เรียบเรียงและเขียนโดย
ประไพ เชงิ ทวี
• พยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง (ผ้ชู านาญการพเิ ศษ)
ศนู ย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลยั มหิดล
ท่ปี รึกษา
รองศาสตราจารย์นายแพทย์ เอกภพ สริ ะชัยนันท์
คุณแม้นมนา จิระจรัส
คุณสุวรรณี สิริเลศิ ตระกูล
โครงการให้ความรู้และสนบั สนนุ ผ้ปู ่วยมะเร็ง
ศนู ย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ปรบั ปรุงครงั้ ท่ี 1, มกราคม 2564
1
คานิยม
ศูนย์ ความ เป็ นเลิศ ด้ านโรค ม ะเร็ ง ค ณ ะแพ ทยศ าสต ร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ตระหนกั ถึงความสาคัญท่ีจะพัฒนาคณุ ภาพ
การดแู ลรักษาโรคมะเร็งให้ทนั สมยั ซงึ่ ประกอบด้วย การค้นคว้าวิจยั ทาง
ห้องปฏิบตั ิการด้านโรคมะเร็ง การจดั ทาแนวทางรักษาท่ที นั สมยั และการ
สนบั สนนุ สง่ เสริมให้ผ้ปู ่ วยโรคมะเร็งได้รับการดแู ลรักษาทม่ี ีประสทิ ธิภาพ
และมีคณุ ภาพชีวติ ที่ดี
การพัฒนาความรู้ และสนับสนุนผู้ป่ วยโรคมะเร็ง เป็นหนึ่งใน
โครงการท่อี ยภู่ ายใต้นโยบาย และแผนงานพฒั นาของคณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี จงึ สง่ เสริมสนบั สนนุ ให้ทีมบุคลากรทางการแพทย์
ได้สร้ างสรรค์ผลงาน สร้ างกิจกรรม ผลิตเอกสารส่ือสารความรู้ต่างๆ ท่ี
เกี่ยวกบั โรคมะเร็งทกุ รูปแบบท่ีเป็นประโยชน์ต่อผ้ปู ่ วย ญาติผ้ดู แู ล และผู้
ทสี่ นใจ เพ่ือให้ผ้อู ่านสามารถค้นคว้าหาความรู้ พฒั นาตนเอง และมีสว่ น
ร่วมในการดูแลรักษาโรคมะเร็งให้ก้าวหน้าขึน้ ไป จึงขอขอบคุณผู้เรียบ
เรียงค่มู ือรู้ทนั มะเร็งลาไส้ใหญ่และยาเคมีบาบดั ท่ีช่วยผลติ ผลงานท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อผ้ปู ่ วยมา ณ. โอกาสนี ้
รองศาสตราจารย์นายแพทย์ เอกภพ สริ ะชยั นนั ท์
หวั หน้าศนู ย์ความเป็นเลศิ ด้านโรคมะเร็ง
8 มกราคม 2564
2
คานา
ปัจจบุ นั มะเร็งลาไส้ใหญ่และทวารหนกั เป็นโรคมะเร็งที่พบเป็น
อนั ดบั ต้นๆ ทงั้ ในเพศชายและเพศหญิง โรคนีส้ ามารถรักษาหายขาด
ถ้าวินิจฉัยและรักษาได้เร็ว โดยการผา่ ตดั รังสีรักษา การให้เคมีบาบดั
ยามงุ่ เปา้ การใช้ภมู ิค้มุ กนั บาบดั หรือใช้หลายวิธีดงั กลา่ วร่วมกนั
คมู่ ือเลม่ นีจ้ ดั ทาขนึ ้ เพ่ือให้ผ้ปู ่วยและผ้ดู แู ลผ้ปู ่วยได้เรียนรู้ด้วย
ตนเอง อ่านเข้าใจง่าย สามารถนาไปปฏิบตั ิในการดแู ลตนเอง จดั การ
กบั อาการข้างเคียงจากโรคและการรักษา เป้าหมายหลกั เพื่อให้ผ้ปู ่ วย
และครอบครัวดารงชีวิตอย่างปกติสุข มีคุณภาพชีวิตท่ีดี และได้
ผลลพั ธ์จากการรักษาที่มีประสิทธิภาพสงู สดุ
ประไพ เชงิ ทวี
ผ้เู รียบเรียง
8 มกราคม 2564
3
สารบัญ
บทท่ี หน้า
คานิยม
คานา 2
สารบญั 3
4
1 กายวภิ าคของลาไส้ใหญ่และการทาหน้าท่ี 7
2 ความรู้เก่ียวกับมะเร็งลาไส้ใหญ่ 11
11
- ระบาดวทิ ยาการเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่และทวารหนกั 12
- ขนั ้ ตอนการเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่ 13
- สาเหตแุ ละปัจจยั ของการเกดิ มะเร็งลาไส้ใหญ่ 15
3 แนวทางในการตรวจคดั กรองหามะเร็งลาไส้ใหญ่ 15
- การตรวจคดั กรองมะเร็งลาไส้ใหญ่ 15
16
- กลมุ่ ประชาชนทว่ั ไป 17
- กลมุ่ เสีย่ งสงู 17
4 อาการและอาการแสดงของโรค 18
- อาการนาและความผดิ ปกตทิ ่ตี รวจพบ 20
- วิธีการตรวจวนิ จิ ฉยั โรค 21
- การแบ่งระยะของโรคมะเร็งลาไส้ใหญ่
- การแพร่กระจายมะเร็งลาไส้ใหญ่และทวารหนกั
4
สารบญั (ต่อ)
บทท่ี หน้า
5 แนวทางการรักษามะเร็งลาไส้ใหญ่ 22
22
- การผ่าตดั 23
- รังสรี ักษา 24
- ยาเคมีบาบดั และยาม่งุ เปา้ 26
6 การรักษาด้วยยาเคมีบาบดั 26
28
- ยาเคมีบาบดั ท่ใี ช้ในปัจจบุ นั 29
- ผลข้างเคียงของยาเคมีบาบดั
- ข้อควรระวงั พเิ ศษของยาเคมีบาบดั แตล่ ะชนิดทใ่ี ช้ 29
รักษามะเร็งลาไส้ใหญ่ 30
32
- ยาไฟว์ เอฟ ยู (5-FU) 34
- ยาอ๊อกซาลพิ ลาตนิ 35
- ยาเคพไซทาบีน 35
- ยาอิริโนทแี คน 35
- ข้อควรระวงั ของยามงุ่ เปา้ (Targeted therapy) 36
- ยาบีวาซซิ แู มบ 36
- ยาซทิ ซู แิ ม็บ และยาพานทิ มู แู มบ
- การจดั การกบั อาการข้างเคียงอื่นๆ
- เม็ดเลอื ดแดง เมด็ เลือดขาว และเกลด็ เลอื ดต่า
5
สารบัญ (ต่อ)
- เมด็ เลือดแดงต่ามีผลอยา่ งไร? 36
- เม็ดเลอื ดขาวต่ามีผลอย่างไร? 37
- เกลด็ เลอื ดต่ามีผลอย่างไร? 40
- เหตใุ ดช่วงท่ใี ห้ยาเคมีบาบดั ทา่ นต้องเจาะเลอื ด 41
ก่อนทกุ ครัง้ ?
- ยาเคมีบาบดั มีผลตอ่ ระบบทางเดินอาหาร 42
- คล่นื ไส้อาเจียน 42
- เบ่ืออาหาร 44
- ท้องเสีย 44
7 การมีคณุ ภาพชีวติ ท่ดี ีในระหว่างการเจบ็ ป่ วย 47
- ทา่ นจะทาชีวิตประจาวนั ให้มีความสขุ ได้อยา่ งไร? 47
- การเตรียมความพร้อมกอ่ นและหลงั การรักษา 49
- บนั ทกึ ประวตั เิ ก่ียวกบั โรคและการรักษาของทา่ น 50
- บนั ทกึ อาการข้างเคียงตา่ งๆ ท่ีเกิดขึน้ 51
- เอกสารอ้างอิง 53 53
- อ้างองิ รูปภาพ 55
6
บทท่ี 1
กายวภิ าคของลาไส้ใหญ่และการทาหน้าท่ี
ลาไส้ใหญ่และทวารหนัก (colon และ rectal) เป็นอวยั วะ
ในชอ่ งท้องท่ีอยทู่ ้ายสดุ ของทางเดนิ อาหาร มีความยาวประมาณ 150
เซนตเิ มตร เส้นผา่ นศนู ย์กลางประมาณ 6 เซนตเิ มตร แบง่ เป็น 3 สว่ น
ดงั รูปท่ี 1 ดงั นี ้
รูปที่ 1 แสดงลาไส้ใหญ่สว่ นตา่ งๆ ท่ี 1
7
สว่ นที่ 1 ซีกมั้ (caecum) เป็นลาไส้ใหญ่สว่ นต้นเหนือ
ท้องน้อย อยทู่ างด้านขวา ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนตเิ มตร มีไส้ตง่ิ
ยื่นออกมาขนาดเทา่ นวิ ้ ก้อย ความยาวประมาณโดยเฉล่ีย 8-10
เซนตเิ มตร
สว่ นที่ 2 โคลอน (colon) แบง่ ยอ่ ยเป็น 3 สว่ น ดงั นี ้
2.1 ลาไส้ใหญ่สว่ นทอดขนึ ้ บน (ascending colon)
เป็นสว่ นที่ย่ืนตรงขนึ ้ ไปเป็นแนวตงั้ ฉากทางด้านขวาของชอ่ งท้อง ขนึ ้
ข้างบนไปจนชิดตบั ความยาว ประมาณ 20 เซนตเิ มตร
2.2 ลาไส้ใหญ่สว่ นขวาง (transverse colon) เป็น
สว่ นที่วางพาดตามแนวขวางของชอ่ งท้อง ข้ามไปทางด้านซ้ายลาตวั
จนถงึ บริเวณใต้ม้าม ความยาวประมาณ 50 เซนตเิ มตร
2.3 ลาไส้ใหญ่สว่ นทอดลงลา่ ง (descending colon)
เป็นสว่ นท่ีดงิ่ ตรงลงมาเป็นแนวตงั้ ฉาก ความยาวประมาณ 30
เซนตเิ มตร อยบู่ ริเวณชอ่ งเชงิ กรานซีกซ้าย สว่ นปลายจะขดตวั คล้าย
ตวั เอส (S) เรียกวา่ ซกิ มอยด์ (sigmoid) ความยาวประมาณ 45
เซนตเิ มตร และจะตอ่ กบั ลาไส้ตรง
สว่ นที่ 3 ลาไส้ตรง (rectum) เป็นลาไส้ใหญ่สว่ นสดุ ท้าย
ความยาวประมาณ 12 เซนตเิ มตร อยแู่ นวกลางลาตวั ปลายของไส้
ตรงจะเปิดสภู่ ายนอกทางทวารหนกั (anus)
8
ขบวนการย่อยอาหารและการทาหน้าท่ขี องลาไส้ใหญ่
เมื่อรับประทานอาหารเข้าสรู่ ่างกาย กระเพาะอาหารจะผลิต
นา้ ยอ่ ยและเคลื่อนไหวคลกุ เคล้าอาหาร กล้ามเนือ้ กระเพาะอาหารจะ
หดตวั อยา่ งแรงเป็นชว่ งๆ ดนั ให้อาหารเคล่ือนลงสสู่ ว่ นลา่ งของ
กระเพาะอาหาร ลงสลู่ าไส้เล็ก โดยมีนา้ ยอ่ ยตา่ งๆ มากมายท่ีสร้างจาก
ตบั ออ่ น ผนงั ลาไส้เล็ก และนา้ ดีที่สร้างจากตบั ผา่ นทางถงุ นา้ ดี เกิด
ขบวนการยอ่ ยและเปลี่ยนอาหารให้เป็นสารอาหารโมเลกลุ เดีย่ ว ได้แก่
นา้ ตาลกลโู คส กรดอะมโิ น กรดไขมนั และกลีเซอรอล เพ่ือให้สามารถ
ดดู ซมึ สารอาหารผา่ นทางผนงั ลาไส้เลก็ เข้าสกู่ ระแสเลือด ไปเลีย้ ง
อวยั วะทกุ สว่ นทว่ั ร่างกาย สว่ นกากอาหารท่ีผา่ นการยอ่ ยแล้วจะสง่ ไป
ยงั ลาไส้ใหญ่
หน้าท่ีของลาไส้ใหญ่ มีดงั นี ้
1. ดดู นา้ วิตามิน แร่ธาตุ (โซเดยี ม และโปรแตสเซียม) และนา้ ตาล
กลโู คสท่ีเหลือค้างอยใู่ นกากอาหาร กลบั เข้าสหู่ ลอดเลือดฝอย
2. รับและเก็บกากใยอาหาร
3. สร้างนา้ เมือกจากผนงั ลาไส้ใหญ่ด้านใน
4. เป็นท่ีอยขู่ องแบคทีเรียหลายชนิดที่ทาประโยชน์ และไมเ่ กิดโทษ
เชน่ แบคทีเรียท่ีชว่ ยสงั เคราะห์วิตามนิ บี12 และวิตามินเค เป็นต้น
9
ข้อควรทราบ
- ถ้ามีเชือ้ โรคเข้าสลู่ าไส้ใหญ่ จะทาให้ลาไส้ใหญ่ไมส่ ามารถดดู นา้
กลบั สเู่ ลือดได้ ทาให้เกิดอาการท้องร่วง
- ถ้ากากอาหารอยใู่ นลาไส้ใหญ่นานเกินไป จะถกู ลาไส้ใหญ่ดดู นา้
ออกมามาก ทาให้เกิดอาการท้องผกู
10
บทท่ี 2
ความรู้เก่ยี วกับมะเร็งลาไส้ใหญ่
ระบาดวทิ ยาการเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่และทวารหนัก
สถิตทิ วั่ โลกปี 2561 พบผ้ปู ่ วยมะเร็งรายใหมท่ งั้ หมด 18,
078, 957 ราย เป็นผ้ปู ่วยมะเร็งลาไส้ใหญ่ 1, 849, 518 ราย คดิ เป็น
ร้อยละ 10.2 ในประเทศไทย พบผ้ปู ่วยโรคมะเร็งทงั้ หมด 170, 495
ราย และเป็นผ้ปู ่วยมะเร็งลาไส้ใหญ่ 17, 534 คดิ เป็นร้อยละ 10.3 พบ
มากเป็นอนั ดบั 3 ทงั้ ในเพศชายและเพศหญิง สาหรับโรงพยาบาล
รามาธิบดี พบผ้ปู ่ วยมะเร็งทงั้ หมด 4, 543 ราย เป็นผ้ปู ่วยมะเร็งลาไส้
ใหญ่ 589 ราย เพศชาย 339 ราย คดิ เป็นร้อยละ 57.6 และเพศหญิง
250 ราย คดิ เป็นร้อยละ 42.4 ผ้ปู ่ วยสว่ นใหญ่จะอายมุ ากกวา่ 50 ปี
และมีข้อมลู ในหลายๆ โรงพยาบาลพบวา่ แนวโน้มเร่ิมพบโรคนีใ้ นคน
อายนุ ้อยลง
มะเร็งลาไส้ใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์เยื่อบผุ นงั ลาไส้ใหญ่
เปลี่ยนแปลงและเจริญเตบิ โตผดิ ปกตจิ นไมส่ ามารถควบคมุ ได้ แบง่
ออกเป็นมะเร็งลาไส้ใหญ่สว่ นโคลอน (colon) และมะเร็งลาไส้ตรง
(rectum)
11
ขัน้ ตอนการเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่
การเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่และทวารหนกั เป็นไปตามขนั้ ตอน
(ดรู ูปท่ี 2) เริ่มจากการกลายพนั ธ์ุของเซลล์ทาให้มีการเพ่ิมขนึ ้ ของ
ขนาดเยื่อบทุ ่ีเติบโตเร็ว เซลล์เปล่ียนแปลงจากเดมิ เป็นความผิดปกติ
ในระยะกอ่ นเป็นมะเร็ง (dysplasia) ตอ่ มาเกิดตงิ่ เนือ้ ของเย่ือบลุ าไส้
แตกก่ิง (villous) แล้วกลายเป็นมะเร็งในที่สดุ
รูปที่ 2 แสดงขนั้ ตอนการเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่2
12
สาเหตแุ ละปัจจัยของการเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่
ปัจจบุ นั ยงั ไมท่ ราบสาเหตกุ ารเกิดแนช่ ดั แตม่ ีปัจจยั บางอยา่ ง
เก่ียวข้องกบั การเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่ ดงั นี ้คือ
- อาย:ุ ผ้สู งู อายมุ ีโอกาสเป็นโรคนีไ้ ด้มากกวา่ ผ้ทู ี่มีอายุน้อย
และร้อยละ 90 ของผ้ปู ่วยมะเร็งลาไส้ใหญ่มีอายมุ ากกวา่ 50 ปี
- ประวตั มิ ะเร็งในครอบครัว ถ้าบคุ คลในครอบครัว ญาติสาย
ตรงลาดบั แรก ได้แก่ พอ่ แม่ พี่น้อง มีประวตั เิ ป็นมะเร็งลาไส้ใหญ่
โดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคในอายนุ ้อยกวา่ 60 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็ง
ลาไส้ใหญ่ได้มากกวา่ คนทว่ั ไป
- ผ้ทู ่ีเคยเป็นโรคลาไส้อกั เสบเรือ้ รัง (inflammatory bowel
disease) หรือมีตงิ่ เนือ้ ในลาไส้ใหญ่ (polyps)
- โรคทางพนั ธุกรรมบางชนดิ เชน่ Hereditary nonpolyposis
colon cancer (HNPCC หรือ Lynch syndrome) และ Familial
adenomatous polyposis (FAP) เพม่ิ ความเส่ียงในการเกิดโรคมะเร็ง
ลาไส้มากขนึ ้
- ผ้ทู ่ีเคยมีประวตั เิ ป็นมะเร็งรังไข่ มดลกู หรือเต้านม จะมี
โอกาสเป็นมะเร็งลาไส้ใหญ่ได้มากกวา่ คนปกติ
13
- ปัจจยั เส่ียงอ่ืนๆ เชน่ การรับประทานอาหารท่ีมีไขมนั สงู
จะกระต้นุ ให้เกิดการหลงั่ กรดนา้ ดีมากขนึ ้ ซงึ่ จะทาให้เกิดการระคาย
เคอื งเยื่อบขุ องผนงั ลาไส้ และทาให้เกิดการแบง่ ตวั ของเย่ือบุผนงั ลาไส้
มากขนึ ้ นอกจากนี ้อาหาร ปิง้ ยา่ ง รมควนั จะมีสารก่อมะเร็ง การ
รับประทานผกั ผลไม้น้อย การสบู บหุ ร่ีและดื่มสรุ าจดั
14
บทท่ี 3
แนวทางในการตรวจคัดกรองหามะเร็งลาไส้ใหญ่
การตรวจคัดกรองมะเร็งลาไส้ใหญ่ มีดังนี้
1. กลุ่มประชาชนท่วั ไป คือ กลมุ่ ที่ไมม่ ีอาการ และไมม่ ี
ปัจจยั เส่ียง ไมม่ ีประวตั คิ รอบครัวเป็นมะเร็ง ไมม่ ีอาการผิดปกตทิ าง
ระบบลาไส้ใหญ่และไส้ตรง แนะนาให้ตรวจเริ่มต้นท่ีอายุ 50 ปีขนึ ้ ไป
โดยมีหลกั การตรวจ ดงั นี ้
1.1 ตรวจอจุ จาระ ทกุ ปี เพื่อหาเลือดในอจุ จาระ ก่อนตรวจ
ควรงดอาหารท่ีมีเนือ้ แดง ผกั ผลไม้สีแดง วติ ามินซี ยาแก้ปวด เชน่
แอสไพริน บรูเฟน เป็นต้น
1.2 การตรวจทางทวารหนกั (digital rectal examination:
DRE)
นอกจากนีค้ วรตรวจอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ดงั ตอ่ ไปนี ้ร่วมด้วย
1. สอ่ งกล้องลาไส้ใหญ่สว่ นปลาย (sigmoidoscopy)
ทกุ 5 ปี หรือร่วมกบั การตรวจสวนแปง้ ลาไส้ใหญ่ ทกุ 5 ปี
2. การตรวจสอ่ งกล้องลาไส้ใหญ่ (colonoscopy)
ทกุ 10 ปี
3. การตรวจลาไส้ใหญ่ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
Computed tomographic (CT) colonography ทกุ 5 ปี
15
สาหรับการเจาะเลือดหาสารบ่งชีโ้ รคมะเร็ง Carcino
embryonic antigen (CEA) พบวา่ ไมม่ ีประโยชน์สาหรับตรวจคดั
กรองมะเร็ง เนื่องจากผลการตรวจไมจ่ าเพาะ คา่ CEA ท่ีสงู กวา่ ปกติ
อาจพบได้ในโรคลาไส้อกั เสบ โรคตบั อกั เสบ ตบั ออ่ นอกั เสบ หรือโรค
เรือ้ รังอื่น ๆ เชน่ เบาหวาน หรือในคนท่ีสบู บหุ รี่จดั เป็นต้น
2. กลุ่มเส่ียงสูง ได้แก่
2.1 ผ้มู ีประวตั มิ ะเร็งลาไส้ใหญ่และไส้ตรงในครอบครัว
แนะนาให้สอ่ งกล้องลาไส้ใหญ่ ตงั้ แตอ่ ายุ 40 ปี และควรตรวจก่อน10
ปี ในรายที่มีญาตสิ ายตรงลาดบั แรก คอื พอ่ แม่ พี่น้องท้องเดียวกนั
เป็นมะเร็งลาไส้ใหญ่ เชน่ ถ้าญาตเิ ป็นมะเร็งสาไส้ใหญ่อายุ 40 ปี ควร
ตรวจตงั้ แตอ่ ายุ 30 ปี ถ้าหากไมพ่ บความผิดปกติ แนะนาให้ตรวจ
ตดิ ตามทกุ 3-5 ปี
2.2 ผ้มู ีประวตั คิ รอบครัวเป็นมะเร็งลาไส้ใหญ่และทวาร
หนกั ชนดิ Familial adenomatous polyposis (FAP) แนะนาให้สอ่ ง
กล้องลาไส้ใหญ่ตงั้ แตอ่ ายุ 10-15 ปี ตรวจทกุ ปีจนอายคุ รบ 24 ปี
จากนนั้ ตรวจทกุ 2 ปีจนอายคุ รบ 34 ปี ตรวจทกุ 3 ปีจนอายคุ รบ 44
ปี จากนนั้ ทกุ 3 -5 ปีไปตลอด และควรตรวจเลือดหาความผิดปกติ
ของยีนส์ด้วย
16
อบอาาทกกาทรา่ีแร4ลแะลอาะกอาารแกสาดรงแขสองดโรงคขออากงาโรรแคละอาการแสดงของโรค
อาการนาและความผิดปกตทิ ่ตี รวจพบ
อาการและอาการแสดงที่เกิดขนึ ้ จะเป็นอยา่ งไรขนึ ้ อย่กู บั ขนาด
ของก้อน และตาแหนง่ ของก้อนมะเร็ง (ดรู ูปท่ี 3)
รูปท่ี 3 แสดงตาแหนง่ ที่อาจเกิดมะเร็งลาไส้ใหญ่และทวารหนกั 1,3
17
อาการท่ีพบบอ่ ย คือแนน่ ท้อง ท้องอืด ปวดท้อง อาเจียน
ออ่ นเพลีย หรือคลาได้ก้อนบริเวณท้องน้อยด้านขวา ซีด เบื่ออาหาร
นา้ หนกั ลดผดิ ปกติ อจุ จาระมีสีคลา้ อาจมีมกู เลือดปะปนมากบั
อจุ จาระ การขบั ถ่ายอจุ จาระผิดปกติ เชน่ ขบั ถ่ายลาบาก มีอาการ
ท้องผกู สลบั กบั ท้องเสีย ขนาดอจุ จาระลดลงผิดปกติ หรือมีอาการ
ถา่ ยอจุ จาระไมส่ ดุ เป็นต้น
วธิ ีการตรวจวินิจฉัยโรค
ผ้ทู ี่สาคญั ท่ีสดุ ในการตรวจพบความผดิ ปกตขิ องการขบั ถ่าย
คอื ตัวผู้ป่ วย เพราะเป็นผ้ทู ี่รู้วา่ ตนเองมีอปุ นิสยั ในการขบั ถ่ายอยา่ งไร
ดงั นนั้ จงึ ควรฝึกการสงั เกต ความผิดปกติที่เกิดอาการตงั้ แต่
แรกเร่ิม อยา่ งไรก็ตาม อาการผิดปกติ อาจสงั เกตยาก ทาให้ผ้ปู ่วยไม่
ไปพบแพทย์ตงั้ แตร่ ะยะแรกๆ ปลอ่ ยทงิ ้ ไว้จนอาการรุนแรง ซ่งึ การมา
พบแพทย์เพ่อื ตรวจค้นหามะเร็งในระยะเร่ิมต้น จะทาให้ผล
รักษาดี
การตรวจวินจิ ฉยั โดยแพทย์ มีหลายวิธี ดงั นี ้
1. การซกั ประวตั แิ ละตรวจร่างกายทกุ ระบบ
2. การถ่ายภาพเอกซเรย์ การสวนแปง้ (barium enema) หรือ
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดคู วามผิดปกติอวยั วะตา่ งๆ ภายในชอ่ งท้อง
และการแพร่กระจายของมะเร็งไปยงั ตอ่ มนา้ เหลือง
18
3. ส่องกล้องลาไส้และตดั ชิน้ เนือ้ งอก นาชิน้ เนือ้ ตรวจทาง
พยาธิ เพ่ือยืนยนั การเป็นมะเร็งลาไส้ และชนดิ ของเซลล์มะเร็ง
4. การเจาะเลือดดคู า่ CEA พบวา่ คา่ CEA ไมใ่ ชค่ า่ จาเพาะใน
ผ้ปู ่วยมะเร็งทกุ คน ผ้ปู ่วยบางคนคา่ CEA อยใู่ นเกณฑ์ปกติ แต่
โรคมะเร็งลกุ ลาม อยา่ งไรก็ตาม การตรวจ CEA ในผ้ปู ่วยท่ีเป็นมะเร็ง
ลาไส้ มีความจาเป็น เพื่อใช้ในการตดิ ตามความเปลี่ยนแปลงของโรค
และประเมินผลของการรักษา กลา่ วคือ ถ้าคา่ CEA มีแนวโน้มสงู ขนึ ้
แสดงวา่ อาจมีการดือ้ ตอ่ ยาท่ีรักษา และอาจมีการกลบั มาของ
โรคมะเร็ง
5. การตรวจพิเศษ โดยตรวจชิน้ เนือ้ ท่ีเป็นมะเร็งลาไส้ เพ่ือหา
ความผิดปกตขิ องยีนจาเพาะ K-ras mutation ถ้าผลการตรวจพบวา่
เป็น KRAS wild type สามารถใช้ยาเฉพาะได้ผลดี
19
การแบ่งระยะของโรคมะเร็งลาไส้ใหญ่
เพ่ือประโยชน์ในการรักษาและพยากรณ์โรค สามารถแบง่ การ
ดาเนินโรคออกเป็น 4 ระยะ (ดรู ูปที่ 4) ดงั นี ้
รูปท่ี 4 แสดงการแบ่งระยะของโรคมะเร็งลาไส้4
ระยะ 0 โรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น มะเร็งอยเู่ ฉพาะผิวของลาไส้
ระยะ 1 มะเร็งอยเู่ ฉพาะผนงั ลาไส้ ยงั ไมแ่ พร่กระจายออกนอก
ลาไส้
ระยะ 2 มะเร็งแพร่กระจายออกนอกลาไส้ แตย่ งั แพร่กระจายไม่
ถึงตอ่ มนา้ เหลือง
ระยะ 3 มะเร็งแพร่กระจายไปตอ่ มนา้ เหลืองบริเวณใกล้เคยี ง แต่
ยงั ไมแ่ พร่กระจายไปยงั อวยั วะอื่น
ระยะ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปอวยั วะอ่ืน โดยมากไปยงั ตบั และ
ปอด
20
การแพร่ กระจายมะเร็งลาไส้ ใหญ่ และทวารหนัก
มีการแพร่กระจายได้หลายทาง ดงั นี ้
1. มะเร็งแพร่กระจายภายในชนั้ ของผนงั ลาไส้
2. มะเร็งแพร่กระจายไปตามระบบไหลเวียนนา้ เหลือง
3. มะเร็งแพร่กระจายไปตามระบบไหลเวียนเลือด บริเวณ
ลาไส้และแพร่เข้าสอู่ วยั วะอ่ืนๆ ได้ อวยั วะที่เซลล์มะเร็งสว่ นใหญ่มกั
แพร่กระจายไป คอื ตบั (ดงั รูปที่ 5) รองลงมา คือ ปอด สว่ นอวยั วะอ่ืน
ที่เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจายไปคือ ตอ่ มหมวกไต ผิวหนงั กระดกู
และสมอง
4. มะเร็งแพร่กระจายไปท่ีเย่ือบชุ อ่ งท้อง จากการผ่าตดั ก้อน
เนือ้ งอกออก เซลล์มะเร็งอาจหลดุ ออกจากก้อนเนือ้ งอก ตกหลน่ เข้าไป
ในชอ่ งเย่ือบชุ อ่ งท้อง
รูปท่ี 5 แสดงมะเร็งลาไส้ใหญ่แพร่กระจายไปท่ีตบั 5
21
บทท่ี 5
แนวทางการรักษามะเร็งลาไส้ใหญ่
ปัจจบุ นั การรักษามะเร็งลาไส้ใหญ่ อาจใช้วิธีการรักษาวธิ ีเดียว
หรือการใช้หลายวธิ ีร่วมกนั ดงั นี ้
1. การผ่าตดั เป็นวธิ ีการรักษาหลกั ของโรคมะเร็งลาไส้ใหญ่
มีหลายวธิ ีขนึ ้ กบั ตาแหน่งของก้อนมะเร็ง ได้แก่
1.1 การตดั ก้อนเนือ้ งอกออก และทาการเช่ือมตอ่ ลาไส้สว่ นท่ี
ดีให้ทางานได้ตามปกติ
1.2 การเปิดทวารเทียม ถ้ามะเร็งอยทู่ ล่ี าไส้ใหญ่สว่ นปลายท่ี
อย่ตู ิดกบั ทวารหนกั ไม่สามารถเชื่อมต่อลาไส้ได้ อาจต้องผ่าตดั ปิด
บริเวณทวาร และทาทวารเทียม โดยเอาปลายลาไส้เปิดออกทางหน้าท้อง
เป็นทางให้อจุ จาระออก
1.3 กรณีโรคลกุ ลามมาก มีการอดุ ตนั ของลาไส้ การผ่าตดั ยก
ลาไส้ออกมาเปิดท่ีหน้าท้อง เพ่ือชว่ ยเปิดทางระบายของเสยี จากลาไส้
หรือมีเลือดออกจากก้อนมะเร็ง สามารถผา่ ตดั เพ่ือแก้ไขภาวะเลือดออก
ในชอ่ งท้อง
การผา่ ตดั มีประโยชน์ในมะเร็งระยะเริ่มแรก สามารถตดั ก้อน
ออกได้หมด หรือในระยะแพร่กระจาย ไมส่ ามารถผา่ ตดั ออกได้ การ
ผ่าตดั จะชว่ ยทาให้แพทย์มองเหน็ รายละเอียดโรคมะเร็งทแ่ี พร่กระจายไป
22
ยงั อวยั วะอื่นๆ ในช่องท้อง และผ่าตดั นาเอาชนิ ้ เนือ้ ทีผ่ ิดปกตมิ าตรวจทาง
ห้องปฏิบตั ิการ เพ่ือวิเคราะห์ความผดิ ปกตขิ องยีนส์ และวางแผนการ
รักษาร่วมกบั วธิ ีอื่นๆ ต่อไป
2. รังสีรักษา เป็นการรักษาเฉพาะที่บริเวณรอยโรคมะเร็ง
(ดรู ูปที่ 6) อาจร่วมกบั วิธีการผา่ ตดั หรือเคมีบาบดั การฉายรังสีมีหลาย
วิธี ได้แก่
รูปที่ 6 แสดงผ้ปู ่วยกาลงั ได้รับการฉายรังสี
2.1 ฉายรังสีร่วมกบั เคมีบาบดั ก่อนการผ่าตดั เพื่อลด
ขนาดของก้อนแล้วจงึ ทาผา่ ตดั ซง่ึ เดมิ ไมส่ ามารถผ่าก้อนมะเร็งออกได้
2.2 ฉายรังสีเสริมหลงั ผา่ ตดั เพื่อทาลายเซลล์มะเร็งที่
อาจหลงเหลืออยหู่ ลงั ผา่ ตดั หรือกรณีท่ีไมส่ ามารถผา่ ตดั ได้หมด ยงั มี
รอยโรคมะเร็งอยู่ เพ่ือปอ้ งกนั การกลบั เป็นซา้ ของมะเร็ง
2.3 ฉายรังสีเพื่อลดหรือบรรเทาอาการมะเร็งลกุ ลามไป
ยงั อวยั วะอ่ืน เชน่ การกระจายไปท่ีกระดกู ทาให้เกิดอาการปวด
โดยทว่ั ไปการฉายรังสีมกั ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 สปั ดาห์
จะฉายวนั ละ 1 ครัง้ ติดตอ่ กนั 5 วนั ใน 1 สปั ดาห์
23
3. ยาเคมีบาบัดและยามุ่งเป้า (chemotherapy& targeted
therapy) มีวิธีบริหารยา โดยการฉีดเข้าหลอดเลือดโดยตรง หรือผสม
ในสารละลายนา้ เกลือหยดเข้าทางหลอดเลือดอยา่ งตอ่ เน่ือง หรือ
รับประทานยาเม็ด การรักษา มีดงั นี ้
3.1 ให้ยาเคมีบาบดั ก่อนการผา่ ตดั เพื่อลดขนาด
ก้อนมะเร็ง ทาให้การผา่ ตดั ได้ดีย่ิงขนึ ้ แผลผา่ ตดั มีขนาดเลก็
3.2 ให้ยาเคมีบาบดั หลงั การผา่ ตดั เพื่อกาจดั เซลล์มะเร็งท่ี
อาจหลงเหลืออยู่ ซงึ่ มองไมเ่ หน็ ด้วยตาเปลา่ เพื่อให้หายจากโรคหรือมี
ระยะปลอดโรคนานที่สดุ
3.3 ให้ยาเคมีบาบดั แบบประคบั ประคอง เมื่ออาการ
โรคมะเร็งลกุ ลามกระจายไปยงั อวยั วะอื่น โรคมะเร็งอาจไมห่ ายขาด
แตก่ ารรักษาหวงั ให้ผ้ปู ่ วย ควบคมุ หรือบรรเทาอาการได้ แพทย์อาจ
พิจารณาหยดุ ยาเคมีบาบดั ถ้าการรักษาไมไ่ ด้ผลหรือผ้ปู ่ วยทนตอ่
อาการข้างเคียงไมไ่ ด้ จงึ ไมม่ กี ารกาหนดจานวนครัง้ ของการรักษา
อยา่ งแนน่ อน
ปัจจบุ นั การรักษามะเร็งลาไส้ใหญ่มีความก้าวหน้ามากขนึ ้
มีการรักษาแบบมงุ่ เปา้ มีการพฒั นายากลมุ่ โมโนโคลนอลแอนตีบ้ อดี ้
(Monoclonal Antibodies)) มาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง เชน่ ยา
Bevacizumab, Cetuximab, Panitumumab เป็นต้น โดยยาจะออก
ฤทธ์ิยบั ยงั้ ขบวนการสร้างเซลล์มะเร็ง ทาให้การรักษามีความ
เฉพาะเจาะจงกบั เซลล์มะเร็งชนดิ นนั้ ๆ ดงั นนั้ กอ่ นการรักษาด้วยยามงุ่
24
เปา้ ผ้ปู ่ วยจาเป็นต้องตรวจเพ่มิ เตมิ เพ่ือหาความผดิ ปกติของยีนส์
จาเพาะ เชน่ K-ras ถ้าผลการตรวจพบวา่ เป็น wild type การรักษา
ด้วยยากลมุ่ มงุ่ เปา้ ชื่อยาซทิ ซู แิ ม็บ (Cetuximab) และยาพานิทมู แู มบ
(Panitumumab) จะสามารถควบคมุ โรคได้ดี แตถ่ ้าผลการตรวจยีนส์
เป็นชนิดกลายพนั ธ์ุ (mutation) การใช้ยาชนิดนีไ้ มม่ ีประโยชน์
25
บทท่ี 6
การรักษาด้วยยาเคมีบาบดั
ยาเคมีบาบัดท่ใี ช้ในปัจจบุ ัน
การรักษามะเร็งลาไส้ใหญ่ด้วยยาเคมีบาบดั แพทย์จะ
พจิ ารณาการรักษา ตามระยะของโรค และความเหมาะสมของผ้ปู ่วย
แตล่ ะราย สูตรยาเคมีบาบัดท่ใี ช้บ่อยปัจจุบัน มีดงั นี ้คอื
1. สตู รลวิ โคโวริน /ไฟว์เอฟยู (LV/5FU) คือยา โฟลนิ ิคแอซิด
หรือลิวโคโวริน (Folinic acid, leucovorin) และไฟว์เอฟยู (5-FU,
5Fluorouracil) ได้แก่
1.1 สตู รลิวโคโวริน /ไฟว์เอฟย1ู (LV/5FU1) เป็นยาฉีด 5 วนั
ตดิ ตอ่ กนั ตอ่ 1 ชดุ การรักษา ทกุ 28 วนั ให้ทงั้ หมด 6 ชดุ เป็นเวลา 6
เดือน
1.2 สตู รลิวโคโวริน /ไฟว์เอฟยู 2 (LV/5FU2 De Gramont) คือ
ยาโฟลินิคแอซิด และไฟว์เอฟยู สตู รนีใ้ ห้ 2 วนั ตดิ ตอ่ กนั ทกุ 2 สปั ดาห์
ทงั้ หมด 12 ชดุ
2. สตู รฟอล์ฟอก ประกอบด้วยยาฉีด 3 ชนิด คอื โฟลินิค แอ
ซิด ไฟว์เอฟยู และออกซาลิพลาตนิ (Oxaliplatin) สตู รนีใ้ ห้ทกุ 2
สปั ดาห์ ตอ่ 1 ชดุ การรักษา ทงั้ หมด 12 ชดุ
26
3. สตู รฟอล์ฟิริ (FOLFIRI) ประกอบด้วยยาฉีด 3 ชนิด คือ อิริ
โนทีแคน (Irinotecan) โฟลนิ ิค แอซิด และไฟว์เอฟยู ให้ทกุ 2 สปั ดาห์
ตอ่ 1 ชดุ การรักษา ทงั้ หมด 12 ชดุ หรือจนกว่าโรคจะสงบ
4. สตู รเคพไซทาบีน (Capecitabine) เป็นยาเมด็ ชนิด
รับประทาน มีขนาด 500 มลิ ลิกรัม และ 150 มลิ ลิกรัมรับประทาน เช้า
และเยน็ ตดิ ตอ่ กนั 14 วนั พกั 1 สปั ดาห์ ตอ่ 1 ชดุ การรักษา รวม 8 ชดุ
หรือ 6 เดือน
5. สตู รซีล็อก/แคฟพอค (XELOX /CAPOX) ประกอบด้วยยา
2 ชนิด คือ ยาเมด็ เคพไซทาบนี และยาฉีดออกซาลพิ ลาตนิ โดยให้ยา
ฉีดในวนั แรก และยาเคพไซทาบนี รับประทาน 14 วนั พกั 1 สปั ดาห์
ตอ่ 1 ชดุ การรักษา ทงั้ หมด 6 ชดุ
6. สตู รยามงุ่ เปา้ (Targeted therapy) ปัจจบุ นั มียาฉีด 3 ชนิด
คอื ยาบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) ชื่อการค้าวา่ อวาสตนิ (Avastin)
ยาซทิ ซู ิแม็บ (Cetuximab) ชื่อการค้าวา่ เออร์บทิ กั (Erbitux) และยา
พานทิ มู แู มบ (Panitumumab) ช่ือการค้าวา่ เวคตบิ กิ Vectibix วิธีการ
ให้ยาดงั นี ้
6.1 ยาบวี าซซิ แู มบ ให้คกู่ บั ยาเคมีบาบดั สตู รฟอล์ฟอก
หรือสตู รฟอล์ฟิริ ทกุ 2 สปั ดาห์
6.2 ยาบีวาซิซูแมบให้คกู่ บั ยาเคมีบาบดั สตู รซีลอ็ ก/แคฟ
พอค ทกุ 3 สปั ดาห์
27
6.3 ยาซทิ ซู แิ มบ็ ฉีดทกุ 1 สปั ดาห์ ให้คกู่ บั ยาเคมีบาบดั
สตู รฟอล์ฟอก หรือ สตู รฟอล์ฟิริ ทกุ 2 สปั ดาห์
6.4 ยาพานทิ มู แู มบ ให้คกู่ บั ยาเคมีบาบดั สตู รฟอล์ฟอก
หรือสตู รฟอล์ฟิริ ทกุ 2 สปั ดาห์
ผลข้างเคียงของยาเคมีบาบัด
ตารางที่ 1 แสดงอาการข้างเคียงจากยาเคมีบาบทั ่ีพบบ่อย ดงั นี ้
สูตรยา อาการข้างเคียงท่พี บ
1. สตู รลิวโคโวริน / แผลในปาก ท้องเสีย ผิวคลา้ ไวตอ่ แสง หลอด
ไฟว์เอฟยู เลือดบริเวณที่ให้ยาดาคลา้
2. สตู รฟอล์ฟอก อาการชาตามปลายมือปลายเท้า
3. สตู รฟอล์ฟิริ ท้องเสีย ปวดมวนท้อง เป็นตะคริว นา้ มกู ไหล
นา้ ตามาก
4. สตู รเคพไซทา ผื่นแดง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผวิ แห้ง ลอก และเจ็บ
บนี ท้องเสีย
5. สตู รซีลอ็ ก/ ชาตามปลายมือปลายเท้า และผ่ืนแดง ฝ่ามือ ฝ่า
แคฟพอค เท้าและเจบ็
6. ยาบีวาซซิ ูแมบ ความดนั โลหิตสงู ภาวะลิ่มเลือดอดุ ตนั
เลือดออกง่าย แผลแยกไมต่ ดิ โปรตีนในปัสสาวะ
7. ยาซทิ ซู แิ มบ ท้องเสีย ผื่น ผิวแห้ง ลอก เล็บอกั เสบ
8. ยาพานทิ มู แู มบ ท้องเสีย ผื่น ผิวแห้ง ลอก เล็บอกั เสบ
28
ข้อควรระวังพเิ ศษของยาเคมีบาบัดแต่ละชนิดท่ใี ช้รักษามะเร็ง
ลาไส้ใหญ่ มีดังนี้
1. ยาไฟว์ เอฟ ยู (5-FU) อาการข้างเคียงที่พบบอ่ ย ได้แก่
เจ็บปาก แผลในปาก ท้องเสีย ผิวหนงั เล็บมือ เล็บเท้าคลา้ หลอด
เลือดที่เคยให้ยา ดาเป็นลายกิ่งไม้ตามลกั ษณะของหลอดเลือด ซง่ึ ใน
ผ้ปู ่วยแตล่ ะรายอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองตอ่ ยาแตกตา่ งกนั ผ้ปู ่ วยบาง
รายอาจมีอาการข้างเคยี งเพียงเลก็ น้อย ในขณะที่ผ้ปู ่วยบางรายมี
อาการข้างเคียงมาก
การปฏบิ ัตติ วั เพ่อื ลดอาการเจบ็ หรือมีแผล
ขณะที่รับยาไฟว์ เอฟ ยู ทา่ นควรอมนา้ แข็ง หรือทาให้ภายใน
ชอ่ งปากเย็นก่อนให้ยาประมาณ 5-10 นาที อมนา้ แขง็ ตอ่ เนื่อง
ตลอดเวลาให้ยา และหลงั ยาหมดแล้ว 30 นาที เนื่องจากความเย็นทา
ให้หลอดเลือดฝอยบริเวณชอ่ งปากหดตวั เล็กลง ทาให้ยาสัมผสั กบั
เนือ้ เย่ือบริเวณปากน้อยลง การอกั เสบของปากจงึ ลดลงไปด้วย
การดูแลช่องปากและฟัน
- ด่ืมนา้ มากๆ
- ควรรับประทานอาหารออ่ นๆ และมีนา้ มาก
เชน่ โจ๊ก ข้าวต้ม ไอศกรีม ว้นุ ขนมพดุ ดงิ ้ ผลไม้
แตงโม ชมพู่
29
- หลีกเลี่ยงอาหารและเคร่ืองดม่ื ที่มีกรดมาก เชน่ มะเขือเทศ, ส้ม,
อง่นุ , มะนาว, สบั ปะรด เป็นต้น และอาหารที่มีรสเคม็ หรือรสจดั เพราะ
จะทาให้ปากแสบมากขนึ ้
- ดแู ลรักษาความสะอาดปากฟันให้
สม่าเสมอ แปรงฟันทกุ ครัง้ หลงั
รับประทานอาหาร และอมนา้ เกลือ
บ้วนปากบอ่ ยๆ โดยเจือจางนา้ 1 แก้ว
ตอ่ เกลือ 1 ช้อนชา เพ่ือทาให้ปากชมุ่ ชืน้
และปอ้ งกนั การตดิ เชือ้
- ควรใช้แปรงสีฟันขนออ่ น และไมค่ วรแปรงฟันแรง การแปรงฟัน
แรงเกินไป จะทาอนั ตรายตอ่ เย่ือบชุ ่องปากได้
- หลีกเลี่ยงนา้ ยาบ้วนปากท่ีมีสว่ นประกอบของแอลกอฮอล์ เพราะ
จะทาให้ปากแห้ง และแสบมากขนึ ้
- ควรใช้สีผงึ ้ วาสลีน หรือลปิ สตกิ มนั ทาริมฝีปาก ให้ชมุ่ ชืน้ อยเู่ สมอ
เพ่ือปอ้ งกนั ริมฝีปากแห้ง
- ในรายที่มีแผลรุนแรง และเจ็บปากมากจนรับประทานอาหารไมไ่ ด้
แพทย์อาจให้ยาชาอมกลวั้ ปาก 15- 30 นาที ก่อนรับประทานอาหาร
เพ่ือลดอาการเจ็บปวด
2. ยาอ๊อกซาลพิ ลาตนิ ยานีม้ ีผลทาลายตอ่ ระบบประสาท
สว่ นปลาย ทาให้ชาหรือสญู เสียการรับรู้ความรู้สกึ บริเวณปลายมือ
ปลายเท้า หรืออาจมีอาการปวดร่วมด้วย อาการเหลา่ นีอ้ าจเกิดขนึ ้ ได้
30
ระหวา่ งให้ยา หรือหลงั จากได้รับยา อาการปลายประสาทอกั เสบ
อาจจะเป็นมากขนึ ้ ถ้าผ้ปู ่วยได้สมั ผสั กบั ความเย็น เชน่ ดมื่ นา้ เย็น
อยใู่ นห้องแอร์เยน็ ๆ จบั ต้เู ย็น ถ้าท่านเกิดอาการระหวา่ งให้ยา อ๊อกซา
ลพิ ลาตนิ ภายใน 5 วนั คาแนะนาตอ่ ไปนีจ้ ะชว่ ย บรรเทาอาการของ
ทา่ นได้
คาแนะนาเพ่อื ลดอาการข้างเคียงจากยาอ๊อกซาลพิ าตนิ
-ห้ามอมนา้ แข็งและเคร่ืองด่ืมเย็นๆ เพราะความเยน็ จะทาให้
เกิดอาการชาและเกร็งบริเวณปากและคอเพม่ิ มากขนึ ้
-หลีกเลี่ยงการสมั ผสั กบั อากาศเย็น เชน่ การอยใู่ นห้องหรือรถ
ที่เปิดเคร่ืองปรับอากาศ
-สวมเสือ้ คลมุ หรือหมวก เมื่อทา่ นจาเป็นต้องสมั ผสั กบั อากาศ
หนาวเย็น
-เม่ือต้องหยบิ ของจากต้เู ยน็ ทา่ นควรสวมถงุ มือก่อนทกุ ครัง้
และไมค่ วรสดู ลมหายใจแรง ๆ เม่ือเปิดต้เู ย็นอยู่
-ระวงั ความเย็นจากการสมั ผสั กบั วตั ถทุ ี่ทาจากโลหะ เชน่
ตวั ถงั รถ ต้รู ับจดหมาย
อาการข้างเคียงตอ่ ไปนีเ้ป็นอาการที่พบได้ไมบ่ อ่ ย แตอ่ าจ
เกิดขนึ ้ ได้ระหวา่ งการรักษาด้วยยา อ๊อกซาลิพลาตนิ คอื มีความรู้สกึ
เหมือนหายใจได้ไมเ่ ตม็ ท่ี กลืนอาหารหรือพดู ลาบาก รู้สกึ ตงึ ๆ บริเวณ
ขากรรไกร รู้สกึ แนน่ หน้าอก อาการเหลา่ นีจ้ ะไมเ่ ป็นอนั ตราย แตอ่ าการ
จะแยล่ ง ถ้ามีการสมั ผสั กบั อากาศเยน็ ควรปอ้ งกนั ด้วยการเอาสองมือ
31
ปิดบริเวณจมกู และปาก เพ่ือหายใจเอาอากาศท่ีอนุ่ เข้าไป หรือควรดม่ื
นา้ อนุ่ ๆ จะชว่ ยบรรเทาอาการได้
อาการตา่ งๆ เหลา่ นีจ้ ะหายไปหลงั จากหยดุ ยา 4-6 สปั ดาห์
ปฏิกิริยาภมู ไิ วต่อร่างกาย (hypersensitivity reaction )
เป็นอาการที่อาจเกิดขนึ ้ ขณะได้รับยาอ๊อกซาลิพลาตนิ ได้แก่
ผ่ืนแดงตามตวั ใบหน้าร้อน ฝ่ามือบวม คนั ทวั่ ตวั อาจมีอาการไข้
หายใจลาบาก เหน่ือย แนน่ หน้าอก หรือมีอาการทางตา นา้ ตาไหล
มองเหน็ ไมช่ ดั ถ้าทา่ นมีอาการเหลา่ นีข้ ณะบริหารยาต้องรีบแจ้งให้
พยาบาลทราบทนั ท่ี จะได้ให้การชว่ ยเหลือได้
3. ยาเคพไซทาบีน เป็นยาเคมีบาบดั ชนิดเมด็ รับประทาน
โดยการกลืนเมด็ ยาพร้อมนา้ เปลา่ 30 นาทีหลงั รับประทานอาหาร วนั
ละ 2 ครัง้ เช้าและเยน็ หา่ งกนั 12 ชว่ั โมง
ไมค่ วรหกั บด หรือ เคีย้ วเมด็ ยา กรณีลืมรับประทานยา ให้
รับประทานทนั ทีที่นกึ ได้ หากเวลาท่ีนกึ ได้เกิน 6 ชว่ั โมงไปแล้ว ให้เว้น
การรับประทานยามือ้ ที่ลืมนนั้ ไป และให้รับประทานมือ้ ตอ่ ไปตามเวลา
เดมิ และบนั ทกึ ไว้เพ่ือรายงานแพทย์
อาการข้างเคียงของยาเคพไซทาบีนท่อี าจพบได้บ่อย คือ
คล่ืนไส้ อาเจียน ท้องเสีย เจบ็ ปากเจ็บคอ และอาการ อกั เสบ
ของผิวหนงั บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า (hand- foot syndrome) ซงึ่ อาการ
32
อกั เสบของผิวหนงั บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า สามารถแบง่ ความรุนแรงได้ 3
ระดบั ดงั นี ้
ระดบั ที่ 1 ผิวหนงั มีการ
เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ผวิ แห้ง สีผวิ คลา้ ลง
หรือบวมแดง แตไ่ มม่ ีอาการปวด
ระดบั ที่ 2 อาการเหมือนระดบั ที่ 1
และมีอาการปวด หรือเจบ็ ๆ คนั คล้าย
ถกู เข็มตา ร่วมด้วย
ระดบั ท่ี 3 ผิวหนงั อกั เสบเป็นแผล
มีอาการปวด และไมส่ ามารถทางานได้
คาแนะนาเพ่อื ป้องกันและบรรเทาอาการอักเสบบริเวณฝ่ ามือฝ่ า
เท้า
- ใช้โลชนั่ เข้มข้นหรือครีมทามือและเท้าเบาๆ และบอ่ ยๆ เพ่ือเพ่ิม
ความชมุ่ ชืน้ และลดอาการแห้งแตกของผิวหนงั
- หลีกเลี่ยงการเสียดสี การทางานที่ต้องใช้แรงกดของฝ่ามือหรือฝ่า
เท้า เชน่ การเดนิ นานๆ การใช้มือทางานตา่ งๆ หรือสวมรองเท้าที่คบั
แนน่ จนเกินไป ถ้าหลีกเลี่ยงไมไ่ ด้อาจสวมถงุ มือและถงุ เท้านมุ่ ๆ เพื่อ
ปอ้ งกนั การเสียดสี
- หลีกเล่ียงการสมั ผสั ความร้อน
33
- หลีกเลี่ยงแสงแดด อาจป้องกันโดยการใช้ครีมกันแดด ก่อนออก
จากบ้าน หรือสวมเสอื ้ แขนยาว สวมหมวก หรือใช้ร่ม
- ประคบด้วยถุงเย็น หรือแช่มือและเท้ าในนา้ เย็น เพ่ือลดการ
ไหลเวียนของเลือดไปยงั ฝ่ามือและฝ่าเท้า
- นอนยกเท้ าสูงขึน้ โดยใช้ หมอนหนุนปลายขา เพ่ือลดการ
ไหลเวียนของเลือดไปยงั ปลายขา
หมายเหตุ หากทา่ นรู้สกึ เจบ็ มือ เท้า เวลาออกแรงบีบ เชน่ บดิ
ก๊อกนา้ ลกู บดิ ประตู หรือเจ็บเท้าเวลาเดนิ เท้าเปลา่ ควรหยดุ
รับประทานยาชวั่ คราว จนกวา่ จะหายเจ็บ จงึ กลบั มารับประทานยาตอ่
4. ยาอิริโนทีแคน เป็นยาผสมในสารละลายนา้ เกลือหยดเข้า
เส้นเลือด ผลข้างเคียงท่ีพบได้บ่อย ทาให้เกิดอาการท้องเสีย ผ้ปู ่ วยที่
ได้ รับยาชนิดนีแ้ พทย์อาจส่ังยาแก้ ท้ องเสีย ช่ือ ยาโลเพอราไมด์
(Loperamide hydrochloride) ช่ือการค้าคือ อิโมเดียม (Imodium) ให้
ผ้ปู ่วยกลบั บ้านไปด้วย ถ้าหากมีอาการท้องเสีย ให้ รับประทานยาทนั ที
ครัง้ ละ 2 แคปซูล หลังจากนัน้ ครัง้ ละ 1 แคปซูล ทุก 2 ชั่วโมง
จนกระทง่ั หยุดท้องเสีย เป็นเวลา 12 ช่ัวโมง ห้ามรับประทานเกิน 14
เม็ดต่อวัน หากรับประทาน ยาครบแล้ วอาการไม่ดีขึน้ ให้ ไป
โรงพยาบาล
34
ข้อควรระวังของยามุ่งเป้า (Targeted therapy) มีดงั นี ้
1. ยาบีวาซิซูแมบ ผลข้างเคียงที่สาคญั คือทาให้เกิดความ
ดนั โลหิตสงู ภาวะลิ่มเลือดอดุ ตนั เลือดออกง่าย แผลแยกไมต่ ดิ ดงั นนั้
ควรสงั เกตอาการต่างๆ เช่น อาการปวดท้องเกิดจากแผลในกระเพาะ
อาหาร หรืออาการปวดท้ องรุนแรงฉับพลันจากลาไส้ ทะลุ หรือมี
เลือดออกผิดปกติตามอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดกาเดาไหล ไอหรือ
อาเจียนมีเลือดปน ปัสสาวะมีเลือดปน ถ่ายอุจจาระเป็นสีดา อาการ
ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบซึง่ เป็นอาการของความดนั โลหิตสงู
รุนแรง บวมที่แขนเเละขา หายใจลาบาก นอนราบไม่ได้ ใจสนั่ หัวใจ
เต้นผิดจังหวะ ระวงั อุบตั ิเหตขุ องมีคม เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผล
หลงั ผา่ ตดั ใหมๆ่ ไมค่ วรให้ยาชนดิ นี ้ต้องรอให้แผลหายดกี ่อน
2. ยาซิทูซแิ มบ็ และยาพานิทมู ูแมบ ผลข้างเคยี งจะ
เหมือนกนั ผลข้างเคียงที่สาคญั คอื ท้องเสีย และมีผื่น ผิวแห้ง ลอก
ผิวหนงั ไวตอ่ แสงแดดทาให้เกิดไหม้ดาได้ ผื่นลกั ษณะคล้ายสวิ มกั เกิด
บริเวณหน้า ทรวงอก ด้านบนและหลงั หรืออาจเกิดที่บริเวณอ่ืนๆ ของ
ร่างกายร่วมกบั อาการอกั เสบ ผิวแห้ง จงึ ทาให้เกิดอาการคนั ได้ ควร
ทาโลชนั่ เพื่อเพมิ่ ความชมุ่ ชืน้ หลีกเล่ียงถกู แสงแดดโดยตรง ถ้าต้อง
สมั ผสั แสงแดด ควรสวมเสือ้ ผ้าที่ปกปิดและใช้ครีมกนั แดด อาการ
ตา่ งๆจะหายไปประมาณ 2 เดือนหลงั สนิ ้ สดุ การรักษา
35
การจัดการกับอาการข้างเคียงอ่ืนๆ
เนื่องจากยาเคมีบาบดั มีฤทธ์ิทาลายทงั้ เซลล์มะเร็งและเซลล์
ปกตทิ ี่มีการแบง่ ตวั เร็ว ได้แก่ ไขกระดกู ระบบทางเดนิ อาหาร รากผม
ขน ฯลฯ ซงึ่ อาการข้างเคียงจะเกิดขนึ ้ ชว่ั คราวและจะหายไปเมื่อสิน้ สดุ
การรักษา ผลข้างเคียงนอกจากจะขึน้ กับชนิดของยา ยงั ขึน้ กบั ความ
แข็งแรงของผ้ปู ่ วยด้วย กลา่ วคือ ยาชนิดเดียวกนั บางคนอาจมีอาการ
ข้างเคียงมาก ในขณะท่ีบางคนไม่มีอาการแพ้อะไรเลย เนื่องจาก
ร่างกายแข็งแรงและเซลล์ปกติฟื ้นตวั เร็ว ถ้ามีอาการไม่สขุ สบายจาก
ฤทธิ์ข้างเคยี งของยา ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล เพื่อหาวธิ ีการแก้ไข
เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกลด็ เลือดต่า
ยาต้านมะเร็งส่วนมากมีผลต่อการทางานของไขกระดกู ไข
กระดกู เป็นอวยั วะที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
ซึ่งเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดนี ้ มีบทบาทสาคัญต่อการทางานของ
ร่างกาย จะพบวา่ เม็ดเลือดทงั้ 3 ชนดิ อาจลดลง หลงั ได้ยาเคมีบาบดั
ขนึ ้ กบั ชนดิ ของเมด็ เลือด
เม็ดเลือดแดงต่ามีผลอย่างไร?
เม็ดเลือดแดงมีหน้าท่ีนาออกซิเจนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ใน
ร่างกาย โดยอาศยั ฮีโมโกลบนิ (hemoglobin) เป็นตวั นาออกซิเจนเข้า
สเู่ ซลล์ตา่ งๆ ถ้าเม็ดเลือดแดงต่า จะทาให้เกิดภาวะโลหิตจาง มีผลทา
ให้ ออ่ นเพลีย มนึ งง เวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสนั่ เหน่ือยง่าย
36
เม็ดเลือดแดง คา่ ปกติ
ผ้ชู าย 13 - 18 เปอร์เซน็ ต์
ผ้หู ญิง 12 - 16 เปอร์เซ็นต์
ท่านควรปฏิบัตติ ัวเม่ือมีภาวะโลหติ จางอย่างไร?
- พกั ผอ่ นให้เพียงพอ เพ่ือลดการใช้พลงั งาน
- รับประทานอาหารที่มี ธาตุเหล็ก โปรตีนและวิตามินสูง
เชน่ ผกั ใบเขียว เนือ้ สตั ว์ตา่ งๆ ตบั ไข่ และถว่ั เป็นต้น
- ลดกิจกรรมท่ีอาจทาให้เกิดอาการวิงเวียน เพื่อป้องกัน
อบุ ตั ิเหตทุ ่ีอาจเกิดขึน้ ได้ ไม่ควรเปล่ียนท่าเร็วนัก เช่น ไม่ควรเปล่ียน
จากท่านอนแล้วลุกขึน้ ยืนโดยทนั ที แตค่ วรลกุ นง่ั ที่ข้างเตียงก่อนแล้ว
จงึ ลกุ ขนึ ้ ยืน
- แพทย์อาจให้ยาบารุงเลือด หรือให้เลือดในกรณีท่ีเม็ดเลือด
แดงต่ามาก
เมด็ เลือดขาวต่ามีผลอย่างไร?
เม็ดเลือดขาวมีหน้าท่ีกาจดั เชือ้ โรค คอยปอ้ งกนั ร่างกายจาก
ทงั้ เชือ้ ก่อโรคและสารแปลกปลอมตา่ งๆ ภาวะเม็ดเลือดขาวต่า ทา่ น
เส่ียงตอ่ การตดิ เชือ้ ได้ง่าย
โดยทวั่ ไปเมด็ เลือดขาวจะลดลงประมาณ 1-2 สปั ดาห์ หลงั
ได้รับยาเคมีบาบดั และจะสร้างทดแทนใหม่ในสปั ดาห์ท่ี 3
37
เมด็ เลือดขาว คา่ ปกติ 4,800 - 10,800 เซลล์ตอ่ ไมโครลิตร
เมด็ เลือดขาวมีหลายชนิด นิวโทรฟิลเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนงึ่ มี
หน้าที่สาคญั ในการปอ้ งกนั เชือ้ โรค ทาลายเชือ้ แบคทีเรีย และสง่ิ
แปลกปลอมในร่างกาย คา่ ปกตขิ องนวิ โทรฟิล 40- 70 % ก่อนให้ยา
เคมีบาบดั ต้องประเมินคา่ ของเม็ดเลือดขาวสมบรู ณ์ (Absolute
Neutrophil Count: ANC) มีสตู รคานวน ดงั นี ้
จานวนเม็ดเลือดขาวสมบรู ณ์ = เมด็ เลือดขาวทงั้ หมด x นิวโทรฟิล
100
โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาให้ยาเคมีบาบดั ถ้าค่าเม็ดเลือด
ขาวสมบูรณ์ มากกว่า 1,500 เซลล์/ลกู บาศก์มิลลิเมตร แต่ถ้าค่าเม็ด
เลือดขาวสมบูรณ์ น้อยกว่า 1,500 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร ทาง
การแพทย์ถือว่า มีโอกาสเส่ียงต่อการติดเชือ้ มากกว่าคนปกติ แพทย์
อาจพิจารณาเล่ือน หรือลดขนาดยาลง เน่ืองจากผ้ปู ่ วยมีความเสี่ยงสงู
ในการติดเชือ้ และในกรณีที่ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวต่า
มากๆ ผ้ปู ่ วยจะมีความเสี่ยงตอ่ การติดเชือ้ โรคสงู แพทย์อาจพิจารณา
ให้ฉีดยากระต้นุ เม็ดเลือดขาวได้
ท่านจะทราบว่ามีการตดิ เชือ้ เกดิ ขนึ้ แล้วได้อย่างไร?
ถึงแม้วา่ ทา่ นจะระมดั ระวงั ตวั และรักษาสขุ ภาพอยา่ งดีที่สดุ แต่
การติดเชือ้ ก็ยงั อาจจะเกิดขนึ ้ ได้ อาการแสดงท่ีบง่ บอกวา่ มีการตดิ เชือ้
มีดงั นี ้
- มีไข้ สงู มากกวา่ 38 องศาเซลเซียส
- หนาวสน่ั
38
- ไอหรือเจบ็ คอมาก มีเสมหะสีเขียวเหลือง
- ปัสสาวะขนุ่ แสบขดั
- ท้องเสีย มีกลนิ่ เหมน็ ผิดปกติ เชน่ เหมน็ เหมือนหวั ก้งุ เนา่
ท่านควรปฏบิ ัตติ ัวเม่ือมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่าได้อย่างไร?
1. รับประทานอาหารท่ีปรุงสกุ สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่
สกุ เชน่ หอยนางรมสด ปลาดิบ อาหารสกุ ๆ ดิบๆ หรือของหมกั ดอง
เช่น แหนม ปลาร้ า ก้อย ส้มตา และยาต่างๆ เป็นต้น ซ่ึงอาจทาให้
ท้องเสียและติดเชือ้ ง่าย รวมทงั้ หลีกเลี่ยงการรับประทานผกั และผลไม้
สด แตถ่ ้าเมด็ เลือดขาวเร่ิมปกติ ก็สามารถรับประทานได้
2. รักษาความสะอาดของร่างกาย ปากฟัน ล้างมือให้สะอาด
กอ่ นรับประทานอาหาร และหลงั เข้าห้องนา้ ทกุ ครัง้ เพ่ือช่วยลดภาวะติด
เชือ้
3. หลีกเล่ียงการใกล้ชิดกับบุคคลท่ีเป็นโรคติดต่อ เช่น หวัด
วณั โรค ไข้ เป็นต้น
4.หลีกเลี่ยงการอย่ใู นที่ชมุ ชนแออดั ที่มีคนอย่มู าก เช่น ตลาด
โรงภาพยนตร์
5. ถ้ามีไข้ควรปรึกษาแพทย์ทนั ที ไม่ควรรับประทานยาลดไข้
เอง เพราะฤทธ์ิยาจะปิดบงั อาการไข้ได้ แตไ่ มไ่ ด้รักษาการตดิ เชือ้
39
เกล็ดเลือดต่ามีผลอย่างไร?
เกล็ดเลือดมีหน้ าท่ีช่วยให้เลือดแข็งตัว กรณีที่ร่างกายเกิดมี
บาดแผล เกล็ดเลือดจะรวมตวั จบั กนั เป็นกล่มุ ก้อนเพ่ือปิดปากแผล ทา
ให้เลือดหยุดง่าย เกล็ดเลือด ค่าปกติ 130,000 - 450,000 เซลล์ต่อ
ไมโครลิตร ถ้ าเกล็ดเลือดต่า เส่ียงต่อการเกิดภาวะเลือดออกง่าย
สงั เกตได้จากอาการ เหลา่ นี ้
- มีเลือดกาเดาออก
- มีเลือดออกตามไรฟัน เหงือก
- มีจา้ เลือดตามตวั มีจดุ แดงใต้ผิวหนงั
- อจุ จาระ ปัสสาวะมีเลือดปน
- การมองเหน็ ผิดปกติ สายตาพร่ามวั ปวดศีรษะอยา่ งรุนแรง
ท่านควรปฏบิ ัตติ ัวเม่ือมีภาวะเกล็ดเลือดต่าได้อย่างไร?
1. รักษาความสะอาดฟัน ด้วยแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนน่มุ หรือใช้ไม้
พนั สาลีทาความสะอาดฟัน แทนการใช้แปรงสีฟัน และงดการใช้เชือก
ขดั ฟัน
2. ไมค่ วรแคะจมกู และงดการสงั่ นา้ มกู แรงๆ
3. ระวงั อบุ ตั เิ หตทุ ่ีเกิดจากของมีคม
4. ถ้ามีบาดแผล ควรกดปากแผลด้วยสาลีหรือผ้าสะอาด นาน 5
นาที หรือจนกวา่ เลือดจะหยดุ
5. งดการออกกาลงั กายที่อาจทาให้เกิดบาดแผล เช่น ตีเทนนิส เตะ
ฟตุ บอล
40
6. ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะมีผลตอ่ การทาลายเกลด็ เลือด
7. งดเคร่ืองด่ืมท่ีมีแอลกอฮอล์
8. ลดการมีเพศสมั พนั ธ์ชวั่ คราว เพราะการเสียดสีอาจทาให้
เลือดออกง่าย
เหตใุ ดช่วงท่ีให้ยาเคมีบาบัดท่านต้องเจาะเลือดก่อนทกุ ครัง้ ?
กอ่ นให้ยาเคมีบาบดั ทกุ ครัง้ ทา่ นจาเป็นต้องเจาะเลือดเพ่ือ
ประเมนิ ความสมบรู ณ์ของเมด็ เลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
(complete blood count: CBC) วา่ อยใู่ นระดบั ท่ีจะให้ยาได้หรือไม่ ถ้า
ผลเลือดและเกล็ดเลือดตา่ กวา่ ปกติ อาจต้องเลื่อนการให้ยา หรือปรับ
ลดปริมาณยาลง ขนึ ้ กบั การพจิ ารณาของแพทย์ในผ้ปู ่วยแตล่ ะราย
เม็ดเลือดแตล่ ะชนิดมีคา่ ปกติ ดงั นี ้
เม็ดเลือดแดง คา่ ปกติ ผ้ชู าย 13 - 18 เปอร์เซน็ ต์
คา่ ปกติ ผ้หู ญิง 12 - 16 เปอร์เซน็ ต์
เมด็ เลือดขาว คา่ ปกติ 4,800 - 10,800 เซลล์ตอ่ ไมโครลติ ร
นิวโทรฟิล คา่ ปกติ 40- 70 %
เกลด็ เลือด คา่ ปกติ 130,000 - 450,000 เซลล์ตอ่ ไมโครลิตร
เมด็ เลือดขาวสมบรู ณ์ (Absolute Neutrophil Count: ANC)
มากกวา่ 1,500 เซลล์/ลกู บาศก์มลิ ลิเมตร
41
ยาเคมีบาบัดมีผลต่อระบบทางเดนิ อาหาร
1. คล่ืนไส้และอาเจียน
เหตุใดท่านจงึ เกดิ อาการคล่ืนไส้และอาเจียน?
ยาเคมีบาบดั บางชนดิ
ทาให้เกิดอาการคลื่นไส้และ
อาเจียน เน่ืองจากฤทธิ์ของยา
ระคายเคอื งเยื่อบกุ ระเพาะ
อาหาร และศนู ย์ควบคมุ การ
อาเจียนภายในสมอง ความ
รุนแรงของอาการขนึ ้ อย่กู บั ชนิด และปริมาณของยาเคมีบาบดั แตล่ ะ
ชนดิ แพทย์จะให้ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนีย้ งั มีวิธี
บรรเทาอาการ ดงั นี ้
1. รับประทานอาหารครัง้ ละน้ อยๆ แต่บ่อยครัง้ ขึน้ เพ่ือ
กระเพาะอาหารจะได้ไมเ่ ตม็ มากจนทาให้รู้สกึ แนน่ ท้อง
2. ควรหลีกเลี่ยงการด่ืมนา้ พร้ อมกับรับประทานอาหาร
เพราะกระเพาะอาหารจะเต็มไปด้วยนา้ ควรด่ืมนา้ ก่อนหรือหลัง
อาหาร 1 ชว่ั โมง
3. หลีกเล่ียงอาหารหวานจดั ของทอดและของมนั
4. ไมค่ วรรับประทานอาหารร้อนจดั หรือเย็นจดั
5. รับประทานอาหารช้าๆ จะไม่ทาให้ปริมาณอาหารตกลงสู่
กระเพาะเร็วมากเกินไปในขณะใดขณะหนง่ึ
42
6. เคยี ้ วอาหารให้ละเอียด ชว่ ยให้ยอ่ ยง่ายขนึ ้
7. รับประทานอาหารแห้งๆ เช่น ขนมปังปิง้ หรือ ขนมปัง
กรอบ อาหารเหลา่ นีจ้ ะชว่ ยให้อาการป่ันป่ วนท้องลดลง
8.ไม่ควรรับประทานอาหารให้อมิ่ มากจนเกินไป ก่อนได้รับเคมี
บาบดั
9. ควรด่ืมเครื่องดื่มใส นา้ ขิง นา้ ผลไม้และไม่เตมิ นา้ ตาล หรือ
นา้ อดั ลมออ่ นๆ โดยเปิดขวดทงิ ้ ไว้ระยะหนงึ่ เพื่อให้ก๊าซระเหย
10. หลีกเลี่ยงกลิ่นฉุนจดั เช่น กล่ินอาหารบางชนิด ควนั บุหรี่
หรือนา้ หอม เป็นต้น
11. ไม่ควรออกกาลงั ทนั ทีหลงั รับประทานอาหาร เพราะจะทา
ให้การย่อยอาหารช้าลง และไม่ควรนอนราบภายใน 2 ชั่วโมง หลัง
รับประทานอาหาร
12. ผู้ป่ วยบางรายอาจจะรู้สึกคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน
เพียงแต่นึกถึงวนั ท่ีจะได้รับเคมีบาบดั ซ่ึงเป็นสาเหตมุ าจากทัศนคติ
และประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อยาเคมีบาบดั หากท่านมีอาการดงั กล่าว
ควรทาจิตใจให้สบาย มีทศั นคตทิ ี่ดีตอ่ การรักษา ถ้ายงั คงมีอาการอยู่
ต้องแจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบ ภาวะนีอ้ าจจาเป็นต้องได้รับยา
คลายเครียดเพ่ือลดความกงั วล
43
2. เบ่ืออาหาร
เป็นอาการที่พบบ่อยเมื่อได้รับยาเคมีบาบัด ผู้ป่ วยไม่อยาก
รับประทานอาหารและนา้ ทาให้ ร่างกายอ่อนเพลีย และขาด
สารอาหาร ซง่ึ เป็นสง่ิ สาคญั ตอ่ การรักษา
ท่านควรปฏบิ ัตติ ัวเม่ือมีอาการเบ่ืออาหารอย่างไร?
1. รับประทานอาหารทีละน้อยๆ บ่อยๆ โดยเพ่ิมเป็น 4 – 5
มือ้ ตอ่ วนั
2. รับประทานอาหารช้า ๆ และเคยี ้ วให้ละเอียด
3. หลีกเล่ียงอาหารทอด มนั และหวานจดั
4. ดื่มนา้ อยา่ งน้อย 8-10 แก้ว ตอ่ วนั หรืออาหารเสริม เพ่ือ
ปอ้ งกนั การขาดนา้ และการตกค้างของสารเคมีท่ีผา่ นไต
3. ท้องเสีย
ยาเคมีบาบัดบางชนิดทาลาย
เซลล์ เยื่ อบุผิวของผนังลาไส้ ใหญ่ แล ะ
ทวารหนัก ทาให้ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระ
เป็ นนา้ หรื ออุจจาระเห ลว ม ากขึน้
กว่าเดิม เป็ นเหตุให้ ร่างกาย ขาดนา้
เกลือแร่ เกิดอาการออ่ นเพลีย หากท่าน
มีอาการท้องเสียตดิ ต่อกนั เกินกว่า 24 ชว่ั โมง หรือมีอาการปวดมวน
ท้องร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ทนั ที
44
ท่านมีวิธีท่อี าจช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้อย่างไร?
- ควรรับประทานอาหารประเภทซุปใส เพื่อให้ ลาไส้ได้มี
โอกาสพกั
- ด่ืมนา้ มากๆ เพ่ือชดเชยนา้ ส่วนที่สูญเสียไป โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งควรดื่มนา้ บริสุทธิ์ นา้ แอปเปิล้ นา้ พุทรา หรือนา้ ผลไม้ใสๆ
ชาชงอ่อนๆ ซุปใส หรือแกงจืด เครื่องด่ืมอุ่นๆ ไม่เย็นหรือร้ อนจัด
หากท่านจะด่ืมนา้ อดั ลมควรเปิดขวดให้ก๊าซระเหยออกไปมากๆ เสีย
กอ่ นท่ีจะด่ืม
- รับประทานอาหารครัง้ ละน้อยๆ แตใ่ ห้บอ่ ยครัง้ ขนึ ้
- หลีกเล่ียงอาหารท่ีจะทาให้ปวดมวนท้อง เช่น กาแฟ อาหาร
ที่มีก๊าซมาก เช่น ถั่ว กะหล่าปลี ผักบร็อคโครี ดอกกะหล่า หรือ
อาหารท่ีมีรสจดั มาก
- เมื่อเร่ิมมีอาการดีขนึ ้ ควรคอ่ ยๆ รับประทานอาหารเพ่ิมขนึ ้
ทีละน้อย โดยรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยๆ ก่อน เช่น ข้าว
นา้ ข้าว โจ๊ก นา้ เต้าหู้ กล้วยหอม มันฝรั่งบด ขนมปังปิง้ หรือขนมปัง
กรอบ เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงนมหรือผลติ ภณั ฑ์จากนม
- รับประทานยาแก้ท้องเสีย ตามแพทย์สง่ั
ยาเคมีบาบัดท่ที าให้เกดิ อาการท้องเสีย
1. ไฟว์ เอฟ ยู
2. อริ ิโนทีแคน
45
โปรดจาไว้ว่า อาการข้างเคียงจากยาเคมีบาบดั ที่กลา่ วมานี ้
อาจเกิดขนึ ้ หรือไมเ่ กิดขนึ ้ เลยก็ได้ อาการมากหรือน้อย ไมม่ ี
ความสมั พนั ธ์โดยตรงตอ่ ผลการรักษา และเป็นอาการที่เกิดขนึ ้
ชวั่ คราว เมื่อหยดุ ยาอาการตา่ งๆ จะหายไปเอง
46
บทท่ี 7
การมีคุณภาพชีวิตท่ดี ีในระหว่างการเจบ็ ป่ วย
ท่านจะทาชีวติ ประจาวันให้มีความสุขได้อย่างไร?
1.มีความหวงั อยเู่ สมอวา่ การรักษาจะได้ผลดี คิดไว้
เสมอวา่ ทา่ นได้รับการรักษาที่ดีท่ีสดุ
2. รับประทานอาหารที่ให้พลงั งานเพียงพอ ครบ 5
หมู่ ปัจจบุ นั ผ้ปู ่วยและครอบครัวจานวนมาก มีความ
เช่ือ หรือได้ข้อมลู วา่ การรับประทานอาหารจาพวก
พืชผกั และปลาอยา่ งเคร่งครัด จะชว่ ยชะลอโรคมะเร็งได้ ด้วยความ
กลวั วา่ เนือ้ สตั ว์เป็นอาหารที่เซลล์มะเร็งนาไปใช้ ความจริงแล้ว แม้วา่
จะไมร่ ับประทานอาหารใดๆ เลย เซลล์มะเร็งก็จะดงึ อาหารจาก
ร่างกายผ้ปู ่วยไปใช้ได้ และไมไ่ ด้เลือกวา่ จะนามาจากสารอาหารชนิด
ใดชนดิ หนง่ึ การจากดั อาหารในระหวา่ งรับการรักษาหรือในระยะ
โรคมะเร็งลกุ ลามอยู่ จงึ เป็นผลเสียตอ่ ร่างกายมากกวา่ ชว่ ยรักษา ทา
ให้นา้ หนกั ตวั ลดลง เกิดภาวะขาดสารอาหาร ภมู ิต้านทานตา่
โรคมะเร็งไมห่ ยดุ ลกุ ลาม ผลลพั ธ์สดุ ท้ายทาให้การรักษาได้ผลลดลง
เนื่องจากไมส่ ามารถรับการรักษาได้ตามกาหนดและเตม็ ที่ ดงั นนั้ การ
รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ และมีสารอาหารครบถ้วนตามความ
ต้องการของร่างกายในผ้ปู ่วยท่ีได้รับยาเคมีบาบดั จงึ มีความสาคญั
อยา่ งมาก เพ่ือทาให้ผลการรักษาดที ี่สดุ
47
3. ด่ืมนา้ มากๆ วนั ละ 2-3 ลิตร
4. พกั ผ่อนให้เพียงพอวนั ละ 6-8 ชว่ั โมง
5. ออกกาลงั กายอยา่ งเหมาะสม จะทาให้ทา่ นรู้สกึ สดชื่น
แขง็ แรง ลดความเครียด และเพม่ิ ความอยากอาหาร
6. ตงั้ เปา้ หมายในการทางานให้เหมาะสมกบั สภาพความเป็น
จริง ไมค่ วรทางานหนกั เกินไป เพราะอาจทาให้ท่านท้อถอย
7. กิจกรรมในสงั คม การมีส่วนร่วมกิจกรรมกบั เพ่ือน ญาติ
และคนอื่น ๆ ได้เหมาะสม
8. การพกั ผอ่ นหย่อนใจในบ้าน เชน่ ดโู ทรทศั น์ ฟังวิทยุ และ
หรือเทป อ่านหนงั สือ
9. การพกั ผอ่ นหยอ่ นใจนอกบ้าน เชน่ รับประทานอาหารนอก
บ้าน เดนิ ดสู นิ ค้า ต้นไม้ การแสดงตา่ งๆ หรือไปทศั นาจรตามสถานท่ี
ตา่ งๆ ตามความเหมาะสม
พงึ ระลึกไว้เสมอว่าท่านมิได้อย่เู พยี งลาพังผู้เดยี ว
อยา่ รีรอท่ีจะ
แสวงหาข้อมลู เม่ือมีข้อ
สงสยั หรือมีปัญหาตา่ งๆ
เกิดขนึ ้ พยาบาลและ
แพทย์ พร้อมที่จะให้
คาปรึกษาแกท่ า่ นเสมอ
48
การเตรียมความพร้ อมก่ อนและหลังการรักษา
ควรเตรียมความพร้อมทงั้ ทางร่างกายและจิตใจ รวมทงั้ สิทธิ
คา่ รักษาพยาบาล เน่ืองจากมะเร็งเป็นโรคท่ีต้องใช้ระยะเวลาในการ
รักษา และคา่ ใช้จา่ ยคอ่ นข้างสงู ควรมีความพร้อมตอ่ แผนการรักษา
ทราบเปา้ หมายของการรักษา แผนระยะยาวของการรักษา จานวนครัง้
และระยะเวลาของการรับยาเคมีบาบดั การตรวจพิเศษเพิม่ เตมิ
หลงั สนิ ้ สดุ การรักษา ทราบอาการผิดปกตทิ ่ีควรมาพบแพทย์
และเน้นให้เหน็ ความสาคญั ของการมาตรวจตามนดั
49