ก
ก
สารบญั
ประชมุ โคลงโลกนิติ ...............................................................................................................................................1
ศรที ะนนไชย..........................................................................................................................................................2
นริ าศหนองคาย .....................................................................................................................................................3
สามคั คเี ภทคำฉันท์ ................................................................................................................................................4
บทละครพดู คำฉนั ท์เร่ืองมทั นะพาธา.....................................................................................................................5
โคลงกลอนของครูเทพ ...........................................................................................................................................6
บทละครเร่อื งพระลอ.............................................................................................................................................7
ขอบฟา้ ขลบิ ทอง ....................................................................................................................................................8
เราชะนะแลว้ , แมจ่ า๋ ..............................................................................................................................................9
บทกวขี องเปลือ้ ง วรรณศรี.................................................................................................................................. 10
บทกวีของ จติ ร ภมู ิศักด์ิ ..................................................................................................................................... 11
จงเป็นอาทติ ยเ์ มอ่ื อทุ ัย........................................................................................................................................ 12
กวนี ิพนธ์ ของ อังคาร กลั ยาณพงศ์..................................................................................................................... 13
ขอบกรงุ .............................................................................................................................................................. 14
เพียงความเคลือ่ นไหว ......................................................................................................................................... 15
ละครแห่งชีวติ ..................................................................................................................................................... 16
กามนติ : ภาคบนดนิ และภาคบนสวรรค์............................................................................................................. 17
ดำรงประเทศ...................................................................................................................................................... 18
ผ้ชู นะสบิ ทิศ........................................................................................................................................................ 19
หนง่ึ ในร้อย.......................................................................................................................................................... 20
1
ประชมุ โคลงโลกนิติ
ประชมุ โคลงโลกนิติ
รวมตีพมิ พ์ ครัง้ แรก พ.ศ. 2460 ฉบบั หอประชมุ แหง่ ชาติ กรมศลิ ปากร
สมเด็จกรมพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดิศร (พ.ศ. 2336 - 2402)
คนทช่ี อบอ่านกวนี พิ นธจ์ ะชื่นชมซาบซ้งึ ท้ังรสความ รสคำและรสอารมณ์ เพราะแตล่ ะคำท่ีใช้ มีอรรถรส
มีชวี ติ และมวี ิญญาณ แหง่ ถอ้ ยคำ ประเทอื งทง้ั ปัญญา และอารมณ์
...รดั กุม เขา้ ใจง่ายทุกบท แสดงว่า ผู้นพิ นธ์ เชยี่ วชาญอยา่ งยิง่ ในการแต่งโคลง และโลกนติ ิ
ตามความหมายกค็ ือ ระเบียบแบบแผน ของโลก เป็นความรสู้ กึ นกึ คิด ท่ีฝังในจติ ใจมนุษย์ เป็นหลักในการ
ดำรงชวี ิตในโลก อยา่ งดยี ่งิ เรื่องหน่ึง
โทษทา่ นผอู้ ื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองตฉิ ินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนเทา่ ภูผา หนกั ยิ่ง
ปอ้ งปดิ คดิ ซ่อนเรน้ เรอ่ื งรา้ ยหายสญู (๑๗๑)
2
ศรที ะนนไชย
ศรที ะนนไชย
ศรีทะนนไชยสำนวนกาพย์ สำนวนเก่าที่สุดทค่ี ้นพบพิมพเ์ ม่ือ พ.ศ.2501 เสภาเรือ่ งศรีทะนนไชยเซยี ง
เหมี้ยง สำนวนแต่งในสมยั ร. 4 ศรที ะนนไชย เปน็ นทิ านพน้ื บา้ น ทีเ่ ล่าสืบต่อกนั มาช้านาน ในท่วั ภูมิภาคเอเซีย
อาคเนย์ ยคุ หลังๆ มกี ารดดั แปลง แต่งเตมิ เสรมิ ต่อกันเรื่อยมาเพ่ือให้สอดคลอ้ งกับยคุ สมยั ย่งิ ขนึ้ "แม้ว่ากษัตริย์
และพระสงฆ์ จะเป็นสถาบัน อนั สงู สง่ ชนชาตไิ ท-ลาว ยอมรับนบั ถือมาช้านาน แต่ก็มใิ ช่วา่ สถาบัน จะเป็นส่งิ ที่
ขาวสะอาด นิทานเซยี งเหมีย้ ง ช้ใี ห้เหน็ เร่ืองราว อยา่ งธรรมดา ของกษัตริยแ์ ละพระสงฆ์ ทม่ี รี ัก โลภ โกรธ หลง
และเพราะเหตทุ ่ีเปน็ นิทาน ไมใ่ ช่เรอื่ งจรงิ ผเู้ ล่าจึงมสี ทิ ธิ จะวจิ ารณ์ หรอื ล้อเล่น กับความรัก โลภ โกรธ หลง
เหล่านนั้ โดยไมม่ คี วามผิด น่ีเปน็ ช่องระบายออก ที่สังคมมีไว้ให้แก่ไพร่ฟ้าข้าแผน่ ดนิ ผู้ทคี่ ้นุ เคยกับนิทานพน้ื บา้ น
ลา้ นนา และล้านช้าง จะสังเกตวา่ ทั้งกษตั ริยแ์ ละพระนน่ั แหละ ที่จะถูกนำมาเปน็ ตวั ละคร ทถ่ี กู วิพากษ์ วิจารณ์
มากทส่ี ุด ในอนั ดบั ตน้ ๆ ค่าทีเ่ ปน็ สถาบันอันมาจากนอกหมู่บ้าน"
3
นิราศหนองคาย
นริ าศหนองคาย
พมิ พ์ครงั้ แรก 2412
นายทมิ สขุ ยางค์ (หลวงพัฒนพงษ์ภักด)ี (พ.ศ. 2390-2458)
นริ าศหนองคายต่างจากนิราศอืน่ ๆ คอื เป็นบนั ทกึ ประวตั ศิ าสตร์ท่ีช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจความหมายของคำวา่
การยกทัพ การเกณฑท์ พั การพักพล รวมท้งั เสน้ ทาง ระหว่างเดนิ ทัพ จากกรงุ เทพฯ ไปนครราชสีมา ต่อไปยงั
พิมาย เมอื งพุทไธสง เพ่อื ปราบกบฏฮอ่ ทหี่ นองคาย แลว้ เดนิ ทางกลบั มา ทางดงพระยากลาง
ครน้ั ต้องแสงสุรยิ าทพิ ากร กำเรบิ ร้อนด้วยพิษฤทธวิ์ ิกลอายพน้ื ดนิ นำพาให้อาพาธ วิปลาสแรงกลา้ เมอื่ หน้า
ฝนตกแลง้ หมาดขาดเหงือ่ ยงั เหลอื ทน จง่ึ พาคนให้เป็นไข้ไดร้ ำคาญ คนเดินเทา้ ก้าวหล่มบา้ งลม้ ลกุ ช้างเดนิ บุก
หล่มล้านา่ สงสาร เหลา่ โคต่างลา้ ล้มอยซู่ มซาน บา้ งวายปราณกลิง้ ตายเปน็ หลายโค ชา้ งบกุ หลม่ บ้างล้มด้วยเตม็ ล้า
ดูกน็ ่าสมเพชสังเวชโข เจ้าของช้างเสยี ใจรอ้ งไหโ้ ฮ ว่าพุทโธซ่ ้อื มาราคาแพง ท่ีช้างใหญ่ไม่ส้ลู ้ามาติดติด
พระอาทิตย์คล้อยบา่ ยลงชายแสง คนเดนิ เท้าออ่ นล้าระอาแรง บา้ งยอ่ งแย่งเทา้ พปุ ะทุพอง (หน้า 216-218)
4
สามคั คีเภทคำฉันท์
สามคั คีเภทคำฉันท์
พิมพค์ รัง้ แรก 2450
ชิต บุรทัต (พ.ศ. 2435 - 2485)
งานชิน้ เอกในชีวิตการประพันธ์ ของชิต บรุ ทตั กวรี ัตนโกสินทร์ ผไู้ ดร้ ับการยกย่องวา่ เป็น "มหาเศรษฐี
แห่งศัพทภ์ าษา" ร่ำรวยถอ้ ยคำ จนเปน็ แบบฉบับ การแตง่ ฉนั ท์ ใหแ้ กอ่ นุชนรุ่นหลังไดย้ ึดถอื
สามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นบทกวนี ิทานสภุ าษติ ว่าด้วย "โทษแหง่ การแตกสามัคคี" ลกั ษณะเด่นของ
สามคั คีเภทคำฉนั ท์ เป็นกวี ที่มีความงดงาม ใชถ้ ้อยคำ อยา่ งละเมยี ดละไม โอ่อา่ อลังการ ในการใช้แบบแผน
ฉนั ทลกั ษณ์ ของกาพย์และฉนั ท์ เช่น การใช้สัททุลลวิกกฬี ติ ฉันท์ แต่งบทไหว้ครู หรือการใช้มาลนิ ีฉันท์ และ
สทั ธราฉนั ท์ แต่งบทขรึมขลงั การใชก้ าพย์ และฉันท์ลักษณะอ่นื ๆ ทีใ่ หอ้ ารมณค์ วามรู้สึก สอดคล้องกับเนื้อหา
อารมณ์ ไมว่ า่ จะเปน็ เรื่องนา่ หวาดกลวั เกรย้ี วกราด ตกใจ ผาดโผน ลีลาอ่อนไหวโน้มนำใจ หรือเศร้าสงั เวช
จนกล่าวไดว้ า่ เอกภาพของเน้ือหา และรปู แบบฉันทลกั ษณ์ ในสามัคคีเภทคำฉนั ทน์ ัน้ แตง่ ได้ดยี ่งิ
5
บทละครพดู คำฉันท์เรอ่ื งมทั นะพาธา
บทละครพูดคำฉนั ท์เร่ืองมัทนะพาธา
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2467
พระราชนพิ นธพ์ ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หวั (พ.ศ. 2424 - 2468)
พระราชนพิ นธ์เร่อื ง มทั นะพาธา เปน็ บทละครพดู คำฉันท์ 5 องค์พระบาทสมเด็จพระมงกฏุ เกลา้
เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธข์ น้ึ เม่อื พ.ศ.2466 วรรณคดีสโมสร ไดย้ กย่องว่า เปน็ หนังสอื แต่งดีเพราะ
ทรงพระราชดำริ ใหใ้ ช้คำฉันท์เปน็ ละครพูด อันเป็นของแปลกในกระบวนวรรณคดีและแตง่ ไดโ้ ดยยาก
ยงั ไม่เคยมกี วีคนใดไดพ้ ยายามแตง่ มาแต่กอ่ น
บทละครคำฉันทเ์ รอ่ื งนี้ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ พิษร้าย อันเน่อื งมาจากความรกั ตรงตามความหมายของ
ช่อื เรอื่ ง กลา่ วคือ สุเทษณเ์ ทพ ผทู้ รงฤทธานุภาพ หลงรกั มทั นาเทพธดิ า แต่มทั นาไมร่ ักตอบ สุเทษณผ์ ิดหวังและ
โกรธ ถึงกบั สาปมทั นา ให้ไปเปน็ ดอกไม้ในโลกมนุษย์ เดอื นหนงึ่ เม่ือถงึ วนั เพ็ญจงึ กลายร่างเป็นมนษุ ย์ ท่สี าวและ
สวยได้วันหนึง่ ตอ่ เมือ่ ใดไดพ้ บรัก โดยมคี วามรกั กบั บรุ ษุ เพศ จงึ จะเป็นมนษุ ย์ตลอดไป
6
โคลงกลอนของครูเทพ
โคลงกลอนของครเู ทพ
พมิ พค์ ร้ังแรก 2485 พมิ พ์ครั้งหลัง 2515
โดยองคก์ ารคุรุสภาเป็นหนังสือพ็อกเกตบุ๊ครวม 3 เลม่ (พ.ศ. 2419 - 2486)
ครูเทพ เปน็ นามแฝงของ นายสนนั่ เทพหัสดนิ ณ อยธุ ยา หรือเจา้ พระยาธรรมศกั ดม์ิ นตรีผเู้ ปน็ ทั้งกวี
นกั เขยี นเรอื่ งสนั้ ละคร ความเรยี งและนกั การศึกษา คนสำคญั งานเดน่ ๆ มีอาทิ "ประชาสามญั ของเรา"
(21 ธ.ค. 2472) ทีท่ ่านนำทำนองเพลงชาวบา้ น คือ ลำนำพวงมาลัย ลำนำนกกระทงุ มาใชอ้ ยา่ งได้ จงั หวะจะโคน
และงดงาม กลอนชิน้ น้ี กล่าวถึงชีวิต ของชาวนาชาวไร่ ซ่งึ เคยใชช้ วี ิต ตามสบาย แบบทำงานบ้าง พักเลน่ ในช่วง
เทศกาลบ้าง ไมไ่ ด้ห่วงเร่ืองเวลา หรอื การทำงานเพื่อเงิน แต่วถิ ชี วี ิตเช่นนี้ กำลังเปล่ยี นไป เพราะ …
…"เจ้าพวงมาลัยเอยเจ้าเกิดทุรนทรุ าย เพราะเจ๊กแขกเข้ามาล่อ ท้ังเคร่อื งกนิ เคร่ืองใช้ เจ้าทนไม่ไหวจรงิ หนอ
แม้แตข่ ้าวก็ มโี รงรับจา้ งสเี อย"
7
บทละครเรอื่ งพระลอ
บทละครเร่อื งพระลอ
พิมพค์ ร้ังแรก พ.ศ. 2496
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธปิ ประพนั ธ์พงศ์ (พ.ศ.2404-2474 )
ในดา้ นของการดดั แปลงลิลติ มาเป็นบทละคร ถือไดว้ า่ บทละครเรอ่ื งพระลอ เป็นละครท่ีสนกุ มาก
เรือ่ งหนง่ึ ใช้บทรอ้ ง ผสมผสานกับบทเจรจา สลับกับบทประพนั ธ์ เป็นชว่ งๆ บทรอ้ งน้ัน ทรงแตง่ ขนึ้ อย่างประณตี
ได้อารมณ์ ถ้อยคำไพเราะ กะทัดรดั เพ่ือใช้เปน็ บทรอ้ ง ในการแสดงบนเวที ภาษาแตล่ ะตอน สอดคลอ้ งกับ
อารมณ์ของเหตกุ ารณ์ เป็นอยา่ งดี สมกบั ทีย่ กย่องกนั วา่ ทรงเปน็ เจา้ นาย ทม่ี ีความรอบรู้ทางอักษรศาสตร์
อยา่ งยอดเยยี่ ม
โอ้พระชนนศี รแี มนสรวง จะโศกทรวงเสียวรสู้ ึกรำลึกถึง
ไหนทุกข์ถงึ ปิตรุ งค์ทรงรำพงึ ไหนโศกซงึ้ ถึงกคู หู่ ทัย
ร้อยชู้ฤๅเท่าเน้ือเมยี ตน เมยี ร้อยคนฤๅเทา่ พระแม่ได้
พระแมอ่ ย่เู ยอื กเย็นไมเ่ หน็ ใคร ฤๅกลับไปส่นู ครกอ่ นจะดี (หน้า 83)
8
ขอบฟา้ ขลบิ ทอง
ขอบฟ้าขลบิ ทอง
พิมพค์ รงั้ แรก พ.ศ.2499 สำนกั พิมพด์ วงกมลอชุ เชนี
อชุ เชนี เปน็ ตวั แทนของชนชนั้ กลาง ยุคหลังการเปลยี่ นแปลงการปกครอง ซึ่งตระหนักในจติ วญิ ญาณ ของเสรชี น
เสรีภาพ และความเสมอภาค ที่จะมีฐานะนำ หรอื เปลีย่ นแปลงประวัตศิ าสตร์
เพยี งโค้งสะพานอนั เดมิ ช่วยเสรมิ ความหวังชา่ งเขลา
แตค่ นยากเขญ็ เช่นเรา มมี ากมิเบาเจ้าเอย...
ด้วยใจแนบเรียงเคียงสนทิ มง่ิ มิตรจงพงิ อกข้า
หยดั อยู่สู้โลกพาลา จนกวา่ อรุณรงุ่ ราง (2493 หน้า 57)
กับเธอฉนั กลา้ กา้ วไป เพราะรวมกันไซรเ้ ราหาญ
กบั เธอขมคกุ รุกราน แหลกลาญหวานร่ืนชื่นแทน
กบั เธอขดั สนจนยับ จักดบั รอ้ นเข็ญเยน็ แสน
กบั เธอฉันดน้ั ทั่วแดน ดว้ ยแขนสองสู้ชูใจ
เพราะเธอใช่คนคนเดยี ว จักเท่ยี วดบั ทุกขใ์ ครได้
เธอคือทัพทาสกาจไกร ผู้ใฝ่เสรชี ีวา (2493, หนา้ 88)
9
เราชะนะแล้ว, แมจ่ า๋
เราชะนะแล้ว, แมจ่ า๋
เขียนในชว่ งปีพ.ศ. 2495-2496 พิมพ์ครง้ั แรก พ.ศ.2517
นายผี (อศั นี พลจันทร) (พ.ศ.2461-2530)
เราชะนะแลว้ , แมจ่ า๋ เป็นบทกวปี ระเภทฉันท์ ซ่งึ ผกู ข้ึน เปน็ เรอื่ งราวของ ชวี ติ กรรมกรหญงิ ในโรงเลือ่ ย
แหง่ หน่งึ กบั แม่และนอ้ งชายของเธอ ...ในราตรอี นั พกิ ลพิการ เงยี บสงัดราตรีหน่ึง ไมม่ แี ม้แสงดาว และแสงเดือน
มีกเ็ พียงแสงอนาถ แหง่ นัยนต์ า ของลกู นอ้ ยและแม่ มองดกู นั ดว้ ยความรนั ทด และส้นิ หวงั ผ้เู ปน็ ลูกนอ้ ยนั้น
ป่วยหนัก และกำลังจะจากโลกไป ฝ่ายแม่ ซึ่งกำลังเจบ็ นนั้ เลา่ สุดจะหาหยูกยา มาหยดุ ความตายของลูกนอ้ ย
เธอผู้เป็นพี่ เปน็ กรรมกรหญิงโรงเลอ่ื ย เปน็ ผู้นำการตอ่ สู้ ของเพ่อื นกรรมกร จะต้องไปรว่ มการต่อสู้ นดั หยุดงาน
ประท้วง ของเพือ่ นกรรมกร แต่ทว่า
10
บทกวขี องเปล้อื ง วรรณศรี
บทกวขี องเปล้อื ง วรรณศรี
พมิ พอ์ ยู่ใน กวีประชาชน (2517) ประวตั ผิ ลงานและคำรำลึกเปลอ้ื ง วรรณศรี (2540)
งานบทกวี ของเปลอื้ ง วรรณศรี สว่ นใหญ่ เปน็ กวีการเมือง หรอื กวเี พอื่ ชวี ติ กลา่ วถึง ความไม่ยุติธรรม
ในสังคม และการตอ่ สู้ เพอ่ื สิทธเิ สรีภาพ และความเสมอภาค ของประชาชน มเี น้ือหา ทำนองวพิ ากษว์ จิ ารณ์
การกดขี่ เอารดั เอาเปรยี บ ปลกุ ใจประชาชน ใหย้ ืนหยัดต่อสู้ ทมี่ ีลกั ษณะ ซำ้ ซากอยูบ่ า้ ง แตม่ หี ลายชน้ิ ท่เี ขยี น
ได้อย่างเหน็ ภาพชดั เจน, ได้อารมณ์ความรู้สึก ใชค้ ำง่ายๆ สนั้ ๆ สัมผัส และจงั หวะ ทีก่ ินใจ
หน้าหนาวโอห้ นาวร้าวเหลอื ขาดเสื้อผ้าคราวหนาวใหญ่
ขาดยาอาหารสะท้านใจ เจ็บไข้อนาถาขา้ ทน
เหน็ อย่แู ตผ่ ูย้ ากเขญ็ ทุกข์เชน่ พวกข้าทุกหน
เป็นเพ่อื นเยอื นถามยามจน ลว้ นคนยากเข็ญเช่นเรา
เออ – ถ้าคนจนเรือนแสน ล้าน - แลน่ ไลล่ ้างความเศร้า
ความทุกขท์ ัง้ ปนี ้ีเอา แรงเข้าหักเหยี้ นเตียนกอง
น้ำตาท่ไี หลหล่งั เลอื ด เช็ดเหือดดว้ ยมือท้งั ผอง
ทกุ ข์ท่คี นจนทนครอง คือคุกจำจองไมม่ ี”
เห็นอยแู่ ต่ผูย้ ากเข็ญ (ข่าวภาพ, 2494)
11
บทกวีของ จติ ร ภมู ศิ ักด์ิ
บทกวขี อง จติ ร ภูมศิ กั ด์ิ
พิมพใ์ นนิตยสารต่างๆ ในช่วงทศวรรษ 2500
จิตร ภมู ศิ ักด์ิ (พ.ศ.2473-2508)
บทกวีทีเ่ ดน่ และเป็นตำนานของจิตร ภมู ิศกั ด์ิ ที่ผู้คนกลา่ วขวญั ถึงอย่เู สมอในยามต่อสูก้ ับอำนาจ
เผดจ็ การหลากหลายรปู แบบ ก็คือบทกวี คำเตอื น...จากเพ่ือนเก่า” ซ่ึงจติ ร เขยี นวพิ ากษ์วจิ ารณ์ นกั หนงั สอื พมิ พ์
ขายตวั ” เพ่ือแลกกบั เงนิ แทนท่ีจะยดึ ถอื ความจริง และสัจจะ กลับใช้ปากกา ป้ายสีข้อหา คอมมวิ นสิ ต์ใหแ้ ก่
ประชาชนผู้รกั ชาติ นอกจากนย้ี ังปกปอ้ ง และพทิ กั ษ์อำนาจเผด็จการ ดงั เชน่ บทนี้
มวลชนยอ่ มเปน็ คน มใิ ช่ควายท่โี ง่งม ทองแทห้ รอื อาจม
เขาย่อมรู้กระจา่ งใจ ใครชวั่ สกุลถอ่ ย จะถูกถุยทง้ั เมอื งไทย
รศั มที เ่ี รอื งไกร จะสิ้นแววท่ีเคยงาม รักเสอื ตอ้ งรักศักดิ์
เยีย่ งพยคั ฆ์สงา่ งาม อยา่ เพียงพยักตาม ต่อแส้เงนิ ท่ีกวดั ไกว
รักเพอื่ นจงึ เตือนม่ัง ถ้าไมฟ่ งั ก็ตามใจ ปา้ ยสีลาดโคลนไป
เยีย่ งนักสแู้ บบเฮงซวย กวีการเมือง, (หน้า 54)
12
จงเปน็ อาทิตยเ์ มื่ออุทยั
จงเป็นอาทิตยเ์ ม่ืออทุ ัย
รวมบทกวพี ิมพ์อย่ใู นนติ ยสารต่างๆ ในชว่ งปี พ.ศ. 2488-2522 รวมเลม่ ครั้งแรกพ.ศ. 2532
ทวีปวร (ทวีป วรดิลก) (พ.ศ.2471- )
ทวีป วรดลิ ก ผใู้ ชน้ ามปากกา ทวปี วร เปน็ นกั เขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้มปี ระวตั โิ ดดเดน่ ในการต่อสู้ กบั
อำนาจรฐั เผด็จการไทยในยุคตน้ ทศวรรษ 2490 ตั้งแตส่ มยั เป็นนกั ศกึ ษา ธรรมศาสตร์ ในยคุ นั้น มีบทบาท
เคลอื่ นไหว ต่อต้านรฐั บาล อย่างแข็งขัน
"คราใดท่เี สยี งเพลงแว่วมา
ฟากฟ้าครามงามประกายเฉดิ ฉายโดม
รบั แสงโสมส่องหลา้ รุ่งราศี
เหนอื ลำนำเจ้าพระยาพาชวี ี
เริงฤดีคลน่ื ขบั กล่อมย่ิงน้อมใจ"
13
กวีนิพนธ์ ของ อังคาร กลั ยาณพงศ์
กวนี ิพนธ์ ของ องั คาร กัลยาณพงศ์
พมิ พค์ รง้ั แรก 2507
อังคาร กลั ยาณพงศ์ (พ.ศ. 2469 - )
เมื่อแรกเผยแพร่งานกวีนิพนธ์และเริ่มเปน็ ที่รจู้ กั น้ัน อาจกลา่ วไดว้ ่า บทกวขี ององั คาร ผาดโผนและแหวก
แนว จนเป็นทก่ี ล่าวขวัญ วพิ ากษ์วจิ ารณก์ นั มาก โดยเฉพาะ โดยผ้รู ู้ผูเ้ ชีย่ วชาญ ด้านวรรณกรรม แนวจารตี นยิ ม
เช่น บทท่ีวา่ ด้วยปณิธานกวี
ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว ดึกดืน่ กินแสงดาว ต่างข้าว
น้ำค้างพร่างกลางหาว หาด่ืม ไหลหลัง่ กวไี วเ้ ช้า ช่ัวฟ้าดนิ สมยั ฯ
องั คาร เป็นกวีที่รู้ตัวว่ามือถงึ จึงกลา้ แสดงความอหังการ ทีจ่ ะฝากฝมี ือไวใ้ ห้สถติ ยจ์ วบจนไฟประลยั กลั ป์
ลา้ งโลก กบั บทกวี ฝีปากห้าวหาญ ถึงขั้นสาปแชง่ ผคู้ น เช่นในกาพย์บทน้ี
ใครดูถูกดหู มิน่ ศิลปะ อนารยะไรส้ กลุ สถุลสัตว์
ราวลงิ คา่ งเสือสางกลางป่าชฏั ใจมืดจัดกว่านำ้ หมึกดำ
เพียงกินนอนสืบพันธ์ุนนั้ ฤๅ ช่อื ว่าส่ิงประเสริฐเลิศลำ้
หยาบยโสกักขฬะอธรรม เหยียบยำ่ ทุกหยอ่ มหญา้ สาธารณ์
ภพหนา้ อยา่ มีรปู มนษุ ย์ จงผุดเกิดในร่างดิรัจฉาน
หน้าตดิ ดินกินขเ้ี ล้อื ยคลาน ทรมานทกุ ขร์ ้อนร้ายนริ ันดรเ์ อยฯ
14
ขอบกรุง
ขอบกรงุ
ทยอยลงในนิตยสารชาวกรุงในชว่ งทศวรรษ 2500-2510
ราช รังรอง (รัตนะ ยาวะประภาษ) (พ.ศ. 2471-2534)
ราช รงั รอง คือ นามแฝงของรัตนะ ยาวะประภาษ
บทกวีของราช รงั รอง ใน "ขอบกรุง" ช่วงแรก สะทอ้ นจติ ใจ อันดิน้ รนอยู่ระหวา่ ง อารมณ์รกั ใคร่ กับการก้าวไปสู่
ความสงบนง่ิ และความสำนึกในดลุ ยภาพของธรรมชาติ
ตู้เยน็ ใบใหญจ่ ากอเมริกา มแี ต่ความแหง้ แลง้
ฉนั รู้ว่ามันจะเยน็ ไปอกี ไมไ่ ด้
เม่ือไฟฟา้ แรงสูงจากเข่อื นยันฮี ไมป่ ล่อยลงมา
นมสดจากสวิตเซอร์แลนด์ เหลอื แตก่ ระป๋องเปลา่
ฉันรวู้ า่ มนั จะสร้างความแข็งแรงให้แก่ใครอกี ไมไ่ ด้
เมอื่ เรอื บรรทุกสนิ ค้าไม่มา
ฉันไดแ้ ตย่ ่ืนมอื อันซีดเซียวออกไป
เปิดทรานซสิ เตอรจ์ ากญ่ปี ุน่ ที่เพงิ่ ซ้ือถา่ นมาใส่ใหมเ่ มือ่ วานนี้
ถ่านไฟฉายท่ที ำในเมืองไทย โดยฝีมือคนจีน
15
เพยี งความเคลื่อนไหว
เพียงความเคล่อื นไหว
พมิ พ์ในนิตยสารต่างๆ ในช่วงปี 2516-2522 และพิมพร์ วมเล่มครง้ั แรก 2517
เนาวรัตน์ พงษไ์ พบลู ย์ (พ.ศ. 2483- )
เนาวรัตน์ เปน็ กวีผสู้ ืบทอดขนบนิยม และภูมปิ ญั ญาแห่งวรรณศลิ ปไ์ ทยชนดิ หาตวั จับได้ยาก เนาวรัตน์
เดินตามรอยครกู ลอนสนุ ทรภู่ มาโดยความศรัทธาและสมัครใจ และโดยเหตทุ ่ีเนาวรัตน์ เปน็ ชาวชนบท เขาเติบโต
ขึน้ มาท่ามกลางไร่นา และอยใู่ นลมหายใจของชนบท เขาจึงสามารถเขา้ ถึงอารมณ์ความรูส้ กึ ของกลอนเสภา หรือ
กลอนบทละคร แบบสุนทรภู่ ได้ดี ในบทเพยี งความเคลอ่ื นไหว เนาวรัตน์ ระบายความรู้สกึ ของเขา ออกมาจาก
ความกดดัน ของเหตกุ ารณ์ว่า
"ชว่ั เหยีย่ วกระหยบั ปีกกลางเปลวแดด
ร้อนทีแ่ ผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา
พอใบไมไ้ หวพลิกริกริกมา
ก็รู้ว่าวันน้ีมลี มวก"
16
ละครแหง่ ชีวติ
ละครแหง่ ชีวิต
พิมพ์คร้งั แรก พ.ศ. 2472
ม.จ. อากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ (พ.ศ. 2448 - พ.ศ. 2475)
ละครแหง่ ชวี ติ เป็นนวนิยายทต่ี ีพมิ พค์ รง้ั แรก ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 3 ปี และเปน็ หนงั สือ
ท่กี อ่ ให้เกิดผลสะเทอื น ในหลายวงการ ในวงวรรณกรรม หนังสือเลม่ แรก ของหมอ่ มเจ้าอากาศดำเกงิ ระพพี ฒั น์
ถือกันวา่ เป็นนวนิยายท่ใี ชฉ้ ากในประเทศ และต่างประเทศ เป็นเร่ืองแรกท้ังยังเป็นเร่อื งเศร้า รกั ไมส่ มหวังซง่ึ ก็
เป็นเรือ่ งแหวกแนวนิยมในยคุ นนั้ นอกจากนน้ั ยงั เป็นหนงั สอื ท่ีปลุกกระแส การวจิ ารณห์ นงั สือ เปน็ ที่ลอื ลัน่
ในยุคนนั้
อทิ ธพิ ลของละครแห่งชีวติ ต่อวงการวรรณกรรมไทย มีมากทีเดยี ว นักอา่ นหลายท่านให้ความเหน็ ว่า
หนงั สือเล่มน้ี เป็นต้นแบบของนวนิยายชวี ิตต่างแดนและมผี ลต่อนักประพนั ธร์ ่วมสมยั ของหม่อมเจา้ อากาศดำเกงิ
เอง เชน่ กุหลาบ สายประดิษฐ หรอื ศรีบรู พา ในเร่ืองขา้ งหลงั ภาพ และสด กรู มะโรหติ ในเรอื่ ง ปักกิง่ นครแห่ง
ความหลงั
17
กามนิต : ภาคบนดินและภาคบนสวรรค์
กามนติ : ภาคบนดนิ และภาคบนสวรรค์
พิมพค์ ร้ังแรก พ.ศ. 2473
เสฐยี รโกเศศ (2431-2512) - นาคะประทปี (2432-2488)แปล
กามนติ เป็นงานที่เสฐยี รโกเศศ-นาคะประทีป แปลเรียบเรยี งจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ ของ
จอห์น. อ.ี โลจี (John E. Logie) จากเร่ือง The Pilgrim Kamanita ทแ่ี ปลจากบทประพนั ธ์ ภาษาเยอรมัน
ของคาร์ล อดอลฟ์ เจลลิรปู (Karl Adolph Gjellerup) กวแี ละนักเขียนชาวเดนมาร์ค (พ.ศ.2400-2462)
ผ้ไู ด้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม พ.ศ.2460 ฉบับภาษาไทย จัดพิมพค์ รงั้ แรก พ.ศ.2473
ถึงกามนิต จะเป็นวรรณกรรมแปล เรียบเรียงมาจากภาษาอื่น แตด่ ้วยความปรีชาชาญทางภาษา และ
ความรูเ้ ร่อื งตา่ งๆ อันเนอ่ื งด้วยข้อความแปล ของผูแ้ ปลท้งั สอง ผ้เู ปน็ ปราชญท์ างภาษา และวัฒนธรรมของไทย
รวมทง้ั เป็นเรื่องเกย่ี วกับ พุทธศาสนาและประเทศอินเดีย ที่คนไทยคุน้ เคย ทำให้คนสว่ นใหญ่ ไมร่ ู้สึกว่าเป็น
เร่ืองแปล กลายเป็นเร่อื งไทย ซึง่ อา่ นไดส้ นิทใจ
18
ดำรงประเทศ
ดำรงประเทศ
ฉบบั พิมพค์ รงั้ แรก พ.ศ. 2474
โดย เวทางค์ (พ.ศ. 2451-2522)
ดำรงประเทศ เป็นจินตนิยายของเวทางค์ หรอื นามจรงิ ร้อยตรที องอนิ บณุ ยเสนา (ยศเวลาน้ัน)
ทเ่ี สนอปรัชญาการเมอื ง ในแนวธรรมาธิปไตย ทา่ มกลางกระแสประชาธิปไตย ทีน่ ำเขา้ มาจากตะวันตก
กำลังพฒั นาอย่างทวคี วามเขม้ ขน้ ในสงั คมไทย จนเป็นเหตุนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปตี อ่ มา
(พ.ศ.2475) โดยการอภวิ ัฒน์ ของคณะราษฏร
ดำรงประเทศ เปน็ จนิ ตนิยายที่ลุม่ ลึก ทางปรชั ญาการเมืองแบบตะวนั ออก เนือ้ หาสาระและบทสนทนา
ของตัวละครสำคญั ชึ้ใหเ้ หน็ เดน่ ชัดว่า เป้าหมาย หรอื จุดมุ่งหมายของรฐั หรือการปกครอง คือธรรมะ "เป็นการ
ปกครองโดยธรรม เพอื่ ความเปน็ ธรรมของราษฎร"
19
ผู้ชนะสิบทิศ
ผู้ชนะสบิ ทศิ
พิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2474-2482
ยาขอบ (โชติ แพร่พนั ธ์ุ) (พ.ศ. 2450-2499)
นิยายเร่ืองนี้ ดำเนินตามกลวิธีนิยายโบราณ ทกุ ประการ เนอ้ื เร่อื งอิงพงศาวดารพม่าและไทย และองิ
อยา่ งนิยายทง้ั หลาย คือ ไมถ่ ือภมู ิศาสตร์ หรอื กาลเวลาอย่างกวดขัน ความเยย่ี มของผู้ชนะสิบทิศ อยู่ทีล่ ักษณะ
อนั ประกอบกันขน้ึ เป็นนิยาย ยาขอบ ใชช้ วี ติ บรรยายตามเหตกุ ารณ์ ผูแ้ ตง่ อยใู่ นฐานะเปน็ สัพพัญญู เกีย่ วกบั ตัว
ละครในเร่อื ง คือ รแู้ ละชีแ้ จงความคดิ ความร้สู กึ อารมณ์ ในขณะต่างๆ ของตัวละคร ตัวละคร ใชส้ ำนวนเดียวกัน
หมด แต่เชน่ เดยี วกบั นยิ ายช้นั ดี ของโบราณ ลักษณะนิสัย ของตัวละครแตล่ ะตวั เป็นบคุ คลทีก่ ำใจคนอา่ น
ได้ ส่วนสำนวนภาษา เป็นสำนวนของยาขอบเอง เป็นสำนวนรอ้ ยแกว้ ทลี่ ะม้ายสำนวน ในหนงั สือราชาธริ าชและ
หนังสอื อิงพงศาวดารจีน แต่ไม่เหมอื นทเี ดียว
20
หนึ่งในรอ้ ย
หนึ่งในรอ้ ย
พมิ พค์ รัง้ แรก พ.ศ. 2477
ดอกไม้สด (พ.ศ. 2448 - 2506)
ดอกไม้สด นามแฝงของ ม.ล.บุปผา (กุญชร) นิมมานเหมินทร์ (2448-2506) เป็นนกั เขียนนยิ ายสมัยใหม่
ท่ีเป็นสตรีคนแรกๆ เริม่ เขียนนิยาย ในยุคเดียวกบั หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง และศรบี ูรพา เธอเปน็ ธดิ าของ
เจ้าพระยาเทเวศร์ วงศว์ วิ ฒั น์ และเคยใช้ชีวิตในวงั จนถงึ อายุ 13 ปี จงึ ได้กลบั มาอยูบ่ ้าน และเขา้ เรียนท่ี
โรงเรยี นเซนตโ์ ยเซฟคอนแวนต์ จนจบมธั ยมปที ่ี 8 ทางภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีอทิ ธพิ ลต่อความคิด และการเขียน
นยิ าย ของเธออยูม่ าก