The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2020-05-08 00:10:30

สัตว์ป่าสงวน

สัตว์ป่าสงวน

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | ก

คำนำ

E-Book เร่ืองสัตว์ป่าสงวนในประเทศไทย จัดข้ึนตามกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของห้องสมุด
ประชาชน “เฉลิมราชกุมารี”อาเภอบางละมงุ จงั หวัดชลบรุ ี โดยมวี ัตถุประสงคท์ ่ีจะนาเสนอ เร่ืองสัตว์ป่าสงวน
ทั้งหมด 19 ชนิด ไดแ้ ก่ นกเจา้ ฟ้าหญิงสริ นิ ธร แรด กระซู่ กปู รีและโคไพร ควายป่า ละอองหรอื ละมัง่ สมันหรือ
เน้ือสมัน กวางผา นกแต้วแล้วท้องดา นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ พะยูน หรือหมูน้า
เลียงผา เยือง กูรา โครา วาฬบรูด้า หรือวาฬแกลบ วารฬโอมูระ เต่ามะเฟือง ปลาฉลามวาฬ เพื่อเป็น
การศกึ ษาคน้ คว้าและเผยแพร่เรอื่ งทีน่ ่าสนใจในเร่ืองสัตว์ป่าสงวน

ผจู้ ดั ทาหวงั เป็นอย่างย่ิงว่า E-Book เลม่ นี้จะเปน็ ประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะทาให้ผู้ท่ีสนใจได้
ศกึ ษาในเรอ่ื งสัตว์ป่าสงวนในประเทศไทยในการสง่ เสรมิ การอา่ นออนไลน์

หอ้ งสมุดประชาชน“เฉลิมราชกุมารี”อาเภอบางละมุง จงั หวดั ชลบรุ ี
15 พฤษภาคม 2563

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | ข

สำรบญั

เรอื่ ง หนำ้

คานา................................................................................................................................................................. ก
สารบญั .............................................................................................................................................................. ข
สัตว์ปา่ สงวนในประเทศไทย.............................................................................................................................. 1
ความหมายของสตั ว์ป่าสงวน............................................................................................................................. 1
นกเจา้ ฟา้ หญงิ สริ นิ ธร (Pseudochelidon sirintarae)..................................................................................... 3
แรด (Rhinoceros sondaicus)........................................................................................................................ 5
กระซู่ (Dicerorhinus sumatrensis) ............................................................................................................... 7
กูปรีหรือโคไพร (Bos sauveli) ......................................................................................................................... 9
ควายป่า (Bubalus bubalis).......................................................................................................................... 11
ละองหรือละมั่ง (Cervus eldi)....................................................................................................................... 13
สมนั หรอื เนอ้ื สมนั (Cervus schomburki) ..................................................................................................... 15
กวางผา (Naemorhedus griseus) ................................................................................................................ 17
นกแต้วแลว้ ทอ้ งดา (Pitta gurneyi)................................................................................................................ 19
นกกระเรยี น (Grus antigone) ....................................................................................................................... 21
แมวลายหนิ ออ่ น (Pardofelis marmorata) .................................................................................................. 23
สมเสรจ็ (Tapirus indicus) ............................................................................................................................ 25
เก้งหมอ้ (Muntiacus feai)............................................................................................................................. 27
พะยนู หรือหมนู า้ (Dugong dugon)............................................................................................................... 29
เลยี งผา,เยือง,กูรา,โครา (Capricornis sumatraensis).................................................................................. 31
วาฬบรูดา้ หรอื วาฬแกลบ (Balaenoptera edeni)...................................................................................... 33
วาฬโอมรู ะ (Omura’s whale)....................................................................................................................... 35
เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea)......................................................................................................... 37
ฉลามวาฬ (Rhincodon typus)..................................................................................................................... 39
บรรณานุกรม................................................................................................................................................... 41
คณะผ้จู ัดทา .................................................................................................................................................... 42

สตั วป์ ำ่ สงวนในประเทศไทย

ควำมหมำยของสตั ว์ป่ำสงวน

สัตวป์ า่ สงวน หมายถึง สัตว์ปา่ ทีห่ ายาก กาหนดตามบญั ชีท้ายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครอง
สัตว์ป่า พ.ศ.2503 จานวน 9 ชนดิ เป็นสัตว์ป่าเล้ียงลูกด้วยนมท้ังหมด ได้แก่ แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละอง
หรอื ละมงั่ สมัน เนอ้ื ทราย เลยี งผา และกวางผา

สัตว์ป่าสงวนเป็นสัตว์หายาก ใกล้จะสูญพันธ์ุ หรืออาจจะสูญพันธ์ุไปแล้ว จึงจาเป็นต้องมี
บทบัญญตั เิ ขม้ งวดกวดขนั เพอ่ื ป้องกันไมใ่ ห้เกิดอนั ตรายแกส่ ัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตอยู่หรือซากสัตว์ป่า ซ่ึงอาจจะตก
ไปอยยู่ งั ตา่ งประเทศด้วยการซอ้ื ขาย ตอ่ มาเม่อื สถานการณ์ของสัตว์ป่าในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป สัตว์ป่า
หลายชนดิ มีแนวโน้มถูกคกุ คามเส่ียงต่อการสญู พันธ์มุ ากย่ิงขึน้ ประกอบกับเพอ่ื ให้เกิดความสอดคล้องกับความ
ร่วมมอื ระหว่างประเทศในการ ควบคุมดูแลการค้าหรือการลักลอบค้าสัตว์ป่าในรูปแบบต่าง ๆ ตามอนุสัญญา
ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศว่าด้วยชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าหรือ CITES ซ่ึงประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรอง
อนุสัญญาในปี พ.ศ.2518 และได้ให้สัตยาบัน เม่ือวันท่ี 21 มกราคม พ.ศ.2526 นับเป็นสมาชิกลาดับท่ี 80
จึงได้มีการพิจารณาแกไ้ ขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับเดิมและตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2535 ขนึ้ ใหมเ่ ม่ือวนั ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535

สัตว์ป่าสงวนตามในพระราชบัญญัติฉบับใหม่ หมายถึง สัตว์ป่าที่หายากตามบัญชีท้าย
พระราชบญั ญตั ฉิ บับนแ้ี ละตามที่กาหนดโดยตราเปน็ พระราชกฤษฎีกา ทาให้สามารถเปล่ียนแปลงชนิดสัตว์ป่า
สงวนได้โดยสะดวกโดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแก้ไขหรือเพิ่มเติมเท่าน้ัน ไม่ต้องถึงกับต้องแก้ไข
พระราชบัญญัติอย่างของเดิม ท้ังนี้ได้มีการเพ่ิมเติมชนิดสัตว์ป่าท่ีมีสภาพล่อแหลมต่อการสูญพันธ์ุอย่างย่ิง
7 ชนิด และตัดสัตว์ป่าที่ไม่อยู่ในสถานะใกล้จะสูญพันธ์ุ เน่ืองจากการที่สามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้มาก
1 ชนดิ คอื เนื้อทราย ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ที่ประชุมสงวนคุ้มครองสัตว์ป่ามีมติเห็นชอบให้เพ่ิมสัตว์
4 ชนิด เป็นสัตวส์ งวน รวมสตั ว์ป่าสงวนมีทงั้ ส้ิน 19 ชนดิ ได้แก่

1.นกเจ้าฟา้ หญิงสิรินธร (Pseudochelidon sirintarae)
2.แรด (Rhinoceros sondaicus)
3.กระซู่ (Dicerorhinus sumatrensis)
4.กปู รหี รอื โคไพร (Bos sauveli)
5.ควายป่า (Bubalus bubalis)
6.ละอง หรอื ละมง่ั (Rucervus eldi)
7.สมนั หรอื เน้อื สมนั (Rucervus schomburki)
8.เลียงผา หรือเยอื ง หรอื กูรา หรอื โครา (Capricornis sumatraensis)
9.กวางผาจีน (Naemorhedus griseus)
10.นกแต้วแรว้ ทอ้ งดา (Pitta gurneyi)
11.นกกระเรียนไทย (Grus antigone)

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 2

12.แมวลายหนิ อ่อน (Pardofelis marmorata)
13.สมเสร็จ (Tapirus indicus)
14.เกง้ หมอ้ (Muntiacus feai)
15.พะยนู หรอื หมนู า้ (Dugong dugon)
16.วาฬบรดู า้ (Balaenoptera edeni)
17.วาฬโอมูระ (Balaenoptera omurai)
18.เตา่ มะเฟือง (Dermochelys coriacea)
19.ปลาฉลามวาฬ (Rhincodon typus)

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 3

นกเจ้ำฟำ้ หญิงสริ ินธร (Pseudochelidon sirintarae)

นกเจ้ำฟำ้ หญงิ สริ ินธร
ช่อื สำมัญ : White-eyed River-Martin
ช่ือวิทยำศำสตร์ : Pseudochelidon sirintarae

ลักษณะ : นกนางแอ่นท่ีมีลาตัวยาว 15 เซนติเมตร สีโดยทั่วไปมีสีดาเหลือบเขียวแกมฟ้า โคน
หางมแี ถบสขี าว ลกั ษณะเดน่ ไดแ้ ก่ มวี งสีขาวรอบตา ทาใหด้ ูมีดวงตาโปนโตออกมา จึงเรียกว่านกตาพอง นกที่
โตเต็มวัย มแี กนขนหางค่กู ลางย่ืนยาวออกมา 2 เสน้

อปุ นิสัย : แหล่งผสมพันธ์ุวางไข่ และที่อาศยั ในฤดูร้อนยังไมท่ ราบ ในบริเวณบึงบอระเพ็ด นกเจ้า
หญงิ สิรนิ ธรจะเกาะนอน อยู่ในฝูงนกนางแอ่นชนิดอ่ืนๆ ที่เกาะอยู่ตามใบอ้อ และใบสนุ่นภายในบึงบอระเพ็ด
บางครั้งก็พบอยู่ในกลุ่มนกกระจาบ และนกจาบปีกอ่อน กลุ่มนกเหล่าน้ีมีจานวนนับพันตัว อาหารเชื่อได้ว่า
ไดแ้ ก่แมลงทโ่ี ฉบจบั ไดใ้ นอากาศ

ทอี่ ย่อู าศัย : อาศัยอยตู่ ามดงอ้อและพืชนา้ ในบริเวณบงึ บอระเพด็
เขตแพร่กระจาย : พบเฉพาะในประเทศไทย พบในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่ง
เปน็ ช่วงฤดูหนาว
สถานภาพ : นกชนิดน้ีสารวจพบคร้ังแรกในประเทศไทยเม่ือปี พ.ศ.2511 จังหวัดนครสวรรค์
หลังจากการคน้ พบคร้งั แรกแลว้ มรี ายงานพบอีก 3 ครงั้ แต่มเี พียง 6 ตัวเท่าน้นั นกเจา้ ฟ้าหญิงสิรินธร เป็นสัตว์
ป่าสงวนตามพระราชบญั ญัตสิ งวนและค้มุ ครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 4

สาเหตขุ องการใกล้จะสูญพันธุ์: นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นนกท่ีสาคัญอย่างย่ิงในด้านการศึกษา
ความสัมพันธ์ของนกนางแอ่น เพราะนกชนิดท่ีมีความสัมพันธ์กับนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรมากที่สุด คือนก
นางแอ่นคองโก (Pseudochelidon euristomina ) ที่พบตามลาธารในประเทศซาอีร์ ในตอนกลางของ
แอฟรกิ าตะวันตก แหล่งที่พบนกท้ัง 2 ชนิดน้ีห่างจากกันถึง 10,000 กิโลเมตร ประชากรในธรรมชาติของนก
เจ้าฟ้าหญิงสิรินธรเช่ือว่ามีอยู่น้อยมาก เพราะเป็นนกชนิดที่โบราณท่ีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่ละปีในฤดู
หนาวจะถูกจบั ไปพรอ้ มๆกบั นกนางแอ่นชนดิ อน่ื นอกจากน้ีที่พักนอนในฤดูหนาว คือ ดงอ้อ และพืชน้าอื่นๆที่
ถูกทาลายไปโดยการทาการประมง การเปล่ียนหนองบึงเป็นนาข้าว และการควบคุมระดับน้าในบึงเพ่ือการ
พัฒนาหลายรปู แบบ ส่ิงเหล่าน้ีก่อใหเ้ กดิ ผลเสยี ต่อการคงอย่ขู องพชื น้า และต่อนกเจ้าฟา้ หญงิ สริ ินธรมาก

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 5

แรด (Rhinoceros sondaicus)

แรด
ช่ือสำมญั : Javan Rhinoceros
ชอื่ วทิ ยำศำสตร์ : Rhinoceros sondaicus

ลักษณะ : แรดจัดเป็นสัตว์จาพวกมีกีบ คือมีเล็บ 3 เล็บท้ังเท้าหน้าและเท้าหลัง ตัวโตเต็มวัยมี
ความสูงที่ไหล่ 1.6-1.8 เมตร น้าหนักตัว 1,500-2,000 กิโลกรัม แรดมีหนังหนาและมีขนแข็งข้ึนห่างๆ สีพ้ืน
เปน็ สเี ทาออกดา ส่วนหลังมีสว่ นพับของหนัง ๓ รอย บริเวณหวั ไหลด่ ้านหลังของขาค่หู น้า และด้านหน้าของขา
คู่หลัง แรดตัวผูม้ ีนอเดยี วยาวไมเ่ กนิ 25 เซนติเมตร ส่วนตวั เมยี จะเห็นเป็นเพยี งปุม่ นนู ขึ้นมา

อุปนสิ ัย : ในอดีตเคยพบแรดหากนิ รว่ มเปน็ ฝูง แต่ในปจั จุบันแรดหากินตัวเดยี วโดดๆ หรืออยู่เป็น
ค่ใู นฤดผู สมพันธ์ุ อาหารของแรดไดแ้ ก่ ยอดไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ และผลไม้ที่รว่ งหลน่ บนพ้นื ดิน แรดไม่มฤี ดผู สมพันธ์ุ
ท่ีแนน่ อน จึงสามารถผสมพันธุไ์ ด้ตลอดปี ตกลูกครงั้ ละ 1 ตัว ตง้ั ท่องนานประมาณ 16 เดอื น

ที่อยู่อาศัย: แรดอาศัยอยู่เฉพาะในบริเวณป่าดิบช้ืนท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ หรือตามป่าทึบริมฝ่ัง
ทะเล สว่ นใหญ่จะหากินอยู่ตามพื้นท่ีราบ ไมค่ อ่ ยขึ้นบนภูเขาสงู

เขตแพร่กระจาย : แรดมีเขตกระจายต้ังแต่ประเทศบังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม
ลงไปทางแหลมมลายู สุมาตรา และชวา ปัจจุบันพบน้อยมากจนกล่าวได้ว่า เกือบจะหมดไปจากผืน
แผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชียแล้ว เชื่อว่ายังอาจจะมีคงเหลืออยู่บ้างทางเทือกเขาตะนาวศรี และในป่าลึกตาม
แนวรอยตอ่ จังหวัดระนอง พังงา และสุราษฎร์ธานี

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 6

สถานภาพ : ปัจจุบันแรดจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย และจัดอยู่
ใน Appendix 1 ของอนสุ ญั ญา CITES ทง้ั ยังเป็นสตั ว์ปา่ ท่ีใกล้จะสูญพนั ธ์ุตาม U.S.Endanger Species

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : เช่นเดียวกับแรดท่ีพบบริเวณอื่นๆ ที่พบในประเทศไทยถูกล่า
และทาลายอย่างหนัก เพื่อต้องการนอหรือส่วนอ่ืนๆ เช่น กระดูก เลือด ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่าสูงย่ิง เพ่ือใช้ในการ
บารงุ และยาอน่ื ๆ นอกจากนี้บริเวณป่าท่ีราบที่แรดชอบอาศยั อย่กู ห็ มดไป กลายเปน็ บ้านเรือนและเกษตรกรรม
จนหมด

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 7

กระซู่ (Dicerorhinus sumatrensis)

กระซู่
ชื่อสำมญั : Sumatran Rhinoceros
ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Dicermocerus sumatraensis

ลกั ษณะ : กระซู่เป็นสตั ว์จาพวกเดยี วกบั แรด แตม่ ีลักษณะลาตัวเลก็ กว่า ตัวโตเต็มวัยมีความสูงท่ี
ไหล่ 1-1.5 เมตร น้าหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม มีหนังหนาและมีขนขึ้นปกคลุมท้ังตัว โดยเฉพาะในตัวที่มี
อายุนอ้ ย ซงึ่ ขนจะลดน้อยลงเมื่อมอี ายุมากขนึ้ สลี าตวั โดยท่ัวไปออกเป็นสีเทา คล้ายสีขี้เถ้า ด้านหลังลาตัว จะ
ปรากฏรอยพบั ของหนงั เพยี งพับเดียว ตรงบริเวณดา้ นหลงั ของขาคู่หน้า กระซูท่ ัง้ สองเพศมีนอ 2 นอ นอหน้ามี
ความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนนอหลังมีความยาวไมเ่ กิน 10 เซนติเมตร หรือเป็นเพียงตุ่มนูนขึ้นมาใน
ตวั เมยี

อุปนสิ ยั : กระซปู่ นี เขาไดเ้ กง่ มีประสาทรับกล่ินดีมาก ออกหากินในเวลากลางคืน อาหาร ได้แก่
พวกใบไม้ และผลไม้ป่าบางชนิด ปกติกระซจู่ ะใช้ชีวติ อยอู่ ยา่ งโดดเดีย่ ว ยกเวน้ ในฤดูผสมพันธ์ุ หรือตัวเมียเลี้ยง
ลูกอ่อน ตกลูกครงั้ ละ 1 ตัว มรี ะยะตั้งท้อง 7-8 เดือน ในที่เลยี้ งกระซมู่ อี ายยุ ืน 32 ปี

ทอ่ี ยู่อาศยั : กระซู่อาศยั อยู่ตามป่าเขาท่ีมีความหนารกทึบ ลงมาอยู่ในป่าท่ีราบต่า ในตอนปลาย
ฤดูฝนซ่งึ ในระยะนนั้ มปี รักและน้าอยทู่ ัว่ ไป

เขตแพร่กระจาย : กระซ่มู เี ขตแพรก่ ระจายต้งั แตแ่ ควน้ อสั สัมในประเทศอินเดีย บังคลาเทศ พม่า
ไทย เวยี ดนาม มลายู สมุ าตรา และบอเนียว ในประเทศไทยมีรายงานว่าพบกระซู่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
หลายแห่งได้แก่ ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ทุ่งใหญ่

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 8

นเรศวร จงั หวัดกาญจนบรุ ี และคลองแสง จังหวดั สรุ าษฏร์ธานี และในบริเวณอทุ ยานแหง่ ชาติหลายแห่ง ได้แก่
แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และเข่ือนบางลาง จังหวัดยะลา และบริเวณป่ารอยต่อระหว่างประเทศกับ
มาเลเซยี

สถานภาพ : ปัจจุบันกระซู่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย
อนสุ ญั ญา CITES จัดไว้ในAppendix I และ U.S. Endanger Species Act จัดไวใ้ นพวกที่ใกลจ้ ะสูญพันธ์ุ

สาเหตุของการใกล้จะสูญพนั ธ์ุ : กระซปู่ จั จบุ นั ใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก เน่ืองจากถูกล่าเพื่อเอา
นอ และอวัยวะทุกส่วนของตัว ซึ่งมีฤทธ์ิในทางเป็นยา กระซู่จึงถูกล่าอยู่เนืองๆ ประกอบกับกระซู่มี อยู่ใน
ธรรมชาตนิ อ้ ย และประชากรแตล่ ะกล่มุ และแมแ้ ตก่ ลุ่มเดียวกนั กอ็ ยู่หา่ งกันมากไม่มีโอกาสจบั คูข่ ยายพนั ธไุ์ ด้

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 9

กปู รีหรือโคไพร (Bos sauveli)

กูปรี
ชือ่ สำมัญ : Kouprey
ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Bos sauveii

ลกั ษณะ : กปู รเี ปน็ สตั วป์ า่ ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ กระทิงและววั แดง เมื่อโตเต็มท่ีมีความสูงท่ีไหล่
1.7-1.9 เมตร น้าหนกั 700-900 กโิ ลกรัม ตวั ผมู้ ีขนาดลาตวั ใหญก่ วา่ ตวั เมียมาก สีโดยท่วั ไปเป็นสีเทาเข้มเกือบ
ดา ขาทั้ง 4 มถี งุ เทา้ สีขาวเชน่ เดียวกบั กระทิง ในตวั ผูท้ ่มี ีอายุมาก จะมเี หนยี งใต้คอยาวหอ้ ยลงมาจนเกือบจะถึง
ดิน เขากปู รีตัวผู้กบั ตัวเมยี จะแตกตา่ งกนั โดยเขาตัวผจู้ ะโค้งเปน็ วงกวา้ ง แลว้ ตีวงโค้งไปขา้ งหน้า ปลายเขาแตก
ออกเป็นพคู่ ล้ายเสน้ ไมก้ วาดแขง็ ตวั เมยี มีเขาตวี งแคบแล้วมว้ นขึ้นด้านบน ไม่มีพทู่ ี่ปลายเขา

อุปนิสัย : อยู่รวมกนั เป็นฝูง 2-20 ตัว กินหญ้า ใบไม้ดินโป่งเป็นคร้ังคราว ผสมพันธุ์ในราวเดือน
เมษายน ต้ังทอ้ งนาน 9 เดอื น จะพบออกลกู อ่อนประมาณเดอื นธันวาคมและมกราคม ตกลกู คร้งั ละ 1 ตวั

ท่ีอยู่อาศัย : ปกติอาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ที่มีทุ่งหญ้าสลับกับป่าเต็งรังและในป่าเบญจพรรณที่
ค่อนขา้ งแล้ง

เขตแพร่กระจาย : กปู รีมีเขตแพร่กระจายอยใู่ นไทย เวียดนาม ลาว และกัมพชู า
สถานภาพ : ประเทศไทยมีรายงานว่าพบกูปรีอยู่ตามแนวเทือกเขาชายแดนไทย-กัมพูชา และ
ลาว เมอื่ ปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีรายงานพบกูปรีในบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก กูปรีจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน
15 ชนิดของประเทศไทย และอยู่ใน Appendix I ตามอนสุ ัญญา CITES

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 10

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธ์ุ : ปัจจุบันกูปรีเป็นสัตว์ป่าท่ีหายากกาลังใกล้จะสูญพันธุ์หมดไป
จากโลก เนือ่ งจากการถูกล่าเป็นอาหารและสภาวะสงครามในแถบอินโดจีน ซ่ึงเป็นแหล่งอาศัยเฉพาะกูปรี ทา
ใหย้ ากในการอยรู่ ว่ มกันในการอนรุ ักษ์กูปรี

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 11

ควำยปำ่ (Bubalus bubalis)

ควำยปำ่
ชอื่ สำมญั : Wild Water Buffalo
ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Bubalus bubalis

ลกั ษณะ : ควายปา่ เปน็ สตั ว์ชนิดเดยี วกบั ควายบ้าน แตม่ ลี าตัวขนาดลาตัวใหญ่กว่า มีนิสัยว่องไว
และดุร้ายกว่าควายบ้านมาก ตัวโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่เกือบ 2 เมตร น้าหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัม
สีลาตวั โดยท่วั ไปเปน็ สเี ทา หรอื สีน้าตาลดา ขาทั้ง 4 สีขาวแก่ หรอื สเี ทาคล้ายใส่ถุงเท้าสีขาว ด้านล่างของลาตัว
เปน็ ลายสีขาวรูปตัววี (V ) ควายป่ามีเขาท้ัง ๒เพศ เขามีขนาดใหญ่กว่าควายเลี้ยง วงเขากางออกกว้างโค้งไป
ทางด้านหลัง ดา้ นตดั ขวางเปน็ รูปสามเหล่ียม ปลายเขาเรยี วแหลม

อุปนิสัย : ควายป่าชอบออกหากินในเวลาเช้า และเวลาเย็น อาหารได้แก่ พวกใบไม้ หญ้า และ
หน่อไม้ หลังจากกินอาหารอิ่มแล้ว ควายป่าจะนอนเคี้ยวเอ้ืองตามพุ่มไม้ หรือนอนแช่ปรักโคลนตอนช่วง
กลางวัน ควายป่าจะอยูร่ ่วมกันเป็นฝงู ฤดผู สมพันธุอ์ ยู่ราวๆ เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว
ตงั้ ท้องนาน 10 เดือน เทา่ ที่ทราบควายป่ามีอายยุ นื 20-25 ปี

เขตแพรก่ ระจาย : ควายป่ามีเขตแพร่กระจายจากประเทศเนปาลและอินเดีย ไปส้ินสุดทางด้าน
ทิศตะวนั ออกทปี่ ระเทศเวียดนาม ในประเทศไทยปัจจุบันมีควายป่าเหลืออยู่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วย
ขาแขง้ จังหวดั อทุ ยั ธานี

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 12

สถานภาพ : ปจั จบุ นั ควายปา่ ทเี่ หลอื อยใู่ นประเทศไทยมจี านวนนอ้ ยมาก จนน่ากลัวว่าอีกไม่นาน
จะหมดไปจากประเทศ ควายป่าจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหน่ึงใน 15 ชนิดของประเทศไทย และ
อนุสญั ญา CITES จดั ควายปา่ ไว้ใน Appendix III

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : เนื่องจากการถูกล่าเพื่อเอาเน้ือและเอาเขาท่ีสวยงาม และการ
สูญเชอื้ พันธ์ุ เน่ืองจากไปผสมกับควายบ้าน ที่มีผู้เอาไปเล้ียงปล่อยเป็นควายปละในป่า ในกรณีหลังนี้บางคร้ัง
ควายปา่ จะติดโรคตา่ งๆ จากควายบ้าน ทาให้จานวนลดลงมากย่งิ ข้ึน

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 13

ละองหรือละม่ัง (Cervus eldi)

ละอง, ละมงั่
ช่อื สำมญั : Eld’s Deer
ช่อื วิทยำศำสตร์ : Cervus eldi

ลกั ษณะ : เป็นกวางที่มีขนาดโตกว่าเน้ือทราย แต่เล็กกว่ากวางป่า เม่ือโตเต็มวัยมีความสูงท่ีไหล่
1.2-1.3 เมตร น้าหนัก 100-150 กโิ ลกรัม ขนตามตวั ทัว่ ไปมีสีน้าตาลแดง ตัวอายุน้อยจะมีจุดสีขาวตามตัว ซ่ึง
จะเลือนกลายเป็นจุดจางๆ เม่ือโตเต็มที่ในตัวเมีย แต่จุดขาวเหล่าน้ีจะหายไปจนหมด ในตัวผู้ตัวผู้จะมีขนที่
บริเวณคอยาว และมีเขาและเขาของละอง จะมลี ักษณะต่างจากเขากวางชนิดอ่ืนๆ ในประเทศไทย ซึ่งท่ีกิ่งรับ
หมาท่ยี ืน่ ออกมาทางดา้ นหนา้ จะทามมุ โคง่ ตอ่ ไปทางด้านหลงั และลาเขาไม่ทามมุ หกั เชน่ ทพ่ี บในกวางชนิดอื่นๆ

อุปนิสัย : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ตัวผู้ที่โตเต็มวัยจะเข้าฝูงเม่ือถึงฤดูผสมพันธุ์ ออกหากินใบ
หญ้า ใบไม้ และผลไม้ท้ังเวลากลางวันและกลางคืน แต่เวลาแดดจัดจะเข้าหลบพักในท่ีร่ม ละอง ละม่ังผสม
พันธุใ์ นเดอื นกุมภาพันธจ์ นถึงเดือนเมษายน ตง้ั ทอ้ งนาน 8 เดอื น ออกลูกครัง้ ละ 1 ตวั

ท่อี ยอู่ าศัย : ละองชอบอยู่ตามปา่ โปรง่ และป่าทุ่ง โดยเฉพาะปา่ ทมี่ แี หลง่ น้าขงั
เขตแพรก่ ระจาย : ละองแพร่กระจายในประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และ
เกาะไหหลา ในประเทศไทยอาศยั อยใู่ นบรเิ วณเหนอื จากคอคอดกระข้นึ มา
สถานภาพ : มรี ายงานพบเพยี ง 3 ตวั ที่เขตรักษาพนั ธุส์ ัตวป์ ่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ละอง
ละมง่ั จดั เป็นป่าสงวนชนดิ หน่ึงใน 15 ชนดิ ของประเทศไทย และอนสุ ัญญา CITES จัดอยู่ใน Appendix

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 14

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธ์ุ : ปัจจุบัน ละอง ละมั่งกาลังใกล้จะสูญพันธ์ุหมดไปจากประเทศ
ไทย เน่ืองจากสภาพป่าโปรง่ ซง่ึ เป็นท่ีอยูอ่ าศยั ถกู บุกรกุ ทาลายเปน็ ไรน่ า และท่ีอยูอ่ าศัยของมนุษย์ ทั้งยังถูกล่า
อย่างหนักนบั ตง้ั แต่หลังสงครามโลกคร้งั ท่ีสองเปน็ ตน้ มา

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 15

สมันหรือเนื้อสมัน (Cervus schomburki)

สมนั
ช่ือสำมญั : Schomburgk’s Deer
ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Cervus schomburgki

ลกั ษณะ : เน้ือสมนั เปน็ กวางชนิดหน่ึงที่เขาสวยงามทส่ี ดุ ในประเทศไทย เม่ือโตเต็มวัยจะมีความ
สูงท่ีไหล่ประมาณ 1 เมตร สีขนบนลาตัวมีสีน้าตาลเข้มและเรียบเป็นมัน หางค่อนข้างส้ัน และมีสีขางทาง
ตอนล่างสมันมีเขาเฉพาะตัวผู้ ลักษณะเขาของสมันมีขนาดใหญ่ และแตกก่ิงก้านออกหลายแขนง ดูคล้ายสุ่ม
หรอื ตะกรา้ สมันจงึ มีชื่อเรียกอกี อย่างหนึง่ ว่า กวางเขาสมุ่

อปุ นสิ ัย : ชอบอยูร่ วมกันเป็นฝงู เลก็ ๆ โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์ หลังจากหมดฤดูผสมพันธ์ุ และ
ตวั ผจู้ ะแยกตัวออกมาอยู่โดดเด่ยี ว สมันชอบกินหญา้ โดยเฉพาะหญ้าออ่ น ผลไม้ ยอดไม้ และใบไมห้ ลายชนดิ

ที่อยู่อาศัย : สมันจะอาศัยเฉพาะในทุ่งโล่ง ไม่อยู่ตามป่ารกทึบ เนื่องจากเขามีกิ่งก้านสาขามาก
จะเก่ยี วพันพันกับเถาวลั ย์ได้งา่ ย

เขตแพรก่ ระจาย : สมันเปน็ สัตว์ชนิดที่มีเขตแพร่กระจายจากดั อยู่ในบริเวณท่ีราบภาคกลางของ
ประเทศเท่าน้ัน สมัยก่อนมีชุกชุมมากในที่ราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา บริเวณจังหวัดรอบกรุงเทพฯ เช่น
นครนายก ปทุมธานี และปราจีนบุรี และแม้แต่บริเวณพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ เช่น บริเวณพญาไท
บางเขน รงั สติ ฯลฯ

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 16

สถานภาพ : สมันได้สูญพันธ์ุไปจากโลกและจากประเทศไทยเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว สมันยัง
จัดเป็นปา่ สงวนชนิดหนงึ่ ใน 15 ชนดิ ของประเทศไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพือ่ ควบคมุ ซาก โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งเขา
ของสมันไมใ่ หม้ กี ารส่งออกนอกราชอาณาจักร

สาเหตุของการสูญพันธุ์ : เน่ืองจากแหล่งท่ีอยู่อาศัยได้ถูกเปล่ียนเป็นนาข้าวเกือบทั้งหมด และ
สมันทเ่ี หลอื อยูต่ ามท่ีหา่ งไกลจะถูกล่าอย่างหนักในฤดูน้าหลากท่วมท้องทุ่ง ในเวลานั้นสมันจะหนีน้าขึ้นไปอยู่
รวมกันบนที่ดอนทาให้พวกพรานลอ้ มไลฆ่ า่ อย่างง่ายดาย

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 17

กวำงผำ (Naemorhedus griseus)

กวำงผำ
ชอื่ สำมญั : Goral
ชือ่ วิทยำศำสตร์ : Naemorhedus griseus

ลักษณะ : กวางผาเป็นสตั วจ์ าพวก แพะแกะเชน่ เดียวกบั เลียงผา แต่มีขนาดเล็กกว่า เม่ือโตเต็มที่
มคี วามสูงท่ีไหล่มากกว่า 50 เซนติเมตร เพียงเล็กน้อย และมีน้าหนักตัวประมาณ 30 กิโลกรัม ขนบนลาตัวสี
น้าตาล หรือสีน้าตาลปนเทา มีแนวสีดาตามสันหลงไปจนจดหาง ด้านใต้ท้องสีจางกว่าด้านหลัง หางส้ันสีดา
เขาสีดามีลกั ษณะเปน็ วงแหวนรอบโคนเขา และปลายเรียวโค้งไปทางด้านหลงั

อปุ นิสัย : ออกหากินตามทโี่ ล่งในตอนเย็น และตอนเช้ามืด หลับพักนอนตามพุ่มไม้ และชะง่อน
หนิ ในเวลากลางคืน อาหาร ได้แก่ พืชที่ข้นึ ตามสนั เขาและหน้าผาหิน เช่น หญ้า ใบไม้ กิ่งไม้ และลูกไม้เปลือก
แข็งจาพวกลูกก่อ กวางผาอยู่รวมกันเป็นฝูงๆละ 4-12 ตัว ผสมพันธุ์ในราวเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม
ออกลกู ครอกละ 1-2 ตวั ตงั้ ท้องนาน 6 เดอื น

ทอี่ าศยั : กวางผาจะอย่บู นยอดเขาสงู ชนั ในท่รี ะดับน้าสงู ชันมากกว่า 1,000 เมตร
เขตแพรก่ ระจาย : กวางผามีเขตแพร่กระจายต้ังแต่แคว้นแพร่กระจาย ต้ังแต่แคว้นแคชเมียร์ลง
มาจนถึงแควน้ อัสสัม จีนตอนใต้ พม่าและตอนเหนือของประเทศไทย ในประเทศไทยมีรายงานพบกวางผาตาม
ภเู ขาทส่ี งู ชันในหลายบรเิ วณ เช่น ดอยม่อนจอง เขตรกั ษาพนั ธุ์สตั วป์ ่าอมก๋อย ดอยเลี่ยม ดอยมือกาโด จังหวัด
เชียงใหม่ และบริเวณสองฝ่ังลาน้าปงิ ในอุทยานแหง่ ชาตแิ มป่ งิ จงั หวดั ตาก

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 18

สถานภาพ : กวางผาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทยและ
อนสุ ัญญา CITES จัดไว้ในAppendix I

สาเหตุของการใกลจ้ ะสูญพนั ธ์ุ : เน่ืองจากการบุกรุกถางป่าที่ทาไร่เลื่อนลอยของชาวเขาในระยะ
เร่ิมแรกและชาวบ้านในระยะหลัง ทาให้ที่อาศัยของกวางผาลดน้อยลง เหลืออยู่เพียงตามยอดเขาท่ีสูงชัน
ประกอบกบั การลา่ กวางผาเพ่อื เอาน้ามันมาใชใ้ นการสมานกระดูกท่ีหักเช่นเดียวกับเลียงผา จานวนกวางผาใน
ธรรมชาตจิ ึงลดลงเหลอื อยนู่ ้อยมาก

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 19

นกแต้วแล้วท้องดำ (Pitta gurneyi)

นกแตว้ แลว้ ทอ้ งดำ
ช่อื สำมญั : Gurney’s Pitta
ชือ่ วทิ ยำศำสตร์ : Pitta gurney

ลกั ษณะ : เป็นนกขนาดเล็ก ลาตัวยาว ๒๑ เซนตเิ มตร จัดเปน็ นกทีม่ ีความสวยงามมาก นกตัวผู้มี
ส่วนหัวสดี า ท้ายทอยมสี ีฟา้ ประกายสดใส ดา้ นหลังสนี ้าตาลตดิ กับอกตอนล่าง และตอนใต้ท้องที่มีดาสนิท นก
ตัวเมียมีสีสดใสน้อยกว่า โดยท่ัวไปสลี าตวั ออกน้าตาลเหลือง ไม่มีแถบดาบนหน้าอกและใต้ท้อง นกอายุน้อยมี
หวั และคอสีนา้ ตาลเหลอื ง สว่ นอกใตท้ อ้ งสนี ้าตาล ทั่วตัวมลี ายเกลด็ สดี า

อุปนสิ ยั : นกแต้วแล้วทอ้ งดาทารังเปน็ ซมุ้ ทรงกลม ดว้ ยแขนงไมแ้ ละใบไผ่ วางอยู่บนพื้นดิน หรือ
ในกอระกา วางไข่ 3-4 ฟอง ท้ังพ่อนกและแม่นก ช่วยกันกกไข่และหาอาหารมาเลี้ยงลูก อาหารได้แก่หนอน
ด้วง ปลวก จ้ิงหรีดขนาดเลก็ และแมลงอ่ืนๆ

ท่ีอยอู่ าศยั : นกแต้วแลว้ ทอ้ งดาชนิดนีพ้ บอาศยั อยเู่ ฉพาะในบรเิ วณปา่ ดงดบิ ต่า
เขตแพร่กระจาย : พบต้งั แต่ตอนใตข้ องประเทศพมา่ ลงมาจนถงึ เขตรอยต่อระหว่างประเทศไทย
กบั ประเทศมาเลเซีย
สถานภาพ : เคยพบชุกชุมในระยะเม่ือ 80 ปีก่อน แต่ไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์เลยต้ังแต่ปี
พ.ศ.2495 จนมรี ายงานพบครั้งล่าสดุ เม่อื เดือนมถิ นุ ายน พ.ศ.2531 นกแต้วแล้วท้องดา ไดร้ บั การจดั ให้เป็นสัตว์
ชนดิ ที่หายากชนดิ หนึง่ ในสบิ สองชนดิ ทหี่ ายากของโลก

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 20

สาเหตขุ องการใกล้จะสูญพันธุ์ : นกชนิดนี้ จัดเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่เฉพาะในป่าดงดิบต่า ซึ่งกาลัง
ถกู ตัดฟนั อย่างหนกั และสภาพท่ีอยเู่ ชน่ นมี้ นี ้อยมากในบรเิ วณเขตคุ้มครองในภาคใต้ นอกจากนี้ เน่ืองจากเป็น
นกท่หี ายากเปน็ ทตี่ ้องการของตลาดนกเลย้ี ง จึงมีราคาแพง อนั เปน็ แรงกระตุน้ ให้นกแต้วแล้วท้องดาถูกล่ามาก
ยง่ิ ขึ้น

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 21

นกกระเรยี น (Grus antigone)

นกกระเรยี น
ชื่อสำมญั : Sarus Crane
ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Grus antigone sharpii

ลกั ษณะ : เป็นนกขนาดใหญเ่ ม่ือยนื มีขนาดสงู ราว 150 เซนติเมตร สว่ นหัวและคอไมม่ ขี นปกคลุม
มลี ักษณะเป็นปุ่มหยาบสีแดง ยกเว้นบริเวณกระหม่อมสีเขียวอมเทา ในฤดูผสมพันธุ์มีสีแดงส้มสดข้ึนกว่าเดิม
ขนลาตวั สีเทาจนถึงสเี ทาแกมฟ้า มีกระจุกขนสขี าวห้อยคลุมสว่ นหาง จะงอยปากสีออกเขยี ว แขง้ และเท้าสีแดง
หรอื สีชมพูอมฟ้า นกอายุน้อยมขี นสีน้าตาลท่ัวตัว บนส่วนหวั และลาคอมีขนสีน้าตาลเหลอื งปกคลุม ในประเทศ
ไทยเปน็ นกกระเรียนชนิดยอ่ ย Sharpii ซึ่งไม่มวี งแหวนสีขาวรอบลาคอ

อปุ นสิ ัย : ออกหากินเป็นคู่และเป็นกลุ่มครอบครัว กินพวกสัตว์ เช่น แมลง สัตว์เล้ือยคลาน กบ
เขียด หอย ปลา กุ้งและพวกพืช เมล็ดข้าวและยอดหญ้าอ่อน ทารังวางไข่ในฤดูฝนราวเดือนมิถุนายน ปกติ
วางไข่จานวน 2 ฟอง พอ่ แม่นกจะเลย้ี งดูลูกอีกเปน็ เวลาอย่างนอ้ ย 10 เดอื น

ท่อี ยู่อาศัย : ชอบอาศัยตามทุ่งหญ้าท่ชี ื้นแฉะ และหนองบงึ ที่ใกล้ป่า
เขตแพร่กระจาย : นกกระเรยี นชนิดยอ่ ยนี้ มีเขตแพรก่ ระจายจากแคว้นอัสสัมในประเทศอินเดีย
ประเทศพม่า ไทย ตอนใต้ลาว กัมพชู า เวียดนามตอนใต้ ถงึ เมอื งลซู ุนประเทศฟลิ ิปปนิ ส์ บางครง้ั พลัดหลงไปถึง
ประเทศมาเลเซยี และยงั มีประชากรอกี กล่มุ หนึง่ ในรัฐควนี แลนด์ประเทศออสเตรเลยี

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 22

สถานภาพ : นกกระเรียนเคยพบอยู่ท่ัวประเทศ คร้ังสุดท้ายเม่ือปี พ.ศ.2507 พบ 4 ตัว ท่ีวัดไผ่
ล้อม จังหวัดปทุมธานี จากนั้นมีรายงานท่ีไม่ยืนยันว่าพบนกกระเรียน 4 ตัว ลงหากินในทุ่งนาอาเภอขุขันธ์
จังหวัดศรีสะเกษ เม่อื เดอื นมกราคม พ.ศ.2528

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 23

แมวลำยหินออ่ น (Pardofelis marmorata)

แมวลำยหินอ่อน
ช่ือสำมัญ : Marbled Cat
ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Pardofelis marmorata

ลักษณะ : แมวลายหนิ อ่อนเปน็ แมวปา่ ขนาดกลาง นา้ หนกั ตวั เม่ือโตเต็มท่ี 4-5 กิโลกรัม ใบหูเล็ก
มนกลมมีจุดด้านหลังใบหู หางยาวมีขนหนาเป็นพวงเด่นชัด สีขนโดยทั่วไปเป็นสีน้าตาลอมเหลือง มีลายบน
ลาตัวคล้ายลายหินอ่อน ด้านใต้ท้องจะออกสีเหลืองมากกว่า ด้านหลังขาและหางมีจุดดา เท้ามีพังผืดยืด
ระหว่างนวิ้ นิ้วมปี ลอกเลบ็ สองชัน้ และเลบ็ พับเก็บได้ในปลอกเล็บทงั้ หมด

อุปนสิ ยั : ออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนใหญ่มักอยู่บนต้นไม้ อาหารได้แก่สัตว์ขนาดเล็กแทบ
ทกุ ชนดิ ตัง้ แตแ่ มลง จง้ิ จก ตกุ๊ แก งู นก หนู กระรอก จนถงึ ลงิ ขนาดเล็ก นิสยั คอ่ นข้าดรุ ้าย

ที่อยู่อาศัย : ในประเทศไทยพบอยู่ตามป่าดงดบิ เทือกเขาตะนาวศรีและป่าดงดบิ ชืน้ ในภาคใต้
เขตแพร่กระจาย : แมวป่าชนิดน้ีมีเขตแพร่กระจายต้ังแต่ประเทศเนปาล สิกขิม แคว้น
อัสสัม ประเทศอินเดีย ผ่านทางตอนเหนือของพม่า ไทย อินโดจีน ลงไปตลอดแหลมมลายู สุมาตราและ
บอรเ์ นียว
สถานภาพ : แมวลายหินอ่อนจัดเป็นสัตว์ป่าชนิดหน่ึงใน 15 ชนิดของประเทศไทย และ
อนสุ ัญญา CITES จดั อยู่ในAppendix I
สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์: เนื่องจากแมวลายหินอ่อนเป็นสัตว์ที่หาได้ยาก และมีปริมาณใน
ธรรมชาตคิ ่อนข้างต่า เมือ่ เทียบกบั แมวปา่ ชนิดอ่นื ๆ จานวนจึงน้อยมาก และเนื่องจากถ่ินท่ีอยู่อาศัยถูกทาลาย

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 24

และถูกล่าหรอื จบั มาเป็นสัตวเ์ ลีย้ งท่มี รี าคาสงู จานวนแมวลายหนิ ออ่ นจึงน้อยลง ด้านชีววิทยาของแมวป่าชนิด
นย้ี ังรู้กันนอ้ ยมาก

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 25

สมเสร็จ (Tapirus indicus)

สมเสร็จ
ชอ่ื สำมญั : Malayan Tapir
ชอื่ วิทยำศำสตร์ : Tapirus indicus

ลกั ษณะ : สมเสร็จเปน็ สตั ว์กีบคี่ เท้าหน้ามี 4 เลบ็ และเท้าหลงั มี 3 เลบ็ จมูกและริมฝีปากบนย่ืน
ออกมาคล้ายงวง ตามีขนาดเล็ก ใบหูรูปไข่ หางส้ัน ตัวเต็มวัยมีน้าหนัก 250-300 กิโลกรัม ส่วนหัวและลาตัว
เป็นสีขาวสลับดา ตั้งแตป่ ลายจมูกตลอดท่อนหัวจนถงึ ลาตวั บรเิ วณระดับหลงั ของขาค่หู น้ามีสีดา ท่อนกลางตัว
เปน็ แผ่นขาว ส่วนบริเวณโคนหางลงไปตลอดขาคู่หลัง จะเป็นสีดา ขอบปลายหูและริมฝีปากขาว ลูกสมเสร็จ
ลาตัวมลี ายเป็นแถบ ดูลายพรอ้ ยคล้ายลูกแตงไทย

อุปนสิ ัย : สมเสร็จชอบออกหากนิ ในเวลากลางคืน กนิ ยอดไม้ ก่ิงไม้ หนอ่ ไม้ และพชื อวบน้าหลาย
ชนดิ มักมุดหากินตามที่รกทบึ ไมค่ ่อยชอบเดินหากนิ ตามเส้นทางเก่า มีประสาทสัมผัสทางกล่ินและเสียงดีมาก
ผสมพันธ์ุในเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคม ตกลูกคร้ังละ 1 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องนานประมาณ 13 เดือน
สมเสร็จทเี่ ล้ยี งไว้มอี ายุนานประมาณ 30 ปี

ทอ่ี ยู่อาศัย : สมเสร็จชอบอยู่อาศัยตามบรเิ วณที่รม่ ครมึ้ ใกลห้ ว้ ยหรอื ลาธาร
เขตแพรก่ ระจาย : สมเสร็จมีเขตแพร่กระจายจากพม่าตอนใต้ ไปตามพรมแดนด้านทิศตะวันตก
ของประเทศไทย ลงไปสุดแหลมมลายูและสุมาตรา ในประเทศไทยจะพบสมเสร็จได้ในป่าดงดิบตามเทือกเขา
ถนนธงชัย เทือกเขาตะนาวศรี และปา่ ทว่ั ภาคใต้

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 26

สถานภาพ : ปจั จุบันสมเสร็จจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย และจัด
โดยอนุสญั ญาCITES ไว้ใน Appendix I และจดั เป็นสตั วท์ ่ใี กล้จะสูญพนั ธ์ตุ าม U.S. Endanger Species Act.

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธ์ุ : การล่าสมเสร็จเพื่อเอาหนังและเน้ือ การทาลายป่าดงดิบท่ีอยู่
อาศยั และหากิน โดยการตัดไม้ การสร้างเขอื่ นกักเก็บน้าและถนน ทาให้จานวนสมเสร็จลดปริมาณลงจนหาได้
ยาก

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 27

เก้งหม้อ (Muntiacus feai)

เก้งหม้อ
ชอื่ สามัญ : Fea’s Barking Deer
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Muntiacus feai

ลักษณะ : เก้งหม้อมีลักษณะโดยทั่วไป คล้ายคลึงกับเก้งธรรมดา ขนาดลาตัวไล่เลี่ยกัน เมื่อโต
เต็มทนี่ า้ หนักประมาณ 20 กโิ ลกรมั แตเ่ กง้ หม้อจะมีสีลาตัวคล้ากว่าเก้งธรรมดา ด้านหลังสีออกน้าตาลเข้ม ใต้
ท้องสนี ้าตาลแซมขาว ขาสว่ นทีอ่ ย่เู หนอื กีบจะมสี ดี า ด้านหน้าของขาหลังมีแถบขาวเห็นได้ชัดเจน บนหน้าผาก
จะมเี ส้นสีดาอยู่ด้านในระหวา่ งเขา หางส้ันดา้ นบนสดี าตัดกับสขี าวดา้ นล่างชัดเจน

อุปนิสัย : เก้งหม้อชอบอาศัยอยู่เดี่ยว ในป่าดงดิบ ตามลาดเขา จะอยู่เป็นคู่เฉพาะฤดูผสมพันธ์ุ
เท่านั้น ออกหากินในเวลากลางวันมากกว่าในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ ใบไม้ ใบหญ้า และผลไม้ป่า ตกลูก
ครง้ั ละ 1 ตวั เวลาตัง้ ท้องนาน 6 เดือน

ที่อยู่อาศยั : ชอบอยู่ตามลาดเขาในป่าดงดบิ และหบุ เขาทีม่ ปี า่ หนาทึบและมลี าธารนา้ ไหลผ่าน
เขตแพรก่ ระจาย : เกง้ หม้อมีเขตแพร่กระจาย อยู่ในบริเวณต้ังแต่พม่าตอนใต้ลงไปจนถึงภาคใต้
ตอนบน ของประเทศไทยเทา่ น้ัน ในประเทศไทยพบในบรเิ วณเทอื กเขาตะนาวศรีลงไปจนถึงเทือกเขาภูเก็ต ใน
บริเวณเขตรกั ษาพันธส์ุ ัตว์ป่าคลองนาคา และเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าคลองแสง ในจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานี
และพงั งา

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 28

สถานภาพ : องค์การสวนสัตว์ ได้ประสบความสาเร็จในการเพาะเลี้ยงเก้งหม้อมาต้ังแต่ปี พ.ศ.
2528 ในปัจจุบนั เกง้ หม้อจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนดิ หน่ึงใน 15 ชนดิ ของประเทศไทย และองค์การ IUCN จัดเก้ง
หม้อให้เปน็ สัตว์ปา่ ทใี่ กล้จะสูญพันธุ์

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าท่ีหายากและใกล้จะสูญพันธ์ุหมดไปจาก
ประเทศ เนอ่ื งจากมเี ขตแพร่กระจายจากัด และท่อี ยู่อาศยั ถกู ทาลายหมดไปเพราะการตดั ไมท้ าลายปา่ การเก็บ
กกั น้าเหนอื เข่อื นและการล่าเปน็ อาหาร เกง้ หม้อเปน็ เนื้อทีน่ ิยมรับประทานกันมาก

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 29

พะยูนหรอื หมนู ้ำ (Dugong dugon)

พะยนู
ช่อื สำมัญ : Dugong
ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Dugong dugon

ลักษณะ : พะยนู จัดเป็นสตั ว์เล้ยี งลูกดว้ ยนมชนดิ หน่ึง ทอ่ี าศัยอยู่ในน้า มีลาตัวเพรียวรูปกระสวย
หางแยกเปน็ สองแฉก วางตัวขนานกับพืน้ ในแนวราบ ไมม่ คี รีบหลัง ปากอยู่ตอนล่าง ของส่วนหน้าริมฝีปากบน
เป็นก้อนเนื้อหนา ลักษณะเป็นเหล่ียมคล้ายจมูกหมู ตัวอายุน้อยมีลาตัวออกขาว ส่วนตัวเต็มวัยมีสีชมพูแดง
เมอื่ โตเตม็ วัยจะมีนา้ หนกั ตัวประมาณ 300 กิโลกรัม

อุปนสิ ยั : พะยนู อยูร่ ่วมกันเป็นครอบครวั หลายครอบครวั จะหากินเป็นฝูงใหญ่ ออกลูกคร้ังละ 1 ตัว
ใชเ้ วลาตง้ั ท้องนาน 13 เดือน และจะโตเต็มท่ีเม่อื มอี ายุ 9 ปี

ที่ยู่อาศัย : ชอบอาศัยหากินพืชจาพวกหญ้าทะเลตามพ้ืนท้องทะเลชายฝ่ัง ท้ังในเวลากลางวัน
และกลางคืน

เขตแพร่กระจาย : พะยูนมีเขตแพร่กระจาย ตั้งแต่บริเวณชายฝ่ังตะวันออกของทวีปอาฟริกา
ทะเลแดง ตลอดแนวชายฝ่ังมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงประเทศฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และต อนเหนือของ
ออสเตรเลยี ในประเทศไทยพบไมบ่ ่อยนกั ท้ังในบริเวณอ่าวไทยแถบจังหวัดระยอง และชายฝ่ังทะเลอันดามัน
แถบจังหวัดภเู กต็ พงั งา กระบี่ ตรัง สตลู

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 30

สถานภาพ : ปัจจุบันพบพะยูนน้อยมาก พยูนที่ยังเหลืออยู่จะเป็นกลุ่มเล็กหรืออยู่โดดเดี่ยว
บางคร้ังอาจจะเข้ามาจากน่านน้าของประเทศใกล้เคียง พะยูนจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของ
ประเทศไทย และจัดโดยอนสุ ญั ญา CITES ไว้ใน Appendix I

สาเหตขุ องการใกล้จะสูญพนั ธ์ุ : เนอื่ งจากพะยูนถกู ลา่ เพื่อเป็นอาหาร ติดเคร่ืองประมงตาย และ
เอาน้ามันเพื่อเอาเป็นเชื้อเพลิง ประกอบกับพะยูนแพร่พันธ์ุได้ช้ามาก นอกจากน้ีมลพิษที่ก่อให้เกิดการ
เปล่ยี นแปลงสภาพแวดล้อมตามชายฝัง่ ทะเล ได้ทาลายแหล่งหญ้าทะเล ท่ีเป็นอาหารของพยูนเป็นจานวนมาก
จึงนา่ เปน็ หว่ งว่าพะยนู จะสูญสิ้นไปจากประเทศในอนาคตอันใกลน้ ี้

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 31

เลียงผำ,เยือง,กรู ำ,โครำ (Capricornis sumatraensis)

เลยี งผำ
ช่อื สำมญั : Serow
ชอื่ วิทยำศำสตร์ : Capricornis sumatraensis

ลกั ษณะ : เลียงผาเป็นสัตวจ์ าพวกเดยี วกบั แพะและแกะ เมอ่ื โตเตม็ ทมี่ คี วามสงู ท่ไี หล่ประมาณ 1
เมตร ขายาวและแขง็ แรง ใบหูยาวคล้ายใบหูลา ขนตามลาตัวค่อนข้างยาว หยาบและมีสีดา ด้านท้องขนสีจาง
กว่า มีขนเป็นแผงยาวบนสันคอและสันหลัง มีเขาทัง้ ในตัวผแู้ ละตัวเมยี เขามีลักษณะตอนโคนกลม หยักเป็นวง
แหวนโดยรอบคอ่ ยๆ เรยี วไปทางปลายเขาโคง้ ไปทางดา้ นหลงั เลก็ นอ้ ย

อุปนิสัย : ในเวลากลางวันจะพักอาศัยอยู่ในถ้า หรือในพุ่มไม้ ออกหากินในตอนเย็นถึงพลบค่า
และในเวลาเช้ามืด อาหารได้แก่พืชต่างๆ ทุกชนิด เลียงผามีประสาทหู ตา และรับกล่ินได้ดี ผสมพันธุ์ในช่วง
ปลายเดอื นตุลาคม ตกลกู คร้งั ละ 1-2 ตัว ใช้เวลาต้ังท้องราว 7 เดือน ในท่ีเล้ียง เลยี งผามีอายุยาวกว่า 10 ปี

ทอ่ี าศัย : เลยี งผาอาศัยอยตู่ ามภูเขาทม่ี หี นา้ ผาสูงชันมปี ่าปกคลมุ
เขตแพร่กระจาย : เลียงผามีเขตแพร่กระจาย ต้ังแต่แคว้นแคชเมียร์ มาตามเทือกเขาหิมาลัย
จนถึงแคว้นอัสสัม จีนตอนใต้ พม่า อินโดจีน มลายู และสุมาตรา ในประเทศไทยพบอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงใน
หลายภมู ิภาคของประเทศ เช่น เทือกเขาตะนาวศรี เทอื กเขาถนนธงชยั เทือกเขาเพชรบูรณ์ และภูเขาทั่วไปใน
บรเิ วณภาคใต้ รวมทง้ั บนเกาะในทะเลทอี่ ยูไ่ ม่ห่างจากแผน่ ดนิ ใหญ่มากนกั
สถานภาพ : เลียงผาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย และ
อนุสญั ญา CITES จัดเรยี งผาไวใ้ น Appendix I

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 32

สาเหตุของการใกลจ้ ะสูญพนั ธุ์ : ในระยะหลงั เลียงผามีจานวนลดลงอย่างรวดเรว็ เนื่องจากการล่า
อย่างหนักเพื่อเอาเขา กระดูก และน้ามันมาใช้ทายาสมานกระดูก และพ้ืนท่ีหากินของเลียงผาลดลงอย่าง
รวดเรว็ จากการ

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 33

วำฬบรดู ำ้ หรอื วำฬแกลบ (Balaenoptera edeni)

วำฬบรูด้ำ หรือ วำฬแกลบ
ชือ่ สำมญั : Bryde's whale, Eden's whale
ช่ือวทิ ยำศำสตร์ : Balaenoptera edeni

ลักษณะ : วาฬบรูด้าลักษณะลาตัวมีสีเทาดา รูปร่างค่อนข้างเพรียว มีลายแต้มสีขาวประปราย
ตรงใต้คางและใต้คอ บางตัวพบมีแถบสีจางบนแผ่นหลัง บางตัวก็มีจุดสีจางท้ังตัวคล้ายสีเทาลายกระสีขาว
เวลาอยู่ในทะเลจะสังเกตเห็นสัน 3 สันเด่นชัดด้านบนของปาก ซึ่งจะวางตัวขนานกันจากปลายปากจนถึง
ตาแหน่งของรหู ายใจ ในขณะที่วาฬชนิดอื่น ๆ มีสันตรงกึ่งกลางปากเพียงสันเดียว เวลาผุดข้ึนหายใจเหนือผิว
นา้ จะเห็นหวั และนา้ พุที่หายใจออกมาเป็นเวลานานสักครู่ ก่อนจะเห็นครีบหลังตามมา ส่วนหัวมีแนวสันนูน 3
สนั ครีบเลก็ และปลายแหลม มีรอ่ งใต้คาง 40-70 รอ่ ง จุดเด่นของวาฬบรูด้า คือ ครีบหลังท่ีมีรูปโค้งอยู่ค่อนไป
ทางด้านปลายหาง แพนหางวางตัวตามแนวราบ มีรอยเว้าเข้าตรงก่ึงกลาง ครีบคู่หน้ามีปลายแหลม และมี
ความยาวเปน็ ร้อยละ 10 ของความยาวลาตัว ใต้ปากล่างมีร่องตามยาวประมาณ 40-70 ร่อง พาดจากใต้ปาก
จนถึงตาแหน่งสะดือ แผ่นกรองท่ีห้อยลงมาจากปากบนมีจานวน 250-370 แผ่น แผ่นที่ยาวท่ีสุดยาว 60
เซนตเิ มตร ซบ่ี นแผ่นกรองคอ่ นข้างหยาบ เมือ่ โตเตม็ ที่ลาตัวจะยาว 14-15.5 เมตร หนัก 20-25 ตัน กินอาหาร
โดยการกรอง มีซีก่ รองคลา้ ยหวสี ีเทา จานวน 250-370 ซี่ อาหารสว่ นใหญ่เปน็ แพลงตอน, เคย, ปลาขนาดเล็ก
และหมกึ

อุปนิสัย : ท่ัวไปไม่ดุร้าย กินปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหาร ส่วนใหญ่ท่ีนักท่องเที่ยวมักเห็นกันใน
แถบทอ้ งทะเลไทย เน่อื งจากเปน็ แหลง่ ทม่ี ีปลาเลก็ ๆ อยูม่ าก ทาให้วาฬบรูดา้ วา่ ยเข้ามาหากินอยู่ทุกๆ ปี

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 34

ท่ีอาศัย : วาฬบรูด้าสามารถพบเห็นได้ในอ่าวไทยหรืออ่าวตัว ก. คืออ่าวไทยตอนบน กินพ้ืนที่
ตัง้ แต่จงั หวดั เพชรบรุ ีไปถึงชลบรุ ี โดยในชว่ งหน้าฝนประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคม น้าจืดจากแม่น้าจะนาเอา
ธาตอุ าหารตา่ งๆ ไหลลงทะเลและตกตะกอนเป็นหาดเลน แลว้ พวกฝูงปลากะตักและปลาทู รวมถึงปลาเล็กปลา
น้อยจานวนมากก็จะเข้ามากนิ แพลงก์ตอนท่อี ่าวไทยใกล้ชายฝ่ัง และวาฬบรูด้าก็จะตามมากินปลาเหล่าน้ีอีกที
ทาให้ในช่วงนีเ้ ราจงึ พบวาฬบรูด้าใกล้อยู่ชายฝงั่ บางทหี ่างจากฝงั่ ไปแค่ 1-2 ก.ม.

เขตแพรก่ ระจาย : วาฬบรดู ้าพบแพร่กระจายอย่ทู ่วั โลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตก่ึงร้อน ใน
เขตละติจดู 40 องศาเหนอื ถึงใต้ ไม่พบการอพยพยา้ ยถ่ินฐานเป็นระยะทางไกล โดยมากมักพบคร้ังละ 1-2 ตัว
วยั เจริญพนั ธุ์ ในชว่ งอายุ 9-13 ปี วาฬบรูด้าจะให้ลูกคร้ังละ 1 ตัวทุก 2 ปี ตั้งท้องนาน 10-12 เดือน ระยะให้
นมนอ้ ยกวา่ 12 เดือน ลกู วาฬแรกเกดิ จะมีความยาวประมาณ 3-4 เมตร มีอายยุ ืนได้ถงึ 50 ปี เวลาจมตัวดาน้า
จะโผลห่ วั เล็กน้อยแล้วทิ้งตวั จมหายไปไม่โผล่สว่ นหางขน้ึ มาเหนือน้า

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปจั จบุ ันมีวาฬบรดู า้ เหลือเพียง 50 ตัวในอ่าวไทย และท่ัวโลกถือ
เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุการตายเกิดจากการติดอวน หรือโดนใบพัดเรือประมงฟัน ซึ่งเกิดขึ้นเม่ือปลาย
เดือนมีนาคมทผี่ ่านมา/ขาดแหลง่ อาหาร/ทะเลเป็นพษิ เนา่ เสีย/รวมถึงถูกเรือนักท่องเท่ยี วชนจากการวิง่ ตาม

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 35

วำฬโอมูระ (Omura’s whale)

วำฬโอมูระ
ชือ่ สำมัญ : Omura’s whale
ช่ือวทิ ยำศำสตร์ : Balaenoptera omurai

ลักษณะ : เป็นวาฬสายพันธ์ุหายากที่มีความใกล้เคียงกับวาฬบรูด้า ถูกค้นพบคร้ังแรกจากซาก
ของมันในปี ค.ศ. 2003 และเมื่อพิจาณาจากซากแล้วจึงพบว่ามีความต่างจากวาฬบรูด้า กล่าวคือวาฬโอมูระ
น้ันมีขนาดเล็กกว่า ตัวผู้ที่โตเต็มวัยยาวเพียง 10 เมตร ตัวเมียยาวเพียง 11.5 เมตร รอยจีบใต้ลาคอมีจานวน
มากกว่า คือ 80 – 90 รอยจีบ และมีครบี หลังท่ีสูงกว่าและมีความโคง้ นอ้ ยกวา่ ของวาฬบรดู ้า

ที่อาศยั : ทีพ่ กั อาศัยวาฬโอมูระก็ยังคงสรุปไม่ได้ เพราะบางครั้งเราก็จะเห็นที่สถานที่ท่ีไม่น่าจะ
เจอมนั และยังไม่ผู้ใดแจ้งหรือบอกชัดเจนว่าเคยเจอมันตัวเป็นๆ เลยสักคร้ัง ถ้าจะมีคงจะเป็นทีมนักชีววิทยา
ของพิพิธภณั ฑส์ ตั วน์ ้านิวอิงแลนด์กับสถานบนั วิจัยมหาสมุทรวดู้ โฮลทเี่ คยนาวดี โี อของวาฬโอมรู ะทก่ี าลังว่ายอยู่
ใต้มหาสมุทรท่ีอยแู่ ถวชายฝ่ังมาดัสการ์มาใหช้ มกนั

เขตแพร่กระจาย : ส่วนใหญ่พบการกระจายในมหาสมุทรแปซิฟิก สาหรับในประเทศไทยมี
รายงานการพบวาฬโอมรู ะทั้งฝงั่ อ่าวไทย และอันดามัน

สถานภาพ : สถานภาพการอนุรักษ์ในระดับโลก โดยการจัดอันดับของ IUCN (2018) คือ Data
Dificient (DD) หรอื ยงั มีขอ้ มูลไม่เพียงพอตอ่ การจัดอันดับ

สถานภาพการอนุรักษ์ในประเทศไทย เปน็ สตั วป์ า่ สงวน ตามพระราชบญั ญตั สิ งวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2562

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 36

สาเหตขุ องการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปัจจุบันนี้ทางการสัตว์น้าท่ัวโลกต่างลงความเห็นว่าวาฬโอมูระ
นัน้ คงจะเป็นวาฬท่ีใกล้สูญพันธ์ุ หรือสูญพันธุไ์ ปแลว้ เพราะตอนนีย้ งั ไมม่ ีใครพบเจอมนั อกี เลย ซึง่ ถ้าหากว่ามีคน
พบเห็นกอ็ าจจะช้ีแจงได้ยากวา่ มนั มจี านวนมากนอ้ ยแคไ่ หน

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 37

เต่ำมะเฟอื ง (Dermochelys coriacea)

เต่ำมะเฟือง
ชอ่ื สำมัญ : Leatherback turtle
ช่อื วิทยำศำสตร์ : Dermochelys coriacea

ลักษณะ : เต่าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ท่ีสุดในบรรดาเต่าที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ความยาวของ
ลาตัวถึง 1.8 เมตร ทั้งยังไม่มีแผ่นกระดองหลังและกระดองใต้ท้องเช่นเต่าทะเลทั่วไป แต่กระดองหลังมี
ลักษณะคล้ายแท่งยางแข็งที่มสี ันนูนขึน้ ตามยามจานวน 7 สัน จงึ มีรปู รา่ งคลา้ ยผลมะเฟือง

อุปนิสัย : มีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างไปจากเต่าทะเลอ่ืนๆ โดยดารงชีวิตอยู่ในทะเลเปิด กิน
แมงกระพรุนเป็นอาหาร รวมท้ังพวกเพรียงหัวหอมที่ล่องลอยอยู่ในทะเล หาดท่ีใช้วางไข่ต้องมีระดับน้าลึก
คลืน่ แรงและมแี นวลาดชันข้ึนสู่หาด รอ่ งรอยเต่ามะเฟอื งจะมีลักษณะกวา้ งกวา่ เตา่ ทะเลชนดิ อนื่ ๆ มีลักษณะคด
เคี้ยวไปมาและมีวงกลับ ตัวเต่าตัวเมียจะวางไข่ 4-6 ครั้งในฤดูหนึ่งๆ ไข่มีขนาดใหญ่กว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 7-8 เซนติเมตร จานวนไข่ท่ีวางจะวางแตกต่างกันไประหว่าง 64 - 104 ฟอง
บรเิ วณวางไขใ่ นประเทศไทยสว่ นใหญ่อยูท่ างชายฝัง่ ด้านทิศตะวันตก โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตและพังงา หาด
ท่ชี อบขนึ้ วางไข่จะอยใู่ นบริเวณทา่ อากาศยานนานาชาตภิ ูเกต็ และท่ีแหลมพันวาในจังหวัดภเู ก็ต

ที่อาศยั : สว่ นใหญ่ใชช้ ีวิตล่องลอยอย่ใู นทะเลเปิด ไกลจากฝ่ังมากโดยเคลือ่ นทไ่ี ปกบั กระแสนา้
เขตแพร่กระจาย : เน่ืองจากเตา่ ทะเล ส่วนใหญ่จะมีการเดินทางตามกระแสนา้ อุ่น จึงสามารถพบ
เต่ามะเฟืองได้ตามทวีป หรือ ประเทศที่มีกระแสน้าอุ่นพัดผ่าน รวมถึงประเทศในเขตร้อน เช่น ประเทศไทย
มาเลเซยี หมูเ่ กาะอินดสี ปาปวั นิวกนิ ี และ ในฝ่งั ทะเลแครบิ เบียน

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 38

สถานภาพ : เต่ามะเฟืองน้ีจัดโดยอนุสัญญา CITES อยู่ใน Appendix 1 และกฎหมายอนุรักษ์
สัตว์ป่า พ.ศ. 2503 จดั ไวเ้ ป็นสัตวป์ า่ คมุ้ ครองประเภทท่ี 1

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธ์ุ : อวนชาวประมง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตายไป สาเหตุที่ทาให้ลด
จานวนลงใกล้จะสูญพันธ์ุได้แก่การเก็บไข่เต่าอย่างเกินขอบเขต เต่าติดตายในอวนจับปลา และการทาลาย
แหลง่ วางไขท่ ีม่ อี ย่จู ากัด

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 39

ฉลำมวำฬ (Rhincodon typus)

ฉลำมวำฬ
ช่อื สำมัญ : Whale Shark
ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Rhincodon typus

ลักษณะ : ปลาฉลามวาฬท่ีแตกต่างจากปลาฉลามส่วนใหญ่ คือ หัวที่ใหญ่โตมากเม่ือเทียบกับ
ขนาดลาตัว และปากที่อยู่ด้านหน้าแทนที่จะอยู่ด้านล่าง ฉลามวาฬ เกือบท้ังหมดที่พบมีขนาดใหญ่กว่า
3.5 เมตร ใช้เหงือกในการหายใจ มีช่องเหงือก 5 ช่อง มีครีบอก 2 อัน ครีบหาง 2 อัน และ ครีบก้น(หาง)
1 อัน หางของปลาฉลามวาฬอยู่ในแนวตั้งฉาก และโบกไปมาในแนวซ้าย-ขวา แตกต่างจากสัตว์เลือดอุ่นใน
ทะเลทห่ี างอยูใ่ นแนวขนานและหายใจดว้ ยปอด อาทิ วาฬ, โลมา หรอื พะยนู เป็นต้น

ในการระบุตัวของปลาฉลามวาฬนั้น พิจารณาจากด้านข้างลาตัว ต้ังแต่ช่องเหงือกช่องที่ 5
จนถงึ สิน้ สุดครีบอก โดยแต่ละตวั จะมีจุดทแ่ี ตกต่างกนั ออกไปเปน็ อัตลกั ษณ์ประจาตัว

อุปนิสัย : ฉลามวาฬปกติเป็นปลาท่ีอาศัยอยู่ในน้าลึก และจะขึ้นมากินแพลงก์ตอนในเวลา
กลางคนื บรเิ วณผิวน้า โดยใช้การดูดน้าเข้าปากแล้วผ่านช่องกรอง โดยจะทิ่งตัวเป็นแนวด่ิงกับพ้ืนน้า ท่ีออสล
อบ ในจงั หวัดเซบู ของฟิลิปปินส์ ชาวพื้นเมืองที่น่ันซึ่งดั้งเดิมมีอาชีพประมงจับปลาทั่วไป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010
เปน็ ตน้ มา ไดเ้ ปล่ียนวถิ ชี วี ติ ด้วยการโปรยอาหารเล้ียงฉลามวาฬ เพ่อื ดงึ ดูดนักท่องเทย่ี วจนกลายเป็นไฮไลต์ของ
การท่องเที่ยวดาน้าของท่ีน่ี โดยอาหารที่ป้อนนั้น คือ เคย และจะมีช่วงเวลาที่ป้อนตั้งแต่ 05.00 หรือ 06.00
น.-13.00 น. ในแตล่ ะวัน จากนนั้ ฉลามวาฬกจ็ ะว่ายออกไปทะเลลกึ เพ่อื หากินเอง ซึ่งเชื่อว่าวิธีการแบบน้ีจะไม่
ทาให้พฤตกิ รรมของฉลามวาฬเปล่ยี นไป

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 40

ทอ่ี าศัย : สามารถพบฉลามวาฬตามน่านน้าใกล้เส้นศูนย์สูตร แถบละติจูด 30-40 พูดได้ว่าฉลาม
วาฬทาให้อุณหภมู ผิ ิวน้า 21 - 26 องศาเซนตเิ กรด ในพื้นที่ซ่ึงมี ปรากฎการณ์น้าผุด และมีธาตุอาหารสมบูรณ์
ในบริเวณน้าเย็น สภาพเช่นน้ีเหมาะแก่การเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน ซ่ึงเป็นอาหารของฉลามวาฬ และ
บอ่ ยครง้ั จะพบการรวมกลุ่มของกลมุ่ ปลาผิวนา้ โดยเฉพาะพวก Trevally (Jack)

การขยายพันธ์ุ : ฉลามวาฬเป็นสัตว์ท่ีออกลูกเป็นตัวไม่ต้องฟักจากไข่ หลังจากท่ีมันออกมาจาก
มดลกู ของแม่ มนั กม็ ชี ีวิตเลย ในประเทศไต้หวันพบฉลามวาฬท่ีต้ังท้อง และถูกแทงด้วยฉมวกตาย เม่ือผ่าท้อง
ออกมาพบมีลูกอ่อนอยู่ในมดลูกของถึง 300 ตัว โดยลูกอ่อนนั้นถุงไข่กาลังยุบตัวใกล้จะหมดแล้ว มีความยาว
ประมาณ 64 เซนติเมตร หรือ 25 นิ้ว (Environmental Biology of Fishes 46:219-223 1996) มันเป็นส่ิงท่ี
น่าเชอ่ื ได้วา่ ตวั เตม็ วัยจะมอี ายรุ ะหวา่ ง 25 - 30 ปี อายุตัวเต็มวัยจะช่วยสรุปได้ว่าพวกมันอาจจะมีอายุยืนยาว
ถึง 100 ปี

เขตแพร่กระจาย : ฉลามวาฬมีการแพร่กระจายในทะเลเขตร้อนท่ัวโลก ยกเว้นทะเลเมดิเตอร์เร
เนี่ยน ฉลามวาฬมักอาศยั อย่ใู นบรเิ วณทน่ี ้ามอี ุณหภมู ิ 21-26 องศาเซลเซียส โดยมีการแพร่กระจายสัมพันธ์กับ
กระแสน้าอุ่นในบางบริเวณ ฉลามวาฬมักพบในเขตท่ีมวลน้าอุ่นปะทะกับน้าเย็นและ มี plankton มาก ใน
บริเวณน้าผุด (กระแสน้าด้านล่างพัดปะทะแนวหินแล้วพัดพาเอาธาตุอาหารจากพ้ืนขึ้นสู่มวลน้าด้านบน -
Upwelling )

นอกจากน้ีหลายคนเชื่อว่าฉลามวาฬมีการอพยพย้ายถิ่นแต่ยังไม่มีแนวทางแน่นอนว่าเป็น
แนวทางใด ฉลามวาฬในเมืองไทยสว่ นใหญพ่ บตามกองหนิ ใต้น้าในบริเวณทะเลเปิด มีความลึก 30 เมตรขึ้นไป
อาทิ ริเชลิว หินม่วง หินแดง กองตุ้งกู โลซิน ฯลฯ จุดที่เชื่อกันว่าพบฉลามวาฬบ่อยที่สุดคือ ริเชลิว มีความ
เป็นไปไดใ้ นเรอ่ื งการอพยพของฉลามวาฬในระยะทางหลายรอ้ ยกโิ ลเมตร อาทิ พบว่ามีการอพยพของฉลาวาฬ
จากเกาะปาปัวนวิ กีนลี งมาตามชายฝัง่ ด้านตะวนั ออกของแนวปะการงั great barrier reef

สถานภาพ : สถานภาพการอนุรักษ์ในระดับโลก โดยการจัดอันดับของ IUCN (2018) คือ
Endangered (EN) หรอื ใกลส้ ูญพนั ธ์ุ

สถานภาพการอนุรักษ์ในประเทศไทย เป็นสัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและ
ค้มุ ครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธ์ุ : จากการทาการประมง แม้ว่าตัวฉลามวาเองจะไม่ใช่เป้าหมาย
หลกั แตม่ นั กต็ ดิ เคร่อื งมือประมงบ่อยและครีบของมันก็มขี นาดใหญ่และราคาดี อกี สาเหตหุ นึ่งคือการนิยมดาน้า
ดูฉลามวาฬซ่ึงทาให้เรือเข้าไปใกล้ฉลามวาฬและถูกเรือชนเป็นประจา นอกจากน้ีแล้วปัญหาเรื่องไมโครพลา
สติกที่ติดมากับแพลงก์ตอน นักวิทยาศาสตร์เช่ือว่าสารพิษท่ีสะสมอยู่ในไมโครพลาสติกจะส่งผลกระทบต่อ
กระบวนการทางชีวภาพ และสง่ ผลเสยี ต่อชวี วทิ ยาการสบื พนั ธุ์ของฉลามวาฬได้

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 41

บรรณำนกุ รม

ชีวิตสตั ว์ทะเล. สมชาย วงสก์ ารุณ. ปญั ญาใส. 2542. หน้า 20
http://www.rspg.or.th/tis_museum/semi_articles/semi_articles_6/semi_article_6.html
www.wildlifefund.or.th
https://phuketaquarium.org/
https://th.wikipedia.org/wiki/
http://academicparo5.dnp.go.th/

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 42

ทปี่ รกึ ษำ คณะผู้จดั ทำ

นายอนชุ า พงษ์เกษม ผอ.สานักงาน กศน.จังหวัดชลบุรี
นางประพิศ นพประชา ผอ.กศน.อาเภอบางละมุง

คณะทำงำน บรรณารกั ษป์ ฏบิ ัตกิ าร
ว่าทร่ี อ้ ยตรีหญิง ปสุตา แก้วเขียว บรรณารักษ์อตั ราจา้ ง
พนกั งานบรกิ าร
นางสาววาสนา ขวญั นัทธี
นายทวปี ไม้เขยี ว

ผ้เู รยี บเรยี งเอกสำร

ว่าทีร่ ้อยตรหี ญิง ปสตุ า แก้วเขียว บรรณารักษ์ปฏิบัตกิ าร

สั ต ว์ ป่ า ส ง ว น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห น้ า | 43


Click to View FlipBook Version