ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง 2566 1
ค ำน ำ 2 ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถ ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้น ค าว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงหมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถของท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้าน คิดค้นขึ้น แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขพัฒนาแก้ปัญหา เป็นทั้งสติปัญญา และองค์ความรู้ทั้งหมดของชาวบ้าน ดังนั้น จึงมีความครอบคลุมเนื้อหาสาระและแนวทาง ด าเนินชีวิตในวงกว้าง ภูมิปัญญาท้องถิ่นของอ าเภอพานทอง จึงหมายถึง ผู้มีภูมิความรู้ ความสามารถในท้องที่ อ าเภอพานทองทั้งที่เป็นพื้นความรู้เดิมที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษและความรู้ที่คิดค้นขึ้น แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขพัฒนาแก้ปัญหา เป็นทั้งสติปัญญาและองค์ความรู้ทั้งหมดของ ชาวบ้าน อ าเภอพานทอง ซึ่ง กศน.อ าเภอพานทอง โดยห้องสมุดประชาชนอ าเภอพานทองได้ รวบรวมและจัดท าเป็นเอกสาร “คลังภูมิปัญญาท้องถิ่นอ าเภอพานทอง” ขึ้น เพื่อเป็นเอกสาร รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นของอ าเภอพานทอง ไว้ส าหรับประกอบการเรียนการสอนหรือผู้ที่ สนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆ ของอ าเภอพานทอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสาร “คลังภูมิปัญญาท้องถิ่นอ าเภอพานทอง” จะเป็นประโยชน์ กับทุกท่าน ขอขอบคุณภูมิปัญญาทุกท่านที่ให้ข้อมูลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ท าให้ เอกสารนี้ส าเร็จด้วยดี ห้องสมุดประชาชนอ าเภอพานทอง
สารบัญ หน้า ค าน า สารบัญ ช่างเครื่องทองโบราณ 1 การท าอิฐมอญ อิฐแดง 3 การรักษาโรคกระดูกด้วยน้ ามัน 5 นวดแผนไทยและสมุนไพรประคบ 7 เกษตรทฤษฎีใหม่และพันธุ์กรรมช้าว 9 การแปรรูปกล้วย 11 การท าขนมไทย 13 การจักสานเข่งปลาทู 15 การทอเสื่อกก 17 การท าซอสพริก 19 การท าไข่เค็ม 21 เกษตรทฤษฎีใหม่ โคก หนอง นา โมเดล 23 หัตถกรรมผักตบชวา 25 การจักสานเส้นพลาสติก 27 การแปรรูปสมุนไพรเพื่อท าผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน 29 การเลี้ยงปลานิล 31 การเย็บตับจาก 33 การแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลา (ปลานิลแดดเดียว) 35 คณะผู้จัดท า 3
4 ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทองค ำจิ๋ว มหัศจรรย์ฝีมือช่ำงแห่ง...อ.พำนทอง อีกหนึ่งศิลปะทองค ำ ที่ควรค่ำแก่กำรอนุรักษ์ ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นการน าเอาชื่อของศิลปะทองค าไปบรรจุไว้ในค าขวัญของ พื้นที่ แต่ที่อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรีการผลิตทองค าของที่นี่มีเอกลักษณ์และได้รับ การยอมรับว่าเป็นอีกแหล่งผลิตทองค าที่มีคุณภาพและงดงาม จนได้รับการบรรจุไว้ในค า ขวัญของอ าเภอ นั่นก็คือ “เมืองอิฐแกร่ง แหล่งเกษตรกร เขตอุตสาหกรรม คุณธรรมหมอ พระ ศิลปะช่างทอง” การผลิตทองรูปพรรณของช่างทองที่นี่ เป็นการท าทองแบบโบราณ และได้รับการสืบ ทอดจากบรรพบุรุษ ซึ่งได้คิดค้นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไว้มากมาย อาทิลาย ลูกฆ้อง ลายฝักแค ลายก้ามปู ลายก้ามกุ้ง ลายพิกุล เป็นต้น ขณะเดียวกันบรรดา ลูกหลานที่สืบทอดต่อก็ได้คิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่เพิ่มขึ้นให้เข้ากับยุคสมัย อย่างเช่น ลายกระดุมทอง ลายประค าโป่ง ลายไข่ปลาทรงเครื่อง นอกเหนือจากศิลปะทองโบราณที่งดงาม และสร้างชื่อเสียงให้กับที่นี่แล้ว ยังมีศิลปะ การท าทองอีกแขนงหนึ่งซึ่งสร้างชื่อให้กับที่นี่ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การท าทองจิ๋ว ซึ่งถือเป็น หนึ่งเดียวในประเทศ และเป็นที่ยอมรับจากผู้ที่ชื่นชอบในการสะสมเครื่องทองจิ๋วเหล่านี้ อ าเภอพานทอง นำยท ำนอง รุ่งสีทอง ที่อยู่ ร้ำนรุ่งสีทอง หมู่ 4 ถนนพำนทอง-หัวไผ่ ต ำบลพำนทอง อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี 20160 1
5 นำยท ำนอง รุ่งสีทอง ภูมิปัญญาและช่างฝีมือแห่งร้านรุ่งสีทอง ร้านทองเก่าแก่ใน พื้นที่ อ.พานทอง ได้เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า ก่อนที่จะมาท าทองจิ๋ว ก็ได้สืบทอดวิชาการ ท าทองมาจากคุณพ่อ ที่เป็นชาวจีนได้อพยพมาเป็นลูกจ้างท าทองอยู่ที่ฉะเชิงเทรา ก่อนที่ จะย้ายมาอยู่ที่ อ.พานทอง จากนั้นก็ได้เปิดร้านรับจ้างท าทองมาโดยตลอด จนฝีมือเป็นที่ ยอมรับ และได้มีร้านค้าทอง รวมถึงประชาชนได้มาจ้างท าทองเป็นจ านวนมาก โดยที่ ตัวเองก็ได้ช่วยงานที่บ้านและได้ซึมซับความรู้วิชาการท าทองมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เริ่มหัด ท าอย่างจริง ๆ จัง ๆ มาตั้งแต่อายุ 13 ปี จนมาถึงวันนี้ก็ผ่านประสบการณ์มากว่า 60 ปี ปัจจุบันได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกสาว ลูกชาย และลูก ๆ ของช่างทองในร้าน และผู้ที่ สนใจ นำยท ำนอง รุ่งสีทอง การด าเนินธุรกิจในช่วงแรกจะเป็นการท าทองตามออเดอร์ ต่อมาก็ได้ต่อยอดมาเป็นทองจิ๋ว เพราะเห็นว่าทองค ามันเป็น แร่ที่สวยงาม เหลืองอร่าม หากได้มาผลิตเป็นของที่ระลึก น่าจะสวยงามและทรงคุณค่า ก็เลยทดลองท าออกมา และเป็นที่ชื่น ชอบของลูกค้ามากเลย จากนั้นเมื่อข่าวสารได้กระจายออกไปก็มีออเดอร์เข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะให้ท าเป็นตะกร้าบ้าง ปิ่นโตบ้าง รถยนต์โบราณบ้าง แล้วก็งานชิ้นเล็ก ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ต้องการ ทองค าจิ๋วของที่นี่เป็นงานแฮนด์เมด ท าทีละชิ้น มีการย่อส่วนมาให้ตรงตามแบบที่สุด โดยจะให้ช่างแต่ละคนเป็นคนลงมือท างานเป็นชิ้นงานออกมาเลย ไม่มีการประดิษฐ์แต่ละ ส่วนแล้วน ามาประกอบกัน วิธีการท าทองจิ๋ว เริ่มจากการแกะลายจากสิ่งของที่ลูกค้าเอามาให้ เราดูทุกชิ้น เพราะชิ้นงานแต่ละชิ้น ต้องได้สัดส่วนและเหมือนของจริงที่สุด ทั้งด้านนอกและด้านใน ถ้าเป็นรถ เราก็จะพยายามท าให้เหมือนทั้งซี่ล้อ หรือแม้กระทั่ง เบาะภายใน ที่ส าคัญ ชิ้นงานของที่นี่จะไม่ใช้การหล่อ หรือปั๊ม ท าจากทองแผ่นเรียบ ๆ น ามารีด ตัด ขึ้นรูป แล้วน าแต่ละชิ้นมา ประกอบกัน การท าทองของนายท านอง ถึงแม้จะไม่ใช้เครื่องจักรแต่ก็สามารถท าได้หลายชิ้น ซึ่งการท าทองจิ๋วจะยากตรงชิ้นแรก หากชิ้นแรกท าได้แล้ว ชิ้นต่อ ๆ มาก็จะง่าย เพราะช่างจะรู้ว่าต้องท าอะไรบ้าง ขนาดเท่าไร จะประกอบอย่างไร ซึ่งต้องแกะจาก จินตนาการ ถ้าคิดออก ทุกอย่างก็เดินหน้าได้ “งานท าทองจิ๋วที่รู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุดก็คือ การท ารถโบราณจิ๋วถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 (ครั้งยังเป็นสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ) ซึ่งตอนนั้นเมื่อช่างเค้ารู้ว่าจะท าถวาย เครียดมาก เพราะกลัวว่าจะออกมาไม่ดี แต่ในที่สุดแล้วก็ท าได้ดี นอกจากนั้นก็จะมีชุดเชี่ยนหมากโบราณ และชุดขันโตก ที่มีลูกค้ามาว่าจ้าง ซึ่งจะน าขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราภูมิใจที่สุด แต่หากเป็นเครื่องทองโบราณ ก็ต้องเป็น “สร้อยฟ้า” ซึ่งมีลูกค้ามาจ้างท าเพื่อถวายแด่ หม่อมศรีรัศมิ์ตรงนี้ถือเป็นงานเด่นของเรา” ส ำหรับอนำคตของกำรท ำทองจิ๋วของที่นี่ ก็พร้อมที่จะถ่ำยทอดให้กับผู้ที่มีใจรัก และมีควำมสนใจ แม้กระทั่งเด็ก ๆ และเยำวชน ซึ่งวิชำควำมรู้ในสำขำนี้ไม่มีกำรเขียนเป็นต ำรำ อยำกจะได้ต้องมำ เรียนรู้เอำเอง 2
6 ภูมิปัญญาท้องถิ่น อิฐมอญ/อิฐแดง แห่งเมืองอิฐแกร่ง แหล่งท าอิฐอ าเภอพานทอง ตั้งอยู่ในต าบลหนองกะขะ อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม เหมาะแก่การท าการเกษตร มีล าคลองหลายสาย มีดงตาลขึ้นมากมาย ชาวบ้านจึงมีอาชีพขึ้นต้นตาลและท าน้ าตาล ขายเป็นอาชีพเสริม ประกอบกับพื้นที่เป็นแหล่งดินเหนียวที่ดีเหมาะส าหรับท าอิฐ จึงมีโรงงานอิฐในพื้นที่หลายโรง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะเป็นอิฐมอญแดงท าจากดินเหนียวที่มีในอ าเภอพานทอง อิฐมอญพานทองหรืออิฐแดงพาน ทอง เป็นอิฐดินเผาที่มีความแข็งแกร่ง ทนทาน เหมาะส าหรับก่อสร้างบ้านพักอาศัย อพาร์ทเม้นท์ คอนโดมิเนียม และสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต้องการความแข็งแรง การเผาอิฐมอญ (หรือบางทีเรียกว่าอิฐแดง) เป็นที่เลื่องลือกันว่ามีความแข็งแกร่งทนทาน มีคุณภาพ สมกับ ค าขวัญอีกค าของอ าเภอพานทองที่ว่าเป็น "เมืองอิฐแกร่ง" โดยกรรมวิธีการเผาอิฐที่ไม่เหมือนใคร เพราะใช้เตาเผา อิฐที่ใช้ความร้อนสูงขนาดใหญ่ สูงประมาณตึกสามชั้น เผาได้ครั้งละมากๆ เป็นแสนๆ ก้อน โรงอิฐมีอยู่หลายโรง ตั้งอยู่บนถนนสุขประยูร จนเกือบถึงตลาดพานทอง อ าเภอพานทอง ภูมิปัญญำกำรท ำ อิฐมอญ/อิฐแดง กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบกำร หนึ่งต ำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ อิฐแดงพำนทอง 3
7 จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์และการ สืบสานผลิตภัณฑ์ ชุมชนผู้ผลิต “อิฐมอญ (แดง)” เรียกโดยทั่วไปว่า “อิฐมอญ (แดง) พานทอง” เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวอ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี อิฐแดงพานทอง นับว่าเป็นภูมิปัญญา ของคนในชุมชน โดยสืบทอดจากบรรพบุรุษรุ่นปู่-ย่า ปัจจุบันเป็นรุ่นหลาน แต่ก่อนและใช้แรงงานคนในชุมชนมา รับจ้าง ขณะนั้นยังไม่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย จึงต้องใช้แรงงานคน ท าด้วยมือทุกขั้นตอน ท าให้ผลิตได้ช้ามาก ผลิตได้ น้อย จากรูปลักษณะของอิฐแดงแต่ก่อนกับปัจจุบันไม่ต่างกันมากนัก ยังคงรูปแบบแบบ ในเรื่องของขนาด วัสดุ แต่ มีการพัฒนาโดยชักร่องบนก้อนอิฐและตรงกลางก้อนมีรู เพื่อให้ฉาบปูนติดสนิทกว่าเดิม คงทนถาวร นับถึงปัจจุบัน มีผู้สืบสานการผลิตอิฐมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว อิฐแดงพานทอง ถ้าเทียบกับอิฐแดงที่อื่นแล้ว ราคาจะแพงกว่าไม่มาก นัก แต่อายุการใช้งานคงทน ถาวรกว่า อิฐชนิดอื่น ดังนั้น ต้องใช้ปูนฉาบมากกว่าอิฐแดงพานทอง ท าให้ผู้ใช้ต้อง เพิ่มเงินมากขึ้น เสียเวลามากกว่า อิฐมอญ (แดง) พานทอง เกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่น าแนวคิดการหา สิ่งที่สามารถทดแทนการใช้ไม้ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างได้ ท าให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ มีความสะดวกสบาย ในการ ก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ให้มีความมั่นคงในตัวสิ่งปลูกสร้างนั้น จึงมีการพัฒนาอิฐมอญ (แดง) พานทองให้ความ แข็งแกร่งและทนทานต่อการใช้งานมากขึ้น ให้เป็นมาตรฐานสู่สากล อัตลักษณ์(เอกลักษณ์)/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ - แข็งแกร่ง คงทน เมื่อน าอิฐมาเคาะกระทบกัน จะได้เสียงที่ใสและกังวาน ต้องใช้ดินเหนียวและมีสีด าและใช้ดินใน พื้นที่อ าเภอ พานทองเท่านั้น ควำมสัมพันธ์กับชุมชน - อิฐมอญ (แดง) พานทอง เกิดจากดินในท้องที่อ าเภอพานทอง ซึ่งเป็นดินเหนียวมาก เหมาะกับการน ามาท าอิฐ แดง ไม่ท าให้สิ่งแวดล้อมในชุมชนเปลี่ยนแปลงหรือถูกท าลาย - คนในชุมชนจะใช้เวลาว่างมารับจ้างหรือผู้ที่ไม่มี งานท าก็จะมารับจ้าง คนที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือก็ยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ ทั้งนี้ อิฐมอญ (แดง) พานทอง ใช้สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์และช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในชุมชน มีอาชีพเสริมให้ตนเองและ ครอบครัว อิฐมอญ (แดง) พานทอง จะไม่มีการสิ่งใดเจือปนเลยนอกจากส่วนประกอบของน้ าและ ดินเหนียวเท่านั้น ถ้าเทียบกับอิฐแดงของที่อื่นเขาจะใช้แกลบหรือทรายผสมลงไป ท าให้เนื้ออิฐไม่แข็งแกร่ง อิฐมอญ (แดง) พานทอง เมื่อเคาะจะมีเสียงดังกังวาน จากหลักฐานที่เคยมีการทดสอบระหว่างอิฐมอญ (แดง) พานทองกับอิฐที่อื่น ท าการ ทดสอบโดยใช้เครื่องไฮโครลิคอัดแรง จ านวนอิฐ 1 ก้อน โดยอิฐที่อื่นใช้น้ าหนักกด ประมาณ 200ปอนด์ ก้อนอิฐแตกละเอียด แต่อิฐมอญ (แดง) พานทอง 1 ก้อน ใช้น้ าหนักกดที่ประมาณ 800-1000 ปอนด์ จึงแตก แต่ไม่แตกชนิดละเอียด จะแตก เป็นเสี่ยงเท่านั้น เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของแกลบ 4
8 ภูมิปัญญาท้องถิ่น จำกองค์ควำมรู้ภูมิปัญญำสู่ค ำขวัญอ ำเภอพำนทอง “เมืองอิฐแกร่ง แหล่งเกษตร เขตอุตสำหกรรม คุณธรรมหมอพระ ศิลปะช่ำงทอง” “หมอพระ” ในที่นี้หมายถึง ผู้ให้การรักษาโรคกระดูกด้วยสมุนไพร และน้ ามัน เป็นความคิดริเริ่มในการรักษา โรคกระดูกและโรคอัมพาต โดยพระครูวรเวชวิศาล สุวณโณ เจ้าอาวาสวัดยุคลราษฎร์ อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี อ าเภอพานทอง การรักษาโรคกระดูกและโรคอัมพาตด้วยสมุนไพร และน้ ามัน การรักษาแบบแผน โบราณโดยพระครู วรเวชวิศาล นามเดิมสมบุญ อินทสังข์ เจ้าอาวาส วัดยุคลราษฎร์สามัคคี ต าบลเกาะลอย อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นการรักษาให้ฟรีไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อก่อนกำรรักษำของทำงวัดมีชื่อเสียงมำกถึงขนำดน ำไปตั้งเป็นค ำขวัญของอ ำเภอ ซึ่งจะให้การรักษาแบบ แผนโบราณ ต้องเสียค่าบูชาครู คือถ้าเป็นการรักษาด้วยการนวดน้ ามัน จะต้องเสียค่าบูชาครู1 สลึง เข้าเฝือกเสีย ค่าบูชาครู2 สลึง ถ้าผู้ป่วยไม่มีเงินเสียค่าครู ทางวัดจะหาเงินค่าบูชาครูให้หลายคนสงสัยว่า พระท่านคงจะมีคาถา ดีในการดับพิษไฟ แล้วคนไข้จะแสบร้อนจากน้ ามันร้อนๆ ที่ฝ่าเท้าของพระหรือไม่ ตรงนี้ขอเฉลยว่า ถือเป็นความ มหัศจรรย์ของธาตุไฟภายในร่างกายของมนุษย์ เพราะเมื่อเอาเท้าชุ่มน้ ามันไปนาบเหล็กแดง ความร้อนจาก ภายนอกจะผสานกับธาตุไฟภายในตัว แม้จะละฝ่าเท้าจากเหล็กร้อนๆ ที่มีไฟลุกโพลงจากน้ ามันที่ติดอยู่บนเหล็ก และนาบเท้าลงแทบจะในทันทีที่ร่างกายของคนไข้ ธาตุไฟจากภายในและภายนอกก็จะผสานกัน ท าให้คนไข้รู้สึก แค่อุ่นๆ เท่านั้น ปัจจุบันได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ท าหน้าที่รักษา ภูมิปัญญำกำรรักษำ โรคกระดูก ด้วยสมุนไพรและน้ ำมัน 5
9 วัดยุคคลราษฎร์สามัคคี(วัดหนองฝาแฝด) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “วัดใหม่” ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 4 บ้านหนองฝาแฝด ต าบล เกาะลอย อ าเภอพานทอง เป็นวัดที่มีชื่อเสียง ดังค าขวัญของอ าเภอ พานทองที่ว่า "คุณธรรมหมอพระ“ เนื่องจากเป็นวัดที่มีพระให้การรักษาโรค ด้วยวิธี "นวดด้วยเท้า"แบบโบราณ และ ไม่เก็บค่ารักษาและค่ายาใดๆ ทั้งสิ้น การนวดด้วยเท้า เป็นการให้การรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยผู้ป่วยไม่มี บาดแผลสด หรือแผลเปิด ใช้วิธีการนวดและเหยียบด้วยส้นเท้าลงบนบริเวณที่ต้องการรักษาเช่นแขนขา ล าตัว วิธีการรักษาจะมีพระภิกษุและลูกศิษย์ใช้เท้าจุ่มตัวยา คือน้ ามันมะพร้าวผสมสมุนไพรโบราณตั้งบนไฟอ่อนๆ จากนั้นใช้ส้นเท้าจุ่มน้ ามันนวดคลึงบริเวณบาดเจ็บ เมื่อน้ ามันเย็น ก็เอาเท้าจุ่มน้ ามันมานวดใหม่อีก ท าครั้งละ 1 ชั่วโมง วันละ 1 ครั้ง หากมีอาการมาก ก็จะต้องนวดติดต่อกัน 20-30 วัน หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น “เริ่มจากนวดคลายเส้นก่อน แต่บางครั้งบางคนเส้นก็ลึก กดไม่ถึง ท าอย่างไรก็ไม่ยืดหยุ่น ก็ต้องเหยียบ เหล็กแดง จะมีจานน้ ามันมะพร้าว หรือจะเป็นน้ ามันงาก็ได้ เวลาเหยียบก็ต้องจุ่มเท้าลงในจานให้น้ ามันชุ่มฝ่าเท้า จากนั้นก็เอาเท้าไปเหยียบบนเหล็กที่ตั้งอยู่ปากเตา เหล็กนี่เมื่อก่อนโบราณเขาใช้เหล็กผาน หรือเหล็กที่ใช้ไถนา เพราะหาง่าย รูปร่างแบนก าลังดี อีกทั้งออกเสียงคล้ายๆ “ผลำญ” เอาเคล็ดว่า “ผลำญโรค” แต่เดี๋ยวนี้ไม่ท านา เหล็กผานหายาก ก็ใช้เหล็กอะไรก็ได้ทรงแบนๆ ก็นาบเท้ากับเหล็กให้ร้อน จากนั้นก็จะเอาเท้าไปเหยียบจุดที่เจ็บ ของคนไข้ เมื่อเจอความร้อน เส้นที่จมก็จะลอยขึ้นมา แล้วกล้ามเนื้อก็จะยืดหยุ่นขึ้น” คนที่เข้ามารับการรักษาในยุคนี้อาการป่วยไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก เช่นกลุ่มปวดเรื้อรัง เจ็บปวดตามข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น จากอุบัติเหตุ และการท างานหนัก ขณะเดียวกันโรคที่พบใหม่อย่างกระทับ เส้นประสาท มีคนป่วยหลายคนที่จะต้องผ่าตัดเมื่อรักษาไปเพียงครั้งเดียวก็หายขาดไม่ต้องไปผ่าตัดเลย หลายคน อาจจะไม่เชื่อแนวทางการรักษาแบบพื้นบ้านตามต าราครูอาจารย์ ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล อย่างไรก็ตามศิษย์ของพระอาจารย์ได้กล่าวว่า “ในตอนนี้อยากได้คนรุ่นใหม่มาเรียนรู้วิชาการนวดให้สืบ ทอดต่อไป หากตั้งจิตตั้งใจดีก็พร้อมจะสอนวิชาให้เพื่อจะได้ช่วยกันรักษาคนไข้ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากร่วม ท าบุญเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” 6
10 ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง การใชสมุนไพรในการดูแลสุขภาพเปนหนึ่งในภูมิปญญาไทยที่สืบทอดกันมาซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร ที่ระบุถึงการใชพืชพรรณสมุนไพรตั้งแตสมัยพุทธกาลการน าสมุนไพรมาใชได ทั้งในแงการน ามารับประทานเปน อาหาร เชน การรับประทานพืชผักหรือน ามาประกอบเปนอาหาร นอกจากนั้นยังน ามาใชเปนยารักษาโรคเวลา เกิดอาการเจ็บปวย กศน.อ าเภอพานทอง ได้ด าเนินการก่อตั้งกลุ่มอาชีพนวดเพื่อสุขภาพ ต.เกาะลอย โดยน าภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการนวดแผนไทยมาให้ความรู้แก่ชาวบ้าน สร้างภูมิปัญญารุ่นต่อๆ มาอีกหลายคน ต่อมาหน่วยงานต่างๆ ได้ เห็นความส าคัญและให้การสนับสนุนต่อยอดองค์ความรู้ ท าให้สมาชิกในกลุ่ม เป็นภูมิปัญญาที่มีความรู้เกี่ยวกับ การนวดและการใช้สมุนไพรที่หลากหลาย เช่น ด้านการท า ลูกประคบสมุนไพร ทั้งแบบสดและแบบแห้ง เพื่อจ าหน่าย ในชุมชนและใช้ส าหรับนวดประคบสมุนไพรไทย ที่ผ่านมา ได้มีผู้เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อน าไปประกอบอาชีพ จนสามารถมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ภูมิปัญญำ นวดแผนไทยและสมุนไพรประคบ กลุ่มภูมิปัญญำนวดแผนไทยและสมุนไพรประคบ ต ำบลเกำะลอย อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี กลุ่มอำชีพนวดเพื่อสุขภำพ ต.เกำะลอย อ.พำนทอง จ.ชลบุรี 7
11 กำรใชยำหมองและสมุนไพรประคบ ก็เปนหนึ่งในภูมิปญญาไทยที่คนไทยน ามาใชกันตั้งแตรุนปูยาเปน ภูมิปญญาไทยที่มีมาแตโบราณเปนการน าสมุนไพรพื้นบานชนิดตางๆ มาใชประโยชนทางการรักษาโรค เชน ชวยคลายกลามเนื้อ ลดการปวดเมื่อย นอกจากนี้กลิ่นของน้ ามันหอมระเหยในสมุนไพรชวยท าใหรูสึกสดชื่น ผอนคลายความเครียด ยาหมองและสมุนไพรประคบมีอยูดวยกันหลายสูตรทั้งนี้ ขึ้นอยูกับสรรพคุณที่ตองการ ลูกประคบสมุนไพร น ามาใช้ส าหรับการนวดประคบสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ใน ชุมชนท้องถิ่นหลายอย่างมาห่อรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพร ที่มีน้ ามันหอมระเหย ตัวยาสมุนไพรที่ใช้ท าลูกประคบ คือ ไพล สรรพคุณ แก้ปวดเมื่อยลดการอักเสบ ขมิ้นชัน สรรพคุณ ช่วยลดอาการอักเสบ แก้โรคผิวหนัง การบูร สรรพคุณบ ารุงหัวใจ แต่งกลิ่น ใบส้มป่อย สรรพคุณ ช่วยบ ารุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน เกลือ สรรพคุณ ช่วยดูดความร้อนและช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้สะดวกขึ้น ผิวมะกรูด ตะไคร้ สรรพคุณ มีน้ ามันหอมระเหย แต่งกลิ่น แก้ลมวิงเวียน เถาเอ็นอ่อน สรรพคุณ แก้อาการปวดเมื่อย แก้ปวดเสียวเส้นเอ็น ช่วยคลายเส้นเอ็น ท าให้เส้นเอ็นที่ตึงยืดหย่อน โดยน าลูกประคบมานึ่งให้ร้อน ประคบบริเวณที่ปวดหรือ เคล็ดขัดยอกซึ่งน้ ามันหอมระเหยเมื่อถูกความร้อน จะระเหย ออกมา ความร้อนจากลูกประคบจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียน โลหิตดีขึ้น และยังมีสาระส าคัญจากสมุนไพรบางชนิดที่ซึมเข้า ทางผิวหนัง ช่วยรักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก และลดปวด ในส่วนของลูกประคบสมุนไพรปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สวยงามและเก็บรักษาได้นานยิ่งขึ้น “ทางเรารูสึกขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยพัฒนาภูมิปญญาชาวบาน และปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑใหมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังชวยจัดท าออกแบบบรรจุภัณฑใหมีความ สวยงามนาสนใจ รวมถึงหาชองทางการ ตลาดเพื่อที่จะไดน าผลิตภัณฑ์นี้ออกไปเผยแพรในพื้นที่ตางๆ ตองขอขอบคุณมากๆ ” : จ าเนียร เสงี่ยมสิน หากท่านใดสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรที่ใช้ในการประคบและนวดตัว ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ ที่กลุ่มฯ ยินดีต้อนรับและให้ความรู้ ทั้งนี้สมาชิกกลุ่มทุกท่านมีความรู้สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ 8
12 ภูมิปัญญาท้องถิ่น “ลุงแกะ”ปรำชญ์และภูมิปัญญำด้ำนกำรเกษตร อ ำเภอพำนทองเมืองแห่งกำรเกษตร ดังค ำขวัญที่ว่ำ เมืองอิฐแกร่ง แหล่งเกษตร เขตอุตสำหกรรม คุณธรรมหมอพระ ศิลปะช่ำงทอง นายศุภกิจ รักษาญาติ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ลุงแกะ” ลุงแกะเป็นผู้มีองค์ความรู้ ด้านการเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ การขยายพันธุ์ข้าว การท า น้ าหมักชีวภาพ การท าปุ๋ย การปรับปรุงดินด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ การเผาถ่าน เศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการท าบัญชีครัวเรือน เนื่องจากโตมาในครอบครัว เกษตรกร เรียกได้ว่าท าการเกษตรมาทั้งชีวิต โดยสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ท ามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า รุ่นพ่อแม่ จนถึงปัจจุบัน โดยนิสัยส่วนตัวลุงแกะเป็นผู้มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนจึงท าให้มีการศึกษาค้นคว้าความรู้ ด้านการเกษตรอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากการศึกษาด้วยตนเอง หรือเข้าร่วมโครงการ อบรมต่าง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนจัดขึ้น “ลุงแกะ” ได้ผ่านการอบรมจนเป็นผู้มีองค์ความรู้และได้รับการยกย่องให้เป็น ภูมิปัญญาด้านการเกษตรของอ าเภอพานทอง ด้านการเกษตรและเป็นเกษตรกรต้นแบบ อ าเภอพานทอง นำยศุภกิจ รักษำญำติ ต ำบลหนองหงษ์อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ 087-0203000 9
13 นายศุภกิจ รักษาญาติ“ลุงแกะ”เป็นผู้มีภูมิรู้ในเรื่องการขยาย พันธุ์ข้าวเป็นอย่างดี เป็นที่ยอมรับของชุมชนรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและ เอกชน เนื่องด้วยอาชีพหลักเป็นชาวนา จึงท าให้วิถีชีวิตเกี่ยวข้องอยู่กับข้าว ตลอดเวลา โดยได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการพิทักษ์และฟื้นฟู ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดชลบุรี เพื่อประกอบกิจกรรมการ ขยายเครือข่ายเมล็ดพันธุ์พระราชทานฯเพื่อความมั่นคง จัดโดยกองอ านวยการ รักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นหน่วยงานแจกจ่ายแลกเปลี่ยน เมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรในพื้นที่น าไปปลูก และเมื่อได้ผลผลิตแล้วจึงน าเมล็ด พันธุ์มาคืนศูนย์ฯ ซึ่งภารกิจของการด าเนินโครงการนั้นจะต้องดูแล ตรวจสอบ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีในศูนย์ให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานอยู่เสมอ ดังนั้นลุงแกะจึง ต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านการขยายพันธุ์ข้าวของตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้การ ด าเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ”ลุงแกะ”ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบท าให้ได้มีโอกาสได้ไปเข้ารับการอบรม ประชุมสัมมนา เพื่อเพิ่มพูนความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตร และน าเอาความรู้ที่มาปรับใช้ในการท าการเกษตร ของตนเองจนเป็นผู้ที่มีภูมิความรู้ในหลากหลายด้าน จึงท าให้ประสบผลส าเร็จในการท าการเกษตรเป็นอย่างมาก และได้เผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปทั้งในการรับเชิญเป็นวิทยากรในการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน หรือ การจัดตั้งบ้านของตนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีฐานข้อมูลด้านการเกษตรอย่างครบถ้วน ความรู้ที่น ามาถ่ายทอด เช่น - ฐานผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์ดี - ฐานการผลิตน้ าสกัดชีวภาพและสารสกัดชีวอินทรีย์ - ฐานการปรับดินด้วยอินทรีย์ - ฐานเรียนรู้ด้านการประมง - ฐานการเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ - ฐานการเผาถ่าน โดยพร้อมและยินดีที่จะถ่ำยทอดให้กับนักเรียน นักศึกษำ และประชำชนที่สนใจ บนพื้นฐำนควำมเชื่อที่ว่ำ แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินแห่งกำรเกษตรหำกปฏิบัติและท ำกำรเกษตรตำมแนวพระรำชด ำริฯ ด้วยควำมมุ่งมั่น ตั้งใจ มำนะ ขยัน อดทน ย่อมไม่อดตำย 10
14 ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญำ “กล้วยๆ” แปรรูปกล้วย วิถี ภูมิปัญญำ ศรัทธำ ควำมเชื่อ พอเพียง ยั่งยืน แปรรูปกล้วย "เปลี่ยน" โอทอปแบบเดิมๆ ให้เป็นที่ยกย่องว่ำนี่คือภูมิปัญญำชำวบ้ำน เมื่อปลูกกล้วยกินกันมากขึ้น ผลผลิตกล้วยก็ไม่ได้ราคา กล้วยที่ไม่ได้ขนาดอาจจะเหลือทิ้ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ ไร้ประประโยชน์ จึงควรน ามาแปรรูป เพื่อให้เก็บไว้ได้นาน อีกทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่า ให้แก่ผลผลิตด้วย กล้วยมีความผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน นอกจากจะน ามาบริโภคเป็นอาหารแล้ว ทุกส่วนของกล้วยยังสามารถน ามาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ถ้าพูดถึง “กล้วย” แถวๆบ้านเราก็จะนึกถึงกล้วยน้ าว้าเป็นส่วนใหญ่ เพราะพบเห็นการปลูกกันโดยทั่วไป วางขายกันเยอะแยะและราคาไม่แพง เนื่องด้วยกล้วยน้ าว้าเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดิน จะให้ ผลผลิตครั้งแรกเมื่อปลูกได้ 8-10 เดือน และสามารถแตกหน่อเติบโตให้ผลผลิตทั้งปี กล้วยที่ปลูกกันอยู่ทุกวันนี้ อ าเภอพานทอง นำงแสงเดือน หมั่นเพียร 11
15 พี่แสงเดือน เป็นหัวเรงหลักในการถ่ายทอดความรู้และน ากลุ่มแม่บ้านมารวมตัวหารายได้เสริมจากการประกอบ อาชีพหลัก คือส่วนใหญ่ในชุมชนจะประกอบอาชีพการเกษตรเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ท านา แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจ ราคาผลผลิตทางการเกษตรเริ่มตกต่ า ท าให้แต่ละครัวเรือนมีรายได้ไม่เพียงพอ และว่างจากการประกอบอาชีพ หลัก จึงมีแนวคิดหารายได้เพิ่ม โดยชักชวนกลุ่มแม่บ้าน รวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปกล้วย และน ารายได้มาแบ่งกัน ภายในสมาชิก แต่ไม่มากนัก เนื่องจากวัตถุดิบ คือกล้วย ต้องซื้อมาจากที่อื่นด้วย ทั้งนี้ผลผลิตจากชุมชนบางครั้ง ไม่เพียงพอ บ้างก็มีหน่วยงานหรือร้านค้าสั่งมาเยอะ ซึ่งสมาชิกในชุมชนปลูกกล้วยในพื้นที่ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้า วันไหนมีลูกค้าสั่งเข้ามาเยอะ จึงจ าเป็นต้องไปซื้อกล้วยที่อื่นมาเสริมเพื่อจ าหน่ายให้แก่ลูกค้า ซึ่งสินค้าหลักที่ขายดี ก็คือ “กล้วยฉาบ” การพัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดความยั่งยืนจะต้องเกิดขึ้นที่ใจของผู้น า ถ้าผู้น าไม่เข้มแข็งแน่วแน่มากพอ ที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นแค่ความคิด ซึ่งความคิดเหล่านั้นจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อได้ลงมือท าและท าต่อไปอย่าหยุด และท าต่อไป อย่างชาญฉลาด ไม่ต้องหวังความร่ ารวยมากมาย ขอแค่พออยู่ได้ไม่ขัดสน เราอยู่ได้ เพื่อนร่วมงานอยู่ได้ พึ่งพา อาศัยซึ่งกันและกัน ต่อไปนี้เราจะต้อง "เปลี่ยน" โอทอปแบบเดิมๆ ให้เป็นที่ยกย่องว่านี่คือภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ไม่ต้องลงทุนสักบาท เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือภูมิปัญญา เราขายภูมิปัญญา ความศรัทธา ความยั่งยืน นี่คือ "เสน่ห์โอทอป" อย่างแท้จริง กล้วยฉำบร้อนๆ กรอบ หอม อร่อย มำแล้ว ใครชอบรับประทำนกล้วยฉำบ เชิญทำงนี้ ที่บ้ำนหนองสองห้อง ต ำบลบำงหัก อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี ผลิตภัณฑ์แปรรูป “กล้วย” พลิกวิกฤตให้เป็นโอกำส เพื่อเป็นกำรสร้ำง รำยได้เสริมแก่ครอบครัว ชุมชน อำจจะไม่รวยแต่ก็อยู่ได้อย่ำงพอเพียง เคล็ดลับความกรอบหอมมันอร่อยของกล้วยฉาบของพี่แสงเดือน (บ้านหนองสองห้อง ต าบลบางหัก) อยู่ที่การน า กล้วยที่ได้ขนาด ความแก่ก าลังพอดี มาทอด มาคัดแยกท ารสชาติให้แตกต่างกัน ใช้น้ ามันที่ร้อนจัดพอเหมาะ ไม่ให้ ถูกลมนานจนเกินไป ฝานกล้วยไม่บางและหนาเกินไป ส่วนรสหวาน จะเคี่ยวน้ าตาลสัดส่วนผสมที่เท่ากัน และไม่ให้ หวานจนเกินไป ห้ามคนแรงเพราะจะท าให้กล้วยฉาบหัก กล้วยฉาบของพี่แสงเดือน จะไม่เหมือนใคร เพราะทั้งกรอบ หอม อร่อย มีทั้งรสเค็ม รสหวาน ปลอดสารพิษ เจือปน เพราะเป็นกล้วยฉาบผลิตภัณฑ์โอทอปและภูมิปัญญาไทย เป็นของฝากของชุมชนที่ใครๆ ผ่านมาก็ต้อง ถามหา หากท่านใดสนใจต้องการซื้อน าไปรับประทานติดต่อได้ที่ นางแสงเดือน หมั่นเพียร บ้านหนองสองห้อง ต าบลบางหัก อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี หรือจะมาเรียนรู้กรรมวิธีการท า พี่แสงเดือนก็ยินดีถ่ายทอด รับรองว่าบอกทุกขั้นตอนไม่หวงวิชากันเลยทีเดียว 12
16 ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญำ “กำรท ำขนมไทย” “สืบสำนขนมไทยไม่ให้สูญหำยไปกับกำลเวลำ” วิธีกำรที่ง่ำยที่สุด ที่เรำทุกคนสำมำรถร่วมกันอนุรักษ์ขนมไทยไว้ไม่ให้สูญหำยก็คือ กำรหันมำ “บริโภคขนมไทย” เพรำะเมื่อเรำบริโภคมำกขึ้น แม่ค้ำขนมไทยก็จะมีก ำลังใจ ในกำร ผลิตและยังคงสืบสำนขนมไทยไม่ให้สูญหำยไปกับกำลเวลำ “ขนมไทย” ถือว่าเป็นขนมที่อยู่คู่กับคนไทยของเรา มาเป็นเวลานานมากเลยก็ว่าได้ และก็จะมี ความสัมพันธ์กับคนไทยเราจนแทบจะแยกกันไม่ออก เพราะว่าขนมไทยนั้นก็ได้เข้ามาอยู่ร่วมกับการใช้ชีวิตของคน ไทย และขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมของไทยเราต่างๆ มากมาย ซึ่งส าหรับขั้นตอนในการท าขนมไทยนั้น ถือได้ว่า มีขั้นตอน ที่หลากหลายและการท าขนมไทยนั้นก็ยังจะต้องอาศัยความใจเย็น บวกกับฝีมือความประณีตในการท า ด้วย นางอ านวย นพสมบูรณ์ หรือที่รู้จักและเรียกกันติดปากว่า “น้านวย” น้านวยได้การสืบทอดภูมิปัญญาใน การท าขนมไทย (ทองหยอด ฝอยทอง และเม็ดขนุน ฯลฯ) และพัฒนาเป็นธุรกิจของกลุ่มแม่บ้านไผ่สีทอง หมู่ที่ 5 ต าบลโคกขี้หนอน อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี อ าเภอพานทอง นำงอ ำนวย นพสมบูรณ์ 13
ของหวานไทยหรือขนมไทย กล่าวได้ว่ามีอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เพราะเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า คนไทยเป็นคนมีลักษณะนิสัยอย่างไร เนื่องด้วยขนมไทยแต่ละชนิด ล้วนมีเสน่ห์ มีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป แต่แฝงไปด้วยความละเมียดละไม ความวิจิตรบรรจง อยู่ในรูปลักษณ์ กลิ่น รสของขนมที่ส าคัญ ขนมไทยแสดงให้ เห็นว่าเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ ขนมธรรมดาๆ ท าด้วยแป้ง น้ าตาล มะพร้าว เป็นส่วนประกอบ ส าคัญ สามารถดัดแปลงเป็นขนมหลายชนิด หน้าตา แตกต่างกัน ในสมัยโบราณคนไทยจะท าขนมเฉพาะวาระส าคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานท าบุญ เทศกาลส าคัญ หรือต้อนรับ แขกส าคัญ เพราะขนมบางชนิดจ าเป็นต้องใช้ก าลังคนอาศัยเวลาในการท าพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนมประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ พวกนี้มีเห็นทั่วไป ส่วนขนมใน รั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม ขนมไทยในสมัยก่อนนั้น ก็จะเป็นขนมที่อยู่ในวัง จนกระทั่งได้มีการน าออกมาเผยแพร่สู่ชาวบ้าน และก็ได้เป็น การถ่ายทอดกันออกมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่นนั่นเอง จึงถือได้ว่าขนมไทยของเรานั้นได้อยู่คู่กันกับคนไทยของเรามาเป็นเวลา นาน และจึงควรที่จะมีการอนุรักษ์ขนมไทยเอาไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รู้จักกันด้วยและส าหรับวิธีในการอนุรักษ์ขนม ไทยที่ง่ายที่สุดเลยคือ เรานั้นก็ควรที่จะหันมาเลือกทานขนมไทยกันให้มากขึ้น เพื่อที่จะขนมไทยนั้นจะได้มีการท า ขายออกสู่ตลาดอยู่ตลอดเวลา และก็เป็นการท าให้ขนมไทยนั้นสูญหายไปจากประเทศไทยด้วยนั่นเอง การที่เรานั้นหันมาเลือกทานขนมไทยมายิ่งขึ้นนั้น มันก็จะช่วยท าให้ผู้ผลิตขนมไทยนั้นมีก าลังใจในการที่จะ ผลิตขนมไทยออกมาสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น และมันก็จะเป็นการช่วยสืบสานขนมไทยนั้นไม่ให้หายไปอีกด้วย ขนมไทย ที่”น้านวย”ท าอยู่เป็นประจ า แบ่งได้เป็น 4 หมวดดังนี้ - ขนมชาววัง เช่น ขนมเบื้อง วุ้นกระทิวุ้นสังขยา วุ้นใบเตย ขนมไข่เหี้ย ขนมลูกชุบ ขนมตาล - ขนมตามฤดูกาล หรือ ขนมชาวบ้าน เช่น ลูกตาลเชื่อม ฟักทองเชื่อม มันเชื่อม มะขามแช่อิ่ม ถั่วเขียวต้ม น้ าตาล ข้าวตัง ขนมลืมกลืน ข้าวเม่าบด ขนมกรวย ขนมขี้หนู ขนมน้ าดอกไม้ เป็นต้น - ขนมในศาสนา และ ประเพณี เช่น ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมสามงาน ขนมรังนก ลอดช่อง ข้าวเม่า ขนมถ้วยฟู ขนมปลากริมไข่เต่า ขนมบัวลอย นางเล็ด เป็นต้น - ขนมจากต่างประเทศ เช่น ขนมฝรั่ง ทองม้วน ขนมทองโปร่ง ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ทองหยิบ สังขยาเผือก ฯลฯ ดังนั้น หากท่านใดสนใจเรียนรู้การท าขนมไทยสามารถมาศึกษาเรียนรู้กับคุณน้าอ านวยได้ ยินดีถ่ายทอดให้ ไม่มีหวงสูตร 17 14
18 ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญำ “กำรจักสำนเข่งปลำทู” เข่งปลำทู สร้ำงอำชีพ สร้ำงรำยได้ นำงล ำไย เหมสุวรรณ และ นำงสมปอง ชุติวำสนำสกุล สองภูมิปัญญาชาวบ้านต าบล หนองกะขะด้านการจักสาน ได้ยึดอาชีพการสานเข่งปลาทู เพื่อสร้างรายได้เสริม และได้มีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม จักสาน สานกระด้ง ตระแกรง และเข่งปลาทู โดยส่วนใหญ่สมาชิกกลุ่มเป็นผู้สูงอายุ พ่อค้าได้มาติดต่อให้กลุ่ม แม่บ้านสานเข่งปลาทูส่งขาย ทางกลุ่มส่วนมากจะสานเข่งปลาทูส่งให้พ่อค้าคนกลาง เพราะพ่อค้าคนกลางจะน า วัตถุดิบ เช่นไม้ไผ่ และเชือกมาให้แม่บ้านพร้อม สามารถที่จะสานเข่งปลาทูได้ ไม่ต้องไปหาวัตถุดิบจากที่อื่นหรือใน ชุมชน จากการสะสมประสบการณ์ในการสานเข่งปลาทูมานับสิบๆ ปี ท าให้ “ป้าล าไย และ ป้าสมปอง”เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและช านาญในการสานเข่งปลาทูทุกแบบ อ าเภอพานทอง หมู่ที่ 4 ต ำบลหนองกะขะ อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี 15
ขั้นตอนกำรท ำเข่งปลำทู 1. ตัดไม้ไผ่สีสุก ขนาดเข่งเล็กประมาณ 30 ซม. เข่งใหญ่ประมาณ 50 ซม. ผ่าซีกแบ่งครึ่ง 2. ไสไม้ไผ่กับกบให้เป็นเส้น 3. ตัดไม้ขนาดประมาณ 10 ซม. เพื่อขัดกับก้นเข่ง 4. ตัดไม้ขนาดเพื่อท าขอบเข่งปลาทู ขอบใน 1.5 ซม ขอบนอก 2 ซม. 5. น าไม้ที่ไสแล้วมาสานเป็นแผงเข่งปลาทู 6. สานเสร็จน าแผงมาทุบให้เป็นมุม และใช้ไม้ขัดก้นเข่ง 7. น าแผงที่ขัดก้นเข่งแล้วมาประกอบใส่ขอบในและนอก 8. ใช้เชือกหรือหวายผูกขอบให้เรียบร้อย 9. ตัดแต่งขอบให้สวยงาม การเข้าขอบเข่งต้องโค้งได้รูปให้กลมและสวยงาม โดยใช้กระดานตอกตะปู ให้กลมและน ารูปแผงเข่งให้ไป ในแบบจึงจะได้เข่งปลาทูที่กลมและสวยงาม กำรสำนเข่งปลำทู เป็นอาชีพที่ชาวบ้านในต าบลหนองกะขะ อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ได้ท ากัน มานานกว่า 40 ปี ส่วนใหญ่จะท าเป็นอาชีพเสริมจากการท านา ท าสวน แต่เดิมนั้นท ากันเกือบทุกครัวเรือน ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ เข่งปลาทูท าจากไม้ไผ่ที่จักเป็นแผ่นบางๆ ที่เรียกว่า เส้นตอก หรือตอก น าตอกมาสานให้เป็นเข่งส าหรับ ใส่ปลาทูนึ่ง เรียกว่า เข่งปลาทู เข่งปลาทูมี 3 ขนาด คือ 1. เข่งพวง หรือเข่งเล็ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 ซม. ไม่มีขอบ เมื่อท าเสร็จแล้วจะน ามาร้อย เป็นพวง จึงเรียกว่า เข่งพวง 2. เข่งขอบ หรือเข่งใหญ่ เข่งขอบพัฒนามาจากเข่งเล็ก ด้วยการท าขอบด้วยไม้ไผ่ที่เป็นไม้วงรอบผูกด้วย หวายหรือเชือกพลาสติก เข่งขอบมี 2 ขนาด คือ เข่งขอบขนาดเล็ก และเข่งขอบขนาดใหญ่ ใส่ปลาทูได้ 2-3 ตัว แล้วแต่ขนาดของปลาทู 3. เข่งตะแกรง พัฒนามาจากเข่งขอบ แต่มีขนาดใหญ่ ใส่ปลาทูได้ประมาณ 10 ตัว ปัจจุบันชำวบ้ำนยังคงสำนเข่งปลำทูเป็นอำชีพอยู่ ถึงแม้จะมีเพียงไม่กี่ครอบครัว แต่ปลำทูนึ่งยังคงเป็นอำหำร หลักของคนไทยอยู่ เข่งปลำทูยังคงอยู่เคียงคู่กับปลำทูนึ่งตลอดไป และยังสำมำรถสร้ำงรำยได้เสริมให้กับ ครอบครัวได้เป็นอย่ำงดี หำกสนใจที่จะเรียนรู้วิธีกำรสำนเข่งปลำทู “ป้ำล ำไย และป้ำสมปอง” ก็ยินดีถ่ำยทอด ควำมรู้ให้ 16
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญำ “กำรทอเสื่อกก”อ ำเภอพำนทอง กำรทอเสื่อกก เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่น าเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็นเส้น ย้อมสี แล้วสาน ทอให้เป็นผืน เพื่อน ามาใช้ปูลาดรองนั่งหรือนอน หรือกิจกรรมต่างๆ “เสื่อกก” เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไป ทั้งนี้เพราะต้นกกเป็นพืชธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่น าต้นกกมาแปรสภาพ ก็มีลักษณะคล้ายกัน หรือได้อิทธิพลทางความคิดจากกันและกัน ท าให้เสื่อกกถูกจัดได้ว่าเป็นปัจจัยจ าเป็นอย่าง หนึ่ง ต่อการด ารงชีวิตของผู้คนในอดีต นำงถำวร สมจิตต์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และประกอบอาชีพการทอเสื่อกกตั้งแต่ครั้งอดีต ที่การใช้เสื่อกกเป็นที่นิยมและใช้กันทุกบ้าน จนท าให้มีความช านาญในการทอเสื่อกกเป็นอย่างดี หากย้อนไปใน อดีต การทอเสื่อกกของนางถาวร สมจิตต์ ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาเนื่องจากการทอเสื่อกกนั้น หลายคนก็ท าได้และ ดูจะไม่น่าตื่นเต้นอย่างไร แต่ปัจจุบันอาชีพการทอเสื่อกกในอ าเภอพานทองแทบจะไม่มีเหลือ หาคนท าเป็นได้น้อย มาก เพราะผู้เฒ่าผู้แก่ที่ท าเป็นก็ได้ล้มหายตายจากไปพร้อมกับฝีมือที่สั่งสมมา ที่ยังเหลือก็เลิกท าเลิกทอ ด้วยเหตุ ที่ว่า “เสื่อกก” ไม่ได้เป็นที่นิยมใช้เหมือนในสมัยก่อนแล้ว แม้ปัจจุบันกระแสความนิยมในการใช้เสื่อกกจะลดลง ค่านิยมในการท างานตามโรงงานอุตสาหกรรมของคนรุ่นใหม่ มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่นางถาวร สมจิตต์ ยังคงทอเสื่อกก และดูแลรักษาเครื่องทอไว้อย่างดี เพราะต้องการรักษาและ อนุรักษ์ให้ “การทอเสื่อกก” ยังคงอยู่คู่ชุมชนและสังคมไทยต่อไป อ าเภอพานทอง นำงถำวร สมจิตต์ 17
กำรทอเสื่อกก เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่น าเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็น ผืนเสื่อ น ามาใช้ปูรองนั่งหรือนอน หรือท ากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจ าวัน ในสมัยก่อน “เสื่อกก” เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไปทุกครัวเรือน เพราะเป็นวัสดุ ที่หาง่าย ราคาไม่แพงเพราะต้นกกเป็นพืชธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ขอเพียงแต่ มีความสามารถก็มีเสื่อกกใช้ ภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่น าต้นกกมาแปรสภาพก็มีลักษณะคล้ายกัน หรือได้อิทธิพลทางความคิดจากกันและกัน ท าให้เสื่อกกถูกจัดได้ว่าเป็นขอของใช้ ประจ าครัวเรือนที่จ าเป็นที่ทุกครัวเรือนต้องมีไว้ใช้ประจ าครัวเรือนและยังเป็น วัฒนธรรมของคนในชนบทที่ต้อนรับแขกด้วยการปูเสื่อ ดังค าพูดที่ว่า “เลี้ยงดู ปูเสื่อ” กำรทอเสื่อกก (เสื่อผืน) 1. น าเชือกฟางหรือเชือกไนลอนที่กี่ทอเสื่อให้เป็นเส้นตามกี่ทอและฟืม 2. น ากกหรือไหลที่ย้อมสีสอดเข้ากับไม้สอดเพื่อที่จะสอดเข้ากับกี่ทอเสื่อ 3. เมื่อสอดกกหรือไหลเข้าไปทีละเส้น แล้วผลักฟืมเข้าหาตัวเอง ประมาณ 2-3 ครั้ง ให้กกหรือไหลแน่นติดกันเป็นลายต่าง ๆ 4. ต่อจากนั้นก็เก็บขอบก่อนที่จะทอเส้นต่อไป 5. เมื่อทอจนได้ความยาวได้ประมาณ 1 – 1.20 เมตร แล้วน าเสื่อกก ที่ทอแล้วมาตัดขอบ ตัดเสื่อออกจากฟืม 6. พับเก็บไว้รอจ าหน่าย การสืบทอดภูมิปัญญาการทอเสื่อกก ของนางถาวร สมจิตต์ ใช้วิธีการถ่ายทอดหลายรูปแบบ เช่น วิธีบอก เล่าโดยตรง หรือถ่ายทอดผ่านการปฏิบัติจากคนในครอบครัว การขอเข้ามาเรียนรู้สอนให้แบบตัวต่อตัว นำงถำวร สมจิตต์ คือภูมิปัญญาอีกท่านหนึ่งที่ได้สืบสานภูมิปัญญาทางด้านการทอเสื่อกกนี้มายาวนาน จนปัจจุบันถึงแม้มีผลิตภัณฑ์อื่นเข้ามาทดแทนการใช้เสื่อกกมากมายให้เลือก นับตั้งแต่เสื่อน้ ามัน พรม กระเบื้องปู พื้น และอื่นๆ แต่เสื่อยังคงเป็นของใช้ที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมชนบทต่อไป อีกทั้งยังยินดีถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อให้ “เสื่อกก” ยังคงอยู่คู่วัฒนธรรมไทยต่อไป 18
ภูมิปัญญาท้องถิ่น “ซอสพริก” ต ำรับมำบโป่ง อ ำเภอพำนทอง อร่อยไม่แพ้ต ำรับใดในโลก ภูมิปัญญำกำรท ำ “ซอสพริก” M.P ก็คือ มำบโป่ง “ซอสพริก M.P” ก็คือ “ซอสพริกมำบโป่ง” ความตั้งใจของป้าไน้ซิม คือ อยากให้ “ซอสพริก M.P” เป็นที่รู้จักของคนในอ าเภอพานทองและนักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองความอร่อย เมื่อมาเยือนต าบล มาบโป่ง อ าเภอพานทอง หรือมาจังหวัดชลบุรีแล้ว ยังมี “ซอสพริก M.P” ที่ต้องซื้อกลับไปรับประทานและเป็น ของฝาก ถึงจะเป็นซอสพริกเหมือนกันแต่ต่ำงที่รสชำติ แน่นอนคนไทยน่าจะคุ้นเคยกับรสชาติซอสพริกศรีราชาพานิชมากกว่า เพราะน่าจะมีอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ที่ต้องเคยราดซอสเนื้อสีส้มลงในอาหาร อ าเภอพานทอง นำงไน่ซิม นพรัมภำ ต.มำบโป่ง อ.พำนทอง 19
ส่วนผสมของซอสพริก M.P พริกชี้ฟ้าแดง พริกเหลือง พริกแดง กระเทียม ดอกเกลือ น้ าตาลทรายแดง น้ าส้มสายชู วิธีกำรท ำ 1. ล้างท าความสะอาดพริกทั้งสองชนิด พริกชี้ฟ้าให้ควักเอาเม็ดออก ปอกเปลือกกระเทียม น าทั้งสามอย่าง ใส่หม้อเพื่อท าการต้ม 2. เติมน้ าให้ท่วมพริกปิดฝาต้มจนพริกเปื่อยนุ่ม กระเทียมสุกเป็นใสๆ น้ าต้มจะเหลือ1/3ส่วน พักให้เย็นแล้ว น ามาปั่นรวมกับน้ าต้มพริกให้ละเอียดกรองด้วยกระชอนตาถี่ ๆ (หากน้ าเยอะเกินไปจะเสียเวลาตอนต้มให้งวด เพราะถ้าน้ าเยอะเกินจะเกิดการแยกชั้นน้ าและเนื้อพริก) 3. เมื่อกรองเสร็จแล้วน าขึ้นต้มใส่น้ าส้มสายชู เกลือ เมื่อเดือดเติมน้ าตาลทรายแดง ชิมรสต้มไฟกลางให้งวดลง สักเล็กน้อยชิมรสอีกที เมื่อได้ที่ปิดไฟพักให้เย็นกรอกใส่ขวด (น้ าตาลทรายแดงช่วยให้สีซอสเข้มสวยและไม่หวาน จัด ขวดและฝาต้องท าการล้างให้สะอาดลวกน้ าร้อนพักให้เย็นก่อนใส่ซอสจะได้ไม่บูดเก็บได้นาน) สรุปว่า ซอสพริกศรีราชาพานิช ถือก าเนิดมาก่อน “ซอสพริก M.P” ราว 50-60 ปี และซอสพริก M.P ได้แรงบันดาลใจจากซอสพริกศรีราชา ส่วนรสชาติเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน และใครอร่อยกว่ากันมันเป็นเรื่องที่ ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสิน และแม้ว่าซอสพริกศรีราชาพานิชจะเป็นสูตรดั้งเดิมที่เกิดมาก่อน “ซอสพริก M.P” ก็ช่าง เถอะ นั่นเป็นเรื่องของประวัติที่มา เพราะของอย่างนี้ถ้าจะวัดกันว่าใครดีกว่า คงต้องมาดูกันที่รสชาติ 20
ภูมิปัญญำ “กำรท ำไข่เค็ม” ผลิตภัณฑ์จำกชุมชนยั่งยืนด้วยภูมิปัญญำท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง ไข่เค็ม ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มไข่เค็ม ชุมชนบ้านอ้อมแก้ว ผ่านการรังสรรค์ด้วยความใส่ใจตั้งแต่การคัดเลือกไข่เป็ด ที่จะน ามาเป็นวัตถุดิบหลัก ตลอดจนดินเค็มที่น ามาพอกเป็นดินจากแหล่งพิเศษที่มีส่วนช่วยชูรสชาติของไข่เค็ม ชุมชนบ้านอ้อมแก้ว ให้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภค นำงเสงี่ยม รุ่งเรือง “พี่เสงี่ยม” ได้สืบทอดภูมิปัญญาในการท าไข่เค็มแบบเดิมมาพัฒนาสูตรจนลงตัว ได้เป็น“ไข่เค็มบ้านอ้อมแก้ว”ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เรียกได้ว่าใครไปใครมาก็จะซื้อเป็นของฝากจากอ าเภอพานทอง หนึ่งในนั้นก็ต้องมีไข่เค็มบ้านอ้อมแก้วติดไปด้วย การท าไข่เค็มจึงกลายเป็นอาชีพของชาวบ้านอ้อมแก้ว ต าบล มาบโป่ง สินค้าจากผลิตภัณฑ์การเกษตรอีกหนึ่งชนิดของอ าเภอพานทอง สนับสนุนดังค าขวัญอ าเภอพานทอง ที่ว่า “เมืองอิฐแกร่ง แหล่งเกษตร เขตอุตสาหกรรม คุณธรรมหมอพระ ศิลปะช่างทอง” นำงเสงี่ยม รุ่งเรือง “ไข่เค็ม” บ้ำนอ้อมแก้ว หมู่ที่ 9 ต ำบลมำบโป่ง อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี โทร 087-7469665 21
“ไข่เค็ม” เป็นอาหารพื้นบ้านของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นที่นิยมในการบริโภคของคนไทย ในทุกๆภาค การผลิต ไข่เค็มนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนในการท า จึงเหมาะที่จะ ส่งเสริมการท าไข่เค็มให้เป็นที่แพร่หลายส าหรับบุคคลและชุมชน ต่างๆ ที่มีความสนใจในวิชาการท าไข่เค็มนี้ การผลิตไข่เค็ม ถือเป็นเทคโนโลยีชาวบ้านวิธีหนึ่งที่ท ากันมานานจนถึงทุกวันนี้ โดยเริ่มแรกจุดประสงค์ในการท าไข่เค็มนั้น เพื่อเป็นการยืดอายุ การเก็บของไข่เป็ดซึ่งเหลือจากการบริโภคสด ต่อมาความนิยม ในการบริโภคไข่เค็มมีมากขึ้น จนพัฒนาจากการผลิตไข่เค็มเพื่อการบริโภคในครัวเรือนมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า ซึ่งการจ าหน่ายอาจจะเป็นในรูปของผลิตภัณฑ์ไข่เค็มเพื่อการรับประทานโดยตรงหรือน าไปท าไปเป็นไส้ขนม เช่น ขนมเปี๊ยะ ขนมไหว้พระจันทร์ ขนมบ๊ะจ่าง ตลอดจนใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารต่างๆ ปัญหาของการผลิตไข่เค็ม เพื่อการค้าในปัจจุบันคือ ไข่เค็มที่ได้มีคุณภาพไม่ค่อยสม่ าเสมอ เนื่องจากขาดการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน ของไข่เค็ม โดยทั่วไปไข่เค็มที่มีในตลาด เป็นไข่เค็มที่ดองในสารละลายเกลือและไข่เค็มที่พอกด้วยดิน กำรถ่ำยทอดภูมิปัญญำชำวบ้ำนในกำรท ำไข่เค็ม เป็นการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การถ่ายทอดภายในครอบครัว กลุ่มเพื่อนร่วมอาชีพ และการถ่ายทอดโดยจัดในรูปของ แหล่งเรียนรู้ โดยวิธีการบรรยาย สาธิต และลงมือปฏิบัติจริง เน้นประเด็นการเตรียมวัตถุดิบและกระบวนการผลิต มีเป้าหมายของการถ่ายทอดเพื่อพัฒนา สืบทอดและอนุรักษ์ วัฒนธรรมการท าอาหารและการรู้จักถนอมอาหารของ คนไทย การท าไข่เค็มของพี่เสงี่ยม เริ่มจากการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในการเลี้ยงเป็ดเพื่อผลิตไข่เป็ดสดที่มี คุณภาพเพื่อไว้รับประทาน มีมากก็ต่อยอดด้วยการแปรรูปเป็นไข่เค็ม มีเหลือก็น าไปขาย นับเป็นภูมิปัญญาการ ถนอมอาหารชนิดหนึ่ง วัตถุประสงค์เพื่อเก็บไว้กินเป็นเวลานาน ซึ่งวัฒนธรรมการกินอยู่แบบโบราณนี้แทบจะสูญ หายไปแล้วจากครอบครัวสมัยใหม่นี้ ปัจจุบันพี่เสงี่ยม ได้ท าบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ กศน.อ าเภอพานทอง ในการเป็นภูมิปัญญาและแหล่งเรียนรู้ของ กศน.อ าเภอพานทอง หากท่านใดสนใจศึกษาเรียนรู้การท าไช่เค็มของบ้านอ้อมแก้ว พี่เสงี่ยมยินดีสอนให้ แบบไม่หวงสูตร 22
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญำกำรเกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก หนอง นำ โมเดล” น้อมน ำศำสตร์ของพระรำชำ เกษตรทฤษฎีใหม่สู่กำรปฏิบัติ ท่ำมกลำงเมืองนิคมอุตสำหกรรม เปิด “โคก หนอง นำโมเดล” ผู้ใหญ่สมยศ พงษ์รำมัญ ผู้น้อมน ำศำสตร์ พระรำชำมุ่งน ำพำชำวบ้ำนพึ่งตนเองยั่งยืน เปิดต้นแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ครัวเรือนต้นแบบของ “ผู้ใหญ่สมยศ” ต.บ้านเก่า อ.พานทอง จ.ชลบุรี น้อมน าศาสตร์ ของพระราชาเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างพื้นที่แปลงเกษตร ปรับเปลี่ยน ผสานทั้งนาข้าว ปลูกพืชอายุสั้น ไม้ยืนต้น ขุดบ่อเลี้ยงปลา กบ และท าปุ๋ยอินทรีย์ ใช้เองครบวงจร สร้างแหล่งเรียนรู้น าพาชาวบ้านให้เกิดการพึ่งพา ตนเองอย่างยั่งยืน ท่ามกลางเมืองนิคมอุตสาหกรรม อ าเภอพานทอง นำยสมยศ พงษ์รำมัญ (ผู้ใหญ่สมยศ) ต.บ้ำนเก่ำ อ.พำนทอง จ.ชลบุรี 23
สภาพสังคมและการใช้ชีวิตของคนในชุมชนต าบลบ้านเก่าเริ่มเปลี่ยนไป นับตั้งแต่นิคมอุตสาหกรรมเข้ามาในต าบลบ้านเก่า การเพิ่มขึ้นของโรงงาน อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ผู้คนจากต่างถิ่นเริ่มเข้ามา อยู่อาศัยในต าบลบ้านเก่า หากส ารวจกันดี ๆ อาจจะมีมากกว่าคนในพื้นที่ จริง ๆ เสียด้วยซ้ า ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมส่งผลกระทบโดยตรง และโดยอ้อมต่อวิถีชีวิตชาวบ้านและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ “ผู้ใหญ่สมยศ” คิดว่า รากเง้า วิถีชีวิต ชุมชน และสังคมเดิมของชาวบ้าน ต าบลบ้านเก่าเป็นสังคมเกษตรกรรม อย่างไรเสียก็คงทิ้งไปไม่ได้และวันหนึ่ง คงจะเป็นที่พึ่งอย่างยั่งยืนของชาวบ้านหากไม่ลืมและทิ้งให้สูญไป “โคก หนอง นา โมเดล” จึงถือเป็นแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งรัชกาลที่ 10 ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยเป็นการท าเกษตรในพื้นที่จ ากัด กักเก็บ น้ าไว้ทั้งบนดินและใต้ดิน แต่สามารถสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นอย่างเห็นผล การบริหารพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด “โคก หนอง นาโมเดล” ซึ่งเป็น การออกแบบพื้นที่ตามศาสตร์พระราชาที่สามารถน ามาปรับใช้ได้ทั้งพื้นที่เล็ก และใหญ่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท้าอย่างไรให้มีน ้า เพียงพอต่อการเพาะปลูกและใช้ในชีวิตประจ้าวัน ตลอดปีและมีส้ารองไว้ใช้ ในฤดูแล้งหรือระยะฝนทิ งช่วง” นี่คือความประทับใจและแรงบันดาลใจของ ผู้ใหญ่สมยศ ที่จะน้อมน าแนวคิดของพระองค์มาใช้และถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน แนวคิดของผู้ใหญ่สมยศ คือ สร้าง โคก หนอง นา โมเดล ไว้ในต าบลบ้านเก่า ให้เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน เป็นต้นแบบให้ชาวบ้าน หนุ่มสาวรุ่นหลัง และ ผู้สนใจได้มาศึกษาจะได้น าแนวคิด หลักการท างานจากการน้อมน าศาสตร์ พระราชา สู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นให้ผู้ที่เข้ามาศึกษา ได้เรียนรู้และลงมือท าจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ สามารถน าไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ของตัวเอง ทั้งนี้ ผู้ใหญ่สมยศ ยังได้ฝากแนวคิดถึงผู้ที่ท าการเกษตร และผู้ที่คิดจะท าการเกษตรว่าอย่าเร่งรีบลงทุน ลงแรงท าให้มากจนเกินไปเพื่อต้องการให้เกิดรายได้เร็ว แท้จริงแล้วการท าการเกษตรแบบโคก หนอง นา โมเดล เป็นการท าเกษตรด้วยใจ ท าไปเรื่อย ๆ ค่อยเป็นค่อยไปด้วยความรัก ความเอาใจใส่ ความมุ่งมั่น เพราะการท า การเกษตรต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งหากใครสนใจสามารถมาศึกษาดูงานได้ ตนเองยินดีถ่ายทอด จะได้น าไปปรับใช้ในการท าการเกษตรแบบพึ่งพาตนเองได้ 24
ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง “ผักตบชวำ” เจ้าพืชลอยน้ า พบเห็นกันมากตามล าคลอง จนหลายคนคิดว่ามีต้นก าเนิดในประเทศไทย ซึ่งความจริงแล้ว มันมีถิ่นก าเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ โดยพืชชนิดนี้เป็นตัวการ สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศ ไม่มีทางใดที่จะก าจัดได้อย่างเด็ดขาด เพราะมันสามารถปรับตัวอยู่ได้ในทุกสภาพน้ า และเป็นพืชน้ า ล้มลุกอายุหลายฤดู หัตถกรรมเครื่องจักสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนที่ส าคัญอย่างยิ่งต่อการด ารงชีวิตตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงปัจจุบัน หัตถกรรมเครื่องจักสานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนไทยใน ท้องถิ่น ที่ใช้ภูมิปัญญาสามารถน าสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาประยุกต์ท าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ซึ่งมีประโยชน์ในการด ารงชีวิต จะเห็นได้ว่าหัตถกรรมเครื่องจักสานมีมานานแล้วและได้มีการพัฒนามาตลอดเวลา โดยอาศัยการถ่ายทอด ความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง การด ารงชีวิตประจ าวันของชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เอาความรู้จากหนังสือ มาเกี่ยวข้อง การเรียนรู้ต่างๆอาศัยวิธีการฝึกหัด และบอกเล่าซึ่งไม่เป็นระบบในการบันทึกสะท้อนให้เห็นการเรียนรู้ ความรู้ที่สะสมที่สืบทอดกันมาจากอดีตมาถึงปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้นกระบวนถ่ายทอด ความรู้จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งที่ท าภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นคงอยู่ต่อเนื่องและยั่งยืน ภูมิปัญญำ หัตถกรรมผักตบชวำ “เปลี่ยนวัชพืชไร้ค่ำ เป็นงำนสำนเกรดพรีเมียม” นำงศิริเพ็ญ คุ้มครอง 25
ผลิตภัณฑ์จำกผักตบชวำ ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่ง ของความเป็นไทยจากรูปแบบ ลวดลาย ความประณีตในการ ผลิตสานกระเป๋าที่แสดงความเป็นตัวของตัวเอง แต่ยังคง คุณสมบัติของการใช้งานได้อย่างครบถ้วน และทนทานอีกด้วย ที่ส าคัญคือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติล้วน ๆ “ผักตบชวำ” สามารถน ามาผลิตเป็นข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับอื่น ๆ ได้มากมาย ยังสามารถสร้างงาน สร้าง รายได้ให้กับแต่ละชุมชนอย่างกว้างขวาง เพราะตลาดมีความ ต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวงการแฟชั่นปัจจุบัน ควำมแข็งแรงและกำรดูแลรักษำ เมื่อสานเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือการไล่ความชื้น ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ ตากแดด ในยุคก่อนจะท าโดย การอบก ามะถัน เชื่อกันว่าจะไม่ท าให้ขึ้นรา ซึ่งผิดและมีผลต่อคนใช้ สุดท้ายการตากแดดธรรมชาติคือดีที่สุด ตากแดดจัดให้แห้งสนิท จากนั้นทาเคลือบเงา ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ส าคัญ ใช้แปรงขนละเอียดชุบน้ ายาเคลือบ ทา การใช้แปรงขนละเอียดจะไม่ทิ้งรอยแปรงไว้บนชิ้นงานสาน ทาเคลือบทั้งด้านนอกด้านในชิ้นงาน เพื่อกันเชื้อรา น าไปไล่ความชื้นด้วยการตากแดดจัด เมื่องานสานผักตบชวาผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ผิวจะสวย เป็นสีเหลืองนวล เอกลักษณ์จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ เป็นงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์โดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างสรรค์งานผลิตภัณฑ์ มีความประณีต สวยงาม สามารถท าตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการได้ มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเอกลักษณ์ของ หัตถกรรมจักสานผักตบชวา สามารถท าการผลิตได้หลายรูปแบบ กำรอนุรักษ์งำนจักสำนผักตบชวำ นอกจากจะต้องมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์แล้ว จ าเป็นต้องสืบสานและ พัฒนา ช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์ มีการค้นหาเทคนิคและกรรมวิธีในการผลิตที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย ส่งเสริมการด ารงอยู่อย่างพอเพียงของวัตถุดิบส าหรับการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม การจักสานนั้น ๆ และ การช่วยให้ความรู้ด้านการจัดการเพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน และช่องทาง การจ าหน่ายที่หลากหลาย และ ทันสมัยเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในยุคปัจจุบัน ส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชน ในท้องถิ่นเข้ามามีส่วน ร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์จักสานในท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้ และ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชน พร้อมทั้ง การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ หรือร่วมกันสืบสานงานฝีมือ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน หรือบรรจุงานจักสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวน วิชาการงานอาชีพเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความสนใจ 26
ภูมิปัญญำ “จักสำนเส้นพลำสติก” ผลิตภัณฑ์เส้นพลำสติก อ ำเภอพำนทอง ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง จุดเริ่มต้นแห่งภูมิปัญญา “ด้านการจักสานเส้นพลาสติก” ของนางสาวจรรยา บูรณวงค์เกิดจากการน าพื้นฐาน ความรู้และภูมิปัญญาในการสานวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ปอ เป็นต้น ปัจจุบันนี้วัสดุที่หาได้จาก ธรรมชาติ เริ่มหาได้ยากขึ้น จึงได้มีการประยุกต์ใช้วัสดุอุปกรณ์ให้เข้ากับสภาวการณ์ปัจจุบัน คือ การน าเส้น พลาสติกมาใช้แทนวัสดุที่ได้จากธรรมชาติ เพราะพลาสติกจะมีความแข็งแรงคงทน และหาได้ง่าย นอกจากจะสาน เป็นกระบุงแล้ว สามารถน ามาประยุกต์เป็น กระเป๋า ตะกร้าลายสวยๆได้อีกหลายแบบ เกิดเป็นสิ่งของเครื่องใช้ใน ชีวิตประจ าวันที่ใช้ได้ดีและมีความเข็งแรงทนทาน จึงเป็นที่นิยมใช้ทันทุกครัวเรือน หากมีความรู้ ความสามารถจะ ยึดเป็นอาชีพเสริมก็สามารถท าได้ และจะเป็นการอนุรักษ์ สืบทอด ศิลปะการจักสานให้คงอยู่ต่อไปแม้จะต้องมีการ ประยุกต์ไปบ้างตามสมัยนิยม นำงสำวจรรยำ บูรณวงค์ต.หน้ำประดู่ อ.พำนทอง จ.ชลบุรี 27
โดยคุณจรรยา บูรณวงค์ได้เข้าร่วมกลุ่มเรียนรู้วิธีการท าสานตะกร้าและกระเป๋าจากเส้นพลาสติกกับ กศน.อ าเภอ พานทอง จนเกิดความรู้ความช านาญด้วยเหตุที่ว่าเป็นผู้มีภูมิความรู้ในด้านการจักสานบ้างแล้วและเป็นผู้ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ จึงเกิดความช านาญ สามารถถ่ายทอดและให้ค าแนะน ากับผู้อื่นได้ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในกำรสำนตะกร้ำ 1. กรรไกร /มีด 2. เส้นพลาสติก ขั้นตอนและวิธีกำรท ำ การเตรียมวัสดุ 1. เตรียมพลาสติกแม่แบบการสานตะกร้าพลาสติก ตามความต้องการ เลือกสีเส้นพลาสติกให้เหมาะสมกัน 2. เริ่มสานตะกร้าพลาสติกตามแม่แบบที่ออกแบบไว้ เมื่อจัดเส้นพลาสติกแล้ว ให้น าเส้นพลาสติกทุกด้าน มาขัดกับลาย โดยขัดเว้นเส้น 3. ขึ้นลายข้างตะกร้า โดยการสานจะใช้ 3 เส้นในการสาน 1 รอบ ดึงเส้นพลาสติกที่ขัดไว้มาสานกับ 3 เส้นที่ขึ้นลาย สานสลับเส้น เมื่อขัดเส้นที่ขัดไว้กับลายแล้ว ให้สานเส้นถัดไปเหมือนเดิม 4. เมื่อสานเสร็จแล้ว ให้บีบตามขอบของตะกร้า เพื่อท าให้เป็นทรง สมัยก่อนปู่ ย่า ตา ยาย ได้ท าการจักสานของใช้ในการ ประกอบอาชีพและการด ารงชีวิต โดยน าวัสดุจากวัสดุ ธรรมชาติมาใช้ในการจักสาน เช่น ไม้ไผ่ หญ้า แฝก กก ผือ และอีกหลายๆ อย่าง จนก่อให้เกิดงานอาชีพสืบต่อกัน มาเป็นภูมิปัญญาสู่ลูกหลานแต่วัสดุ อุปกรณ์จากธรรมชาติเหล่านั้นไม่คงทนเท่าที่ควร ปัจจุบันความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ท าให้มีการดัดแปลงจาก อุปกรณ์เหล่านี้ไปเป็นเส้นพลาสติก แทน โดยได้น าเอา เส้นพลาสติกที่มีลักษณะคล้ายตอกแต่มีสีสันลวดลายที่ สวยงามและคงทนมาท าการสอน การถ่ายทอดของ คุณจรรยา บูรณวงค์ได้น าความรู้ที่ได้ไปสอนเพื่อนๆ ในชุมชนเดียวกันหรือผู้คนที่อยู๋ใน ชุมชน หมู่บ้าน หรือผู้ที่สนใจอยากจะสานต่อภูมิปัญญา แสวงหาความรู้ติดตัวไว้หากฝึกฝนจนเกิดความช านาญก็ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ยินดีให้ค าแนะน า 28
ภูมิปัญญำ “กำรแปรรูปสมุนไพร” เพื่อท ำผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อ ำเภอพำนทอง ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง นำงพิมพร วุฒิปัญญำรัตนกุล ประธานกลุ่มแม่บ้านพัฒนาหนองต าลึง น าสมาชิกกลุ่มฯ จัดท าผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน จากสมุนไพร โดยท าการแปรรูปสมุนไพรและ น ามาผสมผสานลงในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค พร้อมส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้การ ใช้ประโยชน์ จากสมุนไพรใกล้ตัวที่มีอยู่ในชุมชนของตนเอง สามารถน ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น น้ ายาล้างจาน แชมพู ครีมอาบน้ า ครีมบ ารุงผิวสูตรต่างๆ โดยยึดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำงพิมพร วุฒิปัญญำรัตนกุล กลุ่มแม่บ้ำนพัฒนำหนองต ำลึง 71 หมู่ที่ 6 ต ำบลหนองต ำลึง อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี 081-5782326 038-206156 29
พัฒนำวิสำหกิจชุมชนให้ยั่งยืนด้วยภูมิปัญญำท้องถิ่น การรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านต าบลหนองต าลึง จัดท าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส าหรับร่างกาย โดยผสมสมุนไพรที่หาได้ใน ท้องถิ่น ในเริ่มต้นเป็นการท าเพื่อใช้กันเองในครัวเรือนของสมาชิกกลุ่มแม่บ้าน และเริ่มผลิตจ าหน่ายเมื่อ กศน. อ าเภอพานทอง,ส านักงานเกษตรอ าเภอพานทอง ,เทศบาลต าบลหนองต าลึง,พัฒนาชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมต่อยอดความรู้ จนปัจจุบันได้ผลิตสินค้าจ าหน่ายภายใต้แบรน “ต าลึงทอง” จนประสบ ความส าเร็จสินค้าได้มาตรฐานผ่านการรับรองจาก อย. ทุกชนิด มีออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับสมาชิก โดยมีคุณป้ำพิมพร วุฒิปัญญำรัตนกุล เป็นก าลังส าคัญหลักในการ ขับเคลื่อนการด าเนินงานของกลุ่ม ตัวอย่ำงสินค้ำ ครีมอาบน้ ามะขาม : ช่วยลดความมันของผิว ท าให้ผิวพรรมสะอาดชุ่มชื่นนุ่มนวล มีวิตามินอี ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ครีมอาบน้ ามะเขือเทศ : อุดมด้วยสารสกัดจากมะเขือเทศ มีวิตามินอี และซี ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น เนียนนุ่มดูมีสุขภาพดี ครีมอาบน้ าแตงกวา : แตงกวาช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว ท าให้ผิวนุ่มนวลยิ่งขึ้น เหมาะส าหรับคนผิวแห้ง มีวิตามินอี ช่วยปกป้องผิวจาก แสงแดด “เราท าสินค้าตามออร์เดอร์และท าเผื่อไว้หน้ร้านไม่มาก ไม่ท าสินค้ากักตุน ไว้เยอะๆ เพราะลูกค้าจะได้สินค้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพโดยได้ก าหนดราคาขายส่ง ไว้ต่ า มีผลก าไรจากราคาทุนเพียงเล็กน้อย แค่พออยู่ได้ เน้นส่งเสริมให้สมาชิก มีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ซึ่งก็ท าให้สมาชิกทุกคนอยู่ได้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง” ป้าพิมพร ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้พัฒนาให้วิสาหกิจชุมชนเกิดความยั่งยืน ด้วยหลักคิดในเรื่องของ การพึ่งพาตนเอง การออม การรวมกลุ่ม สามัคคี มุ่งมั่น ซื่อสัตย์ 30
ภูมิปัญญำ “กำรเลี้ยงปลำนิล” ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง ปลำนิล เป็นปลาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทย มีต้นก าเนิดมาจากพันธุ์ปลา Nile tilapia จ านวน 50 ตัว ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งทรงด ารงพระอิสริยยศมกุฏราชกุมารแห่งประเทศ ญี่ปุ่น ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ในบ่อที่สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต จนแพร่ ขยายพันธุ์เป็นจ านวนมาก โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานชื่อให้ และให้เป็น อาหารแก่คนไทย 31 นำยตะวัน มีสะอำด ต ำบลเกำะลอย อ ำเภอพำนทอง ปลำนิล ปลำน้ ำจืดต่ำงแดนสู่เส้นทำงสัตว์เศรษฐกิจของไทย เลี้ยงดูตำมแบบภูมิปัญญำไทย
เทคนิคการเลี้ยงปลานิลของ พี่ตะวัน ที่พิเศษกว่าเกษตรกรอื่นๆ คือ การปล่อยกุ้งขาวเพื่อเลี้ยงร่วมกับปลานิลแปลง เพศเป็นเทคนิคการเลี้ยงสัตว์น้ าแบบผสมผสาน ที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้โดยที่การเลี้ยงกุ้งขาวในบ่อ ปลานิลแปลงเพศไม่ต้องให้อาหาร เพราะกุ้งขาวสามารถเก็บเศษอาหารของปลานิลที่กินเหลือไว้หรือไม่หมด เลี้ยง เป็นระยะเวลา 2-3 เดือนจนได้ขนาดที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ วิธีการเก็บเกี่ยว พี่ตะวันจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไอ้โง่” ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายลอบที่ท ามาจากตาข่ายที่มีขนาด ตาประมาณ 2.5 เซนติเมตร โดยตอนกลางคืนจะน าไปใส่ไว้ ในบ่อและตอนเช้าจะเก็บขึ้นมาและสามารถเก็บเกี่ยวกุ้งขาวได้ทุกวันจนกระทั่งจับปลานิลขายกุ้งขาวก็จะหมดบ่อ พอดี แต่หากว่ากุ้งขาวมีอัตรารอดน้อยหรือระยะเวลาในการเลี้ยงปลานิลยาวขึ้นอาจลงกุ้งขาวเพิ่มได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสม ส าหรับประโยชน์ของการเลี้ยงกุ้งขาวกับปลานิลนอกจากเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว จะท าให้ สามารถลดลดปริมาณเศษอาหาร หรือของเสียที่พื้นก้นบ่อได้มากขึ้นและกุ้งขาวที่เลี้ยงควบคู่กับปลานิลนั้นมีขนาด เสมอกันเกือบทั้งหมดจึงท าให้ เกษตรกรขายได้ในราคาดี พี่ตะวัน จึงเป็นผู้หนึ่งที่คิดหาวิธีการเพิ่มรายได้ให้แก่ ตนเอง และส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงปลาคนอื่น ๆ เลี้ยงวิธีเดียวกันนี้ 32 ที่ผ่านมามีรายการโทรทัศน์และหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาศึกษาดูงานและถ่ายท ารายการอยู่หลายแห่งซึ่งพี่ตะวัน ก็ได้ถ่ายทอดความรู้แบบหมดไม่มีปิดบัง เพราะอยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลทุกคนประสบความส าเร็จ มีรายได้ เสริมจากการขายกุ้งระหว่างรอขายปลา ซึ่งเทคนิควิธีการเลี้ยงและรายละเอียดอื่นๆ ยังมีอีกมาก “ท่านใดสนใจศึกษาการเลี้ยงปลานิลบ่อดินหรือการ เลี้ยงกุ้งขาวร่วมกับปลานิลเพื่อเพิ่มรายได้และเทคนิค อื่นๆ ยินดีให้ค าแนะน า สามารถติดต่อได้ที่ แหล่งเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ าบ้านกลุ่มเอน ต าบลเกาะลอย อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี หรือประสานผ่านทาง กศน.อ าเภอพานทองก็ได้”
ภูมิปัญญำ “กำรเย็บตับจำก” ภูมิปัญญำพื้นบ้ำน หัตถกรรมจักสำนตับจำกมุงหลังคำ ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง การเย็บตับจากเพื่อมุงหลังคา เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของต าบลบางหัก อ าเภอพานทอง ที่มีมาแต่โบราณ เป็นการ น าต้นจากที่ขึ้นอยู่หนาแน่นริมแม่น้ าบางปะกง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ป่าจาก ทรัพยากรในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิด ประโยชน์และเป็นการดูแลรักษาต้นจากไปในตัว เพราะต้นจากในแต่ละปีควรจะมีการตัดเพื่อไม่ให้ใบล้มทับกันไป มาจนท าให้ต้นโทรม การเย็บจากของ “คุณอาประกิจ บุญรอด” เริ่มจากการเรียนรู้จากพ่อ แม่ ช่วยกันท าใช้เองในครอบครัว และท าจ าหน่ายแก่เพื่อนบ้านจนมีความช านาญเพราะในสวน มีต้นจากมากมายประกอบกับมีความรักในงานที่พ่อแม่ได้สืบทอด ไว้จึงท าต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันและได้ถ่ายทอดต่อยังลูกหลาน เพื่อมิให้ภูมิปัญญาการเย็บจากสูญหายไปกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ปัจจุบันการมุงหลังคาด้วยตับจากส่วนมากจะน าไปมุงส านักสงฆ์ ฟาร์มเห็ด กระต๊อบ บ่อกุ้ง บ่อปลา รีสอร์ท เพราะเป็นของที่ได้ จากธรรมชาติ เย็น อยู่สบาย นำยประกิจ บุญรอด ต ำบลบำงหัก อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี 33
ในการท าตับจากจะใช้ใบจาก ตอกคล้า และทางจากผ่าซีก ท าเป็นไม้ก้านใบจาก จะไม่ใช้ใบอ่อน เพราะไม่ทนทานและแตกง่าย ตอกคล้า น าต้นคล้ามาผ่า ต้นหนึ่งได้ 8 เส้น ตากแดดให้แห้ง ที่ใช้คล้าในการเย็บเพราะเหนียวและทน บางรายอาจจะใช้หวายเย็บ แต่จะเย็บยากกว่าคล้าเพราะหวายจะมีข้อ เวลาเย็บจะติดไม้ก้าน ใช้ทางจากน ามาผ่าซีก ตัดเป็นท่อนยาว 1.10-1.30 เมตร เมื่อน าไป ตากแดด ขอบจะม้วนเข้าหากันเมื่อแห้ง ในการเย็บตับจาก น าไม้ก้านวางไว้แล้วเอาใบจากสองใบมาวางเรียงกัน เย็บจากข้างบนลงข้างล่างแล้วเอาใบจากคู่ต่อไปมาวางเรียงต่อ กันอีก ท าไปจนหมดตับ น าไปตากให้แห้งเพื่อส่งขายไว้มุงหลังคาต่อไป สมัยก่อนชาวบางหักที่มีบ้านอยู่ริมน้ าและมีป่าจาก จะเย็บตับจากเป็นแทบทุกบ้าน เพื่อใช้เองหรือเพื่อขาย ปัจจุบันในต าบลบางหัก อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เหลือคนท าตับจากแค่ไม่กี่ราย บางคนก็ก าลังจะเลิกท า เพราะอายุมาก ถามถึงสาเหตุที่ไม่มีคนรุ่นใหม่ท า ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นงานที่หนัก แต่ได้รายได้น้อย คือ รายได้ในการเย็บตับจาก ตับละ 2.50-2.90 บาท ในสมัยที่ยังหนุ่มสาวเย็บได้ 100 กว่าตับต่อวัน แต่เดี๋ยวนี้อายุ มากท าให้เย็บได้ 50-60 ตับต่อวัน ท าให้คนหนุ่มสาวหันไปท างานโรงงานที่มีรายได้ดีกว่าและไม่เหนื่อยเท่า กำรถ่ำยทอด/สืบทอด/เผยแพร่ ลักษณะการถ่ายทอดของ คุณอาประกิจ เป็นการถ่ายทอดโดยการลงมือท าจริงให้ลูกหลานดู จากความรู้ที่ บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ได้ถ่ายทอดนี้เองท าให้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน มีการพัฒนาจากของเดิมที่เคยมีเคยท าใน อดีตให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตปัจจุบัน ส่วนการเผยแพร่ของ คุณอาประกิจ นั้นจะใช้วิธีการเดียวกับสมัยที่ตนเองได้ รับมาคือการบอกต่อพูดคุย การลงมือท าให้เห็น แต่ไม่มีการจดบันทึกเป็นต าราที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ปัญหาอุปสรรคส่วนใหญ่เกิดจากการที่คนในปัจจุบันไม่นิยมใช้ จากมุงหลังคาหรือน ามาใช้ประโยชน์ทั้งผู้ที่สืบทอดอาชีพการ เย็บจากก็นับวันแต่จะลดน้อยลงทุกที เพราะส่วนใหญ่มุ่งส่งลุก เรียนหนังสือสูงๆ จนไม่หันกลับมามองภูมิปัญญาดั้งเดิมของ บรรพบุรุษและการเย็บจากเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความอดทน เหนื่อยมาก ใช้เวลามาก ใช้ฝีมือ ใช้ประสบการณ์มากแต่ รายได้กลับน้อย 34
ภูมิปัญญำกำรแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลำ “ปลำนิลแดดเดียว” จับปลำแปรรูป สู่มำตรฐำน GAP ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ าเภอพานทอง ต าบลโคกขี้หนอน อ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คีอ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ท านา เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่การเกษตรของอ าเภอพานทอง ดังค าขวัญของอ าเภอที่ว่า “เมืองอิฐแกร่ง แหล่งเกษตร เขตอุตสาหกรรม คุณธรรมหมอพระศิลปะช่างทอง” ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยง “ปลานิล” เนื่องด้วยเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อโรค และด้วยการที่เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก บางช่วงปลานิลล้นตลาด ราคาตกต่ า นำงจันทนำ สุขถำวร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ผู้ใหญ่น้องเล็ก” จึงมีแนวคิดน าปลานิลมาแปรรูป เป็นปลานิลแดดเดียว เพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อจะจ าหน่ายในราคาที่สูงขึ้น ผู้ใหญ่น้องเล็ก ได้พัฒนาสูตร กระบวนการท าปลาแดดเดียว จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษผสมผสานกับความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้ มาปรับปรุงจนได้สูตรที่ลงตัว ปัจจุบันปลานิลแดดเดียวของต าบล โคกขี้หนอน เป็นที่รู้จักและขึ้นชื่อว่าเป็นปลาแดดเดียวที่อร่อย ไม่มีกลิ่นคาว ไม่มีกลิ่นโคลน เป็นของฝากจากอ าเภอพานทอง ที่ใครไปใครมาก็ต้องถามหา นำงจันทนำ สุขถำวร เลขที่ 18/5 หมู่ที่ 5 ต ำบลโคกขี้หนอน อ ำเภอพำนทอง จังหวัดชลบุรี 35
ปลำแดดเดียว เป็นอาหารพื้นบ้านของคนไทยเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ชาวบ้านสมัยก่อนน ามาใช้ถนอมอาหาร เพื่อจะได้เก็บปลาไว้กินนาน ๆ นิยมผลิตโดยน าปลาสดทั้งตัวที่ตัดแต่งแล้วล้างให้สะอาด อาจปรุงรส ด้วยเครื่องปรุงรส เครื่องเทศและสมุนไพร เช่น น้ าตาล น้ าปลา น้ าผึ้ง เกลือ ซีอิ๊วขาว กระเทียม รากผักชี พริกไทย และผงพะโล้ หมักให้เข้ากัน ท าให้แห้งโดยการใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ ปลาแดดเดียวจะมี ประโยชน์โดยเป็นแหล่งโปรตีน และแคลเซียมให้แก่ผู้บริโภค แต่หาก ผ่านการผลิตที่ไม่สะอาดก็อาจมีเชื้อก่อโรคร้ายแฝงมาได้ในทุกขั้นตอน การผลิต ผู้ใหญ่น้องเล็กกล่าวว่า “ปลานิลอยู่คู่กับคนไทยมานาน แรงบันดาลใจ ในการท้าธุรกิจนี มาจากในสมัยที่ยังเป็นผู้ใหญ่บ้าน อยากให้ชาวบ้าน มีรายได้เพิ่มขึ น จึงหาวิธีการสร้างรายได้จากอาชีพเดิมและทรัพยากร ที่มีในท้องถิ่น จึงได้น้าภูมิปัญญาดั งเดิมของปู่ย่าตายายมาปรับปรุงพัฒนา ต่อยอด จนเป็นผลิตภัณฑ์นี ” ขณะเดียวกันปลานิลแดดเดียวทั่วไปที่มีขายจะได้ยินข่าวเรื่อง ความสะอาดไม่ดี กังวลเรื่องปนเปื้อนสารเคมีอยู่บ่อยครั้ง ท าให้มี ความตั้งใจอยากจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิต ให้ได้คุณภาพ ที่ดี สะอาด ถูกหลักอนามัย และปลอดภัย จึงได้เริ่มต้นเลี้ยงและแปรรูป ปลานิล ส าหรับการผลิตนั้นใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วย ขอดเกล็ดปลา ตัดหัวและควักไส้ปลา ส่วนบ่อเลี้ยงปลาก็ให้มีการจัดการเรื่องความสะอาด ได้ง่าย มีการตรวจฟาร์มตามมาตรฐาน GAP ไม่ใช้ยาเคมีฉีดพ่นฆ่าหญ้า ในบ่อ ผลิตในโรงเรือนที่ได้มีการตรวจรับรองมาตรฐาน ปัจจุบันนอกจำกมีปลำนิลแดดเดียวที่แล่เนื้อเป็นชิ้น ยังมีปลำนิล แดดเดียวแล่เป็นชิ้นทอด ไร้ก้ำงพร้อมรับประทำน บรรจุในถุงพีวีซี สุญญำกำศ สะอำด ถูกหลักอนำมัย ท่านใดสนใจศึกษาวิธีการ กระบวนการผลิต อยากสอบถาหรือ ศึกษาดูงาน ผู้ใหญ่น้องเล็ก ยินดีถ่ายทอดอย่างเต็มที่ โดยสามารถติดต่อ ได้โดยตรงหรือผ่านทาง กศน.อ าเภอพานทองก็ไม่มีปัญหา 36
คณะผู้จัดท ำ ที่ปรึกษำ นางวิบูลผล พร้อมมูล ผู้อ านวยการส านักงาน กศน.จังหวัดชลบุรี นางสาวบัณฑิตา วงษ์วุฒิภัทร รองผู้อ านวยการส านักงาน กศน.จังหวัดชลบุรี นางสาวสมใจ เกิดพูลผล ผู้อ านวยการ กศน.อ าเภอพานทอง นางสาวอาภรณ์ ศรีแสงทอง ครูช านาญการ นายกฤษชัย ใจกล้า ครู นางสาวระพีพร วงค์มน ครู นางสาวศศิธร รักษาสุข ครูอาสาสมัครฯ ข้อมูล/ภำพประกอบ นายเชาวฤทธิ์ สายสุดตา ครู กศน.ต าบลพานทอง นายจิรพงษ์ ลิ้มภักดี ครู กศน.ต าบลหนองหงษ์ นายสุชน บุญพิมพ์ ครู กศน.ต าบลโคกขี้หนอน ว่าที่ร้อยตรีบัญชา สาระวัน ครู กศน.ต าบลบ้านเก่า นางสาวกาญจนา คุณสมบัติ ครู กศน.ต าบลเกาะลอย นางสาวปวิชญาดา เข็มรุ่ง ครู กศน.ต าบลหน้าประดู่ นางสาวณัฐทิตา พูลชนะ ครู กศน.ต าบลบางหัก นางสาวจิรอรสุมน จิณห์ชญาเกตุแก้ว ครู กศน.ต าบลบางนาง นางสาวสุธิดา เนาวรัตน์ ครู กศน.ต าบลมาบโป่ง รวบรวม เรียบเรียงข้อมูล/ภำพประกอบ/พิมพ์/ออกแบบ นางสาวศศิธร รักษาสุข ครูอาสาสมัครฯ นางสาวสุชาดา ตรงกับใจ บรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนอ าเภอพานทอง *********************************** 40
41