ข
ก บทสรุปผู้บริหาร กกกกกกกกโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล นั้นมีวัตถุประสงค์โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทาง ทะเล ซึ่งโครงการได้จัดขึ้น ในระหว่าง วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ณ วัดช่องแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการจ านวน 90 คน กกกกกกกกผลจากการสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและ มหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พบว่าอยู่ในระดับ มาก ในหัวข้อความพึงพอใจในภาพรวมของผู้รับ การอบรม สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ร่วมกับการเรียนการสอนได้ กระบวนการจัดกิจกรรม ตรงกับวัตถุประสงค์การจัดงาน ผู้เข้ารับการอบรมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการจัดท าหลักสูตร ขั้นตอนการจัดกิจกรรมหรือการให้บริการมีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ สื่อที่ใช้ในการ จัดกิจกรรมมีความทันสมัย ครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ระบบภาพและเสียงอื่นๆที่ใช้ในการจัด โครงการมีความเหมาะสมเพียงพอ การอ านวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ได้เข้าร่วมโครงการหรือได้รับ บริการตรงตามความต้องการ
ข ค าน า กกกกกกกศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ ได้ให้ความส าคัญ ของการอนุรักษ์ ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จึงได้จัดท าโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและ ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการน าทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เป็นอย่างมาก โดยขาดการจัดการที่เหมาะสม จึงก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลทุกยุค ทุกสมัย ได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว และมีความพยายามที่จะอนุรักษ์ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ด ารงอยู่ใน สภาพที่ดี ลดสภาพเสื่อมโทรม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลานาน และเป็นมรดกแก่ลูกหลานสืบไปอยู่ ตลอดไป วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ณ วัดช่องแสมสาร ต าบลแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี การจัดโครงการดังกล่าวได้ด าเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว รายละเอียดผลการด าเนินงานต่างๆ ตลอดจน ปัญหาอุปสรรคในการดเนินงานได้สรุปไว้แล้ว เพื่อรวบรวมกระบวนการด าเนินงาน ผลที่ได้รับและการน าไปใช้ ตลอดจนการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับผู้เรียน และตอบสนองความต้องการองผู้เรียน การน าไปใช้ประโยชน์อย่าง แท้จริง นางภัทชา เอี่ยมอาษา กันยายน 2565
ค สารบัญ หน้า บทสรุปผู้บริหาร.............................................................................................................. ............................ก ค าน า................................................................................................. ..........................................................ข สารบัญ....................................................................................................................... .................................ค สารบัญตาราง..............................................................................................................................................จ บทที่ 1 บทน า.........................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความส าคัญ .....................................................................................................1 วัตถุประสงค์..............................................................................................................................1 เป้าหมาย...................................................................................................................................1 ดัชนีวัดผลส าเร็จของโครงการ....................................................................................................1 บทที่ 2 เอกสารการศึกษาและรายงานที่เกี่ยวข้อง.................................................................................2 ยุทธศาสตร์และจุดเน้นการด าเนินงาน ส านักงาน กศน.ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ..........2 กรอบการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน .........................................................................12 เอกสาร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................................15 บทที่ 3 วิธีด าเนินงาน.............................................................................................................................21 ประชุมบุคลากรกรรมการสถานศึกษา........................................................................................21 จัดตั้งคณะท างาน.......................................................................................................................21 ประสานงานกับผู้เรียน/วิทยากรผู้สอน.......................................................................................21 ด าเนินการตามแผนงานโครงการ................................................................................................21 สรุปผลและรายงาน....................................................................................................................22
ง สารบัญ(ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการด าเนินงานและการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................23 ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวผู้แบบสอบถามของผู้เข้ารับการอบรมโครงการให้ความรู้เรื่อง ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล..............................................23 ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อโครงการให้ความรู้เรื่องทะเล และมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล.....................................................…..24 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ..........................................................................................26 สรุปผล.......................................................................................................................................26 อภิปรายผล................................................................................................................................26 ปัญหาและอุปสรรค....................................................................................................................26 ข้อเสนอแนะ..............................................................................................................................26 บรรณานุกรม.......................................................................................................................................... ภาคผนวก.................. .............................................................................................................................
จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1. แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจ าแนกตามเพศ.................................................23 2. แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจ าแนกตามอายุ................................................23 3. แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจ าแนกตามอาชีพ..............................................24 4. ผลการประเมินโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล24
ฉ
1 บทที่ 1 บทน า โครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หลักการและเหตุผล ในระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการน าทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยขาด การจัดการที่เหมาะสม จึงก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ได้ตระหนักถึง ผลกระทบดังกล่าว และมีความพยายามที่จะอนุรักษ์ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ด ารงอยู่ในสภาพที่ดี ลดสภาพ เสื่อมโทรม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลานาน และเป็นมรดกแก่ลูกหลานสืบไปอยู่ตลอดไป กศน.อ าเภอสัตหีบ ได้เห็นความส าคัญของการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทาง ทะเล จึงได้จัดท าโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เพื่อให้นักศึกษามี ความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล วัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป้าหมาย 1 เป้าหมายเชิงปริมาณ - นักศึกษา กศน.ต าบลพลูตาหลวงและแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จ านวน 90 คน 2 เป้าหมายเชิงคุณภาพ - นักศึกษา กศน.ต าบลพลูตาหลวงและแสมสาร กศน.อ าเภอสัตหีบ ที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ผลลัพธ์ นักศึกษา กศน.ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและ มหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตัวชี้วัดผลส าเร็จของโครงการ 1 ตัวชี้วัดผลผลิต(Output) 1.1 ร้อยละ 80 ของนักศึกษา ที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเล และมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 1.2 ร้อยละ 80 ของนักศึกษา ที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลสามารถน าความรู้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน 2 ตัวชี้วัดผลลัพธ์(Outcome)
2 2.1 นักศึกษา กศน.อ าเภอสัตหีบ ที่เข้าร่วมโครงการเกิดความรักและหวงแหนทะเลและ มหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในระดับพอใช้-ดี 2.2 นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจในระดับมากขึ้นไปร้อยละ 80
3 บทที่ 2 เอกสารการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการจัดท ารายงานโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ครั้งนี้ ผู้จัดท าโครงการได้ท าการค้นคว้าเนื้อหาเอกสารการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.นโยบายเร่งด่วนเพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ตามนโยบายและจุดเน้นการ ด าเนินงานส านักงาน กศน.ประจ าปีงบประมาณ 2565 2 กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 3.เอกสาร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.นโยบายเร่งด่วนเพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ตามนโยบายและ จุดเน้นการด าเนินงานส านักงาน กศน. ประจ าปีงบประมาณ 2565 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ได้ก าหนดแผนแม่บทประเด็นการพัฒนาศักยภาพคนตลอด ช่วงชีวิต โดยมีแผนย่อยที่เกี่ยวข้องกับการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนได้แก่ แผนย่อยประเด็นการ พัฒนาการเรียนรู้ และแผนย่อยประเด็นการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ เอื้อต่อการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย การพัฒนา ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น การพัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงาน รวมถึงการส่งเสริมศักยภาพวัยผู้สูงอายุ ประเด็น การพัฒนาการเรียนรู้ ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย ประกอบกับแผนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา นโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพ คนตลอดช่วงชีวิต และนโยบายเร่งด่วนเรื่องการเตรียมคนไทยสู่ ศตวรรษที่ 21 ตลอดจนแผนพัฒนาประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2568) นโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2562 2568) โดยคาดหวัง ว่าการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ประชาชนจะได้รับ การพัฒนาการเรียนรู้ให้เป็นคนดี คนเก่งมีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ ก าหนดนโยบายและจุดเน้น ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ขึ้น เพื่อเป็น เข็มมุ่งของหน่วยงานภายใต้ กระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนการด าเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนต่าง ๆ ดังกล่าว ส านักงาน กศน. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตระหนัก ถึงความส าคัญของการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจหลักตามแผนพัฒนาประเทศ และนโยบาย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ค านึงถึงหลักการบริหารจัดการทั้งในเรื่องหลักธรรมาภิบาล หลักการกระจาย อ านาจ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และ ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร การสร้างบรรยากาศในการท างานและการเรียนรู้ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรด้านการ จัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเน้น การพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ใน 4 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้คุณภาพ การ สร้างสมรรถนะและทักษะคุณภาพ องค์กร สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้คุณภาพ และการบริหารจัดการคุณภาพ อันจะน าไปสู่การสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ า ทางการศึกษา การยกระดับคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ
4 การให้บริการส าหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย และสร้างความพึงพอใจ ให้กับผู้รับริการ โดยได้ก าหนดนโยบายและจุดเน้น การด าเนินงาน ส านักงาน กศน. ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ดังนี้ หลักการ กศน. เพื่อประชาชน “ก้าวใหม่ : ก้าวแห่งคุณภาพ” นโยบายและจุดเน้นการด าเนินงาน ส านักงาน กศน. ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 1. ด้านการจัดการเรียนรู้คุณภาพ 1.1 น้อมน าพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการด าเนินงาน โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชด าริทุกโครงการ และโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 1.2 ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ที่สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 1.3 ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย การเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม สร้างวินัย จิตสาธารณะ และอุดมการณ์ ความยึดมั่น ในสถาบันหลักของชาติ รวมถึงการมีจิตอาสา ผ่านกิจกรรมต่างๆ 1.4 ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับทุกประเภทให้สอดรับกับการพัฒนาคน ทิศทางการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ความต้องการและความหลากหลายของผู้เรียน/ผู้รับบริการ รวมถึงปรับลด ความหลากหลายและความซ้ าซ้อนของหลักสูตร เช่น หลักสูตรการศึกษาส าหรับกลุ่มเป้าหมายบนพื้นที่สูง พื้นที่ พิเศษ และพื้นที่ชายแดน รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ 1.5 ปรับระบบทดสอบ วัดผล และประเมินผล โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียน สามารถเข้าถึงการประเมินผลการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ เพื่อการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ให้ความส าคัญกับ การเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ พัฒนาระบบการประเมินสมรรถนะผู้เรียน ให้ตอบโจทย์การประเมินในระดับประเทศและระดับสากล เช่น การประเมินสมรรถภาพผู้ใหญ่ ตลอดจนกระจาย อ านาจ ไปยังพื้นที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1.6 ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ในระบบออนไลน์ด้วยตนเองครบวงจร ตั้งแต่ การลงทะเบียนจนการประเมินผลเมื่อจบหลักสูตร ทั้งการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษา ต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเป็นการสร้างและขยายโอกาสในการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่สามารถ เรียนรู้ ได้สะดวก และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน 1.7 พัฒนา Digital Learning Platform แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของส านักงาน กศน. ตลอดจน พัฒนา สื่อการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และให้มีคลังสื่อการเรียนรู้ที่เป็นสื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย ง่าย ต่อการสืบค้นและน าไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ 1.8 เร่งด าเนินการเรื่อง Academic Credit-bank System ในการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต เพื่อ การสร้างโอกาสในการศึกษา 1.9 พัฒนาระบบนิเทศการศึกษา การก ากับ ติดตาม ทั้งในระบบ On-Site และ Online รวมทั้ง ส่งเสริมการวิจัยเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาการด าเนินงานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
5 2. ด้านการสร้างสมรรถนะและทักษะคุณภาพ 2.1 ส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิตที่เน้นการพัฒนาทักษะที่จ าเป็นส าหรับแต่ละช่วงวัย และ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายและบริบทพื้นที่ 2.2 พัฒนาหลักสูตรอาชีพระยะสั้นที่เน้น New skill Up skill และ Re sk ที่สอดคล้องกับบริบท พื้นที่ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของตลาดแรงงาน และกลุ่มอาชีพใหม่ที่รองรับ Disruptive Technology 2.3 ยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ที่เน้น “ส่งเสริมความรู้ สร้าง อาชีพ เพิ่มรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของตลาด ต่อยอดภูมิปัญญา ท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์และช่องทางการจ าหน่าย 2.4 ส่งเสริมการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุเพื่อให้เป็น Active Ageing Workforce และมี Life Skill ใน การด ารงชีวิตที่เหมาะกับช่วงวัย 2.5 ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่พัฒนาทักษะที่จ าเป็นส าหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เช่น ผู้พิการ ออทิสติก เด็กเร่ร่อน และผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ 2.6 ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะด้านภาษาให้กับบุคลากร กศน. และผู้เรียนเพื่อรองรับ การพัฒนาประเทศ 2.7 ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน กศน. 2.8 สร้าง อาสาสมัคร กศน. เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ใน ชุมชน 2.9 ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของบุคลากร กศน. รวมทั้งรวบรวมและเผยแพร่เพื่อให้ หน่วยงาน / สถานศึกษา น าไปใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 3. ด้านองค์กร สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้คุณภาพ 3.1 ทบทวนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน สถานศึกษา เช่น สถาบัน กศน.ภาค สถาบันการศึกษา และ พัฒนาต่อเนื่องสิรินธร สถานศึกษาขึ้นตรงสังกัดส่วนกลาง กลุ่มส านักงาน กศน.จังหวัด ศูนย์ฝึกและพัฒนาราษฎร ไทย บริเวณชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในพื้นที่ 3.2 ยกระดับมาตรฐาน กศน.ต าบล และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ให้ เป็นพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ส าคัญของชุมชน 3.3 ปรับรูปแบบกิจกรรมในห้องสมุดประชาชน ที่เน้น Library Delivery เพื่อเพิ่มอัตราการอ่าน และ การรู้หนังสือของประชาชน 3.4 ให้บริการวิทยาศาสตร์เชิงรุก Science@home โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือน าวิทยาศาสตร์ สู่ ชีวิตประจ าวันในทุกครอบครัว 3.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบ Public Learning Space/ Co- (eaming Space เพื่อการสร้างนิเวศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นสังคม 3.6 ยกระดับและพัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน ให้เป็นสถาบันพัฒนาอาชีพระดับภาค 3.7 ส่งเสริมและสนับสนุนการด าเนินงานของกลุ่ม กศน. จังหวัดให้มีประสิทธิภาพ
6 4. ด้านการบริหารจัดการคุณภาพ 4.1 ขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนทบทวนภารกิจบทบาท โครงสร้างของหน่วยงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย 4.2 ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ค าสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เอื้อต่อการบริหาร จัดการ และการจัดการเรียนรู้ เช่น การปรับหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการจัดหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง 4.3 ปรับปรุงแผนอัตราก าลัง รวมทั้งก าหนดแนวทางที่ชัดเจนในการน าคนเข้าสู่ต าแหน่ง การย้าย โอน และการเลื่อนระดับ 4.4 ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทุกระดับให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานต าแหน่งให้ตรงกับ สายงาน และทักษะที่จ าเป็นในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 4.5 ปรับปรุงระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาให้มีความครอบคลุม เหมาะสม เช่น การปรับ ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของผู้พิการ เด็กปฐมวัย 4.6 ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาเพื่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น ข้อมูล การรายงานผลการด าเนินงาน ข้อมูลเด็กตกหล่นจากการศึกษาในระบบ เด็กเร่ร่อน ผู้พิการ 4.7 ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ 4.8 ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 และการประเมินคุณภาพ และ ความโปร่งใสการด าเนินงานของภาครัฐ (ITA) 4.9 เสริมสร้างขวัญและก าลังใจให้กับข้าราชการและบุคลากรทุกประเภทในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ประกาศ เกียรติคุณ การมอบโล่ / วุฒิบัตร 4.10 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความพร้อมในการจัดการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตส าหรับประชาชน ภารกิจต่อเนื่อง 1. ด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 1.1 การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบตั้งแต่ปฐมวัยจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยด าเนินการ ให้ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนค่าจัดซื้อหนังสือเรียน ค่าจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าจัดการเรียน การ สอนอย่างทั่วถึงและเพียงพอเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2) จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อย พลาด และขาด โอกาสทางการศึกษา ผ่านการเรียนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง การพบกลุ่ม การเรียนแบบชั้นเรียน และการจัด การศึกษาทางไกล 3) พัฒนาประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐานการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ทั้งด้านหลักสูตรรูปแบบ/กระบวนการเรียนการสอน สื่อและนวัตกรรม ระบบการวัดและประเมินผล การเรียน และระบบการให้บริการนักศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ
7 4) จัดให้มีการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ที่มี ความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ มีมาตรฐานตามที่ก าหนด และสามารถตอบสนองความต้องการ ของ กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) จัดให้มีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่มีคุณภาพที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้และเข้าร่วมปฏิบัติ กิจกรรม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตร อาทิ กิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคี กิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดการแข่งขันกีฬา การบ าเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด กิจกรรม จิตอาสา และการจัดตั้งชมรม/ชุมนุม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนน ากิจกรรมการบ าเพ็ญประโยชน์อื่นๆ นอกหลักสูตรมาใช้เพิ่มชั่วโมงกิจกรรมให้ผู้เรียนจบตามหลักสูตรได้ 1.2 การส่งเสริมการรู้หนังสือ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ไม่รู้หนังสือ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัยและเป็นระบบ เดียวกัน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2) พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร สื่อ แบบเรียนเครื่องมือวัดผลและเครื่องมือการด าเนินงานการ ส่งเสริมการรู้หนังสือที่สอดคล้องกับสภาพและบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย 3) พัฒนาครู กศน. และภาคีเครือข่ายที่ร่วมจัดการศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะ การ จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้ไม่รู้หนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจัดให้มีอาสาสมัครส่งเสริมการรู้หนังสือ ใน พื้นที่ที่มีความต้องการจ าเป็นเป็นพิเศษ 4) ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ การคงสภาพการรู้หนังสือ การพัฒนาทักษะการรู้หนังสือให้กับประชาชนเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ของประชาชน 1.3 การศึกษาต่อเนื่อง 1) จัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานท าอย่างยั่งยืน โดยให้ความส าคัญกับการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานท าในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรม และอาชีพเฉพาะทางหรือการ บริการ รวมถึงการเน้นอาชีพช่างพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน ความต้องการและศักยภาพของแต่ละ พื้นที่ มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ ตลอดจน สร้างความเข้มแข็งให้กับศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน โดยจัดให้มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การ พัฒนา หนึ่งต าบลหนึ่งอาชีพเด่น การประกวดสินค้าดีพรีเมี่ยม การสร้างแบรนด์ของ กศน. รวมถึงการส่งเสริมและ จัดหาช่องทางการจ าหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ และให้มีการก ากับ ติดตาม และรายงานผลการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานท าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 2) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตให้กับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ ที่ สอดคล้องกับความต้องการจ าเป็นของแต่ละบุคคล และมุ่งเน้นให้ทุกกลุ่มเป้าหมายมีทักษะการด ารงชีวิตตลอดจน สามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของตนเองให้อยู่ในสังคม ได้ อย่างมีความสุขสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เตรียมพร้อมส าหรับการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต โดย
8 จัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาส าคัญต่าง ๆ เช่น การอบรมจิตอาสา การให้ความรู้เพื่อการป้องการการแพร่ระบาด ของเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (COMID - 19) การอบรมพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิต การอบรมคุณธรรม และจริยธรรม การป้องกันภัยยาเสพติด เพศศึกษา การปลูกฝังและการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ ความปลอดภัย ในชีวิตและ ทรัพย์สิน ผ่านการอบรมเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ค่ายพัฒนาทักษะชีวิต การจัดตั้งชมรม/ชุมนุม การอบรม ส่งเสริมความสามารถพิเศษต่าง ๆ เป็นต้น 3) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน โดยใช้หลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนรู้ แบบ บูรณาการในรูปแบบของการฝึกอบรมการประชุม สัมมนา การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดกิจกรรม จิตอาสา การสร้างชุมชนนักปฏิบัติ และรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และบริบทของชุมชน แต่ละพื้นที่ เคารพ ความคิดของผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างและหลากหลายทางความคิดและอุดมการณ์ รวมทั้งสังคม พหุวัฒนธรรม โดยจัดกระบวนการให้บุคคลรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันสร้างกระบวนการจิตสาธารณะ การสร้าง จิตส านึกความเป็นประชาธิปไตย การเคารพในสิทธิและเสรีภาพ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ความเป็นพลเมือง ที่ดี ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การ เป็นจิตอาสา การบ าเพ็ญประโยชน์ในชุมชนการ บริหารจัดการ การรับมือกับสาธารณภัย การอนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอด ชีวิต ในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับประชาชน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง และมีการ บริหารจัดการ ความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ตามทิศทางการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน 1.4 การศึกษาตามอัธยาศัย 1) พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่านและพัฒนา ศักยภาพ การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เช่น การพัฒนา กศน. ต าบล ห้องสมุด ประชาชนทุกแห่งให้มีการบริการที่ทันสมัย ส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน การสร้าง เครือข่าย ส่งเสริมการอ่าน จัดหน่วยบริการห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุดชาวตลาด พร้อมหนังสือและอุปกรณ์เพื่อจัด กิจกรรม ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่หลากหลายให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง สม่ าเสมอ รวมทั้ง เสริมสร้างความพร้อมในด้านบุคลากร สื่ออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการอ่าน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม การอ่าน อย่างหลากหลายรูปแบบ 2) จัดสร้างและพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต ของประชาชน เป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะวิทยาการประจ า ท้องถิ่น โดยจัดท าและพัฒนานิทรรศการสื่อและกิจกรรมการศึกษาที่เน้นการเสริมสร้างความรู้และสร้างแรง บันดาลใจ ด้านวิทยาศาสตร์สอดแทรกวิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ และปลูกฝังเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ ผ่านการกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ รวมทั้งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บริบทของชุมชน และ ประเทศ รวมทั้งระดับภูมิภาค และระดับโลกเพื่อให้ประชาชนมีความรู้และสามารถน าความรู้และทักษะไป ประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิต การพัฒนา อาชีพ การรักษาสิ่งแวดล้อม การบรรเทาและป้องกันภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ รวมทั้งมีความสามารถในการปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่าง 6
9 รวดเร็วและรุนแรง (Disruptive Changes) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ประสานความร่วมมือหน่วยงาน องค์กร หรือภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อ ส่งเสริม การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ แหล่งโบราณคดี วัด ศาสนาสถาน ห้องสมุด รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น 2. ด้านหลักสูตร สื่อรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลงานบริการ ทางวิชาการ และ การประกันคุณภาพการศึกษา 2.1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเพื่อส่งเสริม การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลาย ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ และ หลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและชุมชน 2.2 ส่งเสริมการพัฒนาสื่อแบบเรียน สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่ออื่น ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 2.3 พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาทางไกลให้มีความทันสมัย หลากหลายช่องทางการเรียนรู้ ด้วยระบบ ห้องเรียนและการควบคุมการสอบรูปแบบออนไลน์ 2.4 พัฒนาระบบการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง มีการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับรู้และสามารถเข้าถึงระบบการประเมินได้ 2.5 พัฒนาระบบการวัดและประเมินผลการศึกษานอกระบบทุกหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตร ในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้มาตรฐานโดยการน าแบบทดสอบกลาง และระบบการสอบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.6 ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ การ วัด และประเมินผล และเผยแพร่รูปแบบการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย รวมทั้งให้มีการน าไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวางและมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทอย่างต่อเนื่อง 2.7 พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน มีการพัฒนาระบบการประกัน คุณภาพภายในที่สอดคล้องกับบริบทและภารกิจของ กศน. มากขึ้น เพื่อพร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความส าคัญของระบบการประกันคุณภาพ และสามารถ ด าเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาได้อย่างต่อเนื่องโดยใช้การประเมินภายในด้วยตนเอง และจัดให้ มี ระบบสถานศึกษาพี่เลี้ยงเข้าไปสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ส าหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้เข้ารับการประเมินคุณภาพ ภายนอก ให้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่ก าหนด 3. ด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 3.1 ผลิตและพัฒนารายการวิทยุและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อให้เชื่อมโยงและตอบสนอง ต่อ การจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสถานศึกษาเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษา ส าหรับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีคุณภาพ สามารถพัฒนาตนเองให้รู้เท่า ทัน สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เช่น รายการพัฒนาอาชีพเพื่อการมีงานท า รายการติวเข้มเติมเต็ม 7 7
10 ความรู้ รายการ รายการท ากินก็ได้ ท าขายก็ดี ฯลฯ เผยแพร่ทางสถานีวิทยุศึกษา สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ETV) และทางอินเทอร์เน็ต 3.2 พัฒนาการเผยแพร่การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยโดยผ่านระบบ เทคโนโลยี ดิจิทัล และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Youtube Facebook หรือ Application อื่น ๆ เพื่อส่งเสริม ให้ครู กศน. น าเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Do It Yourself : DIY) 3.3 พัฒนาสถานีวิทยุศึกษาและสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการ ออกอากาศให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยขยาย เครือข่ายการรับฟังให้สามารถรับฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและเพิ่มช่องทาง ให้สามารถรับชม รายการโทรทัศน์ได้ทั้งระบบ Ku - Band C - Band Digital TV และทางอินเทอร์เน็ต พร้อมที่จะ รองรับการ พัฒนาเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาสาธารณะ (Free ETV) 3.4 พัฒนาระบบการให้บริการสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อให้ได้หลายช่องทางทั้งทาง อินเทอร์เน็ต และรูปแบบอื่น ๆ อาทิ Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ Tablet รวมทั้งสื่อ Offline ในรูปแบบ ต่าง ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกใช้บริการเพื่อเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ 3.5 ส ารวจ วิจัย ติดตามประเมินผลด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อน าผล มาใช้ ในการพัฒนางานให้มีความถูกต้อง ทันสมัยและสามารถส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของประชาชน ได้อย่างแท้จริง 4. ด้านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ หรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 4.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการด าเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริหรือโครงการ อันเกี่ยวเนื่อง จากราชวงศ์ 4.2 จัดท าฐานข้อมูลโครงการและกิจกรรมของ กศน.ที่สนองงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชด าริ หรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์เพื่อน าไปใช้ในการวางแผน การติดตามประเมินผลและการ พัฒนางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 4.3 ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการด าเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ เพื่อให้ เกิดความเข้มแข็งในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 4.4 พัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง”เพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตามบทบาทหน้าที่ที่ก าหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.5 จัดและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง ถิ่นทุรกันดาร และพื้นที่ชายขอบ 5. ด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่บริเวณ ชายแดน 5.1 พัฒนาการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1) จัดและพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ที่ตอบสนองปัญหา และ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งอัตลักษณ์และความเป็นพหุวัฒนธรรมของพื้นที่
11 2) พัฒนาคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้ ผู้เรียนสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้จริง 3) ให้หน่วยงานและสถานศึกษาจัดให้มีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่บุคลากรและ นักศึกษา กศน.ตลอดจนผู้มาใช้บริการอย่างทั่วถึง 5.2 พัฒนาการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 1) ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดท าแผนการศึกษาตามยุทธศาสตร์ และบริบทของแต่ละจังหวัดในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 2) จัดท าหลักสูตรการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ โดยเน้นสาขาที่เป็นความต้องการของตลาด ให้ เกิดการพัฒนาอาชีพได้ตรงตามความต้องการของพื้นที่ 5.3 จัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน(ศฝช.) 1) พัฒนาศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน เพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกและสาธิต การ ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม และศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการจัดกิจกรรมตามแนวพระราชด าริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ส าหรับประชาชนตามแนวชายแดนด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย 2) มุ่งจัดและพัฒนาการศึกษาอาชีพโดยใช้วิธีการหลากหลายใช้รูปแบบเชิงรุกเพื่อการเข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย เช่น การจัดมหกรรมอาชีพ การประสานความร่วมมือกับเครือข่าย การจัดอบรมแกนน าด้านอาชีพ ที่เน้นเรื่องเกษตรธรรมชาติที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนชายแดน ให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดน 6. ด้านบุคลากรระบบการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 6.1 การพัฒนาบุคลากร 1) พัฒนาบุคลากรทุกระดับทุกประเภทให้มีสมรรถนะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและระหว่าง การด ารงต าแหน่งเพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการปฏิบัติงานให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานต าแหน่ง ให้ตรงกับสาย งาน ความช านาญ และความต้องการของบุคลากรสามารถปฏิบัติงานและบริหารจัดการการด าเนินงานของ หน่วยงานและ สถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการในสังกัดพัฒนาตนเองเพื่อเลื่อน ต าแหน่ง หรือเลื่อนวิทยฐานะโดยเน้นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ 2) พัฒนาศึกษานิเทศก์ กศน. ให้มีสมรรถนะที่จ าเป็นครบถ้วน มีความเป็นมืออาชีพ สามารถ ปฏิบัติการนิเทศได้อย่างมีศักยภาพ เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยในสถานศึกษา 3) พัฒนาหัวหน้า กศน.ต าบล/แขวงให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อการบริหารจัดการ กศน.ต าบล/ แขวง และการปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเป็นนักจัดการความรู้และผู้อ านวย ความสะดวกในการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 4) พัฒนาครู กศน. และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้สามารถจัดรูปแบบการเรียนรู้ ได้อย่างมีคุณภาพโดยส่งเสริมให้มีความรู้ความสามารถในการจัดท าแผนการสอน การจัดกระบวนการเรียนรู้ การ วัด และประเมินผล และการวิจัยเบื้องต้น
12 5) พัฒนาศักยภาพบุคลากร ที่รับผิดชอบการบริการการศึกษาและการเรียนรู้ ให้มีความรู้ ความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพในการจัดบริการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน6) ส่งเสริมให้ คณะกรรมการ กศน. ทุกระดับ และคณะกรรมการสถานศึกษา มีส่วนร่วมในการ บริหารการด าเนินงานตาม บทบาทภารกิจของ กศน.อย่างมีประสิทธิภาพ 7) พัฒนาอาสาสมัคร กศน. ให้สามารถท าหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8) พัฒนาสมรรถนะและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรรวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งใน และ ต่างประเทศในทุกระดับ โดยจัดให้มีกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการท างาน ร่วมกันในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องอาทิ การแข่งขันกีฬา การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาประสิทธิภาพ ใน การท างาน 6.2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอัตราก าลัง 1) จัดท าแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด าเนินการปรับปรุงสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ ให้มี ความพร้อมในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 2) สรรหา บรรจุ แต่งตั้ง และบริหารอัตราก าลังที่มีอยู่ทั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ราชการ และลูกจ้าง ให้เป็นไปตามโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตราก าลัง รวมทั้งรองรับกับบทบาทภารกิจ ตามที่ก าหนดไว้ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน 3) แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการระดมทรัพยากรเพื่อน ามาใช้ ในการ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมส าหรับด าเนินกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ส าหรับประชาชน 6.3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ. 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ อย่าง เป็นระบบเพื่อให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดสามารถน าไปใช้เป็นเครื่องมือส าคัญในการบริหาร การวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผล รวมทั้งจัดบริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อย่างมี ประสิทธิภาพ 2) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณ โดยพัฒนาระบบการก ากับ ควบคุม และ เร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ 3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลรวมของนักศึกษา กศน. ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และ เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ สามารถสืบค้นและสอบทานได้ทันความต้องการเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาให้กับ ผู้เรียนและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้ในหน่วยงานและสถานศึกษาทุกระดับ รวมทั้งการศึกษาวิจัย เพื่อสามารถน ามาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการด าเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และ ชุมชนพร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถเชิงการแข่งขันของหน่วยงานและสถานศึกษา
13 5) สร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมทั้งใน ประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้เกิด ความร่วมมือ ในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับประชาชนอย่างมีคุณภาพ 6) ส่งเสริมการใช้ระบบส านักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-office) ในการบริหารจัดการ เช่น ระบบการ ลา ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการขอใช้รถราชการ ระบบการขอใช้ห้องประชุม เป็นต้น 7) พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย มีความโปร่งใส ปลอดการทุจริต และ ประพฤติมิชอบ บ ริหา รจัดกา รบนข้อมูลและหลักฐ านเชิงป ระจักษ์ มุ่งผลสัมฤทธิ์มีคว ามโป ร่งใส 6.4 การก ากับ นิเทศติดตามประเมิน และรายงานผล 1) สร้างกลไกการก ากับ นิเทศ ติดตาม ประเมิน และรายงานผลการด าเนินงานการศึกษานอก ระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยให้เชื่อมโยงกับหน่วยงาน สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทั้งระบบ 2) ให้หน่วยงานและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องทุกระดับ พัฒนาระบบกลไกการก ากับ ติดตามและ รายงานผลการน านโยบายสู่การปฏิบัติ ให้สามารถตอบสนองการด าเนินงานตามนโยบายในแต่ละเรื่องได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสื่ออื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อการก ากับ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลอย่างมีประสิทธิภาพ 4) พัฒนากลไกการติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการตามค ารับรองการปฏิบัติ ราชการประจ าปี ของหน่วยงาน สถานศึกษา เพื่อการรายงานผลตามตัวชี้วัดในค ารับรองการปฏิบัติราชการ ประจ าปี ของส านักงาน กศน.ให้ด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ก าหนด 5) ให้มีการเชื่อมโยงระบบการนิเทศในทุกระดับ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร ตั้งแต่ ส่วนกลาง ภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด อ าเภอ/เขต และต าบล/แขวง เพื่อความเป็นเอกภาพในการใช้ข้อมูล และ การพัฒนางานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2. กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 1. หลักการ รัฐบาลได้ก าหนดยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี(2560 – 2579) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขจุดอ่อนและเสริม จุดแข็งให้เอื้อต่อการพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมาย การสร้างรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในการที่จะให้ ประเทศไทยมีความมั่นคงในทุกด้าน คนในชาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคง และประเทศสามารถพัฒนาไปได้อย่าง ยั่งยืน จ านวน 6 ยุทธศาสตร์ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง (2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถใน การแข่งขัน (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์(4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้าง โอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิต(6) ยุทธศาสตร์ด้าน การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพคนใน สังคมไทยทุกช่วงวัยให้เป็นคนดีมีสุขภาวะที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัยมีจิตสานึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม มีทักษะความรู้และความสามารถปรับตัวเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงรอบตัวที่รวดเร็วแผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2560 – 2579 ได้ก าหนดวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา 4 ประการได้แก่ (1) เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการ
14 จัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ (2) เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดีมีคุณลักษณะทักษะและ สมรรถนะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและ ยุทธศาสตร์ชาติ(3) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และมีคุณธรรม จริยธรรม รู้รักสามัคคีและ ร่วมมือผนึกกาลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ (4) เพื่อนา ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้าภายในประเทศลดลง จึงก าหนด ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการศึกษาภายใต้6 ยุทธศาสตร์หลักที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีเพื่อให้แผนการศึกษาแห่งชาติบรรลุเป้าหมายตามจุดมุ่งหมาย วิสัยทัศน์และแนวคิดการจัด การศึกษา ดังนี้(1) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ(2) ยุทธศาสตร์การ ผลิตและพัฒนากาลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ(3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้(4) ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาส ความเสมอภาพ และความเท่าเทียมทางการศึกษา (5) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมสุขภาพชีวิตที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (6) ยุทธศาสตร์การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ที่ มุ่งจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองอุดมการณ์การจัดการศึกษาตลอดชีวิตและการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้ตามปรัชญา “คิดเป็น” เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและสังคม มีการบูรณาการอย่างสมดุลระหว่างปัญญาธรรม ศีลธรรม และวัฒนธรรม มุ่งสร้างพื้นฐานการเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และพัฒนาความสามารถ เพื่อการทางานที่มีคุณภาพ โดยให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมจัดการศึกษาให้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน และ สามารถตรวจสอบได้ว่า การศึกษานอกระบบเป็นกระบวนการของการพัฒนา ชีวิตและสังคม สามารถพึ่งพาตนเอง ได้และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เป็นหลักสูตรที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการของ บุคคลที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ประสบการณ์จากการท างานและการประกอบอาชีพ โดยการ ก าหนดสาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้การวัดและประเมินผล ให้ความส าคัญกับการ พัฒนากลุ่มเป้าหมายด้านจิตใจ ให้มีคุณธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้สร้างภูมิคุ้มกัน สามารถจัดการกับ องค์ความรู้ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา สร้างภูมิคุ้มกันตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งค านึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้ที่อยู่ นอกระบบ และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครองความเจริญก้าวหน้า ของเทคโนโลยี และการสื่อสารส านักงาน กศน. จึงก าหนดกรอบการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่สอดคล้องกับ จุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมจากการเรียนปกติให้กับผู้เรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญา มี คุณภาพชีวิตที่ดีมีศักยภาพในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นคุณลักษณะอัน พึงประสงค์สอดคล้องกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ตามจุดมุ่งหมายของกระทรวงศึกษาธิการ แผนการ ศึกษาแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีขึ้น 2. กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เพื่อให้สถานศึกษาได้จัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ดังนี้
15 2.1 กิจกรรมพัฒนาวิชาการ เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้เพียงพอกับการศึกษาในแต่ละระดับและพัฒนา ผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการเพิ่มมากขึ้นในรายวิชาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์หรือวิชาอื่น ๆ ตามความต้องการของนักศึกษา กศน. ซึ่งวิทยากรหรือผู้สอนควรเป็นผู้ที่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการสอนวิชา นั้น ๆ โดยตรง อาจจะเป็นบุคคลภายนอกหรือครูกศน. ได้ตามความเหมาะสม ส่วนจานวนนักศึกษากศน. ที่ร่วม กิจกรรมให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารสถานศึกษา 2.2 กิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต เป็นการจัดกิจกรรมเสริมเพิ่มเติมจากการเรียนปกติในสาระทักษะการด าเนินชีวิต หลักสูตรการศึกษานอก ระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เนื่องจากสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม ข่าวสารข้อมูล และเทคโนโลยีมีการแข่งขันและความขัดแย้งมากขึ้นจึงมีความจาเป็นที่ สถานศึกษาต้องจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตให้กับผู้เรียน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ มีเจตคติค่านิยมที่ถูกต้อง และมีทักษะหรือความสามารถพื้นฐานที่จาเป็นในการเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต อาทิเช่น ปัญหายาเสพติดการ ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เพศสัมพันธ์ทะเลาะวิวาท ครอบครัวแตกแยก ความรุนแรง ความเครียด ภัยพิบัติเป็นต้น รวมทั้งมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข และสามารถนาความรู้จากการ เข้าร่วมกิจกรรมไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างเหมาะสม 2.3 กิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีมีความ รักและภาคภูมิใจในชาติไทย และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนทะนุบ ารุงและปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนาที่นับถือ การส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ การเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ 2.4 กิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยสามารถนาไปประยุกต์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในการดารงชีวิตประจาวันทั้งต่อตนเอง ครอบครัวชุมชน สังคม และประเทศชาติ 2.5 กิจกรรมลูกเสือ และกิจกรรมอาสายุวกาชาด เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย มีคุณธรรม จริยธรรมมีจิต อาสา มีความเสียสละในการช่วยเหลือผู้อื่น บาเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน โดยด าเนินการจัดกิจกรรมลูกเสือ กศน. และกิจกรรมอาสายุวกาชาด หรืออาจด าเนินการร่วมกับส านักงานลูกเสือแห่งชาติส านักการลูกเสือยุว กาชาดและกิจกรรมนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ส านักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย เป็นต้น 2.6 กิจกรรมกีฬาและส่งเสริมสุขภาพ เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนได้มีโอกาสออกกาลังกายและเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ พลานามัยที่ดี สร้างนิสัยความมีน้าใจเป็นนักกีฬาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เป็นการสร้างความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ ให้รู้จักรู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย และเป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างนักศึกษา กศน. 2.7 กิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)
16 เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะใน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)เช่น การจัดอบรม ความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับ ICT เป็นต้น 2.8 กิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้สู่ประชาคมโลก เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้ให้กับผู้เรียน ในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมความ มั่นคง และการเมือง เพื่อเข้าสู่ประชาคมโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมสูงวัยทักษะของ ประชากรในศตวรรษที่ 21 ที่ทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับความท้าทายและมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมยุค 4.0 เป็นต้น 2.9 กิจกรรมจิตอาสา กศน. “เราทาความดีด้วยหัวใจ” เป็นกิจกรรมที่หน่วยงาน/สถานศึกษาในสังกัดส านักงาน กศน. จัดขึ้น หรือร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆและ ร่วมกับประชาชนทุกหมู่เหล่าที่มีจิตอาสาบาเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และ แก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้าท่วมในเขตชุมชน ปัญหาการจราจรและอื่น ๆเพื่อสืบสานพระ ราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยปัญหาน้าท่วมและ ปัญหาการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ และสอดคล้องกับพระบรมราโชบายของสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นการพัฒนาสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในชุมชนให้มีสภาพที่ดีขึ้น 2.10 กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการอ่าน การเรียนรู้เสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน และการเรียนรู้ เพื่อนาไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม อันจะนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.11 กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ฝึกทักษะและฝึกปฏิบัติด้านอาชีพที่ตนเองสนใจ เพื่อเป็น ทางเลือก และวางแผนการประกอบอาชีพ และการศึกษาต่อในอนาคต 2.12 กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีและเอกลักษณ์ของชาติให้เกิดความรักและความภาคภูมิใจ สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข 2.13 กิจกรรมการเรียนรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ กฎหมายที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจาวัน เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจาวัน เช่น กฎหมาย รัฐธรรมนูญกฎหมายการเลือกตั้ง สิทธิหน้าที่พลเมือง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น 2.14 กิจกรรมเสริมสร้างความสามารถพิเศษ เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ หรือมีพรสวรรค์ในด้านต่าง ๆ ให้มีโอกาสและกล้า แสดงออกถึงทักษะ ความรู้ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม และ พัฒนาความสามารถพิเศษหรือพรสวรรค์ไปใช้ประโยชน์ต่อการดารงชีวิตของตนเอง เป็นการส่งเสริมสนับสนุน การศึกษาตลอดชีวิตโดยการจัดตั้งชมรมต่าง ๆ เช่น ชมรม TO BE NUMBER ONE การจัดตั้งศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น 3. รูปแบบของกิจกรรม
17 3.1 แบบการจัดค่ายวิชาการ ค่ายกิจกรรม ทั้งไป – กลับ และค้างคืน 3.2 แบบชั้นเรียน โดยครูกศน. หรือวิทยากรที่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการสอนวิชานั้น ๆ เป็นผู้จัดกิจกรรม หรือร่วมกับเครือข่าย 3.3 แบบศึกษาดูงาน 3.4 อื่น ๆ ตามความเหมาะสม (โดยให้พิจารณารูปแบบของกิจกรรมข้อที่ 3.1 – 3.3 ก่อน แล้วจึงด าเนินการ ในข้อ หมายเหตุ : ในกรณีที่พานักศึกษาออกนอกสถานที่ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการพา นักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา พ.ศ.2548 4. งบประมาณ การเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใสตรวจสอบได้ 5. เงื่อนไขของการด าเนินงาน 5.1 ผู้รับบริการต้องเป็น นักศึกษา กศน. ที่ลงทะเบียน เรียนในหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในภาคเรียนนั้น ๆ 5.2 สถานศึกษาจัดทาแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามกรอบการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน 5.3 สถานศึกษาจัดส่งแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เพื่อขอความเห็นชอบจากส านักงาน กศน.จังหวัด /กทม. 5.4 สถานศึกษาด าเนินการตามแผนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตรวจสอบ ประเมินผลการจัด กิจกรรม พร้อมเบิกจ่ายเงินตามระเบียบที่ก าหนดให้แล้วเสร็จภายในแต่ละภาคเรียน และรายงานผลให้ ส านักงานกศน. จังหวัด/กทม. ทราบ 5.5 ส านักงาน กศน. จังหวัด/กทม. นิเทศ ติดตาม การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของสถานศึกษา5.6 ให้ใช้ “กรอบการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ส านักงาน กศน.” ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2561 เป็นต้นไป หมายเหตุ : กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่ใช้เงินงบประมาณในการจัดกิจกรรมไม่นับเป็นชั่วโมงกิจกรรม พัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 4. เอกสาร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ค าจ ากัดความของทะเลและทรัพยากรทางทะเล ทะเล (sea) หมายถึง มวลน้ าเค็มที่ถูกล้อมรอบด้วยแผ่นดินบางส่วนหรือทั้งหมด ทะเลเป็นบริเวณที่ เชื่อมต่อระหว่างน้ าเค็มในมหาสมุทรต่าง ๆ โดยขอบเขตของทะเลจะมีขนาดเล็กกว่ามหาสมุทรและใหญ่กว่า ทะเลสาบ (lake) ทะเลทุกแห่งถูกล้อมรอบด้วยแผ่นดินหรือต่อเนื่องกับแผ่นดินยกเว้นทะเลซากัสโซซึ่งถูกล้อมรอบ ด้วยกระแสน้ าที่หมุนเป็นวงในมหาสมุทรแอตแลนติก (North Atlantic gyre) แต่ United Nations Convention on the Law of the Sea ใช้ค าว่าทะเล (sea) ในความหมายของมหาสมุทร (ocean) ในขณะที่สถาบันสมุทร ศาสตร์และภูมิอากาศแห่งชาติ (National Oceanographic and Atmospheric Association) ของสหรัฐอเมริกา ถือว่าในทางภูมิศาสตร์แล้วทะเลเป็นส่วนต่อเชื่อมระหว่างมหาสมุทรกับแผ่นดิน ทะเลจึงเป็นส่วนขอบของ มหาสมุทรและมีด้านหนึ่งติดต่อกับแผ่นดิน (NOAA)
18 ทรัพยากรทางทะเล (marine resources) หมายถึง สิ่งจ าเป็นส าหรับการด ารงชีวิตของพืช สัตว์และ มนุษย์ที่ได้จากทะเล สิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรทางทะเลส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลยกเว้นมนุษย์นก และสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดที่อาศัยอยู่บนบก (https://www.reference. com/science) ทรัพยากรที่จ าเป็นที่สุดที่ มนุษย์ต้องการจากสิ่งแวดล้อม คือ อาหาร ทะเลและมหาสมุทรเป็นแหล่งอาหารโปรตีนปริมาณสูงที่ได้จาก ทรัพยากรมีชีวิต (marine living resources) เช่น ปลา สัตว์น้ าที่ไม่มีกระดูกสันหลังและสาหร่ายทะเล สิ่งมีชีวิตที่ มนุษย์ใช้เป็นอาหารเหล่านี้มีการด ารงชีวิตที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากทะเลที่เป็นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้มนุษย์ยัง เสาะแสวงหาทรัพยากรที่ไม่มีชีวิตในทะเล เช่น แร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อน าไปใช้ประโยชน์ในการด ารงชีวิต ทรัพยากรแร่ ธาตุและเชื้อเพลิงในทะเลที่มนุษย์น ามาใช้ประโยชน์นี้ต่างมีต้นก าเนิดจากกระบวนการทางกายภาพรวมถึง กระบวนการทางชีวภาพที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตในทะเลทั้งสิ้น อาณาเขตทางทะเลของไทย ประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณที่เป็นคาบสมุทรอินโดจีนและส่วนภาคใต้ของประเทศไทยอยู่บนส่วนของ คาบสมุทรมลายู ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลสองด้าน ชายฝั่งทะเลของไทยอยู่ในพื้นที่ 23 จังหวัด มีความยาวชายฝั่ง กว่า 3,151 กิโลเมตร ประกอบด้วยชายฝั่งด้านตะวันออกทางฝั่งอ่าวไทยซึ่งเป็นส่วนในสุดของมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนชายฝั่งด้านตะวันตกอยู่ติดกับทะเลอันดามันซึ่งรวมถึงส่วนเหนือของช่องแคบมะละกาของมหาสมุทรอินเดีย อาณาเขตทางทะเล (maritime zone) ของไทยที่มีพื้นที่กว่า 350,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมากกว่าสองในสามของ อาณาเขตบนบกที่มีพื้นที่ประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร อาณาเขตทะเลไทยแบ่งออกเป็น 6 เขต ประกอบด้วย น่านน้ าภายใน ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจ าเพาะ ไหล่ทวีปและทะเลหลวง สัณฐานวิทยาและสมุทรศาสตร์กายภาพของอ่าวไทย ทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกาตอนเหนือทะเลไทยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ อ่าวไทย (Gulf of Thailand) และทะเลอันดามัน (Andaman Sea) อ่าวไทยเป็นน่านน้ าภายในที่อยู่ส่วนในสุดของทะเลจีนใต้และ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างเส้นรุ้ง (ละติจูด) ที่ 6° ถึง 13.5° เหนือ เส้นแวง (ลองจิจูด) ที่ 99° ถึง 105° ตะวันออก มีลักษณะเป็นอ่าวกึ่งปิดล้อมรอบด้วยชายฝั่งของคาบสมุทรมลายูทางตะวันตกและ แผ่นดินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวไทยเป็น ช่องเปิดระหว่างปลายแหลมญวน ประเทศเวียดนามและเมืองโกตาบารูของประเทศมาเลเซีย ติดต่อกับทะเลจีนใต้ มีความกว้างประมาณ 380 กิโลเมตร ความยาวประมาณ 810 กิโลเมตร และส่วนที่กว้างที่สุด มีความกว้าง 540 กิโลเมตร อยู่ลึกเข้ามาในอ่าว (Robinson 1974) พื้นท้องทะเลอ่าวไทยมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ความลึกเฉลี่ย ประมาณ 44 เมตร บริเวณส่วนกลางของอ่าวที่ลึกที่สุดมีความลึกประมาณ 86 เมตร (รูปที่ 1) ตอนกลางอ่าวมี ความลึกประมาณ 60 เมตร และมีส่วนที่แผ่เป็นร่องน้ าแคบขึ้นไปทางเหนือเป็นลักษณะของ drowned river valley ที่เคยโผล่พ้นระดับน้ าทะเลในยุคน้ าแข็งและสามารถเห็นร่องรอยแม่น้ าโบราณต่อกับแม่น้ าบนแผ่นดิน ปัจจุบันอ่าวไทยติดต่อกับทะเลจีนใต้โดยมีสันเขาใต้น้ า 2 แนว ที่วางตัวตามแนวเหนือ-ใต้เป็นตัวกั้น สันเขาใต้น้ าฝั่ง ตะวันตกของอ่าววางตัวตามแนวยาวจากโกตาบารูทางใต้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 160 กิโลเมตร มี ความลึกประมาณ 50 เมตร ส่วนสันเขาทางฝั่งตะวันออกมีความลึกประมาณ 25 เมตร เป็นแนวจากแหลมคาเมา ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร ระหว่างสันเขาทั้งสองแนวเป็นร่องน้ าลึกมีความลึก (sill
19 depth) 67 เมตร สันเขาใต้น้ านี้เป็นตัวควบคุมการไหลของน้ าระดับล่างในอ่าวไทย ลักษณะชายฝั่งด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือจะตื้นและเรียบกว่าชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ อ่าวไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 270,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นปริมาตรของอ่าว 12,510 ลูกบาศก์กิโลเมตร (Robinson 1974) ลักษณะภูมิสัณฐานของพื้นท้องทะเลอ่าว ไทยที่เป็นแอ่งกระทะนั้นเกิดจากการสะสมตัวของตะกอนในแนวเหนือใต้ ท าให้เกิดเป็นแอ่งขนาดใหญ่ คือ แอ่ง ด้านตะวันตกและแอ่งด้านตะวันออก (รูปที่ 2) หินฐานที่รองรับแอ่งในอ่าวไทยเป็นหินที่เกิดก่อนสมัยอีโอซีน สันนิษฐานว่าประกอบด้วยหินแปร หินอัคนี และหินตะกอน (สุคนธ์เมธ จิตรมหันตกุล 2555)ในทางสมุทรศาสตร์ อ่าวไทยมีรูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อ่าวไทยตอนในหรืออ่าวไทยตอนบน (inner gulf หรือ upper gulf) และอ่าวไทยตอนนอกหรืออ่าวไทยตอนล่าง (outer gulf) 1) อ่าวไทยตอนใน อ่าวไทยตอนใน (Inner Gulf of Thailand) เป็นส่วนบนของอ่าวมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายตัวอักษร “ก” จึงถูกเรียกกันทั่วไปว่า อ่าว ก หรืออ่าวรูปตัว ก มีอาณาบริเวณตามพระราชบัญญัติก าหนดพื้นที่เขตจังหวัดในอ่าว ไทยตอนใน พ.ศ. 2502 (https://th.wikipedia.org/wiki/อ่าวไทย) (รูปที่ 3) ตั้งแต่ชายฝั่งของต าบลห้วยทราย เหนือ อ าเภอชะอ า ในจังหวัดเพชรบุรีที่ละติจูด 12 องศา-35 ลิปดา 45 พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด 49 องศา-47 ลิปดา-30 พิลิปดาตะวันออก ขึ้นเหนือไปตามพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสงคราม ไปทางตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ ชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการและฉะเชิงเทราและลงไปทางใต้ตามแนวชายฝั่ง จังหวัดชลบุรี จนถึงแหลมช่องแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่ละติจูด 12 องศา-35 ลิปดา-45 พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด 100 องศา-27 ลิปดา-30 พิลิปดาตะวันออก ในปัจจุบันนิยมเรียกพื้นที่อ่าวไทยตอนในว่าอ่าวไทยตอนบน (Upper Gulf of Thailand) ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ทางทิศใต้ลงไปถึงอ าเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อ่าวไทยตอนในมีขนาดประมาณ 100 x 100 ตารางกิโลเมตร อ่าวไทยตอนในมีความลึกสูงสุดประมาณ 40 เมตร ทางฝั่งขวาของอ่าว ส่วนฝั่งซ้ายจะตื้นเขินกว่า ความลึกเฉลี่ยในอ่าวไทยตอนในประมาณ 15 เมตร (ปราโมทย์ โศจิศุภร 2546 อ้างถึง Nedeco 1965 และ วิโรจน์ พินโยภรณ์ 2529) และความลาดเอียงของพื้นอ่าวประมาณ 0.2 เมตรต่อ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ผิวทั้งหมดประมาณ 10,360 ตารางกิโลเมตร อ่าวไทยตอนในเป็นเอสทูรีขนาด ใหญ่ได้รับน้ าจืดจากแม่น้ า 4 สายคือ แม่น้ าแม่กลอง แม่น้ าท่าจีน แม่น้ าเจ้าพระยา และแม่น้ าบางปะกง มวลน้ าใน อ่าวไทยตอนในมีความเค็มผันแปรอยู่ในช่วง 30.5-32.5 psu (https://en.wikipedia.org/ wiki/ Gulf_ of_ Thailand) และมีความเข้มข้นของสารอาหารละลายน้ าสูงโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนช่วยส่งเสริมผลผลิตเบื้องต้นและ ผลผลิตทางการประมงในบริเวณนี้ ชายฝั่งด้านบนของอ่าวไทยตอนในเป็นหาดเลนในเขตน้ าขึ้น-น้ าลงที่ปกคลุมด้วย ป่าชายเลนที่มีความกว้างตั้งแต่ 1 ถึง 10 กิโลเมตร บริเวณชายฝั่งของอ่าวไทยตอนในจึงเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่ง อาหารและที่หลบภัยของสัตว์ทะเลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจรวมถึงนกที่หากินตามชายฝั่งทั้งนกที่อยู่ประจ าถิ่นและ นกอพยพ (Wattayakorn, 2006 อ้างถึง Erftemeijer and Jugmongkol, 1999) ลักษณะของตะกอนที่ผิวพื้นทะเลของอ่าวไทยตอนในประมาณร้อยละ 60 ประกอบด้วยตะกอนโคลนทะเลปนด้วย เศษเปลือกหอย ดินตะกอนมีสีเทาอมเขียว เขียวเทา เทา ด า น้ าตาลและน้ าตาลเข้ม รองลงมาเป็นตะกอนโคลนปน ทรายร้อยละ 20 สีเทาอมเขียว เขียวเทา ทรายที่เป็นองค์ประกอบเป็นทรายละเอียด มีเศษเปลือกหอยปนร้อยละ 0-30 พื้นตะกอนที่เป็นทรายปนโคลนทะเลและตะกอนทรายพบสะสมจากชายฝั่งและบริเวณรอบเกาะต่าง ๆ ลักษณะธรณีวิทยาชั้นตะกอนใต้พื้นท้องทะเลแบ่งออกเป็น 2 ชุด คือ ชั้นตะกอนชุดล่างซึ่งสะสมตัวในสมัยไพลส
20 โตซีนมีร่องรอยถูกกัดเซาะเป็นร่องน้ าขนาดใหญ่ และชั้นตะกอนชุดบนมีความหนาตั้งแต่ 0-19 เมตร มีความหนา มากบริเวณปากแม่น้ าเจ้าพระยา เป็นชั้นตะกอนที่สะสมตัวในสมัยโฮโลซีนเนื่องจากการรุกล้ าของน้ าทะเลเมื่อ ประมาณ 10,000 ปีที่ผ่านมา ดินตะกอนในอ่าวไทยตอนในมีการสะสมของโลหะหนักในความเข้มข้นเรียงจากมาก ไปหาน้อย คือ เหล็ก แมงกานีส ไทเทเนียม สังกะสี โครเมียม วานาเดียม นิเกิล ทองแดง ตะกั่ว โคบอลท์ อาร์เซ นิก และ แคดเมียม ตามลาดับ ดินตะกอนบริเวณทางเหนือของอ่าวไทยตอนในบริเวณปากแม่น้ าเจ้าพระยา แม่น้ า บางปะกง แม่น้ าท่าจีน และบริเวณใกล้เคียงมีปริมาณโลหะหนักทุกชนิดยกเว้นแคดเมียมในความเข้มข้นสูงกว่า บริเวณฝั่งตะวันตกและตะวันออก (ส่วนธรณีวิทยาทางทะเล 2555) 2) อ่าวไทยตอนนอกหรืออ่าวไทยตอนล่าง อาณาเขตของอ่าวไทยตอนนอกหรืออ่าวไทยตอนล่างเป็นส่วนต่อจากอ่าวไทยตอนในลงไปทางใต้ จนถึง แนวเส้นต่อเชื่อมระหว่างแหลมคาเมา ของประเทศเวียดนาม ที่ละติจูด 8°36' เหนือ กับส่วนเหนือของฝั่งตะวันออก ของปากแม่น้ าตรังกานู เมืองโกตาบารู ในประเทศมาเลเซีย ที่ละติจูด 6°14’ เหนือ ลองจิจูด 102°15’ ตะวันออก (International Hydrographic Organization, 1953) แนวต่อนี้มีความยาวประมาณ 370 กิโลเมตร และความ ลึกไม่มาก ส่วนที่มีความลึกประมาณ 50 เมตร มีความยาวประมาณ 55 กิโลเมตรเท่านั้น ส าหรับขนาดอ่าวไทย ตอนนอกนั้นมีส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 555 กิโลเมตร ยาวประมาณ 838 กิโลเมตร มีลักษณะคล้ายรูปกระทะคือ บริเวณที่มีความลึกที่สุดอยู่กลางอ่าวเป็นร่องลึก (depression) ซึ่งมีความลึกไม่เกิน 85 เมตร แล้วค่อย ๆ ตื้นขึ้น ตามแนวลาดชันของขอบฝั่งทะเล ตะกอนที่พื้นท้องทะเลกลางอ่าวไทยเป็นโคลนปนทรายหรือโคลน แต่พื้นทะเล ของอ่าวไทยฝั่งตะวันตกจะไม่เป็นเนื้อเดียวกันโดยพบตะกอนพื้นทะเลที่เป็นโคลน โคลนปนทราย โคลนปนทรายขี้ เป็ด ทรายปนโคลน และทราย กระจายเป็นแห่ง ๆ ไป ดังรูปที่ 4 (ปราโมทย์ โศจิศุภร 2546 อ้างถึง กองสมุทร ศาสตร์ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ พ.ศ. 2538) อ่าวไทยตอนล่างเฉพาะที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทย แบ่งได้ เป็น 3 เขต คือ อ่าวไทยฝั่งตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนถึง จังหวัดนราธิวาส พื้นท้องทะเลในบริเวณค่อนข้างตื้น ตะกอนพื้นทะเลจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ถึงจังหวัด นครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นตะกอนโคลน แต่ในพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดสงขลาถึงจังหวัดนราธิวาสเป็นตะกอน โคลนปนทราย และบริเวณอื่นเป็นทรายปนโคลนและเปลือกหอย อ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้แก่ พื้นที่ชายฝั่งทะเล ของจังหวัดชลบุรีถึงจังหวัดตราด ลักษณะของพื้นท้องทะเลโดยทั่วไปเป็นโคลนปนทราย ส่วนบริเวณห่างฝั่งและ ปากแม่น้ าเป็นโคลน ลักษณะชั้นตะกอนที่ผิวหน้าเป็นตะกอนทรายละเอียดผสมโคลนสีน้ าตาลเช่นเดียวกับอ่าวไทย ตอนบน ส่วนชั้นตะกอนใต้ลงไปเป็นโคลนปนเปลือกหอยละเอียดบริเวณกลางอ่าวไทย ได้แก่ พื้นที่อ่าวไทยนอก ชายฝั่งทะเลต่อจากเขตอ่าวไทยตอนบน เขตอ่าวไทยตะวันตก เขตอ่าวไทยตะวันออก จนถึงเขตเศรษฐกิจจ าเพาะ ของประเทศไทย ลักษณะพื้นที่บริเวณนี้เป็นแอ่ง ตะกอนพื้นท้องทะเลร้อยละ 50 เป็นโคลน และบางแห่งเป็นเลน (silt) และโคลนปนทรายทะเลอันดามันเป็นส่วนหนึ่งของไหล่ทวีปของมหาสมุทรอินเดีย (รูปที่ 5) เป็นชายฝั่งทะเล จมตัวที่มีลักษณะเป็น marginal sea คือล้อมรอบด้วยแผ่นดิน เกาะ หรือคาบสมุทร มีส่วนเปิดที่ติดต่อกับทะเล เปิดที่ผิวน้ าและอาจมีสันเขาใต้ทะเล ทะเลอันดามันมีลักษณะเป็นแอ่งกึ่งปิด ตั้งอยู่ทางตะวันออกของอ่าวเบงกอล ที่ละติจูด 6° ถึง 14° เหนือ ลองจิจูด 93° ถึง 99° ตะวันออก อาณาเขตด้านเหนือหรือด้านบนของทะเลอันดามัน ติดต่อกับแผ่นดินส่วนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ าอิระวดี ทิศตะวันออกเป็นคาบสมุทรมาเลย์ ทางตะวันตกของ ทะเลอันดามันเป็นที่ตั้งของหมู่เกาะนิโคบาร์และสุมาตราซึ่งเป็นแนวกั้นทะเลอันดามันกับอ่าวเบงกอล ส่วนด้านใต้
21 เป็นส่วนปลายของเกาะสุมาตราและช่องแคบมะละกา ทะเลอันดามันมีความยาวในแนวเหนือ-ใต้ประมาณ 1,200 กิโลเมตร ส่วนกว้างที่สุดตามแนวตะวันออก-ตะวันตกมีระยะทางประมาณ 650 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 797,700 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 870 เมตร และส่วนที่ลึกที่สุดมีความลึกถึง 3,777 เมตร ฝั่ง ตะวันออกของทะเลอันดามันเป็นส่วนของไหล่ทวีปของคาบสมุทรมาเลย์ที่มีความลึกของบริเวณ inner shelf ต่ า กว่า 100 เมตร ความกว้างของไหล่ทวีป (continental shelf) ลดลงในแนวเหนือ-ใต้ โดยส่วนที่กว้างที่สุดบริเวณ คาบสมุทร Mergui ในประเทศเมียนมาร์มีความกว้าง 250 กิโลเมตร แต่บริเวณนอกฝั่งเกาะภูเก็ตมีไหล่ทวีปกว้าง เพียง 35 กิโลเมตร บริเวณลาดทวีป (continental slope) มีความลึกของ shelf break กว้างขึ้นจากเหนือลงใต้ และความลึกที่ลาดทวีปสิ้นสุดลงที่ 2,435 เมตร ตรงบริเวณระหว่าง Sewell rise และ Mataban cayon ส่วนที่ ลึกที่สุดของทะเลอันดามันที่เรียกว่า Central Andaman Trough มีความลึก 3,075 เมตร ทะเลอันดามันทางทิศ ตะวันตกมีแนวสันเขาที่ยกตัวขึ้น เรียก Sewell rise เป็นแนวหมู่เกาะอันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์ พื้นที่ของ ทะเลอันดามันส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกซุนดา ในขณะที่หมู่เกาะอันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์อยู่บนแผ่น เปลือกพม่า (Brown 2007)ความลึกของพื้นท้องทะเลในทะเลอันดามันของไทยมีความแตกต่างกันตามพื้นที่ พื้น ทะเลบริเวณทะเลชายฝั่งด้านตะวันตกของจังหวัดระนอง พังงาและภูเก็ต มีความลาดชันสูง ความลึกน้ าเฉลี่ย ประมาณ 1,000 เมตร โดยเฉพาะบริเวณแอ่งอันดามันซึ่งเป็นบริเวณที่มีความลึกมากที่สุด ประมาณ 3,000 เมตร ลักษณะดินตะกอนพื้นทะเลโดยทั่วไปเป็นทรายและทรายปนโคลน ในขณะที่พื้นทะเลบริเวณชายฝั่งตอนใต้ของ พังงาจนถึงทะเลของจังหวัดตรังมีความลาดชันน้อย ส่วนของไหล่ทวีปมีความลึกไม่เกิน 300 เมตร (กรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง, 2556) ลักษณะพื้นทะเลเป็นเลนโคลนและเลนปนทราย ส่วนบริเวณแอ่งที่ราบมะริดและแอ่ง สุมาตรามีความลึกเฉลี่ยประมาณ 1,000 และ 1,500 เมตร ตามล าดับ ภูมิอากาศและอุตุนิยมวิทยา อ่าวไทยและทะเลอันดามันอยู่ในเขตมรสุมมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน 2 ฤดู ในฤดูมรสุมตะวันตก เฉียงใต้ซึ่งเริ่มต้นประมาณเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดในเดือนกันยายนหรือตุลาคม ลมที่พัดมาจากทิศตะวันตก เฉียงใต้หรือตะวันตกพร้อมร่องความกดอากาศต่ าจากมหาสมุทรอินเดียท าให้เกิดฝนตกในประเทศไทยบริเวณทะเล อันดามันและอ่าวไทยฝั่งตะวันออกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จากนั้นเป็นระยะที่ฝนทิ้งช่วงไปพักหนึ่งเนื่องจากร่อง ความกดอากาศต่ าเลื่อนขึ้นไปทางตอนใต้ของประเทศจีน ร่องความกดอากาศต่ าจะเลื่อนลงมายังประเทศไทยอีก ช่วงในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม จึงท าให้ฝนตกชุกอีกครั้งหนึ่ง น้ าฝนส่วนหนึ่งจะกลายเป็นน้ าท่าซึ่งไหลลง สู่ทะเลต่อไป ส่วนฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนและสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้น เดือนมีนาคม เป็นช่วงที่ลมพัดมาจากทิศเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือตะวันออกพร้อมหย่อมความกดอากาศสูง ซึ่งเป็นอากาศแห้งมาจากไซบีเรีย ฝนจะตกน้อยที่สุดในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และไม่ค่อยจะมีน้ าท่าไหลลง สู่อ่าวไทย แต่บริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันตกตั้งแต่ชายฝั่งจังหวัดชุมพรลงไปถึงจังหวัดนราธิวาสยังมีฝนตกจนถึงเดือน ธันวาคมเนื่องจากลมมรสุมที่พัดผ่านอ่าวไทยหอบความชื้นจากทะเลมาด้วย ช่วงเวลาระหว่างฤดูมรสุมทั้งสองเป็น ช่วงเปลี่ยนฤดูซึ่งมีลักษณะอากาศที่แตกต่างออกไป ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ใกล้ ดวงอาทิตย์มากที่สุดมีลมที่พัดมาจากทิศใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้ (เรียกว่าลมตะเภาหรือลมว่าว) บางครั้งอาจมี การปะทะกันระหว่างมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาจากประเทศจีนกับมวลอากาศร้อนที่ปกคลุมอยู่เหนือประเทศไทย
22 ท าให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดขึ้นในฤดูนี้มักเรียกว่าพายุฤดูร้อน ช่วง เปลี่ยนฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เป็นตะวันออกเฉียงเหนือในเดือนตุลาคมสภาพอากาศคล้ายกับฤดูฝนมีฝน หลงเหลืออยู่แต่อากาศเริ่มเย็นลงและลมเริ่มเปลี่ยนทิศทาง นอกจากฝนจากมรสุมแล้วทะเลไทยยังได้รับฝนจาก พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในมหาแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยทะเลอ่าวไทยอยู่ในแนวพายุหมุนเขตร้อนใน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม ส่วนฝั่งทะเลอันดามันจะอยู่ในแนวเคลื่อนตัวของพายุไซโคลนในเดือน พฤษภาคม (ปราโมทย์ โศจิศุภร 2546) อุทกวิทยา อ่าวไทยและทะเลอันดามันได้รับน้ าจืดจากน้ าท่า (river runoff) หรือน้ าที่มาจากแม่น้ าซึ่งเป็นมวลน้ าที่มา รวมกันจากฝนที่ตกลงมาในล าน้ า น้ าผิวดิน น้ าใต้ผิวดินและน้ าใต้ดิน น้ าท่ารวมทั้งฝนที่ตกในทะเลและการระเหยที่ ผิวหน้าน้ าทะเลท าให้ความเค็มของน้ าทะเลเจือจางลงและมีผลให้ความหนาแน่นของน้ าเปลี่ยนแปลง ปริมาณ น้ าท่าที่ไหลลงอ่าวไทยตอนในมีค่าโดยประมาณอยู่ระหว่าง 129.5 ถึง 250.0 ลูกบาศก์เมตร ขึ้นอยู่กับค่าอัตราส่วน rainfall : runoff ratio ที่ใช้ค านวณ (ปราโมทย์ โศจิศุภร 2546) แหล่งของน้ าท่าที่ส าคัญที่ไหลลงสู่อ่าวไทย คือ แม่น้ าเจ้าพระยาและแม่น้ าสายอื่น ๆ ทางด้านเหนือของอ่าวไทยตอนใน แม่น้ าสายสั้น ๆ ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย รวมถึงแม่น้ าโขงในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในบริเวณทะเลอันดามันนั้นได้รับน้ าท่าจากแม่น้ าอิระวดี ทางตอนเหนือและแม่น้ าสายต่าง ๆ ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกของไทย เช่น แม่น้ ากระบุรี แม่น้ าตะกั่วป่า แม่น้ าตรัง หลังเหตุการณ์น้ าท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 Wattayakorn และ Jaiboon (2014) ได้รายงานว่า เวลาพ านักของ มวลน้ า (water residence time) ในอ่าวไทยตอนในมีค่า 28 วัน และ 80 วัน ในเดือนตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ เกิดน้ าท่วมในภาคกลาง และเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นช่วงหลังเหตุการณ์น้ าท่วม ตามล าดับ โดยที่มาของมวล น้ าดังกล่าวมาจากแหล่งน้ าผิวดิน (river discharge) มากกว่าน้ าฝนและน้ าใต้ดิน น้ าขึ้นน้ าลง น้ าขึ้นน้ าลงในอ่าวไทยเป็นแบบน้ าเดี่ยว หรือ diurnal tide (มียอดน้ าขึ้นสูงสุดและยอดน้ าลงต่ าสุดวันละ ครั้ง) หรือน้ าผสม (mixed tide) ที่มีน้ าเดี่ยวเด่น เฉพาะชายฝั่งจังหวัดพัทลุง สงขลา และปัตตานีที่มีลักษณะน้ า ผสมที่มีน้ าคู่เด่น คือ มียอดน้ าขึ้นสูงสุดและยอดน้ าลงต่ าสุดวันละ 2 ครั้ง แต่ยอดน้ าขึ้นหรือลงทั้ง 2 ครั้งมีระดับไม่ เท่ากัน ดังรูปที่ 6 ค่าระดับน้ าทะเลปานกลางจะเพิ่มขึ้นจากปากอ่าวไทยจนถึงก้นอ่าว โดยความแตกต่างของ ระดับน้ าทะเลปานกลางจากปากอ่าวถึงก้นอ่าวประมาณ 15 เซนติเมตร น้ าขึ้นน้ าลงในทะเลอันดามันเป็นแบบน้ าคู่ (semi-diurnal tide) น้ าขึ้นลงวันละ 2 ครั้ง (Rizal et al., 2012) พิสัยของระดับน้ าในช่วงน้ าเกิดในทะเลอันดา มันและหมู่เกาะนิโคบาร์มีขนาดเล็ก คือ มีความแตกต่างกันประมาณ 1-2 เมตร แต่ในบริเวณใกล้ฝั่งมีค่าสูงขึ้น คือ บริเวณชายฝั่งทะเลของไทยมีพิสัยประมาณ 3 เมตร และบริเวณคาบสมุทร Mergui ในประเทศเมียนมาร์นั้นความ แตกต่างของระดับน้ าในช่วงน้ าเกิดสูงกว่า 5 เมตร อุณหภูมิ ความเค็ม และความหนาแน่นของน้ าทะเล อุณหภูมิและความเค็มของน้ าทะเลรวมทั้งความลึกของน้ าทะเลเป็นตัวก าหนดความหนาแน่นของน้ าซึ่งมี อิทธิพลต่อการหมุนเวียนของน้ า ทั้งยังใช้ในการประเมินการผสมของน้ าในแนวดิ่งที่เกิดจากแรงลมและการแบ่งชั้น ของน้ าเนื่องจากความหนาแน่นที่แตกต่างกัน การแพร่กระจายของอุณหภูมิ ความเค็ม ความหนาแน่น รวมถึง ออกซิเจนละลายในน้ าในอ่าวไทยมีความแตกต่างกันตามฤดูกาล ในบริเวณอ่าวไทยตอนล่างอุณหภูมิน้ าในฤดูร้อนมี
23 ค่าสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส การแยกชั้นของมวลน้ าที่พบจะเปลี่ยนแปลงตามความเร็วของลมโดยปกติจะพบชั้น thermocline ที่ความลึกประมาณ 25-50 เมตร (Robinson 1974) โดยปกติมวลน้ าในบริเวณอ่าวไทยตอนในและ มวลน้ าชั้นบนในบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างจะมีความเค็มต่ า คือ ต่ ากว่า 33 psu เพราะอิทธิพลจากน้ าท่า ยกเว้นบริเวณที่มีน้ าผุด (upwelling) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมวลน้ าชั้นบนไหลออกจากอ่าว ไทย ท าให้มวลน้ าชั้นล่างผุดขึ้นมาบริเวณด้านในสุดของอ่าวไทยตอนล่างท าให้ความเค็มของน้ าชั้นบนบริเวณนี้มีค่า สูงกว่า 33 psu กระแสน้ าและการไหลเวียนของน้ า กระแสน้ าในอ่าวไทยตอนในเป็นกระแสน้ าที่ไม่ค่อยแรงและไม่สม่ าเสมอ อยู่ภายใต้อิทธิพลของกระแสน้ า ขึ้น-น้ าลง ในระหว่างช่วงน้ าขึ้นกระแสน้ าไหลขึ้นไปทางทิศเหนือและกลับทิศกันในขณะน้ าลง ก าลังแรงของ กระแสน้ าผันแปรตามคาบเวลาน้ าขึ้น-น้ าลง การหมุนเวียนของน้ าในบริเวณส่วนบนของอ่าวถูกควบคุมโดยอิทธิพล ของน้ าขึ้นน้ าลงและกระแสลม กระแสน้ าในอ่าวไทยทั้งอ่าวอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม ในฤดูที่มีลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือกระแสน้ าที่ผิวในอ่าวไทยเคลื่อนที่เป็นวงรอบอ่าวตามเข็มนาฬิกา (รูปที่ 3.9ก) ส่วนในฤดูลม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กระแสน้ าในอ่าวเคลื่อนเป็นวงรอบอ่าวทวนเข็มนาฬิกา (รูปที่ 3.9ข) อิทธิพลของลมมรสุมท า ให้มวลน้ าทะเลในอ่าวไทยตอนในไหลเวียนอยู่เฉพาะในอ่าวตอนในไม่มีการถ่ายเทออกสู่ทะเลอ่าวไทยตอนล่าง ยกเว้นการแลกเปลี่ยนของมวลน้ าระดับลึกที่บริเวณปากอ่าวตอนในที่ติดต่อกับอ่าวไทยตอนล่างในบริเวณอ่าวไทย ตอนล่างการไหลเวียนของกระแสน้ ามีทิศทางเช่นเดียวกับอ่าวไทยตอนใน คือ ไหลตามเข็มนาฬิกาในช่วงมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือและไหลทวนเข็มนาฬิกาในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (รูปที่ 10) แต่กระแสน้ าในระดับลึก (10-40 เมตร) จะไหลในทิศตรงข้ามกับกระแสน้ าที่ผิว การผสมของน้ าท่าและน้ าทะเลจากแรงลมและกระแสน้ าท า ให้เกิดชั้น Ekman layer หนา 30-50 เมตร ลอยอยู่เหนือน้ าทะเลที่มีความสูง กระแสน้ าในบริเวณอ่าวไทย ตอนล่างอาจได้รับอิทธิพลของน้ าจากทะเลจีนใต้มากกว่าบริเวณอ่าวไทย ในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกระแสน้ า ชั้นบนไหลออกจากอ่าวไทยท าให้ระดับน้ าทะเลในอ่าวลดต่ าลง มวลน้ าชั้นล่างที่เค็มกว่า 33 psu และอุณหภูมิต่ า จะผุดขึ้นมาแทนที่ในบริเวณชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยและบริเวณในสุดของอ่าวไทยตอนล่าง มวลน้ าชั้นล่างนี้ ไหลเข้ามาจากทะเลจีนใต้ทางปากอ่าวไทยฝั่งตะวันออกและไหลวนออกทะเลจีนใต้ทางฝั่งตะวันตกของปากอ่าว ช่วงเปลี่ยนมรสุมในเดือนตุลาคมมีความเร็วลมลดลงจึงท าให้การเกิดน้ าผุดลดน้อยลงด้วย ในระหว่างฤดูมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือมวลน้ าในอ่าวไทยได้รับอิทธิพลของน้ าจากทะเลจีนใต้ที่ไหลเข้าสู่อ่าวไทยและน้ าท่าจากแม่น้ า โขงที่ไหลเข้าสู่อ่าวไทยตามทิศทางของลมสมรสุมท าให้ระดับน้ าในอ่าวสูงขึ้นท าให้การเกิดน้ าผุดลดลงและเกิดน้ า ทะเลหนุนเข้าไปยังบริเวณก้นอ่าวไทยตอนใน ส่วนช่วงเปลี่ยนมรสุมในเดือนมีนาคมถึงเมษายนนั้นการไหลเวียน ของน้ าในอ่าวไทยมีลักษณะคล้ายกับในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ปราโมทย์ โศจิศุภร, 2546) กระแสน้ าในทะเลอันดามันในช่วงมรสุมมีความแรงต่ ากว่าในช่วงเปลี่ยนมรสุม ในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ กระแสน้ าในทะเลอันดามันมีทิศจากใต้ไปทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ เนื่องจากมี North equatorial Current ที่มีความเร็ว 0.3 เมตร/วินาที ไหลจากช่องแคบมะละกาผ่านทะเลอันดามันไปยังศรีลังกา ส่วนในช่วง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนกระแสน้ า norther Indian Ocean (ความเร็ว 0.7 เมตร/วินาที) ไหลจากอ่าวเบงกอลเข้าสู่ทะเลอันดามัน ช่วงเปลี่ยนมรสุมทั้งสองช่วงมีกระแสน้ า Indian Equatorial current ที่มีความเร็ว 1.0-1.3 เมตร/วินาที ไหลจากทิศตะวันออกเข้าสู่ทะเลอันดามัน
24 (Brown 2007 อ้างถึง Wyrtki 1973 และ Tomczak & Godfrey 1994) เช่นเดียวกับการศึกษาของ Rizal และ คณะ (2012) ที่ใช้แบบจ าลองที่รวมถึงอิทธิพลของกระแสน้ าขึ้น-น้ าลง ลม และการแลกเปลี่ยนความร้อน เพื่อ ศึกษาการกระแสน้ าที่ผิวในทะเลอันดามันและได้ผลสอดคล้องกับการศึกษาในอดีต
25 บทที่ 3 วิธีการด าเนินงาน ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ ได้เล็งเห็นความส าคัญของผู้เข้ารับ การอบรมเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.ประชุมบุคลากรกรรมการ กศน.อ าเภอสัตหีบ 2.จัดตั้งคณะท างาน/คณะอนุกรรมการและคณะท างานเพื่อด าเนินงาน 3.ประสานงาน/ประชาสัมพันธ์และเปิดรับสมัคร 4.ด าเนินงานตามแผน 5.วัดผล/ประเมินผล/สรุปผลและรายงาน 1. ประชุมบุคลากรกรรมการ กศน.อ าเภอสัตหีบ กศน.อ าเภอสัตหีบ ได้วางแผนประชุมบุคลากรกรรมการ กศนอ าเภอสัตหีบ เพื่อหาแนวทางในการ ด าเนินงานและก าหนดวัตถุประสงค์ร่วมกัน 2. จัดตั้งคณะท างาน จัดท าค าสั่งแต่งตั้งคณะท างานโครงการ เพื่อมอบหมอบหมายหน้าที่ในการท างานให้ชัดเจน เช่น 2.1 คณะกรรมการที่ปรึกษา/อ านวยการ มีหน้าที่อ านวยความสะดวก และให้ค าปรึกษาแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น 2.2 คณะกรรมการฝ่ายจัดสถานที่ มีหน้าที่ จัดโต๊ะ เก้าอี้ เวทีการด าเนินงานให้เรียบร้อย รวมทั้ง จัดหาเครื่องเสียง อ านวยความสะดวก ตลอดการจัดกิจกรรม 2.3 คณะกรรมการฝ่ายบันทึกภาพและประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่บันทึกภาพกิจกรรมตลอดโครงการ และประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้สาธารณชนได้ทราบ 2.4 คณะกรรมการฝ่ายรับลงทะเบียนและประเมินผลหน้าที่จัดท าหลักฐานการลงทะเบียนผู้เข้าร่วม โครงการ และรวบรวมการประเมินผล และรายงานผลการด าเนินการ 3. ประสานงานกับผู้เรียน/ประชาสัมพันธ์ ประสานงานกับผู้เรียน วิทยากร และคณะครู เช่น ประสานเรื่องสถานที่ใช้ท ากิจกรรม รูปแบบการจัด กิจกรรมโครงการ วัน เวลา สถานที่ รายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรม พร้อทั้งประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรม 4. ด าเนินการตามแผนงานโครงการ ณ วัดช่องแสมสาร ต าบลแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบ จ านวน 90 คน โดยจัดกิจกรรมโดยใช้กระบวนการกลุ่ม
26 5. สรุปผลและรายงาน โครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ณ วัดช่องแสมสาร ต าบลแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบ จ านวน 90 คน โดยจัดกิจกรรมโดยใช้กระบวนการกลุ่ม จะน าแนวทางไปใช้ข้อมูลพิจารณารูปแบบ การจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้เข้าร่วมกิจกรรมความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเบิก จ่ายเงินงบประมาณ กศน.อ าเภอสัตหีบ ได้ด าเนินการตามขั้นตอนและได้รวบรวมข้อมูลจากแบบส ารวจสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ คือโดยก าหนดค่าล าดับความส าคัญของการประเมินผลออกเป็น 5 ระดับ ดังนี้ มากที่สุด ให้คะแนน 5 มาก ให้คะแนน 4 ปานกลาง ให้คะแนน 3 น้อย ให้คะแนน 2 น้อยที่สุด ให้คะแนน 1 ในการแปลผล ผู้จัดท าได้ใช้เกณฑ์การพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยตามแนวคิดของบุญชม ศรีสะอาด และ บุญส่ง นิวแก้ว (2535, หน้า 22-25) 4.51-5.00 หมายความว่า มากที่สุด 3.51-4.50 หมายความว่า มาก 2.51-3.50 หมายความว่า ปานกลาง 1.51-2.50 หมายความว่า น้อย 1.00-1.50 หมายความว่า น้อยที่สุด นักศึกษา จะต้องกรอกข้อมูลตามแบบสอบถาม เพื่อน าไปใช้ในการประเมินผลของการจัดกิจกรรม ดังกล่าว และจะได้น าไปเป็นข้อมูล ปรับปรุง และพัฒนา ตลอดจนใช้ในการจัดท าแผนการด าเนินการในปี ต่อไป
27 บทที่ 4 ผลการด าเนินงานและการวิเคราะห์ข้อมูล ในการจัดโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ณ วัดช่องแสมสาร ต าบลแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีมีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษา กศน.อ าเภอสัตหีบ จ านวน 90 คน ซึ่งได้สรุปผลจากแบบสอบถามและน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการ ก าหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครซี่มอ์แกน ซึ่งได้สรุปผลจากแบบสอบถามและน าเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูล จากผู้เรียน จ านวน 73 ชุด ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวผู้ตอบแบบถามของผู้เข้าร่วมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและ ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ตอบแบบสอบถามได้น ามาจ าแนก ตามเพศ อายุ และอาชีพ ผู้จัดท าได้น าเสนอจ าแนกตามข้อมูลดังกล่าว ดังปรากฏตามตารางที่ 1 ดังต่อไปนี้ ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจ าแนกตามเพศ เพศ ความคิดเห็น ชาย หญิง จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 42 57.53 31 42.47 จากตารางที่ 1 แสดงว่า ผู้ตอบแบบสอบถามของผู้เข้าร่วมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและ ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป็นชาย 42 คน ร้อยละ 57.53 เป็นหญิง 31 ร้อยละ 42.47 ตารางที่ 2 แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจ าแนกตามอายุ อายุ ความคิดเห็น 14 - 39 ปี 40 - 59 ปี 60 ปี ขึ้นไป จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเล และมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทาง ทะเล 53 72.60 20 27.40 - - จากตารางที่ 2 แสดงว่า ผู้ตอบแบบสอบถามของผู้เข้าร่วมผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเล และมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในช่วงอายุ 14-39 ปี มีจ านวนสูงสุด 53 คน คิดเป็นร้อยละ 72.60 ในช่วงอายุ40 -59 ปี มีจ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 27.40
28 ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจ าแนกตามอาชีพ ประเภท ความคิดเห็น รับจ้าง ค้าขาย รับราชการ เกษตรกรรม อื่นๆ(ว่างงาน) จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อย ละ จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ ให้ความรู้เรื่องทะเลและ มหาสมุทรและผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล 31 42.46 5 6.86 0 0 0 0 37 50.68 ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล ความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 73 คน จากแบบสอบถามทั้งหมดที่มีต่อ โครงการให้ ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ณ วัดช่องแสมสาร ต าบลแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีดังปรากฏในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ผลการประเมินโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เนื้อหาโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของ ชาติทางทะเล n = 73 S.D. อันดับที่ ระดับผลการ ประเมิน 1.ประเด็นด้านกระบวนการ ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 1.กระบวนการจัดกิจกรรมตรงกับวัตถุประสงค์การจัดงาน 4.35 0.48 7 มาก 2.การอ านวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม 4.46 0.50 6 มาก 3.ขั้นตอนการจัดกิจกรรมหรือการให้บริการมีความยืดหยุ่น สามารถ ปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ 4.64 0.48 3 มากที่สุด 2.ประเด็นด้านสิ่งอ านวยความสะดวก 1.สถานที่ส าหรับการให้บริการมีความเหมาะสม 4.19 0.40 8 มาก 2.ครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ระบบภาพและเสียงอื่นๆที่ ใช้ในการจัดโครงการมีความเหมาะสมเพียงพอ 4.11 0.32 9 มาก 3.สื่อที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความทันสมัย 4.72 0.45 2 มากที่สุด 3.ประเด็นด้านคุณภาพ 1.ได้เข้าร่วมโครงการหรือได้รับบริการที่เป็นประโยชน์ 4.82 0.39 1 มากที่สุด 2.สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ร่วมกับการเรียน การสอนได้ 4.61 0.49 4 มากที่สุด 3.สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ 4.57 0.50 5 มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.51 0.26 มากที่สุด
29 จากตาราง 4 พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้เข้ารับการอบรมในโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล อยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อวิเคราะห์เป็นรายข้อความพึงพอใจในภาพรวม ของผู้รับการอบรม ( =4.82) ล าดับที่ 1 สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ร่วมกับการเรียนการ สอนได้( = 4.75) เป็นล าดับที่ 2 กระบวนการจัดกิจกรรมตรงกับวัตถุประสงค์การจัดงาน ( = 4.64) เป็น ล าดับที่ 3 .ผู้เข้ารับการอบรมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการจัดท าหลักสูตร ( = 4.61) เป็นล าดับ ที่ 4 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมหรือการให้บริการมีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ได้( = 4.57) เป็นล าดับที่ 5 สื่อที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความทันสมัย ( = 4.46) เป็นล าดับที่ 6 ครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ระบบภาพและเสียงอื่นๆที่ใช้ในการจัดโครงการมีความเหมาะสมเพียงพอ ( = 4.35) เป็นล าดับที่ 7 การอ านวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ( = 4.19) เป็นล าดับที่ 8 .ได้เข้าร่วม โครงการหรือได้รับบริการตรงตามความต้องการ ( = 4.11) เป็นล าดับที่ 9 ตามล าดับ
30 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ จากโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งโครงการได้จัดขึ้น ในวันที่ 19 มิถุนายน 2565 ณ วัดช่องแสมสาร ต าบลแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ขอสรุปและอภิปรายผลและข้อเสนอแนะดังนี้ 1. สรุปผล 1.1ผู้ตอบแบบสอบถามของโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทาง ทะเล จากจ านวนทั้งหมด 73 คน เป็นชาย 42 คน ร้อยละ 57.53 เป็นหญิง 31 ร้อยละ 42.47 ส่วนใหญ่ในช่วง อายุ ในช่วงอายุ 14-39 ปี มีจ านวนสูงสุด 53 คน คิดเป็นร้อยละ 72.60 ในช่วงอายุ40 -59 ปี มีจ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 27.40 1.2 ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล ผู้เข้ารับการอบรมในโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทาง ทะเล อยู่ในระดับดีมากโดยเฉลี่ยแล้วผู้เข้ารับการอบรมในโครงการให้ความให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและ ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล อยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อวิเคราะห์เป็นรายข้อความพึงพอใจในภาพรวมของผู้รับ การอบรม ( =4.82) ล าดับที่ 1 สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ร่วมกับการเรียนการสอนได้( = 4.75)เป็นล าดับที่ 2 กระบวนการจัดกิจกรรมตรงกับวัตถุประสงค์การจัดงาน ( = 4.64) เป็นล าดับที่ 3.ผู้เข้ารับ การอบรมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการจัดท าหลักสูตร ( = 4.61) เป็นล าดับที่ 4.ขั้นตอนการจัด กิจกรรมหรือการให้บริการมีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ได้( = 4.57) เป็นล าดับที่ 5.สื่อที่ ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความทันสมัย ( = 4.46) เป็นล าดับที่ 6 ครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ระบบภาพ และเสียงอื่นๆที่ใช้ในการจัดโครงการมีความเหมาะสมเพียงพอ ( = 4.35) เป็นล าดับที่ 7 การอ านวยความ สะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ( = 4.19) เป็นล าดับที่ 8 .ได้เข้าร่วมโครงการหรือได้รับบริการตรงตามความ ต้องการ ( = 4.11) เป็นล าดับที่ 9 ตามล าดับ 2. อภิปรายผล ข้อความพึงพอใจในภาพรวมของผู้รับการอบรม สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ร่วมกับ การเรียนการสอนได้กระบวนการจัดกิจกรรมตรงกับวัตถุประสงค์การจัดงาน ผู้เข้ารับการอบรมมีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็นต่อการจัดท าหลักสูตร ขั้นตอนการจัดกิจกรรมหรือการให้บริการมีความยืดหยุ่น สามารถปรับ ให้เหมาะกับสถานการณ์ได้สื่อที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความทันสมัย ครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ระบบ ภาพและเสียงอื่นๆที่ใช้ในการจัดโครงการมีความเหมาะสมเพียงพอ การอ านวยความสะดวกในการเข้าร่วม กิจกรรม ได้เข้าร่วมโครงการหรือได้รับบริการตรงตามความต้องการ 3. ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีระยะเวลาในการอบรมให้มากกว่านี้ 4. ปัญหาและอุปสรรค -
31 เอกสารอ้างอิง บุญชม ศรีสะอาด และ บุญส่ง นิวแก้ว. (2535 หน้า 22 – 25). บรรพต สุวรรณประเสริฐ. (2544:12). ส านักงาน กศน. นโยบายและจุดเน้นกรด าเนินงาน ปี 2565 สุดธิดา หงส์บุญเสริม,2550:42 คณะกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (อจชล) ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ แห่งชาติทางทะเล. กรุงเทพ : ส านักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา 2562
32 ภาคผนวก
33 แบบประเมินโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ณ วัดช่องแสมสาร ต าบลแสมสาร อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ****************************** ส่วนที่ 1 ค าชี้แจง : แบบสอบถามนี้ใช้ในการประเมินความพึงพอใจโครงการให้ความรู้เรื่องทะเลและ มหาสมุทรและ ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตอนที่ 1 : ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ระดับการศึกษา ประถมศึกษา ม.ต้น ม.ปลาย เพศ ชาย หญิง อายุ ต่ ากว่า 15 ปี 16-39 ปี 40-59 ปี 40-59 ปี ตอนที่ 2 : ข้อมูลการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม กรุณากาเครื่องหมาย หน้าช่องที่ท่านคิดว่า เหมาะสม ตามระดับ ความพึงพอใจดังนี้ ระดับความพึงพอใจ : 5 = มากที่สุด 4 = มาก3 = ปานกลาง 2 = น้อย 1 = น้อยที่สุด ที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1 ประเด็นด้านกระบวนการ ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 1.กระบวนการจัดกิจกรรมตรงกับวัตถุประสงค์การจัดงาน 2.การอ านวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม 3.ขั้นตอนการจัดกิจกรรมหรือการให้บริการมีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้เหมาะกับ สถานการณ์ได้ 2. ประเด็นด้านสิ่งอ านวยความสะดวก 1.สถานที่ส าหรับการให้บริการมีความเหมาะสม 2.ครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ระบบภาพและเสียงอื่นๆที่ใช้ในการจัดโครงการมี ความเหมาะสมเพียงพอ 3.สื่อที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความทันสมัย 3. ประเด็นด้านคุณภาพ 1.ได้เข้าร่วมโครงการหรือได้รับบริการที่เป็นประโยชน์ 2.สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ร่วมกับการเรียนการสอนได้ 3.สามารถน าความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ..................................................................................................................................................................................................
34 คณะผู้จัดท า ที่ปรึกษา นางสาวสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อ านวยการ กศน.อ าเภอสัตหีบ นางสุพัด น าเจริญลาภ ครูช านาญการ นายทัพพเทพ อรเนตร ครูผู้ช่วย คณะท างาน นางภัทชา เอี่ยมอาษา ครู อาสาสมัคร กศน.
35