41 X แทน คะแนนการวัดครั้งแรก Y แทน คะแนนการวัดครั้งหลัง 5. สถิติที่ใช้ในการการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pre-test) กับหลังเรียน (Post-test) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 244) D t = n D - ( D ) n - 2 2 1 , df = n - 1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบ ความมีนัยสำคัญ D แทน ผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่คะแนน
42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล X แทน ค่าเฉลี่ย n แทน จำนวนนักเรียน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยสำคัญ ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 2. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 2. ผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4
43 ตารางที่ 1 ประสิทธิภาพของการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 คะแนน คะแนนเต็ม X S.D. ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย - ระหว่างเรียน (E1 ) - หลังเรียน (E2 ) 30 30 54.93 17.63 1.57 1.67 89.00 89.33 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 54.93 คิดเป็นร้อยละ 89.00 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 17.63 คิดเป็นร้อยละ 89.33 ซึ่งแสดงว่าการพัฒนา ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอน ของอริยสัจ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ89.00/89.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 3. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาความสามารถในการแก้ไข ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4โดยนำ คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียน ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 การทดสอบ n X S.D. t p ก่อนเรียน 10 5.10 1.40 19.682** .000 หลังเรียน 10 17.63 1.67 ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมกการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้น
44 มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.10 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.63 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t พบว่า ค่าสถิติ t เท่ากับ 19.682 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้โดยการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บท บามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้โดยการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บท บามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 โดยนำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของ นักเรียนมาทำการวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ X S.D. ความพึงพอใจ 1 2 3 4 5 เนื้อหามีความเหมาะสม เข้าใจง่าย พอใจกับกิจกรรมที่ร่วมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลาย นักเรียนมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผล มีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน 4.50 4.50 4.57 4.53 4.70 0.51 0.51 0.50 0.51 0.41 มาก มาก มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.50 0.73 มาก จากตารางที่ 3 พบว่า ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้โดยการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการ ใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.50) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ข้อ
45 และอยู่ในระดับมาก จำนวน 2 ข้อ ซึ่งสามารถเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำได้ดังนี้ พอใจกับ กิจกรรมที่ร่วมศึกษาค้นคว้า ( X = 5.00) เกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน ( X = 4.70) กิจกรรม การเรียนรู้มีความหลากหลาย ( X = 4.57) นักเรียนมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผล ( X = 4.53) และเนื้อหามีความเหมาะสม เข้าใจง่าย ( X = 4.50) ตามลำดับ
46 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ซึ่งมีขั้นตอนการนำเสนอผลดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สรุปผลการวิจัย 3. การอภิปรายผล 4. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและ หลังโดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตาม ขั้นตอนของอริยสัจ 4 สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาความสามารถในการแก้ไข ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 มีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไป ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเรียน การ พัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตาม ขั้นตอนของอริยสัจ 4 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.50)
47 การอภิปรายผล 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เรียน การ พัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตาม ขั้นตอนของอริยสัจ 4 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การใช้บทบามสมมุติตาม ขั้นตอนของอริยสัจ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ศึกษาได้ปรับปรุงแก้ไขให้ตรงกับจุดประสงค์ สอดคล้องกับ เนื้อหา เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยผู้ศึกษาได้ศึกษาหลักสูตร คู่มือ เนื้อหา และวิเคราะห์ จุดประสงค์การเรียนรู้ และดำเนินการสร้างตามหลักสูตรกรมวิชาการ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2554 : 1-91) จึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งผลการทดสอบที่ได้มี ความน่าเชื่อถือ เนื่องมาจากเครื่องมือที่ใช้คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การพัฒนา ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอน ของอริยสัจ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษา สร้างขึ้นได้รับการตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข ประเมินตรวจสอบคุณภาพความเหมาะสมจาก ผู้เชี่ยวชาญ และได้ดำเนินการเป็นขั้นตอนอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์หาดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อสอบและจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) และสาระการเรียนรู้ จากหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และศึกษาเอกสารการจัดทำแบบฝึกเสริมทักษะ การวัดผล ประเมินผลจนเข้าใจ และนำความรู้มาสร้างแบบทดสอบ ตลอดจนนำไปทดลองใช้ (Try out) แล้ว นำแบบทดสอบมาวิเคราะห์หาคุณภาพก่อนที่จะนำไปใช้จริง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ จิตติ กานต์ คำมะสอน. (2558: 4-162) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 90.01/85.88 แสดงว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลคะแนนที่ ได้จากการทดสอบความสามารถอย่างมีวิจารณญาณโดยรวมก่อนเรียนและหลังเรียน ปรากฏว่า คะแนน สอบหลังเรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่ง เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย และ จรรยา ศรีบัวหลวง (2559) ได้ทำการพัฒนาความสามารถใน การแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้การใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของ อริยสัจ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาความสามารถในการแก้ไข ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 โดยรวมมี
48 ความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก เอกสารประกอบการเรียนการจัดการ เรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมที่ เหมาะสม หลากหลาย และเร้าใจ มีภาพสีประกอบชัดเจน สวยงาม ใช้ภาษาเข้าใจง่าย และผู้เรียน สามารถเรียนได้ตามความสามารถของตนเอง ไม่ต้องรีบเร่ง ตรงกับความต้องการของตนเอง จึงทำให้ นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ บู่สามสาย (2559: 82) ที่พบว่า วิธีโดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ช่วยให้นักเรียนเรียนด้วย ความสนุกสนาน ทำให้นักเรียนได้ช่วยเหลือกันในกลุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากว่ากระบวนการใช้บทบามสมมุติ ตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 เป็นขั้นตอนที่เป็นขั้นตอนชัดเจน เน้นการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า เพื่อหาคำตอบจาก คำถาม ที่นักเรียนตั้งไว้ ทำให้นักเรียนได้ฝึกการคิดด้วยตนเอง และแบบกระบวนการ กลุ่ม นักเรียน ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสิริพร รัต นมุง (2559: 66) ที่กล่าวว่า บรรยากาศการเรียนรู้เป็นบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่าง เพื่อน นักเรียนได้ช่วยเหลือกันในกระบวนการกลุ่ม ฝึกการรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดี ส่งเสริมให้นักเรียน มีบทบาทในการนำเสนอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้ 1.1 ครูผู้สอนควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอน ของอริยสัจ 4 ให้เข้าใจก่อนนำไปจัดการเรียนรู้ 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ไม่ควรกำหนดเวลาให้ นักเรียนทำกิจกรรมการเรียนรู้ให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ควรให้นักเรียนได้อ่านและทำแบบฝึกหัด นอกเวลา เช่น ทำการบ้านเสริมนอกเวลาเรียน เป็นต้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรนำการจัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ไป ทดลองใช้กับนักเรียน ในระดับชั้นและรายวิชาอื่น ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน และเป็น พื้นฐานการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปอีก 2.2 ควรศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะโดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของ อริยสัจ 4 ร่วมกับแผนผัง ความคิด เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะด้านการแก้ไขปัญหา
49 บรรณานุกรม
50 บรรณานุกรม กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์. ( 2558). นักวิจัย “มจร” พบสอน-สอบธรรมใน ร.ร. ได้ผลน้อย เด็กไม่ถึงธรรม ขาดคิดวิเคราะห์ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มุ่งพัฒนาเทคนิคเป็นการด่วน. [ออนไลน์]. ได้จาก : www./news/lifestyle/215266. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. โกศล มีคุณ. การวัดจริยธรรม. ราชบุรี: วิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง, 2553 ชวลิต ชูก าแพง. การวิจัย หลักสูตรและการสอน. มหาสารคาม : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2553. มนทิรา มะลิทอง. (2559). การสอนด้วยกลวิธีการตั้งคําถามด้วยตนเองและการใช้โครงสร้างระดับยอด ที่มีต่อการพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2เสนอต่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน พฤษภาคม 2559 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัย มหาสารคาม วิวัฒน์ สงวนทรัพย์. (2559). “การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน.” วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. นภาจรีศรีจันทร์. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจ าวักลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ภาพการ์ตูน ประกอบการ เรียนแบบอริยสัจ 4. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2551. บุญชม ศรีสะอาด และสุภาภรณ์ อาษาสร้อย. “แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สาระ : ส าคัญงานวิจัย,” วารสาร ศึกษาศาสตร์. 3(1) : 29-36 ; ธันวาคม, 2542. เบญจวรรณ กี่สุขพันธ์. หลักสูตรกับการ จัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนดุสิต, 2551. บงกชรัตน์ สมานสินธุ์. (2551). ผลการจัดการเรียนการสอนแบบอริยสัจ 4 ที่มีต่อความสามารถใน การแก้ปัญหาและทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินท รวิโรฒ. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2556).การพัฒนาการคิด. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจํากัด 9119 เทคนิค พริ้นติ้ง. ประยุทธ์ ปยุตฺโต. (2533). ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจําชาติ.
51 กรุงเทพฯ: พรศิลป์การพิมพ์. พรศรี อนุ่ ตุ้ม. (2558). การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ4 สาขาเศรษฐศาสตร์ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดกู่คํา อําเภอสันป่าตองจังหวัด เชียงใหม่. วิทยานิพนธ์การศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่. พระพุธศักดิ์ แวงสูงเนิน. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดแก้ปัญหา เรื่อง หลักธรรมทางพระพทุธศาสนาของนักเรียนชนั้มธัยมศึกษาปีท4ี่โรงเรียนวาปีปทุม โดยกา จัดการเรียนรู้แบบอริยสัจ 4. วิทยานิพนธ์การศึกษาตามหลักสูตรปริญญาครุศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา. พระราชวรมุนี. (2526). พุทธธรรมกฎธรรมชาติและคุณค่าสําหรับชีวิต (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รุ่งวัฒนา. ระพีพรรณ ดวงใจ. (2550).ผลการสอนแบบอริยสัจสี่ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิด แบบเห็นคุณโทษและทางออก เรื่อง หลักธรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพิมายวิทยา จังหวัดนครราชสีมา. (วิทยานิพนธ์ปริญญา- มหาบัณฑิต). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วรรณภา เหล่าไพศาลพงษ์. (2554). การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาและความสนใจใน การเรียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการการเรียนรู้ในกระบวนการ แก้ปัญหาด้วยการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). วัชรา เล่าเรียนดี. (2554).รูปแบบและกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด (พิมพ์ครั้งที่ 7). นครปฐม: โรงพิมพม์ หาวิทยาลัยศิลปากร. สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2552). การจัดกระบวนการเรียนรู้: เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์. สุวิทย์ มูลคําและคณะ. (2551). กลยุทธ์การสอนคิดแก้ปัญหา (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ภาพพิมพ์. อรอนงค์ ศรีชัยสุวรรณ และกิตติชัย สุธาสิโนบล. (2558). ผลการใช้ชุดการสอนแบบอริยสัจสี่ที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์สาขาวิชาวิทยาการทางการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ประสาท อิศรปรีดา. จิตวิทยาการศึกษา. มหาสารคาม : ภาควิชาการแนะแนวและจิตวิทยา การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2531.
52 ปริญาณี ดีพรหม. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเชาว์ปัญญาทางอารมณ์กับการใช้เหตุผลเชิง จริยธรรม ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1มหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒ. ปริญญานิพนธ์ ศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒ, 2551. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2551). นวัตกรรมการเรียนการสอน (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม). พิมพ์ครั้งที ่ 2. กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิคพริ้นดิ้ง. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2549). “ชาดก คือ ?,” ใน พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. สืบค้นเมื่อ 1 ธันวาคม 2549, จาก http://www.dhammathi.org/chadok/chadok 10.php. สุวัฒน์ วิวัฒนานนท์. (2550). ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. นนทบุรี: ซีซีนอลลิทจลิงค์. สุวิทย์มูลคำ. (2547). กลยุทธ์การสอนคิดเขิงกลยุทธ์. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. สุวิทย์ มูลคำ และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2550). ผลงานทางวิชาการสู ่...การเลื่อนวิทยฐานะ. กรุงเทพฯ : อี เค บุคส์. หยาคนภา ยัพราษฎร์. (2552). ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานและเปรียบเทียบความพึงพอใจใน การปฏิบัติงนของครูผู้สอน ในสำนักงานเขดพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ กศ. ม. (หลักสูตรและการสอน). ชลบุรี: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.
53 ภาคผนวก
54 ภาคผนวก ก คะแนนความสามารถในการแก้ไขปัญหา
55 ตารางที่ 4 คะแนนความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมุติตาม ขั้นตอนของอริยสัจ 4 เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (20 คะแนน) คะแนนระหว่างเรียน (60 คะแนน) คะแนนหลังเรียน (20 คะแนน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 5 4 6 7 3 4 5 6 4 3 2 4 6 5 4 3 5 6 7 8 4 6 6 4 7 55 56 51 55 55 54 53 56 55 54 56 52 55 55 54 56 57 55 54 56 55 54 56 57 54 16 17 18 19 15 17 18 19 20 15 16 18 19 18 20 17 17 16 20 20 18 18 19 17 19
56 26 27 28 29 30 76547 55 58 54 53 58 19 15 15 15 19
57 ตารางที่ 5 ผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 เลขที่ ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 5 5 4 5 4 4 5 5 5 4 5 4 4 5 4 4 5 4 5 4 4 5 4 5 5 4 5 4 5 5 4 5 4 4 5 4 4 4 5 5 4 4 5 4 5 5 4 5 4 5 4 5 5 4 5 4 5 4 5 5 4 4 5 5 4 5 4 5 5 4 5 4 4 5 5 4 5 5 4 5 5 5 4 5 4 5 5 4 5 4 4 5 4 5 4 5 5 4 5 4 5 4 5 4 5 5 4 4 4 5 4 5 5 5 4 5 5 5 5 4 4 5 5 4 5 5 5 5 5 5 4 4 4 5 5
58 28 29 30 544 545 454 455 555
59 ตารางที่ 6 คะแนนการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 จำแนก รายด้าน ได้แก่ ด้านระบุปัญหา ด้านบอก สาเหตุของปัญหา ด้านค้นหาแนวทางใน การแก้ปัญหา และด้านผลที่ได้รับจากการแก้ปัญหา คนที่ ระบุปัญหา (4 คะแนน) บอกสาเหตุ ของปัญหา (4 คะแนน) ค้นหา แนวทางใน การแก้ไข ปัญหา (4 คะแนน) ผลที่ได้รับ จากการ แก้ไขปัญหา (4 คะแนน) คะแนนรวม (16คะแนน) ระดับ ความสามารถ 1 3 3 2 4 12 สูง 2 3 3 3 2 11 สูง 3 4 1 3 2 10 สูง 4 2 3 4 4 13 สูงมาก 5 3 2 3 4 12 สูง 6 3 4 4 2 13 สูงมาก 7 4 3 2 2 11 สูง 8 3 2 2 3 10 สูง 9 4 3 3 4 14 สูงมาก 10 2 4 4 2 12 สูง 11 3 2 2 3 10 สูง 12 1 3 2 4 10 สูง 13 2 1 4 3 10 สูง 14 3 3 3 2 11 สูง 15 4 4 3 4 15 สูงมาก 16 4 3 4 3 14 สูงมาก 17 2 3 4 2 11 สูง 18 2 4 4 2 12 สูง 19 3 3 1 2 9 ปานกลาง ความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา
60 20 2 2 3 3 10 สูง 21 2 2 3 4 11 สูง 22 3 1 4 2 10 สูง 23 2 3 3 3 11 สูง 24 4 3 3 2 12 สูง 25 2 4 2 3 11 สูง 26 3 2 1 2 8 ปานกลาง 27 1 2 3 3 9 ปานกลาง 28 3 3 2 1 9 ปานกลาง 29 2 1 3 2 8 ปานกลาง 30 2 4 3 3 12 สูง
61 ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้
62 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาพระพุทธศาสนา (ส23101) โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เวลา 1 ชั่วโมง เรื่อง อริยสัจ 4 เวลา 1 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวธนากรณ์ ปุณะปรุง วันที่สอน:วันที่……เดือน..........................พ.ศ. ............ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพทธศาสนา หรือศาสนา ที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ สุข ตัวชี้วัดชั้นปี ส 1.1 ม.3/6 อธิบายสังฆคุณและข้อธรรมสําคัญในกรอบอริยสัจ 4 หรือหลักธรรมของ ศาสนาที่ตนนับถือตามที่กําหนด ม.3/7 เห็นคุณค่าและวิเคราะห์การปฏิบัติตนตามหลักธรรมในการพัฒนาตนเพื่อ เตรียมพร้อมสําหรับ การทํางาน และการมีครอบครัว สาระสำคัญ - จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถอธิบายความหมายและองค์ประกอบของอริยสัจ 4 ได้ถูกต้อง (K) 2. นักเรียนสามารถวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนอริยสัจ 4 ได้ ( P) 3. นักเรียนสามารถบอกถึงคุณค่าของหลักธรรมอริยสัจ 4 ไดถูกต้อง (A) สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการแก้ปัญหา 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติศาสน์กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต
63 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทํางาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ สาระการเรียนรู้ 1) อริยสัจ 4 และปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาทางสังคมไทย กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. สร้างบรรยากาศในชั้นเรียนโดยการเล่นเกมผ่อนคลายก่อนเรียน 2. แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนที่ทราบ 3. นักเรียนร่วมกันตอบคำถามก่อนเข้าบทเรียนในความหมายของนักเรียนคนดีคือ อะไรจงยกตัวอย่างประกอบ 4. จากนั้นให้นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิดถ้านักเรียนตั้งใจเรียนอย่าง สม่ำเสมอผลที่คาดว่าจะได้รับคืออะไร1. ปัญหาชีวิตของนักเรียนตอนนี้คืออะไร 2. สาเหตุของปัญหาคือ อะไร 3. ภาวะที่ปัญหานั้นดับลงเป็นอย่างไร 4. ทางออกของปัญหาคืออะไร (พิจารณาตามคำตอบ ของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ขั้นสอน 5. ให้นักเรียนกำหนดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่นักเรียนพบเจอ พร้อม แนวทางการแก้ไขตามขั้นตอนอริยสัจ 4 6. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลของการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนอริยสัจ 4 พร้อมดู ตัวอย่างปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมไทย พร้อมสรุปรวมกัน 7. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม เท่าๆกัน โดยการสุ่มแบบวงล้อสุ่ม 8. กำหนดหัวข้อ 1) ปัญหาการบูลี่ในโรงเรียน 2) ปัญหาการท้องก่อนวัยอันควร 3) ปัญหาด้านการมาเรียนสาย 4) ปัญหายาเสพติดในโรงเรียน โดยครูกำหนดเรื่องราวในปัญหานั้นๆ 9. โดยการให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแสดงบทบาทสมมติจากหัวข้อที่ได้เป็นวิดีโอจากหัวข้อที่ กำหนดให้ 1) การแก้ไขปัญหาจากหัวข้อที่กำหนดให้ตรงหรือเหมาะสมกับเนื้อหาหรือไม่ 2) สนุกสนาน สร้างสรรค์
64 ขั้นสรุป 1.นักเรียนและครูร่วมกันสุปประเด็นสำคัญกันอีกรอบเพื่อความเข้าใจในบทเรียน 2. แนะนำให้นักเรียนนำข้อคิดความรู้ที่ได้นำไปใช้ในชีวิตประวัน สื่อและแหล่งการเรียนรู้ - หนังสือเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ม.3 -powerpoint/Canva -สื่อการเรียนรู้ -ใบความรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รายการประเมิน วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์ 1.ด้านความรู้ความ เข้าใจ กิจกรรมงานกลุ่ม งานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์คะแนน ร้อยละ 80 2.ด้านทักษะ กระบวนการคิด กิจกรรมงานกลุ่ม งานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์คะแนน ร้อยละ 80 3.ด้านคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ สังเกตพฤติกรรม รายบุคคล แบบสังเกตพฤติกรรม รายบุคคล ระดับคุณภาพผ่าน เกณฑ์ 2 ผ่าน คำชี้แจง ให้เติมคะแนนลงในช่องตามแบบประเมินรายการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนเกณฑ์การให้ คะแนนและระดับคุณภาพ รายการสังเกตพฤติกรรม รวมคะแนน ระดับคุณภาพ แบบสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียน
65 เลขที่ รับผิดชอบ ต่องาน (3) การมี ส่วนรวมใน การทำงาน กลุ่ม (3) การมี วินัย (3) ยอมรับฟัง ความ คิดเห็นของ ผู้อื่น (3) ความสามารถ ในการแก้ไข ปัญหา (3) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26
66 11 - 15 คะแนน ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี 6 - 10 คะแนน ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ 1 - 5 คะแนน ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ควรปรับปรุง ลงชื่อ……………………………………………………..ผู้บันทึก ( ) 27 28 29 30
67 ใบความรู้
68 ภาคผนวก ค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
69 แบบทดสอบความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมติ ตามขั้นตอนอริยสัจ 4 สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 คำชี้แจ้ง : 1. นักเรียนอ่านสถานการณ์ที่กำหนดให้ 2. นักเรียนทำเครื่องหมาย x ลงบนคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพียงข้อเดียว สถานการณ์ที่ 1 มีเด็กนักเรียนรายหนึ่งอินบ็อกซ์เข้ามาในแฟนเพจแห่งหนึ่ง ขอปรึกษาว่า “ครอบครัว คาดหวังให้ทำ คะแนนการเรียนให้สูงเพื่อจะได้สอบหมอ พอทำได้คะแนนที่ดี แต่ไม่ดีเท่ากับเพื่อนอีก คน ก็โดนว่าทำได้แค่นี้เอง เหรอ แต่ที่จริงหนูเก่งด้านดนตรีและอยากเป็นนักดนตรี พ่อแม่ทะเลาะกัน เรื่องหนูบ่อย พอไปเรียนก็โดนเพื่อนล้อ จนไม่อยากไปเรียน ร้องไห้คนเดียวทุกวันไม่มีใครสนใจเลย รู้สึกไร้ค่ามากเหมือนไม่มีตัวตน เวลาเครียดหนูจะทำร้าย ตัวเอง ด่าตัวเอง” กรณีครอบครัวที่มีบรรยากาศการทะเลาะ หรือการที่พ่อ แม่และลูกไม่พูดกันตรงๆ นั่นก็ เป็นเพราะว่าทั้ง คู่รู้สึกเจ็บปวด น้อยใจที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจ ไม่ถูกรับฟัง ทำให้ทุกคนในครอบครัวเครียด และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จึง ปล่อยเป็นแบบนี้เรื่อยๆแสดงว่าสมาชิกในครอบครัวขาดทักษะในการ สื่อสาร ขาดการทำความเข้าใจความรู้สึกของ สมาชิกในครอบครัว การที่ความต้องการของพ่อแม่กับ ความต้องการของลูกที่ไม่ตรงกัน เช่น พ่อแม่อยากให้ลูกเป็น หมอ แต่ลูกอยากเป็นนักดนตรี เป็นต้น ที่ปรึกษากล่าวว่า การที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ในครอบครัว คือ ต้องช่วยให้ทุกคนได้ เข้าใจความรู้สึก ของตัวเราเองและตัวเราเองก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของคนในครอบรัวฝึกการเป็น ผู้ฟังที่ไม่มีอคติและไม่ปรุงแต่งต่อว่า เขากำลังต่อว่าเรา การถามถึงความรู้สึกของกันและกันจะช่วย ทำให้ทุกคนเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น จึงจะช่วยทุกคนได้ สำหรับตัวหนูเอง ก็ขอให้มองตัวเองให้ชัด เข้าใจความรู้สึกของตัวเองให้ดี รู้ว่าความรู้สึกอะไรทำให้เราทำสิ่งนั้น เมื่อ ทำแล้วก็ขอให้ยอมรับ ความคิดและการกระทำของตัวเอง ถ้าผิดก็ยอมรับกับตัวเองว่าผิดและลงมือแก้ไข อย่าเผลอ เอา คำพูดมาทำร้ายตัวเอง
70 1. ข้อใด ที่สะท้อนถึงปัญหาจากสถานการณ์ดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุด ก. ไม่สนใจกันและกัน ข. ไม่เข้าใจกันและกัน ค. ไม่สามัคคีกันและกัน ง. ไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ข้อใด คือ ต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ก. การใส่ใจหรือให้ความสำคัญซึ่งกันและกันมากจนเกินไป ข. สมาชิกในครอบครัวไม่มีเวลาปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน ค. ขาดการทำความเข้าใจรวมทั้งการเปิดโอกาสให้แก่กันและกัน ง. สภาพแวดล้อมรอบตัวทำให้สมาชิกในครอบครัวเกิดความแตกแยกกัน 3. ข้อใด คือ แนวทางที่เหมาะสมที่สุด ที่สามารถลดย้อนปัญหาที่เกิดขึ้นให้รุนแรงน้อยลงได้ ก. การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในสิ่งที่ตนเองตัดสินใจเลือก ข. การเปิดใจรับฟังความรู้สึกและความต้องการของกันและกัน ค. ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นเพราะกลัวความคิดตัวเองจะเปลี่ยนไป ง. ทำใจยอมรับ แล้วปล่อยไปตามนี้ เพื่อให้เวลาบรรเทาสถานการณ์ 4. หากทุกคนลดอคติ และเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็น หรือทัศนคติของสมาชิกในครอบครัว มากยิ่งขึ้น จะส่งผล อย่างไร ก. พ่อแม่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกอยากเป็นในอนาคต ข. สามารถตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายได้ ค. สมาชิกในครอบครัวมีความสามัคคีกันเป็นอย่างดี ง. เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของกันและกัน
71 หนุ่มพนักงานมอบตัวหลังซิ่งเก๋งชนบิ๊กไบค์ส่งผลให้มีคนเจ็บ 2 ราย 1 ให้การว่า ตน ขณะที่ กำลังเดินทางกลับบ้าน ก็พบรถจักรยานยนต์ของคู่กรณี ทั้งสองขับขี่อยู่ที่ช่องเลนกลาง จึงได้บีบแตรเพื่อ ขอทางแต่คู่กรณีไม่หลบ ทำให้ต้องเบี่ยงออกเพื่อแซงและเริ่มมีการปาดไปมา ก่อนถึงช่วง ทางขึ้นอุโมงค์ ตนจึงเปิดกระจกแต่ไม่รู้ว่าคู่กรณีพูดว่าอะไร เพราะคู่กรณีใส่หมวกกันน็อกทำให้ไม่ได้ยินเสียง ซึ่งเมื่อ ขึ้นมาบนถนนพหลโยธินขาออกแล้วก็ยังเบียดไปมา "ผมยอมรับว่า เบียดใส่คู่กรณีจริง แต่ไม่ได้ตั้งใจจะชน แต่เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ก็มีการเบียด กัน อีกครั้ง แต่เกิดการเฉี่ยวชนจนทำให้คู่กรณีล้มลง พร้อมอยากขอโทษคู่กรณีที่ไม่ได้จอดให้ความ ช่วยเหลือ ยอมรับว่าตัวเองผิดที่อารมณ์ร้อนและเบียดไปมาจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น" เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ขับขี่รถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับ บาดเจ็บ ทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และไม่จอดรถให้ความช่วยเหลือคู่กรณีหลังเกิดอุบัติเหตุ สถานการณ์ที่ 2 5. จากสถานการณ์เบื้องต้น ปัญหาใดทำก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ก. ขาดความเอาใจใส่ต่อสุขภาพของตน ข. ขาดความผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง ค. ขาดการระมัดระวังขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ ง. ขาดจิตสำนึกที่จะช่วยเหลือคนอื่นเมื่อปาดเจ็บ 6. ข้อใด เป็นสาเหตุของปัญหาที่ทำก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ก. ขาดสติ + มีความโกรธ ข. ขาดความอดทน + มีความยินดี ค. ขาดความเชื่อใจ + มีจิตเมตตาดี ง. ขาดความเสียสละ + มีเพียรพยายาม 7. หากต้องการแก้ปัญหาดังกล่าว ควรปลูกฝังเรื่องใด จึงจะเหมาะสม ก. มีสติระลึกได้ ข. มีขันติความอดทน ค. มีเมตตาปรารถนาดี ง. ถูกทุกข้อ
72 8. สุภาษิตข้อใด สอดคล้องมากที่สุดกับผลลัพธ์ที่ว่า“เขาจะไม่ใจร้อนหรือโกรธ และขับรถอย่าง ระมัดระวัง” ก. ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน ข. เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก ค. สังขารที่เที่ยงแท้ยั่งยืน ไม่มี ง. สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง เด็กหญิง อายุ 12 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียน แห่งหนึ่ง เกิดความเครียดเรื่องผลการเรียนของตัว และคิดสั้นใช้เข็มขัดผูกคอตัวเองตาย ญาติเห็นจึงรีบนำส่ง โรงพยาบาล แต่เด็กหญิงเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล แม่ของเด็กหญิงเปิดเผยว่า ปกติลูกสาวเป็นคนร่าเริง โดยช่วงหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ ยังเห็น ลูกสาววิ่งเล่น อยู่กับเพื่อนแถวบ้านเป็นปกติ จนกระทั่งช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ ลูกสาวได้เดินทางไป ฟังผลการเรียนที่โรงเรียน และกลับมาถึงบ้านช่วงสายของวันนั้น ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และ หงุดหงิด พร้อมทั้งเล่าให้ตนฟังแบบน้อยใจว่า "สอบได้ที่สุดท้ายของห้อง" ทั้งๆ ที่ตนเองพยายาม อ่านหนังสือและปรึกษาการเรียนกับคนที่รู้มาตลอด แม่จึง บอกว่าจะส่งให้เรียนต่อแถวบ้าน เนื่องจากฐานะที่บ้านก็แค่พอมีพอใช้เท่านั้น แต่ลูกสาวมีความคิดอยากจะไป ศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ต่อมาช่วงบ่าย ลูกสาวได้ออกไปวิ่งเล่น กลุ่มเพื่อนกับพี่ละแวกบ้านได้แซวและหยอกล้อเล่น เรื่องผล สอบของลูกสาว จึงทำให้เกิดความเครียดจัดและรู้สึกอับอาย ก่อนจะกลับมาที่บ้านใช้เข็มขัด หนังผูกคอตัวเอง กับมือจับประตูห้องจนเสียชีวิตดังกล่าว สถานการณ์ที่ 3 9. ข้อใด เป็นปัญหาทำให้เด็กหญิงดังกล่าวตัดสินใจใช้เข็มขัดหนังผูกคอตัวเองจนเสียชีวิต ก. เครียดที่ตนเองได้อับสุดท้ายของห้อง ข. หนักใจที่ตนเองไม่พยายามอ่านหนังสือ ค. เครียดและรู้สึกอับอายที่เพื่อนหยอกล้อ ง. เครียดและน้อยใจที่แม่ให้ตนเรียนต่อที่บ้าน 10. ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด ก. เกิดมาเป็นคนยากจน ข. ถูกเพื่อนหยอกล้อเล่น ค. สอบได้เป็นอันดับสุดท้าย ง. แม่ไม่ให้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพ
73 11.หากต้องการแก้ปัญหาการน้อยใจต่ำใจที่ตนเองได้อันดับสุดท้ายของห้องควรแก้ไขด้วยการปลูกฝังหลักธรรม ในข้อใด จึงถือว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ก. ปริยัตติสัทธรรม (หลักสำหรับการศึกษาเล่าเรียนจนเกิดความรู้ความเข้าใจ) ข. สมชีวิธรรม (หลักธรรมในการครองรักครองเรือนของคู่รักให้ตลอดรอดฝัง) ค. วุฒิธรรม (หลักธรรมที่ทำให้ผู้นำไปปฏิบัติมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองและงอกงาม) ง. สันโดษ (ความยินดีในสิ่งที่ได้มาด้วยเรี่ยวแรง และความเพียรของตนเอง) 12. ข้อใด เป็นผลที่เด่นชัดที่สุด เมื่อได้รับการปลูกฝังให้พอใจในสิ่งตนมีและยินดีในสิ่งที่ตนได้ ก. ภูมิใจกับสิ่งที่ได้มาด้วยกำลังของตนเอง ข. เกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็วและเข้าใจได้ง่าย ค. ไม่คาดหวังกับชีวิตว่าควรจะเป็นไปอย่างไร ง. ไม่สนใจกับคนที่เขาประสบความสำเร็จในชีวิต 13. ทองทิวชอบมองตัวเองว่าเป็นคนต่ำต้อยยากจน ไม่มีความสามารถ จึงรู้สึกท้อแท้ใจไม่อยากทำอะไร แสดงว่า ทองทิวเป็นคนอย่างไร ก. มีตัณหาจัด ข. มีทิฏฐิมากเกินไป ค. มีมานะในตัวเองสูง ง. มีอัตตายึดถือตัวเองมากเกินไป 14. ข้อใดคือ ทุกขอริยสัจ ก. ความทุกข์ใจ ข. ความทุกข์ทางร่างกาย ค. ความทุกข์จากเหตุการณ์ ง. ถูกทุกข้อ 15. หญิงอกหักเนื่องจาก คนที่แอบปลื้มหนีไปมีแฟนแล้ว ตรงกับข้อใด ก. ทุกข์ ข. สมุทัย ค. นิโรธ ง. มรรค 16. โอ๊ตเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่อง โรคน้ำเหลืองไม่ดีและโรคหอบ ทำให้เป็นทุกข์มาก สอดคล้องกับข้อใด ก. สังขารขันธ์ ข. รูปขันธ์ ค. นิโรธ ง. มรรค
74 17. ด.ช. แดง ปวดศีรษะมา 3 วันแล้ว จึงไปตรวจที่โรงพยาบาล พบว่าเหตุมาจากสายตาสั้น ค าว่า “สายตา สั้น” ตรงกับอริยสัจ 4 ข้อใด ก. ทุกข์ ข. สมุทัย ค. นิโรธ ง. มรรค 18. ข้อใดคือความหมายของหลักธรรม อริยสัจ 4 ก. ทรัพย์อันประเสริฐ 4 ประการ ข. ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ค. บุคคลผู้ประเสริฐ 4 ประเภท ง. หลักธรรมที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ 4 ประการ 19. ข้อใดคือความหมายของคำว่า สมุทัย ก. ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ข. สาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ ค. ความดับทุกข์ ง. หนทางที่จะนำพาไปสู่ทางดับทุกข์ 20. มารดาของนายณรงค์เสียชีวิต ทำให้นายณรงค์เสียใจมาก ความเสียใจของนายณรงค์ถือเป็นความจริงข้อ ใดในอริยสัจ 4 ก. มรรค ข. ทุกข์ ค. นิโรธ ง. สมุทัย
75 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีค่อการจัดการเรียนรู้ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมติ ตามขั้นตอนอริยสัจ 4 ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 คำชี้แจ้ง : 1. แบบสอบถามความพึงพอใจชุดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งผลการประเมินจะได้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการปรับปรุง การ จัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพและเหมาะสมกับความต้องการของนักเรียนให้มากที่สุด 2. โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องที่ตรงกับความพึงพอใจของท่านแต่ละระดับคะแนน มี ความหมายดังนี้ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง พึงพอใจมาก 3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง พึงพอใจน้อย 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด
76
77 ประวตัิย่อของผ ้ วูิจยั
78 ประวตัิย่อของผว ู้ิจยั ชื่อ นางสาวธนากรณ์ ปุณะปรุง วัน เดือน ปีเกิด 16 พฤศจิกายน 2544 สถานที่เกิด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สถานที่อยู่ปัจจุบัน 80 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองเรือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น 40210 หมายเลขโทรศัพท์ 095-6173730 ประวัติการศึกษา วุฒิการศึกษา ชื่อสถาบัน ปีที่สำเร็จการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านฟ้าเหลื่อม 2553 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟ้าเหลื่อม 2559 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองเรือวิทยา 2562
79 ภาพประกอบ
80 การทดลองเล่นส่งต่อลูกปิงปอง การแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนอริยสัจ 4 จากการเล่นเล่น
81 ระบุหัวข้อและการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนอริยสัจ 4
82 ระบุหัวข้อและการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนอริยสัจ 4
83