The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการดูแลตนเอง ขณะได้รับยาเคมีบำบัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการดูแลตนเอง ขณะได้รับยาเคมีบำบัด

คู่มือการดูแลตนเอง ขณะได้รับยาเคมีบำบัด

ค่มู ือการดูแลตนเองขณะได้รับยาเคมีบาบดั

สมถวลิ ลกู รักษ์
แม้นมนา จิระจรัส
สวุ รรณี สิริเลิศตระกลู
จติ ประภา คนมนั่

โครงการให้ความรู้และสนบั สนนุ ผ้ปู ่ วยมะเร็ง
ศนู ย์มะเร็ง ศนู ย์เพือ่ ความเป็ นเลศิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ปรับปรุงครัง้ ที่ 4, เมษายน 2556
จานวนทพ่ี ิมพ์ 5,000 เลม่

0

คานิยม

ปัจจบุ นั การเกิดโรคมะเร็งเพิ่มมากขนึ ้ ในทกุ เพศทกุ วยั เน่ืองจากปัจจยั
จากสภาพแวดล้อมและพันธุกรรม ในขณะเดียวกันอัตราการรอดชีวิตและ
หายขาดจากโรคมะเร็งสูงขึน้ ทัง้ นีเ้ พราะมีความก้าวหน้าทางการผ่าตดั รังสี
รักษา ยาเคมีบาบดั รวมถึงเทคโนโลยีการค้นคว้าวิจยั ทางห้องปฏิบตั ิการด้าน
โรคมะเร็ง

การจดั ทาเอกสารความรู้ เป็ นส่วนหนึ่งของโครงการให้ความรู้และ
สนับสนุนผู้ป่ วยมะเร็ งของศูนย์มะเร็ ง ศูนย์เพ่ือความเป็ นเลิศคณะ
แพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผ้เู รียบเรียงเป็ นพยาบาลผ้เู ชี่ยวชาญด้าน
โรคมะเร็งซ่ึงทางานเป็ นทีมร่วมกับแพทย์ เภสชั กรและเจ้าหน้าที่อื่นๆ เนือ้ หา
ในเอกสารเล่มนีป้ ระกอบด้วยความรู้และวิธีการปฏิบตั ิตวั สาหรับผ้ทู ่ีได้รับการ
รักษาทางยา หวงั วา่ เม่ือผ้ปู ่ วยและครอบครัวได้อ่านค่มู ือการดแู ลตนเองเล่มนี ้
และได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูล แผนการรักษาทางยาร่วมกับทีม
ผ้รู ักษา จะทาให้สามารถดแู ลตนเองได้อยา่ งมีประสิทธิภาพและมีคณุ ภาพชีวิต
ท่ีดขี ณะเจบ็ ป่ วย

ศนู ย์มะเร็ง ศูนย์เพ่ือความเป็ นเลิศคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล
รามาธิบดีขอขอบคณุ ผ้เู รียบเรียงค่มู ือการดแู ลตนเองท่ีช่วยผลิตผลงานท่ีเป็ น
ประโยชน์ตอ่ ผ้ปู ่ วยมา ณ. โอกาสนี ้

ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสมใจ แดงประเสริฐ

ประธานศนู ย์มะเร็ง ศนู ย์เพื่อความเป็ นเลศิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

1

คานา

การใช้ยาเคมีบาบดั และยาทาร์เก็ต (Targeted therapy) เพื่อการรักษา
โรคมะเร็งได้พฒั นาอยา่ งรวดเร็ว ชว่ ยให้ผ้ปู ่ วยได้ผลลพั ธ์ท่ีมีประสิทธิภาพดีขนึ ้
อย่างไรก็ตามยาเคมีบาบดั และยาทาร์เก็ตแต่ละชนิดทาให้เกิดผลข้างเคียง
แตกตา่ งกนั ผ้ทู ี่เข้ารับการรักษาจึงควรมีความรู้เก่ียวกบั การรักษาและอาการ
ข้างเคยี งที่อาจเกิดขนึ ้

สิ่งหนึ่งที่สาคัญของผู้ป่ วย คือ การท่ีผู้ป่ วยเข้ าใจเป้ าหมายและ
แผนการรักษา คิดวิธีปรับกิจวัตรบางอย่างให้เหมาะสมกับการรักษาและ
อาการข้างเคยี งที่อาจเกิดขนึ ้ เรียนรู้ แสวงหาวิธีจดั การกบั อาการและการดแู ล
ตนเองอยา่ งถกู ต้องเหมาะสม

คมู่ ือการดแู ลตนเองขณะได้รับยาเคมีบาบดั ฉบบั นีไ้ ด้ปรับปรุงครัง้ ที่ 4
โดยได้เพิ่มเติมความรู้ด้านหลกั การรักษาด้วยเคมีบาบดั และยาทาร์เก็ต สรุป
ผลข้างเคียงทัง้ หมดท่ีเกิดขึน้ (ซ่ึงอาจเกิดกับท่านเพียงบางอาการเท่านัน้ )
ดงั นนั้ ผ้ปู ่ วยควรทราบข้อมลู เกี่ยวกบั ชนิดของยาเคมีบาบดั และผลข้างเคียงของ
ยาท่ีได้รับโดยการปรึกษาแพทย์ เภสชั กรและพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็งที่
ให้การดแู ลทา่ น ซง่ึ พร้อมจะให้ความชว่ ยเหลือทา่ นในทกุ โอกาส หวงั เป็ นอย่าง
ย่ิงว่าคู่มือเล่มนีจ้ ะช่วยให้ท่านมีกาลังใจในการต่อสู้กับการเจ็บป่ วย และ
สามารถปรับตวั ได้ดใี นขณะรับการรักษา

คณะผ้จู ดั ทา
1 เมษายน 2556

2

สสาารรบบัญญั

บทที่ หน้า
คานยิ ม 1
คานา 2
สารบญั 3
บนั ทกึ เก่ียวกบั โรคและการรักษา 6

1. โรคมะเร็งและการรักษาด้วยยา 8
วธิ ีการรักษาโรคมะเร็ง 9
ชนดิ ของยารักษามะเร็ง 12
เป้ าหมายการรักษาทางยา 13
คาถามท่ีควรถามแพทย์ก่อนตดั สินใจรักษา
14
2. การเตรียมตวั กอ่ นรับการรักษาโรคมะเร็ง 16
การเตรียมสภาพร่างกาย
การเตรียมสภาพจติ ใจ 19
19
3. เมื่อเร่ิมเข้าสขู่ บวนการรักษา และ การประเมินผลการรักษา
สตู รยาเคมีบาบดั 20
ระยะเวลาในการรักษา 23
วิธีการบริหารยาเคมีบาบดั
การรับประทานยาชนดิ เมด็
ยาเคมีบาบดั และยาทาร์เก็ตชนิดฉีด

3

สารบัญ (ต่อ)

บทที่ หน้า

3. เม่ือเริ่มเข้าสขู่ บวนการรักษา และ การประเมนิ ผลการรักษา (ตอ่ )

การปฏิบตั ติ วั ขณะได้รับยาเคมีบาบดั 24

การประเมินผลการรักษา 28

การมาตรวจตามนดั ตดิ ตามเฝ้ าระวงั โรค 29

4. การจดั การกบั ผลข้างเคียงของยาเคมีบาบดั และยาทาร์เก็ต

ผลตอ่ ไขกระดกู 30

เมด็ เลือดขาวต่าจะมีผลอยา่ งไร 31

ทา่ นจะทราบได้อยา่ งไรวา่ มีการตดิ เชือ้ 32

ทา่ นจะป้ องกนั การตดิ เชือ้ ได้อยา่ งไร 33

ซีด โลหติ จาง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงต่า 34

เม่ือซีดหรือเลือดจาง ทา่ นควรดแู ลตนเองอยา่ งไร 35

ภาวะเลือดออกง่าย เนื่องจากเกล็ดเลือดตา่ 36

วธิ ีการอา่ นคา่ เม็ดเลือด 38

คลื่นไส้อาเจียน 39

อาการเบื่ออาหาร 42

ท้องเสีย 43

ท้องผกู 44

เย่ือบใุ นชอ่ งปากอกั เสบ 46

4

สารบัญ (ต่อ)

บทที่ หน้า

4. การจดั การกบั ผลข้างเคียงของยาเคมีบาบดั และยาทาร์เก็ต (ตอ่ )

ผมและขนร่วง 49

อาการทางผวิ หนงั 51

อาการทางเลบ็ 54

อาการออ่ นเพลีย 55

ผลกระทบตอ่ ระบบประสาท 57

ผลกระทบตอ่ รังไข่ อณั ฑะ และการมีเพศสมั พนั ธ์ 59

ภาวะอารมณ์ จิตใจ 60

อาการข้างเคียงอ่ืนๆ ของยาเคมีบาบดั 62

5. เคล็ดลบั ที่จะอยกู่ บั โรคมะเร็งอยา่ งเป็นสขุ

ถ้าทา่ นมีปัญหาเร่ืองเงินคา่ รักษาทา่ นจะทาอยา่ งไร 63

การพดู คยุ กบั คนในครอบครัวและเพ่ือนฝงู 63

การเข้าโครงการ/ชมรม/กลมุ่ ชว่ ยเหลือผ้ปู ่ วย 63

จากใจเจ้าหน้าท่ี 64

5

บันทกึ เก่ียวกับโรคและการรักษา

ช่ือ – นามสกลุ ……………………..…..……

เลขประจาตวั ผ้ปู ่ วย -- โทรศพั ท์ …………………..

การวนิ ิจฉยั โรค ………………………..……..

แพทย์ผ้ใู ห้การรักษา ………………………………

พยาบาลและเภสชั กร แม้นมนา จริ ะจรัส ห้อง A7 ชนั้ 1 โซน A

ผ้ใู ห้การดแู ล สวุ รรณี สิริเลศิ ตระกลู วนั จนั ทร์ – องั คาร – พฤหสั ฯ

สมถวิล ลกู รักษ์ เวลา 09:00 – 13:00 น.

จิตประภา คนมน่ั โทรศพั ท์ 02-2003045

แผนการรักษาท่ที ่านได้รับคือ

1. ยาเคมีบาบดั และยาทาร์เก็ต

สตู รท่ี 1………………เร่ิมให้วนั ที่ …………………… ถงึ วนั ท่ี ……………………..

สตู รท่ี 2………………เริ่มให้วนั ที่ …………………… ถึงวนั ท่ี ………………….…..

สตู รท่ี 3………………เร่ิมให้วนั ท่ี …………………… ถึงวนั ท่ี ………………….…..

2. ฉายรังสี

บริเวณ ………………เร.ิ่มวนั ที่ ……………………… ถึงวนั ที่ ……………………..

3. ยาต้านฮอร์โมน ชื่อ …………………………… เร่ิมวนั ท่ี ……………………

4. ผา่ ตดั บริเวณ ……………….……….วนั ที่ผา่ ตดั ……………………

5. ประวตั กิ ารแพ้ยา …………………….………… อาการที่พบ …………………

6. โรคประจาตวั ……………………….....……

7. ยาที่ต้องรับประทานเป็ นประจา …………...…..………………

6

บทท่ี 1
โรคมะเร็งและการรักษามะเร็งด้วยยา

มะเร็ง เป็ นโรคที่เก่ียวข้องกบั การกลายพนั ธ์ุของเซลล์ในร่างกาย ทา
ให้เซลล์เกิดการเปล่ียนแปลงเจริญเตบิ โตหรือเพิ่มจานวนจนไมส่ ามารถควบคมุ
ได้ เซลล์มะเร็งจะเบียดแทรกเซลล์ปกติท่ีอยู่รอบๆหรือแพร่ไปตามระบบ
ไหลเวียนเลือดและท่อนา้ เหลือง ส่งผลกระทบตอ่ อวยั วะท่ีมะเร็งลกุ ลามไปถึง
ทาให้ร่างกายเกิดอาการไมส่ ขุ สบายตา่ งๆในอวยั วะนนั้ ๆ เชน่ เหน่ือย ไอ ปวด
กระดกู เป็นต้น

มะเร็งท่ีตงั้ ต้นในอวยั วะหน่ึง แม้ว่าจะแพร่กระจายไปยงั อวยั วะอ่ืนท่ี
ไกลออกไปก็ยงั คงเป็ นเซลล์ชนิดเดียวกับมะเร็งตาแหน่งตงั้ ต้น ดงั นนั้ ผ้ทู ี่เป็ น
มะเร็งระยะแพร่กระจายถือว่าเป็ นมะเร็งชนิดเดิมแตม่ ีการกระจาย การใช้ยา
รักษาจะเป็ นยาท่ีรักษาตามชนิดของโรคตงั้ ต้น เช่น ใช้ยาสูตรที่รักษามะเร็ง
ลาไส้ใหญ่ในผ้ปู ่ วยที่เป็นมะเร็งลาไส้ใหญ่ที่มีการแพร่กระจายไปตบั เป็นต้น

7

วิธีการรักษาโรคมะเร็ง

การรักษามีหลายวิธีผสมผสานกันขึน้ กบั ชนิดและระยะของโรคมะเร็ง
หลกั ทวั่ ไปของการรักษามะเร็ง ได้แก่ การผา่ ตดั ฉายรังสี และยาเคมีบาบดั

การผ่าตดั และฉายรังสี เป็ นการรักษาบริเวณตาแหน่งของมะเร็งเพื่อ
ควบคมุ โรคเฉพาะที่ เช่น ผา่ ตดั ก้อนมะเร็งที่เต้านม ฉายรังสีบริเวณกระดกู สนั
หลงั บริเวณท่ีมีรอยโรคมะเร็ง เพ่ือบรรเทาอาการปวด เป็นต้น

ส่วนการรักษาทางยา เป็ นการรักษาท่ีครอบคลุมท่ัวทัง้ ระบบของ
ร่างกาย เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งท่ีจุดเริ่มต้นรวมทัง้ ควบคุมเซลล์มะเร็งท่ีอาจ
แพร่กระจายไปอวยั วะอื่นๆ เป็ นการควบคมุ โรคไม่ให้แพร่กระจาย ลดโอกาส
กาเริบของโรคได้ เช่น การให้ ยาเคมีบาบัดในผู้ป่ วยมะเร็งลาไส้ ใหญ่ท่ี
แพร่กระจายไปตบั เป็นต้น

การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบาบัด
รูปท่ี 1 วิธีการรักษาโรคมะเร็ง

8

ชนิดของยารักษามะเร็ง

ยาท่ีใช้รักษาโรคมะเร็ง แบ่งเป็ น 3 กลุ่มใหญ่ คือ ยาเคมีบาบดั ยา
ฮอร์โมนบาบดั และยามงุ่ เป้ าหรือยาทาร์เก็ต ดงั นี ้

1. ยาเคมีบาบดั (Chemotherapy) ยากลุ่มนีอ้ อกฤทธ์ิยบั ยงั้ การ
แบง่ ตวั ของเซลล์มะเร็งทาให้เซลล์มะเร็งตาย ขณะเดียวกันยาก็ไปออกฤทธิ์ที่
เซลล์ปกตทิ ี่มีการแบง่ ตวั เร็วๆของอวยั วะตา่ งๆทวั่ ร่างกาย เช่น เซลล์ผม เซลล์
ไขกระดกู เซลล์เยื่อบตุ ่างๆ ดงั นนั้ ยาเคมีบาบดั จึงมีผลข้างเคียง เช่น ผมร่วง
เม็ดเลือดต่า เยื่อบุชอ่ งปากอกั เสบ อย่างไรก็ตามเซลล์ปกติจะสามารถฟื ้นตวั
กลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็วโดยเฉพาะในผู้ป่ วยที่ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและมี
ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ส่วนเซลล์มะเร็งจะถูกทาลายไปและไม่สามารถ
แบง่ ตวั ตอ่ ได้

2. ยาฮอร์โมนบาบดั (Hormonal therapy) กลไกยบั ยงั้ การทางาน
ในเซลล์ผา่ นตวั รับฮอร์โมนหรือผา่ นเอนไซม์ที่เก่ียวข้องกบั ฮอร์โมน เช่น ยาต้าน
ฮอร์โมนรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งตอ่ มลกู หมาก เป็นต้น

3. ยามงุ่ เป้ าหรือยาทาร์เก็ต (Targeted therapy) เป็นยาต้านมะเร็ง
ที่ออกฤทธ์ิเฉพาะเจาะจงท่ีเซลล์มะเร็งเทา่ นนั้ การรักษามะเร็งด้วยยากลมุ่ นีจ้ ะ
ได้ผลดีเม่ือผ้ปู ่ วยมีโปรตีนหรือยีนที่เป็นตวั รับจาเพาะของเซลล์มะเร็งท่ีมากพอ
หรือตวั รับท่ีมีการกลายพนั ธ์ุ (รูปที่ 2) ดงั นนั้ ก่อนการรักษาจงึ ต้องตรวจหา
ตวั รับและการกลายพนั ธ์ุของยีนที่พบในเซลล์มะเร็งแตล่ ะชนิด

9

ยามงุ่ เป้ าหรือยาทาร์เก็ตมีกลไกการออกฤทธิ์ ดงั นี ้
กลไกท่ี 1 ยากลมุ่ นีม้ ีขนาดโมเลกลุ ใหญ่ไมส่ ามารถเข้าภายในเซลล์
ได้จงึ ออกฤทธ์ิจบั กบั ตวั รับซง่ึ เป็นโปรตีนหรือยีนจาเพาะ (receptor) ที่อยบู่ นผวิ
เซลล์หรือยาไปแยง่ จบั กบั โปรตนี ที่เป็นตวั กระต้นุ ตวั รับบนผิวเซลล์ (ligand)
เพื่อยบั ยงั้ การสง่ สญั ญาณกระต้นุ การเจริญเติบโตของเซลล์ ดงั นนั้ ก่อนการ
รักษาด้วยยาต้องมีการตรวจพิเศษเพ่ือหาตวั รับ เชน่ การตรวจเฮอร์ทู รีเซฟ
เตอร์ (HER-2 receptor) ซง่ึ พบมากในมะเร็งเต้านมและมะเร็งกระเพาะอาหาร
ยาที่ใช้รักษา ได้แก่ ยาทราสทซู ูแมบ (Trastuzumab) หรือชื่อการค้าวา่ เฮอร์
เซฟตนิ (Herceptin)

กลไกท่ี 2 ยาจะไปจับกับตัวรับที่เป็ นโปรตีนหรือยีนจาเพาะที่อยู่
ภายในเซลล์และยับยัง้ การส่งสัญญาณกระตุ้นการเจริญเติบโตภายใน
เซลล์มะเร็ง ทาให้เซลล์มะเร็งหยดุ การเจริญเติบโตและตาย ดงั นนั้ ก่อนการ
รักษาด้วยยาต้องมีการตรวจพิเศษเพื่อหาตวั รับ เช่น ตรวจการกลายพนั ธ์ุของ
โปรตีนอีจีเอฟอาร์ รีเซฟเตอร์ (EGFR receptor) ซึง่ พบมากในมะเร็งปอดชนิด
อดิโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma) ยาที่ใช้รักษา ได้แก่ ยาเออลอททินิบ
(Erlotinib) หรือช่ือการค้า ทาร์ซีวาร์ (Tarcevar) และยาเจ๊บฟิ ทินิบ (Gefitinib)
หรือชื่อการค้า อิเรซ่า (Irressa) นอกจากนนั้ ยงั มียาอื่นๆ เช่น ยาอิมมาตินิบ
(Imatinib) หรือช่ือการค้า กลีเวค (Gleevec) ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งของเนือ้ เย่ือใน
ระบบทางเดินอาหาร (GIST) ท่ีไม่สามารถผ่าตดั ได้และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ชนดิ CML มีกลไกการออกฤทธ์ิที่ยีน BCR-ABL และ c-Kit

10

จากกลไกการออกฤทธ์ิท่ีตวั เซลล์มะเร็งโดยตรง ตามที่กลา่ วข้างต้น ทา
ให้เซลล์มะเร็งตายโดยมีผลกระทบตอ่ เซลล์ปกติของร่างกายน้อยมากจงึ ทาให้
ไมเ่ กิดอาการข้างเคยี งของยาตอ่ เซลล์ปกติ สาหรับอาการข้างเคียงจากยากลมุ่
นีจ้ ะแตกตา่ งจากผลข้างเคยี งของยาเคมีบาบดั ซง่ึ จะกลา่ วตอ่ ไป

รูปท่ี 2 เซลล์มะเร็งและตวั จบั บนผิวเซลล์และในเซลล์

รูปที่ 2 เซลล์มะเร็งและตวั จบั บนผิวเซลล์และในเซลล์

11

เป้ าหมายการรักษาทางยา

เป้ าหมายการรักษาของผ้ปู ่ วยแตล่ ะราย แบง่ เป็น 3 กลมุ่ ดงั นี ้
1. รักษาให้หายขาด มะเร็งบางชนิดแม้มีการแพร่กระจายแล้วแต่มี

การตอบสนองที่ดีมากตอ่ ยาเคมีบาบดั สามารถรักษาหายขาดได้
เชน่ มะเร็งเดก็ มะเร็งลกู อณั ฑะ มะเร็งตอ่ มนา้ เหลืองบางชนดิ
2. การรักษาเสริม เป็ นการให้ยาเสริมกับการรักษาหลักวิธีอื่นๆ
โดยมากมกั เสริมกบั การผา่ ตดั อาจให้ยาก่อนผา่ ตดั หรือหลงั ผา่ ตดั
เชน่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลาไส้
3. รักษาบรรเทาอาการ ในผู้ป่ วยที่เป็ นโรคระยะแพร่กระจาย ซึ่งไม่
สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่ช่วยควบคุมการลุกลาม
บรรเทาอาการและทาให้คณุ ภาพชีวิตผ้ปู ่ วยดีขนึ ้

ดงั นนั้ ผ้ปู ่ วยและสมาชกิ ในครอบครัว ควรรับทราบถึงเป้ าหมายท่ีแพทย์
วางแผนการรักษา และข้อมูลเกี่ยวกับโรคของผ้ปู ่ วย โดยการพดู คยุ กับแพทย์
ผู้ให้การรักษาโดยตรง แพทย์จะพิจารณาแผนการรักษาจากชนิดของมะเร็ง
ระยะของโรค และปัจจยั ท่ีเก่ียวข้องกับผู้ป่ วยแต่ละรายอย่างละเอียด จึงจะ
กาหนดวิธีการรักษา การพูดคยุ กบั แพทย์จะเป็ นการรับฟังคาอธิบายที่ชดั เจน
และซักถามข้ อสงสัยเพื่อให้ ผู้ป่ วยและครอบครัวได้ เข้ าใจและเร่ิมต้ น
เตรียมพร้ อมสาหรับเข้ ารับการรักษาที่ดี

12

คาถามท่คี วรถามแพทย์ก่อนตดั สนิ ใจรักษา

 เป็นมะเร็งของอวยั วะใด อย่ใู นระยะใด
 โรคเป็นมากน้อยเพียงใด
 ถ้าเป็นระยะแพร่กระจาย ไปที่อวยั วะใดบ้าง
 ต้องตรวจพิเศษเพม่ิ เตมิ อะไร ตรวจเพื่ออะไร
 มีวิธีการรักษามะเร็งวธิ ีไหนบ้าง เชน่ ผา่ ตดั รังสี

รักษา หรือยาเคมีบาบดั
 เป้ าหมายการรักษาคืออะไร หวงั ผลหายขาดหรือ

บรรเทาอาการ
 ลาดบั ขนั้ ตอนการให้ยาเคมีบาบดั หรือยาทาร์เก็ต

เป็นอยา่ งไร ให้ก่ีครัง้
 ควรเตรียมตวั อยา่ งไรก่อนเข้ารับการรักษา

13

บทท่ี 2
การเตรียมตัวก่อนรับการรักษาโรคมะเร็ง

กอ่ นรับการรักษาทา่ นจะได้รับคาอธิบายแผนการรักษา จากแพทย์
เฉพาะทางด้านยาเคมีบาบดั และจากพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง เพื่อการ
เตรียมความพร้อมรับยาเคมีบาบดั การจดั สรรเวลา ตลอดจนการดแู ลตนเอง
เพ่ือบรรเทาอาการข้างเคยี งจากยาเคมีบาบดั

การเตรียมสภาพร่ างกาย
ร่ างกายท่ีแข็งแรงและสมบูรณ์จะช่วยให้ ท่านสามารถต่อส้ ูกับความ

เจ็บป่ วย ทนตอ่ อาการข้างเคียงจากการรักษา และช่วยให้ผลตอบสนองต่อ
การรักษาดีขึน้ การให้ยาเคมีบาบดั ในผู้ป่ วยมะเร็งท่ีผอมมากๆ พบว่าได้ผล
ตอบสนองน้ อยกว่าผู้ป่ วยมะเร็งท่ีมีภาวะโภชนาการดี ผู้ป่ วยที่มี ภาวะ
โภชนาการไม่ดีมกั จะได้รับยาเคมีบาบดั ไม่ครบตามที่กาหนด และมีผลกระทบ
ตอ่ ระบบการสร้างเม็ดเลือดชนิดตา่ งๆ ทาให้เม็ดเลือดต่า ดงั นนั้ ท่านควรเตรียม
สภาพร่างกายให้พร้อมท่ีจะรับการรักษาดงั นีค้ อื

1. รับประทานอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอและครบทัง้ 5 หมู่ คือ
แป้ ง เนือ้ สตั ว์ ไขมนั ไข่ นม ผกั และผลไม้

14

2. ดม่ื นา้ สะอาด อยา่ งน้อยวนั ละ 2-3 ลติ ร
3. ดแู ลรักษาความสะอาดของร่างกาย ถ้ามีฟันผุหรืออกั เสบในช่อง

ปาก ควรปรึกษาทนั ตแพทย์ก่อนเร่ิมการรักษา
4. สร้างสขุ นิสยั ในการขบั ถ่ายให้เป็นปกติ
5. พกั ผอ่ นนอนหลบั ให้เพียงพออยา่ งน้อยวนั ละ 6-8 ชวั่ โมง
6. ออกกาลงั กายสม่าเสมอตามความชอบและเหมาะสม
7. กรณีที่มีโรคประจาตวั เชน่ เบาหวาน หรือโรคที่ต้องรับประทานยา

เป็นประจาต้องแจ้งให้แพทย์ผ้รู ักษาทราบ

15

การเตรียมสภาพจติ ใจ

ความเจ็บป่ วยท่ีเกิดขนึ ้ มิได้มีผลกระทบตอ่ ร่างกายเทา่ นนั้ แตม่ ีอิทธิพล
ตอ่ ภาวะจิตใจด้วย ทาให้เกิดความกลวั วิตกกงั วล ความรู้สกึ ไมแ่ น่นอนในชีวิต
และความเครียด หรือที่เรียกว่า จิตตกน่ันเอง!! เมื่อท่านได้รับคาวินิจฉัยว่า
เป็ นมะเร็ง ทา่ นควรมีการเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม เพ่ือต่อส้กู ับโรคและการ
รักษา ด้วยวธิ ีการดงั ตอ่ ไปนี ้

1. ขจดั ความกลวั ความวิตกกงั วลและข้อสงสยั ตา่ งๆ เชน่ กลวั
โรคมะเร็ง กลวั ความเจ็บปวดทกุ ข์ทรมาน กลวั ตาย กลวั เครื่องมือ
และวธิ ีการตรวจวินิจฉัยโรค กลวั อาการแทรกซ้อนท่ีเกิดขนึ ้ กลวั
สถานท่ีภายในโรงพยาบาล รวมทงั้ กลวั บคุ ลากรทางการแพทย์
และพยาบาล ซง่ึ เป็นสิ่งแปลกใหมท่ ่ีผ้ปู ่ วยไมค่ ้นุ เคยและไมเ่ คยทา
ในชีวิตประจาวนั
วิธีการขจดั ความกลวั คอื
 ยอมรับความจริงวา่ ตนเองป่ วยเป็นโรคมะเร็งและต้องรักษา
 สร้ างความค้นุ เคยกับบุคลากร ด้วยการพดู คุย ซักถามข้อ
สงสยั ตา่ งๆจาก แพทย์ พยาบาล

2. เตรียมความพร้อมในครอบครัวและการงาน โดยวางแผนหน้าท่ี
ความรับผดิ ชอบและจดั สรรเวลาเรื่องงานให้เหมาะสมในระหวา่ ง
รับการรักษา เชน่
 หาผ้ดู แู ลบตุ ร

16

 ขอลาหยดุ งานหรือจดั สรรปริมาณงานให้สอดคล้องกบั
หมายกาหนดการรักษา

3. ทาจติ ใจให้ผอ่ งใส พร้อมตอ่ ส้กู บั ความเครียด ความวิตกกงั วล
4. เช่ือมน่ั และไว้วางใจในการดแู ลรักษาของแพทย์ เพราะการรักษา

ทุกขัน้ ตอนได้ผ่านการพิจารณาท่ีเหมาะสมและรอบคอบตาม
มาตรฐานการรักษาจากคณะแพทย์ผ้เู ชี่ยวชาญ
5. มีทศั นคตทิ ี่ดีและมองโลกในแง่บวก
 มองความเจ็บป่ วยที่เกิดกบั ทา่ นเป็นไปตามกระบวนการของ

ชีวติ ตามธรรมชาติ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย
 คิดว่าการเจ็บป่ วยและความทุกข์ “มันเป็ นเช่นนัน้ เอง!!”

ตามท่ีศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี กล่าวไว้ว่า “ไม่
มีทุกข์ใดท่ีมนุษย์ทนไม่ได้ และทุกข์นัน้ จะไม่อยู่กับเรา
ตลอดไป”
 พร้อมที่จะเผชญิ และปรับตวั ตอ่ ความเจ็บป่ วยได้อย่างราบร่ืน
และมีความสขุ
6. ในวนั มารับยา ควรทาจิตใจให้เบกิ บาน สดช่ืน โดยเช่ือว่า ยาเคมี
บาบดั ชว่ ยให้โรคมะเร็งหาย ชว่ ยบรรเทาอาการกาเริบของโรคได้
7. ท่านสามารถทากิจกรรมตา่ งๆได้ปกติตามกาลงั ท่ีท่านมี ไม่ควร
คดิ วา่ ยากอ่ ให้เกิดความทกุ ข์ทรมาน และนา่ เบือ่ หนา่ ย
8. อย่าปล่อยเวลาให้ว่าง ควรแสวงหากิจกรรมที่ท่านชื่นชอบ หรือ
งานอดเิ รกทา เพ่ือให้เกิดความสุข ความเพลิดเพลิน และเป็ นการ
ผ่อนคลายความวิตกกังวล เช่น ฟังเพลง ร้องเพลง ดโู ทรทศั น์

17

อา่ นหนงั สือ ไปเที่ยวตามสถานที่ท่ีท่านชื่นชอบ หรือเย็บปักถัก
ร้อย เป็นต้น
9. สนทนาปรับทกุ ข์กบั คนในครอบครัว เพื่อนสนิทหรือบคุ คลท่ีทา่ น
รู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมและไว้วางใจ หรือเพื่อนผู้ป่ วยโรคเดียวกัน
เพ่ือท่านจะได้เรียนรู้วิธีการปรับตวั ในการเผชิญกับโรคและการ
รักษาท่ีคล้ายคลงึ กบั ทา่ น และชว่ ยสนบั สนนุ สง่ เสริม เป็ นกาลงั ใจ
ให้ทา่ นในการตอ่ ส้กู บั การเจ็บป่ วยและการรักษา
10. เสาะแสวงหาวธิ ีการท่ีจะชว่ ยให้จิตใจทา่ นสงบ เชน่ นง่ั สมาธิ สวด
มนต์ สร้ างมโนภาพ จินตนาการทางบวก กาหนดจังหวะลม
หายใจ เป็นต้น

ถ้าท่านรู้สึกไม่สบายใจเก่ียวกับโรคและการดูแลรักษา
จงอย่ารีรอท่จี ะซักถามข้อสงสัย ระบายความคับข้องใจ

ความกลัว ความวติ กกังวลต่าง ๆ
กับ

ทีมแพทย์และพยาบาล
ทุกคนยนิ ดีท่จี ะรับฟังและให้ความช่วยเหลือท่านเสมอ
ท่านเป็ นผู้หน่ึงท่มี ีส่วนสาคัญในการร่วมตัดสินใจ แสดงความเหน็ เลือก

วิธีการรักษาท่ีเหมาะสมกับตัวท่านมากท่สี ุด
การระบายความคับข้องใจจะช่วยให้ท่านลดความตงึ เครียดลงได้

18

บทท่ี 3
เม่ือเร่ิมสู่ขบวนการรักษา และประเมินผลการรักษา

เม่ือเริ่มเข้าสู่ขบวนการรักษาทางยา ซึ่งใช้เวลารักษาอย่างต่อเน่ือง
แพทย์ผ้ใู ห้การรักษาจะเป็ นผ้กู าหนดแผนการรักษาและสตู รยาที่ดีท่ีสดุ สาหรับ
ทา่ น

สูตรยาเคมีบาบัด

สตู รยาที่ใช้ในการรักษา ระยะเวลาและความถ่ีของการให้ยาเคมีบาบดั
เกิดจากการศกึ ษาค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมลู การวิจยั ในห้องทดลอง จนถึง
ขบวนการวิจัยในมนุษย์ งานวิจัยทาให้ทราบข้อมูลการพยากรณ์โรค การ
ตอบสนองของยาสตู รนนั้ ๆ ผลข้างเคียงท่ีเกิดขนึ ้ และวิธีการจดั การผลข้างเคียง
ตา่ งๆ ท้ายสดุ ก็จะได้แนวทางการรักษามะเร็งแตล่ ะชนดิ ของโรคมะเร็ง

นอกจากผลของงานวจิ ยั แล้วการเลือกสตู รยารักษายงั ขนึ ้ กบั ปัจจยั
สภาพร่างกายทวั่ ไปของผ้ปู ่ วย ผลตรวจเลือด วิเคราะห์การทางานของตบั ไต
ภาวะโภชนาการ โรคประจาตวั อื่นๆ รวมถงึ ประเมินคา่ ใช้จา่ ยในการรักษา

ระยะเวลาในการรักษา

โดยสว่ นใหญ่การรับยาเคมีบาบดั จะฉีดทกุ 1, 2, 3 สปั ดาห์หรือทกุ
เดือน จนกวา่ จะควบคมุ การเจริญเตบิ โตของเซลล์มะเร็งได้ ทาให้ทา่ นปลอดโรค

19

หรือควบคมุ อาการของโรคให้สงบ หากมีเหตจุ าเป็ นท่ีจะต้องเลื่อนระยะเวลา
การให้ยาควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนทุกครัง้ เพราะการได้ยาไม่ครบหรือ
ระยะเวลาไมต่ รงกาหนดจะกอ่ ให้เกิดผลเสียตอ่ การรักษา

วิธีการบริหารยาเคมีบาบัด

มีหลายวธิ ี เชน่ รับประทานทางปาก ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดา หลอด
เลือดแดง ทางไขสนั หลงั เป็ นต้น ทา่ นควรปฏิบตั ติ วั ตามคาแนะนาท่ีถกู ต้องใน
แตล่ ะวธิ ี ดงั นี ้

1. การรับประทานยาชนิดเม็ด
การรับประทานยาเม็ดทางปาก หรือทางสายอาหาร เมื่อกลืนยาลงไป
ยาจะถูกดดู ซึมในรูปของสารละลายเข้าส่กู ระแสเลือดทางเย่ือบผุ นงั กระเพาะ
อาหาร และเย่ือบผุ นงั ลาไส้เล็ก ดงั นนั้ ยาจึงผสมกบั นา้ ยอ่ ย แร่ธาตุ หรืออาหาร
ท่ีรับประทานเข้าไปในกระเพาะอาหาร ซ่ึงยาบางชนิดเมื่อผสมกับสารอาหาร
ผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็ นกรดหรือดา่ งจะทาให้คุณสมบตั ิของยาเม็ดเคมีบาบดั ลดลง
หรือเพิ่มมากขึน้ ดงั นนั้ จึงต้องมีข้อมูลวิธีรับประทานยาท่ีชดั เจน เช่น ห้าม
รับประทานยากับผลไม้ที่มีฤทธ์ิเพ่ิมความเป็ นกรด ด่าง ยาบางชนิดต้อง
รับประทานพร้ อมอาหารหรือหลงั รับประทานอาหารทันที ยาบางชนิดต้อง
รับประทานเม่ือท้องว่าง ก่อนอาหาร 1 ชวั่ โมง หรือหลงั อาหาร 2 ชวั่ โมง หรือ
ก่อนนอน เป็นต้น

20

ปัญหาที่พบได้บอ่ ยในการรับประทานยาเม็ด ก็คือ การลืมรับประทาน
ยา และการรับประทานยาไมถ่ กู วธิ ี หลกั การท่ีถกู ต้องดงั นี ้

1. รับประทานยา ในเวลาเดมิ ทกุ วนั
2. ควรล้างมือให้สะอาด กอ่ นและหลงั หยิบยารับประทาน
3. ขนาดและจานวนเม็ดยาที่ผู้ป่ วยแต่ละคนจะได้รับไม่เท่ากัน
แพทย์จะเป็ นผ้คู านวณขนาดยาให้เหมาะสม ดงั นนั้ ควรใช้ยาตามคาสงั่ แพทย์
หรือตามวิธีใช้ท่ีระบบุ นฉลากยาอยา่ งเคร่งครัด ห้ามเพิ่ม ลดขนาดยา หรือหยดุ
รับประทานยาเอง โดยไมไ่ ด้รับคาสงั่ จากแพทย์
4. ถ้าเป็ นยาที่ต้องรับประทานเม่ือท้องว่าง ให้รับประทาน 1 ชว่ั โมง
กอ่ นรับประทานอาหาร หรือหลงั รับประทานอาหาร 2 ชว่ั โมง หรือกอ่ นนอน
5. ถ้าเป็ นยาท่ีต้องรับประทานหลงั อาหาร ให้รับประทานยาภายใน
30 นาที หลงั รับประทานอาหาร
6. ให้กลืนเมด็ ยาทงั้ เมด็ ห้ามหกั บด หรือ เคยี ้ วเม็ดยา
7. หากหลงั รับประทานยา ไม่เกิน 30 นาทีแล้วมีอาการอาเจียน โดย
พบว่ามียาปนออกมากับอาเจียนด้วย ให้รับประทานยาซา้ ในขนาดเดิม แต่ถ้า
อาเจียนหลงั จากรับประทานยาไปแล้ว มากกวา่ 30 นาที และไม่พบวา่ มีเม็ดยา
ปนออกมากบั อาเจียนด้วยห้ามรับประทานยาเพิม่ หรือซา้ เอง
8. หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทนั ทีท่ีนึกขนึ ้ ได้ แตถ่ ้าเวลาที่
นกึ ขนึ ้ ได้เลยจากเวลาเดมิ ท่ีเคยรับประทานมากกว่า 6 ชวั่ โมงไปแล้ว ให้เว้นการ
รับประทานยามือ้ ที่ลืมนนั้ ไป และให้เร่ิมรับประทานยามือ้ ตอ่ ไปตามเวลาเดมิ

21

9. วิธีการป้ องกันการลืมรับประทานยา อาจใช้มาตรการหลายๆวิธี
เชน่

 จดั ยาใส่ภาชนะ หรือตลบั ยา แยกเป็ นแต่ละมือ้ ๆตามเวลา และ
จดั ให้ครบในหนง่ึ สปั ดาห์

 ตัง้ นาฬิกาปลุก โทรศัพท์มือถือ ให้ เตือนเม่ือถึงเวลาต้ อง
รับประทานยามือ้ นนั้ ๆ

 จดั หาปฏิทินรายเดือน ระบวุ นั ที่ต้องรับประทานยา และวนั ท่ีต้อง
หยดุ พกั รับประทานยาตามแพทย์สง่ั

 จดั หาสมดุ บนั ทกึ จดวธิ ีการรับประทานยาและปัญหาท่ีพบ

 ให้ญาตหิ รือผ้ดู แู ลคอยเตอื น จดั ยาให้ หากผ้ปู ่ วยไมส่ ามารถจดั ยา
รับประทานเองได้

10. การเก็บรักษายา ควรเก็บยาตามที่ระบุไว้บนฉลากยา หลีกเล่ียง
การเก็บยาในท่ีท่ีมีแสงแดดจดั เชน่ ในรถยนต์ หรือที่ที่มีความชืน้ สงู ควรเก็บใน
ภาชนะบรรจเุ ดมิ ไมค่ วรแกะออกจากแผงยา และควรเก็บให้พ้นมือเดก็

รูปที่ 3 บนั ทกึ วธิ ีรับประทานยาในปฏิทนิ รายเดือน

22

2. ยาเคมีบาบัด และยาทาร์เก็ต ชนิดฉีด

รูปที่ 4 การบริหารยาทางหลอดเลือดดา
ยาฉีดเข้าสรู่ ่างกาย ได้หลายทาง ดงั นี ้
2.1 ฉีดยาเข้ากล้ามเนือ้ บริเวณต้นแขน สะโพก วิธีนีเ้ หมาะสาหรับ
ต้องการให้ยาเคมีบาบดั ดดู ซมึ เข้าสกู่ ระแสเลือดอยา่ งช้าๆ
2.2 ฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดา อาจจะฉีดยาเข้าหลอดเลือดโดยตรง
หรือผสมกบั สารละลาย แล้วคอ่ ยๆ หยดเข้าทางหลอดเลือดดา วิธีนีเ้ มื่อยาฉีด
เข้าหลอดเลือดดาจะเข้าสกู่ ระแสเลือดโดยตรง และออกฤทธ์ิทางานได้ทนั ที

23

2.3 ฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดแดง โดยใส่สายเข้าไปทางหลอดเลือด
แดงที่ไปเลีย้ งก้ อนมะเร็งแล้ วฉีดยาเข้ าไปทางสายนัน้ เพื่อให้ ยาเข้ าถึง
ก้อนมะเร็งโดยตรง

2.4 ฉีดยาเข้าชนั้ ใต้ผวิ หนงั เพื่อให้ดดู ซมึ เข้าสกู่ ระแสเลือดอยา่ งช้าๆ
2.5 ฉีดยาเข้าไปในช่องว่างของร่างกาย เช่น ในโพรงสมอง ช่องปอด
ชอ่ งท้อง หรือกระเพาะปัสสาวะท่ีมีเซลล์มะเร็งอยู่
2.6 ฉีดยาเข้าทางไขสนั หลงั โดยการเจาะผา่ นทางกระดกู ไขสนั หลงั
ซ่งึ มีนา้ ไขสนั หลงั เชื่อมตอ่ ถึงสว่ นสมอง การฉีดยาเข้าทางไขสนั หลงั เพ่ือให้ยา
เข้าสเู่ ย่ือห้มุ สมองได้โดยตรง

การปฏิบัตติ วั ขณะได้รับยาเคมีบาบัด

การให้ยาเคมีบาบดั จะแบง่ ประเภทผ้ปู ่ วยเป็น 2 ประเภท คือ
1. ให้ยาแบบไปเช้า – เย็นกลบั โดยจะให้ที่หนว่ ยบาบดั ระยะสนั้
2. ให้ยาแบบนอนในโรงพยาบาล

ก่อนได้รับยาเคมีบาบัด

ทา่ นควรปฏิบตั ติ วั ดงั นี ้
1. สอบถามข้อมลู เก่ียวกบั ชนิดของยาเคมีบาบดั ผลข้างเคียงของยา

เคมีบาบัด และการจัดการกับผลข้ างเคียงที่จะเกิดขึน้ เพื่อ
วางแผนร่วมกบั แพทย์ในการดแู ลตนเอง
2. รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก และฟัน

24

3. ในคืนก่อนมารับยาเคมีบาบัด ท่านควรพักผ่อนให้ เพียงพอ
รับประทานยานอนหลบั ตามแพทย์สง่ั ทาจิตใจให้สบาย ไมเ่ ครียด

4. เช้าวันท่ีมาพบแพทย์ ขอให้ท่านเจาะเลือด ตามใบคาสั่งของ
แพทย์ เพื่อดคู วามสมบูรณ์และปริมาณของเม็ดเลือดชนิดต่างๆ
การเจาะเลือดแตล่ ะครัง้ อาจไม่จาเป็ นต้องงดอาหารมาก่อน ท่าน
ควรดจู ากใบเจาะเลือดวา่ มีระบใุ ห้งดอาหารและเครื่องดมื่ หรือไม่

5. ท่านสามารถรับประทานอาหาร และดื่มนา้ ได้ตามปกติ โดย
อาจจะเลือกรับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก
หรือ แกงจืด

6. ก่อนเข้าพบแพทย์ ขอให้ท่านวัดอุณหภูมิร่างกาย และ ความดนั
โลหิต เพ่ือใช้เป็ นข้อมูลประเมินความพร้ อมของร่างกายว่าท่าน
สามารถให้ยาได้หรือไม่

เตรียมพร้อมออกจากบ้าน ได้พบหมอ พยาบาลท่ีโรงพยาบาล

25

ขณะได้รับยาเคมีบาบัด

ทา่ นควรปฏิบตั ติ วั ดงั นี ้
1. ในบางสตู รของการให้ยาเคมีบาบดั โดยเฉพาะ 5FU ทา่ นจะได้รับ

คาแนะนาให้อมนา้ แข็งประมาณ 15 นาทีก่อนการให้ยา และ
ตลอดระยะเวลาของการให้ยา เพ่ือลดผลข้างเคียงของยา ที่ทาให้
เกิดอาการอกั เสบในชอ่ งปาก
2. ระมัดระวังในการเคลื่อนไหว บริเวณที่แทงเข็มให้ยา ปกติแล้ว
พยาบาลจะเลือกบริเวณของร่างกายท่ีแทงเข็มเข้าง่าย เข็มไม่
เลื่อนหลุดง่าย เห็นง่าย เช่น บริเวณหลังมือ หรือ แขน แต่ใน
ขณะเดยี วกนั ผ้ปู ่ วยก็ต้องระมดั ระวงั เม่ือขยบั ร่างกายด้วยเชน่ กนั
3. ระหวา่ งการให้ยา หากทา่ นมีอาการผิดปกติดงั ตอ่ ไปนี ้ต้องรีบแจ้ง
ให้เจ้าหน้าที่ทราบ
1. มีอาการแนน่ หน้าอก หายใจไมอ่ ม่ิ หน้ามืด ใจสน่ั
2. มีอาการ ปวด แสบ บวม แดง มีนา้ ซมึ บริเวณที่ให้ยา เพราะ

อาจจะมีการร่ัวของยาออกนอกหลอดเลือด ซึ่งจะทาให้เกิด
การทาลายของเนือ้ เยื่อในบริเวณท่ีสัมผสั ยา โดยเฉพาะยา
กลมุ่ Anthracyclines ได้แก่ Doxorubicin และ Epirubicin
และยา กลมุ่ Vinca alkaloid ได้แก่ Viscristin, Vinblastine
และ Vinorelbine ที่จะทาลายเนือ้ เย่ือมากและเกิดขึน้ อยา่ ง
รวดเร็ว

26

หลังได้รับยาเคมีบาบัด

ทา่ นควรปฏิบตั ติ วั ดงั นี ้
1. ท่านสามารถมีกิจวตั รประจาวนั ไปทางานได้ตามปกติ ออกกาลงั

กายได้พอควร ทงั้ นีข้ ึน้ อย่กู ับสตู รยาและความแข็งแรงของผ้ปู ่ วย
แต่ละราย หากท่านมีอาการอ่อนเพลีย ท่านควรนอนพักฟื ้น
ภายหลงั ได้รับยาเคมีบาบดั 1 - 2 วนั ท่ีบ้าน
2. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารท่ีมี
โอกาสทาให้ท่านท้องเสียได้ง่าย เช่น อาหารค้าง ขนมจีน ส้มตา
หรือยาตา่ งๆ
3. ควรงดการรับประทานผักสด ผลไม้เปลือกบาง เช่น องุ่น ชมพู่
และผลไม้ท่ีไม่มีเปลือก เช่น สตอร์เบอรี่ โดยเฉพาะในชว่ ง 14 วนั
แรก หลงั ได้รับยาเคมีบาบดั
4. หลีกเล่ียงการไปในท่ีแออดั ท่ีมีคนมากๆ เช่น ตลาด โรงภาพยนตร์
ศนู ย์การค้า หากจาเป็ นควรสวมหน้ากากอนามยั เพื่อป้ องกนั การ
ตดิ เชือ้ ไมค่ วรใกล้ชดิ กบั คนท่ีไมส่ บาย เดก็ ท่ีป่ วย เน่ืองจากทา่ นมี
โอกาสติดเชือ้ ได้ง่ายกว่าปกติ หากจาเป็ นควรสวมหน้ากาก
อนามยั ด้วยเชน่ กนั
5. ควรสังเกตจดบนั ทึกอาการข้างเคียงที่เกิดขึน้ ถ้าท่านมีอาการ
ผดิ ปกตดิ งั ตอ่ ไปนี ้ ทา่ นควรมาพบแพทย์ก่อนนดั
 มีไข้สงู เกิน 38 องศาเซลเซียส
 ท้องเสีย หรือ ท้องผกู อยา่ งรุนแรง

27

 ปวดมาก
 หายใจลาบาก
 คล่ืนไส้ อาเจียน อยา่ งรุนแรง

การประเมินผลการรักษา

เมื่อให้ยาเคมีบาบดั หรือยาทาร์เก็ต แพทย์จะประเมินผลการรักษาเป็ น
ระยะๆ ภายหลังครบการรักษา 2-3 รอบการรักษาหรือ 2-3 เดือน วิธีการ
ประเมินการตอบสนองของโรคมะเร็ง โดยการเปรียบเทียบก่อนการรักษาและ
ภายหลงั จากการรักษา

วิธีการประเมินผลการรักษา มีดงั นี ้
1. การถ่ายภาพเอกซเรย์ หรือ คอมพิวเตอร์ โดยการวดั ผลขนาดของ

ก้อน ถ้ามีการตอบสนองก้อนจะเล็กลง อยา่ งไรก็ตามแม้ว่าก้อนไม่
เล็กลงแตไ่ ม่โตขนึ ้ หรือก้อนเท่าเดิม แตค่ วามหนาแน่นเนือ้ ก้อนดู
จางลง แสดงวา่ การรักษานนั้ ได้ผลตอบสนองที่ดี
2. ประเมินจากอาการตา่ งๆ เช่น เหนื่อยน้อยลง แผลแห้งลง ไมป่ วด
ไมไ่ อ
3. ผลการตรวจเลือด ดปู ริมาณเซลล์มะเร็ง เช่น การเจาะค่า CEA
ในมะเร็งลาไส้ใหญ่ คา่ PSA ในมะเร็งตอ่ มลกู หมาก อย่างไรก็
ตามแม้ค่าท่ีสูงขึน้ อาจไม่จาเพาะในผู้ป่ วยมะเร็งทุกคน ต้องใช้
หลกั ฐานการประเมนิ อื่นๆร่วมด้วย

28

4. การเจาะกระดกู ไขสนั หลงั ดปู ริมาณเซลล์เม็ดเลือดในมะเร็งโรค
เลือด

การมาตรวจตามนัด ตดิ ตามเฝ้ าระวังโรค
เมื่อครบการรักษาแพทย์จะนัดหมายเฝ้ าติดตามการดาเนินของโรค

อย่างต่อเน่ืองเป็ นระยะๆ ถ้าตรวจพบว่าอาการของโรคกลับเป็ นซา้ ท่านอาจ
ได้รับการรักษาใหม่อีกครัง้ ดงั นนั้ จึงจาเป็ นอย่างย่ิงที่ท่านต้องมาตรวจอย่าง
สม่าเสมอตามการนดั หมายของแพทย์

29

บทท่ี 4
การจดั การกับผลข้างเคียงของยาเคมีบาบดั และยาทาร์เกต็

การดูแลตนเองท่ีดีเม่ือได้รับยาเคมีบาบัดเป็ นสิ่งสาคัญที่จะช่วยให้
ผ้ปู ่ วยรับมือกบั ผลข้างเคียงตา่ งๆจากโรคและการรักษา ผู้ป่ วยท่ีปฏิบตั ิตวั ได้
ถกู ต้องและมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์จะทาให้เกิดผลข้างเคียงน้อยหรือแม้มี
อาการข้างเคียงก็จะยังคงดาเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซ่ึงอาการ
ข้างเคียงต่างๆท่ีเกิดขึน้ นีจ้ ะเกิดเพียงชวั่ คราวและจะดีขึน้ ในระหว่างรอบการ
รักษา หรือ เม่ือหยดุ ยาอาการตา่ งๆ จะคอ่ ยๆลดลงและหายไปในที่สดุ

ผลข้างเคียงท่ีกล่าวทงั้ หมดนี ้ ไม่ได้เกิดกับผู้ป่ วยทกุ ราย อาจเกิดกับ
ท่านเพียงบางอาการเท่านนั้ ผลข้างเคียงและวิธีการบรรเทาอาการข้างเคียง
ตา่ งๆ มีดงั นี ้

ผลต่อไขกระดูก
me.sh

ไขกระดกู มีหน้าที่ผลติ เซลล์เม็ดเลือด ประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ด
เลือดขาว เกล็ดเลือด ยาเคมีบาบดั มีผลตอ่ เซลล์ไขกระดกู ทาให้การสร้างเม็ด
เลือดทกุ ชนิดในร่างกายน้อยลง ดงั นนั้ แพทย์จงึ ต้องสงั่ ตรวจเลือดทกุ ครัง้ ก่อนให้
ยาเคมีบาบดั เรียกวา่ ตรวจ CBC (Complete blood count) การตรวจเลือด
ทกุ ครัง้ ไม่จาเป็ นต้องงดนา้ หรืออาหาร เพราะเลือดที่เจาะตรวจจะแสดงผลของ

30

จานวนเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ไม่เก่ียวข้องกับการหา
ปริมาณนา้ ตาลหรือไขมนั ในกระแสเลือด โดยท่ัวไปท่านจะต้องตรวจเลือด
เพ่ือดูความสมบูรณ์และจานวนเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ก่อนเข้าพบแพทย์
เพ่ือรับยาเคมีบาบัดทุกครั้ง แต่ก็มียาเคมีบางชนิดท่ีไม่มีผลกระทบต่อการ
สร้างเมด็ เลือด เชน่ ยาวนิ คริสติน (Vincristine) รวมถึงยาทาร์เก็ตสว่ นใหญ่ไม่มี
ผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือด ดงั้ นนั้ ท่านอาจไม่ต้องเจาะเลือด ทงั้ นีข้ ึน้ กับ
การพจิ ารณาของแพทย์ผ้ใู นการรักษา

ภูมติ ้านทางโรคต่า เน่ืองจากเม็ดเลือดขาวต่า

เมด็ เลือดขาวต่าจะมีผลอย่างไร ?
หน้าท่ีของเมด็ เลือดขาว คือ การตอ่ ส้กู บั เชือ้ โรคที่เข้าส่รู ่างกาย ปกติไข

กระดกู จะสร้างเม็ดเลือดขาวให้มีเพียงพออย่เู สมอ แต่เม่ือได้รับยาเคมีบาบดั
ไขกระดกู จะถกู ทาลาย ทาให้สร้างเม็ดเลือดขาวลดลง ท่านจึงเสี่ยงตอ่ การติด
เชือ้ ได้ง่ายกว่าคนปกติ (ภาวะเม็ดเลือดขาวต่า เกิดได้เร็วกว่าภาวะซีด และ
ภาวะเกล็ดเลือดต่า เนื่องจากเม็ดเลือดขาวมีอายุสัน้ กว่าเม็ดเลือดแดงและ
เกล็ดเลือด)

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่าจะเริ่มเกิดประมาณ 2 - 3 วนั หลงั ได้รับยาเคมี
บาบดั และจะตา่ มากที่สดุ ในวนั ท่ี 10 – 14 หลงั จากนนั้ ร่างกายจะมีการปรับตวั
โดยการสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มขนึ ้ จนเม็ดเลือดขาวกลบั สภู่ าวะปกติประมาณ
ภายใน 21 - 28 วนั หลงั ได้รับยาเคมีบาบดั

31

ท่านจะทราบได้อย่างไรว่ามีการตดิ เชือ้ ?
อาการแสดงของการตดิ เชือ้ มีได้หลายรูปแบบ ทา่ นควรสงั เกตและหมน่ั

ตรวจร่างกายอยา่ งสม่าเสมอด้วยวธิ ีการงา่ ยๆ ดงั นีค้ อื
1. ชอ่ งปากและลาคอ จะมีอาการเจ็บปาก มีแผล และมีกลิ่นปาก

หรือเจ็บคอ กลืนลาบาก ควรสงั เกตดวู ่ามีฝ้ าขาวในปากหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่า
ตดิ เชือ้ รา ฉะนนั้ ควรบ้วนปากด้วยนา้ เกลืออย่างสม่าเสมอ และด่ืมนา้ มากๆ ใช้
แปรงสีฟันที่ออ่ นนมุ่

2. โพรงจมกู อกั เสบ จะมีอาการนา้ มกู ไหลร่วมกบั เจ็บคอ และปวด
ศีรษะ ให้สังเกตสีของนา้ มูก ถ้าสีเขียวหรือสีเหลือง แสดงว่ามีการติดเชือ้
เกิดขนึ ้

3. ผิวหนงั เมื่อมีการตดิ เชือ้ จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อน หรือเป็ น
หนอง ถ้ามีแผลอกั เสบ ต้องทาความสะอาดอย่างถูกวิธี ควรตดั เล็บมือเล็บเท้า
ให้สนั้ ไว้เสมอ

4. ปอด ถ้ามีอาการไอ มีเสมหะ ให้สงั เกตดสู ีของเสมหะ ถ้ามีไข้
หนาวสน่ั หายใจเร็ว หอบเหน่ือยร่วมด้วย ให้รีบมาพบแพทย์

5. ทางเดินปัสสาวะ ถ้ามีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ สีปัสสาวะ
เข้ม ขนุ่ หรือมีไข้ร่วมด้วย ให้รีบปรึกษาแพทย์

6. ทวารหนกั ให้สงั เกตวา่ มีแผล ริดสีดวงโป่ ง แตก เจ็บปวด หรือคนั
บ้างหรือไม่ ถ้ามีจะต้องปรึกษาแพทย์

หากทา่ นสงสยั วา่ มีการตดิ เชือ้ มีไข้ ให้ใช้ปรอทวดั อณุ หภูมิของร่างกาย
ถ้าสูงเกิน 38 องศาเซลเซีลส ให้ท่านรีบไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน เจาะเลือด
ตรวจดรู ะดบั เมด็ เลือด เพื่อให้การรักษาท่ีเหมาะสมตอ่ ไป

32

ท่านจะป้ องกันการตดิ เชือ้ ได้อย่างไร
การรักษาความสะอาดของร่างกายและส่ิงแวดล้อมเป็ นสิ่งสาคญั ใน

การป้ องกันการติดเชือ้ วิธีการง่ายๆ ซึ่งท่านสามารถกระทาได้ด้วยตนเอง
ดงั นีค้ อื

 ล้างมือบอ่ ย ๆ ทกุ ครัง้ ก่อนรับประทานอาหาร และหลงั เข้าห้องนา้
 รับประทานอาหารสกุ สะอาด ที่มีประโยชน์ให้พลงั งานและโปรตีน
สงู เพ่ือชว่ ยกระต้นุ การสร้างเมด็ เลือด เชน่ เนือ้ สตั ว์ ไขข่ าว นม
 ทาความสะอาดปากและฟั นด้ วยการบ้ วนปากบ่อยๆ หลัง
รับประทานอาหารทกุ ครัง้
 ดม่ื นา้ ต้มสกุ สะอาดมากๆ อยา่ งน้อยวนั ละ 8 – 10 แก้ว
 รักษาผิวหนงั ให้ชมุ่ ชื่นอย่เู สมอ เพื่อป้ องกนั ผิวหนงั แห้ง และมีรอย
แตก โดยทาครีมบารุงผวิ ไมค่ วรกดหรือบีบหวั สิว
 หลีกเลี่ยงการอย่ใู กล้ชิดกบั คนเป็ นหวดั มีไข้ ไมส่ บาย คนเป็ นโรค
ตดิ เชือ้ วณั โรค อีสกุ อีใส หลีกเล่ียงการเลน่ และสมั ผสั กบั สตั ว์เลีย้ ง
 สวมหน้ากากอนามยั เม่ือต้องไปในที่ชมุ ชนแออดั

33

 หลีกเล่ียงการอยู่ในท่ีชมุ ชนและแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรง
ภาพยนตร์ ตลาด ควรอยใู่ นท่ีมีอากาศถ่ายเทสะดวก ไมอ่ บั ชืน้

 หลงั ถ่ายปัสสาวะและอจุ จาระควรชาระล้างอวยั วะเพศและทวาร
หนกั ให้สะอาดอย่เู สมอ ด้วยสบอู่ ่อนๆ และเช็ดให้แห้งอยเู่ สมอ สาหรับผ้หู ญิง
ให้เช็ดจากด้านหน้าไปหลงั ถ้ามีแผลหรือริดสีดวงให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการ
รักษาทนั ที

 ในกรณีท่ีมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ามากๆ ท่านมีความเส่ียงต่อการ
ติดเชือ้ สงู แพทย์อาจพิจารณาให้ยากระต้นุ การสร้างเม็ดเลือดขาว โดยการฉีด
ยาเข้าชนั้ ใต้ผวิ หนงั ซง่ึ แพทย์จะพจิ ารณาให้เป็นรายๆไป

โปรดอย่าน่ิงนอนใจ ถ้าท่านสงสยั ว่ามีการติดเชือ้ และมีไข้สูงตงั้ แต่
38 องศาเซลเซียส ขึน้ ไป ต้องรีบมาโรงพยาบาล เพื่อให้การรักษาท่ี
เหมาะสมตอ่ ไป

ซีด โลหติ จาง เน่ืองจากเม็ดเลือดแดงต่า

เม็ดเลือดแดงต่าจะมีผลอย่างไร ?
เม็ดเลือดแดง มีหน้าท่ีนาออกซิเจนและอาหารไปเลีย้ งทวั่ ร่างกาย ให้

ร่างกายได้รับพลงั งานเพียงพอ มีกาลงั ไม่เหนื่อยง่าย ถ้าท่านมีภาวะเม็ดเลือด
แดงต่าจะทาให้ร่างกายขาดออกซิเจน ดงั นนั้ หวั ใจต้องทางานหนกั ขึน้ เพ่ือปัม้
เลือดที่มีออกซเิ จนไปเลีย้ งเซลล์ตา่ งๆให้เพียงพอ

34

เม็ดเลือดแดงต่าจะทาให้เกิดอาการซีดที่ริมฝี ปาก เล็บมือ เล็บเท้า
ผวิ หนงั ทาให้รู้สกึ เหนื่อยล้า เวียนศีรษะ หายใจสนั้ ตนื ้ หน้ามืด เป็นลมง่าย

เม่ือซีดหรือเลือดจาง ท่านควรดูแลตนเองอย่างไร ?
 ควรรับประทานอาหารท่ีให้พลังงานและโปรตีนเพียงพอ เช่น

เนือ้ สตั ว์ นม ไขข่ าว ตบั ผกั ใบเขียวเข้ม เชน่ ผกั คะน้า
 รับประทานวิตามินท่ีมีส่วนประกอบของธาตุเหล็กและวิตามิน

ตามแพทย์สงั่
 เวลาลกุ นงั่ นอน หรือ ยืนควรทากิจกรรมช้า ๆ ไมเ่ ร่งรีบ เพราะอาจ

ทาให้หน้ามืดได้
 นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวนั ละ 8 ชว่ั โมง และควรหา

เวลาพกั ผอ่ นนอน 30-60 นาทีในชว่ งกลางวนั
 ออกกาลงั กายเบาๆ ใช้เวลาไม่นานมาก ช่วงสนั้ ๆ แต่สามารถทา

ได้บอ่ ยครัง้
 ไมค่ วรทางานหนกั หรือออกแรงมากเกินจาเป็น
 ท่านอาจต้องการความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว หรือคน

ใกล้ชดิ ในการชว่ ยทากิจกรรมบางอยา่ งที่ต้องออกแรงมากๆ
 เม่ือรู้สึกอ่อนเพลีย อยา่ ขบั รถยนต์ จกั รยานยนต์ หรือยานพาหนะ

อื่นๆ
 สวมเสือ้ ผ้าที่ทาให้ร่างกายอบอนุ่ เพราะถ้าซีด จะรู้สกึ หนาวง่าย
 ถ้าซีดมากๆ แพทย์อาจพิจารณาให้เลือดหรือยากระต้นุ การสร้าง

เมด็ เลือดแดง

35

ภาวะเลือดออกง่าย เน่ืองจากเกล็ดเลือดต่า

เกล็ดเลือดต่า มีผลอย่างไร ?
เกล็ดเลือด มีหน้าที่ทาให้เลือดแข็งตวั ยาเคมีบาบดั ที่มีผลกระทบตอ่ ไข

กระดกู จะสง่ ผลให้การสร้างเกลด็ เลือดน้อยลงด้วย เมื่อเกล็ดเลือดน้อยลงทาให้
ทา่ นเส่ียงที่จะมีเลือดออกงา่ ย หยดุ ยากแม้จะถกู กระแทกเพียงเบาๆ

ทราบได้อย่างไรว่าเกลด็ เลือดต่า ?
1. พบจดุ จา้ เลือดเลก็ ๆ ใต้ผิวหนงั อาจมีจดุ จา้ เลือดตามตวั ได้งา่ ย
2. เวลาบ้วนเสมหะจะมีเลือดปน หรือมีเลือดกาเดาออก
3. ผ้หู ญิง จะมีประจาเดือนมาก และนานกวา่ ปกติ
4. มีเลือดปนมากบั ปัสสาวะ หรือ อจุ จาระ
5. การมองเห็นผิดปกติ สายตาพร่ามวั อาจปวดหวั อย่างรุนแรงใน
กรณีท่ีมีเลือดออกในสมอง

ท่านจะป้ องกันเลือดออกง่ายได้อย่างไร ?
 หลีกเล่ียงกิจกรรมที่ทาให้ร่างกายกระทบกระแทก หรือหกล้ม
 แปรงฟันด้วยแปรงขนอ่อนน่มุ ไมใ่ ช้เส้นด้ายทาความสะอาดซอก

ฟัน เพราะอาจบาดเหงือกได้ ใช้ลิปสตกิ มนั สีผงึ ้ ทาริมฝี ปาก ให้ชมุ่ ช่ืนอยเู่ สมอ
 ควรโกนหนวดด้วยเคร่ืองไฟฟ้ า ถ้าต้องใช้มีดโกนให้ระมดั ระวงั

ใบมีดบาด
 ระมดั ระวงั เวลาจบั ของมีคม ควรสวมถงุ มือ เวลาทางานในสวน

สนามหญ้า และล้างจาน

36

 ห้ามสง่ั นา้ มกู แรงๆ ถ้ามีเลือดกาเดาออกให้อย่ใู นทา่ นง่ั แหงนหน้า
บีบจมกู อ้าปากหายใจ และใช้กระเป๋ านา้ แข็งประคบเพ่ือทาให้หลอดเลือดหด
ตวั และเลือดหยดุ

 ถ้ามีอาการไอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาแก้ไอ เพราะการไอหรือ
จามแรงๆ อาจเป็นสาเหตใุ ห้เลือดออกได้ (ในกรณีท่ีเกล็ดเลือดตา่ มากๆ)

 ไมเ่ บง่ ถ่ายอจุ จาระ ไม่ควรให้ท้องผกู และไมค่ วรใช้ยาระบายชนิด
เหน็บทางทวารหนกั

 ควรใช้นา้ ยาหล่อล่ืนเวลามีเพศสมั พนั ธ์ ถ้าเกล็ดเลือดต่าควรงด
เพศสมั พนั ธ์ชว่ั คราว

 ก่อนใช้ยารักษาโรคทกุ ครัง้ ควรปรึกษาแพทย์ เภสชั กร เพราะยา
บางชนิดอาจทาให้เลือดแข็งตวั ช้า เชน่ ยาแอสไพริน และ วาร์ฟาริน

 ห้ามฉีดยาเข้าทางกล้ามเนือ้ และ ใต้ผิวหนงั ในกรณีที่มีเกล็ด
เลือดตา่

 แพทย์อาจพิจารณาให้เกล็ดเลือด ในกรณีที่เกล็ดเลือดของท่านต่า
และเสี่ยงตอ่ การมีเลือดออกง่าย

ในกรณีที่ท่านได้รับยาทาร์เก็ต ที่มีช่ือวา่ บีวาซิซูแมบ (Bevacizumab)
ชื่อการค้า อวาสติน (Avastin) กลไกการออกฤทธ์ิของยานีโ้ ดยยบั ยงั้ การสร้าง
หลอดเลือดท่ีไปเลีย้ งเซลล์มะเร็ง ไม่ได้เกิดจากภาวะเกล็ดเลือดต่า อาจทาให้
เสี่ยงตอ่ อาการเลือดออกผิดปกตไิ ด้เชน่ กนั โดยเฉพาะบริเวณท่ีมีแผล ทา่ นอาจ
มีเลือดกาเดาออกง่าย หรืออาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ดงั นนั้ ทา่ น
ควรหมนั่ สงั เกตอาการดงั กลา่ ว

37

วธิ ีการอ่านค่าเมด็ เลือด

การตรวจดคู วามสมบรู ณ์และปริมาณของเม็ดเลือดชนิดตา่ งๆ ได้แก่

เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกลด็ เลือด มีคา่ ปกตดิ งั นีค้ ือ

ค่าปกติ
เมด็ เลือดแดง เพศชาย 14– 18 กรัมตอ่ เดซลิ ิตร

เพศหญิง 12 – 16 กรัมตอ่ เดซลิ ติ ร

เม็ดเลือดขาว 4,000-10,000 เซลล์ ตอ่ ลกู บาศก์มลิ ลเิ มตร

นิวโทรฟิ ล 40 – 74 %

เกลด็ เลือด 140,000-450,000 เซลล์ ตอ่ ลกู บาศก์

มลิ ลิเมตร

นิวโทรฟิ ล เป็ นเม็ดเลือดขาวชนิดหน่ึง มีหน้าท่ีสาคญั ในการป้ องกนั การติด

เชือ้ และตอ่ ส้กู บั เชือ้ โรคชนิดตา่ งๆ

ก่อนแพทย์จะพิจารณาให้ยาเคมีบาบดั แก่ท่าน จะต้องดคู า่ ความสมบรู ณ์ของ

เมด็ เลือดขาว (Absolute Neutrophil Count = ANC)

วิธีการ คานวณคา่ เมด็ เลือดขาวสมบรู ณ์ ดงั นี ้

จานวนเมด็ เลือดขาวทงั้ หมด x ( ร้อยละของนิวโทรฟิว + ร้อยละของ Bands )
100

ถ้าจานวนเม็ดเลือดขาวสมบรู ณ์ (ANC) น้อยกวา่ 1,500 เซลล์ตอ่
ลกู บาศก์มิลลิเมตร (โดยประมาณ) ทางการแพทย์ถือว่าท่านมีโอกาสเสี่ยงต่อ
การติดเชือ้ มากกว่าคนปกติ แพทย์อาจพิจารณาหยุดการให้ยาเคมีบาบัด
ชวั่ คราว หรือปรับลดขนาดยาลง นอกจากนีแ้ พทย์ต้องพิจารณาดคู วามเข้มข้น
ของเลือด และเกล็ดเลือดก่อนให้ยาเคมีบาบดั ด้วย

38

คล่ืนไส้อาเจยี น

เหตุใดท่านจงึ เกดิ อาการคล่ืนไส้ อาเจียน ?
คล่ืนไส้ อาเจียน เกิดจากยาเคมีบาบัดไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการ

อาเจียนท่ีอยู่ในสมองและในกระเพาะอาหาร แล้วส่งกระแสประสาทมายัง
กระเพาะอาหารให้เกิดอาการคลื่นไส้ ขย้อน และอาเจียน

ความรุนแรงของอาการมากหรือน้อยขึน้ อย่กู ับชนิด ปริมาณของยา
เคมีบาบดั ประสบการณ์และทัศนคติของแต่ละคน บางท่านอาจไม่มีอาการ
เลย บางทา่ นอาจจะรู้สกึ ปั่นป่ วนทนั ทีหลงั จากได้รับยา หรือหลงั ได้รับยาไปแล้ว
6-12 ชว่ั โมง หรือเป็นวนั

ผ้ทู ี่มีสขุ ภาพจิตดี ไม่หวนั่ ไหว มีทัศนคตทิ ี่ดีตอ่ การรักษา อาจจะไม่มี
อาการคลื่นไส้ อาเจียนเลย หรือมีเล็กน้อยไม่รุนแรง ในทางตรงกนั ข้าม ผ้ปู ่ วย
มีความวติ กกงั วลสงู มีทศั นคตไิ มด่ ีตอ่ ยาเคมีบาบดั อาจทาให้คล่ืนไส้มีมากกวา่
ปกติ ในบางรายอาจมีคลื่นไส้อาเจียนก่อนการได้รับยาเคมีบาบดั ซง่ึ เป็ นผลมา
จากภาวะจิตใจโดยตรง มิใชผ่ ลที่เกิดจากยาเคมีบาบดั ดงั นนั้ ทา่ นควรทาจิตใจ
ให้เบกิ บาน มีทศั นคตทิ ่ีดแี ละเช่ือมน่ั ตอ่ การรักษา

วธิ ีการรักษาเม่ือมีอาการคล่ืนไส้อาเจียน
ทา่ นควรรับประทานยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน ตามแพทย์สง่ั เพื่อเป็ นการ

ป้ องกนั การเกิดอาการคล่ืนไส้ อาเจียน ไม่ต้องรอให้เกิดอาการก่อนแล้วจึงคอ่ ย
รับประทานยา โดยทว่ั ไปอาการจะคอ่ ยๆหายไปเอง

39

วิธีการบรรเทาอาการคล่ืนไส้อาเจียนที่ได้ผลดี คอื
1. การใช้ยา ก่อนฉีดยาเคมีบาบดั แพทย์จะให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน
ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดาก่อนทกุ ครัง้ และจะสงั่ ยาแก้คล่ืนไส้อาเจียนในรูปของ
ยาเม็ดให้ท่านกลบั ไปรับประทานตอ่ ที่บ้าน หากท่านรับประทานยาแก้คล่ืนไส้
อาเจียนแล้ว ยงั ไม่สามารถคมุ อาการได้ ขอให้ท่านแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาล
ผ้ใู ห้การรักษารับทราบ เพื่อหาวธิ ีที่ดีที่สดุ ในการชว่ ยลดอาการคล่ืนไส้ อาเจียน
2. วิธีการไม่ใช้ยา เช่น การทาสมาธิ จินตนาการทางบวก และการ
เลือกรับประทานอาหารท่ีเหมาะสม หลีกเล่ียงอาหารมนั และอาหารที่มีกลิ่นฉนุ

ท่านควรดูแลตนเองอย่างไร ?
1. ก่อนและหลงั ในวนั ท่ีรับยาเคมีบาบดั ควรรับประทานอาหารครัง้
ละน้อยๆแตบ่ อ่ ยครัง้ เพื่อลดอาการแนน่ ท้อง
2. รับประทานอาหารช้าๆ เคยี ้ วให้ละเอียด เพ่ือให้ยอ่ ยง่าย
3. ด่ืมนา้ ก่อนหรือหลงั อาหาร 1/2 - 1 ชว่ั โมง เพ่ือไม่ให้รู้สกึ อ่ิมหรือ
แนน่ ท้องเกินไป
4. ควรรับประทานอาหารท่ีมีไขมนั น้อยและย่อยง่าย เช่น ฟักทองน่ึง
มนั ต้ม แกงเลียง ผกั ต้ม ปลาเผา หรือนงึ่ แกงส้มที่รสไมจ่ ดั
5. ลองรับประทานของเปรีย้ วๆ เชน่ ไอศกรีมรสมะนาว หรือ ขนมปัง
กรอบ เวลารู้สกึ คล่ืนไส้
6. ควรรับประทานอาหารออ่ น ย่อยง่าย หลีกเล่ียงรับประทานอาหาร
รสจดั รสหวาน อาหารกลน่ิ ฉนุ และทอดด้วยนา้ มนั

40

7. ควรดื่มเครื่องด่ืมเย็นหรือปกติ ไม่ร้อนจดั เชน่ นมเปรีย้ ว นา้ ผลไม้
ชนิดต่างๆ นา้ มะพร้ าว นา้ อ้ อย นา้ ตาลสด โดยจิบบ่อย ๆ
ระหวา่ งมือ้ เพ่ือป้ องกนั มใิ ห้ร่างกายขาดนา้

8. หลงั รับประทานอาหารควรนง่ั พักสกั ครู่ ถ้าต้องการนอนพกั ควร
นอนยกศีรษะสงู

9. ถ้าการรับรสของท่านผิดปกติ รู้สึกขมปากอย่ตู ลอดเวลา ควรหา
ลกู อมที่ทาให้รู้สึกสดช่ืน เช่น ลกู อมรสเป็ บเปอร์มินท์ หรือลกู อม
รสมะนาว เป็นต้น

10. สวมเสือ้ ผ้าหลวมๆ อยใู่ นท่ีมีอากาศถ่ายเทได้ดี
11. ในกรณีท่ีมีความวิตกกังวลสูง เครียด ให้ ปรึกษาแพทย์หรือ

พยาบาล เพ่ือขอยาคลายกงั วลในวนั ท่ีทา่ นรับยาเคมีบาบดั
12. ทาจิตใจให้สดช่ืน สขุ สบาย เบกิ บานและผ่อนคลายอยเู่ สมอ โดย

การฟังเพลง ดโู ทรทศั น์ หรือนง่ั สมาธิ

อาการผิดปกตทิ ่คี วรไปพบแพทย์
 อาเจียนติดต่อกันตลอด 48 ช่ัวโมง ภายหลังได้ยาเคมีบาบัด และ

รับประทานอาหารไมไ่ ด้เลย
 อาการไมด่ ีขนึ ้ เลย แม้วา่ จะรับประทานยาแก้อาเจียนแล้วก็ตาม

41

อาการเบ่อื อาหาร

อาการเบอื่ อาหาร กินได้น้อยลงกวา่ ปกติ เกิดเน่ืองจากยาเคมีบาบดั ไป
มีผลทาให้ต่อมรับรสเปลี่ยนไป ทาให้ความอยากอาหารลดลง ความรู้สึกเบ่ือ
อาหารจะเกิดขนึ ้ ในระยะสนั้ ๆ แล้วหายได้เอง

ท่านควรดแู ลตนเองอย่างไร?
1. ควรเร่ิมรับประทานอาหารครัง้ ละน้อยแตบ่ อ่ ยครัง้
2. จดั รูปแบบอาหารให้น่ารับประทาน พยายามคิดถึงเมนูท่ีตนเอง
ชอบมากท่ีสุด แต่เมนูดงั กล่าวไม่ควรขัดกับหลักโภชนบาบดั
สาหรับผ้ปู ่ วยมะเร็ง คอื ต้องสกุ สะอาด มีคณุ คา่ อาหารสงู
3. ไมค่ วรรับประทานอาหารซา้ ๆ
4. ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกครีม มนั เนย เน่ืองจากจะทาให้เบื่อมาก
ขนึ ้
5. รับประทานอาหารเย็นๆ รสเปรีย้ ว เชน่ ไอศกรีมรสมะนาว รสส้ม
6. ในกรณีท่ีรับประทานอาหารได้น้อยลงมาก อาจเลือกรับประทาน
อาหารทางการแพทย์เสริม เชน่ นม

42

ท้องเสีย

เหตใุ ดท่านจงึ ท้องเสีย?
ยาเคมีบาบดั บางชนิดทาลายเซลล์เย่ือบุผิวของผนังลาไส้ใหญ่และ

ทวารหนัก ทาให้ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็ นนา้ หรืออุจจาระเหลวบ่อยครัง้ จึง
เป็ นเหตุให้ร่างกายขาดนา้ เกลือแร่ อ่อนเพลีย ถ้าผ้ปู ่ วยได้รับการฉายแสง
บริเวณชอ่ งท้อง อ้งุ เชงิ กรานร่วมด้วย อาจมีอาการท้องเสียรุนแรงมากขนึ ้

การปฏบิ ัตติ ัวเม่ือมีอาการท้องเสีย
1. รับประทานยาแก้ท้องเสียชื่อ โลเพอร์ราไมด์ ไฮโดรคลอไรด์
(Loperamide hydrocloride) หรือ ชื่อการค้าวา่ อิโมเดียม
(Imodium) เพ่ือป้ องกนั อาการท้องเสียแกท่ า่ น
2. รับประทานอาหารอ่อน มีกากใยน้อย เพ่ือลดการระคายเคืองของ
ทางเดนิ อาหาร เชน่ กล้วยนา้ หว้า ข้าวต้ม โจ๊ก นา้ ซบุ เป็นต้น
3. งดการรับประทานผกั และ ผลไม้สด
4. ดืม่ เคร่ืองดมื่ ท่ีไมม่ ีรสเปรีย้ ว และมีกรดน้อย
5. ดื่มนา้ มากๆ อยา่ งน้อยวนั ละ 2 ลิตร เพ่ือทดแทนนา้ ท่ีสญู เสียไป
6. อาหารที่ควรหลีกเล่ียง ได้แก่
- อาหารที่ทาให้เกิดแก๊ส เชน่ ถวั่ กระหล่าปลี
- เครื่องดื่มท่ีมีแก๊ส เชน่ นา้ อดั ลม

43

- อาหารรสจดั อาหารมนั
- นม หรือผลิตผลจากนม ชา และกาแฟ
- อาหารร้ อนและเย็นจัดเพราะความร้ อนทาให้ ลาไส้

เคลื่อนไหวเร็วขนึ ้ จงึ ทาให้ท้องเสียได้งา่ ย
7. ควรดื่มผงเกลือแร่ โออาร์เอส (ORS) ผสมกับนา้ บ่อยๆ เพื่อ

ชดเชยนา้ และเกลือแร่ที่สูญเสียมากบั อุจจาระ แล้วรีบมาพบ
แพทย์
8. รับประทานยาแก้ท้องเสีย ตามแพทย์สงั่
9. หลงั ขบั ถา่ ยอจุ จาระ ควรล้างก้นด้วยสบอู่ ่อนๆ แล้วเช็ดให้แห้งทกุ
ครัง้ เพื่อป้ องกนั การตดิ เชือ้
10. ตรวจผิวหนงั บริเวณรอบทวารหนกั ทุกวนั ถ้ามีแผลเปื่ อยแดงจาก
การถา่ ยบอ่ ย ควรแชก่ ้นด้วยนา้ อนุ่ แล้วเช็ดให้แห้ง

ท้องผูก

เหตุใดท่านจงึ ท้องผูก ?
ท้องผกู เกิดจากการท่ีอจุ จาระเป็นก้อนแขง็ แห้ง ขบั ถ่ายลาบาก สาเหตุ

จากการด่ืมนา้ น้อย รับประทานอาหารท่ีมีกากใยน้อย นอนนานๆ ไม่ได้ออก
กาลงั กาย และการได้รับยาบางชนิด ดงั นี ้

o ยาแก้ปวด เชน่ มอร์ฟิน

44

o ยาเคมีบาบดั บางชนิด เช่น ยาวินคริสติน (vincristine) วินบลา
สตนิ ( vinblastine)

o ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนบางชนิด เชน่ ออนแดนซีตรอน
(Ondansetron)

o ยาคลายวิตกกงั วลและแก้อาการซมึ เศร้า
o ยาขบั ปัสสาวะ
o วติ ามินและอาหารเสริม เชน่ ธาตเุ หล็ก และ แคลเซียม

ท่านจะป้ องกันอาการท้องผูกอย่างไร ?
1. ด่ืมนา้ มากๆ อย่างน้อยวนั ละ 2 - 3 ลิตร ยกเว้น ผ้ปู ่ วยที่มีปัญหา
ไตวาย โรคหวั ใจ ต้องจากดั ปริมาณนา้
2. ควรด่ืมนา้ อนุ่ 1/2 ชว่ั โมงก่อนการขบั ถ่าย หรือ ด่ืมในตอนเช้า เพื่อ
กระต้นุ การบบี ตวั ของลาไส้
3. รับประทานอาหารที่มีกากและเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ลกู พรุน
หลีกเล่ียงอาหารที่ยอ่ ยยาก เชน่ เนือ้ สตั ว์ ไขมนั
4. ถ้าแนน่ ท้องจากมีลมในกระเพาะอาหารมาก ให้หลีกเลี่ยงอาหารท่ี
ทาให้เกิดแก๊ส เชน่ นา้ อดั ลม ถวั่ หวั หอม หมากฝรั่ง
5. ออกกาลงั กาย ที่สามารถทาได้โดยไม่เหน่ือยเกินไป เชน่ การเดิน
เพ่ือชว่ ยให้ลาไส้เคล่ือนไหวเพม่ิ ขนึ ้
6. ถ้าจาเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรปรึกษาแพทย์

45

เย่อื บุในช่องปากอกั เสบ

เหตุใดท่านจึงเกิดแผลในช่องปาก ?
ยาเคมีบาบดั บางชนิดทาลายเซลล์เยื่อบุผิวในช่องปาก ทาให้เกิดแผล

ในปากและลาคอ ทาให้เส่ียงตอ่ การตดิ เชือ้ ได้ง่าย อาการมกั เกิดภายในชว่ ง 7-
14 วนั หลงั ได้รับยาเคมีบาบดั

ท่านจะรู้สึกเจ็บในช่องปาก ปากแห้ง ลิน้ เหงือก และเย่ือบุช่องปาก
บวมแดง หรืออาจมีต่มุ แผลสีขาวเกิดขึน้ ถ้าท่านดูแลสุขภาพปากและฟันให้
สะอาดอยเู่ สมอ จะทาให้ไมเ่ กิดอาการเลยหรือเกิดได้แตไ่ มร่ ุนแรง และจะคอ่ ยๆ
ดีขนึ ้

ท่านจะดูแลตนเองอย่างไร ?
1. บ้วนปาก แปรงฟันหลงั อาหารทกุ มือ้ และก่อนนอน ถ้ามีฟันปลอม
ต้องถอดทาความสะอาดทกุ ครัง้
2. ใช้นา้ เกลือผสมกับโซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิง้ โซดา) อมบ้วน
ปากบอ่ ยๆ ตลอดทงั้ วนั และหลงั มือ้ อาหาร การเตรียม ใช้เกลือ
1/2 ช้ อนชา ผสมกับเบกกิง้ โซดา 2 ช้ อนชา ต่อนา้ 1 ลิตร
(ประมาณ 4 แก้ว)
3. หลีกเลี่ยงนา้ ยาล้างปากท่ีมีสว่ นผสมของแอลกอฮอล์ซง่ึ มีขายตาม
ท้องตลาดทว่ั ไป

46

4. ใช้แปรงสีฟันขนออ่ นนมุ่ หลงั แปรงฟันควรนวดเหงือกเบาๆ นาน
ประมาณ 1 นาที ด้วยนิว้ มือท่ีสะอาด ตดั เล็บให้สัน้ เพื่อให้เลือด
ไหลเวียนดี ชว่ ยกระต้นุ ตอ่ มนา้ ลายให้ผลติ นา้ ลายมากขนึ ้

5. ใช้วาสลิน ลิปสติกมัน สีผึง้ ทาริมฝี ปากให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ เพ่ือ
ป้ องกนั ริมฝี ปากแห้ง

6. รับประทานอาหารอ่อน นุ่ม ชิน้ เล็กๆ เคีย้ วกลืนง่าย ไม่ร้ อนจัด
และให้พลงั งานเพียงพอ เชน่ ไขต่ นุ๋ กล้วย ไอศกรีม เป็นต้น

7. หลีกเล่ียงอาหารรสจดั เผด็ จดั เปรีย้ วจดั
8. หลีกเลี่ยงเครื่องดืม่ ที่มีแอลกอฮอล์ และบหุ ร่ี เพราะทาให้ปากแห้ง
9. ดื่มนา้ มากๆ หรือรับประทานอาหารที่มีความชืน้ สงู เช่น ไอศกรีม

ผลไม้ เยลล่ี
10. ตรวจดูในช่องปากและริมฝี ปากอยู่เสมอ เม่ือพบมีอาการปวด

แสบ ปวดร้อน มีเลือดออกตามไรฟัน มีตมุ่ แผลหรือฝ้ าขาว บวม
แดง ชาท่ีริมฝี ปากให้รีบปรึกษาแพทย์ และพยาบาล
11. ในกรณีมีแผลรุนแรง และเจ็บปากมากจนรับประทานอาหารไมไ่ ด้
แพทย์จะสง่ั ยาชากลวั้ ปาก 15 นาทีก่อนรับประทานอาหาร

47

ยาเคมีบาบัดท่ีมักทาให้เกดิ อาการเย่อื บุในช่องปากอักเสบ ได้แก่

ไฟว์ เอฟ ยู (5-FU) เป็นยาท่ีทาให้เกิดแผลในชอ่ งปากได้ มีการศกึ ษา
วิจยั พบวา่ ความเย็นจะช่วยลดการไหลเวียนของเลือดในช่องปาก จึงช่วยลด
การไหลเวียนของยามาที่ช่องปากด้วย ทาให้อาการเย่ือบุในช่องปากอักเสบ
น้อยลง ดงั นนั้ ขณะที่ท่านมารับยาแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดา ท่านจึงควรอม
นา้ แข็ง

วิธีการอมนา้ แข็งเพื่อลดอาการเยื่อบุในช่องปากอกั เสบ ท่านควร
ปฏิบตั ดิ งั นี ้

1. เตรียมนา้ แข็งให้พร้อมก่อนการฉีดยาเคมีบาบดั
2. เริ่มอมนา้ แข็งก่อนเร่ิมให้ยาเคมีบาบดั ประมาณ 5 – 10 นาที

และอมนา้ แข็งตอ่ เนื่องตลอดระหวา่ งเวลาที่รับยา
3. หลงั ยาหมดแล้ว ให้อมนา้ แขง็ ตอ่ อีกประมาณ 30 นาที

ยกเว้นถ้าท่านได้รับยา อ๊ อกซาลิพลาติน ร่ วมด้วย ห้ามอม
นา้ แข็ง เนื่องจากความเยน็ จะทาให้อาการชาและเกร็งบริเวณปากและคอเพิ่ม
มากขึน้ ดงั นัน้ หากท่านได้รับยาอ๊อกซาลิพลาติน (Oxaliplatin) ท่านควร
หลีกเลี่ยงความเย็นชว่ งที่รับยาและหลงั จากได้รับยาไปแล้วอยา่ งน้อย 3-5 วนั

48


Click to View FlipBook Version