บทท่ี 2 ดนตรีไทย
รายวิชาศิลปศึกษา ม.ตน้
นางสาวพชั ราภรณ์ นามพนั ธ์ (กลมุ่ ครูออ้ )
เรอ่ื งที่ 1 ประวตั ดิ นตรีไทย
ดนตรไี ทยไดแบบอยา งมาจากอินเดยี เนื่องจาก อินเดียเปน แหลงอารยธรรมโบราณ ที่สําคัญแหง หนึ่งของโลก
อารยธรรมตา ง ๆ ของอินเดยี ไดเขามามอี ิทธพิ ล ตอ ประเทศตา ง ๆ ในแถบเอเชียอยา งมาก ท้งั ในดา น ศาสนา ประเพณี
ความเช่อื ตลอดจน ศิลปะ แขนงตา ง ๆ โดยเฉพาะทางดานดนตรี ปรากฏรปู รางลักษณะ เครอื่ งดนตรขี องประเทศตาง ๆ
ในแถบเอเชีย เชน จนี เขมร พมา อินโดนิเซยี และมาเลเซยี มีลักษณะ คลายคลงึ กัน เปนสว นมาก ทง้ั นี้เนื่องมาจาก
ประเทศเหลาน้ันตา งก็ยึดแบบฉบบั ดนตรี ของอนิ เดยี เปนบรรทัดฐาน รวมทั้งไทยเราดวย เหตผุ ลสําคญั ท่ที านผรู ไู ดเสนอ
ทัศนะน้กี ็คือลกั ษณะของ เคร่อื งดนตรีไทย
สามารถจําแนกเปน 4 ประเภท คอื
-เครื่องดีด
-เคร่อื งสี
-เครื่องตี
-เครื่องเปา
เรอ่ื งท่ี 1 ประวัติดนตรไี ทย
วิวัฒนาการของวงดนตรไี ทย
นับตัง้ แตไ ทยไดมาต้งั ถ่ินฐานในแหลมอนิ โดจีน และไดกอต้งั อาณาจกั รไทยขึ้น จึงเปน การเรม่ิ ตน ยคุ แหงประวตั ิศาสตรไทย ที่
ปรากฏหลกั ฐานเปน ลายลักษณอ ักษร กลาวคอื เม่ือไทยไดสถาปนาอาณาจกั รสโุ ขทยั ขน้ึ และหลังจากที่พอขนุ รามคาํ แหงมหาราช
ไดป ระดิษฐอักษรไทยข้นึ ใชแลวนับตัง้ แตนัน้ มาจึงปรากฏหลกั ฐานดานดนตรีไทย ท่ีเปน ลายลกั ษณอ กั ษร ทงั้ ในหลกั ศลิ าจารึก หนงั สอื
วรรณคดี และเอกสารทางประวัตศิ าสตร ในแตละยคุ ซงึ่ สามารถนํามาเปนหลกั ฐานในการพิจารณา ถงึ ความเจรญิ และวิวฒั นาการของ
ดนตรไี ทย ต้ังแตส มัยสุโขทยั เปนตน มา จนกระทั่งเปน แบบแผนดงั ปรากฏ ในปจ จบุ นั พอสรปุ ไดดังตอไปนี้
สมัยสุโขทัย
มลี กั ษณะเปน การขับลํานํา และรอ งเลนกนั อยางพ้นื เมือง เก่ียวกบั เครื่องดนตรไี ทย ในสมยั นีป้ รากฏหลักฐาน
กลาวถงึ ไวใ นหนังสอื ไตรภมู ิพระรวง ซ่งึ เปน หนงั สือวรรณคดที แี่ ตง ในสมัยนี้ ไดแ ก แตร สงั ขมโหระทกึ ฆอ งกลอง ฉ่ิงแฉง (ฉาบ) บณั เฑาะว พิณ ซอพุง
ตอ (สันนษิ ฐานวา คือ ซอสามสาย) ปไ ฉน ระฆัง และกงั สดาล เปนตน ลกั ษณะการผสม
วงดนตรี ก็ปรากฏหลักฐานทัง้ ในศลิ าจารกึ และ หนงั สือไตรภูมิพระรวง กลา วถึง "เสียงพาทย เสยี งพิณ" ซ่งึ จากหลักฐานทก่ี ลาวน้ี สันนิษฐานวา วงดนตรี
ไทย ในสมัยสโุ ขทยั มดี ังนีค้ ือ
1.วงบรรเลงพิณ มีผบู รรเลง 1 คน ทําหนา ทด่ี ีดพณิ และขบั รอ งไปดวย เปน ลักษณะของการขบั ลาํ นาํ
2.วงขบั ไม ประกอบดว ยผบู รรเลง 3 คน คือ คนขบั ลาํ นํา 1 คน คนสซี อสามสาย คลอเสยี งรอง 1 คน และคนไกวบณั เฑาะว ใหจงั หวะ 1 คน
3.วงปพ าทย เปน ลักษณะของวงปพ าทยเคร่อื งหา มี 2 ชนิด คอื
3.1 วงปพ าทยเ ครือ่ งหาอยา งเบา ประกอบดวยเคร่อื งดนตรีชนดิ เลก็ ๆ จาํ นวน 5 ชน้ิ คือ 1. ป 2. กลองชาตรี 3. ทบั (โทน) 4. ฆองคู 5. ฉิ่ง
ใชบรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตร(ี เปน ละครเกา แกท ส่ี ดุ ของไทย)
3.2 วงปพาทยเครอื่ งหาอยา งหนัก ประกอบดวย เครอื่ งดนตรจี าํ นวน 5 ชนิ้ คอื 1. ปใน 2. ฆอ งวง (ใหญ) 3. ตะโพน 4. กลองทัด 5. ฉ่ิง
ใชบรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลง ประกอบ การแสดงมหรสพ ตา ง ๆ จะเหน็ วาวงปพ าทยเ คร่อื งหา ในสมยั นีย้ ังไมมีระนาดเอก
4.วงมโหรี เปนลกั ษณะของวงดนตรอี ีกแบบหนงึ่ ท่ีนาํ เอาวงบรรเลงพณิ กับ วงขบั ไม มาผสมกนั เปนลักษณะของวงมโหรเี ครือ่ งสี่ เพราะประกอบดวย
ผบู รรเลง 4 คน คือ 1. คนขบั ลํานํา และตีกรบั พวงใหจ งั หวะ 2. คนสซี อสามสายคลอเสยี งรอ ง 3. คนดีดพิณ 4. คนตีทบั (โทน)ควบคุมจังหวะ
เรอื่ งที่ 1 ประวตั ดิ นตรีไทย
สมัยกรงุ ศรีอยุธยา
ในสมยั นี้ ในกฎมณเฑยี รบาล ซึ่งระบุช่ือ เครื่องดนตรีไทยเพมิ่ ข้นึ จากท่ีเคยระบไุ ว ในหลกั ฐานสมยั สุโขทัย
จงึ นาจะเปนเคร่อื งดนตรีท่เี พ่ิงเกดิ ในสมยั นี้ ไดแ ก กระจบั ป ขลยุ จะเข และรํามะนา นอกจากนใ้ี นกฎมณเฑยี รบาลสมยั สมเดจ็ พระบรม
ไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991- 2031) ปรากฏขอหามตอนหน่งึ วา "...หามรอ งเพลงเรอื เปาขลุย เปา ป สีซอ ดีดกระจบั ป ดีดจะเข ตีโทนทับ
ในเขตพระราชฐาน..." ซง่ึ แสดงวา สมัยนี้ ดนตรไี ทย เปนท่ีนยิ มกันมาก แมใ นเขตพระราชฐาน กม็ ีคนไปรอ งเพลงและเลนดนตรกี นั เปนที่
เอกิ เกรกิ และเกนิ พอดจี นกระท่ังพระมหากษัตริยตอ งทรงออกกฎมณเฑยี รบาล ดงั กลาวขน้ึ ไวเก่ียวกับลกั ษณะของวงดนตรไี ทย ในสมัยนม้ี ี
การเปลีย่ นแปลง และพฒั นาข้ึนกวา ใน สมัยสุโขทยั ดังนี้ คือ
1. วงปพ าทย ในสมยั นี้ก็ยงั คงเปน วงปพาทยเครอ่ื งหา เชน เดียวกับในสมยั สุโขทัยแตมี ระนาดเอก เพมิ่ ขนึ้ ดงั น้ันวงปพาทยเ ครอ่ื งหา
ในสมัยน้ีประกอบดว ยเครือ่ งดนตรี ดังตอ ไปน้ี คอื
1.1 ระนาดเอก
1.2 ปใ น
1.3 ฆอ งวง (ใหญ)
1.4 กลองทดั ตะโพน
1.5 ฉิง่
2. วงมโหรี ในสมัยนี้พฒั นามาจากวงมโหรเี ครื่องสี่ ในสมัยสโุ ขทัยเปน วงมโหรเี ครื่องหก
เพราะไดเ พ่ิม เครื่องดนตรเี ขาไปอีก 2 ชนิ้ คือ ขลยุ และ ราํ มะนา ทําให วงมโหรี
ในสมยั นปี้ ระกอบดว ยเคร่ืองดนตรี จํานวน 6 ชิ้น คือ
2.1 ซอสามสาย
2.2 กระจบั ป (แทนพิณ)
2.3 ทบั (โทน)
2.4 ราํ มะนา
2.5 ขลยุ
2.6 กรับพวง
เร่อื งท่ี 1 ประวัติดนตรไี ทย
สมยั กรงุ ธนบรุ ี
เนอื่ งจากในสมัยน้เี ปนชว งระยะเวลาอนั ส้ันเพยี งแค 15 ปแ ละประกอบกบั เปน สมยั แหงการกอสรา งเมอื ง และ
การปองกันประเทศวงดนตรไี ทย ในสมยั น้ีจงึ ไมปรากฏหลกั ฐานไวว า ไดมกี ารพัฒนาเปลย่ี นแปลงขน้ึ สนั นิษฐานวา ยังคงเปน
ลกั ษณะและรปู แบบของ ดนตรีไทยในสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา
สมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร
ในสมยั นเ้ี ม่อื บา นเมืองไดผ า นพน จากภาวะศกึ สงคราม และไดมีการกอสรา งเมืองใหม่นั คงเปนปกแผน เกิดความ
สงบรม เย็น โดยทัว่ ไปแลวศลิ ปวัฒนธรรมของชาติ ก็ไดร บั การฟน ฟูทะนุบํารุงและสงเสริมใหเจรญิ รุง เรอื งขึน้ โดยเฉพาะ
ทางดา นดนตรไี ทยในสมัยนี้ไดม ีการพฒั นาเปลยี่ นแปลงเจริญขึน้ เปน ลําดับ ดงั ตอไปนี้
รชั กาลท่ี 1
ดนตรไี ทยในสมยั นีส้ ว นใหญ ยงั คงมีลกั ษณะและรปู แบบตามทมี่ ีมาตัง้ แตสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา ท่ีพฒั นาข้ึนบางในสมยั น้ีกค็ ือ
การเพ่ิมกลองทัด ขน้ึ อีก 1ลูก ในวงปพ าทย ซึ่งแตเดิมมา
มแี ค 1 ลกู พอมาถงึ สมยั รชั กาลท่ี 1 วงปพ าทย
มกี ลองทัด 2 ลูก เสียงสงู (ตวั ผ)ู ลกู หนึง่ และ
เสยี งตา่ํ (ตัวเมยี ) ลกู หนึง่ และการใช กลองทัด 2 ลูก
ในวงปพ าทยกเ็ ปนที่นิยมกันมาจนกระท่งั ปจจุบันนี้
เร่ืองที่ 1 ประวตั ิดนตรไี ทย
สมัยรัชกาลท่ี 2
• ยคุ ทองของ ดนตรีไทย
• พระมหากษัตรยิ ทรงดนตรไี ทย
• ซอสามสาย ซอคูพระหตั ถช อ่ื วา "ซอสายฟา ฟาด"
• พระราชนพิ นธ เพลงไทย ชอื่ "บุหลันลอยเลือ่ น"
• การพฒั นา วงปพ าทยบ รรเลง ประกอบการขับเสภา เปนคร้งั แรก
• เกดิ กลอง"สองหนา " ดดั แปลงจาก "เปง มาง" ของมอญ ใชตีกากับ
จังหวะแทนเสยี งตะโพนในวงปพ าทย ประกอบการขบั เสภา
• กลองสองหนาปจ จบุ ันนยิ มใชใ นวงปพาทยไมแ ขง็
สมัยรชั กาลที่ 3
• วงปพาทยไดพ ฒั นาขน้ึเปนวงปพาทย เครอื่ งคู เพราะไดม กี ารประดิษฐร ะนาดทุม มาคกู ับระนาดเอก และประดษิ ฐฆ อ งวง
เลก็ มาคกู บั ฆองวงใหญ
เร่อื งท่ี 1 ประวัติดนตรไี ทย
สมยั รชั กาลท่ี 4
• วงปพ าทยเ ครื่องใหญ เพิม่ ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทมุ เหล็ก
• นิยมการรองเพลงสง ใหด นตรรี บั หรือท่ีเรยี กวา “การรองสง ”
• การขบั เสภาซง่ึ เคยนิยมกันมากอนคอ ย ๆ หายไป
• การรอ งสง กเ็ ปนแนวทางใหมีผูคดิ แตงขยายเพลง 2 ชัน้ ของเดมิ ใหเ ปน เพลง 3 ช้นั และตัดลง เปนช้ันเดยี ว จนกระทงั่
กลายเปน เพลงเถาในทส่ี ดุ (นบั วาเพลงเถาเกิดขึ้นมากมายในสมยั น)้ี
• วงเครื่องสาย กเ็ กิดขน้ึ ในสมัยรัชกาลนี้
วงปพ าทยเ ครอ่ื งใหญ
เรื่องที่ 1 ประวตั ิดนตรไี ทย
สมยั รชั กาลที่ 5
• ปรบั ปรงุ วงปพ าทยข นเ้ึ รยี กวา “วงปพ าทยด ึกดาบรรพ” โดยสมเดจ็ กรมพระยานรศิ รานุวัดติวงศ
• สําหรับใชบ รรเลงประกอบการแสดง "ละครดกึ ดาบรรพ“ละครทเ่ี พงิ่ ปรบั ปรุงขน้ึ ในสมยั รัชกาลน้ี
• หลกั การปรับปรงุ ของทา นกโ็ ดยการตดั เครื่องดนตรีชนดิ เสียงเลก็ แหลม หรอื ดงั เกินไปออก คงไวแ ตเ คร่อื งดนตรีทีม่ ีเสยี ง
ทุม นมุ นวล กับเพิ่มเครื่องดนตรบี างอยางเขา มาใหม
• เคร่ืองดนตรี ในวงปพ าทยด กึ ดา บรรพ ระนาดเอก ฆองวงใหญ ระนาดทมุ ระนาดทมุ เหลก็ ขลยุ ซออู ฆอ งหยุ
(ฆอ ง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และเครื่องกา กบั จงั หวะ
วงปพาทยด กึ ดาํ บรรพ
เรื่องท่ี 1 ประวัติดนตรไี ทย
สมยั รชั กาลที่ 6
• "วงปพาทยมอญ“ นาวงดนตรีของมอญมาผสมกับ วงปพาทยข องไทย นยิ มใชบ รรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระท่งั
บดั น้ี
• หลวงประดิษฐไ พเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นาเคร่ืองดนตรขี องชวา หรอื อินโดนีเซีย คอื "องั กะลุง" มาเผยแพรใ นเมืองไทย
เปน ครงั้ แรก
• ดดั แปลง ปรบั ปรงุ ขนึ้ใหมใ หม ีเสียงครบ 7 เสียง (เดมิ มี 5 เสยี ง) ปรับปรุงวิธกี ารเลน โดยถือเขยา คนละ 2 เสยี ง
• "วงเครื่องสาย ผสม“ นาเครอ่ื งดนตรีของตางชาติเขามาบรรเลงผสม ในวงเครอื่ งสายไทย
วงปพ าทยม อญเครอ่ื งหา
เร่อื งท่ี 1 ประวตั ดิ นตรไี ทย
เร่อื งท่ี 1 ประวตั ดิ นตรไี ทย
เรื่องท่ี 1 ประวตั ดิ นตรไี ทย
สมัยรชั กาลท่ี 7 กอนเปลยี่ นแปลงการปกครอง
• พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจา อยูหัว ทรงสนพระทยั ทางดา น ดนตรไี ทย
• ดนตรีไทยเจริญเฟองฟมู าก มกี ารประกวดประชนั กนั
• ทรงพระราชนพิ นธเพลงราตรีประดับดาวเถา โหมโรงคลนื่ กระทบฝง และเขมรลออองคเถา
สมยั รัชกาลท่ี 7 หลังการเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
• ดนตรีไทยเรม่ิ ซบเซาลง เปน สมยั หัวเลี้ยวหวั ตอ ที่ดนตรไี ทยเกอื บจะถงึ จุดจบ
• รัฐบาลมีนโยบายท่ีเรยี กวา "รฐั นิยม“
- หามบรรเลง ดนตรไี ทย เพราะเหน็ วา ไมส อดคลอ งกบั การพฒั นาประเทศ ใหทัดเทยี ม อารยประเทศ
- ใครจะจัดใหมีการบรรเลง ดนตรไี ทย ตองขออนุญาต จากทางราชการกอ น
- นกั ดนตรไี ทยจะตอ งมบี ัตรนักดนตรที ่ที างราชการออกให เมือ่ มีการส่งั ยกเลิก "รฐั นยิ ม“ ดนตรไี ทยก็ไมร ุงเรอื ง
เทา แตกอน วฒั นธรรมทางดนตรีของตา งชาติ เขา มามบี ทบาทในชวี ติ ประจาํ วนั ดนตรีทไ่ี ดย นิ ไดฟง และไดเ หน็ กนั ทางวิทยุ
โทรทัศน หรอื ท่ีบรรเลงตามงานตางๆ โดยมากก็เปนดนตรขี องตางชาติหาใช "เสยี งพาทย เสยี งพณิ " ดงั แตกอน ถงึ แมวา
จะเปนที่นายนิ ดีท่เี ราไดมีโอกาสฟง ดนตรีนานาชาตนิ านาชนิด แตถา ดนตรไี ทยถกู ทอดทิ้งและไมม ใี ครรูจักคณุ คา ก็นับวา
เสียดายที่จะตองสูญเสียส่งิ ท่ดี งี าม
เรือ่ งที่ 1 ประวตั ดิ นตรีไทย
สมัยรัชกาลท่ี 8
• สมยั หลังการเปล่ยี นแปลงการปกครอง “เปนระยะท่ดี นตรีไทย เขา สสู ภาวะมืดมน
เพราะรัฐบาลไมส งเสรมิ ดนตรไี ทย และยังพยายามใหค นไทยหนั ไปเลน ดนตรีสากลแบบตะวนั ตก”
• เหน็ วา ดนตรีไทยไมเหมาะสมกบั ชาติท่ีกาลังพัฒนาใหท ัดเทยี มกบั อารยประเทศ
จึงมกี ารหา มโดยเครงครดั แตยังอนุญาตใหบรรเลงในงานพิธหี รอื ในบางประเพณี
แตจะตอ งไปขออนุญาตทีก่ รมศิลปากรหรืออาํ เภอกอน และตอ งมีบัตรนกั ดนตรี
• ที่ทางราชการออกให บางคนถึงกบั ขายเคร่อื งดนตรีอนั วจิ ิตรงดงาม เพราะถึง
เก็บไวกเ็ ปลา ประโยชน เครือ่ งดนตรีอนั งดงามวจิ ติ ร หลายชิ้นท่ีถกู ขายไปใน รปู แบบของเกา
หรือขายตอ ใหต า งประเทศไปอยางนาเสียดายโชคดีทย่ี ุคน้ี สนั้ มาก
มีการเปลีย่ นแปลงรัฐบาลกันบอ ยในท่สี ดุ
เรือ่ งท่ี 1 ประวตั ดิ นตรไี ทย
สมัยรัชกาลที่ 9
การดนตรีมคี วามเจริญรงุ เรืองเปน อยา งยิ่ง
• พระบาทสมเดจ็ พระมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
พระองคท รงโปรดการดนตรีทกุ ประเภท จนเปนท่ียกยอ งสรรเสริญ
จากชาวโลกพระองคย ังทรงพระราชนิพนธเพลงไว จํานวน 47 เพลง
• สมเด็จพระกนษิ ฐาธริ าชเจา กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกมุ ารี ไดท รงโปรดเพลงไทยและดนตรี ไทยเปน อยา งยิง่
ทรงบรรเลงดนตรไี ทยไดทุกชนดิ ทรงใฝพระราชหฤทัยอยางจริงจัง
ดังที่ เสรี หวังในธรรม กลา ววา “ดนตรีไทยไมส้นิ แลว
เพราะพระทลู กระหมอมแกว เอา ใจใส”
• ดนตรไี ทยในปจ จุบนั ขยายวงกวางเขา ไปอยูในสถานศกึ ษา
โดยบรรจุวชิ าดนตรไี วใ น หลกั สูตรทกุ ระดบั
• เกิดวงมหาดุริยางค
เนอื้ หาบทที่ 2 เรอื่ ง ดนตรีไทย
ตอนที่ 1 ประวตั ิดนตรไี ทย ตอนที่ 2 เทคนคิ และวิธีการเลนของเคร่ืองดนตรไี ทย
ตอนที่ 3 ประวตั ิคณุ คา ภูมปิ ญญาของดนตรไี ทย ตอนที่ 4 คุณคา ความงามความไพเราะ
ของเพลงและเคร่ืองดนตรีไทย
แบบฝกหัดทายบทท่ี 2 เร่ือง ดนตรีไทย
แบบฝกหดั ทายบทท่ี 2 เรื่อง ดนตรไี ทย แบบทดสอบทายบทท่ี 2 เรอ่ื ง ดนตรไี ทย
HTTPS://FORMS.GLE/N7XXX3MXHT HTTPS://FORMS.GLE/X3SGFUGCV
AZVY7R9 UEEBAVF9