอ่าน วัน เดือน
ข้างขึ้น ขา้ งแรม
๗.๒ เร่ืองการใช้บุพบท กับ แก่ แต่ ต่อ ความรู้ส่วนนี้มาจากประกาศเร่ืองการใช้
คาบุพบท กบั แก่ แต่ ต่อ ในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว อธิบายหลกั โดยใช้ประโยคตัวอย่าง
๗.๓ ความรู้เร่ืองสังขยา ได้แก่ มาตรานับเลข, มาตราวัดระยะทาง, มาตราวัดเนื้อที่,
มาตราชง่ั ตวงข้าว และมาตราชั่งทอง
๗.๔ ความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ได้แก่ การเรียกชื่อปี วัน ฤดู ทิศ, การนับเวลา เช่น
อธิกะมาศ, อธกิ ะวาร เปน็ ต้น
ลักษณะของแบบเรียน แบบเรยี นเลม่ นเี้ ขียนเป็นความเรยี งร้อยแกว้ และมีคาประพนั ธ์แทรกเป็น
ตอน ๆ ลกั ษณะสาคญั ของแบบเรียนเป็นดงั นี้
๑. จากเนื้อหาของแบบเรียนจะเห็นได้ว่าผู้เขียนนาความรู้ของตาราหลาย ๆ เล่มที่มีอยู่ใน
เวลาน้ัน เช่น จินดามณีเล่ม ๑, ประถม ก กา, ประถมมาลา และอักษรนิติ ฯลฯ มาปรับปรุงและเรียบเรียง
ดว้ ยการจัดแบ่งเนอื้ หาสาคัญออกเป็นเรื่อง ๆ ทุกเรื่องจะแยกไวเ้ ป็นหนงึ่ เล่ม ฉบบั พมิ พ์ครั้งแรกมี ๕ เลม่ ต่อมา
จึงได้พิมพ์ “ไวพจน์พิจารณ์” ซึ่งนับเป็นส่วนหน่ึงของ “สังโยคพิธาน” ขึ้นอีก ๑ เล่ม ทุกเล่มใช้วิธีเขียน
เหมือนกันคือ เร่ิมต้นด้วยคานาและอธิบายหลักของเร่ืองน้ัน ๆ ก่อนแล้วจึงกล่าวเนื้อหาพร้อมตัวอย่าง
โดยละเอยี ด
๒. ผู้เขียนเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างที่ดีคือ เร่ืองการแจกลูก (The Phonic
Method) ผู้เขียนเรียบเรียงเน้ือหาเรื่องน้ีอย่างเป็นระบบ คือ จะเร่ิมแจกลูกอักษร ๓ หมู่ในมาตราแม่ ก กา
แม่กน แม่กง แม่กก แม่กด แม่กม แม่กบ และแม่เกย ตามลาดับ พอจบมาตราแม่ใดก็จะมีตัวอย่างคา
เป็นส่วนสรุปเนื้อหาไว้ในที่สุด เม่ือเริ่มเนื้อหาเรื่องอักษรนา - อักษรควบ ซ่ึงจะแจกลูกก็แจกตามอักษร ๓ หมู่
ตามลาดบั มาตราและวธิ ีการเช่นเดิม ความพยายามในการเรียบเรียงอย่างเป็นระบบมีอยู่แม้แต่ในสว่ นเน้ือหาท่ี
เป็นคาศัพทต์ ่าง ๆ กจ็ ดั ตามลาดบั อักษรและสระแสดงลักษณะโครงสร้างของระบบเด่นชดั เหมือนกันไปทุกเลม่
ข้อสงั เกตเพ่ือการวเิ คราะห์
หนังสือชุดมูลบทบรรพกิจเป็นแบบเรียนในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบการศึกษา
และเปน็ หลักฐานที่สาคัญของประวัติศาสตร์การศึกษาภาษาไทยท่ีแสดงให้เห็นความต่อเนอ่ื งระหว่างแบบเรียน
อักขรวิธีเดิมกับแบบเรียนซึ่งแต่งตามแนวความรู้ทางภาษาศาสตร์เช่นปัจจุบัน คุณลักษณะสาคัญของ
แบบเรียนนี้คือ เรื่องการแจกลูก และการผันอกั ษรทแี่ จกแจงไว้โดยละเอยี ด อนั มีผลชว่ ยใหผ้ ู้เรียนแม่นยาขึ้นใจ
4
ในระเบียบอักขรวิธี ดังศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้กล่าวไว้ในการบรรยายเรื่อง
“ขอ้ บกพร่องในการศึกษาวชิ าภาษาไทย” วา่
ภาษาไทยเป็นภาษาท่ลี ะเอยี ดออ่ นเปน็ ภาษาทีป่ ระณตี มาก ทาไมในสมัยก่อน
เราต้องเรียนหนังสอื จินดามณี ประถม ก กา หรอื มูลบทบรรพกิจ วาหนิติน์ ิกร
อักษรประโยค สงั โยคพธิ าน ไวพจนพ์ จิ ารณ์ พศิ าลการันตแ์ ละอนนั ตวภิ าคกัน
ทาไม หนังสือเหล่านม้ี ีประโยชนใ์ นการศกึ ษาวชิ าภาษาไทยเปน็ อันมาก เพราะ
เมอื่ อา่ นหนังสือเหลา่ น้ีมาครบถว้ นแล้ว คาในภาษาไทยทุกคาจะตอ้ งผ่าน
สายตาและอยู่ในความทรงจาได้หมด รเู้ ร่ืองของไตรยางศแ์ ม่นยา รู้วา่ คาไหน
ควรอ่านอย่างไร ผนั อยา่ งไร รคู้ าเปน็ คาตาย
แต่อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา ความละเอียดถ่ีถ้วนนี้มีอุปสรรคและปัญหา เพราะเปน็ เน้ือหา
ท่ีเน้นทักษะการใช้ภาษาอ่าน - เขียนด้วยการท่องจาตัวแบบเก่า ซ่ึงขัดแย้งกับทฤษฎีการเรียนการสอนตาม
ทศั นะของนักการศึกษา ดังน้ันการจะศึกษาวิเคราะห์แบบเรียนชุดน้ีจึงจาเป็นต้องกระทาด้วยความระมัดระวัง
และจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องตระหนักให้ดีว่า ผู้เขียนคือพระยาศรีสุนทรโวหารน้ัน มีจุดมุ่งหมายในการแต่ง
แบบเรียนชดุ นี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “ไว้สาหรับเป็นแบบให้กลุ บุตรศึกษาเรยี นหนังสือไทย” จากเจตนาน้ี ไม่น่าจะ
หมายความไปว่าผู้เขยี นต้องการให้แบบเรียนชุดน้ี เปน็ ตาราเรียนที่สมบูรณ์เหมาะแกก่ ารเรียนการสอนตามคติ
ปัจจุบนั แม้แต่การนากาพย์พระไชยสุรยิ ามาแทรกท้ายมาตราตัวสะกด กน็ ่าจะเป็นเพียงแบบฝึกทักษะมากกว่า
จะเป็นการมุ่งแสดงคติธรรมอันเป็นปรัชญาลึกซึ้ง การวิเคราะห์แบบเรียนจึงควรทาด้วยวิจารณญาณอัน
เทีย่ งธรรม และตอ้ งตระหนักในข้อจากดั ดา้ นสภาพความเปน็ ไปของสังคมในเวลานั้นไวด้ ้วย โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง
เร่ืองคุณสมบัติและงานหน้าท่ีของผู้สาเร็จการศึกษาที่สังคมต้องการเป็นปัจจัยหนึ่ง ซ่ึงทาให้แบบเรียนชุดนี้
มีลักษณะเป็นการรวบรวมหลักเกณฑ์ทางอักขรวิธี และมุ่งท่ีความแม่นยาทาให้จาเป็นต้องเรียนด้วย
การท่องจาเป็นสาคญั
ปัจจุบันการศึกษาและวิเคราะห์แบบเรียนชุดมูลบทบรรพกิจในด้านต่าง ๆ เป็นไปอย่าง
กว้างขวาง เช่น งานวิจัยของ สมเกยี รติ คทู่ วีกุล ซง่ึ ศึกษาแบบเรยี นชดุ นี้ เปรียบเทียบกบั ตาราภาษาไทยทใี่ ชก้ ัน
มาก่อนหน้านั้น ๕ เล่ม คอื จินดามณเี ล่ม ๑ จินดามณีเล่ม ๒ ประถม ก กา ประถมมาลา และอกั ษรนติ ิ ในด้าน
เน้ือหาการเรียบเรียง และแนวการสอน นอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์เน้ือหาแบบเรียนของแบบเรียนชุดมูลบท
บรรพกิจตามแนวภาษาศาสตร์อีกด้วย ผู้วิจัยให้ความเห็นว่าเนื้อหาของหนังสือแบบเรียนชุดน้ีผู้แต่งดัดแปลง
แก้ไขเพ่ิมเติมจากตาราภาษาไทยชุดก่อน ๓ เล่ม คือ ประถม ก กา อักษรนิติ และจินดามณีเล่ม ๑ และลาดับ
ขั้นตอนการสอนบางอย่างไม่ถูกต้องตามหลักสัทศาสตร์ ท้ังนี้เพราะผู้แต่งพิจารณาเรื่องตัวสะกดการันต์
เป็นสาคัญ ส่วนการศึกษาทางเน้ือหาความรู้ วารุณี โอสถารมย์ แบ่งประเภทของความรู้เป็น ความรู้อักขรวิธี
ความรู้ด้านเทคนิควิทยาการตะวันตกและความรู้เกี่ยวกับมนุษย์และสังคม ผลการศึกษาผู้วิจัยสรุปว่า
แบบเรียนชุดนี้ “...มีการอธิบายความรู้ท่ีสะท้อนถึงภูมิปัญญาแบบจารีตและเน้นทักษะการใช้ภาษา
เพ่ือประโยชน์ในการปฏิบัติราชการสาหรับข้าราชการ ในขณะที่ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์และเทคนิควิทยา
5
แบบตะวันตกยังมีอยู่อย่างจากัด...” แต่แม้จะมีผู้ศึกษากันไว้บ้างแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าข้อสรุปทั้งหลาย
จะเป็นยุติ เพราะแบบเรียนชุดน้ียังมีแง่มุมต่าง ๆ ให้ศึกษากันอีกมากมาย เช่น ศึกษาหลักเกณฑ์วิธีสอน
ภาษาไทยเบื้องต้น ศึกษาจิตวิทยาการเรียนการสอนด้วยกาพย์พระไชยสุริยาและศึกษาข้อบกพร่องบางเรื่อง
อาทิ ความลกั ล่ันในกฎเกณฑก์ ารผันอกั ษรคาตาย เปน็ ต้น
๒. หนังสือแบบเรยี นเรว็
เมื่อแรกต้ังโรงเรียนหลวง กิจการทางการศึกษารวมอยู่ในกรมทหารมหาดเล็ก จน พ.ศ. ๒๔๓๐
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศตั้งกรมศึกษาธิการ
เป็นกรมหน่ึงในราชการฝ่ายพลเรือน โดยมีสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงเป็นผู้บัญชาการและโอน
โรงเรียนทั้งหมดมาขน้ึ กับกรมศึกษาธิการดว้ ย สมเด็จกรมพระยาดารงราชานภุ าพไดท้ รงวางรากฐานการศึกษา
ไว้หลายประการ เช่น จัดตั้งโรงเรียนตามวัดวาอารามตา่ ง ๆ และขยายการศกึ ษาไปยังตา่ งจงั หวดั จนเป็นที่นิยม
แพร่หลายไปท่วั ลกั ษณะการเล่าเรียนในระยะน้ีเร่ิมเป็นระเบียบแบบแผน มหี นังสอื เรียน มีครูมาสอนตามเวลา
มีหลักสูตร คือ การกาหนดให้ใช้หนังสือเรียนชุดมูลบทบรรพกิจ และถ้าเรียนจบทั้ง ๖ เล่มก็เป็นอันสาเร็จ
การศึกษา ถึงแม้จะกาหนดหนังสือให้ใช้เรียนแต่ยังไม่กาหนดช่วงเวลาที่จะเรียนอย่างแน่นอน จึงเป็นแต่
เรียนกันไปเรื่อย ๆ ตามกาลังสติปัญญาของผู้เรียน วิธีการเรียนแบบนี้ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ผู้เรียน
บางคนไม่ทันได้จบท้ัง ๖ เล่ม แต่เพียงพอมีความรู้อ่านออกเขียนได้ คือ จบสังโยคพิธานก็เลิกเรียน ออกไป
ทางาน เพราะขณะนั้นทางราชการต้องการคนไปทางานมากประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือผู้เรียนบางคน
เข้าเรียนเมื่ออายุมากขนาด ๑๗ - ๑๘ ปี เป็นเหตุให้ไมอ่ าจรู้ได้วา่ เมอื่ ออกจากโรงเรียนมคี วามรู้มากนอ้ ยเท่าใด
เพราะอาศัยอายุเป็นเกณฑ์สังเกตไม่ได้ ปัญหาเหล่าน้ีทาให้รัฐและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาคิดแก้
ด้วยการสอบไล่วัดผลการเรียน พระยาศรีสุนทรโวหารและพระยาโอวาทวรกิจ อาจารย์ใหญ่โรงเรียน
พระตาหนักสวนกุหลาบเวลานั้นเห็นพ้องต้องกันว่าการที่จะหาคนมีความรู้พอเหมาะแก่การรับราชการ
ไปทางานน้ัน ควรเป็นผทู้ ่ีเรียนหนังสือจนจบหลักสูตร ไม่ใช่เรียนเพียงแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ และเมื่อเรียนจบแล้ว
กค็ วรจะมีการไล่หนังสือตรวจดคู วามรู้ ทานองเดียวกับการสอบไล่พระปรยิ ัติธรรม ซ่ึงกระทากันอยู่แล้วในฝ่าย
การศึกษาของพระสงฆ์ เร่ืองการสอบไล่นี้กระทาครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๒๗ มีการออกประกาศนียบัตร
รับรองความรู้และในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปเป็นประธานในการแจก
รางวลั แกผ่ ูส้ อบไล่ไดด้ ว้ ยพระองคเ์ อง
การสอบไล่หนังสือตามหลักสูตรดังกล่าว ทาให้ผู้เรียนต้องเรียนหนังสือชุดมูลบทบรรพกิจทั้ง ๖ เล่ม
ตง้ั แตต่ ้นจนจบ เรียนหนังสือเล่มใดอยกู่ ็เรียกว่าเป็นนกั เรียนชั้นนั้น เช่น นักเรียนมูลบท นักเรียนอกั ษรประโยค
เป็นต้น จากที่ได้วิเคราะห์มาแล้วจะเห็นว่า แบบเรียนชุดมูลบทบรรพกิจเป็นตาราภาษาไทยที่มีเนื้อหามาก
เน้ือหาท่ีครบถ้วนมากมายเชน่ นั้นจาเป็นตอ้ งใชเ้ วลาเรยี นนานกว่าจะมีความรู้ใช้ภาษาอ่านออกเขียนได้ ปัญหา
เร่ืองเวลาในการเรียนนี้เป็นเหตุให้เกิดแบบเรียนเร็วเล่ม ๑ เล่ม ๒ และเล่ม ๓ (สาหรับเล่มหนึ่งนั้นต่อมา
6
ได้มีการพิมพ์แยกออกเป็น ๒ เล่ม คือ แบบเรียนเร็วเล่ม ๑ ตอนต้น และแบบเรียนเร็วเล่ม ๑ ตอนปลาย)
ซึ่งพระองคท์ า่ นทรงเล่าสาเหตใุ นการทรงพระนิพนธไ์ วด้ งั นี้
แจง้ ความการพิมพ์หนงั สือแบบเรียนเรว็
แจ้งความตั้งแต่พิมพ์ครั้งท่ี ๙
หนังสือแบบเรียนเร็วเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้ปรารภที่จะแต่งแต่ในรัตนโกสินทร์ ศก ๑๑๒ ในปีน้ันข้าพเจ้า
บวชขึ้นไปจาพรรษาอยู่วัดนิเวสน์ธรรมประวัติเห็นเด็กนักเรียนที่เรียนหนังสืออยู่หลาย ๆ ปี ไม่ใคร่จะรู้ได้
เพียงไร ถามอาจารย์ได้ความว่าเด็กตามหัวเมืองท่ีมาฝากเรียนหนังสือที่วัดได้มีเวลาเล่าเรียนไม่เต็มปี
เพราะต้องไปช่วยบิดามารดาทานาหาเลี้ยงชีวิตปีละหลาย ๆ เดือน แบบเรียนหลวง คือ มูลบทบรรพกิจ
เป็นต้น ซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นจะต้องใช้เวลาเรียนไม่ต่ากว่าปีหน่ึงจึงจะรู้ตลอดเล่ม เด็กเรียนได้เพียงครึ่งหนึ่ง
ค่อนหน่ึงยังไม่ทันรู้หนังสือ พอถึงฤดูนาต้องละไปช้านาน กลับมาก็ลืมเสียโดยมาก จาต้องเรียนย้อนทบทวน
ข้ึนไปใหม่อีกคนละหลาย ๆ คราว ตังน้ีเด็กจึงไม่ใคร่รู้หนังสือได้เร็ว เม่ือทราบความดังน้ี ข้าพเจ้าจึงคิดเห็นว่า
ควรจะมีแบบเรียนอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งให้เด็กเรียนจบเล่มได้แต่ภายในหกเดือนท่ีเป็นคราวเรียนในปีหน่ึง
มาปีใหม่ขึ้นเล่มใหม่และให้เรียนจบได้ในคราวเดียวเช่นนั้น จึงฝึกหัดสอนเด็กตามหัวเมืองให้รู้หนังสือเร็วข้ึน
ได้มาก และเมื่อคิดตริตรองถึงแบบเรียนน้ันต่อไปเห็นว่า ควรจะแบ่งวิธีสอนหนังสือออกเป็น ๓ ตอน คือ
สอนให้เด็กอ่านหนงั สือตอนหนึ่ง สอนให้เยนหนังสอื ตอนหนง่ึ และสอนใหแ้ ต่งหนังสือตอนหน่ึงแต่ยังหาได้แต่ง
ตาราขน้ึ ตามความคิดนี้ไม่
คร้ันเมอ่ื ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตงั้ กรมศึกษาธิการและโปรดเกล้าฯ ให้ขา้ พเจา้ เปน็ อธิบดีกรมแรก
ในกรมนั้น จงึ ได้แต่งแบบเรียนนี้ขึ้นตามความปรารภเดิม เพื่อจะสอนเด็กท้ังในกรุงและหัวเมืองใหร้ ู้หนังสือเร็ว
ข้ึนกว่าแต่ก่อน แต่ยังไม่ไว้ใจว่าจะเป็นได้ดังความคาดหมาย จึงได้ให้ลองสอนเด็กด้วยตารานี้ต้ังแต่ยังไม่ได้
ลงพิมพ์ เด็กเรียนในห้าเดือนรู้ตลอดเล่มหนึ่ง อ่านหนังสือทั้งปวงได้หมด เห็นรู้เร็วได้จริง จึงได้ส่งลงพิมพ์
ครัง้ แรกในศก ๑๐๘ แตห่ ้าร้อยฉบบั แล้วตั้งโรงเรยี นขึน้ ทีบ่ า้ นของขา้ พเจ้า ให้ช่ือว่า โรงเรียนเรว็ ใชแ้ บบเรยี นนี้
ทดลองในการสอนเด็กมาก ๆ อีกข้ันหน่ึง ก็สอนได้เร็วดังมุ่งหมาย จึงได้นาแบบเรียนเร็วนี้ข้ึนทูลเกล้าฯ
ถวายและไดร้ บั พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใชใ้ นโรงเรียนหลวงทงั้ ปวงแตน่ นั้ มา
แบบเรียนเร็วท้ัง ๓ เล่มน้ี แม้ข้าพเจ้าเป็นผู้คิดเองแต่งเองและได้ตรวจตราแก้ไขเอง แต่ก็ได้อาศัย
เจ้าพนักงานในกรมศึกษาธิการเป็นผู้ช่วยอีกหลายคน คือ หม่อมเจ้าประภากร และ พระยาวิสุทธสุริยศักด์ิ
(หม่อมราชวงศ์เปีย) น้ีได้ช่วยมาก เล่ม ๓ เป็นของพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์แต่งโดยมาก เพราะข้าพเจ้าทาไว้ได้
หน่อยหน่ึงก็ต้องไปราชการประเทศยุโรป ได้มอบให้พระยาวิสุทธสุริยศักด์ิทาต่อมาจนสาเร็จในเวลาข้าพเจ้า
ไม่อยู่นั้น ในส่วนการสอนด้วยตาราน้ี ในขั้นแรกได้แนะนาวิธีให้ขุนบัญญัติวรวาท (รัตน์) เป็น ผู้สอนต้องอาศัย
ความฉลาดและความหมนั่ ของผู้เป็นครูด้วยจงึ สอนไดเ้ รว็
วิธีสอนแบบเรียนเร็วนี้ ผิดกับแบบที่ใช้มาแต่ก่อนอย่างหนึ่ง คือ แบบเรียนเร็วไม่ใช้วิธีสอนให้เด็ก
ท่องจาได้ปากเปล่าเลย เพราะเห็นว่าการท่ีท่องปากเปล่าแม้ท่องได้คล่องก็มักจะไม่รู้ ได้เคยเห็นเด็กท่ีท่อง
แม่กง แม่กม คล่อง ๆ ถ้าเขียนคาในกง หรือกม ทายก็มักจะอ่านไม่ใคร่ออก จึงเห็นว่าการท่ีท่องหนังสือไทย
7
ทาให้รู้ล่าช้าไปเปล่า ๆ สู้สอนด้วยความเข้าใจให้สังเกตเอาด้วยตาไม่ได้ แท้จริงการสอนอ่านหนังสือ ก็คือสอน
ให้รู้ เครื่องขีดเขียนเครอ่ื งหมายแทนสาเนียงเสียงที่พูด ถ้าสอนให้รู้ว่าเม่ือเขาเขียนไว้อย่างนั้นให้อ่านวา่ เช่นนั้น
กเ็ ป็นพอแก่ความต้องการในข้ันสอนอ่านหนังสอื ส่วนการทอ่ งควรให้ใช้แต่ในอย่างอื่นซึ่งจาเป็นจะต้องให้ว่าได้
ปากเปล่า เช่น ท่องคาใช้ไมม้ ว้ นหรอื เล่าสตู รเลข เปน็ ตน้ การทอ่ งปากเปล่าจงึ เป็นประโยชน์ในท่สี ุด ขอให้ท่าน
ท้งั หลายเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าจะไม่มีแบบอื่นท่ีดีกว่าแบบเรียนเร็วธรรมดาการโดยมากย่อมจะแก้ไขให้ดี
ย่ิงขึ้นได้เสมอ ข้าพเจ้าได้แต่งแบบเรียนเร็วขึ้นโดยความเข้าใจว่าดีกว่าแบบที่ใช้อยู่แต่ก่อนฉันใด หวังใจว่า
ท่านทั้งหลายผู้เอาใจใส่ในการเลา่ เรียนจะช่วยแต่งหรือช่วยแก้ไข ให้มีแบบเรียนดียิ่งกว่าแบบเรียนเร็วนีใ้ ห้เป็น
ประโยชน์แก่กุลบตุ รท้งั หลายในกาลภายหน้ายงิ่ ข้ึนโดยลาดบั ฉันนน้ั
กรมหม่นื ดารงราชานุภาพ
ศาลาว่าการมหาดไทย กรงุ เทพฯ
วนั ที่ ๑ เมษายน ร.ศ. ๑๑๘
เนอ้ื หาและลักษณะของแบบเรยี น
หนังสือแบบเรียนเร็วชุดนี้มี ๓ เล่ม แต่ละเล่มมีเน้ือหาและลักษณะท่ีแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์
กล่าวคือ แบบเรียนเร็วเล่ม ๑ มีจุดประสงค์มุ่งสอนให้อ่านหนังสือออก แบบเรียนเร็วเล่ม ๒ มีจุดประสงค์
มุ่งสอนให้เขียนหนังสือถูกต้อง และแบบเรียนเร็วเล่ม ๓ มีจุดประสงค์มุ่งสอนให้สามารถเรียบเรียงข้อความได้
ดังนน้ั เพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจง่ายข้นึ จึงจะแยกศึกษาทีละเล่ม ดังนี้
๑. หนงั สือแบบเรยี นเร็วเล่ม ๑ มีเนือ้ หา ๑๕๑ บท พร้อมภาพประกอบ
๑.๑ เนื้อหาของแบบเรียน แบบเรียนเล่มนี้แบ่งเป็น ๒ ตอน คือ ตอนต้นและตอนปลาย
ตอนต้นเป็นเน้ือหาเร่ืองพยัญชนะ สระ การประสมอักษรในมาตราแม่ ก กา ไตรยางศ์ วรรณยุกต์ และการผัน
อกั ษรตามไตรยางศ์ การผนั คาตาย อักษรคู่ อกั ษรนาและคากล้า เน้ือหาตอนนเ้ี ป็นเรื่องมาตราแม่ ก กา ลว้ น ๆ
ในเล่มปลายจึงเป็นเน้ือหาเรื่องมาตราต่าง ๆ โดยสอนเร่ืองมาตราตัวสะกด การประสมคา ซ่ึงสะกดตรงตาม
มาตราการแจกลูกและการผันอักษรคาท่ีมีตัวสะกดตามไตรยางศ์ ท้ังยังมีคาอธิบายเรื่องอักษรคู่ อักษรนา
และคากล้าท่ีเก่ียวเน่ืองกับมาตรานั้น การจัดลาดับเน้ือหาเป็นเช่นนี้ไปทุกมาตรา จนสิ้นเรื่องตัวสะกด เนื้อหา
ส่วนสุดท้ายของแบบเรียนเล่มน้ีเป็นเรื่องการอ่านคาที่มีตัวสะกดแปลก ๆ เช่น ล ร ฬ ญ ณ ฯลฯ เร่ืองคา
ภาษาองั กฤษกบั การใช้ สระไอ สระเอา เร่ืองตวั สะกดกลา้ ทีต่ ้องอ่านออกเสียง เช่น อัตรา ฯลฯ เร่ืองคาแนะนา
กา ร อ่ า น อั ก ขร วิ ธี ข อ ง ห นัง สื อ โ บ ร า ณ พ ร้ อ ม ด้ ว ย แบ บ ฝึ ก หั ด อ่ า นค า ป ร ะ พั น ธ์ซึ่ ง น า ม า จ า ก
“ลิลติ ดน้ั พระราชพธิ โี สกันต์”
๑.๒ ลักษณะของแบบเรียน หนังสือแบบเรียนเล่มนี้แบ่งเป็นบทสั้น ๆ แต่ละบทมีเน้ือหา
เพียงอยา่ งเดียว ลกั ษณะสาคัญของแบบเรียน คอื
8
ก. การเรียบเรียงเนื้อหาเป็นระบบ บทเรียนบทสั้น ๆ จะถูกจัดไว้เป็นกลุ่ม บทเรียน
แต่ละกลุ่มจะเสนอเนื้อหาเพียงเร่ืองเดียว จานวนบทในแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไปตามเน้ือหา แต่มีวิธีเสนอ
เน้ือหาเปน็ ระบบเดียวกัน ไม่ลกั ล่นั หรือสับสน ตัวอย่างเช่น เรอื่ งสระ แบบเรยี นเร่ิมสอนสระในบทท่ี ๑ มาตรา
แม่ ก กา จานวน ๘ ตัว คือ อะ อา อิ อี อึ อื และ อุ อู บทท่ี ๓ สอนสระเพิ่มอีก ๑๐ ตัว คือ เอะ เอ แอะ แอ
โอะ โอ เอาะ ออ และ อัวะ อัว และบทท่ี ๕ สอนสระท่ีเหลือคือ เอียะ เอีย เอือะ เอือ เออะ เออ และ อา ไอ
ใอ เอา หลังจากนั้นเม่ือขึ้นต้นบทเรียนเรื่องมาตราตัวสะกดมาตราใดก็จะสอนการประสมคามาตราน้ันกับสระ
ทลี ะชดุ ตามลาดบั เป็นระบบเชน่ นี้ไปโดยตลอด
ข. การเสนอเนื้อหาสอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ แบบเรียนเร่ิมเน้ือหาจาก
ง่ายไปหายาก จากคาไปสู่กลุ่มคา และมีการประมวลคามาผูกเป็นเรื่องส้ัน ๆ ง่าย ๆ เขียนด้วยภาษาร้อยแก้ว
ธรรมดา บางเรื่องเป็นนิทาน บางเร่ืองเขียนเป็นการสนทนาโต้ตอบ และมักมีภาพประกอบให้น่าสนใจ
คุณลักษณะพิเศษของเร่ืองเหล่าน้ีคือ ตัวละครมีบุคลิกลักษณะเป็นคนไม่สมประกอบ เช่น หนูแหวนแขนอ่อน
ตาดีมือแป ตาหวังหลังโกง เป็นต้น ซ่ึงผิดไปจากหนังสือแบบเรียนเล่มอ่ืน ๆ หากแต่เนื้อหาจะแฝงไว้ด้วยส่ิงท่ี
เป็นประโยชน์เก่ียวกับวิชาความรู้ เรื่องจรรยามารยาทเบ้ืองต้น และข้อเตือนใจต่าง ๆ เช่น เนื้อเรื่องแสดง
ประโยชน์ของการเรยี นวิชาหนงั สอื ว่าเป็นรากฐานของการงานท้ังปวง เปน็ ตน้
ค. การประเมินผลการเรียน แบบเรียนเร็วเล่ม ๑ นี้ยังไม่มีแบบประเมินผล
เป็นสัดส่วนชัดเจนแตเ่ รม่ิ มีรูปแบบใหม้ กี ารทบทวนสิ่งที่เรียนไปแลว้ ตลอดเวลา เชน่ สอนเรื่องตัวพยัญชนะแล้ว
กจ็ ะมี “บททายตัวพยัญชนะ” คอื เขียนพยัญชนะท้ัง ๔๔ ตัว สลับกันให้ทายว่าตัวใดอ่านอย่างไร การทดสอบ
ความรู้เชน่ น้ีมเี ป็นระยะ ๆ ทกุ ๆ เรอ่ื งสมา่ เสมอท้ังเลม่
๑.๓ ข้อสังเกตเพื่อการวิเคราะห์
ก. เรื่องมาตราแม่เกย ในหนังสือแบบเรียนเล่มนี้แยกตัว “ว” สะกดออกจากมาตรา
แม่เกย ตั้งเป็นมาตราใหม่ เรื่องน้ีนับได้ว่าเป็นการปรับปรุงมาตราตัวสะกดท่ีน่าจะได้วิเคราะห์เปรียบเทียบกับ
แบบเรียนชุดอืน่ ๆ โดยเฉพาะกับหนังสือแบบเรียนชุดมลู บทบรรพกิจ ซึ่งเป็นแบบเรียนในยุคสมัยและระเบียบ
วธิ กี ารเล่าเรยี นเดยี วกัน
ข. เร่ืองเน้ือหาความรู้อื่น ๆ นอกเหนือจากอักขรวิธี เนื้อเร่ืองและบทบาทของตัว
ละครมุ่งชใ้ี ห้เห็นประโยชนข์ องการเล่าเรยี นวิชาหนังสอื และคุณธรรมทีจ่ ะทาให้คนประพฤติดีมีความสุข รวมทั้ง
ความรู้เร่ืองมารยาทในสังคมที่ควรประพฤติปฏิบัติ ความรู้อ่ืน ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นเจตนาที่จะถ่ายทอดโลก
ทัศน์ทางสังคมแก่ประชาชนด้วยการศกึ ษา
ค. เรื่องวิธีสอน หนังสือแบบเรียนเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะไม่สอนให้เด็กท่องจา
การสร้างบทเรียนเพียงสั้น ๆ แต่ใช้วิธีรวมกลุ่มบทเรียนให้สามารถเกิดความคิดรวบยอดได้จากการสังเกต
วธิ ีการสร้างบทเรียนตามแนวคิดน้ีถ้าได้ศึกษาวิเคราะห์ให้ลึกซ้ึง อาจชว่ ยให้เกดิ หนทางแกจ้ ุดอ่อนของการเรียน
การสอนหลักภาษาไทยในปัจจบุ ันได้
9
ง. เรื่องวิธีเขียนแบบเรียน สิ่งที่น่าสังเกตคือ การใช้เครื่องหมายต่าง ๆ เช่น จุลภาค
มหัพภาค ฯลฯ การใช้เคร่ืองหมายเหล่านี้เป็นไปอย่างสม่าเสมอในแบบเรียนเร็วทั้ง ๓ เล่ม แสดงให้เห็น
แนวความคิดทีจ่ ะสอนดว้ ยตวั อยา่ งเพอื่ ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจและสามารถใชไ้ ดด้ ้วยตนเอง
๒. หนังสอื แบบเรียนเรว็ เล่ม ๒ มีเนอื้ หา ๖๗ บท
๒.๑ เน้ือหาของแบบเรียน จุดมุ่งหมายของแบบเรียนเล่มน้ีคือ มุ่งให้ผู้เรียนเขียนหนังสือได้
ถูกต้อง เน้ือหาจึงเป็นการขยายความจากเล่มท่ี ๑ โดยเริ่มจากเรื่องใอ ไอ ไอย อัย เรื่องตัวสะกดทุกมาตรา
เรื่อง ร หัน เร่ืองคาการนั ตใ์ นมาตราต่าง ๆ เร่ือง ฤ ฤา ฦา และเรอ่ื งคาพ้องในแต่ละมาตราซ่ึงใชส้ ระเป็นเกณฑ์
ตัวอย่างเช่น
บทที่ ๔๓ เรื่องคาพ้องในมาตรากัน (อ้างอิงแบบเรียนภาษาไทย แบบเรียนเล่ม ๒)
สระเอะ เอ คอื เขน - เขญ็ เถน - เถร ระเนน – สามเณร เกณฑ์ – เกน หกคะเมน - พระเมรุ และ เวน - เวร
ส่วนบทท่ี ๔๔ เป็นเร่ืองคาพ้องในมาตรากัน (อ้างอิงแบบเรียนภาษาไทย แบบเรียน
เลม่ ๒) สระโอะ คอื กน - กล คน - มงคล จน - จลาจล ชน - ชนม์ - ชล ทน - ทนต์ และ บน – ตาบล
๒.๒ ลักษณะของแบบเรียน แม้ว่าหนังสือแบบเรียนเล่มน้ีจะแบ่งเป็นบท ๆ เช่นเดียวกับ
เล่มที่ ๑ แต่โครงสร้างของบทเรียนต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือในบทต่าง ๆ จะแบ่งเป็น ๔ ส่วน ส่วนที่ ๑
ให้เนื้อหาคือคาท่ีจะเรียน ถ้าเป็นศัพท์ยากจะแปลให้ด้วย ส่วนท่ี ๒ จะนาคาในส่วนแรกมาสร้างเป็นวลี
ให้สามารถเข้าใจความหมายและลักษณะคาได้ด้วยบริบท หรือในบางบทก็นาคามาเขียนเป็นประโยคสมบูรณ์
ส่วนที่ ๓ เป็นแบบฝึกหัดให้เติมคาในช่องว่างของประโยค และส่วนสุดท้ายเป็นแบบฝึกหัด ให้นักเรียนเขียน
ตามคาบอก ตัวอยา่ งเชน่ บทท่ี ๓ อยั
ส่วนท่ี ๑ คา “...อาศัย ว่า ทพ่ี งึ่ พัก...”
สว่ นที่ ๒ ตัวอย่างที่ใช้เข้าประโยค “...คนมาอาศัยอยู่ด้วย บ่าวอาศัยพึ่งบุญนาย นายได้อาศัย
ใช้สอยบา่ ว...”
ส่วนที่ ๓ แบบฝึกหดั ใหน้ ักเรียนหาคาไม้หนั อากาศทมี่ ีเสยี งไม้มลายเติมลงในท่วี า่ ง
“...คนมาพกั ..........ในศาลา. คนเคยพงึ่ พา..........กัน. ...”
ส่วนที่ ๔ แบบฝึกหัดบอกให้นักเรียนเขียน “...คนเขาอาศัยมาในเรือ มีเรือพออาศัยได้ไปมา
หยดุ พักอาศยั ในศาลา...”
๒.๓ ข้อสังเกตเพื่อการวิเคราะห์ ข้อสังเกตท่ีสาคัญคือ เรื่องวิธีใช้แบบเรียน แบบเรียนเล่มนี้
นักเรียนจะมีบทบาทมากขึ้น นอกจากจะได้ฝึกทักษะการอ่าน การฟัง และการเขียนแล้ว ยังต้องฝึกคิดหาคา
มาเติมประโยคให้ได้ความสมบรู ณ์ วิธีนี้ปัจจุบันเป็นการทดสอบแบบปรนัยอย่างหนึ่งท่ีควรนามาใช้ในการเรียน
ภาษาไทยให้มากขึน้ เพราะดีกว่าการเลือกคาตอบดว้ ยการทาเครอ่ื งหมาย การฝึกใหส้ ะกดคาและเลือกคามาใช้
จะเปน็ ขนั้ เรม่ิ ต้นของการเรยี บเรยี งข้อความตามความคดิ ของตนเอง
10
๓. หนงั สือแบบเรยี นเรว็ เล่ม ๓ มเี นอ้ื หา ๑๓๘ บท
๓.๑ เน้ือหาของแบบเรียน แบบเรียนแบ่งเป็น ๓ ภาค ภาคที่ ๑ มี ๑๒๓ บท เป็นเรื่อง
คาชนิดต่าง ๆ เช่น คาชื่อ คาคุณ ฯลฯ ภาคที่ ๒ มี ๑๒ บท เป็นเร่ืองวิธีแต่งประโยคชนิดต่าง ๆ ให้ถูกต้อง
และภาคที่ ๓ มี ๓ บท เปน็ เรอื่ งการเรยี บเรยี งประโยคให้ได้ใจความและการยอ่ ความ
๓.๒ ลักษณะของแบบเรียน แบบเรียนเล่มน้ีมีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดให้ผู้เรียน
ใชค้ วามสังเกตและฝกึ ฝนจนเกิดความรู้ ดงั ตัวอย่าง
บทที่ ๑๕
คาซึ่งอย่กู ลางบอกวา่ มา้ อะไรวิ่งนนั้ เรยี กว่าคา “คุณ” ให้นกั เรียนสงั เกตไว้
ม้า - วง่ิ ม้า - ดา - วง่ิ ม้า - ขาว - วงิ่ มา้ - ผอม - ว่ิง
มา้ - ดี - วงิ่ ม้า - เทศ – วงิ่ มา้ - ไทย - วงิ่ ม้า - กะเรียว - ว่งิ
มา้ - แดง – ว่ิง
บทที่ ๑๖
ใหห้ าคาคุณเตมิ ลงในที่วา่ งใหไ้ ด้ความ
ช้าง..........รอ้ ง ชา้ ง..........รอ้ ง ช้าง..........ร้อง ชา้ ง..........รอ้ ง
ช้าง..........รอ้ ง ชา้ ง..........ร้อง ชา้ ง..........ร้อง ช้าง..........ร้อง
ช้าง..........รอ้ ง ชา้ ง..........ร้อง ชา้ ง..........ร้อง ช้าง..........ร้อง
ช้าง..........รอ้ ง ชา้ ง..........ร้อง ชา้ ง..........ร้อง ช้าง..........รอ้ ง
ในบางบทเป็นการอ่านนิทานแล้วปิดสมุดเสียจากนั้นก็ให้คิดเรียบเรียงเรอ่ื งนิทานขึ้น
ดว้ ยโวหารของผูเ้ รียนเอง วิธนี ีท้ าให้ผเู้ รยี นไดฝ้ ึกฝนความสามารถในการใช้ภาษาหลาย ๆ ดา้ นพรอ้ มกนั
๓.๓ ข้อสังเกตเพ่ือการวิเคราะห์ เนื้อหาแบบเรียนเล่มน้ีเป็นเรื่องหลักเกณฑ์ของภาษา
ทางวจีวิภาคและวากยสัมพันธ์เบ้ืองต้น โดยมีวิธีอธิบายความรู้ด้วยการใช้แบบฝึกหัดและยกตัวอย่างประกอบ
คาบรรยายง่าย ๆ ส่ิงท่ีน่าสังเกตคือ ศัพท์ที่ใช้ เช่น คาช่ือ คาแทนชื่อ ประโยคหัวหน้า ประโยคแฝง ฯลฯ
ศพั ท์เหลา่ นีบ้ อกหน้าท่แี ละความหมายได้ชัดเจน และกวผี ู้นิพนธ์ก็มวี ิธอี ธิบายศัพท์ไดแ้ ม่นตรง สมควรพจิ ารณา
เปรียบเทยี บกบั คาอธิบายความรู้เดียวกันนใี้ นยุคตอ่ ๆ มา ดงั ตวั อย่าง
บทท่ี ๑๑
ประโยคความรวมกับประโยคแต่งต่างกนั คอื
ประโยคความรวม “น้าขนึ้ - แต่ - ลมลง”
ประโยคแตง่ “พรานดักเสอื - ตัว - กัดเน้ือ”
ประโยคความรวมมีใจความเสมอกัน ใจความท้ัง ๒ ประโยคไม่ย่ิงหย่อนกว่ากัน เช่น
น้าขน้ึ ความกไ็ ปทางหนึง่ ลมลง ความก็ไปทางหนึ่ง เมื่อจะแยกออกเปน็ ๒ ประโยค ก็เป็นประโยคเลก็ เสมอกัน
ทั้ง ๒ ประโยค ประโยคแตง่ น้นั มปี ระโยคทมี่ ใี จความใหญก่ ว่าประโยคอ่นื เป็น ประโยคหวั หนา้ อยปู่ ระโยคหน่ึง
ประโยคนอกจากน้ันเป็น ประโยคแฝง เพราะมีใจความไม่สาคัญเท่ากับประโยคหัวหน้า เช่น พรานดักเสือ นี้
เปน็ ประโยคหัวหน้า ตัวกัดเนอื้ เป็นประโยคแฝง เพราะสาหรบั แต่งใหร้ จู้ กั เสอื ตัวน้ันชดั เขา้ เทา่ นน้ั
11
เม่ือกล่าวโดยสรุป แม้ว่าแบบเรียนชุดน้ีจะมุ่งฝึกทักษะให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้ถูกต้อง
ในระยะเวลาอันส้ัน แต่ก็มีเน้ือหาหลักภาษาไทยครบทั้งอักขรวิธี วจีวิภาค และวากยสัมพันธ์ คงขาดแต่เรื่อง
ฉนั ทลกั ษณ์ช้ันสงู การจัดลาดบั เน้อื หาเป็นบท ๆ วิธีอธบิ ายเน้อื หา การใหน้ กั เรียนหัดสังเกตการยกตวั อย่างและ
การมีแบบฝกึ หัดให้ได้ฝกึ ฝนความสามารถในการใช้ภาษา สิ่งเหลา่ นเ้ี ป็นรูปแบบใหม่ ซ่ึงแตกต่างไปจากหนังสือ
แบบเรียนที่มีอยู่เดิมมาก นอกจากนี้แล้วเนื้อหาด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ในเร่ืองโลกทัศน์ทางสังคม
และวิธีอธิบายความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติด้วยการใช้เหตุผล ตลอดจนวิธีสอนด้วยแบบเรียนชุดนี้ ก็เป็นเรื่องที่
สมควรจะศกึ ษาวเิ คราะหอ์ ยา่ งลึกซ้ึง เพราะความเปลี่ยนแปลงของแบบเรียนชดุ นยี้ ่อมจะสะทอ้ นใหเ้ หน็ แนวคิด
ทางการศึกษา โดยเฉพาะเป้าหมายในการวางแผนการศึกษาของชาติเพื่อผลิตบุคลากร ให้เหมาะสมกับ
ความก้าวหน้าทางวทิ ยาการของโลกตะวันตกท่ีแพร่หลายอยใู่ นเวลานั้น
การเปลี่ยนแปลงดังท่ีปรากฏในหนังสือชุดแบบเรียนเร็วน้ีเป็นเหตุให้มีผู้เรียบเรียงหนังสือแบบเรียน
ภาษาไทยเบื้องต้นเพ่ิมมากขึ้น ในส่วนของเน้ือหาแบบเรียนเล่มอ่ืน ๆ เห็นได้ว่าดาเนินรอยตามแบบเรียนเร็ว
เล่ม ๑ เป็นแตผ่ ู้เขียนพยายามปรบั ปรุงเนอ้ื หาและวิธีสอน เพื่อช่วยให้อา่ นหนงั สอื ออกเร็วข้ึน ซึง่ ก็อาจนบั ได้ว่า
เป็นส่วนสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาอย่างหน่ึง นอกเหนือจากแบบเรียนเบ้ืองต้นเพ่ือฝึกทักษะทางการใช้
ภาษาให้อ่านออกเขียนได้ สาหรับเป็นพ้ืนฐานในการศึกษาหาความรู้วิชาการต่าง ๆ แล้ว บทเรียนเร่ือง
วรรณกรรมสาคัญ ๆ ก็ได้นามาเรียนหรือนามาเป็นแบบฝึกอ่านเพื่อถ่ายทอดความคิดและทัศนคติทางสังคม
ดังจะเห็นไดจ้ ากรายการหนงั สอื เรียนสาหรบั นักเรยี นช้ันตา่ ง ๆ พ.ศ. ๒๔๕๕ ตอ่ ไปนี้
บัญชีหนังสือซึ่งนักเรยี นจะต้องมีไว้สาหรับตัวเม่ืออยชู่ ้นั ต่าง ๆ พ.ศ. ๒๔๕๕
ชน้ั หนังสอื
ที่บงั คับ ท่ไี ม่บังคบั
ประถม ๑ - แบบเรียนเร็วเล่ม ๑ หรือฉบับใดในวิชา - แบบสอนอ่านเลม่ ๑ (นกกระจอก)
เดียวกันท่ีอนญุ าตใหใ้ ชแ้ ทนได้
- หัดอา่ นนทิ านอีสป
ประถม ๒ - แบบเรียนเรว็ เลม่ ๒ - แบบสอนอา่ นเลม่ ๒
- หดั อ่านนทิ านสภุ าษติ - แบบสอนอา่ นภูมศิ าสตรเ์ ลม่ ๑
ประถม ๓ - แบบเรียนเร็วเลม่ ๓ - แบบสอนอ่านเลม่ ๓
- หัดอ่านพลเมอื งดี - แบบสอนอ่านภูมิศาสตรเ์ ล่ม ๒
- เร่อื งการเพาะปลกู - ดอกสร้อยสภุ าษิต
ประถม ๔ ใช้หนงั สือประถม ๓ อะไรยังไมไ่ ดใ้ ช้ในประถม ๓ จะเติมกไ็ ด้
ประถม ๕ ใชห้ นงั สือประถม ๓ อะไรยงั ไมไ่ ด้ใช้ในประถม ๓ จะเตมิ กไ็ ด้
มธั ยม ๑ - แบบหัดอ่านภาษาไทยชุดโจโฉแตกทัพเรือ - หนังสือภาษาไทยชุดสังข์ทอง ตอนตีคลี
และสังข์ทองตอนเลอื กคู่ และหนังสืออ่านอ่ืน ๆ ที่อนุญาตให้ใช้ใน
โรงเรยี น
12
ช้ัน หนังสือ
ทีบ่ ังคับ ที่ไมบ่ ังคบั
มัธยม ๒ - แบบหัดอ่านภาษาไทยชุดราชาธิราช ตอน - แบบหัดอ่านภาษาไทยชุดรามเกียรติ์
ศกึ พระเจ้าฝร่งั มงั ฆ้อง ตอนทา้ วมาลีราชว่าความ
- รามเกยี รต์ิ ตอนศึกกมุ ภกรรฐ์
มัธยม ๓ - แบบหัดอ่านภาษาไทยชุดรามเกียรต์ิ ตอน
ท้าวมาลีราชว่าความ
- อเิ หนา ตอนศึกกระหมังกหุ นิง
มัธยม ๔ - แบบหดั อ่านภาษาไทยชดุ นริ าศนรนิ ทร์ - กฤษณาสอนนอ้ งคาฉนั ท์
- เทศนาพระราชประวตั ิ
มธั ยม ๕ - กฤษณาสอนนอ้ งคาฉนั ท์
- พระราช พงศาวดารกรุงธ นบุรีและ
กรงุ เทพฯ
มัธยม ๖ - ร่ายยาวเทศน์มหาชาติ - ลลิ ิตนิทราชาคริต
มัธยม ๗ - ลิลิตนิทราชาครติ
- พระราชพงศาวดารฉบบั เต็มภาค ๑
มัธยม ๘ - ลิลิตเตลงพ่าย - ลิลติ พระลอ
- ขนุ ชา้ งขนุ แผน
- อิเหนา
หมายเหตุ ผู้เขียนรู้สึกซาบซ้ึงในพระคุณของ ศาสตราจารย์พิเศษ พันตรีหญิง คุณหญิงผอบ โปษะกฤษณะ
ซงึ่ เล่าให้ผู้เขยี นฟังวา่ รายการหนงั สือตามบัญชนี ค้ี งใชอ้ ยตู่ ลอดรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอย่หู ัว
จะเห็นได้ว่า หนังสอื แบบเรียนเร็วเป็นจดุ เริ่มต้นของการสร้างแบบเรียนภาษาไทย เพื่อใชก้ ับการศึกษา
ในระบบโรงเรียน ในระยะเวลาต่อมาถึงจะมีหนังสือแบบเรียนภาษาไทยสาหรับผู้เริ่มเรียนเกิดข้ึนเรื่อย ๆ
เช่น หนังสือแบบเรียนชุดบันไดทอง (๒๔๕๓), หนังสือดรุณศึกษา ของ ฟ.ฮีแลร์ (๒๔๕๓), หนังสือ
แบบแรกเรียน ของนายบุญ อ่องลออ (๒๔๖๒), หนังสือแบบหัดอ่านหนังสือไทย ของ อามาตย์โทพระวิภาชน์
วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวส) หรือหนงั สือแบบเรยี นเร็วใหม่ ของหลวงดรณุ กจิ วิทรู และนายฉันท์ ขาวิไล เป็นต้น
แต่หนังสือเหล่าน้ันก็ใช้แบบเรียนเร็วของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพเป็นแนวทาง เพียงแต่ปรับปรุง
เน้ือหาให้เหมาะสมกับสภาพความรู้ เหมาะกับวิธีเรียนวิธีสอนและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากข้ึน
การศึกษาแบบเรียนเหล่านี้ จะให้ประโยชน์หลายอย่างและอาจศึกษาได้หลายทาง เช่น ศึกษาด้านความรู้
เก่ียวกับวิวัฒนาการของแบบเรียนภาษาไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบันท่ีพัฒนาไปจนถึงขั้นการมีแบบฝึกอ่าน
เบ้ืองต้นของภาคต่าง ๆ หรืออาจศึกษาลึกลงไปในรายละเอียดของแบบเรียนบางเล่มที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
13
คือ ดรุณศึกษาก็ได้ ฉะน้ันในท่ีนี้จะไม่นาแบบเรียนเล่มใดเล่มหนึ่งมาวิเคราะห์ เพราเป็นเน้ือหาส่วนท่ีนิสิต
วิชาเอกภาษาไทยจะตอ้ งศึกษาด้วยตนเองโดยละเอียด
14