45 3 เจตคติที่ดีต่องานอาชีพ เป็นความรู้สึกภายในของแต่ละคนที่มีต่องานอาชีพ ได้แก่ ความรัก ความศรัทธา ความภูมิใจ ความจริงใจ ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นแรงผลักดันให้คนเกิดความมานะอดทน มุ่งมั่นขยัน กล้าสู้ กล้าเสี่ยง ทำให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพได้ การที่จะตัดสินใจเลือกอาชีพ ผู้ประกอบการต้องนำเอาข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์โดยมีแนวทางในการพิจารณา คือ 3.1 วิเคราะห์สภาพที่เป็นอยู่ หมายถึง สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนั้นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆโดยต้องวิเคราะห์ ตามสภาพจริงที่เป็นอยู่ 3.2 วิเคราะห์ทางออก หมายถึง แนวทางในการดำเนินงานที่ผู้วิเคราะห์เห็นว่า ในกรณีที่สภาพที่ เป็นอยู่นั้นไม่เป็นไปตามความต้องการหรือตามที่กำหนด แต่อาจมีแนวทางดำเนินงานหรือทางออกอื่นๆ ที่ จะทำให้เป็นไปตามที่ต้องการได้หลายวิธี ซึ่งต้องตัดสินใจเลือกทางออกโดยวิธีที่เหมาะสมเป็นไปได้มากที่สุด 3.3 วิเคราะห์ความเป็นไปได้หมายถึง การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพที่เป็นอยู่กับ ทางออกแนวทางที่จะดำเนินการนั้นเป็นสิ่งที่สามารถจะทำให้เกิดขึ้น หรือเป็นไปได้จริงหรือไม่ ตามทางออก ที่คิดไว้ 3.4 ตัดสินใจเลือก เป็นการตัดสินใจเลือกอาชีพหลังจากที่มีการวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบ แล้ว ขั้นตอนการตัดสินใจเลือกอาชีพ 1. กำหนดปัญหาหรืออุปสรรคให้ชัดเจนว่าเรากำลังตัดสินใจเลือกอะไร เช่น เรากำลังเลือกแผนการ เรียนอะไรหรือเลือกที่จะประกอบอาชีพ 2. สำรวจตัวเลือก ต้องรู้จักแผนที่จะเลือกหรืออาชีพที่จะเลือก 3. เปรียบเทียบแต่ละตัวเลือกว่า แตกต่างกันอย่างไร สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับ การตัดสินใจที่จะเลือก แผนหรืออาชีพทั้งหมด 4 แปลความข้อมูลต้องกำหนดน้ำหนักความสำคัญให้แต่ละตัวเลือก การตัดสินใจเลือกอาชีพมัก เกิดขึ้นเมื่อมีอาชีพให้เราตัดสินใจเลือกมากกว่าหนึ่งอาชีพ มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับอาชีพที่จะ เลือก 5. จัดการกับข้อมูล โดยการให้น้ำหนักความสำคัญแต่ละตัวเลือก ในแต่ละประเด็น เมื่อเราเข้าใจว่า ทำไมจึงเลือกตัวเลือกนี้ จะทำให้ตัวเลือกลดลงจนเหลืออาชีพที่เราสนใจเท่านั้น 6. เรียงลำดับประโยชน์ของตัวเลือก จากมากไปหาน้อย จะช่วยให้เห็นความสำคัญของตัวเลือกแต่ ละตัวมากขึ้น 7. ตัดสินใจการตัดสินใจเลือกอาชีพ จะต้องไม่กังวลว่าตัวเลือกที่เหลือจะเหมาะสมกับตนเองหรือไม่ เมื่อพิจารณาตัวเลือกหลายปัจจัยอย่างรอบคอบ ต้องตระหนักว่าตนเองทำดีที่สุดแล้วแม้ว่าการตัดสินใจ เ ลื อ ก จะมีความเสี่ยง เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ปัญหาคือต้องพยายามเลือกอาชีพที่เหมาะสมและเป็น ประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึก ต้องพิจารณาความสนใจ บุคลิกภาพ ค่านิยม และความต้องการที่แท้จริงของตนเอง
46 การประเมินความพร้อมและความเป็นไปได้ ของอาชีพที่ตัดสินใจเลือก การเตรียมความพร้อมและความ เป็นไปได้ของการประกอบอาชีพ เงินทุน การประกอบอาชีพต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นจำนวนเท่าใด ถ้าเปิดเป็นร้านค้าต้องสำรวจตนเอง ก่อนว่ามีเงินทุนเพียงพอหรือไม่ และจะสามารถหาเงินทุนจากแหล่งใดได้บ้าง แรงงาน ต้องพิจารณาว่าการประกอบอาชีพจำเป็นต้องจ้างแรงงานคนอื่นเข้ามาช่วยหรือไม่ และ สามารถหาได้จากที่ไหน วัสดุอุปกรณ์ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นว่าต้องใช้ เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง จำนวน เท่าใด ในการประกอบอาชีพ ทำเลที่ตั้ง สำรวจตนเองมีสถานที่หรือไม่ ถ้าไม่มีจำเป็นต้องเช่าหรือซื้อ จะมีทุนเพียงพอหรือไม่ คุ้ม กับการลงทุนเพียงใด วัตถุดิบ จะหาซื้อวัตถุดิบได้จากแหล่งใดได้บ้าง คุณสมบัติที่จำเป็นในอาชีพ ผู้ประกอบอาชีพใดก็ตามต้องเป็นผู้ที่มีใจรักในอาชีพนั้น และมีความอดทน มุ่งมั่นในการประกอบอาชีพให้ประสบผลสำเร็จ สุขภาพ สำรวจว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรงเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพที่ตนได้เลือกไว้หรือไม่ ความถนัดและความมีใจรักในอาชีพ ต้องพิจารณาว่าอาชีพที่ตนเองได้เลือกแล้วมีความเหมาะสม กับคุณสมบัติของตนเองหรือไม่ มีความถนัดที่จะทำหรือมีใจรักที่จะทำเพียงพอที่จะเผชิญปัญหาอุปสรรค ต่างๆ ในอาชีพหรือไม่ ส่วนแบ่งตลาด ต้องสำรวจว่าอาชีพที่ตนได้เลือกแล้วนั้นมีโอกาสก้าวหน้าได้หรือไม่ จะใช้กลยุทธ์ ทางการตลาดให้ประชาชนสนใจสินค้าตนเองได้อย่างไร การขยายกิจการ พิจารณาว่าในอนาคตสามารถขยายกิจการได้หรือไม่จะมีปัญหาหรืออุปสรรค อะไรบ้าง ความมั่นคงในอาชีพ พิจารณาว่าอาชีพนี้มีความมั่นคงเพียงใดเมื่อลงทุนแล้วจะคุ้มทุนหรือไม่ เมื่อมี การวิเคราะห์ความพร้อมของตนเองในการประกอบอาชีพแล้ว ก็สามารถตอบได้ว่ามีความพร้อมแล้ว และมี ความพอใจกับการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการประกอบอาชีพ ก็แสดงว่ามีความมั่นใจที่จะประกอบ อาชีพนี้ต่อไป จากนั้นจึงมีการวางแผนงานในการประกอบอาชีพนั้นๆ ต่อไป เมื่อตัดสินใจว่าจะประกอบอาชีพใดแล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าอาชีพที่เลือกนั้น จะ สามารถดำเนินการได้ตลอดไป จึงมีความจำเป็นต้องมีการประเมิน โดยวิเคราะห์ความพร้อม และความ เป็นไปได้ของอาชีพที่ตัดสินใจเลือก ดังนี้
47 2. ทักษะการประกอบอาชีพหลักสูตรการทำ Marbling Art เพื่อการค้า (กระดาษ,ผ้าเช็ดหน้า) 2.1 ขั้นตอนการเตรียมการก่อนการประกอบอาชีพ 2.1.1 การเตรียมสถานที่ การจัดเตรียมสถานที่ จะต้องมีโต ะ เก าอี้ ให เพียงพอต่อการ ดำเนินกิจกรรมในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง วิชา การทำ Marbling Art เพื่อการค้า สถานที่โปร่ง โล่ง สบาย และมีแสงสว่างเพียงพอ 2.1.2 การเตรียมอุปกรณ์การทำ Marbling Art เพื่อการค้า (กระดาษ,ผ้าเช็ดหน้า) การจัดเตรียม วัสดุอุปกรณ ให พร อม และเพียงพอกับจํานวนผู เข ารับการฝ ก พร อมเอกสารคู่มือแสดง ขั้นตอนประกอบการสาธิต เพื่อให้ผู ที่ทดลองปฏิบัติเข าใจในวิธีการทําให ชัดเจนยิ่งขึ้น วัสดุอุปกรณ์ในการทำ Marbling Art 1. ผงเมทิลเซลลูโลส 2. สีอะคริลิค 3. น้ำสะอาด 4. สารละลาย (น้ำยาล้างจาน) 5. Textile Medium (ใช้เฉพาะงานผ้าเท่านั้น) 6. พู่กัน เข็มวาดลาย 7. หลอดหยด (Dropper) 8. หวีวาดลาย 9. ถาดอะลูมิเนียม ใช้ในการบรรจุน้ำเจล
48 10. กระบอกตวงน้ำขนาด 5 ลิตร ใช้ในการตวงน้ำเตรียมน้ำเจล 11. กะละมังอะลูมิเนียม ใช้ในการบรรจุน้ำเจล 2.2 ขั้นตอนการทำ Marbling Art เพื่อการค้า (กระดาษ,ผ้าเช็ดหน้า) 2.2.1 เรามารู้จัก Marbling Art ประวัติการทำ Marbling Art ลวดลาย Marbling Art งานศิลปะที่เกิดจาก การหยด สะบัดสี วาดลวดลาย ลงบนพื้นผิวน้ำเจล โดยวาดลายตาม จินตนาการของผู้สร้างสรรค์ ให้มีลักษณะคล้ายชั้นของหินอ่อน หรือเป็นลวดลายอื่นๆ ตามแต่เทคนิค เฉพาะตัว แล้วพิมพ์ภาพลงบนวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษ หมอน ผ้า กระเป๋า หมวก ร่มกระดาษ พัด ไม้ เซรา มิก รองเท้าเป็นต้น ซึ่งเกิดเป็นลวดลายของผลิตภัณฑ์หนึ่งเดี่ยวในโลก ผลงานเด่นก็คือยังได้เป็นตัวแทนใน การจัดแสดงสินค้า Marbling a Art ตามโครงการผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน สำนักงาน กศน. ต่อนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ by ครูพี่โอ๊ะ ตะลุย โคกหนองนา เมืองบางพระ ชลบุรี อีกด้วย 2.2.2 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำน้ำเจลในการทำ Marbling art ผงเมทิลเซลลูโลส คือ สารสกัดจากสาหร่ายทะเล นิยมใช้เพื่อให้เกิดเจล ในผลิตภัณฑ์ อาหาร ทำให้อาหารมีความข้นหนืด โดยคาราจีแนนมีคุณสมบัติที่คล้ายเจลาติน แต่ไม่เหนียวและยืดหยุ่น ตลอดจนคาราจีแนนจัดเป็นใยอาหารชนิดหนึ่ง มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นพวกโพลีแซคคาไรด์ (คาร์โบไฮเดรต) 2.2.3 วิธีการผสมน้ำเจลการทำ Marbling Art วิธีการผสมน้ำเจลการทำ Marbling Art การเตรียมน้ำเจล ชั่งผงเจล 4 กรัมในปริมาตร น้ำ 1.5 ลิตร โดยเทผงเจลให้กระจายบนผิวน้ำอย่างช้า ๆ ผงเจลจะเข้ากับน้ำได้ค่อนข้างยาก ให้ตีไปประ
49 มาน 5 นาที แล้วพักให้ผงเจลดูดน้ำ หนังสือพิมพ์ปิดหน้าผิว น้ำไว้เพื่อกันฝุ่นละอองและแมลง ทิ้งไว้อย่างต่ำ 6 ชั่วโมง หรือพักน้ำทิ้งไว้24 ชั่วโมง แล้วนำมาใช้งานได้ 2.2.4 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสีที่นำมาใช้ สีที่ใช้สร้างลวดลาย คือ สีอะคริลิกที่มีผสมด้วยสารเติมแต่งและสารตัวกลาง สีอะคริลิก เป็นสีที่มีส่วนผสมของสารพลาสติกพอลิเมอร์ (Polymer) จำพวก อะคริลิก (Acrylic) หรือ ไวนิล (Vinyl) เป็นสีที่มีการผลิตขึ้นมาใหม่ล่าสุด เวลาจะใช้นำมาผสมกับน้ำ ใช้งานได้เหมือนกับสีน้ำ และสีน้ำมัน มีทั้ง แบบโปร่งแสง และทึบแสง แต่จะแห้งเร็วกว่าสีน้ำมัน 1 - 6 ชั่วโมง เมื่อแห้งแล้วจะมีคุณสมบัติกันน้ำได้และ เป็นสีที่ติดแน่นทนนาน ยึดเกาะติดผิวหน้าวัตถุได้ดี หลักการใช้สีคือ การใช้สีกับงานออกมานั้น อยู่ที่นักออกแบบมีจุดมุ่งหมายใด ที่จะสร้างความ สนใจ ความเร้าใจต่อผู้ดูเพื่อให้เข้าถึงจุดหมายที่ตนต้องการ หลักของการใช้มีดังนี้ 1. การใช้สีวรรณะเดียว ความหมายของสีวรรณะเดียว (tone) คือกลุ่มสีที่แบ่งออกเป็นวง ล้อของสีเป็น 2 วรรณะ คือ วรรณะร้อน (warm tone) ซึ่งประกอบด้วย สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง สี เหล่านี้ให้อิทธิพลต่อความรู้สึก ตื่นเต้น เร้าใจ กระฉับกระเฉง ถือว่าเป็นวรรณะร้อน วรรณะเย็น (cool tone)ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีเหล่านี้ดูเย็นตา ให้ความรู้สึก สงบ สดชื่น (สีเหลืองกับ สีม่วงอยู่ได้ทั้งสองวรรณะ) การใช้สีแต่ละครั้งควรใช้สีวรรณะเดียวในภาพทั้งหมด เพราะจะทำให้ภาพความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (เอกภาพ) กลมกลืน มีแรงจูงใจให้คล้อยตามได้มาก
50 2. การใช้สีต่างวรรณะ หลักการทั่วไป ใช้อัตราส่วน 80% ต่อ 20% ของวรรณะสี คือ ถ้าใช้สีวรรณะร้อน 80% สีวรรณะเย็นก็ 20% เป็นต้น ซึ่งการใช้แบบนี้สร้างจุดสนใจของผู้ดู ไม่ควรใช้ อัตราส่วนที่เท่ากันเพราะจะทำให้ไม่มีสีใดเด่น ไม่น่าสนใจ 3. การใช้สีตรงกันข้าม สี ตรงข้ามจะทำให้ความรู้สึกที่ตัดกันรุนแรง สร้างความเด่น และ เร้าใจได้มากแต่หากใช้ไม่ถูกหลัก หรือ ไม่เหมาะสม หรือใช้จำนวนสีมากสีจนเกินไป ก็จะทำให้ความรู้สึก พร่ามัว ลายตาขัดแย้ง ควรใช้สีตรงข้าม ในอัตราส่วน 80% ต่อ 20% หรือหากมีพื้นที่เท่ากันที่จำเป็นต้องใช้ ควรนำสีขาว หรือสีดำ เข้ามาเสริม เพื่อ ตัดเส้นให้แยกออก จาก กันหรืออีกวิธีหนึ่งคือการลดความสดของสี ตรงข้ามให้หม่นลงไปสีตรงข้ามมี 6 คู่ได้แก่สีเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วง สีแดง ตรงข้ามกับ สีเขียว สีน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้ม สีเขียวเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วงแดง สีส้มเหลืองตรงข้ามกับ สีม่วงน้ำเงิน สีส้มแดง ตรง ข้ามกับ สีเขียวน้ำเงิน 4. การใช้สีตัดกัน ควรคำนึงถึงความเป็นเอกภาพด้วย วิธีการใช้มีหลายวิธี เช่น ใช้สีให้มี ปริมาณต่างกัน เช่น ใช้สีแดง 20 % สีเขียว 80% หรือ ใช้เนื้อสีผสมในกันและกัน หรือใช้สีหนึ่งสีใดผสมกับ สีคู่ที่ตัดกันด้วยปริมาณเล็กน้อยรวมทั้งการเอาสีที่ตัดกันมาทำให้เป็นลวดลายเล็ก ๆ สลับกัน ในผลงานชิ้น หนึ่ง อาจจะใช้สีให้กลมกลืนกันหรือตัดกันเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะใช้พร้อมกันทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้ แล้วแต่ความต้องการและความคิดสร้างสรรค์ของเรา ไม่มีหลักการ หรือรูปแบบที่ตายตัว ในงานออกแบบ หรือการจัดภาพ หากเรารู้จักใช้สีให้มีสภาพโดยรวมเป็นวรรณะร้อน หรือวรรณะเย็น เราจะสามารถควบคุม และสร้างสรรค์ภาพให้เกิดความประสานกลมกลืน งดงามได้ง่ายขึ้น เพราะสีมีอิทธิพลต่อมวล ปริมาตร และ ช่องว่างสีตัดกันคือสีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงจรสี การใช้สีให้ตัดกันมีความจำเป็นมาก ในงานออกแบบ เพราะ ช่วยให้เกิดความน่าสนใจ ในทันทีที่พบเห็น สีตัดกันอย่างแท้จริงมี อยู่ด้วยกัน 6 คู่สี คือ สีเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วง สีส้ม ตรงข้ามกับ สีนํ้าเงิน สีแดง ตรงข้ามกับ สีเขียว สีเหลืองส้ม ตรงขามกับ สีม่วงนํ้าเงิน สีส้มแดง ตรงข้ามกับ นํ้าเงินเขียว สีม่วงแดง ตรงข้ามกับ สีเหลืองเขียวการใช้สีตัดกัน ควรคำนึงถึงความเป็นเอกภาพ ด้วย วิธีการใช้มีหลายวิธี เช่น ใช้สีให้มีปริมาณต่างกันเช่น ใช้สีแดง 20 % สีเขียว 80% หรือ ใช้เนื้อสีผสมใน กันและกัน หรือใช้สีหนึ่งสีใดผสมกับสีคู่ที่ตัดกัน ด้วยปริมาณเล็กน้อย รวมทั้งการเอาสีที่ตัดกันมาทำให้เป็น ลวดลายเล็ก ๆ สลับกันในผลงานชิ้นหนึ่ง อาจจะใช้สีให้กลมกลืนกันหรือตัดกันเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ อาจจะใช้พร้อมกันทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้แล้วแต่ความต้องการและความคิดสร้างสรรค์ของเรา ไม่มีหลักการ หรือ รูปแบบที่ตายตัว 5. การใช้สีกลมกลืนกันการใช้สีให้กลมกลืนกัน เป็นการใช้สีหรือนํ้าหนักของสีให้ใกล้เคียง กันหรือคล้ายคลึงกัน เช่น การใช้สีแบบเอกรงค์ เป็นการใช้สีๆ เดียวที่มีนํ้าหนักอ่อนแก่หลายลำดับการใช้สี ข้างเคียง เป็นการใช้สีที่เคียงกัน 2 – 3 สี ในวงสี เช่น สีแดง สีส้มแดง และสีม่วงแดงการใช้สีใกล้เคียง เป็น การใช้สีที่อยู่เรียงกันในวงสีไม่เกิน 5 สีตลอดจนการใช้สีวรรณะร้อนและวรรณะเย็น ( Warm tone colors and cool tone colors) ในงานออกแบบหากเรารู้จักใช้สีให้มีสภาพโดยรวมเป็นวรรณะร้อน หรือวรรณะ เย็น เราจะสามารถควบคุม และสร้างสรรค์ภาพให้เกิดความประสานกลมกลืน งดงามได้ง่ายขึ้น เพราะสีมี
51 อิทธิพลต่อ มวลปริมาตรและช่องว่าง สีมีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดความกลมกลืน หรือขัดแย้งได้ สีสามารถขับ เน้นให้ให้เกิด จุดเด่น และการรวมกันให้เกิดเป็นหน่วยเดียวกันได้ เราในฐานะผู้ใช้สีต้องนำหลักการต่าง ๆ ของสีไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องสีมีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดความกลมกลืน หรือขัดแย้งได้ สีสามารถขับเน้นให้ ให้เกิดจุดเด่น และการรวมกันให้เกิดเป็นหน่วยเดียวกันได้ เราในฐานะผู้ใช้สีต้องนำหลักการต่าง ๆ ของสีไป ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในงานของเรา โดยสีมีผลต่องานดังนี้ 5.1 สร้างความรู้สึก สีให้ความรู้สึกต่อผู้พบเห็นแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ และภูมิหลังของแต่ละคน สีบางสีสามารถรักษาบำบัดโรคจิตบางชนิดได้ การใช้สีภายใน หรือ ภายนอกอาคาร จะมีผลต่อการ สัมผัส และสร้างบรรยากาศได้ 5.2 สร้างความน่าสนใจ สีมีอิทธิพลต่องานศิลปะการออกแบบ จะช่วยสร้างความ ประทับใจ และความน่าสนใจเป็นอันดับแรกที่พบเห็น 5.3 สีบอกสัญลักษณ์ของวัตถุ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ หรือภูมิหลัง เช่น สีแดง สัญลักษณ์ของไฟ หรืออันตราย สีเขียวสัญลักษณ์แทนพืช หรือความปลอดภัย เป็นต้น 6. สีช่วยให้เกิดการรับรู้ และจดจำ งานศิลปะการออกแบบต้องการให้ผู้พบเห็นเกิดการ จดจำ ในรูปแบบ และผลงานหรือเกิดความประทับใจ การใช้สีจะต้องสะดุดตา และมีเอกภาพแม่สี ในวิถี ชีวิตของเรา ทุกคนรู้จัก เคยเห็น เคยใช้สี และสามารถบอกได้ว่าสิ่งใดเป็น สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สี ม่วง สีขาว และสีอื่น ๆ แต่เป็นเพียงรู้จัก และเรียกชื่อสีได้ถูกต้องเท่านั้น จะมีพวกเรากี่คนที่จะรู้จักสีได้ ลึกซึ้ง เพราะ เรายังขาดสื่อการเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นเอง ปัจจุบันนี้ เรายังมองข้ามหลักวิชา ที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิต ประจำวันของเราอยู่ ถ้าเรารู้จักหลักการเบื้องต้นของสี จะทำให้เราสามารถเขียน ระบายหรือ เลือกประยุกต์ใช้สี เพื่อสร้างความสุขในการดำเนินวิถีชีวิตของเราได้ดีขึ้น นักวิชาการสาขาต่าง ๆ ได้ศึกษา ค้นคว้าเรื่องสี จนเกิดเป็นทฤษฎีสี ตามหลักการของนักวิชาการสาขานั้น ๆ ดังนี้ 6.1 แม่สีของนักฟิสิกส์(แม่สีของแสง) (Spectrum primaries) คือสีที่เกิดจากการ ผสมกันของคลื่นแสงมีแม่สี 3 สี คือ สีแดง (Red) สีเขียว (Green) สีนํ้าเงิน (Blue) เมื่อนำแม่สีของแสงมา ผสมกันจะเกิดเป็นสีต่างๆ ดังนี้สีม่วงแดง (Magenta) เกิดจากสีแดง (Red) ผสมกับสีนํ้าเงิน (Blue) สีฟ้า (Cyan) เกิดจากสีเขียว(Green) ผสมกับสีนํ้าเงิน (Blue) สีเหลือง (Yellow) เกิดจากสีเขียว (Green) ผสม กับสี แดง (Red) และเมื่อนำ แม่สีทั้ง 3 มาผสมกัน จะได้สีขาว 6.2 แม่สีของนักจิตวิทยา (Psychology primaries) คือสีที่มีผลต่อความรู้สึกของ มนุษย์ ในด้านจิตใจซึ่งจะกล่าวในเรื่อง “ความรู้สึกของสี” นักจิตวิทยาแบ่งแม่สี เป็น 4 สี คือ สีแดง (Red) สีเหลือง (Yellow) สีเขียว (Green) สีนํ้าเงิน (Blue) เมื่อนำแม่สี 2 สีที่อยู่ใกล้กันในวงจรสี มาผสมกันจะเกิด เป็นสีอีก 4 สี ดังนี้สีส้ม(Orange) เกิดจากสี แดง (Red) ผสมกับสีเหลือง (Yellow) สีเขียวเหลือง (yellowgreen) เกิดจากสี เหลือง(Yellow) ผสมกับสีเขียว (Green) สีเขียวนํ้าเงิน (Blue green) เกิดจากสี เขียว (Green) ผสมกับสีนํ้าเงิน(Blue) สีม่วง (Purple) เกิดจากสี แดง (Red) ผสมกับสีนํ้าเงิน (Blue) ความรู้สึก ของสี สีต่าง ๆ ที่เราสัมผัสด้วยสายตา จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นภายในต่อเรา ทันทีที่เรามองเห็นสี ไม่ว่าจะ เป็น การแต่งกาย บ้านที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ต่าง ๆ แล้วเราจะ ทำอย่างไร จึงจะใช้สีได้อย่างเหมาะสม และ
52 สอดคล้องกับหลักจิตวิทยา เราจะต้องเข้าใจว่าสีใดให้ความรู้สึก ต่อมนุษย์อย่างไร ซึ่งความรู้สึกเกี่ยวกับสี สามารถจำแนกออกได้ดังนี้ สี ความหมาย สีแดง ร้อน รุนแรง กระตุ้น ท้าทาย เคลื่อนไหว ตื่นเต้น เร้าใจ มีพลัง ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่ง คั่ง ความรัก ความสำคัญ อันตราย สีแดงเข้ม จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ สีส้ม ร้อน อบอุ่น สดใส มีชีวิตชีวา วัยรุ่น คึกคะนอง ปลดปล่อย เปรี้ยว ระวัง สีเหลือง แจ่มใส ร่าเริง เบิกบานสดชื่น ชีวิตใหม่ ความสด ใหม่ สุกสว่าง การแผ่กระจาย อำนาจ บารมี สีเขียว งอกงาม สดชื่น สงบ เงียบ ร่มรื่น การพักผ่อน การผ่อนคลาย ธรรมชาติ ความปลอดภัยปกติ ความสุข ความสุขุม เยือกเย็น สีเขียวแก่ ให้ความรู้สึกเศร้าใจแก่ชรา สีน้ำเงิน สงบ สุขุม สุภาพ หนักแน่น เคร่งขรึม เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบ สง่างาม มี ศักดิ์ศรี สูงศักดิ์ เป็นระเบียบถ่อมตน สีฟ้า ปลอดโปร่ง โล่ง กว้าง เบา โปร่งใส สะอาด ปลอดภัย ความสว่าง ลมหายใจ ความเป็น อิสระเสรีภาพ การช่วยเหลือ แบ่งปัน สีคราม สงบ สีม่วง มีเสน่ห์ น่าติดตาม เร้นลับ ซ่อนเร้น มีอำนาจ มีพลังแฝงอยู่ ความรัก ความเศร้า ความ ผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์ สีน้ำตาล เก่า หนัก สงบเงียบ สีขาว บริสุทธิ์ สะอาด ใหม่ สดใส สีดำ หนัก หดหู่ เศร้าใจ ทึบตัน สีชมพู อบอุ่น อ่อนโยน นุ่มนวล อ่อนหวาน ความรัก เอาใจใส่ วัยรุ่น หนุ่มสาว ความน่ารัก ความ สดใส สีไพล กระชุ่มกระชวย ความเป็นหนุ่มสาว สีเทา เศร้า อาลัย ท้อแท้ ความลึกลับ ความหดหู่ ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ สุขุมถ่อม ตน สีทอง หรูหรา โอ่อ่า มีราคา สูงค่า สิ่งสำคัญ ความเจริญรุ่งเรือง ความสุข ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย การแผ่กระจาย จากความรู้สึกดังกล่าว เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทุกเรื่อง และเมื่อ ต้องการสร้างผลงาน ที่เกี่ยวกับการใช้สี เพื่อที่จะได้ผลงานที่ตรงตามความต้องการในการสื่อความหมาย และจะช่วยลดปัญหาในการตัดสินใจที่จะเลือกใช้สีต่าง ๆ ดังนี้
53 1. ใช้ในการแสดงเวลาของบรรยากาศในภาพเขียน เพราะสีบรรยากาศในภาพเขียนนั้น ๆ จะ แสดงให้รู้ว่า เป็นภาพตอนเช้า ตอนกลางวัน หรือตอนบ่าย 2. ใช้ในด้านการค้า คือ ทำให้สินค้าสวยงาม น่าซื้อหา นอกจากนี้ยังใช้กับงานโฆษณา เช่น โปสเตอร์ต่าง ๆ ช่วยให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น 3. ใช้ในด้านเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ถ้าทาสีสถานที่ทำงานให้ ถูกหลักจิตวิทยา จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าทำงาน คนงานจะทำงานมากขึ้น มี ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น 4. ใช้ในด้านการตกแต่ง สีของห้อง และสีของเฟอร์นิเจอร์ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความสว่างของห้อง รวมทั้งความสุขในการใช้ห้อง ถ้าเป็นโรงเรียนเด็กจะเรียนได้ผลดีขึ้น ถ้าเป็นโรงพยาบาลคนไข้จะหายเร็วขึ้น สีกับการออกแบบ ผู้สร้างสรรค์งานออกแบบจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สีโดยตรง มัณฑนากรจะคิดค้นขึ้น เพื่อใช้ในงานตกแต่ง คนออกแบบฉากเวทีการแสดงจะคิดค้นสีเกี่ยวกับแสง จิตรกรก็จะคิดค้นสีขึ้นมาระบาย ให้เหมาะสมกับ ความคิด และจินตนาการของตน 2.2.5 เทคนิคการทำ Marbling Art เทคนิคการหยดสี การสะบัดสี การวาดลวดลายลงบนผิวน้ำ (เจล) และพิมพ์ภาพลงบน กระดาษ ผ้า ผ้าไม้ แผ่นหนัง และอื่น ๆ ให้เกิดลวดลายลงบนผลิตภัณฑ์มีดังนี้ 1. การหยดสี การออกแบบลวดลายด้วยการหยด จะทำได้ลวดลายตามต้องการ 2. การสะบัดสี การออกแบบลวดลายด้วยการสะบัด จะได้ลวดลายที่ไม่แน่นอน 3. การวาดลวดลาย ใช้เข็มวาดลวดลาย จะได้ลวดลายตามที่ต้องการ
54 4. การใช้หวีสร้างลวดลาย ลากหวีลงบนลวดลาย จะได้ลวดลายตามที่ต้องการ ขั้นตอนการฝึกทักษะ Marbling art เพื่อการค้า 1. ใส่น้ำเจลลงในภาชนะที่มีขนาดพอเหมาะกับชิ้นงาน 2. สร้างลวดลายลงบนน้ำเจล โดยใช้ดรอปเปอร์ใช้เข็มวาดลาย หรือหวีวาดลาย วาดให้เกิดเป็น ลวดลายตามความต้องการ
55 3. ค่อยๆ จุ่มกระดาษ หรือ ผ้าเช็ดหน้าลงไปน้ำเจล เริ่มจากมุมใดมุมหนี่งเพื่อไม่ให้เกิด ฟองอากาศบนผ้าและผลิตภัณฑ์ 4. แล้วนำกระดาษ หรือ ผ้าเช็ดหน้า ไปตากในที่ร่มให้แห้งเป็นเวลา 48 ชั่วโมง
56 5. การทำความสะอาดหลังลายแห้งแล้ว โดยทำการซักกับน้ำสะอาดและตากให้แห้งอีกครั้ง 6. นำกระดาษ หรือผ้าเช็ดหน้าที่แห้งแล้วมารีดให้เรียบ 3
57 7. เมื่อได้กระดาษที่เรียบแล้วนำมาพับเป็นกล่องกระดาษ และผ้าเช็ดหน้าเมื่อรีดเรียบแล้วนำมาพับ เป็นดอกกุหลาบ 8. สุดท้ายจะได้เป็นกล่องกระดาษใส่ดอกกุหลาบและสามารถทำเป็นบรรจุภัณฑ์ ( packaging ) ได้อีกหลายรูปแบบ
58 3. ช่องทางการขยายอาชีพ 3.1 เทคนิคการถ่ายภาพ ภาพถ่าย อาจแยกประเภทใหญ่ ๆ ได้หลายประเภท แต่ละประเภทผู้ถ่ายสามารถนำมาสื่อสารให้ผู้ ดูได้ทราบถึงบรรยากาศ อารมณ์ต่าง ๆ รวมถึงนำภาพถ่ายเหล่านี้ไปสนับสนุนเนื้อหาที่เป็น ตัวหนังสือ ข้อความต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่การที่จะผลิตภาพเพื่อสื่อ ได้อารมณ์จริง ๆ ต้องใช้เทคนิค ความพยายาม ความอดทนของผู้ถ่าย เป็นอย่างสูง ช่างภาพจำเป็นต้องรู้เทคนิคในการถ่ายภาพประเภทต่าง ๆ และฝึก ถ่ายภาพประเภทต่าง ๆ และสนใจภาพถ่ายทั่ว ๆ ไป เพื่อเป็นการสะสมประสบการณ์ในการถ่ายภาพ เพื่อ สร้างทักษะและการตัดสินใจ สร้างสรรค์งานออกมาอย่างมีคุณภาพ 1.1 เทคนิคการถ่ายภาพทิวทัศน์(Land and Sea Scape) ทิวทัศน์โดยรอบตัวเราจะมีให้ได้พบเห็น โดยตลอดการเดินทางหรือการท่องเที่ยว จะเห็น ทิวทัศน์ที่สวยงาม แปลกตา ทุ่งนา ภูเขา ทะเล ทุ่งหญ้า หรือแม้แต่เราขึ้นไปบนตึกสูง ๆ ในกรุงเทพ ก็จะพบ ภาพทิวทัศน์ของตึกสูง ต่ำสลับกับถนนลอยฟ้าที่เป็นเส้นโค้ง ช่วยประกอบให้ดูภาพสวยงามขึ้น นักถ่ายภาพ สมัครเช่นนิยมถ่ายภาพประเภทนี้มาก เพราะสามารถถ่ายภาพได้ง่ายสะดวก ถ่ายได้ทุกหนทุกแห่งที่มีโอกาส ผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรน้ำตก หรือท้องทะเลก็ตาม อย่างน้อยผู้ถ่ายภาพก็สามารถก็บ ภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงความหลัง และมักใช้ทิวทัศน์เหล่านี้เป็นฉากหลังในการถ่ายภาพของบุคคล ภาพ ทิวทัศน์ทางธรรมชาติก็ควรมีธรรมชาติประกอบที่สวยงาม เช่น แสงแดดสีทอง เมฆสีขาว ที่มีรูปร่างแปลก ๆ ปุยหมอก รุงกินน้ำ สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติจะช่วยเสริมภาพให้ดีขึ้น การถ่ายภาพทิวทัศน์ที่สวยงาม อย่าลืม ว่าเรามองทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรวมดังนั้นภาพต้องคมชัดทั้งภาพ โดยการใช้หน้ากล้องแคบ ถ่ายในขณะที่มี ท้องฟ้าแจ่มใสแดดไม่แรงจนเกินไปนัก และควบคุมให้ได้ร้ายละเอียดชัดเจน การบันทึกความสวยงามของถู กษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีคุณค่าและความสวยงามนั้น ควรต้องพิจารณาถึง องค์ประกอบที่ช่วยสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นพยายามเลือกมุมกล้องที่แปลกตา คอยจังหวะให้มีลักษณะ แสงสี ที่สวยงาม สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ดูเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ภาพที่มีหมอกในฤดูหนาว ควัน ฝนตก หรือพายุ ฯลฯ บรรยากาศ แสงสีในเวลาเช้ามืดก่อนจะสว่าง หรือในตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตก จะมี แสงสีที่ให้ความรุนแรงมีสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง แสดและแดงสลับกับก้อนเมฆรูปร่างต่าง ๆ ดูสวยงาม การ ถ่ายภาพทิวทัศน์นิยมเปิดช่องรับแสงให้แคบเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมและชัดลึกตลอด แม้บางครั้งจะต้อง ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ สำหรับเลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ นอกจากเลนส์ธรรมดาติดกล้องแล้ว ควรมี
59 เลนส์มุมกว้างและเลนส์ถ่ายภาพไกล เพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีมุมแปลกตาดีขึ้น การถ่ายภาพสีก็ควรมีฟิลเตอร์ หรือแผ่นกรองแสงตัดหมอกหรือแผ่นกรองแสงโพลาไรซ์เพื่อช่วยปรับให้สีของท้องฟ้าอิ่มตัวเข้มขึ้น ลดเงา สะท้อนของวัตถุในภาพ นอกจากนั้นอาจใช้แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลงสีของภาพเพื่อให้ได้ภาพ ทิวทัศน์ทีมีสิสันสวยงามแปลกตายิ่งขึ้น เทคนิคการจัดองค์ประกอบของภาพทิวทัศน์ที่ควรคำนึงถึง คือ 1. การลดรายละเอียดที่ไม่ต้องการออกไป เช่นฉากหน้าที่ไม่เหมาะสม ถังขยะ หรือเสาไฟฟ้า อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพถ่ายสูญเสียความสวยงามไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกล้องถ่ายภาพเพียง เล็กน้อยก็จะสามารถกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากกรอบภาพได้ การใช้แนวต้นไม้หรือแนวรั้ว หรือวัตถุอื่นๆ ใช้ เป็นสิ่งนำสายตาเข้าไปหาจุดเด่นในภาพ การใช้เฟรมหรือกรอบภาพจะช่วยสร้างการจัดวางองค์ประกอบที่ สวยงามได้ 2. ความสว่างและสีสันในภาพ ในการมองภาพสายตาจะถูกดึงมาหาพื้นที่ที่สว่างและวัตถุที่มีสีสดใส สีที่มีน้ำหนักค่าความสว่างมากจะดึงดูดความสนใจจากผู้ดู ดังนั้นจึงควรเลือกมุมมองเลนส์ และการจัดกรอบ ภาพที่ให้ผลอย่างต้องการ 3. การวางเส้นขอบฟ้า ในการถ่ายภาพทิวทัศน์หรือภูมิประเทศมักจะมีเส้นขอบฟ้าปรากฎในภาพ เสมอ ตามปกติการวางเส้นขอบฟ้าในภาพในตำแหน่ง 1/3 จากขอบบนของภาพหรือจากขอบล่างของภาพ เทคนิคนี้จะช่วยสร้างภาพให้ดูมีพลังมากกว่าการจัดวางอยู่กึ่งกลางภาพ 4. ความสมดุล การจัดส่วนประกอบของภาพให้วัตถุอยู่กึ่งกลางภาพก็ทำให้เกิดสมดุลได้ แต่ความ สมดุลแบบนี้จะดูไม่น่าสนใจเท่ากับความสมดุลที่เกิดจากการจัดส่วนประกอบของวัตถุให้อยู่ในส่วนต่าง ๆ ในภาพโดยน้ำหนักในภาพส่วนซ้ายและขวายังคงดูแล้วมีน้ำหนักเท่ากัน ซึ่งความสมดุลแบบนี้จะสร้างความ น่าสนใจมากกว่าแบบแรก ดังนั้นก่อนการถ่ายภาพจึงควรเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งกล้องจนได้การจัดวางของวัตถุ อยู่ในตำแหน่งที่สร้างความน่าสนใจและสร้างความสมดุลของภาพด้วย 5. มุมกล้อง นอกจากความสมดุลแล้วจะต้องพิจารณาถึงมุมกล้อง ซึ่งได้แก่การตั้งกล้องให้อยู่ในมุม สูงเพื่อถ่ายลงมาให้เห็นรายละเอียดของส่วนต่าง ๆ หรือลดตำแหน่งของกล้องถ่ายภาพลงมาอยู่ในระดับ พื้นดินแล้วเงยกล้องขึ้น ภาพในลักษณะนี้จะเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อวัตถุ โดยใช้ดอกไม้ต้นไม้ให้เป็นส่วนหนึ่ง ของกรอบภาพ หรือเพื่อบดบังรายละเอียดที่ไม่ต้องการออกไป การถ่ายภาพเวลากลางคืน (Night Shot) การถ่ายภาพเวลากลางคืน ได้แก่ การถ่ายภาพที่อาศัยแสง สว่างจากไฟฟ้าตามท้องถนน ป้ายนีออน โฆษณา น้ำพุ การยิงพลุ ห้องโชว์สินค้า ไฟประดับในวันเฉลิมฉลอง ต่าง ๆ แสงไฟจากรถยนต์ แสงเทียน สายฟ้าแลบ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า ความสวยงามต่าง ๆ ที่ เราสามารถมองเห็นได้ในเวลาค่ำคืนดังกล่าว เราสามารถบันทึกภาพที่งดงามเหล่านั้น ด้วยกล้องถ่ายภาพได้ เช่นเดียวกับการถ่ายภาพในเวลากลางวันแสงสว่างจากหลอดไฟต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้น เราจะวัดแสง ลำบากและ ไม่แน่นอนจึงควรใช้ประสบการณ์ที่ได้ทดลองถ่ายและจดบันทึกรายละเอียดไว้ในแต่ละครั้งมา พิจารณา ปกติจะถ่ายภาพด้วยการตั้งความเร็วไว้ที่ B หรือ T แล้วนับเวลา (Time exposure) ใช้เวลาใน
60 การเปิดม่านชัตเตอร์ เป็นวินาทีหรือนาทีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาณของแสงในขณะที่ถ่ายภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการเปิดม่านชัตเตอร์ จึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันกล้องเคลื่อนที่และ สั่นไหว ขาตั้งกล้องควรเป็นชนิดที่แข็งแรงมีที่สำหรับปรับมุมยกหน้ากล่องขึ้นและลงได้และสามารถหมุน กล้องไปทางซ้ายและขวาที่เรียกว่า Pan กล้องได้ ซึ่งเราจะได้ถ่ายภาพออกมามีลักษณะและสีสันที่แปลก ออกไปอีกแบบหนึ่งส่วนเลนส์ที่ใช้หากเป็นเลนส์ที่สามารถซูมภาพได้ ก็ยิ่งจะได้ภาพที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก การถ่ายภาพ ไฟตามถนน ป้ายนีออนโฆษณา ไฟประดับ ก็ควรใช้ปรับสมดุลแสงสีขาวเป็นแบบ (Day Light) ภาพที่ได้จะมีสีก่อนข้างเหลืองจึงต้องปรับสมดุลแสงสีขาวให้ตรงกับอุณหภูมิสีของแหล่งกำเนิดแสง ถ้าเป็น ภาพการแสดงบนเวที งานประเพณีต่าง ๆ ควรใช้ความไวแสงสูงเช่น 400 ISO, 800 ISO เพื่อให้สามารถจับ ภาพเคลื่อนไหวได้ การถ่ายภาพย้อนแสง (Sillouete) การถ่ายภาพย้อนแสงหรือภาพเงาดำ ภาพประเภทนี้นักถ่ายภาพ สมัครเล่นไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะจะได้ภาพที่ไม่ชัด ไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุ ถ้าถ่ายภาพคนจะมองดู แล้วมืด แต่ที่จริงแล้วภาพย้อนแสงไม่ว่าจะเป็นภาพสี หรือขาว-ดำก็ตามจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องรูปร่าง (Shape) ของวัตถุที่บังแสงอยู่ นักถ่ายภาพอาชีพมักจะเสาะแสวงหาภาพประเภทนี้อยู่เสมอ เพราะภาพช้อน แสงจะให้ทั้งความงามให้อารมณ์ ให้สีสันรุนแรง ให้ความแปลกตาไปอีกลักษณะหนึ่งการถ่ายภาพย้อนแสง ควรถ่ายให้ภาพมีช่วงความชัดลึก โดยเปิดช่องรับแสงให้แคบกว่าปกติเล็กน้อยพยายามเลือกวัตถุที่มี โครง ร่างที่สวยงามหามุมช้อนแสง โดยวางจังหวะของดวงอาทิตย์ให้พอดี 1.2 เทคนิคการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม สิงก่อสร้าง สิ่งก่อสร้าง โดยทั่วไปจะมีรูปแบบทาง สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวตามกาลสมัยและท้องถิ่น แบบและวัตถุประสงค์ของสิ่งก่อสร้าง ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีลักษณะและมุมมองที่แตกต่างกันออกไปมีความงามอยู่ในตัวของสิ่งนั้นๆ เช่น ตึก อาคาร โบสถ์ วิหาร มัสยิด มีรูปร่าง รูปทรง เส้นสายต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบ อย่างสวยงาม สามารถใช้สื่ออารมณ์ ได้ ภาพตึกที่กำลังเร่งสร้างในเวลากลางคืน โดยมีแสงไฟจากการเชื่อมประสานจะได้แสงไฟที่สวยงาม การ ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้างจะต้องการความถูกต้องทางความลึก (Perspective) เป็นประการ สำคัญ หรือจะต้องแสดงระนาบความชัดตลอดแนวที่ถ่ายจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดมุมกล้องที่ดีที่สุดเพื่อ ได้อารมณ์ที่ดีที่สุดเช่นกัน และจะต้องมีการปรับแก้ความผิดเพี้ยนของภาพอาจจะทำในขณะขั้นตอนของการ ถ่ายทำโดยการปรับแก้แนวระนาบหรือมุมของการวางตำแหน่งของกล้องถ่ายภาพ เพื่อช่วยแก้ความ ผิดเพี้ยนหรือจะใช้อุปกรณ์พิเศษเช่น PC-Lens หรือ Shift-Lens ซึ่งจะสามารถปรับแก้ระนาบภาพได้ หรือ จะใช้การปรับแก้ในขั้นตอนของการตกแต่งภาพโดยใช้ซอฟท์แวร์ตกแต่งภาพเข้าช่วย สำหรับสภาพแสงที่ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมควรเป็นสภาพแสงธรรมชาติ ที่ต้องมีการกำหนดทิศทางของแสง ซึ่งทิศทางของแสงที่เหมาะสมแสงที่อยู่ในแนวเฉียงค้านข้างของอาคาร และควรทำมุมสูง 45 องศา ภาพที่ได้ จึงจะมีความลึกมีรายละเอียดและควร ใช้ฟิลเตอร์ โพลาไรซ์ร่วมในการถ่ายภาพด้วย แต่ในบางครั้งก็ จำเป็นต้องถ่ายภาพสิ่งก่อสร้างหรืองานสถาปัตยกรรมในเวลากลางคืน ซึ่งจำเป็นต้องมีการใช้แสงประดิษฐ์
61 จากหลอดไฟทั้งจากหลอดทังสเตนและฟูลออเรสเซนท์เข้ามาช่วยในการบันทึกภาพ บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ แสงแฟลชถ่ายภาพเข้ามาช่วยส่องสว่างเพื่อเพิ่มรายละเอียดในบางจุด ข้อควรปฏิบัติในการถ่ายภาพทางสถาปัตยกรรม คือ 1. เลือกมุมที่ถ่ายภาพสิ่งก่อสร้างให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมให้วัตถุเด่นออกมาจากพื้นมากที่สุด และสามารถมองเห็นตัวสิ่งก่อสร้างได้หลาย ๆ มิติ ควรประกอบให้มีฉากหน้า (Foreground)เพื่อให้เกิดคาม ลึกในภาพ 2. พยายามมองหาส่วนประกอบที่สำคัญในงานสถาปัตยกรรมนั้น ๆ เพื่อถ่ายภาพเฉพาะส่วน ออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้น 3. ควรกำหนดให้ทิศทางของแสงส่องเข้าหาวัตถุในแนวเฉียงมากกว่าแสงจากทางด้านหน้าหรือแสง ที่ส่องมาจากด้านบนของวัตถุโดยตรง และเลือกสภาพแสงที่ไม่แรงหรือนุ่มนวลจนเกินไป 4. เมื่อถายภาพสิ่งก่อสร้างในแนวดิ่งหรือในแนวราบควรตั้งกล้องถ่ายภาพให้อยู่ในระดับกึ่งกลาง วัตถุ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดเพี้ยนของภาพ หรือใช้เลนส์เฉพาะทางการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมซึ่งสามารถ แก้ไขการผิดเพี้ยนได้ 5. การวัดแสงด้วยเครื่องวัดแสงในตัวกล้องควรระมัดระวังฉากหลังที่อาจทำให้การวัดแสงผิดพลาด ได้ การถ่ายภาพสถาปัตยกรรมโดยกำหนดทิศทางของแสงที่อยู่ในแนวเฉียง 1.3 เทคนิคการถ่ายภาพใกล้
62 การถ่ายภาพระยะใกล้เป็นการถ่ายภาพวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กหรือเลือกถ่ายภาพเฉพาะ บางส่วนของวัตถุในระยะใกล้ให้มองเห็นส่วนละเอียดต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ถ่ายภาพแมลง ลายไม้ดอกไม้ หรือวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กต่าง ๆ ภาพถ่ายในระยะใกล้ของมดทำให้มองเห็นส่วนละเอียดต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น การถ่ายภาพใกล้จะเน้นที่รายละเอียดของสิ่งที่ถูกถ่ายที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นอุปกรณ์ที่ถูกใช้มาก ที่สุดก็คือเลนส์มาโคร การถ่ายภาพใกล้นั้นผู้ถ่ายภาพจะต้องต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ และเทคนิคบางอย่าง ที่แตกต่างออกไปจากการถ่ายภาพบุคคล หรือ การถ่ายภาพทิวทัศน์ การถ่ายภาพงานสถาปัตยกรรมและ สถานที่พอสมควร การถ่ายภาพใกล้เช่นการถ่ายภาพดอกไม้จะแสดงให้เห็นถึงลักษณะ รูปทรง รูปร่าง และ สีสันที่สวยงาม สามารถเน้นให้เห็นลวดลายของกลีบดอก ตลอดจนแนวเส้นของกิ่งก้านช่วยให้ภาพมีความง คงาม โดยเฉพาะการถ่ายภาพดอกไม้ในระยะใกล้จะให้สีตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ป้าหรือดอกไม้ ที่ปลูกไว้ตามบ้านเรือน เวลาที่เหมาะสมในการถ่ายภาพดอกไม้ควรเป็นเวลาเช้า เพราะคอกไม้จะให้ ความรู้สึกสดชื่น หากมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ตามกลืบดอกหรือหาน้ำหวานหรือน้ำผึ้งหยอดลงบนดอกไม้ เพื่อ ล่อให้ผึ้งหรือแมลงมาตอมก็จะได้ภาพที่สวยงามเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แสงที่ใช้ในการถ่ายภาพดอกไม้ควร เป็นแสงธรรมชาติโดยจัดให้แสงเข้าทางด้านข้าง ถ้าเป็นดอกไม้ชนิดที่ควรเน้นให้เห็นลักษณะความบางและ โครงสร้างของกลีบดอก ควรให้แสงส่องจากด้านหลังของดอกไม้และจัดให้พื้นหลังมีสีค่อนข้างเข้ม และต้อง ระวังอย่าให้แสงทวนเข้าที่หน้าเลนส์ของกล้อง การถ่ายภาพดอกไม้ ควรต้องใช้ขาตั้งกล่าวเพื่อช่วยในการปรับประยะความคมชัดที่แน่นอน พขา ยามจัดมุมกล้อง เพื่อหลีกเลี่ยงจากหลังที่รกรุงรัง หรือแก้ไขโดยใช้กระดาษสีเทาหรือสีดำไปวางไว้ทาง ด้านหลังของดอกไม้ โดยใช้สีของกระดายให้ตัดกับสีของดอกไม้ เพื่อความเด่นชัดหรืออาจใช้วิธีเปิดช่องรับ แสงให้กว้างเพื่อจะได้ฉากหลังที่พร่ามัว อาจใช้เลนส์ถ่ายไกลหรือมาโครจะได้ภาพดอกไม้ที่มีลักษณะเด่นชัด เฉพาะ สวยงามการถ่ายภาพระยะใกล้ต้องมีอุปกรณ์ดังนี้ 1. กล้องถ่ายภาพ ซึ่งจะนิยมใช้กล้องแบบสะ ท้อนเลนส์เดี่ยว เนื่องจากจะไม่ทำให้เกิดความเหลื่อม ขณะมองภาพที่ช่องเล็งภาพ 2. เลนส์ที่ใช้ควรเป็นเลนส์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับงานถ่ายภาพใกล้โดยเฉพาะคือเลนส์มาโคร (Macro) เลนส์มาตรฐานก็สามารถถ่ายภาพใกล้ได้โดยใช้เลนส์ถ่ายใกล้ (Close -up lens) สวมใส่หน้าเลนส์
63 อาจใช้วงแหวนกลับเลนส์ (Reversing Ring)หรือท่อต่อเลนส์ (Extension tube)หรือใช้เบลโลว์ (Bellow) ต่อคั่นระหว่างเลนส์กับตัวกล้องเพื่อช่วยให้สามารถถ่ายภาพ ได้ใกล้มากขึ้น 3. ขาตั้งกล้องและสายลั่นไกชัตเตอร์ 4. สิ่งที่ควรระวังสำหรับการถ่ายภาพใกล้ก็คือ การ ปรับหาระยะความคมชัดของภาพเพราะระยะห่าง จากเลนส์ถึงวัตถุมีน้อยมากจึงส่งผลต่อช่วงความชัดของภาพให้ชัดตื้นมาก ระยะที่อยู่ด้านหน้าและหลังของ วัตถุจะพร่ามัว ควรเลือกใช้รูรับแสงแคบเพื่อให้ได้มีความชัดลึกเพิ่มมากขึ้น 1.4 เทคนิคการถ่ายภาพบุคคล การถ่ายภาพบุคคล เป็นการบันทึกโครงสร้างลักษณะ และความนึกคิดของ ผู้ถ่ายภาพ และผู้ ถูกถ่ายภาพฉะนั้นภาพถ่ายบุคคลจึงเปรียบเสมือนตัวแทนบุคคลที่ถูกถ่ายและผู้ถูกถ่ายภาพ ทั้งในด้าน ความรู้สึกนึกคิดและลักษณะท่าทาง ภาพถ่ายบุคคลที่ดีควรแสดงออกใน 2 ประการ คือ 1. ความนึกคิดและการสร้างสรรค์ของผู้ถ่ายภาพ 2. สามารถแสดงบุคลิกของผู้ถูกถ่ายได้เป็นอย่างดี ภาพถ่ายบุคคลที่แสดงออกได้ทั้ง 2 ประการดังกล่าว จำเป็นต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้คือ 1. การจัดเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับบุคลิกและอาชีพ 2. การจัดฉาก อาจจัดในสตูดิโอ หรือใช้กากธรรมชาติก็ได้ 3. การจัดภาพ จัดท่าทาง ของผู้เป็นแบบ 4. การจัดแสง อาจใช้แสงธรรมชาติ หรือแสงไฟประดิษฐ์ในสตูดิโอ 5. การเลือกใช้กล้อง และเลนส์ในการถ่ายภาพให้เหมาะสม เลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพบุคคลควร เป็นเลนส์ถ่ายภาพระยะ ไกล ความยาวโฟกัสประมาณ 85 มม. 105 มม. หรือ 135 มม. 6. การเลือกมุมกล้องในการถ่ายภาพ การถ่ายภาพบุคคลเป็นการถ่ายบุคลิกลักษณะของบุคคลมีอารมณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ดีใจ เสียใจ ภูมิใจ เศร้า ดุตกใจ ฯลฯ ภาพบุคคลสามารถเน้นถ่ายได้ ตั้งแต่ใบหน้า หรือใบหน้าถึงช่วงไหล่ ใบหน้ามาถึง เอง ค่อนตัว เต็มตัว และยังสามารถจัดท่าทางให้สมกับบุคลิก อุปนิสัยของบุคคลนั้น ๆ ได้เราเองคงจะมี ความมั่นใจในการแอคชั่น ไม่เคอะเขินถ้าช่างภาพ เป็นเพื่อนหรือคนรู้จักกันเช่นเดียวกันการจะทำให้เกิด บรรยากาศ ในการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งต้องเป็นบรรยากาศที่มีความเป็นกันเอง เป็นเรื่องที่ช่างภาพต้องสร้าง บรรยากาศนั้นขึ้นมา สิ่งที่ช่างถ่ายภาพบุคคลควรมี คือ 1. การมีมนุษย์สัมพันธ์เพื่อสร้างบรรยากาศ 2. การเป็นมืออาชีพในการใช้เครื่องมือถ่ายภาพ 3. การสังเกตจุดเด่น และจุดบกพร่องของแบบ 4. การตัดสินใจที่ดี 5. การตรงต่อเวลา 6. มีความสนใจติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ด้านการถ่ายภาพ 7. มีความรู้เรื่องการจัดแสง
64 8. มีความคิดสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ภาพถ่ายเด็กเน้นการแสดงอารมณ์ออกทางใบหน้าและแววตา การถ่ายภาพเด็ก เด็กจะมีความสดใสอยู่ในตัว แววตา การเล่นที่เป็นไปอย่าง ธรรมชาติภาพเด็กถือ ว่าเป็นภาพที่ถ่ายยาก เด็กจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ กลัวกล้อง กลัวผู้ถ่าย อาจจะได้ภาพเด็กโดยการแอบ ถ่าย หรือใช้ขนม ของเล่น หลอกล่อ และแอบถ่ายในจังหวะที่เด็กเพลิดเพลินสนุกสนาน กับของเล่นนั้น 1 ช่างภาพต้องมีความสามารถในการรอคอย เลือกจังหวะ ความไวในการถ่ายอารมณ์ของเด็กชวนน่ารัก เช่น ร้องไห้ หัวเราะ กลัว ดู เด็กควรมีอายุในระหว่าง 6 เดือน ถึง3 ปี เพราะตอบสนอง สิ่งเร้าได้ดี แต่ถ้าเด็กโต เกินไปจะดูเป็นผู้ใหญ่ ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ก็จะได้แต่ภาพเด็กที่นอนอยู่ในเบาะเท่านั้น เลนส์ที่ใช้ควร เป็นเลนส์ ถ่ายระยะไกล หรือเลนส์ซูมเพื่อที่ไม่ต้องเข้าใกล้เด็กมากนัก และจะได้ภาพที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ การถ่ายภาพเด็กเป็นการบันทึกภาพความไร้เดียงสา ความน่ารัก ความบริสุทธิ์ตลอดจนความสนุกสนานร่า เริงไว้ในแผ่นภาพ ลักษณะธรรมชาติของเด็กนั้นมักไม่ชอบอยู่นิ่งและ ชอบซุกซนตลอดเวลา ฉะนั้นก่อน ถ่ายภาพควรให้เด็กได้เล่นอยู่กับของเล่นที่ถูกใจเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือทำความสนิทสนมกับเด็ก เล่าเรื่อง สนุกสนาน ทำท่าทางตลกและชักชวนให้เด็กทำสิ่งที่เขาชอบ ผู้ถ่ายภาพต้องคอยกดไกชัตเตอร์ในจังหวะที่ เด็กกำลังอยู่ในท่าทางและอารมณ์ที่เป็นตัวของตัวเองตามธรรมชาติมากที่สุดการถ่ายภาพเด็กไม่ควรบังคับ เด็กของตัวเองให้ตั้งทางต่าง 1 ซึ่งจะได้ภาพที่แข็งไม่เป็นชีวิตจริงเสียลักษณะความเป็นธรรมชาติ แต่ควร บันทึกพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเขาไว้ เช่น การเรียนการเล่นหรือแม้แต่กำลังร้องให้น้ำตาไหลภาพต่าง ๆ เหล่านี้ อาจแสดงให้เห็นถึงความซุกซน ความดื้อรั้น และอารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะให้ความน่ารักความ ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติ ควรใช้การถ่ายภาพทีเผลอ (Candid photography) หมายถึง การแอบถ่ายโดยใช้แสงธรรมชาติไม่ควรใช้ไฟแฟลช เพราะแสงไฟจะทำให้เด็ก รู้สึกตัว อาจทำให้พลาดโอกาสที่ดีไปได้ 1.5 เทคนิคการถ่ายภาพสัตว์การถ่ายภาพสัตว์ (Pets & Animals) การถ่ายภาพสัตว์แบ่งออกได้ เป็น 3 ประเภท คือ 1. การถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงในบ้าน สัตว์ที่เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว นก ปลา แต่ละชนิดก็ มีรูปร่างลักษณะ สีสัน กิริยาท่าทาง และนิสัยที่แตกต่างกันออกไป เป็นสัตว์ที่น่ารักทั้งสิ้น สามารถเลือกมุม
65 ถ่ายภาพให้มีความสวยงามและน่ารักได้ พยายามใช้ความรวดเร็วในการจับภาพในจังหวะที่น่าประทับใจ ต่างๆ 2. การถ่ายภาพในสวนสัตว์ ในสวนสัตว์จะเป็นที่รวมของสัตว์หลายชนิด ซึ่งมาจากทั่วทุก มุมโลก การถ่ายภาพสัตว์ในส่วนสัตว์ควรไปถ่ายภาพในตอนเช้า ที่อากาศไม่ร้อน สัตว์จะมีอารมณ์ดี โดยเฉพาะเวลาให้อาหารสัตว์เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการถ่ายภาพ เพราะสัตว์จะแสดงกิริยาต่าง ๆในกรณี ที่ต้องการถ่ายภาพ ผ่านลูกกรงเหล็กหรือรั้วกัน ควรเปิดช่องรับแสงของเลนส์ให้กว้างให้กล้องห่างจาก ลูกกรงประมาณครึ่งเมตร ลูกกรงหรือรั้วกั้น จะพ้นระยะชัดเกิดความพร่ามัว ทำให้มองเห็นเฉพาะภาพสัตว์ และขังช่วยหลบฉากหลังที่รกรุงรังให้หายไปได้อีกด้วย กล้องที่ใช้ถ่ายภาพสัตว์ ควรใช้กล้องแบบ 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยว โดยใช้เลนส์ซูมหรือเลนส์ถ่ายไกล 135 มม. - 300 มม. เพื่อให้สามารถได้ภาพให้มีขนาค ใหญ่ได้ ควรใช้ความไวแสงสูง 400 ISO หรือ 800 ISO 3. การถ่ายภาพสัตว์ป่า เป็นการออกไปถ่ายภาพสัตว์ในป่าเขาตามธรรมชาติ ซึ่งค่อนข้าง หาได้ยาก เพราะไม่ค่อยมีสัตว์ป่าให้ได้เห็นกัน จะมีบ้างก็พวกเก้ง กวาง ในป้าสงวนบ้างแห่งเท่านั้น การแอบ ถ่ายภาพสัตว์ป่า จำเป็นต้องถ่ายจากบังไพร หรือซุ้มไม้มิดชิดเพื่อไม่ให้สัตว์มองเห็นและกลัว ควรต้องศึกษา แหล่งที่พักหลับนอน แหล่งอาหาร และแหล่งน้ำของสัตว์อย่างน้อยจะทำให้มีโอกาสการถ่ายภาพได้ง่ายเข้า อุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดในการถ่ายภาพสัตว์ป่าคือเลนส์ระยะไกล มีความยาวโฟกัสสูง ไม่ต่ำกว่า 400 มม. - 1200 มม. หรือใช้ Teleconverter 2X เพื่อช่วยให้สามารถถ่ายภาพในระยะไกลๆ ได้กล้องควรตั้งบนข้าง ตั้งใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูง จะ ได้ภาพที่มีความคมชัด แน่นอน ภาพถ่ายสัตว์สามารถสื่อสารในเรื่องของความดุร้าย น่ารัก ลึกลับ แปลก การถ่ายภาพสัตว์เป็นการ ถ่ายภาพที่ยากลำบาก เนื่องจากการไม่อยู่นิ่ง ตกใจ คุร้ายของสัตว์ การถ่ายภาพสัตว์จึงจำเป็นต้องมีสิ่งล่อ เช่น อาหาร และไม่ควรเข้าไปถ่ายในระยะใกล้ควรใช้เลนส์ซูมถ่ายในขณะที่สัตว์ไม่รู้ตัว และเลือกจังหวะ ใน การกด ชัตเตอร์ เช่น ร้อง คำราม พองขน ช่างภาพต้องจัดองค์ประกอบอย่างรวดเร็ว เช่น ช่องว่างของภาพ ไม่ใช้ แฟลชเพราะจะทำให้สัตว์ตกใจและทำร้ายช่างภาพได้สัตว์ที่อยู่ในกรงขังจะเป็นอุปสรรคในเรื่องของฉากหน้า คือ กรง นั่นเอง แก้ปัญหาโดยการใช้หน้ากล้องกว้าง เพื่อปรับโฟกัสให้กรงเบลอ สัตว์บางชนิดที่ตัวเล็กมาก หรืออยู่ที่สูง เช่น นก จึงจำเป็นต้องใช้เลนส์ถ่ายระยะไกลช่วย หรือใช้เลนส์มาโคร สำหรับสัตว์ที่ตัวเล็กมาก เช่น แมลงต่าง ๆ การถ่ายภาพเคลื่อนไหว (Action) การถ่ายภาพเคลื่อนไหว หมายถึง การถ่ายภาพของวัตถุที่ เคลื่อนไหว เช่น คนวิ่ง กระ โดดโลดเต้น, เล่นชิงช้า,กระโดดสูง,ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รถกำลังแล่นสายน้ำที่ ไหล หรือการแข่งขันกีฬาด้านความเร็วประเภทต่าง ๆ การถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวดังกล่าวอาจจะทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ 1.การจับภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง (Stop - action) การถ่ายภาพในลักษณะ นี้ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้สูงเช่น 1/250, 1/500 หรือ 1/1000 วินาที ตามความเหมาะสมกับความเร็ว
66 ของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เมื่อตั้งความเร็วชัตเตอร์สูง ๆ จำเป็นต้องเปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้น เพื่อชดเชยให้ แสงผ่านเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มให้มากพอการถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้นั้น จะตั้ง ความเร็วชัตเตอร์เท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ 1) ความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว 2) ทิศทางการเคลื่อนไหวของวัตถุ 3) ระยะทางจากกล้องถึงวัตถุ 4) ความยาวโฟกัสของเลนส์ 2. การถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวดูแล้วให้รู้สึกว่าเหมือนกำลังเคลื่อนไหว การถ่ายภาพใน ลักษณะนี้ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้ช้า ๆ เช่น 1/30 วินาที, 1/15 วินาที หรือ 1/8 วินาที เป็นต้น เมื่อตั้ง ความเร็วชัตเตอร์ช้า ก็ต้องเปิดช่องรับแสงให้เล็กลงภาพที่ได้จะปรากฏว่าสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวจะดูพร่ามัวทำ ให้เห็นว่าวัตถุนั้นกำลังเคลื่อนที่ส่วนวัตถุหรือสิ่งที่อยู่นิ่งจะคมชัดและการถ่ายภาพลักษณะนี้ควรจับถือกล้อง ให้นิ่งและมั่นคง หรือควรใช้ขาตั้งกล้องช่วย เพื่อไม่ให้กล้องสั่นไหว 3. การถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้เห็นวัตถุชัด ส่วนฉากหลังพร่ามัวเป็นทางยาวการ ถ่ายภาพในลักษณะนี้ จะต้องแพนกล้อง (Paning) ตามวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว พร้อม ๆ กับการกดไกชัต เตอร์ ความเร็วชัตเตอร์ความตั้งให้ช้าเช่น1/60วินาที,1/30วินาที่หรือช้ากว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของวัตถุ ที่ เคลื่อนที่ด้วยการปรับระยะชัดให้ปรับไปตรงจุดที่วัตถุเคลื่อนที่ผ่าน การถ่ายภาพหุ่นนิ่งเพื่อนำภาพไปจัดทำเป็นสื่อในการโฆษณา การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง (Still life) การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง หมายถึง การถ่ายภาพวัตถุสิ่งของต่าง ๆเช่น แจกันดอกไม้ ถ้วยจานช้อนซ้อม ขวดเหล้า เบียร์ แก้ว บุหรี่ น้ำหอม เสื่อผ้า รองเท้า ผัก ผลไม้อาหาร ฯลฯ จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่ก็เพื่อนำภาพไปจัดทำเป็นสื่อในการโฆษณา เช่น ทำปกหนังสือวารสาร โปสเตอร์ หรือ สิ่งพิมพ์อื่น ๆ การฝึกถ่ายภาพหุ่นนิ่ง จะช่วยให้เราได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เพราะวัตถุสิ่งของต่าง ๆที่นำมาถ่ายภาพจะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหวเราสามารถทดลองจัดภาพได้หลาย ๆแบบ ตามต้องการ ส่วนการใช้แสงก็ทำได้หลายลักษณะ อาจใช้แสงธรรมชาติ แต่ส่วนมากมักใช้แสงไฟประดิษฐ์ เพราะสามารถควบคุมทิศทางตลอดจนปริมาณของแสงสว่างได้ตามความเหมาะสมขั้นตอนการถ่ายภาพหุ่น นิ่ง
67 1. จัดสถานที่ได้แก่โต๊ะชุดสำหรับถ่ายภาพหุ่นนิ่งประกอบด้วยขาตั้งเหล็ก หรืออลูมิเนียมมีแผ่น พลาสติกสีต่าง ๆ เช่นสีขาว ดำ น้ำเงิน และม่วง เป็นที่วางวัตถุที่จะถ่ายภาพ ผิวหน้าของแผ่นพลาสติกมี 2 ค้าน ค้านหนึ่งผิวด้าน ส่วนอีกค้านหนึ่งผิวจะมัน คุณสมบัติของแผ่นพลาสติก คือถ้าใช้ไฟส่องด้านบนจะได้ แสงตกกระทบธรรมดา แต่ถ้าใช้ไฟส่องจากค้านล้าง แสงจะสามารถทะลุพื้นพลาสติกขึ้นด้านบนสามารถใช้ เป็นแสงสำหรับลดเงา หรือ ใช้เป็นแสงส่องจากพื้นล้างและด้านหลังของวัตถุ 2. ออกแบบ ร่างภาพ (lay - out) การจัดวางองค์ประกอบของวัตถุ ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมงานเข้าใจ รูปแบบและแนวคิด สามารถจัดหาวัตถุประกอบฉาก ตลอดจนการจัดภาพ ได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น 3. จัดหาวัตถุ สิ่งของ ที่จะถ่ายภาพ ถ้าเป็นประเภทผัก ผลไม้ ควรเตรียมไว้ให้มากพอ คอยฉีดน้ำดูแล ให้สดอยู่เสมอ 4. นำวัตถุสิ่งของที่จะถ่าย วางบน โต๊ะถ่ายภาพ โดยจัดวางตามแบบที่สเกตช์ภาพไว้ 5. ทดลองจัดแสง ซึ่งอาจใช้หลอดไฟทังสเตน ถ้าเป็นการถ่ายภาพชิ้นเล็ก ๆ ก็ใช้สปอตไลท์ 500 วัตต์ 2-3 ดวงแต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้ไฟที่มีกำลังวัตต์สูง ๆ เช่น 2,000วัตต์ถึง 5,000 วัตต์ โดยใช้ผ่านแผ่นกรองแสงเพื่อให้ได้แสงที่นุ่มนวล ใช้แผ่นสะท้อนแสงลดเงาและอาจใช้ไฟส่องฉากหลัง เพื่อ เน้นวัตถุให้เห็นเด่นชัดในปัจจุบันนิยมใช้แฟลชอิเลคทรอนิคส์ มีอุปกรณ์เช่น ร่มสะท้อนแสง จานสะท้อนแสง ประตูโคม (Barn doors) กรวยแสง (Snoot) ซึ่งจะให้ความสะดวก สามารถบังคับทิศทางและปริมาณของ แสงได้ตามต้องการ 6. กล้องถ่ายภาพต้องตั้งบนขาตั้งกล้องให้มั่นคง เพราะการถ่ายภาพหุ่นนิ่งต้องการภาพที่ละเอียด ชัดเจน และชัดลึกจึงต้องเปิดช่องรับแสงให้แคบมาก ๆ เช่น (16 ฉะนั้นความเร็วชัตเตอร์จะต้องช้ามาก เพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดช่องรับแสง 3.2 การกำหนดราคาขาย ความหมายและวัตถุประสงค์ของการกำหนดราคา ราคา (Price) ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึงมูลค่า ของที่คิดเป็นเงินตราจำนวนเงินซึ่งได้มีการชำระหรือตกลงชำระในการซื้อขายทรัพย์สิน ศิริวรรณ เสรีรัตน์(2537) ให้คำจำกัดความราคาไว้ว่า ราคาเป็นมูลค่าของสินค้าและบริการในรูป ตัวเงินหรือหมายถึงสิ่งที่แสดงมูลค่าผลิตภัณฑ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายแสดงค่าผลิตภัณฑ์เป็นเงินหรือ ผลิตภัณฑ์ วัตถุประสงค์การกำหนดราคา ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกิจการเพราะการดำเนินกิจการ ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนโดยการกำหนดราคามีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. การมุ่งรายได้จากการขาย การกำหนดระดับราคาจะทำให้เกิดรายได้จากการขายสูงสุด โดยอาจตั้งราคาสูงหรือต่ำแล้วแต่ชนิดของสินค้า หรือการปรับราคาและมีส่วนลดเพื่อกระตุ้นให้มีการซื้อมาก ขึ้นและมีการชำระเงินเร็วขึ้นช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนให้กับกิจการ 2. การมุ่งกำไร การกำหนดราคาจะทำให้ได้รับผลตอบแทนจากเงินลงทุนตามเป้าหมาย
68 การควบคุมเงินทุนและปรับราคาสินค้าเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดตามเป้าหมาย ในช่วงกิจการตกต่ำควรทำการ ปรับราคาเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินงานต่อไปได้ 3. การมุ่งยอดขายหรือปริมาณการขาย การเพิ่มยอดขายโดยการปรับปรุงราคาและการ ให้ส่วนลด เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเก่าซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นและดึงดูดให้ลูกค้าใหม่ซื้อสินค้าการตั้งราคาต้อง มั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายของกิจการสามารถรักษาส่วนครองตลาดได้โดยอาจตั้งราคาให้ต่ำกว่าหรือเท่ากับคู่ แข่งขัน เพื่อให้ตลาดขยายตัวและมีส่วนครองตลาดเพิ่มขึ้น หรืออาจลดราคาสินค้าลงทำให้กิจการสามารถ อยู่รอดได้ ในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันรุนแรง 4. การมุ่งแข่งขัน อาจเลือกใช้วิธีการตั้งราคาหรือเสนอส่วนลดให้เท่ากับคู่แข่งขันเพื่อ เผชิญกับการแข่งขัน หรือการตั้งราคาต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ธุรกิจอื่นเข้ามาแข่งขันหรือการตั้งราคาให้ต่ำกว่า คู่แข่งขันเพื่อตัดราคา 5. การมุ่งด้านสังคม โดยการตั้งราคาสินค้าต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นเพื่อปฏิบัติตามหลัก จรรยาบรรณที่ดีหรือตั้งราคา ณ ระดับราคา ซึ่งจะทำให้กิจการสามารถรักษาระดับการผลิตและการจ้างงาน ไว้ได้ 6. การมุ่งสร้างภาพลักษณ์ โดยอาจตั้งราคาต่ำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่ากิจการไม่ได้เอา เปรียบลูกค้าหรือการตั้งราคาสูงเพื่อชี้ให้เห็นว่าสินค้ามีคุณภาพดี 2. นโยบายการกำหนดราคา กิจการต้องกำหนดนโยบายราคาเพื่อเป็นแนวทางในการ ตัดสินใจโดยหลักเกณฑ์การพิจารณามีดังนี้ 1. นโยบายราคาเชิงจิตวิทยา (Psychological Pricing) เป็นการตั้งราคาที่คำนึงถึงความรู้สึกผู้ซื้อ ซึ่งผู้ซื้อจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการตัดสินใจซื้อนโยบายการกำหนดราคาเชิงจิตวิทยามี4 วิธีดังนี้ 1.1 การตั้งราคาแบบเลขคี่ (Odd Pricing) เป็นการตั้งราคาที่ลงท้ายด้วยเลขคี่เช่น 29 บาท, 39 บาท, 99 บาท หรือ 199 บาท ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้ามีราคาถูกลงกว่าราคาเต็มและส่งผล ให้เกิดการซื้อ 1.2 การตั้งราคาแบบเลขคู่ (Even Pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าจำนวนเต็มหรือเลขคู่ เช่น 500 บาท, 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท โดยจะใช้กับสินค้าที่มีคุณภาพดีมีชื่อเสียงเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อ รู้จักน้อยหรือไม่มีข้อมูลช่วยตัดสินใจ จึงใช้ราคาเป็นเครื่องมือช่วยในการพิจารณา 1.3 การตั้งราคาตามความเคยชิน (Customary Pricing)ผู้ประกอบกิจการที่ขายสินค้า ประเภทเดียวกันกับสินค้าที่ขายอยู่ในตลาดที่ผู้ซื้อคุ้นเคยกับราคาจะต้องตั้งราคาตามราคาตลาดที่ผู้ซื้อ คุ้นเคยเช่นหนังสือพิมพ์ฉบับละ 10บาท 1.4 การตั้งราคาสินค้าที่มีชื่อเสียง (Prestige Goods Pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้า ค่อนข้างสูง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าว่าเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างและเน้นสินค้าที่มีคุณภาพดีเยี่ยม หรือเพื่อแสดงภาพลักษณ์ความหรูรา มีรสนิยมดีผู้ซื้อสินค้าประเภทนี้จะซื้อเพื่อยกระดับฐานะทางสังคมเช่น
69 นาฬิกาโรเล็กซ์รถยนต์โรลส์-รอยซ์ฯลฯ ตัดสินใจซื้อเพราะคิดว่าสินค้าราคาสูงมีคุณภาพดีเช่นกล้องถ่ายรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าฯลฯ 2. นโยบายการตั้งราคาหลายระดับ กิจการขนาดเล็กจะคำนึงถึงกิจการการค้าขนาดเดียวกันหรือ ร้านค้าที่ขายสินค้าชนิดเดียวกัน ส่วนร้านสรรพาหารจะพยายามไม่กำหนดราคาเดียวกันกับคู่แข่งขัน แต่จะ กำหนดราคาสินค้าบางชนิดสูงกว่าและบางชนิดต่ำกว่าคู่แข่งขันการกำหนดราคาวิธีนี้มี3 วิธีดังนี้ 2.1 การกำหนดราคาสูงกว่าตลาด(Pricing Above the Market) เป็นการตั้งราคาสินค้า สูงกว่าระดับราคาสินค้าของคู่แข่งขัน เพราะกิจการขายสินค้าที่พิเศษกว่าคู่แข่งขัน เช่นมีคุณภาพดีกว่า มี การให้บริการเหนือกว่า เป็นผู้นำแฟชั่น มีทำเลที่ตั้งสะดวกสบาย ซึ่งผู้ซื้อเต็มใจที่จะจ่ายเงินค่าสินค้าในราคา ที่สูง 2.2 การกำหนดราคาต่ำกว่าราคาตลาด (Pricing Below the Market)เป็นการตั้งราคา สินค้าต่ำกว่าคู่แข่งขันเพื่อต้องการขายสินค้าให้ได้ในปริมาณมาก กำไรต่อหน่วยต่ำแต่รายได้จากการขายจะ มาก ทำให้ได้กำไรรวมมาก การกำหนดราคาสินค้าด้วยวิธีนี้อาจเกิดปัญหาต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและ นำไปสู่การทำสงครามราคาหากต่างฝ่ายต่างลดราคาสินค้าให้ต่ำกว่ากัน 2.3 การกำหนดราคาเท่ากับราคาตลาด(Pricing At the Market) เป็นการตั้งราคาสินค้า ให้ใกล้เคียงหรือเท่ากับราคาของคู่แข่งขัน ผู้ประกอบกิจการจะพยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา เพราะสินค้ามีคุณภาพเหมือนกันผู้ซื้อจะซื้อเป็นประจำจนคุ้นเคยกับราคา เช่นนำดื่มยาสีฟันนำอัดลมฯลฯ 3. นโยบายราคาเพื่อส่งเสริมการตลาด (Promotion Pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าที่ต่ำกว่า ราคาขายที่ระบุไว้ชั่วคราว บางครั้งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนเพื่อเพิ่มยอดขายในระยะสั้นและจูงใจให้ ผู้บริโภคซื้อสินค้ามากขึ้น นโยบายราคาประเภทนี้มี5 วิธีดังนี้ 3.1 การตั้งราคาเพื่อโอกาสพิเศษ (Special Event Pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าให้ต่ำ กว่าราคาปกติและตั้งราคาพิเศษในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ คริสต์มาส วันตรุษจีนวันวาเลนไทน์วัน เด็กฯลฯโดยการลดราคาในโอกาสพิเศษจะต้องมีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ 3.2 การตั้งราคาแบบกลอุบาย (Fictitious Pricing) เป็นการตั้งราคาโดยโฆษณาว่าลด ราคาสินค้าจากราคาปกติ ความจริงอาจลดราคาลงเล็กน้อยหรือไม่ได้ลดเลย สินค้าที่ลดราคาวิธีนี้ เช่น เสื้อผ้าหรือรองเท้า โดยจะติดราคา 690 บาท แต่ลดราคาเหลือ 199 บาท การลดราคาวิธีนี้อาจลดราคาไว้ ตลอดปี ไม่เลือกโอกาสหรือเทศกาล วิธีนี้เคยนิยมใช้กันมาก แต่ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น ทำให้รู้สึก ว่าผู้ขายหลอกลวงและมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้ขาย 3.3 การตั้งราคาสินค้าที่ขายควบหรือขายรวมห่อ (Multiple Packaging) เป็นการรวม สินค้าต่างๆ เข้าด้วยกัน และขายรวมกันในราคาที่ลดลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดซื้อมากขึ้น วิธีนี้นิยมใช้กันมากใน ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งต้องการให้ผู้ซื้อซื้อสินค้าหลายชนิดหรือหลายชิ้นร่วมกันในราคารวมที่ต่ำกว่าการซื้อ แยกกัน 3.4 การตั้งราคาผู้นำหรือราคาล่อใจ (Leader Pricing) เป็นการตั้งราคาโดยนำสินค้า อุปโภคบริโภคบางอย่างมาลดราคาในราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนหรือราคาต่ำกว่าทุนเพื่อดึงดูดใจให้ซื้อและ
70 ซื้อสินค้าชนิดอื่นในราคาปกติโดยจำกัดปริมาณการซื้อ 3.5 การขายเชื่อแบบคิดดอกเบี้ยต่ำ (Low-Interest Financing) เป็นการตั้งราคาเพื่อ ส่งเสริมการตลาดและต้องการกระตุ้นยอดขายโดยให้สินเชื่อแบบคิดดอกเบี้ยต่ำ เช่น โทรศัพท์มือถือ ที่อยู่ อาศัย รถยนต์ ฯลฯ 4. นโยบายการตั้งราคาเดียวหรือราคายืดหยุ่น เป็นการตั้งราคาขายโดยใช้ราคาเดียวเป็น มาตรฐานหรือการตั้งราคาที่ยืดหยุ่นได้เพื่อให้สามารถสู้กับคู่แข่งขันได้นโยบายการกำหนดราคานี้มี2 วิธี ดังนี้ 4.1 การตั้งราคาเดียว (One Price Policy) เป็นการตั้งราคาสินค้าให้เป็นมาตรฐาน เดียวกันกับผู้ซื้อทุกรายเป็นวิธีที่ผู้ซื้อไม่ต้องเปรียบเทียบราคา ไม่ต้องเสียเวลาต่อรองราคาผู้ซื้อเพียง พิจารณาคุณภาพและความเหมาะสมของสินค้า 4.2 การตั้งราคายืดหยุ่นได้(Flexible Price Policy) เป็นการตั้งราคาสินค้าชนิดเดียวกัน แต่จำหน่ายให้ผู้ซื้อแต่ละรายในราคาที่แตกต่างกัน ราคาที่เสนอขายจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ ระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย และความสามารถในการต่อรองราคาของผู้ซื้อการตั้งราคาวิธีนี้ผู้ที่ซื้อสินค้าแพงกว่าผู้อื่นจะมี ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกิจการ 3 วิธีการกำหนดราคา วิธีกำหนดราคาที่นิยมใช้คือกำหนดราคาจากต้นทุน (Cost Oriented Pricing) ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย การจะบวกจำนวนเปอร์เซ็นต์จะต้องคำนวณเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยจะบวกเพิ่ม จำนวนเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้า หากเป็นสินค้าตามฤดูกาล เช่นเสื้อกันหนาว ปืนฉีดน้ำ ฯลฯ หรือ สินค้าตามสมัยนิยม เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น จะบวกจำนวนเปอร์เซ็นต์สูงในระยะแรกหรือขณะที่สินค้ากำลังได้รับ ความนิยม เพื่อชดเชยสินค้าล้าสมัยหรือสินค้าค้างสต็อกที่ไม่เป็นที่นิยมในภายหลัง สินค้าประเภทสะดวกซื้อ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ เป็น สินค้าที่หาซื้อได้ง่าย มีการซื้อบ่อย และมีการแข่งขันสูง จะบวกเปอร์เซ็นต์ต่ำ ส่วนสินค้าที่นานๆ จึงจะขายได้หรือสินค้าที่ต้องใช้พื้นที่ในการจัดแสดงมากจะบวกเปอร์เซ็นต์ไว้สูงเช่นเครื่อง เพชร46%,ร้านขายเสื้อผ้า 41% หรือร้านหนังสือ34% 3.1 การตั้งราคาโดยบวกเพิ่มจากต้นทุน เหตุผลที่การตั้งราคาโดยบวกเพิ่มจากต้นทุนได้รับ ความนิยมมีดังนี้ 3.1.1 กิจการที่ไม่ทราบต้นทุนราคาสินค้าแน่นอน เพราะการตั้งราคาแบบนี้จะไม่มีการ เปลี่ยนแปลงแม้ว่าความต้องการของสินค้าจะเปลี่ยนแปลงไป 3.1.2 เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากและไม่เสียเวลาปรับปรุง 3.1.3 มีการแข่งขันด้านราคาน้อยเพราะมีราคาสินค้าไม่แตกต่างกัน 3.1.4 มีความยุติธรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย 3.2 การตั้งราคาสินค้าโดยส่วนบวกเพิ่มจากต้นทุน (Markup) เป็นการตั้งราคาสินค้าที่ต้องทราบ ต้นทุนเพราะกำไรจะเกิดจากรายได้ที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว หากต้นทุนตัวใดไม่ได้นำมาคิด
71 อาจทำให้ธุรกิจเกิดการขาดทุน ดังนั้นการตั้งราคาจึงมีพื้นฐานมาจากต้นทุนของธุรกิจโดยมีวิธีตั้งราคาสินค้า 2 วิธีดังนี้ 3.2.1 การตั้งราคาสินค้าจากต้นทุน (Markup on Cost) เป็นวิธีที่นิยมใช้และเป็นการตั้ง ราคาโดยการบวกเพิ่มจากต้นทุน ตัวอย่างที่1 สินค้ามีต้นทุนรวมชิ้นละ 120บาทต้องการกำไร 20% จะต้องตั้งราคาขายเท่าไหร่ วิธีทำ ราคาขายต่อชิ้น = ต้นทุนรวมต่อชิ้น+ % กำไรที่ต้องการจากต้นทุน = ต้นทุนรวมต่อชิ้น+ กำไรที่ต้องการ+ต้นทุนรวมต่อชิ้น 100 = 120+ 20+120 100 = 120+24 ราคาขายต่อชิ้น = 144.-บาท 3.2.2 การตั้งราคาสินค้าจากราคาขาย (Markup on Selling Price) เป็นการตั้งราคา โดยบวกเพิ่มเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย ตัวอย่างที่2 สินค้ามีต้นทุนรวมชิ้นละ 120บาทต้องการกำไร 20% จะต้องตั้งราคาขายเท่าไหร่ วิธีทำ ราคาขายต่อชิ้น = 100+ต้นทุนรวมต่อชิ้น 100 – กำไรที่ต้องการ = 100+120 100 – 20 = 12,000 80 ราคาขายต่อชิ้น = 150บาท หรือการใช้สูตรในการคำนวณส่วนบวกเพิ่มในต้นทุนซึ่งเป็นผลต่างระหว่างจำนวนเงินที่ผู้ขายสินค้าซื้อสินค้า จากผู้ผลิตและขายให้ผู้ซื้ออีกราคาหนึ่ง โดยสูตรที่ใช้ในการคำนวณดังนี้ M = Markupคือราคาส่วนที่บวกเพิ่ม
72 C = Costคือราคาต้นทุนสินค้า R = Retailคือราคาขายปลีก M = R- C C = R- M R = C + M การคำนวณส่วนบวกเพิ่มโดยคำนวณเป็นจำนวนเงินหรือคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ สูตร R = C + M = 120+ (120+20) 10 ราคาขาย = 144บาท ส่วนบวกเพิ่ม = 24บาท ตัวอย่างที่3 สินค้าชนิดหนึ่งมีราคาทุน 860 บาท บวกเพิ่มไว้40% ของราคาทุน จงหาราคาขายและส่วน บวกเพิ่ม สูตร R = C + M = 860+ (860Ö40) 100 = 860+344 ราคาขาย = 1,204บาท ส่วนบวกเพิ่ม = 344บาท ตัวอย่างที่4 สินค้าชิ้นหนึ่งมีราคาทุน400บาทขายไปในราคา 600บาทจงหาส่วนบวกเพิ่มส่วนบวกเพิ่มเป็น % ของราคาทุน สูตร M = R – C = 600 – 400 ส่วนบวกเพิ่ม = 200บาท = M C+100 = 200 400+100 = 50%
73 ส่วนบวกเพิ่มเป็น50% ของราคาทุน หรือการใช้สูตรในการคำนวณการบวกเพิ่มเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย ตัวอย่างที่5 สินค้ามีต้นทุนชิ้นละ 140บาทต้องการกำไร 20% ต้องตั้งราคาขายเท่าไหร่ สูตร R = C + M = 140+ (140+20) 100 = 140+28 ราคาขาย = 168บาท การกำหนดราคาขายเป็นสิ่งสำคัญต่อกิจการ ดังนั้นนักการตลาดจึงควรกำหนดราคาขายให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งรายได้จากการขาย มุ่งกำไร มุ่งปริมาณการขาย มุ่ง การแข่งขัน มุ่งด้านสังคม และมุ่งสร้างภาพลักษณ์กิจการ โดยในการกำหนดราคาขายจะมีหลักเกณฑ์ที่ช่วย ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งอาจใช้นโยบายราคาเชิงจิตวิทยา นโยบาย การตั้งราคาหลายระดับ นโยบายราคา เพื่อส่งเสริมการตลาด และนโยบายการตั้งราคาเดียวหรือราคายืดหยุ่น นอกจากนี้วิธีการกำหนดราคาสินค้า ที่นิยมใช้ คือการกำหนดราคาจากต้นทุนซึ่งเป็นการตั้งราคาสินค้าโดยบวกเพิ่มไปในราคาต้นทุนสินค้าหรือใช้ วิธีตั้งราคาสินค้าจากราคาขาย ความหมายช่องทางการจัดจำหน่าย กระบวนการทางการตลาดที่ผู้ผลิตสินค้าจะทำให้สินค้าของตัวเองไปสู่ผู้บริโภคหรือทำให้ผู้บริโภค หาซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกในราคาที่เหมาะสมตามเวลาที่ต้องการไม่ใช่เรื่องง่ายดายหากตึกภาพโรงงานของ ผู้ผลิตตั้งอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในขณะที่ผู้บริโภคกระจายอยู่ทั่วประเทศ ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าใน เวลาที่แตกต่างกันจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ผลิตจะสนองความต้องการ "โดยตรง" ถึงผู้บริโภคให้ได้รับความพึง พอใจ หรือ "อรรถประโยชน์" ทั้งในด้านปริมาณสินค้า ต้นทุนสินค้า และเวลาได้เหตุผลข้างต้นใน กระบวนการทางการตลาด จึงจำเป็นต้องมีบุคคลที่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิต (จำนวนหนึ่ง) กับผู้บริโภค (จำนวนมาก) บุคคลที่สามที่ว่านี้ก็คือกลุ่มของ "คนกลาง" (Intermediaries) ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย (Marketing Channels หรือ Distribution Channels) เช่น คนกลางในรูปแบบร้านค้า (Merchants) ได้แก่ ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก คน กลางในรูปแบบตัวแทน (Agents) คนกลางในรูปแบบสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilitators) เช่น คลังสินค้า บริษัทขนส่ง ธนาคาร เป็นต้น ช่องทางการจัดจำหน่าย (Marketing Channels/Distribution Channels) จึงเป็นกลุ่มขององค์กรอิสระซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนที่จะนำสินค้าและบริการไปสู่การ บริโภคนั่นเอง หากจะเปรียบเทียบกับส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix) อื่น ๆ แล้ว การตัดสินใจ
74 เรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายดูจะมีความยุ่งยากซับซ้อนอยู่เบื้องหลังเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุที่เป็นการ ตัดสินใจที่จะต้องขึ้นอยู่กับองค์กรอิสระภายนอกดังที่กล่าวมา ซึ่งต้องถือว่าองค์กรเหล่านั้นมีเป้าหมายและ วิธีการดำเนินงานที่แตกต่างออกไปอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ผลิต ด้วยลักษณะที่เป็น "เงินคนละ กระเป๋า" "เป้าหมายที่แตกต่าง" จึงทำให้องค์กรต้องประสบปัญหายุ่งยากพอสมควรในการจัดการคนกลาง เหล่านี้ หากจะดูตัวอย่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น การพัฒนาและเติบโตของร้านค้าปลีกยุคใหม่มีผลต่อ สินค้าของผู้ผลิตอย่างมากซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป อีกประการหนึ่ง การตัดสินใจเลือกช่องทางการจัด จำหน่ายมีผลกระทบต่อการตัดสินใจส่วนประสมการตลาดอื่น ๆ เช่น การกำหนดลักษณะสินค้าและบรรจุ ภัณฑ์การกำหนดราคาที่เหมาะสมกับวิธีการจัดจำหน่ายการเลือกโปรแกรมการส่งเสริมการตลาด การ ตัดสินใจเลือกช่องทางการจัดจำหน่าย จึงเป็นปัญหาท้าทายนักการตลาดให้ต้องปรับยุทธวิธีการจัดจำหน่าย ให้สอดคล้องกับความก้าวหน้า และเปลี่ยนแปลงไปของคนกลางประเภทต่าง ๆ เทคโนโลยี และระบบ ข่าวสารข้อมูลที่ถูกนำมาใช้กับการจัดการการจัดจำหน่าย พฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความรวดเร็ว นอกจากนี้การคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการสู่ผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความแตกต่าง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นความท้าทายที่ชี้ชะตาความอยู่รอดของธุรกิจและการตลาดยุคปัจจุบันอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ 3.3 หน้าที่ช่องทางการจัดจำหน่าย คนกลางที่ถูกกล่าวถึงในช่องทางการจัดจำหน่าย เข้ามาทำหน้าที่ต่าง ๆ ในกระบวนการที่จะนำ สินค้าและบริการไปสู่การบริโภคเพื่อแก้ปัญหาความหลากหลายทางด้านสถานที่ เวลา การเคลื่อนย้ายสินค้า ในระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคหน้าที่หลักของคนกลางในช่องทางการจัดจำหน่าย ประกอบด้วย 1. รวบรวมข่าวสารข้อมูลการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคปัจจุบัน และผู้บริโภคในอนาคต คู่แข่งขัน และข้อมูลอื่น ๆ ทางการตลาด 2. สื่อสารการตลาดกับผู้บริโภคเพื่อกระตุ้นการซื้อ 3. เจรจาต่อรองเพื่อบรรลุข้อตกลงในด้านเงื่อนไขการซื้อขาย เช่น ด้านราคา เงื่อนไขอื่น ๆสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตจัดหา 4. แหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนสินค้าคงคลังในระดับต่าง ๆ 5. รับภาระความเสี่ยงจากการเก็บรักษาสินค้า 6. การเคลื่อนย้ายสินค้าและคลังสินค้า 7. การชำระเงินโดยผ่านระบบธนาคารและสถาบันการเงิน 8. การโอนย้ายสิทธิความเป็นเจ้าของสินค้าในแต่ละช่องของการจัดจำหน่าย หน้าที่ทั้งหมดของช่องทางการจัดจำหน่ายทำให้เกิดการไหล (Flow) 5 ประเภท ซึ่งรวมกันเป็น กลไกสำคัญในการจัดการช่องทางการจัดจำหน่าย ได้แก่ 1. การไหลของสินค้า 2. การไหลของสิทธิความเป็นเจ้าของ
75 3. การไหลของการชำระเงิน 4. การไหลของข้อมูล 5. การไหลของการส่งเสริมการตลาด 3.4 ระดับของช่องทางการจัดจำหน่าย การตัดสินใจระดับของช่องทางการจัดจำหน่าย คือ การพิจารณาความยาว (Length) ของการจัด หน่ายจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคว่าจะต้องผ่านคนกลางมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นจะแยกเป็น สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรม ระดับของช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค 1. การจัดจำหน่ายระดับศูนย์ (Zero-level Channel) หรือเรียกว่า Direct-marketing Channel เป็นการจัดจำหน่ายโดยตรงจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ไม่ผ่านคนกลางใด ๆ รูปแบบที่คุ้นเคยกันก็คือการใช้ พนักงานขายถึงประตูบ้าน(Door-to-Door Sales) หรือการขายตรง (Direct Sales) ซึ่งบริษัทชั้นนำ เช่น แอมเวย์ เอวอน มีสทีน ฯลฯ นำมาใช้อย่างได้ผล การใช้วิธีส่งจดหมายตรง (Mail Order) การขายทาง โทรศัพท์ (Telemarketing) การขายผ่านสื่อ (Media Selling) รวมไปถึงรูปแบบร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Internet Selling) 2. การจัดจำหน่ายระดับหนึ่ง (One-Level Channel) การจัดจำหน่ายผ่านคนกลางเพียงชั้นเดียว คือร้านค้าปลีก (Retailer) โดยผู้ผลิตทำหน้าที่กระจายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกเพื่อจำหน่ายต่อไปยังผู้บริโภค 3. การจัดจำหน่ายระดับสอง (Two-Level Channel) ผู้ผลิตมอบภาระการจัดจำหน่ายให้กับ ร้านค้าส่ง(Wholesaler) จำหน่ายสินค้าต่อไปยังร้านค้าปลีกอีกทอดหนึ่ง เพื่อให้สินค้ากระจายอย่างทั่วถึง ในอดีตร้านค้าส่งแบบเดิม (ยี่ปั๊ว) ทำหน้าที่ด้านการตลาดแทนผู้ผลิตในพื้นที่รับผิดชอบ รับผิดชอบ เป้าหมายการตลาดและการแข่งขันกับคู่แข่งทุกรูปแบบ 4. การจัดจำหน่ายระดับสาม (Three-Level Channel) คนกลางที่เรียกว่า Jobber " ซาปั๊ว" เข้า มารับช่วงต่อจากร้านค้าส่งอีกทอด เพิ่มความเข้มแข็งในการกระจายสินค้า สู่ร้านค้าปลีกให้ครอบคลุม พื้นที่มากขึ้น ระดับของช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรม ระดับของการจัดจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมแตกต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่บ้าง เนื่องจาก องค์ประกอบของคนกลางแตกต่างกันวิธีการจัดจำหน่ายอาจจะดำเนินการโดยตรงโดยผ่านพนักงานขายของ บริษัทสู่ลูกค้า หรือผ่านผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรม (Industrial Distributors) หรือผ่านตัวแทนผู้ผลิต (Manufacturer's Representative) หรือสำนักงานสาขาของผู้ผลิต (Manufacture's Sales Branch) ก็ ได้ ส่วนประกอบของการจัดจำหน่าย การจัดจำหน่ายสินค้ามีส่วนประกอบดังนี้
76 1. ช่องทางการจัดจำหน่าย (Channel of Distribution) เป็นเส้นทางที่ผลิตภัณฑ์และกรม สิทธิ์ของผลิตภัณฑ์เคลื่อนผ้ายไปยังตลาด 2. การกระจายสินค้า (Physical of Distribution) เป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไป ยังลูกค้าโดยเร็ว หน้าที่ รูปแบบ และประเภทของช่องทางการจัดจำหน่าย 1. หน้าที่ของช่องทางการจัดจำหน่ายการที่ผู้ผลิตจำนวนมากไม่สามารถขายสินค้าขายสินค้าให้กับ รับโภคหรือผู้ได้ไปโดยตรงอย่างทั่วถึง หรือหากทำการจัดจำหน่ายเองโดยตรงจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก บางครั้งคนกลางสามารถทำการกระจายสินค้าได้ดีผู้ผลิต ดังนั้นการตลาดจึงต้องพิจารณาเลือกคนกลางทาง การตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยหน้าที่ของช่องทางการจัดจำหน่ายมีดังนี้ 1.1 เป็นแหล่งข้อมูลทางการตลาด (Information) คนกลางจะทำหน้าที่รวบรวมรัดมูล ลูกค้า คู่แข่งขัน หรือสิ่งแวดล้อมทางการตลาดให้กับผู้ผลิต เนื่องจากจะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้กับลูกค้ามากที่สุด ทำ ให้ทราบความหรือความเคลื่อนไหวทางการ การตลาด การแช่งอัน และสิ่งแวดล้อมทางการตลาดได้ดีกว่า ผู้ผลิต ซึ่งผู้ผลิตสมารถนำข้อมูลต่างๆ ไปในการวางแผนการตลาดได้อย่างเหมาสมสะสอดคล้องกับสภาระทาง การตลาด 1.2 การเจรจาต่อรอง (Negotiation) คนกลางจะทำหน้าที่จรจาต่อรองราคาและเงื่อนไข การซื้อขายต่างๆ กับผู้ซื้อแทนผู้ผลิต 1.3 ทำหน้าที่การเงิน (Finance) คนกลางความเสี่ยงต่อการเสื่อมคุณภาพของสินค้าหรือ สินค้าล้าสมัย ความเสี่ยงต่อสินค้าสูญหาย 1.4 รับภาระเสี่ยงภัย (Risk- taking) คนกลางจะรับภารการขนส่งและ ระการเก็บรักษา 1.5 จัดทำและส่งคำสั่งซื้อไปยังผู้เด็ด (Ordering) คำสั่งซื้อของลูกค้ามาเป็นคำสั่งซื้อของ คนกลางส่งเพื่อส่งต่อหรือจำหน่ายต่อไปยังผู้ซื้อหรือผู้ใช้ 1.6 ทำให้มีคลังสินค้า (Physical Product) คนกลางจะทำ สำรองสินค้าคงคลังไว้เพื่อรอ จำหน่าย 1.7 การชำระเงิน (ไปชำระให้กับผู้ผลิต 1.8 การโอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ คนกลางจะทำหน้าที่โอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์สินค้าของผู้ผลิต ไปยังบุคคลหรือองค์กรอีกกลุ่มหนึ่ง 1.9 ทำหน้าที่ส่งเสริมการตลาด (Promotion) คนกลางทำหน้าที่กระตุ้นและจูงใจให้ลูกค้า ซื้อสินค้าของผู้ผลิต การส่งเสริมการตลาดของ สินค้าจัดแสดงในตู้โชว์หรือชั้นรองเพื่อให้ลูกค้าเห็นได้ง่าย และช่วยโฆษณาส่งเสริมการชายสินคำให้กับผู้ผลิต 2. รูปแบบของช่องทางการจัดจำหน่าย รูปแบบของช่องทางการบริการมีความชับซ้อน มีผู้เกี่ยวร้อง เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้ค้าส่ง โดยจะเป็นรูปแบบเครือข่าย กลุ่มคนกลางต่างๆ มี บทบาทในการติดต่อซื้อขายแล ละกระจายสินค้าไปในช่องทาง การจัดจำหน่ายแบ่งออกได้ 2 ช่องทาง ดังนี้
77 2.1 ช่องทางการจัดจำหน่ายทาง ทางตรง (Direct Channel of Distribution) เป็น ช่องทางการกระจายสินค้าที่ไม่มีกลางเข้ามาช่วยกระจายสินค้า ผู้ผลิตจะติดต่อชายสินค้าโดยตรงกับ ผู้บริโภคคนสุ น่ายสินค้าของผู้ผลิตหน้าโรงงานหรือผู้ผลิตนำสินต่ำไปจำหน่าย ฌ แหล่งจำหน่าย ผู้ผลิตส่ง พนักงานชายไปเสนอชายให้ลูกค้าถึงบ้านหรือผู้ผลิตเปิดสำนักงานเพื่อจำหน่ายสินค้ให้กับลูกค้า รวมถึงการ ใช้วิธีการตลาดทางตรง (Direct Marketing) เช่น ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์นอกจากผลิตสินค้า เพื่อจำหน่ายให้แก่ ผู้คำส่งแล้วอาจเปิดสำนักงานขายเพื่อจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคเองโดยตรง หรือบริษัท ฟลายนาว (Ply Now) จำกัด นอกจากจะผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายตามห้างสรรทสินค้าแล้ว ยังมีการนำสินค้ามาจำหน่ายผ่าน ทางออนไลน์ และเปิดวันขายสินค้าจากโรงาน (Out let) เพื่อจำหน่ายสินค้าโดยตรงให้กับผู้บริโภคด้วย ช่องทางการจัดจำหน่ายโดยตรงไปยังผู้บริโภคคนสุดท้าย ช่องทางการจัดจำหน่ายโดยตรงไปยังผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคที่ใช้ช่องทางการจำหน่ายทางตรงเป็น เป็นสินคำที่มีอายุสั้น ต้องใช้ช่องทางการ จำหน่ายที่เร็วเพื่อลดปัญหาสินค้าเน่าเสียหรือหมดอายุก่อนถึงผู้ปริโภค เช่น นมสด ผัก ผลไม้ ฯลา สินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายทาง ทางตรงนิยมใช้กับสินค้าประเภทวัตถุดิบ ซึ่ง ต้องใช้พื้นที่ในการเก็บรักษามาก หรือตัวแทนจัดจำหน่ายอาจไม่มีสถานที่เก็บรักษาสินค้า จึงจำเป็นที่ผู้ใช้ สินค้าอุตสาหกรรมจะตกลงซื้อขายสินค้ากับผู้ผลิต สินค้าอุตสาหกรรมที่นิยมใช้ช่องทางการจัดจำหน่าย ทางตรง เช่น อุปกรณ์ก่อสร้าง สินค้าการเกษตรที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป ฯลฯ 2.2 ช่องทางการจัดจำหน่ายทางอ้อม (Indirect Channel of Distribution) เป็นช่อง ทางการจำหน่ายโดยผ่านตนกลาง ได้แก่ ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย การจัดจำหน่าย วิธีนี้คนกลาง จะเข้ามาทำหน้าที่ระหว่างผู้ผลิตและคนกลางจะทำหนำที่ช่วยให้การกระจายสินค้ามีความสะดวกและ รวดเร็วขึ้น อาจใช้คนกลางเพียงรายเดี่ยวหรือหลายราย มักใช้กับการจำหน่ายสินค้ำอุปโภคบริโภค ผู้ผลิต (Manufacture) ผู้บริโภคคนสุดท้าย (Ultimate Consumer ) ผู้ผลิต (Manufacture) ผู้ใช้สินค้าทางอุตสาหกรรม (Industrial Users)
78 2.3 ประเภทของช่องทางการจัดจำหน่าย ช่องทางการจัดจำหน่ายแบ่งตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อการ อุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคซื้อไปเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนตัว มีตลาดเป็นหมายอผู้บริโภค คนสุดท้าย และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ผู้บริโภคซื้อไปเพื่อการแปรรูปหรือแปรสภาพสินต่ำเพื่อนำไปขาย ต่อ ตลาดเป้าหมายคือผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม ช่องทางการจัดจำหน่ายตามประเทผลิตภัณฑ์แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้ 2.3.1 ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Product) เป็น ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ต้องการกระจายสินค้า ให้ครอบคลุมไปยังแหล่งที่ให้ผู้บริโภคมากที่สุดนักการ ตลาดต้องพยายามกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคคนสุดท้าย โดยกำหนดลักษณะของ ช่องทางการ จัดจำหน่ายไว้ดังนี้ 2.3.2 ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค เป็นช่องทางที่สั้นและง่าย ที่สุด ผู้ผลิตขายสินค้าไปยังผู้บริโภคได้โดยตรงกับงานขายของผู้ผลิตเป็นผู้กระจายสินค้า โดยการจัดแสดง สินค้า ณ จุดขาย การขายด้วยการสื่อสารทางการตลาด การขายโดยใช้พนักงานขาย การขายโดยเครื่องจัก อัตโนมัติ หรือการขายในร้านค้าของผู้ผลิตเอง ช่องทางการจำหน่าย จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค 2.3.3 ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่านผู้ค้าปลีกไปยังผู้บริโภค เป็นช่อง ทางการจัดจำหน่ายที่ผู้ผลิตจะจำหน่ายสินค้าของตนให้กับผู้ค้าปลีก จากนั้นผู้ค้าปลีกนำไปขายต่อให้ ผู้บริโภคหรือผู้บริโภคมาซื้อสินค้าที่ร้านคำของผู้ค้าปลีกเอง สินค้าที่เหมาะกับการจัดจำหน่าย ช่องทางนี้ คือสินค้าทั่วไปที่จำเป็นแก่การ การครองชีพ ซึ่งจะขายผ่านร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่นห้างสรรสินค้า ร้านค้า ปลีกแบบลูกโซ่ โดยร้านค้าปลีกเหล่านี้จะสั่งซื้อสินค้าโดยตรง จากโรงงาน สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่เป็น สินค้าแฟชั่น สินค้าสมัยยม เช่น เสื้อผ้า กระเป้าถือ รองเท้า ฯลฯ และสินค้าเน่าเสียง่าย ชน ผัก ผลไม้ ดอกไม้สด นมสด ฯลา ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ผู้บริโภคคนสุดท้าย ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่านผู้ค้าปลีกไปยังผู้บริโภค 2.3.4 ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่านผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกไปยังผู้บริโภค เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่ผ่านคนกลาง 2 ระดับคือผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก เป็นช่องทางการจัดจำหน่าย ผู้ผลิต ผู้บริโภคคนสุดท้าย ผู้ผลิต ผู้บริโภคคนสุดท้าย ผู้บริโภค
79 แบบดั้งเต็มที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะผู้ผลิตบางรายผลิตสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดแต่ เละแต่ละชนิดจะมีวิธีการ ผลิตที่แตกต่างกัน เมื่อผู้บริโภคต้องการใช้สินค้าหลายชนิด ผู้ผลิตจะใช้คนกลางซึ่งเป็นผู้คำส่ง ช่วยกระจาย สินค้าเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกับกับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย การจัดเก็บรักษาสินค้าและการชนส่ง ผู้คำ สงมีความชำนาญ กระตุ้นเคยกับผู้ค้าปลีก โดยเฉพาะร้านค้าปลีก ต่างจังหวัด สินค้าที่นิยมจัดจำหน่ายใน ช่องทางนี้คือสินค้าสะดวกซื้อ สินค้าที่ไม่เน่าเสียง่าย และสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้ำ ปลีก ผู้บริโภคคนสุดท้าย ช่องทางจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่านผู้ส่งและผู้ค่าปลีกไปยังผู้บริโภค 2.3.4 ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่านตัวแทนไปยังผู้บริโภค เป็นช่องทาง การจัดจำหน่ายผ่านคนกลาง 1 ระดับ โดยคนกลางที่ผู้ผลิตแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของ ผู้ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วน และไม่มีกรรมสิทธิ์ในสินค้าที่จำหน่าย โดยผู้ผลิตแต่งตั้งตัวแทนให้จำหน่ายสินค้า แทนเนื่องจากผู้ผลิตไม่มีความรู้ความชำนาญในตลาด หรือผู้ผลิตทำหน้าที่ผลิตและให้ตัวแทนทำหน้าที่ เหมือนฝ่ายขายหรือฝ่ายการตลาดแทนผู้ผลิต การค้ากับต่างประเทศนิยมใช้ช่องทางจัดจำหน่ายผ่านตัวแทน เพื่อให้ตัวแทนช่วยทำหน้าที่ทางการตลาดในต่างประเทศ 2.3.5 ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่านตัวแหนผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ทางการจัด จำหน่ายผ่านตัวแทน แทนผู้ผลิตที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตให้วับผิดชอบการขายหรือทำหน้าที่ทางการ ตลาด แทนผู้ผลิต เนื่องจากผู้ผลิตขาดความชำนาญหรือมีเงินทุนจำกัด จึงไม่สามารถทำการจัดจำหน่ายเอง ได้ ซึ่งผู้ได้ทางอุตสาหกรรมจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่มีปริมาณและมูลค่าการสั่งซื้อสูง สินค้ามีราคาต่อ หน่วยสูง ตัวแทนผู้ผลิตจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายการตลาดให้กับผู้ผลิตช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่าน ตัวแทนผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม 2.3.6 ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตผ่านตัวแทนผู้ผลิต ผ่านผู้จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไปยังผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรม ขนาดเล็ก สินค้ามีราดาต่ำ ผู้ผลิตไม่มีแผนกการตลาดจึงต้องอาศัยผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมช่วย กระจายสินค้า เพราะผู้ใช้ทางอุตสาหกรรมมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วไป สินค้าที่ใช้ช่องทางการจัด ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ผู้บริโภคคนสุดท้าย ผู้ผลิต ตัวแทนผู้ผลิต ผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม ผู้จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ (ผู้ค้าส่ง) ผู้ใช้ทาง อุตสาหกรรม
80 จำหน่ายนี้ เช่น อุปกรณ์การเกษตร ตะปู เลื่อย เครื่องมือช่างขนาดเล็ก ฯลฯ การค้าปลีกและประเภทของกิจการค้าปลีก การค้าปลีก (Retailing) หมายถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภคคน สุดท้าย โดยเป็นกลางรวบรวมสินค้าและทยอยขายให้กับผู้บริโภคในปริมาณน้อยร้านค้าปลีกมีความ แตกต่างกันในขนาดของกิจการ เช่น หาบเร่ แผงลอย ร้านขายปลีกขนาดเล็ก จนถึงห้างสรรพสินค้าขนาด ใหญ่ การขายปลีกรวมไปถึงการขายปลีกแบบไม่มีร้านค้า เช่นการขายตรง การขายทางโทรศัพท์ การขาย โดยเครื่องจักร และการขายทางอินเทอร์เน็ต (e-commerce)ในการค้าปลีกมีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องกับ การค้าปลีก พ่อค้าปลีก (Retailer)ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางที่ทำหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภคคน สุดท้าย ประเภทของกิจการค้าปลีก ปัจจุบันร้านค้าปลีกมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมากเมื่อคนมีรายได้ มี การศึกษาที่ดีขึ้น มีการดมนาคมที่สะดวกสบาย ร้นค้าปลีกจึงเปลี่ยนแปลงไปตามการเจริญเติบโตของสังคม อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เกิดรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade)เพื่อตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบาย โดยการค้าปลีกแบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังนี้ 1. การค้าปลีกแบบมีร้านค้า (Store Retailing) แบ่งออกได้ 3 ประuท ดังนี้ 1.1 ร้านค้าปลีกอีกตามชนิดของสินค้า เป็นการแบ่งประเภทการค้าปลีกตามชนิด สินค้าที่จำหน่ายมีดังนี้ 1.1.1 ร้านค้าปลีกสินค้าทั่วไป (General Merchandise Store) หรือ เรียกว่า ร้านขายของชำหรือร้านโชห่วย (Grocery store) เป็นร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม กระจายอยู่ตาม บ ริ เ ว ณ ที่ลูกค้าอาศัย ใช้เงินลงทุนน้อย จัดวางสินค้าไม่ถึง เป็นหมวดหมู่ สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าที่ใช้ใน ชีวิตประจำวัน เช่น ยาสีฟัน สบู่ อาหาร กระป๋อง ฯลฯ ปัจจุบันร้านค้าประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมจาก ผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าจากศูนย์การค้าหรือร้าน สรรพสินค้ามากกว่า 1.1.2 ร้านค้าปลีกสินค้าเฉพาะหมายถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์พวกเดียวกัน มี ความสัมพันธ์กันหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกัน ร้านค้าประเภทนี้จะจำหน่ายสินค้าเฉพาะชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่มี สินค้าให้เลือกจำนวนมาก เช่น ร้านขายอุปกรณ์กีฬาจะขายอุปกรณ์กีฬาหลายประเภท ทั้งเสื้อผ้าและ กางเกงกีฬา รวมทั้งถุงเท้าและรองเท้ากีฬาด้วย ผู้ผลิต ตัวแทนผู้ผลิต
81 1.1.3 ร้านค้าปลีกสินค้าเฉพาะอย่าง (specialty store) เป็นร้านปลีกที่ ขายสินค้าเจาะจงซื้อประเภทใดประเภทหนึ่ง มีสินค้าให้เลือกหลายแบบ เช่น ร้านวัตสัน จะขายสินค้า เกี่ยวกับการบำรุงผิวพรรณและเวชภัณฑ์ 2. ร้านค้าตามกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ สามารถจำแนกได้ดังนี้ 2.1 ร้านค้าปลีกอิสระ (Independent store) เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กผู้เป็น เจ้าของเนินกิจการเอง เป็นกิจการเจ้าของคนเดียว ใช้เงินลงทุนไม่มาก และจำหน่าย สินค้าหลายชนิด เช่น ร้านค้าแผงลอย ร้านขายของชำ 2.2 ร้านค้าปลีกแบบลูกโซ่ (Chain Store) เป็นร้านค้าปลีกที่มีตั้งแต่ 2 ร้านขึ้นไป บริหารงานโดยเจ้าของหรือกลุ่มคนเดียวกัน มีหลายและดำเนินงานภายใต้นโยบายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการ จำหน่ายสินค้า มีการตกแต่งร้าน การกำหนดสาขาโดยใช้ชื่อร้านเหมือนกันราคา และการส่งเสริมการขาย เหมือนกัน โดยในแต่ละสาขาจะมีผู้จัดการคอยดูแลและรับคำสั่งการปฏิบัติงานจา จากสำนักงานใหญ่ เช่น ร้าน S&P ร้านสุกี้ MK 2.3 ร้านค้าปลีกแบบให้สิทธิ์ทางการค้า (Franchise System) เป็นระบบที่ผู้ให้ สิทธิ์ทางการค้า (Franchisor) ซึ่งบริษัทแม่ยอมให้ใช้เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) และให้ความ ช่วยเหลือต่างๆ ในการปริหารงานกับผู้วับสิทธิ์ทางการค้า (Franchisee) ซึ่งมีสิทธิ์ในการขายสินคำหรือ บริการของผู้ให้สิชี้ทางการค้า ภายให้เงื่อนไขที่ตกลงกันระหว่างผู้วูบสิทธิ์และผู้ให้สิทธิ์ผู้รับสิทธิ์ต้อง่าย ค่าตอบแทนเป็นคำธรรมเนียมแรกเข้าและส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินกิจกรรม 2.3.4 ร้านค้าปลีกแบบสหกรณ์ผู้บริโภค (Consumer Co- operative)เป็นกา รวมตัวของกลุ่มผู้บริโภคโดยการดำเนินการ สมาชิกสหกรณ์มีสิทธิ์ออกเสียงได้เพียง 1 เสียงไม่ว่าจะถือหุ้นที่ หุ้นก็ตาม สมาชิกสหกรณ์จะได้รับผลประโยชน์จากสหกรณ์ 2 อย่าง คือดอกเบี้ยแลเงินปันผล สินค้าที่ จำหน่ายส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นแก่การครองชีพ มีราคายุติธรรม ราคาเท่ากันหรือต่ำกว่าท้องตลาด แต่ ขณะนี้สหกรณ์กำลังเผชิญปัญหากับการแช่งชันจากร้านสรรพาหารที่จำหน่ายสินค้าราคาถูก จึงทำให้ สหกรณ์ผู้บริโภคได้รับความนิยมลดลง 2.3.5 ร้านค้าปลีกแบบให้เช่าเฉพาะแผนก (Leaded Department Chain) เป็น กิจการขายปลีกที่เช่าสถานที่จองกิจการค้าปลีกอื่นเพื่อชายสินค้าหรือบริการ เช่น เช่าพื้นที่จาก ห้างสรรพสินค้าเพื่อขายสินค้า ในการเช่าพื้นที่จะเสียค่าเช่าเป็นตารางเมตร โดยค่าเช่าอาจติดเป็นรายวัน รายเดือน หรืออาจเสียค่าเช่าพื้นที่เป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย 2.3.6 ร้านค้าปลีกของผู้ผลิตสินค้า (Manufacturer Owned Chain) เป็นกิจการ ขายปลีกที่ดำเนินงานโดยผู้ผลิตเอง เพื่อต้องการทราบพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงเป็นการระบายสินค้าออกสู่ ตลาด สามารถใช้เป็นสถานที่จัดแสดงสินค้าที่ผลิตได้ และเป็นแหล่งที่กิจการสามารถระดมเงินได้
82 ร้านค้าปลีกตามวิธีการดำเนินงาน จำแนกได้ดังนี้ 1. ร้านสรรพสินค้า (Department Store) เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่จัดวางสินค้าแบ่งออกเป็น หมวดหมู่และแผนก เพื่อความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าคุณภาพดี ราคา ราคาค่อนข้างสูงและมีความทันสมัย เช่น แผนกเครื่องแต่งกายสตรีผลบุรุษ แผนกเด็กอ่อน แผนก รองเท้า ฯลฯ ตกแต่งร้านค้าสวยงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ที่จอดรถ ลิฟต์ บันไดเลื่อน และบริการ เสริมอื่นๆ เช่น การชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต บริหารห่อของขวัญ บริการให้คำแนะนำด้านความงาม ฯลฯ 2. ร้านสรรพาหาร (Supermarket) เป็นร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคที่ใช้ใน ชีวิตประจำวัน เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ให้ถูกค้าบริการด้วย (Self-Service) จำหน่ายสินค้าประเภท อาหารที่ใหม่ สด และมีความหลากหลาย โดยแบ่งสินค้าออกเป็นหมวดหมู่เช่น ผักและผลไม้ อาหารพร้อม ปรุง อาหารกระป๋อง เนื้อสัตว์นม เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส สิ่งของจำเป็นที่ใช้ในบ้าน อุปกรณ์ทำอาหาร ฯลฯ การชายในร้านสรรพาหารจะขายแบบบริการตัวเอง ซึ่งช่วยลดจำนวนพนักงานและช่วยประหยัด ค่าใช้จ่าย ทำให้สินค้าที่จำหน่ายมีราคาถูก
83 3. ไฮเปอร์มาร์เก็ด (Hypermarket) เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นการผสมผสานระหว่างห้าง สรรพาหารกับห้างสรรพสินค้า มีพื้นที่ประมาณ 800-2000 ตารางฟุต จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ต่อการตำรงชีวิตในราคาถูก เช่น เทสโก้ โลตัส หรือ บิ๊กชี ฯลฯ 4. ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่จำหน่ายสินค้าประเภท อาหารและสินค้าสะดวกซื้อตั้งอยู่ในทำเลที่ลูกค้าเข้าถึงสะดวก ติดถนนใหญ่หรือในชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน และเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง เช่นร้านเซเว่น (7-11) หรือเทศโกโลตัส เอ็กซ์เพรส ฯลฯ 5. ร้านค้าปลีกขายของถูก (Discount Stoke) หรือร้านค้าปลีกแบบให้ส่วนลด โดยกำหนดราคา สินค้าที่ขายต่ำหว่าราคาที่ผู้ผลิตกำหนด เน้นขายสินค้าเป็นจำนวนมาก หวังผลกำไรเพียงเล็กน้อยและเป็น สินค้ามาตรฐาน
84 6. ร้านแสดงสินค้าและให้สั่งซื้อสินค้าตามแคตตาล็อก เป็นร้านค้าปลีกที่มีการจัดแสดงสินค้าภายใน และมีแคตตาล็อกที่มีรายละเอียดของสินค้าไว้ให้บริการลูกค้า ถ้าลูกค้าสนใจสามารถเขียนใบสั่งซื้อและ ขอรับสินค้าได้ทันที ส่วนใหญ่เป็นสินค้าขนาดเล็กที่มีราคาไม่สูง หากเป็นสินค้าขนาดใหญ่ทางร้านจะจัดส่ง ให้ลูกค้าหลังจากการสั่งซื้อสักระยะ วิธีการขายแบบนี้ลูกค้าจะมาที่ร้านแสดงสินค้าและสั่งซื้อสินค้าตามแคต ตาล็อก หรือร้านค้าอาจส่งแคตตาล็อกไปให้ลูกค้า หากลูกค้าสนใจสามารถเขียนใบสั่งซื้อส่งให้ร้านแสดง สินค้าได้ 7. การค้าปลีกแบบไม่มีร้านค้า (Non Store Retailing) แบ่งตามลักษณะ รูปแบบการสื่อสาร ระหว่างผู้ค้าปลีกกับลูกค้า 7.1 การค้าปลีกโดยใช้แคตตาล็อกและจดหมายขายของ (Direct Mail) วิธีนี้จะใช้สื่อ สิ่งพิมพ์และจดหมายในการติดต่อสื่อสารไปยังลูกค้า ถ้าลูกค้าสนใจสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทางโทรศัพท์หรือ ไปรษณีย์ จากนั้นผู้ค้าปลีกจะส่งสินค้าให้ลูกค้าทางไปรษณีย์หรือบริษัทขนส่ง 7.2 การค้าแบบขายตรง (Direct Selling) เป็นการขายโดยส่งพนักงานขายไปติดต่อกับ ลูกค้าที่บ้านหรือที่ทำงาน โดยจำนำสินค้าไปสาธิตให้ลูกค้าเป็นถึงประโยชน์ วิธีการใช้ กระตุ้นให้ลูกค้าสนใจ และสั่งซื้อ มีการให้บริการหลังการขาย อาจขายแบบตัวต่อตัวหรือขายให้กับลูกค้าเป็นกลุ่ม เช่น การขาย เครื่องใช้ในครัวเรือนที่มีราคาแพง การขายประกันชีวิต ฯลฯ
85 7.3 การค้าปลีกผ่านสื่อโทรทัศน์ (T.V.Home Shopping) มีวัตถุปะสงค์ในการขายสินค้า และให้บริการตามคำสั่งซื้อ โดยเสนอขายผ่านสื่อโทรทัศน์ซึ่งจะสาธิตการทำงานของสินค้าและลูกค้า สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีขณะชมการสาธิตสินค้า 7.4 การค้าปลีกผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Retailing) บางครั้งเรียกว่า ร้านค้า ปลีกที่ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet Retailing) เป็นการขายโดยใช้เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งข้อมูลต่างๆ ไปยังคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ของลูกค้า และจัดส่งสินค้าผ่านทางไปรษณีย์การขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำได้ 4 ลักษณะ ดังนี้ 7.4.1 การทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค(Business to Consumer: B2C) เป็นการขายปลีกจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าตนกลาง หรือตัวแทนจำหน่าย มีปริมาณการซื้อขายแต่ละครั้งไม่มาก 7.4.2 การทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business: B2B)เป็นการขายสินค้าระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ เช่น ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้นำเข้าผู้ผลิตกับผู้ ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก มีปริมาณการซื้อขายมากเพื่อจำหน่ายต่อให้กับผู้ค้าปลีก 7.4.3 การทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer: C2C) เป็นการขายสินค้าของบุดคลทั่วไปที่เปิดขายสินค้าตามเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต เช่น www.ebay.com หรือ www.thaisecon ndhand.com ฯลฯ 7.4.4 การทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ(Consumer to Business: C2B) เป็นการทำธุรกิจผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคไปยังธุรกิจผู้บริโภคจะสื่อสาร ไปยังธุรกิจ โดยจะส่งคำถาม ข้อเสนอแนะ และดำติชม ผ่านทาง 6-mail 7.5 การขายด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automatic Vending Machine)เป็นการค้าปลึก โดยไม่มีร้านค้าผ่านเครื่องจักรอัตโนมัติ เพียงแต่ลูกค้าหยอดเหรียญแล้วกดปุ่มเลือกสินค้าที่ต้องการ ลูกค้า สามารถใช้บริการในเวลาใดก็ได้ โดยเครื่องจักรขายสินค้าจะตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงงาน สถานีรถไฟฟ้า โรงพยาบาล สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าที่มีราคาต่อ หน่วยต่ำ เช่น นมกล่อง เครื่องดื่ม ฯลฯ การขายด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ การค้าส่งและประเภทของกิจการค้าส่ง ความหมายของการค้าส่งการค้าส่ง (Wholesaling) หมายถึงการจำหน่ายสินค้าหรือบริการจาก ผู้ผลิตให้กิจการนำไปขายต่อ อาจเป็นพ่อค้าส่งรายอื่นหรือขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อนำไปแปรรูป
86 โดยหวังผลกำไรพ่อค้าส่ง (Wholesalers) หมายถึงพ่อค้าที่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและนำไปจำหน่ายต่อให้กับ ผู้ค้าปลึกหรือผู้บริโภคที่เป็นองค์กรโดยหวังผลกำไร ประเภทของกิจการค้าส่งกิจการค้าส่งแบ่งตามกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสามารถแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. ผู้ค้าส่งที่เป็นผู้ค้า (Merchant Wholesalers) เป็นพ่อค้าส่งที่มีกรรมสิทธิ์ในสินค้าที่ ขาย บางครั้งเรียกว่า พ่อค้าส่งอิสระ (Jobbers) หรือผู้จัดจำหน่าย (Distribution) โดยจะซื้อสินค้าจากกลุ่ม ผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งรายอื่นๆ เพื่อไปขายต่อ พ่อค้ากลุ่มนี้แบ่งได้ 2 ประเกท ดังนี้ 1.1 พ่อค้าขายส่งที่ให้บริการเต็มที่ (Full-Service Wholesalers) เป็นพ่อค้าส่งที่ มีกรรมสิทธิ์ในสินค้า ให้บริการทุกอย่างแก่ผู้ผลิตหรือร้านค้าปลึก เช่น บริการให้สินเชื่อ บริการขนส่ง บริการให้ดำปรึกษาและแนะนำ บริการส่งมอบสินค้าและเก็บรักษาสินค้า แบ่งได้เป็น 1.2 พ่อค้าขายส่ง (Wholesale Merchant เป็นพ่อค้าส่งที่ขายสินค้าให้พ่อปลีก โดยขายสินหลายสายผลิตภัณฑ์หรือเลือกขายสินค้บางสายผลิตภัณฑ์ 2. ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรม (Industrial Distributors) เป็นพ่อค้าส่งที่ขายสินค้า ให้อุตสาหกรรม เช่น จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและให้บริการค้านต่างๆ 3. ผู้ค้าส่งที่ให้บริการจำกัด (Limited Service Wholesalers) เป็นพ่อค้าส่งที่ให้บริการ ลูกค้าบางอย่าง พ่อค้าส่งประเภทนี้แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้ 3.1 พ่อค้าส่งรับคำสั่งซื้อ (Drop Shipper or Desk Jobber) เป็นพ่อค้าส่งที่ไม่มี สินค้าในมือ ทำหน้าที่ติดต่อไปยังผู้ผลิตให้ส่งสินค้าแก่ลูกค้าโดยพ่อค้าส่งจะดูแลการให้สินเชื่อและการเก็บ เงิน ซึ่งได้รับผลตอบแทนเป็นค่านายหน้า 2 ประเภท ดังนี้ 3.1.1 พ่อค้าส่งรับคำสั่งซื้อ (Drop Shipper or Desk Jobber) เป็น พ่อค้าส่งที่ไม่มีสินค้าในมือ ทำหน้าที่ติดต่อไปยังผู้ผลิตให้ส่งสินค้าแก่ลูกค้า โดยพ่อค้าส่งจะดูแลการให้ สินเชื่อและการเก็บเงิน ซึ่งได้รับผลตอบแทนเป็นด่านายหน้า 3.1.2 พ่อค้าส่งรถเร่ (Wagon Truck Wholesalers) เป็นพ่อค้าส่งที่นำ สินค้าใส่รถเร่ขายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ เช่น น้ำอัดลม ผลไม้ ขนม ฯลฯ 3.2 พ่อค้าส่งทางไปรษณีย์ (Mail-Order Wholesalers) พ่อค้าส่งประเภทนี้จะใช้ วิธีติตต่อทางจดหมายหรือโทรศัพท์มือถือ และจะจัดส่งสินค้าให้ทางไปรษณีย์หรือบริษัทขนส่ง โดยลูกค้าจะ ดูรายละเอียดของสินค้าจากแคตตาล็อก 3.3 พ่อค้าส่งขายสินค้าเป็น เงินสดและสินค้าไปเอง (Cash and Carry Wholesalers) ลูกค้าที่ซื้อสินค้าต้องชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดและขนสินค้ากลับบ้านเอง ซึ่งเป็นการลด ค่าใช้จ่ายในการขนส่งและลดความเสี่ยงจากหนี้สูญ ทำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่ถูกกว่าพ่อค้าส่งรายอื่น เช่น ห้างแม็คโคร
87 3.4 พ่อค้าส่งรูปสหกรณ์ (Producer Co-operative) เกิดจากการรวมตัวของ ผู้ผลิตรายเล็กๆ ร่วมกันจัดตั้งสหกรณ์ขึ้น เพื่อรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกและนำมาจำหน่าย ต่อให้พ่อค้ำปลีก เพื่อไม่ให้เกษตรกรแย่งกันขายผลผลิตตัดราคากัน 3.4 พ่อค้าส่งฝากขายสินค้า (Rack Jobber) เป็นพ่อค้าส่งที่ฝากขายสินค้าตาม ร้านค้าต่างๆโดยจะกำหนดราดาขาย ช่วยจัดวางสินค้าบนชั้นโชว์ ดูแลสินค้า และวางแผนการขาย นายหน้าและตัวแทน (Broker and Agent) เป็นผู้ค้าส่งที่ทำหน้าที่ซื้อสินค้าโดยไม่มีกรรมสิทธิ์ในสินค้าที่ จำหน่ายและจะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้า แบ่งออกได้ 3.4.1 นายหน้า (Broker) ทำหน้าที่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกันโดยไม่มี กรรมสิทธิ์และไม่ได้ครอบครองสินค้า ไม่มีอำนาจในการตั้งราดาสินค้า เมื่อมีการตกลงซื้อขายสินค้าจะได้รับ ค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้า 3.4.2 ตัวแทนผู้ผลิต (Manufacturer Agent) เป็นตัวแทนที่แต่งตั้งโดย ผู้ผลิตอาจเป็นตัวแทนผู้ผลิตเพียงรายเดียวหรือหลายๆ ราย จำหน่ายสินค้าของผู้ผลิตโดยสินค้าไม่เป็นคู่ แข่งขันกัน ตัวแทนผู้ผลิตจะมีดวามรู้เกี่ยวกับลูกค้า รับผิดชอบเขตการขาย มีข้อมูลของสินค้าที่เป็นตัวแทน ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสินค้าใหม่ๆ ช่วยผู้ผลิตในการจัดโปรแกรมส่งเสริมการจำหน่ายและได้รับ ค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย 3.4.3 ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้ ผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ทำหน้าที่ขายสินค้าทุกอย่างให้กับผู้ผลิต ไม่มีกรรมสิทธิ์ในสินค้า และจะช่วยผู้ผลิตราย เล็กที่ไม่มีเงินทุนโดยจะเข้ามาช่วยจัดจำหน่ายสินค้า จัดแสดงสินค้า และโฆษณาให้สินค้าสาขาและ สำนักงานผู้ผลิต แบ่งออกได้ดังนี้ 3.4.3.1 สาขาและสำนักงานขายสินค้า (Sale Branches and office) บางครั้งผู้ผลิตจะตั้งสาขาหรือสำนักงานขายขึ้นเพื่อควบคุมสินค้าคงเหลือ ปรับปรุงการขายและ ส่งเสริมการจำหน่าย โดยสาขาที่ตั้งขึ้นจะมีสินค้าเก็บไว้ เช่น อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์และผลิตชิ้นส่วนหรือ อะไหล่รถยนต์ส่วนสำนักงานขายจะไม่เก็บสินค้าไว้ เมื่อได้รับคำสั่งซื้อจะประสานงานไปยังหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องให้จัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ 3.4.3.2 สำนักงานจัดซื้อ (Purchasing Office) เป็นผู้ปลีกที่ รวมตัวกันจัดตั้งสำนักงาน นจัดซื้อขึ้นในเมืองใหญ่เพื่อจัดหาสินค้ามาชาย โดยสำนักงานจัดซื้อจะทำหน้าที่ เช่นเดียวกับนายหน้าหรือตัวแทนจำหน่ายแต่เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งของผู้ซื้อ ผู้ค้าส่งอื่นๆ (Miscellaneous Wholesalers) มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากผู้ค้าส่งที่กล่าวมาแล้วดังนี้ 1. ศูนย์รวมพืชผลทางการเกษตร (Agricultural Assembler) ทำหน้าที่รวบรวมผลิตผลทางการ เกษตรจากเกษตรกรหลายๆ ราย หรือผลผลิตจากชาวประมง เช่น ตลาดกลางผักและผลไม้ปากดลองตลาด "ลาดนัดสี่มุมเมือง ตลาดไท องค์การตลาดเพื่อการเกษตรตลาดกลางปลาเพื่อองค์กรสะพานปลา ฯลฯ
88 2. ผู้ขายโดยวิธีประมูลราคา (Auction Company or Auction House)เป็นการขายที่ผู้ซื้อจะต้อง ประมูลสินค้าแข่งกัน ผู้ประมูลที่เสนอราคาสูงสุดจะได้ซื้อสินค้า และราคาที่ประมูลได้ต้องไม่ต่ำกว่าราคา กลางหรือราดขั้นต่ำที่กำหนด เช่น การขายรถยนต์มือสอง ฯลฯ การกระจายสินค้า การกระจายสินค้า (Physical of Distribution) หมายถึงการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปยัง ลูกค้าโดยเร็ว รวมทั้งเป็นการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เข้ามาช่วยเพื่อให้สินค้ามีอายุยืนยาวและเคลื่อนย้าย ด้วยความปลอดภัย ช่วยประหยัดขั้นทุนและเพิ่มกำไร ปัจจัยที่ทำให้การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมีดังนี้ 1. การขนส่ง (Transportation) การขนส่งเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังลูกโดยใช้ พาหนะบรรทุกลำเลียงนักการตลาดต้องเลือกวิธีการขนส่งให้เหมาะสมกับสินค้า วิธีการขนส่งมีดังนี้ 1.1 การขนส่งทางรถไฟ (Railroad) เป็นวิธีการขนส่งที่มีราคาไม่แพง เหมาะกับการขนส่ง สินค้าที่มีน้ำหนักหรือปริมาณมาก เช่น หิน ทราย ปูนซีเมนต์ เหล็ก ฯลฯ การขนส่งทางรถไฟมีความ ปลอดภัย แต่มีข้อจำกัดคือตารางเวลาเดินรถที่แน่นอนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และสถานีรถไฟไม่ได้ตั้งอยู่ในตัว เมือง ทำให้ไม่สะดวกในการขนส่ง ต้องใช้การขนส่งทางรถยนต์มาช่วยเพื่อให้เข้าถึงลูกค้า ทำให้ค่าขนส่ง โดยรวมสูงกว่าการขนส่งทางรถบรรทุก 1.2 การขนส่งทางรถบรรทุก (Trucks) เป็นวิธีการขนส่งที่ได้รับความนิยมเพราะขนส่งได้ ในปริมาณมาก มีความสะดวกและรวดเร็ว ส่งตรงให้ลูกค้าได้ถ้ามีถนนเชื่อมถึงไม่ต้องขนถ่ายสินต้าหลาย ทอด ช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และสามารถขนส่งได้ทุกเวลา
89 1.3 การขนส่งทางน้ำ (Waterway) เป็นการขนส่งโดยใช้เรือบรรทุกสินค้ามีต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักและมีปริมาณมาก เป็นสินค้าที่เสียหายยากแต่มีข้อจำกัดคือใช้เวลา ในการขนส่งมาก นิยมใช้กับการขนส่งทราย หิน ข้าวเปลือก และการขนส่งระหว่างประเทศ 1.4 การขนส่งทางอากาศ (Airlines)เป็นการขนส่งที่เหมาะกับสินค้าที่มีราคาแพง สินค้าที่ เสียหายง่าย สินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว มีน้ำหนักไม่มาก และต้องการความปลอดภัยจากการขนส่ง แต่ ต้นทุนการขนส่งสูงเมื่อเทียบกับการขนส่งด้วยวิธีอื่น 1.5 การขนส่งทางท่อ (Pipeline) เป็นกรขนส่งที่เหมาะกับของเหลว เช่นน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ น้ำ ฯลฯ เป็นการชนส่งที่มีต้นทุนการดำเนินงานในครั้งแรกสูง แต่ลงทุนครั้งเดียวสามารถใช้ งานได้นาน การขนส่งทางท่อไม่มีข้อจำกัดค้านเวลา ภูมิอากาศ สภาพปัญหา การจราจร และสามารถขนส่ง ได้ตลอดเวลาการเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าวิธีใด ต้องเลือกให้เหมาะกับตลาดและสินค้าต้องทำให้ ผู้บริโภคได้รับสินค้าตามเวลา สถานที่ และราคาที่ถูกต้องจึงจะทำให้ช่องทางการจัดจำหน่ายเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด การเก็บรักษาสินค้า การเก็บรักษาสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายหรือการขนส่ง นักการตลาดต้องเก็บรักษา สินค้าเพื่อให้สินค้ามีอายุยืนยาว ไม่ให้สินค้ามีราคาสูงเกินไป และสามารถตอบสนองความต้องการได้เสมอ คลังสินค้า (Warehouse) บางแห่งเรียกว่าโกดัง (Go down) แบ่งได้ดังนั้น 1. คลังสินค้าเอกชน (Private Warehouse) เป็นคลังสินค้าที่เจ้าของสร้างขึ้นเองเพื่อใช้สำหรับเก็บ รักษาสินค้าที่ผลิตเองโดยตรงหรือเก็บเพื่อรอจำหน่าย
90 2. คลังสินค้าสาธารณะ (Public Warehouse) เป็นคลังสินค้าที่สร้างขึ้นเพื่อให้เช่าจัดเก็บสินค้าที่ รอจำหน่ายหรือรอขนถ่ายสินค้าลงเรื่อ บางแห่งอาจมีบริการบรรจุหีบห่อและบริการขนส่งสินค้า 3. คลังสินค้าเฉพาะ (Commodities Warehouse) เป็นดลังสินค้าสำหรับเก็บสินค้าเฉพาะอย่าง เช่น พืชผลทางเกษตรกรรม ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ 4. คลังสินค้าทั่วไป (General Merchandise Warehouse) เป็นคลังสินค้าเก็บสินค้าทั่วไป ส่วน ใหญ่จะเก็บรักษาสินค้าอุตสาหกรรม 5. คลังสินค้าพิเศษ (Bonded Warehouse) เป็นคลังสินค้าสำหรับเก็บสินค้าพิเศษที่สั่งเข้ามา จำหน่ายหรือสินค้าอื่น เช่น สุรา บุหรี่ ฯลฯ ซึ่งต้องรอการเสียภาษีก่อนนำออกจำหน่าย 6. คลังสินค้าห้องเย็น (Cold Storage Warehouse) เป็นคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าที่เน่าเสียง่าย เช่น อาหารทะเล ผัก ผลไม้ ฯลฯ สามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับสินค้าเพื่อรักษาคุณภาพสินค้าได้ 7 คลังสินค้าเก็บเครื่องใช้ในครัวเรือน (Household Goods Warehouse)เป็นคลังสินค้าเก็บรักษา เฟอร์นิเจอร์ ตู้ โต๊ะ เตียง เก้าอี้ และรับฝากเครื่องเรือนต่างๆ โดยไม่เสียค่าบริการ 8. คลังสินค้าเก็บสินค้าประเภทของเหลว (Bulk Storage Warehouse) เช่น น้ำมัน น้ำยา เคมี สุรา ฯลฯ ต้นทุนการขนส่งและการเก็บรักษาสินค้าเป็นต้นทุนที่ผู้ผลิตต้องรวมในราคาสินค้า ดังนั้นนักการตลาดจึงต้อง หาทางลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ 3.5 ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านอาชีพ
91 3.5.1 การกล่าวทักทายต้อนรับลูกค้า Good morning สวัสดีตอนเช้า (1 a.m. – noon) Good afternoon สวัสดีตอนบ่าย (1 p.m. – 5 p.m.) Good evening สวัสดีตอนเย็น (6 p.m. – midnight) Hello สวัสดี (ทักทายแบบเป็นกันเอง ใช้ได้ตลอดเวลา) Hi สวัสดี (ทักทายอย่างเพื่อนสนิท) คำทักทายต้อนรับลูกค้า Can I help you? หรือ What can I do for you? มีอะไรให้ดิฉัน/ผม ช่วยบ้างครับ/ค่ะ คำกล่าวต้อนรับอื่น ๆ Are you being served? Is anybody looking after you? มีใครบริการ Are you being attended to? คุณหรือยัง Are you being seen too? 3.5.2 การกล่าวแนะนำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกสินค้าตามที่พอใจ คำกล่าวแนะนำขายสินค้า This dress suits you very well. เสื้อชุดนี้เหมาะกับคุณมาก It is wrinkle free and shrink resistant. เป็นผ้าที่ไม่ยับและไม่หด The colours do not wash away. สีไม่ตก We give you 10 percent discount for cash. เราให้ส่วนลด 10% ถ้าคุณจ่ายเงินสด It’s made from a very good material. มันทำมาจากวัสดุอย่างดีมาก Would you try on this shirt? คุณลองเสื้อเชิ้ตตัวนี้ซิครับ/ค่ะ It seems to fit nicely. ดูเหมือนว่า สวมได้พอดี 3.5.3 การกล่าวขอโทษลูกค้า หากลูกค้าเกิดความไม่พอใจในตัวสินค้า หรือได้สินค้าไม่ตรงกับความต้องการ พนักงานขายจึง จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีแก้ไขสถานการณ์ รู้จักกล่าวคำขอโทษ และแนะนำสินค้าที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับ
92 สินค้าที่ลูกค้าต้องการได้ Conversation 1 A : May I help you? ให้ผม/ฉันช่วยอะไรไหมครับ/คะ B : Yes, I’m looking for a pair of shoes. ได้ซิ ฉันกำลังมองหารองเท้าสักคู่ A : What size do you take? คุณใส่ขนาดอะไร B : Number 6. ขนาด 6 A : OK. Do you like this style? โอเค คุณชอบแบบนี้ไหม B : No, I don’t. Can I look around? ไม่ ฉันไม่ชอบ ขอให้ฉันดูไปรอบๆร้านดีกว่า A : Certainly, madam. Our shop has many styles for you to choose. ได้ครับ/ค่ะ ร้านเรามี รองเท้าหลายแบบให้เลือก B : I like this one. ฉันชอบคู่นี้ Conversation 2 A : May I help you? ให้ผม/ฉันช่วยอะไรไหมครับ/คะ B : Yes, I’m looking for a wallet. May I look around? ฉันกำลังมองหากระเป๋าใส่เงินสักใบ แต่ขอให้ฉันดูไป รอบๆ ร้านดีกว่า A : Certainly, sir. May I show you the one in fashion? ได้ครับ/ค่ะ ผมอยากให้ชมแบบที่กำลัง อยู่ในแฟชั่น B : I don’t care it much. I’d like the genuine leather. ฉันไม่คำนึงถึงแฟชั่นหรอก แต่อยากได้ ที่เป็นหนังแท้ A : Is this one OK for you? แบบนี้ คุณชอบไหมล่ะ B : I don’t like this design. Can you show me others? ไม่ชอบ เอาใบใหม่มาให้ดูได้ไหม A : Sure. How about this one? ได้ครับ/ค่ะ แบบนี้เป็นอย่างไร B : It’s alright. I like it. How much is it? ได้เลย ฉันชอบ ราคาเท่าไร A : It’s four hundred, sir. ราคา 400 บาท ค่ะ/ครับ Conversation 3 Clerk : May I help you? ให้ผม/ฉันช่วยอะไรไหมครับ/คะ Customer : Yes. I would like a toothpaste, please. ฉันอยากได้ยาสีฟันสักหลอด Clerk : What brand would you like? ต้องการประเภทไหน Customer : I want the one that with fluoride. ฉันอยากได้ที่ผสมฟลูออไรด์ Clerk : Why don’t you try this brand. Most of our customers are very satisfied with. ทำไมไม่ลองยี่ห้อนี้ล่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบมัน Customer : Fine, I’ll take it. ได้ ตกลงเอายี่ห้อนี้ 3.5.4 การกล่าวเชิญชวนให้ลูกค้ามาใช้บริการอีก
93 คำกล่าวเชิญชวนลูกค้า I wish I could serve you again next time. ฉัน/ผม หวังว่าจะได้รับใช้คุณอีกในโอกาสหน้า See you soon. See you again. แล้วพบกันอีก See you later. See you then. 3.5.5 การพูดถึงคุณสมบัติของสินค้า It is not expensive มันไม่แพงเลย It is inexpensive It is a reasonable price. ราคายุติธรรม It is worth to buy ควรค่าแก่การซื้อหา It’s very delicious. มันอร่อยมาก It’s fresh from farm สดจากไร่ 3.5.6 การกล่าวขอบคุณ ตอบรับคำขอบคุณ และกล่าวลา คำกล่าวขอบคุณ Thank you. ขอบคุณ Many thanks. ขอบคุณมาก Thank you very much. ขอบคุณมาก Thanks a lot. ขอบคุณมาก Thank you so much. ขอบคุณมาก คำตอบรับคำขอบคุณ It’s pleasure ด้วยความยินดี Not at all. ไม่เป็นไร That’s OK. ไม่เป็นไร That’s quite alright. ไม่เป็นไร You’re welcome. ไม่เป็นไร คำกล่าวลา Good bye ลาก่อน Bye – bye ลาก่อน So long ลาก่อน See you แล้วพบกันใหม่ See you later แล้วพบกันใหม่ Please come back again โปรดกลับมาใหม่
94 คำศัพท์เกี่ยวกับ สี ขนาด red แดง yellow เหลือง pink ชมพู green เขียว orange ส้ม blue ฟ้า purple ม่วง brown น้ำตาล black ดำ white ขาว grey เทา silver เงิน คำศัพท์เกี่ยวกับขนาด small ขนาดเล็ก medium ขนาดกลาง large ขนาดใหญ่ extra large ขนาดใหญ่พิเศษ มาตราชั่ง ตวง วัด a package หีบ, ห่อ a carton ลัง, หีบห่อกระดาษ a piece ชิ้น, อัน, แท่ง a meter 1 เมตร a yard 1 หลา a pair of 1 คู่ a tube of 1 หลอด a dozen 1 โหล ประโยคที่เกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าถามความต้องการของลูกค้า What would you like, Sir? What would you like to have? Which one do you need? What is your size?