The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักภาษาไทย สำหรับนักศึกษาหรือผู้สนใจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2021-01-28 06:15:11

E-Book หลักภาษาหรรษา ภาษาไทย

หลักภาษาไทย สำหรับนักศึกษาหรือผู้สนใจ

Keywords: หลักภาษาไทย,สำหรับนักศึกษา



คำนำ

ภาษาเปน็ สิ่งทีม่ นุษย์ในแต่ละสงั คมกำหนดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจตกลงกนั ระหว่างสมาชิก
ในกลุ่มฉะนั้นการใช้ภาษาจึงต้องใช้ได้ตรงตามกำหนดของสังคม ไม่ว่าเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน
หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากข้อตกลงการสื่สารก็จะหยุดชะงักล่าช้าลง ผิดแผกไปจากเจตนาหรือไม่
สามารถสื่อสารได้

การจัดทำรายงานฉบับนี้ผู้จัดทำได้ทำการค้นคว้า และเรียบเรียงข้อมูล จากเว็บไซต์
Google หัวข้อสืบค้น หลักภาษาไทย.doc ผู้จัดทำหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจบ้างตามสมควร
หากเนอื้ หาภายในรปู เล่มรายงานเกิดความผิดพลาดประการใด ต้องขออภยั มา ณ ท่นี ้ีด้วย

นางสาวณิยะวรรณ ชทู อง
ผจู้ ัดทำ



สารบญั

เรอ่ื ง หนา้
คำนำ................................................................................................................................................. ก
สารบัญ.............................................................................................................................................. ข
หลักภาษาไทย................................................................................................................................... 1
การพดู และการเขยี น......................................................................................................................... 1

ความสำคัญ................................................................................................................................. 1
ภาษาเปน็ วฒั นธรรม.......................................................................................................................... 1
การแบง่ ระดบั ภาษา........................................................................................................................... 2

ภาษาระดบั ทางการ..................................................................................................................... 2
ภาษาระดบั กงึ่ ทางการ................................................................................................................. 3
ภาษาระดับปาก........................................................................................................................... 3
ภาษาระดับพิธีการ ...................................................................................................................... 5
ภาษาระดับทางการ..................................................................................................................... 5
ภาษาระดบั กงึ่ ทางการ................................................................................................................. 5
ภาษาระดับสนทนาทว่ั ไป............................................................................................................. 5
ภาษาระดับกนั เอง หรือระดับภาษาปาก...................................................................................... 5
การใชภ้ าษาพดู ปะปนในภาษาเขยี น .................................................................................................. 6
ปจั จยั ทสี่ นบั สนนุ การเขยี น ................................................................................................................ 6
ขอ้ ควรคำนงึ ในการใชภ้ าษาไทย ........................................................................................................ 7
การใช้ภาษาผดิ ............................................................................................................................ 7
การใช้ภาษาไม่เหมาะสม.............................................................................................................. 8
การใช้ภาษาไมช่ ัดเจน.................................................................................................................. 9
การใช้ภาษาไม่สละสลวย........................................................................................................... 10
การใชภ้ าษาระหวา่ งภาษาพดู กบั ภาษาเขยี น ................................................................................... 11
ความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพดู กบั ภาษาเขยี น................................................................................. 12
หลักภาษาไทย................................................................................................................................. 13



อักขระวธิ ี .................................................................................................................................. 13
เสียงในภาษาไทย....................................................................................................................... 13
สระ ........................................................................................................................................... 13
วรรณยุกต์ ................................................................................................................................. 13
คำเปน็ คำตาย............................................................................................................................ 14
คำสมาส .................................................................................................................................... 14
อักษรควบ ................................................................................................................................. 15
อกั ษรควบแท้ ............................................................................................................................ 15
อกั ษร ควบไม่แท้ ....................................................................................................................... 15
อกั ษรนำ.................................................................................................................................... 15
คำมูล......................................................................................................................................... 15
คำประสม.................................................................................................................................. 15
พยางค์....................................................................................................................................... 15
วลี ............................................................................................................................................. 16
การสะกดคำ การเขยี นคำ.......................................................................................................... 16
การอา่ นออกเสยี ง...................................................................................................................... 18
การใชค้ ำให้เหมาะสม ................................................................................................................ 20
บรรณานกุ รม................................................................................................................................... 23

หลกั ภาษาไทย
การพดู และการเขยี น

ความสำคญั

ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษยใ์ นแต่ละสังคมกำหนดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจตกลงกนั ระหว่างสมาชิก
ในกลุ่ม ฉะนั้นการใช้ภาษาจึงต้องใช้ได้ตรงตามกำหนดของสังคม ไม่ว่าเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน
หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากข้อตกลงการส่ือสารก็จะหยุดชะงักล่าช้าลง ผิดแผกไปจากเจตนาหรือไม่
สามารถส่ือสารได้

ภาษาพูด เปน็ ภาษาท่ีใช้พูดจากันไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พถิ พี ิถนั ในากรใช้แต่ใช้ส่ือสาร
กันได้ดี สร้างความรู้สึกที่เป็นกันเอง ใช้ในหมูเ่ พื่อนฝูง ในครอบครัว และติดต่อส่ือสารกนั อย่างไม่เปน็
ทางการ การใชภ้ าษาพดู จะใชภ้ าษาที่เป็นกนั เองและสภุ าพ ขณะเดยี วกนั ก็คำนึงถึงว่าพูดกับบุคคลที่มี
ฐานะต่างกัน การใช้ถ้อยคำก็ต่างกันไปด้วย ไม่คำนึงถึงหลักภาษาหรือระเบียบแบบแผนการใช้ภาษา
มากนัก ส่วน ภาษาเขียน เป็นภาษาที่เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคำและคำนึงถึงหลักภาษาเพื่อใช้ในการ
สื่อสารให้ถูกต้อง และใช้ใน การเขียนมากกว่าการพูด ต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เขียนให้เป็นประโยค
เลอื กใช้ถ้อยคำท่เี หมาะสมกับสถานการณ์ในการส่ือสาร เป็นภาษาท่ใี ช้ในพธิ ีการและเป็นทางการ เช่น
การกล่าวรายงาน กล่าวปราศรัย กล่าวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา การใช้ภาษาจะ
ระมัดระวังไมใ่ ช้คำที่ไม่จำเปน็ หรือคำฟุ่มเฟือยหรือการเลน่ คำจนกลายเป็นการพดู หรือเขยี นเล่นๆ

ดังนั้นภาษาพูดและภาษาเขียน จึงมีความสำคัญที่นักเรียนจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจ และ
ฝึกใช้ให้ถูกตอ้ ง โดยคำนงึ ถึงความเหมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล
ความหมาย

ภาษาพดู หมายถงึ ภาษาทใ่ี ช้สอ่ื สารกันด้วยการพดู
ภาษาเขยี น หมายถึง ภาษาที่ใช้สื่อสารด้วยการเขียนเป็นตวั หนังสือและตวั เลข แทนการพูด

สาระสำคัญ
สาระสำคญั ในการจัดการเรยี นการสอนภาษาพูดและภาษาเขียน ประกอบด้วย

1. ภาษาเปน็ วฒั นธรรม

ภาษาเป็นวัฒนธรรม เพราะภาษาเป็นองค์ประกอบทีส่ ำคัญ ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคง
เป็นปึกแผ่น ด้วยเหตุที่คนพูดภาษาเดียวกันย่อมมีความผูกพัน รักใคร่กลมเกลียว ร่วมมือร่วมใจกัน
ประกอบภารกจิ ตา่ ง ๆ ใหเ้ จริญกา้ วหนา้ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพนอกจากนภ้ี าษายงั เป็นเคร่ืองบอกให้รู้
นสิ ัยใจคอ สภาพความเปน็ อยู่

2

และวัฒนธรรมของคนในสังคมนั้น ๆ ด้วย เช่น สำนวนไทยที่ว่า "สำเนียงบอกภาษา กิริยาส่อสกุล"
เป็นต้น อกี ประการหนึง่ ที่ว่าภาษาเป็นวัฒนธรรม ก็คือ ภาษาเป็นเครอื่ งมือวัดความเจริญก้าวหน้าของ
ชาตนิ ั้น ๆ ว่ามีวฒั นธรรมสงู สง่ เพยี งไร เรากจ็ ะสงั เกตได้งา่ ย ๆ คือ คนที่ยงั ป่าเถอ่ื นหรือไม่ได้รับอบรม
มาก่อนเวลาพูดก็จะไม่น่าฟัง เช่น ใช้ภาษากักขฬะ คือ แข็งกระด้างแต่คนที่ได้รับการศึกษาอบรมมา
เปน็ อย่างดีแลว้ จะพูดจาได้ไพเราะ ใชภ้ าษากถ็ กู ต้องตามแบบแผนใช้คำพูดสื่อความหมายได้ แจ่มแจ้ง
ไม่กำกวม เป็นภาษาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีในหมู่คณะอีกทั้งสามารถใช้ภาษาได้ถูกต้องตาม
กาลเทศะและเหมาะสมกบั ฐานะของบคุ คล

2. การแบง่ ระดบั ภาษา

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของภาษาไทย คือมีการแบ่งระดับของภาษา ซึ่งภาษาอื่นๆ
เชน่ ภาษาองั กฤษกม็ ีระดบั ภาษาเชน่ กนั แต่ลกั ษณะดงั กล่าวมิใชเ่ รือ่ งสำคญั เป็นพิเศษเหมือนภาษาไทย
เมื่อกล่าวโดยส่วนรวม ระดับภาษาเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของภาษาที่พัฒนาแล้ว และเมื่อกล่าว
เฉพาะภาษาไทย ระดบั ภาษาเป็นลกั ษณะพเิ ศษทนี่ ักเรยี นภาษาไทยจะต้องเข้าใจและใช้ให้ถูกต้องและ
เหมาะสมโดยปกตินักเรียนใช้ภาษาในการสื่อสาร มิใช่เพียงเพื่อให้รู้เรื่องกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับ
สารเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ให้ได้ผลดีด้วย นั่นก็คือต้องใช้ภาษาโดยคำนึงถึงความเหมาสมกับกาลเทศะ
บุคคล รวมทง้ั คำนงึ ถงึ ลกั ษณะของเนื้อหา และสือ่ ท่ีจะใชด้ ว้ ย โดยเราใชส้ ิง่ เหล่านีเ้ ป็นตวั กำหนดระดับ
ของภาษาที่จะใช้ จึงได้มีการแบ่งระดับของภาษาตามสัมพันธภาพของบุคคล โอกาส สถานที่ และ
ประชุมชนระดับภาษา หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคำ และการเรียบเรียงถ้อยคำที่ใช้ตามโอกาส
กาลเทศะ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้สง่ สารและผู้รับสารคนในสังคมแบ่งออกเป็นหลาย
กลุ่ม หลายชนชั้นตามสถานภาพ อาชีพ ถิ่นที่อยู่อาศัย ฯลฯ ภาษาจึงมีลักษณะผิดแผกหลายระดับไป
ตามกลุ่มคนที่ใช้ภาษาด้วย เช่น การกำหนดถ้อยคำที่ใช้แก่พระสงฆ์ให้แตกต่างจากคนทัว่ ไป หรือการ
คิดถ้อยคำขึ้นใหม่เพื่อใช้ในวงการอาชีพต่างๆ การสนทนาระหว่างผู้ทีค่ ุ้นเคยกันย่อมแตกต่างจากการ
สนทนาระหว่างผู้ที่เพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก หรือการพูดในที่ประชุมชนย่อมต้องระมัดระวังคำพูด
มากกว่าการพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อน แม้กระทั่งงานเขียนที่มีรูปแบบเฉพาะ อย่างงานวิชาการก็ต้องใช้
ถ้อยคำที่แตกต่างจากการเขียนในรูปแบบอื่น เช่น ข่าว เรื่องสั้น หรือบทกวี เป็นต้น ใช้ภาษาจึงต้อง
คำนึงถึงความเหมาะสมและเลือกใช้ภาษาให้ถูกต้องตามโอกาสกาลเทศะและสัมพันธภาพระหว่าง
บคุ คล
การแบ่งระดบั ภาษาสำหรบั นักเรียนในระดบั ประถมศึกษา เพอื่ ใหเ้ ข้าใจง่ายอาจจะแบ่งระดับภาษา
เปน็ 3 ระดบั ดงั นี้

2.1 ภาษาระดับทางการ เป็นภาษาที่ใช้ในที่ประชุมที่มีแบบแผน เช่น การบรรยาย

การอภิปรายอย่างเปน็ ทางการหรือใช้ในการเขยี นข้อความท่ีจะใช้ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นการ

3

เป็นงาน เชน่ ตำราวชิ าการ หนงั สอื ที่ใชต้ ิดตอ่ กันทางราชการหรือในวงการธุรกิจผู้รับสารและผู้ส่งสาร
มักเป็นบุคคลในวงการเดียวกันหรือวงอาชีพเดียวกันติดต่อกันในด้านธุรกิจการงาน เช่น บอกหรือ
รายงานให้ทราบ ให้ความรเู้ พิม่ เติม เสนอความคิดเห็น ฯลฯ ลักษณะของสารเปน็ เรื่องเกี่ยวกับความรู้
ความคิดที่สำคัญอันเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน ถ้อยคำที่ใช้ผลตาม
จดุ ประสงคโ์ ดยประหยัดทง้ั ถ้อยคำและเวลาให้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะทำได้ ตวั อย่างเช่น วิชามนุษย์ศาสตร์
คือ ความสำนึกในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และจุดประสงค์หลักของศาสตร์นี้ก็คือ การแสวงหา
ความหมายและคุณค่าของประสบการณ์มนุษย์ มนุษย์ศาสตร์ไม่ใช้วิชาชีพเพราะไม่อาจนำไปใช้สร้าง
ผลิต หรือทำอะไร เฉพาะอย่างได้ และจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็มิได้มุ่งสร้างผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านแต่
เพียงอย่างเดียว บุคคลหนึ่งอาจจะไม่ใช้นักภาษาหรือนักประวัติศาสตร์แต่เขาก็มีความเป็นนักมนุษย์
ศาสตร์รวมๆ อยู่ในตัวได้ เรามิได้ มุ่งได้ให้คนที่เรียนมนุษยศาสตร์รู้ภาษาเพื่อจะพูดภาษาได้ หรือรู้
วรรณคดเี พื่อเป็นนกั เขียนได้ แต่เพื่อให้รจู้ ักและเข้าใจมนุษย์ในด้านต่างๆ วิชานี้จึงเน้นที่ตัวมนุษย์เป็น
การสรา้ งคนในฐานะเปน็ คน ไมใ่ ช้สรา้ งคนในฐานะผู้ประกอบอาชีพ (กุสุมา รักษมณี,2533:13)

2.2 ภาษาระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารโดยมุ่งให้เกิดความเข้าใจกันด้วย

ความรวดเร็วลดความเป็นทางการลงบ้างเพื่อให้เกิดความใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร
มักใช้ในการประชุมกลุ่ม การอภิปรายกลุ่ม การบรรยายในห้องเรียน การพูดทางวิทยุและโทรทัศน์
ข่าว และบทความในหนังสือพิมพ์ ฯลฯ ลักษณะของสารมักเป็นเรื่องเกี่ยวกบั ความรู้ทั่วไป ธุรกิจ การ
แสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการหรือการดำเนินชีวิต ฯลฯ มักใช้ศัพท์วิชาการเท่าที่จำเป็น และอาจมี
ถ้อยคำที่แสดงความคุ้นเคยปนอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น โลกของเด็กไม่ใช่โลกของผู้ใหญ่ และในทำนอง
เดียวกันโลกของผู้ใหญ่ก็ย่อมไม่ใช่โลกของเด็ก ในขณะที่ผู้ใหญ่ ชอบรับประทานน้ำพริก เด็กก็ชอบ
รบั ประทานแกงจดื เด็กชอบไอศกรมี ผู้ใหญ่ชอบเหลา้ ฉะนน้ั ดูไปบางทโี ลกของผู้ใหญ่กับโลกของเด็กก็
ลอยห่างกนั มาก หรืออีกนยั หน่ึงทางเดนิ แห่งความคิดของผู้ใหญ่กับของเด็กมักจะสวนทางกันอยู่เสมอ
ถ้าผู้ใหญ่ไม่หมุนโลกของตนให้มาใกล้เคียงกับโลกของเด็กบ้าง บาทีเมื่อผู้ใหญ่หันกลับ โลกของเด็กก็
ลอยไปไกลจนสดุ ไขว่คว้าเสยี แล้ว (รัญจวน อินทรกำแหง,2524:9)

2.3 ภาษาระดบั ปาก เป็นภาษาท่ีใชใ้ นการพดู มักใช้ในสถานที่ที่เปน็ สว่ นตัวกับบุคคลท่ี

สนิทสนมคุ้นเคย เชน่ ระหว่างสามภี รรยา ระหวา่ งญาติพนี่ ้อง หรือเพ่ือนสนทิ เปน็ ต้น ลักษณะของสาร
ไม่มีขอบเขตจำกัด แต่มักใช้ในการพูดจากันเท่านัน้ อาจจะปรากฏในบทสนทนาในนวนิยายหรือเรื่อง
สั้นเพื่อความสมจริง ถ้อยคำที่ใช่อาจมีคำคะนอง คำไม่สุภาพ หรือคำภาษาถิ่นปะปนอยู่ ตัวอย่างเช่น
ฮือ ! ไอ้เพลงเกย่ี วข้าวนี่มนั ปลกุ ใจเหมอื นกันหรือ?" สมภารถามอย่างอศั จรรย์ใจ "ปลุกใจซสี มภาร บาง
ทมี นั กป็ ลกุ ใจดีเสยี กวา่ ตน้ ตระกลู ไทยที่ฉนั ร้องใหส้ มภาพฟังเมอื่ วานนี้อีก"สมภารกร่างก้มลงคว้าพลอง
มาถือไว้แล้วคำรามว่า "ไอ้เทียม มึงอย่ามาวอนเจ็บตัว เอ้า ! ไหนว่าจะมาช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว ก็

4

รีบๆ กระจายกันออกไป อย่ามัวชักช้า เที่ยงตรงตะวันตรงหัวมาพร้อมกันที่นี่ กำนันแกจะเอาขนมจีน
มาเล้ียง" (คึกฤทธ์ิ ปราโมช , 2527 : 244-245)

การแบ่งภาษาเป็น 3 ระดับข้างต้นนี้น ไม่ได้เป็นการแบ่งอย่างเด็ดขาด การใช้ภาษา ใน
ชีวิตประจำวันอาจใช้ภาษาระดับหนึ่งเหลื่อมกับอีกระดับหนึ่ง เช่น อาจใช้ภาษาระดับทางการปะปน
กับภาษากึ่งทางการได้ อย่างไรก็ดีการใช้ภาษาระดับต่างๆ ควรคำนึงถึงโอกาสสถานที่ สัมพันธภาพ
ระหว่างบุคคล กษณะของสาร และสื่อที่ต้องใชส้ ง่ สาร การศึกษาเรื่องระดับภาษาเป็นสิง่ สำคัญเพราะ
ทำให้บุคคลแต่ละกลุ่มเข้าใจภาษาของกันและกัน ไม่เกิดปัญหาด้านการสื่อสารและความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลรวมทั้งยังทำให้ ผู้ศึกษาได้เข้าใจลักษณะเฉพาะ และวิวัฒนาการของ
ภาษาไทยอกี ด้วย

การใช้ภาษาสื่อสารจริงๆ นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีต่างๆกัน จนบ้างครั้งแยก
ระดบั ไม่ไดง้ ่ายๆ เพราะต้องคำนงึ ถงึ ปจั จยั แวดล้อมอีกหลายประการ จึงอาจแบง่ ภาษาใหย้ ่อยลงไปอีก
เพ่อื ผใู้ ชจ้ ะไดพ้ จิ ารณาเลอื กใชไ้ ดล้ ะเอยี ดและเหมาะสมยงิ่ ขึ้น ซง่ึ แบง่ 5 ระดับ ดงั นี้

1) ภาษาระดับพิธีการ
2) ภาษาระดับทางการ
3) ภาษาระดับกึง่ ทางการ
4) ภาษาระดับสนทนาทว่ั ไป
5) ภาาระดบั กันเอง
การแบ่งระดับภาษาดงั กล่าวนี้ โอกาสและบุคคลเป็นสิง่ ที่ตอ้ งพิจารณามากกว่าเรื่องอื่นๆ
การสื่อสารกับบุคคลเดียวกันแต่ต่างโอกาสหรือต่างสถานที่กัน ก็ต้องเปลี่ยนระดับภาษาให้เหมาะสม
ภาษาบางระดับ คนบางคนอาจจะไม่มีโอกาสใช้เลย เช่น ภาษาระดับพิธีการ บางระดับต้องใช้กันอยู่
เสมอในชีวิตประจำวันการเรียนรู้เรื่องระดับภาษา ไม่ว่าจะมีโอกาสได้ใช้ทุกระดับหรือไม่ก็ตาม อย่าง
น้อยก็ทำให้เรารับรู้ว่าภาษามีระดับ เมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้ก็จะใช้ถูกต้อง รู้ว่าภาษาที่ใช้นี้ถูกต้อง
สมมควรหรือไม่เพียงใด เพราะถ้าใช้ไม่เหมาะสมไม่ถูกต้องแล้ว แม้ว่าจะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม
ย่อมเป็นสาเหตุให้เกิดอุปสรรคในการส่ือสารและอาจเกดิ ความไม่พอใจกนั ข้ึน เชน่ เด็กท่ีพูดจาตีเสมอ
ผู้ใหญ่ผู้น้อยที่พูดกับผู้บังคับบัญชาอย่างขาดสัมมาคารวะ ย่อมทำให้ผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชารู้สึกว่า
เป็นคนกระด้างไม่รู้จักกาลเทศะครูจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้ให้เข้าใจพิจารณานำไปแนะนำแก่
นักเรียนใหเ้ หมาะสมตามควรแต่กรณี ดังตอ่ ไปนี้

5

1) ภาษาระดบั พธิ ีการ

ภาษาระดับพิธีการเป็นภาษาที่ใช้ในงานระดับสูงที่จัดขึ้นเป็นพิธีการ เช่น การกล่าวสดุดี
กล่าวรายงาน กล่าวปราศรัยกลา่ วเปิดพิธี ผู้กล่าวมักเปน็ บุคคลสำคัญ บุคคลระดับสูงในสังคมวิชาชพี
หรือวิชาการ ผู้รับสารเป็นแต่เพียงผู้ฟังหรือผู้รับรู้ไม่ต้องโต้ตอบเป็นรายบุคคล หากจะมีก็จะเป็นการ
ตอบอย่างเปน็ พธิ กี ารในฐานะผู้แทนกลุม่ การใชภ้ าษาระดับน้ตี ้องมีการเตรยี มลว่ งหน้าเป็นลายลักษณ์
อักษรซึ่งเรียกว่า วาทนิพนธ์ก็ได้ ในการแต่งสารนี้มีคำต้องเลือกเฟ้น ถ้อยคำให้รู้สึกถึงความสูงส่ง
ยง่ิ ใหญ่ จรงิ จงั ตามสถานภาพของงานนนั้

2) ภาษาระดบั ทางการ

ภาษาระดับทางการ ใช้ในงานทยี่ ังตอ้ งรกั ษามารยาท ในการใชภ้ าษาคอ่ นขา้ งมาก อาจจะ
เป็นการรายงาน การอภิปรายในที่ประชุม การปาฐกถา ซึ่งต้องพูดเป็นการเป็นงาน ใช้ภาษาถูกต้อง
เหมาะสม อาจจะมีการใช้ศพั ท์เฉพาะเรือ่ งหรอื ศัพท์ทางวิชาการบ้างตามลักษณะของเนือ้ หาท่ีต้องพดู
หรอื เขยี น การส่ือสารระดับน้ีมุ่งความเข้าใจในสารมากกว่าระดับพิธีการ อาจจะตอ้ งมีการอธิบายมาก
ขึ้น แต่ก็่ยังคงต้องระมัดระวังมมิให้ใช้ภาษาฟุ่มเฟือยหรือเล่นคำสำนวนจนดูเป็นการพูดเล่นหรือเขยี น
เล่น

3) ภาษาระดบั กง่ึ ทางการ

ภาษาระดับกึ่งทางการเป็นภาษาที่ใช้ในระดับเดียวกับภาษาทางการที่ลดความเป็นงาน
เป็นการลง ผู้รับและผู้สง่ สารมีความใกลช้ ิดกันมากขึ้น มีโอกาสโต้ตอบกันมากข้ึน อาจต้องสร้างความ
เข้าใจด้วยการอธิบายชี้แจงประกอบหรือมีการแลกเปลี่ย นความคิดเห็นหรือปรึกษาหารือกัน
ภาษาระดับนี้มักใช้ในการประชมุ กลุ่ม การบรรยายในชนั้ เรียน การให้ขา่ ว การเขยี นข่าว หรือบทความ
ในหนังสอื พมิ พ์ ซึ่งนยิ มใชถ้ อ้ ยคำ สำนวน ทแี่ สดงความคุ้นเคยกับผ้อู ่านหรือผฟู้ งั ด้วย

4) ภาษาระดบั สนทนาทว่ั ไป

ภาษาระดับสนทนาทั่วไป เป็นภาษาระดับที่ใช้ในการพูดคุยกันธรรมดา แต่ยังไม่เป็นการ
ส่วนตัวเต็มที่ ยังต้องระมัดระวังเรื่องการให้เกียรติคู่สนนา เพราะอาจจะไม่เป็นการพูดจาเฉพาะกลุ่ม
พวกของตนเท่านั้นอาจมีบุคคลอื่นอยู่ด้วย หรืออาจมีบุคคลต่างระดับร่วมสนทนากัน ต้องคำนึงถึง
ความสุภาพ มิให้เปน็ กนั เองจนกลายเปน็ การล่วงเกินคสู่ นทนา

5) ภาษาระดบั กนั เอง หรอื ระดบั ภาษาปาก

ภาษาระดับกันเองเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกับผู้คุ้นเคยสนิทเป็นกันเอง ใช้พูดจากันใน
วงจำกดั อาจจะเปน็ กลุ่มเพอ่ื นฝูง ครอบครวั สถานท่ใี ชก้ ม็ กั เปน็ ส่วนตัว เป็นสัดสว่ นเฉพาะกลมุ่ เฉพาะ
พวก หรือท่ีนักเรยี นไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งระวังให้สุภาพ หรือมรี ะเบียบแบบแผนมากนักได้แก่ ภาษาถ่ิน ภาษา

6

สแลง ภาษาทใ่ี ช้ติดต่อในตลาดในโรงงาน รา้ นค้า ภาษาที่ใชใ้ นการละเลน่ หรือการแสดงบางอย่างท่ีมุ่ง
ให้ตลกขบขัน เช่น จำอวด ฯลฯ

การใช้ภาษาทุกระดับไม่ว่าจะเป็นภาษาระดับสนทนาหรือระดับกันเอง ผู้ใช้ควรคำนึงถึง
มารยาท ซงึ่ เปน็ ทง้ั การให้เกยี รตผิ ู้อน่ื และการรักษาเกียรติของตนเอง เพราะเป็นเครื่องแสดงว่า บุคคล
น้ันเป็นผไู้ ด้รบั การอบรมสั่งสอนมาดี เปน็ ผู้มีสมบัตผิ ้ดู ี และมีจิตใจดี

3. การใชภ้ าษาพดู ปะปนในภาษาเขยี น

การเขียนบางอย่าง เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือพิมพ์ หรือการเขียนไม่เป็นทางการ
อาจใช้ภาษาพูดเพื่อก่อให้เกิดภาพพจน์ หรืออารมณ์ชัดเจนขึ้น แต่การเขียนเพื่อสื่อสารเป็นทางการ
ควรหลีกเล่ยี งภาษาพดู ดงั เชน่

เขาพบวา่ ลูกค้าเกิดปญั หาเยอะแยะในเร่ืองการรบั ปุ๋ย
ผู้จดั การไม่เคยคิดเลยว่า ลกู จ้างจะเหนด็ เหนอ่ื ยแค่ไหน
เมือ่ มาพจิ ารณาถงึ สาเหตกุ ารลา คณุ จะพบว่ามันยงั มปี ัญหา
เดก็ วัยรุ่นมกั แอบเข้าไปสบู ยาในห้องนำ้ บอ่ ยๆ

4.ปจั จยั ทส่ี นบั สนนุ การเขยี น

ปัจจัยท่ีจะชว่ ยใหเ้ ขยี นไดด้ มี หี ลากหลายประการ กลา่ วโดยสรปุ ไดด้ งั นี้
4.1 ความรักและความสนใจ คนที่เขียนได้ดีต้องมีความรักและความสนใจที่จะเขียน ไม่
ย่อท้อที่จะแก้ ให้เวลาในการเขียน ปัจจัยพื้นฐานข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาการเขียนอย่างย่ิง
4.2 การอ่านและฟังมาก ความพยายามที่จะอ่านและฟังความคิดของคนอื่นจะช่วยให้
ผู้เขียนมีความคิดกว้างขวางและมีข้อมูลพอที่จะเขียนได้ โดยเฉพาะการอ่านจะช่วยให้ผู้เขียนได้แนว
ทางการเรยี บเรยี งความคิด การใช้ภาษาสำนวน การเลือกคำหรือหลกั ฐานประกอบการอ้างอิงหรือการ
ดำเนนิ เรอื่ งให้น่าสนใจชวนติดตาม
4.3 การเก็บบันทึกข้อมูล นักเรียนที่ดตี ้องหัดเก็บข้อมลู ตา่ งๆไว้ รู้จักจดบันทึกถ่ายสำเนา
หรือเก็บเอกสารดีๆ เพราะการนำการเขียนที่ดีมาอ้างอิงจะทำให้ข้อเขียนของตนมีน้ำหนักมีความ
กระจ่าง ชดั เจน นา่ สนใจมากข้ึน
4.4 การสังเกตและจดจำ การเป็นคนช่างสังเกตจะช่วยให้ผู้เขียนเป็นคนละเอียดอ่อน
เข้าใจเลือกสาระและคำนำ มาเขียนให้น่าสนใจมากขึ้น เช่น สังเกตว่าข้อเขียนใดอ่านแล้วเข้าใจง่าย
ประทับใจ ชื่นชมในตัวผ้เู ขยี น กบั พยายามสังเกตและจดจำแนวการเขียนน้ันนำมาพัฒนาเป็นลักษณะ
การเขียนของตน

7

4.5 การฝึกการเขียนบ่อยๆ การเขียนบ่อยๆ จะทำให้ผู้ฝึกเขียนเกิดความชำนาญในการ
คิด การเรียบเรียงสาระ ถ้อยคำสำนวน และความพยายามที่จะตรวจสอบภาษาที่ใช้ในกรณีทีไ่ ม่แน่ใจ
ว่าจะใชภ้ าษาได้ถกู ตอ้ งเหมาะสมหรือไม่

4.6 นิสัยรักการท่องเที่ยว คนที่ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ย่อมมีประสบการณ์มาก
ไดเ้ หน็ สงิ่ แปลกๆ ใหมๆ่ ทำให้เกิดความประทับใจ มีขอ้ มูลพอที่จะเขยี นบรรยาย

4.7 ความมมี นษุ ยสัมพนั ธ์ การเขยี นมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอ่ืนๆ ที่ต่างฐานะ ต่างความคิด
ต่างประเพณี วัฒนธรรมกันให้ผู้นั้นเข้าใจโลก เข้าใจคน ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นบทเรียน ข้อคิด หรือ
เตอื นใจทำให้สามารถมานำเหตุการณ์ การตดิ ต่อของมนุษย์มาเปน็ ขอ้ มูลในการเขยี นได้

5. ขอ้ ควรคำนงึ ในการใชภ้ าษาไทย

การศึกษาภาษาไทย นอกจากจะศึกษาลักษณะสำคัญของภาษาแล้ว ยังต้องศึกษาเรื่อง
การใช้ภาษาที่ถูกต้อง เหมาะสมหากผู้ใช้ภาษามีความรู้เรื่องการใช้ภาษาไม่ดีพอ อาจทำให้การ
ติดต่อสื่อสารเกิดความผิดพลาดสื่อสารได้ไม่ตรงความต้องการ หรือสื่อความได้แต่ไม่เหมาะสมทำให้
ขาดประสิทธภิ าพในการส่ือสาร ความผิดพลาดหรือความไมเ่ หมาะสมทเ่ี กิดข้ึนดังกลา่ วลว้ นมสี าเหตุมา
จากการใช้ภาษาท่ีบกพร่องหรือไม่คำนงึ ถึงการใชภ้ าษาไทยอย่างถูกต้องภาษาเป็นระบบสญั ลักษณ์ซงึ่
เกิดจากการที่คนในสังคมช่วยกันกำหนดขึ้น ดังนั้นการใช้ภาษาของมนุษย์จึงต้องอยู่ภายในระบบ
อันประกอบด้วยระเบียบและกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับร่วมกัน หากใช้ผิดไปจากกฎเกณฑ์ที่ยอมรับกนั
แลว้ อาจกอ่ ให้เกิดความสบั สนในการสอื่ ความหมายได้

ข้อควรคำนงึ ในการใช้ภาษาไทย มดี ังนี้
การใช้ภาษาผดิ
การใชภ้ าษาไมเ่ หมาะสม
การใช้ภาษาไมช่ ดั เจน
การใช้ภาษาไมส่ ละสลวย

5.1 การใช้ภาษาผิด การใช้ภาษาผิด หมายถึง การใช้ภาษาผิดหลักไวยากรณ์หรือผิด

ความหมาย อาจเกิดจากการใช้คำผิดความหมาย ใช้คำผิดหลักไวยากรณ์ ใช้กลุ่มคำและสำนวนผิด
เรยี งคำหรอื กลุ่มคำผดิ ลำดับ และประโยคไม่สมบูรณ์ ดังน5้ี .1.1 ใชค้ ำผดิ ความหมาย คอื การนำคำท่ี
มีความหมายอย่างหนึ่งไปใช้โดยต้องการให้มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากความหมาย
ไปจากความหมายท่ยี อมรับกนั อย่เู ดิม เชน่

- น้ำทว่ มเป็นเวลาหลายเดือน บัดนีแ้ ผน่ ดนิ แห้งแล้งลงแล้ว(แหง้ )
- คลองทไี่ ม่จำเป็นถกู ทับถมไปจนหมด(ถม)

8

- วิชยั เป็นคนเงียบๆ ไมค่ ่อยสูสกี ับใคร(สงุ สงิ )
5.1.2 ใช้คำผดิ หลกั ไวยากรณ์ คอื การใช้คำบุพบท สันธาน หรอื ลกั ษณ เช่น
- เราแนะนำการปอ้ งกันโรคให้กบั เด็ก (แก)่
- ในหมบู่ ้านของผมมถี นนสายใหม่ๆตัดผ่านหลายทาง (สาย)
- พระภิกษุของวัดน้ี ทกุ ท่านลว้ นแต่มคี วามสงบทางจติ แลว้ (รปู )
5.1.3 ใชก้ ลุม่ คำและสำนวนผดิ ไดแ้ ก่ การใช้กลมุ่ คำและสำนวนผิดไป
จากไวยากรณ์ เชน่
- เขาถูกตำรวจจับไดค้ าหลังคาเขา (คาหนังคาเขา)
- ขอใหค้ ่บู ่าวสาวอยูร่ ว่ มกนั ยืดยาวจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเงิน
(ไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร)
- คนทำผิดมกั จะแสดงอาการกนิ ปนู ร้อนท้อง ให้จับได้ ( กินปนู ร้อน
5.1.4 เรยี งคำหรอื กลุ่มคำผิดลำคับ คือ การเรยี งคำไม่ถกู ตอ้ งตามหลักไวยากรณ์
เช่น
- เขาไม่ทราบสิ่งถูกต้องว่าอย่างไร (เขาไม่ทราบว่าสิ่งที่ถูกต้องเป็น
อย่างไร)
- วันนี้อาจารย์บรรยายให้ฟังวิชาต่างๆ (วันนี้อาจารย์บรรยายวิชาต่างๆ
ใหฟ้ ัง)
- การสร้างสรรค์สังคมนั้น ต้องคนในสังคมร่วมมือกัน (การสร้างสรรค์
สังคมนั้นคนในสังคมตอ้ งร่วมมอื กัน)
5.1.5 ประโยคไมส่ มบรู ณ์ คอื ประโยคทีข่ าดสว่ นสำคญั ของประโยคหรือขาดคำ
บางคำไปทำใหค้ วามหมายของประโยคไม่ครบถว้ น เชน่
- ผูช้ ายทีค่ ิดวา่ ตนมีอำนาจเหนอื ผ้หู ญงิ (มักจติ ใจหยาบกระด้าง)
- ผมู้ ปี ัญญาผา่ นอุปสรรคไดโ้ ดยง่าย (ยอ่ ม)
- ผหู้ ญงิ ที่คิดว่าการแตง่ งานเหมือนกบั การมัดตัวเอง
(ส่วนใหญเ่ ปน็ ผหู้ ญงิ ที่ทมุ่ เทใหก้ ารทำงาน)

5.2 การใชภ้ าษาไมเ่ หมาะสม การใชภ้ าษาไมเ่ หมาะสม หมายถงึ การใช้ถ้อยคำไม่

เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลและการใช้ภาษาผิดระดบั อาจเกิดการใช้ภาษาพูดในภาษา
เขียน ใช้คำไม่เหมาะสมกับความรู้สึก ใช้คำต่างระดับและใช้ภาษาต่างประเทศปะปนใน
ภาษาไทย ดังนี้

9

5.2.1 ใช้ภาษาพดู ในภาษาเขียน คือ การใช้ภาษาระดบั ภาษาปากหรือ ภาษาพูด
ปะปนกบั ภาษาเขยี น

- นักธุรกจิ เหล่าน้ี ทำยังไงถงึ ได้ร่ำรวยยังงี้(อย่างไร , อยา่ งน)้ี
- เขาไดร้ ับคัดเลอื กเป็นพนกั งานดเี ดน่ โดยไม่รเู้ น้อื รูต้ ัว (ไมท่ ราบล่วงหน้า)
- ปัจจุบนั นจ้ี งั หวัดโคราช เปน็ เมืองทเ่ี จริญมากทสี่ ดุ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
(นครราชสีมา,จงั หวดั )
5.2.2 ใช้คำทไี่ มเ่ หมาะแกค่ วามรสู้ กึ คอื การเลอื กใช้คำทสี่ ่ือความหมาย
ไม่ตรงกบั ความรู้สกึ ของผ้พู ดู เช่น
- เขาดใี จทีต่ อ้ งออกไปรับรางวัล(เขาดีใจท่ีได้ออกไปรบั รางวลั )
- สพุ รรณรสู้ ึกใจหายทตี่ ้องสญู เสียเพื่อนไปเสยี ที
(สุพรรณรู้สกึ ใจกายทต่ี ้องสญู เสยี เพ่อื นไป)
5.2.3 ใช้คำต่างระดับ คอื การนำคำที่อยใู่ นระดบั ภาษาตา่ งกัน มาใชใ้ น
ประโยคเดียวกนั เชน่
- หลวงตาทชี่ าวบ้านเคารพนบั ถือ ได้เสียชีวิตลงแลว้ อ ย่างสงบ(มรณภาพ)
- รถเมล์จอดรับผโู้ ดยสารตรงป้ายจอดรถประจำทาง (รถประจำทาง)
- หลอ่ นเปน็ หญงิ ที่มคี วามองอาจกล้าหาญไมแ่ พ้บรุ ุษ (หญงิ -ชาย,สตรี,บรุ ุษ)
5.2.4 ใชภ้ าษาตา่ งประเทศปะปนในภาษาไทย คอื การนำคำภาษาอ ังกฤษแบบ
"ทับศัพท์" มาใช้ปะปนในภาษาไทยซึ่งจะใช้ในภาษาพูดเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในภาษา
เขยี นหรอื ภาษาทางการและก่งึ ทางการ เช่น
- มบี ริการสง่ แฟ็กซ์แก่ลกู คา้ ฟรี(โทรสาร , โดยไมค่ ิดเงิน)
- คะแนนสอบมิดเทอมทีผ่ ่านมาไมน่ าพอใจ(กลางภาค)
- ไฟลท์ท่ี 71 จะมาถงึ เวลาประมาณ 17.30 น. (เทย่ี วบนิ )

5.3 การใชภ้ าษาไมช่ ดั เจน

การใชภ้ าษาไม่ชดั เจน หมายถึง การใชภ้ าษาทไ่ี มส่ ามารถสอ่ื ความหมายท่ีผใู้ ช้
ต้องการได้ การใชภ้ าษาไม่ชัดเจน อาจเกดิ จากการใช้คำทมี่ ีความหมายกวา้ งเกนิ ไป การใช้คำ
ที่มีความหมาย ไม่เฉพาะเจาะจง การใช้คำท่ีมคี วามหมายขัดแยง้ หรือการใช้ประโยคทีท่ ำให้
เขา้ ใจไดห้ ลายความหมาย ดงั น้ี

5.3.1 ใชค้ ำท่มี ีความหมายกวา้ งเกนิ ไป
- เขาถกู ทำทณั ฑบ์ นเพราะทำความผดิ (กอ่ การทะเลาะวิวาท)
- ใครๆก็อยากไดค้ นดมี าเป็นคู่ครอง(คนที่มีความรบั ผิดชอบต ่อครอบครวั )

10

5.3.2 ใชค้ ำที่มีความหมายขัดแย้งกัน
- นานๆครั้งเขาจะไปหาครเู สมอๆ(นานๆคร้ังเขาจงึ ไปหาครู)
(เขาจะไปหาครเู สมอ)
- นักศึกษาสว่ นมากมาสายทกุ คน (นกั ศกึ ษาส่วนมากมาสาย)
(นักศกึ ษามาสายทกุ คน)
5.3.3 ใช้ประโยคกำกวม เชน่
-มกี ารแสดงตน้ ไม้ชนิดตา่ งๆ ที่มีชอ่ื ในวรรณคด(ี มชี ือ่ เสยี ง, มชี อื่ ปรากฏ)
- เขาสนทิ กับน้องสาวคณุ วมิ ลที่เป็นอาจารย์
(เขาสนิทกับอาจารย์ซงึ่ เปน็ น้องสาวคุณวมิ ล)
(เขาสนทิ กับนอ้ งสาวอาจารยว์ ิมล)
-ต้นเถียงกับหนุ่มอยู่ราวสองชั่วโมง ในที่สุดเขาโกรธขึ้นมา ก็กระโดดเตะอย่าง
แรง จนเขาหกล้มหน้าคะมำ (ตน้ เถยี งกบั หนุ่มอยรู่ าวสองชวั่ โมง ในทีส่ ดุ ตน้ โกรธ
ขึ้นมา ก็กระโดดแต่ะหนุ่มอย่างแรงจนหนุ่มหกลม้ หัวคะมำ)

5.4 การใชภ้ าษาไมส่ ละสลวย

การใชภ้ าษาไม่สละสลวย หมายถงึ การใชภ้ าษาท่ีสามารถสื่อสารกันได้แตเ่ ป็นภาษาท่ี
ไม่ราบรื่น การใช้ภาษาไม่สละสลวย อาจเกิดจากการใช้คำฟุ่มเฟือย การใช้คำไม่คงที่การไม่
ลำดับความเหมาะสม และการใชส้ ำนวนภาษาตา่ งประเทศ ดังนี้

5.4.1 ใชค้ ำฟ่มุ เพือย เชน่
- ชายหาดวันน้ีคลาคลำ่ เตม็ ไปด้วยผคู้ น
(ชายหาดวันนี้คลาคคลาคลำ่ ไปดว้ ยผคู้ น)
(ชายหาดวันนเ้ี ตม็ ไปดว้ ยผู้คน)
- คนท่ยี ากจนขดั สนเงินทองยอ่ มตอ้ งทำงานหนัก
(คนยากจนย่อมตอ้ งทำงานหนัก)
(คนท่ขี ดั สนเงินทองย่อมตอ้ งทำงานหนัก)
- นายกรัฐมนตรีไทยต้องเปิดเผยออกมาอย่างไม่ปิดบังว่า การไปเยือนญี่ปุ่นใน
ครง้ั น้ียังไม่แน่นอน
(นายกรฐั มนตรีไทยต้องเปดิ เผยวา่ กรไปเยือนญป่ี นุ่ ใน คร้ังน้ยี ังไมแ่ นน่ อน)
(นายกรฐั มนตรีไทยตอ้ งไมป่ ดิ บงั วา่ การไปเยือนญี่ป่นุ ในครง้ั น้ียังไม่แนน่ อน)
5.4.2 ใชค้ ำไม่คงที่ เชน่
- นกั เรยี นบางคนมีผ้ปู กครองมารับ บ้างกต็ อ้ งกลับเอง

11

(นักเรยี นบางคนมีผูป้ กครองมารบั บางคนตอ้ งกลบั เอง)
(นักเรียนบางคนมผี ู้ปกครองมารบั บ้างตอ้ งกับเอง)
- หมอออกตรวจคนไขต้ ามเตียงต่างๆ พบว่าคนปว่ ยมีอาการดีขนึ้
(หมอออกตรวจคนไขต้ ามเตยี งต่างๆ พบวา่ คนไขม้ ีอาการดขี ึ้น)
(หมอออกตรวจคนปว่ ยตามเตียงตา่ งๆ พบวา่ คนป่วยมีอาการดีข้ึน
- ภาษาเพอ่ื การสื่อสาร มี 2 ประเภท คือ ภาษาเพ่อื การส่ือสารท่ัวไป
และภาษากับการสือ่ สารเฉพาะอาชีพ
(ภาษาเพื่อการสื่อสารมี 2 ประเภท คือ ภาษาเพื่อการสื่อสารทั่วไป และภาษา
กบั การสอื่ สาร เฉพาะอาชพี )
5.4.3 ลำดบั ความไมเ่ หมาะสม เช่น
- ทกั ษะการใช้ภาษาทงั้ 4 ประเภท ได้แก่ การอ่าน การเขยี น การพดู การฟัง
(ทกั ษะการใชภ้ าษาทงั้ 4 ประเภท ได้แก่ การฟงั การพดู การอ่าน การเขียน
- ครอบครัวเขาเปน็ ครองครัวที่อบอนุ่ อยพู่ รอ้ มหน้ากนั ท้ัง พอ่ แม่ พี่ นอ้ ง)
(ครอบครวั เขาเปน็ ครอบครวั ทอ่ี บอนุ่ อยู่พรอ้ มหน้ากนั ท้งั พ อ่ แม่ พ่ี นอ้ ง)
- คณุ สุดาเปน็ อาจารยอ์ ยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ คณะแพทยศ์ าสตร์
(คุณสดุ าเปน็ อาจารยอ์ ยู่คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาฯ)
5.4.4 ใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ เชน่
- มนั เป็นความจำเป็นทข่ี ้าพเจ้าต้องจากไป
(ขา้ พเจ้าจำเป็นต้องจากไป)
- 80 กว่าชวี ติต้องไร้ท่ีอยู่อาศยั เพราะประสบอุทภยั
(ชาวบา้ นกวา่ 80 คน ต้องไรท้ ่ีอยู่อาศัย เพราะประสบอทุ กภยั )
- วนั นี้เขามาในชุดสฟี า้ เข้ม
(วนั นเ้ี ขาใสช่ ดุ สฟี ้าเข้ม)

6. การใชภ้ าษาระหวา่ งภาษาพดู กบั ภาษาเขยี น

ปัญหาทางภาษาประการหนึ่งที่เกิดขึ้นแก่ครูและนักเรียน ผู้บังคับบัญชาและ
ผู้ใต้บังคับบัญชา ก็คือ การแยกไม่ออกระหว่างภาษาเขียนกับภาษาพูดของผู้ใช้ภาษา ครูมักจะตำหนิ
นักเรียนว่าใช้ภาษาพูดแทนภาษาเขียน ส่วนนักเรียนก็มักคิดว่าเมื่อพูดกันก็ใช้ภาษาอย่างนี้ได้ เหตุไร
เมอ่ื เขยี นจึงจะต้องเปลีย่ นภาษาใหย้ ุ่งยากเปล่าๆ

12

ภาษาพูดของแต่ละคนมีวิธีใช้แตกต่างกัน กล่าวคือ ทุกคนมีศัพท์เฉพาะ มีลีลามีวิธีเรียบ
เรียงของตนเอง บางคนชอบภาษาแบบหนึ่ง แต่ไม่ชอบอีกแบบหนึ่ง ใครชอบแบบใดก็ว่าแบบนั้นดี
ส่วนแบบที่ไม่ชอบเมื่ออ่านหรือฟังแล้วจะรู้สึกรำคาญหู ทำนองเดียวกับที่บางคนรู้สึกขบขันกับการ
ตลกแบบหนึ่ง แต่ไม่หัวเราะเลยกับการตลกแบบอื่น หรือชอบฟังเพลงแบบหนึ่ง แต่นทฟังเพลงแบบ
อื่นไมไ่ ด้ภาษาพูดซงึ่ มลี ีลาพิเศษเฉพาะบุคคล แมว้ า่ จะฟังดูเบาสมอง แต่ก็มไิ ดเ้ ป็นสอ่ื ท่ดี ีเม่ือใช้พูดเป็น
งานเป็นทางการ

ความแตกต่างกนั ของภาษาพูดของแตล่ ะบุคคลจะทำใหผ้ ฟู้ ังหรือผู้อ่านต้องปรบั ตวั เข้ากับผู้
พูด ในการพูดทั้งผู้พูดและผู้ฟังสื่อสารกันโดยตรง การปรับตัวทำได้ไม่ยากเพราะผู้ฟังพร้อมที่จะฟัง
ภาษาพูดของบุคคลนั้น อยู่แล้ว และส่วนมากมักเป็นคนที่รู้จักหรือเคยปรับตัวเข้ากับภาษาของเขามา
ก่อน แต่ถึงกระนั้นเมื่อต้องไปฟังคนที่เราไม่คุ้นเคยพูด เราก็ยังต้องปรับหูให้ฟังภาษาของเขามากอยู่
ภาษาเขียนนั้นเราต้องการเฉพาะเนือ้ หา ไม่สนใจบุคลิกลักษณะของผู้พูดเม่ือมีภาษาทีเ่ ป็นกลางๆ คน
อ่านก็ไม่ต้องปรับตัวทุกครั้งที่อ่านงานของผู้เขียนคนใหม่ ความหลากหลายไม่ใช้เหตุผลสำหรับคลาย
ความเบื่อหน่ายเสมอไป อาจเป็นเหตุให้รำคาญหรือเบื่อหน่ายก็ได้ เช่น การใช้สรรพนามบุรุษที่หน่ึง
ถ้าเราอ่านหนังสือหลายเล่ม เล่มแรกใช้ หนู เล่มที่สอง ใช้ดิฉัน เล่มที่สามใช้ อาฮั้น เล่มที่สี่ใช้ เดี้ยน
เล่มที่ห้าใช้ เรา เล่มที่หกใช้ ตัวเอง เล่มที่เจ็ดใช้ชื่อตัว เราก็คงรู้สึกรำคาญ ยิ่งใช้บุรุษสรรพนาม อื่น
ตา่ งกันอกี ดว้ ย จะเพ่ิมความรำคาญมากขนึ้ และถ้าใช้ "ลูกเล่น"ตา่ งกันอกี นอกจาผอู้ ่านจะหนักสมองกับ
เนอื้ หาของข้อเขยี นแลว้ ยงั ตอ้ งปวดเศียรเวยี นเกล้ากับภาษาทผ่ี ดิ แปลกแตกต่างกันอกี

7. ความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพดู กบั ภาษาเขยี น

7.1 ภาษาพูดอาจใช้คำบางประเภทต่างกันไปตามความถนัดของแต่ละบุคคล เช่น บุรุษ
สรรพนามเรียกตนเองว่า ผม ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเป็นกันพูดกันอย่างไม่เป็นทางการนัก
(เช่นเดยี วกับบทความทท่ี า่ นกำลังอ่านอยู่น้ี) นอกจากนนั้ ทำให้ร้วู า่ ผเู้ ขยี นเป็นผู้ชายซึ่งไมส่ ำคัญสำหรับ
การตอบขอ้ สอบ กถ็ ้าเลอื กคำตอบข้อสอบฉบบั ทผ่ี เู้ ขยี นมาเป็นตวั อย่าง อาจพบคำวา่ หนู ดิฉัน ตัวเอง
เป็นต้น นอกจากคำประเภทน้ี ผู้เขียนอาจใช้คำเฉพาะกลุม่ คำต่ำกว่ามาตรฐานคำไม่สุภาพต่างๆ เชน่
คำหยาบ เป็นตน้ คำเหล่านคี้ นบ้างกลุ่มไม่เขา้ ใจหรือรังเกียจ งานเขียนนัน้ เป็นงานสำหรับคนท่ัวไป จึง
ต้องใช้คำที่เป็นมาตรฐานซึง่ ทุกคนเข้าใจตรงกัน ยอมรับร่วมกันว่าสภุ าพไม่รังเกียจและคงอยู่ในภาษา
นาน เปน็ คำทไี่ ม่ใชเ้ พอ่ื เปน็ ทางระบายอารมณ์อันไม่ดีงามของผู้เขยี น

7.2 ภาษาพูดมีสีหน้าท่าทาง สถานการณ์แวดล้อมเป็นเครื่องขยายความหมายของคำพูด
เชน่ คนหนึง่ อาจพูดวา่ "เสร็จแล้วนะ" คนฟงั ตอบว่า"ดี" สองคนน้ีเขา้ ใจกนั แตค่ นอนื่ ไม่เข้าใจ เม่อื เขียน
จึงต้องบรรยายสภาพแวดล้อม เพ่อื ใหผ้ ูอ้ า่ นเขา้ ใจดว้ ยจะเขยี นตรงตามท่พี ูดทีเดียวไม่ได้

13

7.3 ภาษาพูดกบั ภาษาเขยี นน้ันต่างกันดว้ ยเสยี งกบั รูป เสยี งพดู กับรปู เขยี นไม่ตรงกัน เช่น
เขา เมื่อจะออกเสียงเป็นเค้า ฉนั เปน็ ชัน้ อยา่ งไร เป็น ยงั ไง เปน็ ต้น บางคร้งั กพ็ ดู ตดั พูดต่อไม่ตรงกัน
เช่น มหาวิทยาลัย มีคนย่อว่า มหาวิยาลยั บ้าง มหายาลัย บ้างมหาลัย บ้าง ถ้าจะใช้ภาษาเขียนกต็ ้อง
เขียนใหเ้ ต็มรูป ไมใ่ ชเ่ ขียนตามเสียงพดู ดังกลา่ ว

หลกั ภาษาไทย

อกั ขระวิธี ไดแ้ ก่ อักษร แปลว่า ตัวหนังสอื
เสียงในภาษาไทย มอี ยู่ 3 อย่าง คือ

1. เสยี งแท้ ไดแ้ ก่ สระ
2. เสียงแปร ไดแ้ ก่ พยัญชนะ
3. เสยี งดนตรี ไดแ้ ก่ วรรณยกุ ต์

สระ

สระในภาษาไทย ประกอบด้วยรปู สระ 21 รูป และเสยี งสระ 32 เสียงพยัญชนะ
รปู พยญั ชนะ มี 44 ตัว คอื

1. อกั ษรสูง มี 11 ตวั คอื ข ข ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
2. อกั ษรกลาง มี 9 ตัว ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
3. อกั ษรตำ่ มี 24 ตัว คือ

3.1 อกั ษรคู่ คืออกั ษรต่ำที่เป็นคูก่ บั อักษรสูง มี 14 ตวั คอื ค ค ฆ ช ฌ ซ ฑ ฒ ท ธ พ
ภฟฮ

3.2 อกั ษรเด่ียว คอื อักษรตำ่ ทีไ่ มม่ ีอักษรสูงเปน็ คู่กัน มี 10 ตัว คือ ง ญ ณ น ม ย ร ล
วฬ

วรรณยกุ ต์

วรรณยกุ ต์ มี 4 รปู ไดแ้ ก่
1. ไม้เอก
2. ไมโ้ ท
3. ไม้ตรี
4. ไม้จตั วา

14

เสยี งวรรณยุกต์ทใ่ี ช้อยู่ในภาษาไทย มี 5 เสยี ง
1. เสียงสามญั คือเสยี งกลาง ๆ เช่น กา มา ทา เป็น ชน
2. เสยี งเอก ก่า ขา่ ปา่ ดึก จมูก ตก หมด
3. เสียงโท เช่น ก้า คา่ ลาก พราก กลง้ิ สร้าง
4. เสยี งตรี เช่น กา๊ คา้ ม้า ช้าง โน้ต มด
5. เสียงจัตวา เชน่ ก๋า ขา หมา หลิว สวย หาม ป๋วิ จวิ๋

คำเปน็ คำตาย

คำเป็น
คือ คือเสยี งท่ปี ระสมทฆี สระ (สระเสียงยาว) ในแม่ ก กา เชน่ กา กี กื กู

คำตาย
คอื คือเสียงที่ประสมรัสสระ (สระเสยี งสน้ั ) ในแม่ ก กา เชน่ กะ กิ กุ

คำสนธิ
คือ การต่อคำตั้งแต่สองคำขึ้นไปให้ติดเนื่องกัน โดยมีการเพิ่มสระในแทรกคำหรือเพิ่มคำ

เพื่อตดิ ตอ่ กันใหส้ นิท เชน่
ปิตุ + อศิ เปน็ ปิตุเรศ
ธนู + อาคม เป็น ธันวาคม
มหา + อสิ ี เปน็ มเหสี

คำสมาส

คือ การนำคำประสมตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปให้เป็นคำเดียวคำที่ใช้นำมาจากภาษาบาลีและ
สนั สกฤต เมอื่ รวมกันแลว้ ความหมายเปล่ียนไปก็มี, ความหมายคงเดมิ กม็ ี เชน่

ราช + โอรส เปน็ ราชโอรส
สธุ า + รส เปน็ สธุ ารส
คช + สาร เป็น คชสาร
คำเปน็
คือ พยางค์ทีประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา และพยางค์ที่มีตันสะกดใน แม่ กน กง
กม เกย และสระ อำ ไอ ใอ เอา
คำตาย
คือ พยางค์ทีป่ ระสมด้วยสระเสียงสนั้ ในแม่ ก กา กก กด กบ แตย่ กเว้นสระ อำ ไอ ใอ เอา

15

อกั ษรควบ

คอื พยัญชนะ 2 ตวั ควบกลำ้ อยใู่ นสระตัวเดยี วกนั เชน่ เพลา เขมา

อกั ษรควบแท้

คือคำทคี่ วบกับ ร ล ว เช่น ควาย ไล่ ขวดิ ข้าง ขวา คว้า ขวาน มา ไล่ ขว้าง ควาย ไป
ควาย ขวาง ว่ิง วน ขวักไขว่ กวัดแกวง่ ขวาน ไล่ ล้ม คว่ำ ขวาง ควาย.

อกั ษร ควบไมแ่ ท้

คือ อักษร 2 ตัวที่ควบกล้ำกันได้แก่ตัว ร แต่ออกเสียงเฉพาะตัวหน้าแต่ไม่ออกเสี ยง ร
หรอื บางตวั ออกเสยี งเปล่ยี นไปเปน็ พยญั ชนะอน่ื เชน่ เศร้า ทราย จรงิ ไซร้ ปราศรยั สร้อย เสรจ็ เสริม
ทรง สรา้ ง สระ

อกั ษรนำ

คือ พยัญชนะ 2 ตัวรวมอยู่ในสระเดียวกัน บางคำออกเสียง ร่วมกันเช่น หนู หนอ หมอ
หมี อย่า อยู่ อย่าง อยาก หรือบางคำออกเสียงเหมอื น 2 พยางค์ เนื่องจากต้องออกเสียงพยญั ชนะตัว
หนา้ รวมกับตวั หลัง แตพ่ ยัญชนะ 2 ตวั นัน้ ประสมกนั ไมส่ นทิ จึงฟงั ดูคล้ายกับมีเสยี งสระอะ ดังออกมา
แผ่ว ๆ เชน่ กนก ขนม จรัส ไสว ฉมวก แถลง ฝรั่ง ผนวก

คำมลู

คอื คำทเ่ี ราตงั้ ขึ้นเฉพาะคำเดียว เช่น ชน ตกั คน วัด หัด ขึน้ ขัด

คำประสม

คอื การนำคำมลู มาประสมกันเป็นอีกคำหนึง่ เช่น
แม่ + น้ำ = แมน่ ้ำ แปลวา่ ทางน้ำไหล
หาง + เสือ = หางเสอื แปลว่า ท่บี งั คบั เรอื
ลกู + น้ำ = ลูกน้ำ

พยางค์

คือ ส่วนหนึ่งของคำหรือหน่วยเสียงประกอบด้วยสระตัวเดียวจะมีความหมายหรือไม่มี
ก็ได้ พยางคห์ นงึ่ มีส่วนประสมต่าง ๆ คือ

1. พยญั ชนะ + สระ + วรรณยุกต์ เชน่ ตา ดี ไป นา
2. พยญั ชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตวั สะกด เชน่ คน กิน ข้าว หรือพยัญชนะ + สระ +
วรรณยกุ ต์ + ตัวการันต์ เชน่ โลห์ เลห่ ์
3. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตวั สะกด + ตวั การันต์ เช่น รักษ์ สทิ ธ์ิ โรจน์
พยางค์แบบน้ีเรยี กว่า ประสม 5 ส่วน

16

วลี

คือ กลุ่มคำที่เรียงติดต่อกันอย่างมีระเบียบ และมีความหมายเป็นที่รู้กัน เช่นการเรียน
หลกั ภาษาไทยมปี ระโยชนม์ ากประโยค คอื กลุม่ คำทีน่ ำมาเรียงเขา้ ด้วยกันแลว้ มีใจความสมบูรณ์ เชน่

1. ประโยค 2 ส่วน ประธาน + กริยา
นก บนิ

2. ประโยค 3 สว่ น ประธาน + กริยา + กรรม
ปลา กนิ มด

การสะกดคำ การเขยี นคำ

เป็น ข้อสอบที่ออกสอบทุกครั้งและออกสอบหลายข้อ ผู้สอบส่วนมากถ้าไม่เก่งภาษาไทย
จรงิ ๆ มักเขยี นผดิ เสมอ ๆ เพราะไม่มีแนวหรือหลักในการจำ ยง่ิ ถา้ เจอคำหลายคำในตัวเลือกเดียวยิ่ง
ลำบาก พาลจะกาข้อสอบมั่วให้เสร็จ เป็นอันตรายสำหรับการสอบแข่งขัน ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่จะ
ช่วยจำและทำแบบทดสอบในสาระการสะกดและเขียนคำได้ (ควรท่องให้จำอย่างยิ่ง รับรองหน้านี้ มี
ขอ้ สอบไมต่ ำ่ กว่า 10 ขอ้

ข้อความต่อไปนี้ คัดมาจาก หนังสือ หลักภาษาไทย ของ อาจารย์ กำชัย ทองหล่อ ด้วย
ความเคารพยงิ่ ก่อนอ่าน ก่อนจำ กอ่ นสอบ หากจะระลึกถึงพระคณุ ของ อาจารย์กำชยั ทองหล่อ ด้วย
ก็จะชว่ ยใหเ้ ราม่นั ใจในการทำขอ้ สอบมากยงิ่ ข้นึ

พยางคท์ ี่ออกเสยี งสระ ออ ไดแ้ ก่ (นิรนั ดร จรลี ทรชน นรสงิ ห์ วรลกั ษณ์ หรดี บรวิ าร)
พยางคท์ ่ีออกเสียง อำ ได้แก่ (อมฤต อำมฤต อมหิต อมรนิ ทร)์
พยางคท์ ่ีออกเสียง ใอ (ไมม้ ว้ น) นอกเหนอื จาก 20 คำนใ้ี ห้ใช้ สระ ไอ (ไมม้ ลาย)
1. ใชส้ ระไอ ไมม้ ้วน มี 20 คำ คือ

(ใกล้ ใคร ใคร่ ใจ ใช่ ใช้ ใด ใต้ ใน ใบ ใบ้ ใฝ่ สะใภ้ ใส ใส่ ให้ ใหญ่ ใหม่ ใหล)
คำทมี่ ี ญ สะกด มี 46 คำ คอื

ลำเคญ็ ครวญเข็ญใจ ควาญช้างไปหานงคราญ
เชญิ ขวญั เพ็ญสำราญ ผลาญรำคาญลาญระทม
เผอญิ เผชญิ หาญ เหรียญรำบาญอญั ขยม
รบราญสราญชม ดอกอัญชันอัญเชญิ เทอญ
ประจญประจัญบาน ผจญการกิจบงั เอิญ
สำคัญหมน่ั เจรญิ ถอื กุญแจรญั จวนใจ
รามญั มอญจำเริญ เขาสรรเสรญิ ไมจ่ ญั ไร
ชำนาญชาญเกรียงไกร เรง่ ผจญั ตามบัญชา

17

จรญู บำเพญ็ ยิ่ง บำนาญสง่ิ สะคราญตา
ประมวญชวนกนั มา สูบกัญชาไมด่ ีเลย.

การเขียน บนั และ บรร
คำไทยที่ใช้ บนั นำหน้า คำไทยทป่ี รากฏนอกจากกลอนบทนน้ี ้ีให้ใช้ บรร
บนั ดาลลงบันได บนั ทึกให้ดจู งดี
รน่ื เรงิ บันเทงิ มี เสยี งบนั ลือสน่นั ดงั
บนั โดย บนั โหยให้ บันเหนิ ไปจากรวงรัง
บนั ทงึ ถึงความหลัง บนั เดนิ น่งั นอนบันดล
บนั กวดเอาลวดรัด บนั จวบจัดตกแต่งตน
คำ บนั น้นั ฉงน ระวังปน กับ ร - หัน.

ตวั ทร ที่ ออกเสยี ง ซ มีใช้อยู่ 17 คำ
ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอนิ ทรี
มทั รี อินทรยี ์มี เทริด นนทรี พทุ ราเพรา
ทรวงไทรทรพั ย์แทรกวัด โทรมนัสฉะเชงิ เทรา
ตวั ทร เหลา่ น้เี รา ออกสำเนยี งเป็นเสยี ง ซ

คำไทยทใี่ ช้ จ สะกด
ตำรวจตรวจคนเทจ็ เสรจ็ สำเรจ็ ระเหจ็ ไป
สมเดจ็ เสด็จไหน ตรวจตราไวดจุ นายงาน
อำนาจอาจบำเหน็จ จรวดระเหจ็ เผด็จการ
ฉกาจรังเกยี จวาน คนเกยี จครา้ นไมส่ ู้ดี
แก้วเก็จทำเก่งกาจ ประดจุ ชาตทิ รพี
โสรจสรงลงวารี กำเหน็จนใ้ี ชต้ วั จ.

คำท่ีใช้ ช สะกด มีอย่คู ำเดียว คอื กริช

คำทใ่ี ช้ ร สะกด
กำธร จรรโจษ จรรโลง สรรเสริญ อรชร พรรลาย พรรเอิญ ควร ประยูร ระเมียร

ละคร พรรดึก

18

คำไทยทใี่ ช้ ตัว ล สะกด เชน่
ตำบลยุบลสรวล ยลสำรวลนวลกำนลั
บนั ดาลในบันดล ค่ากำนลของกำนัล
ระบลิ กบิลแบบ กลทางแคบเข้าเคียมคัล
ดลใจให้รางวลั ปขี าลบันเดินเมิลมอง.

คำไทยทใ่ี ช้ ส สะกด เช่น จรสั จรส จำรัส ดำรสั ตรสั ตรัสรู้
คำไทยท่ีใช้ ง สะกด ต่อไปนไ้ี มต่ อ้ งมี ค การันต์ (คำพวกนี้มกั เขยี นผดิ บ่อย ๆ )
จำนง ชงโค ดำรง ธำรง ประมง ประโมง พะทำมะรง พะอง สะอาง สำอาง

การอ่านออกเสยี ง

ตัวอย่างการอา่ นออกเสยี ง
กรณี = กะ - ระ - น,ี กอ - ระ- นี
ปรปกั ษ์ = ปะ - ระ - ปัก, ปอ - ระ ปัก
กรกฎ = กอ - ระ - กด
ธรณี = ทอ - ระ - นี
มรณา = มอ - ระ - นา

คำ ที่มีตัวสะกดเป็นพยัญชนะวรรค และมีพยัญชนะที่ตัวตามซึ่งเรียกว่าตัวตามเป็น
พยญั ชนะวรรคด้วย หรอื เป็น ศ ษ ส มักไม่ตอ้ งออกเสยี ง อะ ตามหลงั ตัวสะกด เช่น

อปั สร = อบั - สอน
สัปดาห์ = สับ - ดา

ถ้าตวั สะกด เปน็ ย ร ล ว ศ ษ ส ให้ออกเสยี ง อะ ตามหลงั เป็นเสยี ง อะ ไม่เตม็ เสียงเชน่
ไอยรา = ไอ - ยะ - รา
มารยาท = มา - ร - ยาด
กลั ปาวสาน = กนั - ละ ปา - วะ - สาน
ศุลกากร = สนุ - ละ - กา - กอน
บษุ บา = บดุ - สะ - บา

19

ศษิ ยานุศิษย์ = สดิ - สะ - ยา - นุ - สิด
พิสดาร = พิด - สะ - ดาน
ทฤษฎ๊ = ทริด - สะ - ดี
แพศยา = แพด - สะ - หยา
ขนษิ ฐา = ขะ - นิด - ถา
สนั นษิ ฐาน = สัน - นดิ - ถาน
อธษิ ฐาน = อะ - ทิด - ถาน
คำที่มาจากภาษาบาลีบางคำ ก็ออกเสียง อะ ตามหลังตัวสะกด เป็นเสียงไม่เต็มมาตรา
เช่น
ลคั นา = ลกั - ขะ - นา
อคั นี = อัก - คะ - นี
อาตมา = อาด - ตะ - มา
อาชยา = อาด - ชะ - ยา
ปรชั ญา = ปรัด - ชะ - ยา

คำสมาส
คำสมาส คือคำที่มาจากบาลีสันสกฤต ตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป รวมกันเกิดเป็นคำใหม่ มี

ความหมายเนื่องกับคำเดิม เช่น

ราชการ (ราช + การ) = ราด - ชะ - กาน
จุลสาร (จุล + สาร) = จุล - ละ - สาน
สารคดี (สาร - คดี) = สา - ระ - คะ - ดี
ชาตภิ ูมิ (ชาติ + ภมู ิ) = ชาด - ติ พมู

มีคำสมาส บางคำไม่นยิ ม อา่ นออกเสยี งสระต่อเนอ่ื งกัน เชน่
ธนบรุ ี = ทน - บุ - รี
สมทุ รปราการ = สมุด - ปรา - กาน
ธาตวุ เิ คราะห์ = ทาด - วิ - เคราะ

คำสมาส ทอ่ี อกเสยี งได้ ท้งั 2 อยา่ ง เชน่
เกตมุ าลา = เกด - มา - ลา, เกด - ตุ - มา - ลา

20

ราชบรุ ี = ราด - บุ - รี , ราด - ชะ - บุ - รี
ประถมศกึ ษา = ประ - สึก - สา , ประ - มะ - สึก - สา
เพชรบรุ ี = เพด็ - บุ - รี , เพด็ - ชะ - บุ - รี

บางคำไม่ใชค่ ำสมาส แตน่ ิยมออกเสียงอยา่ งคำสมาส เช่น
เมรุมาศ = เม - รุ - มาด
มลู ค่า = มลู - ละ - ค่า
คณุ คา่ = คุน - นะ - ค่า
ทุนทรัพย์ = ทนุ - นะ - ซบั
พลเรือน = พน - ละ - เรือน

อา่ นอยา่ งไร เขียนอยา่ งไร
คำ - วิธเี ขียน วธิ ีอ่าน 1 วธิ อี ่าน 2 ความหมาย

เกษตรศาสตร์ กะ - เสด - ตระ - สาด - วชิ าวา่ ด้วยเกษตรกรรม
เกษยี น กะ - เสยี น - ขอ้ ความท่ีเขยี นแทรก
เกษยี ณ กะ - เสยี น - เกษียณอายุราชการ
เกยี รติประวตั ิ เกียด - ติ - ประ - หวัด เกียด - ประวตั ิ -
ขยกุ ขยกิ ขะ - หยุก - ขะ - หยกิ - ไมอ่ ย่นู ่ิง ๆ
คมนาคม คะ - มะ - นา - คม คม - มะ - นา - คม
คฤหัสถ์ คะ - รึ - หดั - ผคู้ รองเรือน
คฤหาสน์ คะ- รึ - หาด – เรือนอันสงา่ ผา่ เผย

การใชค้ ำใหเ้ หมาะสม

การใช้คำในภาษาไทยใช้ต่างกันตามความเหมาะสม ประกอบด้วยเสียงและความหมาย
การรู้ จักเลือกคำมาใช้ใหถ้ กู ตอ้ ง ควรคำนึงถึงเรอื่ งต่อไปน้ี

๑. การใช้คำให้ถกู ตอ้ งตามความหมาย ความหมายของคำ ท่ีจะกลา่ วถึงมดี ังนค้ี อื
๑.๑ คำที่มีความหมายตรงและความหมายโดยนัย - ความหมายตรง คือ ความหมาย

ที่เป็นที่รับรู้ เข้าใจตรงกันในหมู่ผู้ใช้ภาษาไม่ต้องตี ความเป็นอย่างอื่น - ความหมายแฝง คือ
ความหมายที่ซ่อนเร้นอยูใ่ นความหมายของคำนั้นๆ เป็นความ หมายที่เพม่ิ ขน้ึ จากความหมาย

21

ตรง จะเขา้ ใจตรงกันหรือไม่ข้นึ อยู่กบั พืน้ ฐานความรู้ประสบการณ์ของ แตล่ ะบคุ คล ตลอดจน
คำแวดลอ้ ม

๑.๒ คำบางคำอาจมไี ดห้ ลายความหมาย คือ เม่ืออย่ใู นประโยคหน่งึ คำบางคำอาจมี
ความแตกตา่ งไปจากเมื่ออยใู่ นอีกประโยคหนึ่ง ๑.๓ คำบางคำมคี วามหมายใกลเ้ คียงกัน อาจ
ทำใหผ้ ใู้ ชภ้ าษาเกดิ ความสับสนได้ ...ตวั อยา่ งคำทมี่ ีความหมายใกล้เคียงกนั >>

๒. การใช้คำให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ ไวยากรณ์ หมายถึง หลักว่าด้วยรูป และระเบียบ
วิธกี ารประกอบรปู คำให้เปน็ ประโยค ชนดิ ของคำแบ่งออกเปน็ ๗ ชนดิ ไดแ้ ก่

- คำนาม
- คำสรรพนาม
- คำกรยิ า
- คำวเิ ศษณ์
- คำบุพบท
- คำสนั ธาน
- คำอทุ าน
๓. การเขียนสะกดการันต์ให้ถูกต้อง การเขียนสะกดคำเนเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเขีนย
สะกดบกพร่องหรือผิดความาหมายก็อาจจะ เปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้น ในการเขียนจึงต้อง
อาศัยการสงั เกตและการจดจำหลกั การเขียนคำประเภท ตา่ งๆ ดงั น้ี
- คำสมาส
- คำพอ้ งเสียง
- คำท่ใี ช้ ซ, ทร
- คำท่ีใช้ ใ-, ไ- - คำที่ออกเสยี ง อะ
- การใชว้ รรณยุกต์ - คำทีม่ ตี ัวการันต์
- คำทับศัพท์ภาษาตา่ งประเทศ
๔. การออกเสยี งให้ถกู ตอ้ งและชดั เจน พยางค์หนง่ึ ๆ ในภาษาไทยประกอบดว้ ย พยัญชนะ
สระ และวรรณยุกต์ ถ้าเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์เปลี่ยนไป ความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย
ซึ่งจะทำใหส้ ่ือความหมายผดิ พลาดได้ เรื่องนี้ต้องอาศัยการสังเกตและจดจำเป็นสำคัญ ...ตัวอย่างการ
ออกเสียงให้ถูกต้องและชัดเจน>> การใช้คำในภาษาไทยใช้ตา่ งกันตามความเหมาะสมหรือตามระดบั
ของคำ เวลานำคำไปใช้จะต้อง คำนึงถึงความเหมาะสมของบุคคล กาลเทศะ โอกาส และความรู้สึก
ระดบั ของภาษา

22

23

บรรณานกุ รม

วิชาการ, กรม การจดั สาระการเรียนรู้ กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ตามหลกั สตู รการศึกษาขน้ั
พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 พ.ศ.2546

หลกั ภาษาไทย สืบค้นเม่ือ 22 มกราคม 2564 จาก
https://docs.google.com/viewer?a=v&pid=sites&srcid=ZGVmYXVsdGRvbWF

pbnxsb3ZlZm05MjAwYWJjfGd4OjNjNDhiMzc1NjMzNzFkMDM


Click to View FlipBook Version