ส่อื ประกอบการเรยี นรู้ เร่อื ง
การพดู ตอ่ ประชุมชน
การพดู ตอ่ ประชุมชน คือการพดู ท้ังเป็น
รายบุคคลและเปน็ กล่มุ เพอ่ื แสดงความรู้ ความคิด
ความรูส้ ึก รวมทง้ั ขอ้ เสนอแนะต่าง ๆ ต่อผฟู้ งั
จานวนมากในที่สาธารณะหรือในท่ีประชมุ ชน
โดยผฟู้ งั อาจมปี ฏิกริ ยิ าตอบสนองในขณะ
ท่ผี ูพ้ ูดกาลงั พูด หรอื พดู จบแลว้ เป็นอวัจนภาษา
เป็นขอ้ ซักถามหรอื เปน็ ข้อคดิ เหน็ ก็ได้
จดุ ประสงคข์ องการพดู
1. เพื่อใหม้ ีความรู้
2. เพื่อประชาสมั พนั ธ์
3. เพ่ือความบนั เทิง
4. เพ่ือโนม้ นา้ วใจ
5. เพื่อจรรโลงใจ
สารใหค้ วามรู้
การพดู ประชาสมั พนั ธ์
เพ่ือความบนั เทิง
สารโนม้ นา้ วใจ
เช่น การพูดเชิญชวน
สุนทรพจน์
สารจรรโลงใจ
1. การพดู แบบฉบั พลนั สุนทรพจน์/ อวยพร/
แสดงความยินดี
2. การพดู แบบอาศยั ตน้ ร่าง พธิ ีกร/ ประกาศข่าว
3. การพดู แบบอ่านจากตน้ ฉบบั ประธานกล่าว
เปิ ดงาน
4. การพดู แบบท่องจา สุนทรพจน์
1. การพดู อย่างเป็ นทางการ ประธานกล่าวเปิ ดงาน/
พธิ ีกรงานพธิ ีการ
2. การพดู แบบก่ึงทางการ สุนทรพจน์/ บรรยาย/
ปาฐกถา/ โต้วาที
3. การพดู อย่างไม่เป็ นทางการ
- อวยพร/ Talk Show
- แสดงความยินดี ฯลฯ
1. การสนทนาต่อประชุมชน
2. การบรรยายหรือปาฐกถา
3. การอภิปราย
4. การโตว้ าที
1. กาหนดจุดม่งุ หมาย ให้ความรู้/ จรรโลงใจ/
2. วิเคราะหผ์ ฟู้ ัง โน้มน้าว/ ประชาสัมพนั ธ์ ฯลฯ
3. กาหนดขอบเขตของเร่ือง เพศ/ อายุ/ การศึกษา/
4. รวบรวมเน้ือหา อาชีพ/ ความเช่ือ
5. การทาโครงร่างการพดู
ช่วยจากดั กรอบการพูด
เพื่อความแม่นยา/
น่าเช่ือถือ
ให้พูดได้ตาม
จุดมุ่งหมายที่กาหนด
1. กล่าวปฏิสนั ถาร ทักทายสร้างสัมพนั ธภาพกับผู้ฟัง
2. กล่าวแนะนาตนเอง ท้ังวจั นภาษาและอวจั นภาษา
3. กล่าวถึงเรื่องที่พดู เป็ นทางการหรือไม่
4. กล่าวสรปุ จบเร่ือง ขนึ้ อยู่กบั โอกาสที่พูด
ให้ผู้ฟังเตรียมพร้อมที่จะฟัง
และหันมาสนใจผู้พดู
ขนึ้ อยู่กบั จุดมุ่งหมาย
ของการพูด เช่น ประชุม (ต้องสรุป)
การแสดงความสุภาพอ่อนน้อมด้วยกริ ยิ า
และวาจา หรอื คาลงทา้ ยท่สี ุภาพ เชน่ ครับ คะ
จะ๊ สวสั ดี ขออภัยหรือขอโทษ ขอบคณุ หรือ
ขอความกรุณา เป็นคาที่ควรฝกึ ใหถ้ กู ต้องอยเู่ สมอ
การแสดงความดีใจ เมือ่ ญาติมิตรประสบ
ความสาเรจ็ หรือ แสดงความเสยี ใจ เมือ่ ญาตมิ ิตร
ประสบอุบัติเหตุ หรือสญู เสีย ควรระมัดระวงั ถ้อยคาและ
สารวมกริ ยิ าวาจาใหเ้ หมาะสมแก่กาลเทศะ
การใช้กริ ิยาทา่ ทางที่สภุ าพ คือ
การใชอ้ วัจนภาษา สรุปได้ ดงั นี้
1. การแสดงออกทางสีหนา้ ยิ้มแย้ม แจ่มใส
2. ทา่ ยืน ท่านง่ั การทรงตวั สง่างาม
3. การแต่งกาย เหมาะสมตามโอกาสและกาลเทศะ
4. การใช้ท่าทาง มือแขน ช่วยส่ือความหมายควบคู่การพดู
เช่น บอกทศิ ทาง ขนาด รูปร่าง อาจใช้เป็ นภาษาใบ้คือ
สะกดด้วยนิว้ มอื และสัญลักษณ์
การใช้สายตา ประสานสายตากบั ผฟู้ งั อย่าง
จรงิ ใจ การพูดต่อประชุมชน ต้องกวาดตาให้ทัว่ ถงึ
เพ่ือแสดงความเปน็ มติ รกบั ผ้ฟู ัง
การใช้นา้ เสียง ใช้ให้เป็ นธรรมชาติ
นุ่มนวล กังวาน แจ่มใส ไม่ตดิ ขดั ไม่ดดั เสียง
การเคลือ่ นไหว ยืนในทา่ สบาย เคลอ่ื นไหวให้
พองาม ไม่แสดงกริ ิยาซา้ ซากหรือหยาบกระด้าง
ควรละเวน้ คาพูดซา้ ซากบางคา เชน่ นะฮะๆ เปน็ ตน้
การโตว้ าที เปน็ การอภิปรายอย่างหนงึ่ โดยผู้อภปิ รายใช้วาทศิลป์
ของตนโนม้ นา้ วใจผฟู้ ังให้คลอ้ ยตาม และใช้เหตุผลหกั ล้างเอาชนะฝ่ายตรงขา้ ม
การโตว้ าที เป็นการฝึกใหผ้ พู้ ดู มนี ้าใจเปน็ นักกีฬา รูจ้ กั แพ้ชนะ
รับฟังเหตผุ ลจากผูอ้ ่นื ฝึกปฏภิ าณไหวพรบิ ให้เฉยี บแหลม แก้ปญั หาเฉพาะหน้า
ได้ดี ทังยงั ให้ความบนั เทงิ และเนือหาสาระแกผ่ ูฟ้ ังด้วย
องค์ประกอบของการโต้วาที ไดแ้ ก่
1. ผู้โต้วาที ประกอบดว้ ย 2 ฝา่ ย คือ ฝ่ายเสนอและฝา่ ยคา้ น
แต่ละฝ่ายจะมหี วั หน้าฝา่ ยละ 1 คน และมีลูกทีมฝ่ายละ 2-3 คน
2. ญตั ติ คือ หัวขอ้ ในการโต้วาที ญตั ตทิ ดี่ คี วรมีลักษณะดงั นี้
2.1 ใหค้ วามรู้และเพ่ิมพนู สตปิ ญั ญา เช่น ศรีปราชญ์เปน็ กวดี เี ดน่ กวา่
สุนทรภู่ ญัตตินี้ผู้พูดตอ้ งยกผลงาน ตัวอย่างบทประพนั ธ์ เนอื้ หา เพอื่ หักลา้ งอีกฝา่ ย
หนง่ึ ทาใหผ้ ฟู้ ังไดค้ วามรู้
2.2 ญตั ติต้องไม่เป็นเรื่องท่ีจบั ประเด็นยาก ทาใหก้ ารโตว้ าทหี ลงทศิ ทาง
เชน่ “ผา้ ถงุ ของไทยดกี วา่ กระโปรงฝร่งั ” ควรต้งั ใหมเ่ ปน็ “วัฒนธรรมไทยดกี ว่า
วัฒนธรรมตะวนั ตก” จะเห็นวา่ ญตั ตใิ หม่มแี ง่มมุ ในการแสดงความคิดเหน็ ได้
มากกว่า
2.3 เปน็ เรอ่ื งทส่ี ังคมสว่ นใหญ่สนใจ เช่น “การพัฒนาชนบทสาคญั กวา่
การพัฒนาตัวเมอื ง” “สินคา้ ถูกดีกวา่ คา่ แรงเพ่มิ ” “เกดิ เป็นหญงิ แท้จรงิ แสนลาบาก
เกดิ เปน็ ชายยง่ิ ยากกวา่ หลายเทา่ ”
2.4 เป็นเร่ืองเกี่ยวกับหลักวชิ าการตา่ ง ๆ เช่น “ประเทศอุตสาหกรรมดีกวา่
ประเทศเกษตรกรรม”
2.5 เปน็ เรื่องเกยี่ วกบั นโยบาย เชน่ “เพศศกึ ษาช่วยป้องกันเอดส์ไดจ้ ริงหรือ”
2.6 เปน็ เร่ืองเก่ียวกับคณุ ค่าต่าง ๆ เช่น คณุ คา่ ในการสง่ เสริมวัฒนธรรม
ได้แก่ “การดาเนินชีวิตอยา่ งไทยไทยดกี ว่าอยา่ งตะวนั ตก” คุณคา่ ทางค่านิยม
ได้แก่ “สินค้าไทยดีกวา่ สินค้าต่างประเทศ”
2.7 เปน็ เรอ่ื งเกย่ี วกับข้อเท็จจริง เชน่ “คนอว้ นตายด้วยโรคมากกวา่ คนผอม”
2.8 เป็นเรอ่ื งท่ไี มข่ ัดต่อศีลธรรมอันดีงาม และไมเ่ ป็นภัยต่อสังคม
3. ประธานหรือผู้ดา้ เนินการโตว้ าที
4. ผจู้ บั เวลา ส่วนใหญ่ประธานเปน็ ผจู้ ับเวลาเอง
5. กรรมการตัดสนิ อาจมีผูท้ รงคณุ วุฒเิ ปน็ กรรมการ และมเี กณฑ์การตัดสนิ
ซึง่ ต้องมจี านวนเปน็ คี่ เชน่ 3 5 7 เพราะถา้ เปน็ จานวนคูอ่ าจให้คะแนนเทา่ กัน
ตอ้ งมคี วามรใู้ นญตั ติท่ีโตก้ ันเป็นอย่างดี มีความเทยี่ งธรรม ยุติธรรม ฟงั เหตุผล
และวาทศิลปข์ องแตล่ ะฝา่ ย จงึ สามารถตดั สนิ ให้คะแนนแก่ฝา่ ยใด
ลา้ ดับการพูด
8531 2467 จากนนั หัวหน้า
ฝา่ ยค้านกล่าวสรุปกอ่ น
ตามด้วยหวั หน้าฝ่ายเสนอ
ผู้ฟงั
ข้อควรคา้ นึงในการโตว้ าที
1. เตรียมตวั ในการพูด ค้นคว้าขอ้ มูลไว้ให้พร้อม
2. รักษามารยาทในการพูด ไมพ่ ดู ส่อเสียดกระทบกระทัง่ ฝา่ ยตรงขา้ ม
ไมเ่ อาเรอื่ งส่วนตวั ของผอู้ ืน่ มาพดู ควรใช้สรรพนามแทนฝา่ ยตรงข้าม เช่น
หัวหน้าฝา่ ย ผู้สนับสนุนฝา่ ย เป็นตน้
3. หลกี เลีย่ งการใช้ภาษาหยาบคาย ไม่สภุ าพ
4. พดู ให้มสี าระ ไม่เลน่ คารมมากจนเกนิ ไป คานึงถึงประโยชน์ของผ้ฟู งั ให้มากท่สี ุด
5. มศี ลิ ปะในการชกั จูงผูอ้ ืน่ ให้คล้อยตาม
6. ตรงต่อเวลา ไม่พดู เกนิ เวลาท่ีกาหนด
7. ผู้ฟงั มหี น้าท่ีปฏบิ ัตติ นใหเ้ ปน็ ผ้ฟู ังทด่ี ี ด้วยการรักษามารยาทในการฟัง