การพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ธนากรณ์ ปุณะปรุง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็ นส่วนหนึ่งของรายวิชาฝึ กปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 ตามหลกัสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลยัราชภัฏอุดรธานี 2566
การพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ธนากรณ์ ปุณะปรุง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็ นส่วนหนึ่งของรายวิชาฝึ กปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 ตามหลกัสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลยัราชภัฏอุดรธานี 2566
ก อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผศ. ดร. ไกรฤกษ์ ศิลาคม) วันที่ 18 เดือน มกราคม พ.ศ. 2567 คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (ผศ. สอนประจันทร์ เสียงเย็น) ..................................................................................กรรมการ (ผศ. ดร. ไกรฤกษ์ ศิลาคม) หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ผู้วิจัย ธนากรณ์ ปุณะปรุง สาขาวิชา พระพุทธศาสนา อาจารย์ที่ปรึกษา ผ.ศ. สอนประจันทร์ เสียงเย็น ครูพี่เลี้ยง นายปัญญาพร อินธิเสน
ข ..................................................................................กรรมการ (นายปัญญาพร อินธิเสน) ..................................................................................กรรมการ (นายธนากร รัฐถาวร) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ..................................................................................กรรมการ (ผู้อำนวยการสถานศึกษา) (นายกฤษดา โสภา)
ค ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ผู้วิจัย ธนากรณ์ ปุณะปรุง สาขาวิชา พระพุทธศาสนา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทางความสามารถในการ แก้ไขปัญหา การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 2) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบามสมมุติ ตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นคร อุดรธานีมีนักเรียนจำนวน 30 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานีสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี กรม ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่เรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน จากห้องเรียนจำนวน 1 ห้อง (ห้อง 6 ) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยวิธีการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติตามขั้นตอน ของอริยสัจ 4 ซึ่งใช้ประเมิน รายบุคคล ลักษณะเป็นการศึกษาจากสถานการณ์ปัญหาที่ผู้วิจัยกำหนด จำนวน1สถานการณ์ในแต่ละสถานการณ์ใช้บทบาทสมมุติโดยให้สอดคล้องกับขั้นตอนของการคิด แก้ปัญหาตามขั้นตอนหลักของอริยสัจ 4 แบบทดสอบการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ใช้ ทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ (Pre-test) และหลังการจัดการเรียนรู้ (Post-test) แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ความสามารถ ในการคิดแก้ไขปัญหา โดยใช้บทบาทสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ผลการวิจัยพบว่า 1.นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการพัฒนาความสามารถในการ แก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 มี
ง คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่ง เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โดยใช้การ พัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตาม ขั้นตอนของอริยสัจ 4 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.50) กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย โดยให้คำแนะนำอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณ นายกฤษฎา โสภา ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นคร อุดรธานี พร้อมทั้งคณะครูในโรงเรียนทุกท่าน และนักเรียนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ให้กำลังใจและ ให้ความอนุเคราะห์เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอน้อมรำลึกถึงคุณบิดา มารดา ผู้ให้ ชีวิต ให้การศึกษา ตลอดจนบูรพาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่ได้ให้ความรู้และอบรมสั่งสอนแก่ ผู้วิจัยจนประสบความสำเร็จในการศึกษา ธนากรณ์ ปุณะปรุง
จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ...................................................................................................................... ค กิตติกรรมประกาศ....................................................................................................... ง สารบัญ......................................................................................................................... จ สารบัญตาราง............................................................................................................... ช สารบัญภาพ................................................................................................................. ซ บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………………………………………………… 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………..…………. 1 คำถามการวิจัย…………………………………...............………………………………………… 4 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………… 4 สมมติฐานของการวิจัย……………………………………….……………………………………… 4 ขอบเขตของการวิจัย……………………………………………….………………………………… 4 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………… 6 ประโยชน์ที่ได้รับ……………………………………………….……………………………………… 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………..…………………………… 8 เอกสารประกอบการเรียน…………………………………………..……………………..……… 8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………….…………..…………………….…………………..……… 27 กรอบแนวคิดการวิจัย………………………………………………………………………..……… 31 3 วิธีดำเนินการวิจัย……………………….…………..……………………..…………………………… 32 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………….………..……………………………….……….. 32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………...………..…………..………………….……….. 32
ฉ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………….……..…………..……...……………..….…………….. 35 การวิเคราะห์ข้อมูล…………………….…………..……………..…………………………..……….. 36 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………….………...........................……………….. 36 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………….………….…………………..……….……………………… 42 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………..…….………………………….…….. 42 ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………….....………….……….. 42 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………..….……………..………….. 42 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ…………………….………….…….…………………… 46 วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………….……..……….………….. 46 สรุปผลการวิจัย……………………………………………………………………………….………….. 46 การอภิปรายผล……………………..………………………………………………………..………….. 47 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………..….……………..………….. 48 บรรณานุกรม…………………….….…………..……….…………..………………..……………………….. 49 เอกสารอ้างอิง................................................................................................................ . ภาคผนวก…………………….………….…….…………………………………………………..……………… 53 ภาคผนวก ก คะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน………….……………… ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้กับเนื้อหาและแผนการจัดการเรียนรู้ .................................................................................................................... ภาคผนวก ค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ......................................... 61 68 ประวัติย่อของผู้วิจัย…………………….………….…….………………………..…………..……………… 78 ภาพประกอบ…………………………………………………………………………………………………….. 79
ช สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้น ม ั ธ ย ม ศ ึ ก ษ า ป ี ท ี ่ 3 โ ด ย ก า ร ใ ช ้บ ท บา ม สม ม ุ ติ ต าม ข ั ้น ตอ น ข อ ง อ ริยสัจ 4…………………………………...................................................................................................... 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของ นักเรียนที่ได้รับการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 …………………………........................... 43 43 3. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มี ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ……………......................... 4. คะแนนความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอน ของอริยสัจ 4 5. ผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 6. คะแนนการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 จำแนก รายด้าน ได้แก่ ด้านระบุปัญหา ด้านบอกสาเหตุของปัญหา ด้านค้นหาแนวทางใน การแก้ปัญหา และด้านผลที่ได้รับจาก การแก้ปัญหา 44 55 57 59
ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย…………………………………………………………….. 31 2 รูปแบบการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design…………….. 35
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ได้กำหนดให้สถานศึกษาจัด กระบวนการเรียนรู้ โดยฝึกทักษะกระบวนการคิด ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็นซึ่งหลักสูตรการศึกษา ขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2559 กำหนดจุดหมายของหลักสูตรมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดย กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ 9 ข้อ ข้อที่ 4 กำหนดไว้ว่ามีทักษะ กระบวนการ โดยเฉพาะทักษะ การคิด โครงสร้างของหลักสูตรได้กำหนดมาตรฐานใน 8 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน เน้นพัฒนาการคิดอย่างหลากหลาย เช่น คิดคำนวณ คิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา เป็นต้น การ วัดผลประเมินผลได้กำหนดเกณฑ์การผ่านช่วงชั้น และการจบหลักสูตร ผู้เรียนจะต้องผ่านการอ่าน คิด วิเคราะห์ และการเขียน การประเมินคุณภาพ ภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านผู้เรียน ระบุไว้ใน มาตรฐานที่ 4 ว่า ผู้เรียนมีความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิด สร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมี วิสัยทัศน์ โดยกำหนดตัวบ่งชี้ให้ผู้เรียน จำแนกประเภทข้อมูล เปรียบเทียบ และมีความคิดรวบ ยอด สามารถประเมินค่าความน่าเชื่อถือของข้อมูล รู้จักพิจารณาข้อดี ข้อเสีย และมีปฏิภาณใน การแก้ปัญหา การตัดสินใจได้อย่างมีสติ และมีความถูกต้องเหมาะสม มี ความคิดริเริ่ม มีจินตนาการ สามารถคาดการณ์และกำหนดเป้าหมายได้ ถ้าหากไม่สอนคิดวิเคราะห์จะ ทำให้ ผู้เรียนไม่รู้จักตั้งคำถาม ไม่คิดสงสัย ไม่คิดแตกต่างหรือคิดวิพากษ์ ขาดการพิจารณาแยกแยะสรุป คำตอบที่ครูถามได้ไม่ตรงประเด็นจึงทำให้ผู้เรียนไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้ (สุพน ทิมอ่ำ 2557: 2) กระทรวงศึกษาธิการ (2556 : 4-6) ได้กล่าวว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ไม่ บังคับให้ศรัทธา แต่ถือปัญญาเป็นสำคัญ ให้เสรีภาพทางความคิดไม่เรียกร้องและไม่บังคับ ความเชื่อ ไม่ กำหนดข้อปฏิบัติที่บังคับแก่ ศาสนิกชน แต่ให้พิจารณาเลือกตัดสินใจด้วยตนเอง สอนให้ยึดทางสาย กลาง หรือการกระทำพอดีๆ ก็คือ การให้ได้รู้สิ่งที่ควรรู้ ให้ได้คิดในสิ่งที่ควรคิด และชักนำให้รู้จักเรียนรู้ รู้จักคิดพิจารณาเพื่อจะตัดสินใจเลือกได้ด้วยปัญญาที่มีสติ สุขุมรอบคอบ มองเห็นเหตุผล และคุณโทษ พระพุทธศาสนาจะสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ สามารถกำหนด สิ่งที่ต้องการ กำหนดปัญหาหรือ วัตถุประสงค์กำหนดหลักการหรือกฎเกณฑ์ พิจารณาแยกแยะ และสรุปมาเป็นความเชื่อถือ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้ และการ ดำเนินชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่ครูกำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สถานศึกษาส่วนใหญ่ที่ประเมินภายนอก มาแล้ว ยังไม่ผ่านเกณฑ์ในข้อ นี้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการจัดการศึกษา “การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจำแนก
2 แยกแยะองค์ประกอบต่างๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะ เป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราวหรือเหตุการณ์ และ หาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบ เหล่านั้น เพื่อค้นหาสภาพความเป็นจริงหรือสิ่งสำคัญ ของสิ่งที่กำหนดให้” การคิดวิเคราะห์ที่ดีมี ประสิทธิภาพจะต้องสามารถเชื่อมโยงหาเหตุและผล เพื่อ สรุปคำตอบของสิ่งที่กำหนดให้ได้ตรง ประเด็นและแม่นยำ การสอนคิดวิเคราะห์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมได้แนะนำ การ สอนคิดวิเคราะห์ไว้ คือ การจัดระบบข้อมูล การตีความ การวิเคราะห์ การสรุป การประเมิน และการ นำเสนอข้อมูล โดยให้สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ การเขียน และ การพูดที่สื่อ ความหมายกับผู้อื่นบนพื้นฐานที่มีเหตุผลและหลักการ เพื่อใช้สนับสนุนและ ประกอบการพิจารณา ตัดสินใจใดๆ ของบุคคลและสังคม ได้อย่างฉลาดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการสอนคิดวิเคราะห์ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของทักษะย่อยและ กระบวนการคิดวิเคราะห์ คือ มีการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมา จัดระบบ หรือเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย กำหนดแนวทางการวิเคราะห์ และสรุปเป็นคำตอบ อริยสัจสี่เป็นแนวคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ทุกข์หรือ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วสืบสาวไปหาสมุทัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อรู้ถึงทุกข์และสมุทัยแล้วก็จะ เข้าสู่ กระบวนการกำหนดเป้าในการพ้นจากทุกข์ซึ่งก็คือนิโรธ และสืบสาวไปถึงหนทางหรือวิธีการที่ทำ ให้พ้น ทุกข์ที่เรียกว่ามรรค หลักอริยสัจสี่นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่ม ทักษะ ในการ เรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ โดยการฝึกให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุมา จาก อะไร มีวิธีการแก้อย่างไร และผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถสรุปเนื้อหาสาระ ที่ เรียนได้ การที่ผู้เรียนสามารถสรุปสาระสำคัญได้นั้นเป็นกระบวนการที่เกิดจากการใช้ ความคิดอย่าง มี วิจารณญาณ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เรียนได้แสดงออกด้านความคิดอย่างสร้างสรรค์และ มีเหตุผล การ แก้ปัญหาตามหลักอริยสัจสีต้องเริ่มที่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา (สมุทัย) แล้วหาทางแก้ (มรรค) ด้วย วิธีการที่หลากหลาย การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ เป็นแนวทางให้ผู้เรียนได้คิดค้นและ พยายามหา แนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง เป็นหลักการที่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบรมครูเอกของโลกทรง ใช้ สอนพระ สาวกให้ปฏิบัติตาม พระพุทธองค์ทรงใช้ทักษะในการสอนที่หลากหลายและมีเหตุผล เป็น แบบอย่างที่ครูควรนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ แนวคิดวิธีการแห่งปัญญาซึ่งเป็นทฤษฎีของ ปราชญ์ ตะวันตก มีลักษณะใกล้เคียงกับหลักอริยสัจซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา คุณธรรมจริยธรรม และหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาถือเป็นสากลเนื่องจากที่เป็น หลักธรรมที่ประกาศสัจธรรมความจริงที่พิสูจน์ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เราทั้งหลายให้ใช้ ปัญญาพิจารณา ให้เกิดความรู้อย่างถ่องแท้ จึงเชื่อได้ว่า คำสอนของพระพุทธองค์จะทำให้ พระพุทธศาสนาดำรงอยู่และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทย และเผยแผ่ขยายทั่วโลก สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พบว่า ครูผู้สอนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องรู้จักนำวิธีการสอน หรือเทคนิคการสอนที่ หลากหลายมา
3 ใช้ในการเรียนการสอน ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรม ให้สอดคล้องกับ ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และ จะต้องรู้วิธีการฝึก ผู้เรียนให้มีทักษะการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้ จาก การศึกษาสภาพปัจจุบันของโรงเรียนทั้ง การจัดการเรียนการสอนในสาระวิชา พระพุทธศาสนา ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๓ พบว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ไม่ สมบูรณ์ตามแผนการจัดการ เรียนรู้ซึ่งมีสาเหตุมาจากนักเรียนมีความพฤติกรรมไม่อยู่ในหลักธรรมคำ สอน ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม กับเพื่อนในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ทั้งในขณะที่ครูสอนและให้งานทำ ทำให้ประสิทธิภาพของการ จัดการเรียนการสอนน้อยลงซึ่งแนวทางแก้ปัญหาพฤติกรรมให้มีความ สามัคคีและมีความกตัญญูรู้คุณ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีการแสดงออกที่ เหมาะสมการส่งเสริมมีหลายวิธี เช่น เพื่อฝึกให้นักเรียนได้รู้จักการพูดในที่ชุมชนและส่งเสริมการ แสดงออกในทางสร้างสรรค์ เพื่อฝึกให้ นักเรียนรู้จักรับผิดชอบในการเรียน เพื่อฝึกให้เป็นผู้นำให้แก่ เยาวชนและมีความสามารถนำไปปฎิบัติใน ชีวิตประจำวัน และเพื่อส่งเสริมความสามัคคีในเยาวชน ระหว่างสถาบันการศึกษาด้วยกัน และนักเรียน รู้สึกสนุก ให้ความร่วมมือกับการเรียนการสอนในชั้น เรียนและรู้จักการวางตนทั้งกับบิดา มารดา และ ผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาใน เรื่องการพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบาทสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีโดยผู้วิจัยมีความ คาดหวังว่าผลจากการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาให้ผู้เรียนมีสมาธิในการเรียน มีระเบียบวินัย นักเรียนมีนิสัยในการทำงานเป็นกลุม นักเรียนกล้าพูดกล้าคิด กล้าแสดงออก ทำให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนรู้ที่ คาดหวังจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน รวมทั้ง สถาบันศึกษาที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นครูสอนใน โรงเรียนอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อเป็นแนวทางในการ ปรับปรุงและพัฒนาการจัดการศึกษาและการ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นแนวทางให้กับทาง โรงเรียน เพื่อนำความรู้ที่ได้รับนำไปประยุกต์ใช้ใน การจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม และเกิด ประโยชน์แก่ส่วนรวมมากที่สุดผู้ศึกษาสนใจที่จะศึกษา จึงน่าจะชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติตนในทางที่ดีและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม อันดีงามของนักเรียน เพราะนอกจากการ ได้รับการศึกษาที่ดีแล้วก็ควรจะได้รับการปลูกฝังในเรื่องของ การเป็นผู้มีคุณธรรมนำหน้าความรู้เพื่อ เติบโตไปเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคตข้างหน้า ตลอดจน บุคคลในสังคมให้เป็นไป ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม
4 คำถามการวิจัย 1. นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมุติตาม ขั้นตอนของอริยสัจ 4 จะมีความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 หรือไม่ 2. นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ บทบาทสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 จะมีความพึงพอใจหรือไม่อยู่ในระดับใด วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทางความสามารถในการแก้ไขปัญหา การจัดการเรียนรู้โดยใช้บท บามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บท บามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมุติตามขั้นตอนของ อริยสัจ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมุติตามขั้นตอนของ อริยสัจ 4 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ 1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาที่ 3/4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 30 คน และนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาศึกษาที่ 3/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 30 คน 1.2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาศึกษาที่ 3/6 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 30 คน 2. ตัวแปร 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการแก้ไขปัญหา
5 3. เนื้อหาการวิจัย มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ ศาสนา ที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข ตัวชี้วัด ม. 3 อธิบายสังฆคุณและข้อธรรมสำคัญในกรอบอริยสัจ ๔ หรือหลักธรรมของศาสนา ที่ตนนับถือตามที่กำหนด อริยสัจ 4 ประกอบด้วย 1. ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้) ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็มีความ ทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ความทุกข์จึงเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทุกขณะ เราจึงไม่ควรประมาทและพร้อมที่จะ เผชิญหน้ากับความจริงของทุกข์นั้นๆ ทุกข์คือความจริงข้อแรกในอริยสัจ 4 ความทุกข์ หมายถึงความที่กายและใจทนสภาพบีบคั้นได้ยาก เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ เป็นผลที่ เนื่องมาจากเหตุ ปัญหาของชีวิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่ามนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกัน ทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐานและทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ ทุกข์ที่เกิดจากการเกิด การแก่ และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการ ดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกับสิ่งที่ไม่ เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ดังใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ อาทิ ความ ยากจน 2. สมุทัย (หลักธรรมที่ควรละ) สมุทัย คือ ความจริงที่ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งความทุกข์ เพราะความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ที่ เกิดขึ้น มีสาเหตุเกิดจากอะไรบางอย่าง ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุ สมุทัยคือความจริงข้อที่สองใน อริยสัจ 4 สมุทัย หมายถึงเหตุที่เกิดทุกข์ คือ กิเลสตัณหาที่กระตุ้นจิตใจให้ส่ายแส่หาอารมณ์ที่ปรารถนา อยากได้ อยากมี อยากเป็น และอยากพ้นไปจากภาวะไม่ปรารถนา เป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ต้องละ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหาของชีวิต ล้วนมีเหตุให้เกิดเหตุนั้น คือ ตัณหา อันได้แก่ความอยากได้ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น 3. นิโรธ (หลักธรรมที่ทำให้บรรลุ) นิโรธ คือ ความดับทุกข์หรือดับปัญหาต่างๆ พุทธศาสนามีหลักคำสอนเกี่ยวกับเรื่องความสุข มากมาย จุดหมายสูงสุด คือ นิพพานเป็นบรมสุขที่สูงสุด นิโรธคือความจริงข้อที่สามในอริยสัจ 4
6 นิโรธ หมายถึงความดับทุกข์ คือ ภาวะที่เป็นผลจากการดับตัณหาและสามารถพ้นจากทุกข์ได้ เด็ดขาด เป็นภาวะที่ต้องทำให้ประจักษ์แจ้ง พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์คือปัญหา ของชีวิตทั้งหมดที่สามารถแก้ไขได้นั้น ต้องแก้ไขตามทางหรือวิธีแก้ 4. มรรค (หลักธรรมที่ควรเจริญ หรือทำให้เกิดขึ้น) มรรค คือ ข้อปฏิบัติที่ทำให้พ้นจากความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ข้อปฏิบัติให้ลุถึงความดับทุกข์ ซึ่งมีองค์ประกอบ 8 ประการ อันเป็นข้อปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างหรือทางดำเนินชีวิตที่ดีเลิศ จัดเป็นเหตุที่ ควรเจริญ คือ ลงมือปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงนิโรธ โดยสรุปเป็นหลักแห่งการศึกษาปฏิบัติสำคัญได้ 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคคือความจริงข้อสุดท้ายในอริยสัจ 4 ประการ มรรค หมายถึงหนทางสู่การดับทุกข์ มีด้วยกันทั้งหมด 8 ประการคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมา สังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมา บทบาทสมมุติกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนกําหนดสถานการณ์ขึ้นมาให้คล้ายกับสภาพ ความเป็นจริงแล้วให้ผู้เรียนสวมบทบาทหรือแสดงบทบาทนั้นตามความรู้สึก และประสบการณ์ของ ผู้เรียนที่คิดว่าควรจะเป็น เช่น ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าการกลั่นแกล้งมีอยู่มากมายในทุกที่ ซึ่งกลายมาเป็นคำเรียกที่รู้จักกัน ว่า “บูลลี่” บางคนมองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่เล็กน้อยมาก แต่สำหรับอีกหลายๆ คนมองว่าเป็นภัย ใกล้ตัวที่เราต้องรีบแก้ไข เพราะว่าการบูลลี่อาจจะส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวต่อสังคมรอบข้าง และยัง สามารถนำไปสู่ปัญหาการใช้ชีวิตได้ นอกจากนี้การบูลลี่อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นได้ เช่นกัน การบูลลี่แท้จริงแล้วมันคืออะไร? และเราจะสามารถรับมือหรือแก้ไขปัญหาการบูลลี่นี้ได้ อย่างไร? 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมเวลาในการทดสอบ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การคิดแก้ไขปัญหาหมายถึงกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยใช้สติปัญญา ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อม มาเปรียบเทียบวิเคราะห์ผล เพื่อให้ได้กระบวนการ วิธีแก้ปัญหาที่ หลายหลาย และเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผล และสร้างสรรค์ 2. บทบาทสมมุติหมายถึงกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้ศึกษาค้นคว้ากําหนดสถานการณ์ ขึ้นมา ในแผนการจัดการเรียนรู้ด้านอริยสัจ 4 และความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่3 โดยใช้บทบาทสมมุติให้คล้ายกับสภาพความเป็นจริงแล้วให้ผู้เรียนสวมบทบาทหรือแสดงบทบาทนั้น ตามความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้เรียนที่คิดว่าควรจะเป็น ภายหลังการแสดง บทบาทสมมุติมีการ อภิปรายเกี่ยวกับการแสดงออกทั้งด้านความรู้และพฤติกรรมของผู้แสดงเพื่อการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์
7 3. อริยสัจ 4 หมายถึง การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการใช้วิธีการ ในการแก้ไขปัญหา หรือ วิธีการแห่งปัญญา เป็นขั้นตอนการคิดอย่างเป็นระบบมีเหตุผล ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้ 3.1 ขั้นทุกข์คือ ปัญหา โดยครูนําเสนอปัญหาให้นักเรียนพิจารณาอย่างรอบคอบ และ พยายามกําหนดขอบเขตของปัญหา ซึ่งนักเรียนจะต้องคิดแก้ไขให้จงได้ 3.2 ขั้นสมุทัย คือ สาเหตุของปัญหานั้น ตั้งสมมติฐาน โดยครูให้นักเรียนคิด วิเคราะห์ ด้วย ตัวเองว่า สาเหตุของปัญหาที่ยกขึ้นมานั้น มีอะไรบ้าง 3.3 ขั้นนิโรธ คือ วิธีแก้ปัญหา และเก็บรวบรวมข้อมูล โดยครูให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหาตามสาเหตุที่ได้ค้นพบ 3.4 ขั้นมรรค คือ ขั้นวิเคราะห์ และสรุปผล โดยครูให้นักเรียนสรุปผลจากการที่ได้ลงมือ ปฏิบัติ ว่าได้ค้นพบคําตอบของปัญหา หรือกฎเกณฑ์อะไรบ้าง ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้พัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาโดยใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ สามารถ นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่ม สาระการเรียนร็สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒธรรม ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. เป็นแนวทางสำหรับครู และผู้ที่สนใจในการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒธรรม และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ต่อไปตามความเหมาะสม
8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง โดยแยกการนำเสนอเนื้อหาตามลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทบาทสมมุติ 4. การเรียนรู้แบบอริยสัจ 4 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิดการวิจัย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 1) เป็นศาสตร์บูรณาการที่มุ่งให้เยาวชนเป็นผู้มีการศึกษา พร้อมที่จะเป็นผู้นำ เป็นผู้มีส่วน ร่วม และเป็นพลเมืองที่ดีมีความรับผิดชอบ โดยนำความรู้จากอดีตมาสร้างความเข้าใจในมรดกทาง วัฒนธรรมของประเทศ เพื่อการตัดสินใจในการเป็นพลเมืองดี 2) ได้บูรณาการสรรพความรู้กระบวนการและปัจจัยต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ตามเป้าหมายของ ท้องถิ่นและประเทศชาติการเรียนการสอน ต้องใช้ข้อมูลความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศชาติและ ระดับโลกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน 3) ผู้เรียนอภิปรายประเด็นปัญหาร่วมสมัยร่วมกับเพื่อนและผู้ใหญ่ สามารถแสดง จุดยืนใน ค่านิยม จริยธรรมของตนอย่างเปิดเผยและจริงใจ ขณะเดียวกันก็รับฟังเหตุผลของผู้อื่น 4) การเรียนการสอนเป็นบรรยากาศของการส่งเสริมการคิดขั้นสูง ในประเด็นหัวข้อที่ลึกซึ้งท้า ทาย ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนอย่างมีความหมาย ได้รับการประเมินที่เน้น การนำความรู้มา ประยุกต์ใช้ทุกมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม มีการ จัดเตรียมโครงงานที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเป็นจริงของสังคมที่ให้ผู้เรียนได้น าสิ่งที่ เรียนไปใช้ได้ ในการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีเป้าหมายหรือความคาดหวังสำคัญ ที่สุด คือ ให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี
9 พระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข ดังนั้น การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จ าเป็นต้อง มีองค์ประกอบส าคัญ 3 ประการ คือ 1) ความรู้จะให้ความรู้แก่ผู้เรียนในเนื้อหาสาระ ความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญ ของ วิชาการต่างๆ ในสาขาสังคมศาสตร์ได้แก่ ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์รัฐศาสตร์จริยธรรม สังคม วิทยา เศรษฐศาสตร์กฎหมาย ประชากรศึกษา สิ่งแวดล้อมศึกษา ปรัชญา และศาสนา ตามขอบเขตที่ ก าหนด ไว้ในแต่ละระดับชั้น ในลักษณะบูรณาการ 2) ด้านทักษะกระบวนการ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้เกิดทักษะและกระบวนการ ต่าง ๆ เช่น ทักษะทางวิชาการ ทักษะทางสังคม ทักษะทางการสืบสวนสอบสวน ทักษะการสื่อสารทักษะ การ แสวงหาความรู้การสืบค้น เป็นต้น 3) ด้านเจตคติและค่านิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมจะ ช่วย พัฒนาเจตคติและค่านิยม เกี่ยวกับประชาธิปไตย และความเป็นมนุษย์เช่นรู้จักพึ่งตนเอง ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย มีความกตัญญูรักเกียรติภูมิแห่งตน มีนิสัยในการเป็นผู้ผลิตที่ดีมีความพอดีในการบริโภค เห็น คุณค่าของการทำงาน รู้จักคิดวิเคราะห์รู้จักการท างานเป็นกลุ่ม เคารพสิทธิของผู้อื่น และเห็นประโยชน์ ส่วนรวม มีความผูกพันกับกลุ่ม รักท้องถิ่นรักประเทศชาติเห็นคุณค่า อนุรักษ์ พัฒนา ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนาและการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข จุดเน้นการสร้างคุณภาพของผู้เรียน มีดังนี้ 1) ยึดมั่นในหลักธรรมพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ สามารถนำหลักธรรมคำ สอนไปใช้ปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันได้เป็นผู้กระทำความดีมีค่านิยมที่ดีงามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้ง บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์กับสังคมส่วนรวม 2) ยึดมั่นศรัทธาและธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีปฏิบัติตนตามกฎหมายขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามไว้เป็นมรดกของชาติเพื่อสันติสุขของสังคมไทย และสังคมโลก 3) มีความสามารถในการบริหารการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อการดำรงชีวิต อย่างมีคุณภาพ และสามารถน าหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ภูมิใจในความเป็นไทย ทั้งในอดีต จนถึงปัจจุบัน สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและน าไปใช้สร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ 5) มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามระหว่างมนุษย์มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นผู้สร้างวัฒนธรรม มีจิตส านึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น
10 และสาระการเรียนรู้ทั้ง 5 สาระของกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้ก าหนด มาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละสาระดังนี้ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธำรงรักษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม และ ธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ สังคมโลกอย่างสันติ สุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และ ธำรง รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ความจ าเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถ วิเคราะห์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความ ภูมิใจและธำรงความเป็นไทย
11 สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผล ต่อ กันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหาวิเคราะห์ สรุป และ ใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิด การสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน สาระนี้มีความคิดรวบยอดที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์สังคมวิทยา และสิ่งแวดล้อมศึกษาที่มุ่งให้มีความเข้าใจว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความ ต้องการและความจำเป็น ต่อการดำรงชีวิตอยู่ ทั้งนี้เพราะมนุษย์มีความต้องการไม่จำกัด ในขณะที่ต้อง ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมท่ามกลางทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม จึงต้องให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ตลอดจน บทบาทของเทคโนโลยีที่มีต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ มีความสามารถ ที่จะฉลาดเลือก คิดพิจารณา ทางเลือกและตัดสินใจอย่างมีวิจารญาณ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา การนำเสนอเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา ผู้วิจัยได้แบ่ง การนำเสนอออกเป็น 4 หัวข้อ คือ 1. ความหมายของความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา 2.ประเภท ของการคิด 3. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดแก้ไขปัญหา 4. ขั้นตอนความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2556 : 161) ได้กล่าวว่า “การคิดแก้ปัญหา เป็นกระบวนการคิด พิจารณา ไตร่ตรองอย่างพินิจพิเคราะห์สิ่งต่างๆ ที่เป็นประเด็นสาคัญของเรื่องหรือสิ่งต่างๆ ที่คอยก่อกวน และสร้าง ความรำคาญ สร้างความยุ่งยากสับสน และความวิตกกังวล และพยายามหาหนทางคลี่คลายสิ่ง เหล่านั้นให้ ปรากฏ และหาหนทางขจัดปัดเป่าสิ่งที่เป็นปัญหาก่อความรำคาญ ความวิตกกังวล ความ ยุ่งยากสับสนให้ หมดไป” จากการให้ความหมายที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปความหมายของความสามารถในการคิด แก้ปัญหา ว่า ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา หมายถึง กระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดย ใช้สติปัญญา ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อม มาเปรียบเทียบวิเคราะห์ผล เพื่อให้ได้กระบวนการ วิธี แก้ปัญหาที่หลายหลาย และเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผล และสร้างสรรค์
12 2.ประเภทของการคิด ยุวารินทร์ ธนกัญญา (2556: 15) ได้แบ่งการคิดออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1. การคิดอย่างเลื่อนลอยไม่มีทิศทาง (Association Thinking) คือ การคิดสัมพันธ์ ต่อเนื่อง เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามา คนจะคิดถึงสิ่งต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ได้เป็น การคิดที่จะ นําไปสู่จุดหมาย แต่เป็นการคิดที่เกิดจากจิตใต้สํานึกของแต่ละบุคคล ได้แก่ การฝันกลางวัน การฝัน กลางคืน และการคิดแบบเสรี 2. การคิดโดยตรง (Directed Thinking) เป็นการคิดที่มีจุดมุ่งหมายและเป็นการคิด หา เหตุผลในการแก้ปัญหาหรือนําไปสู่จุดมุ่งหมายโดยตรง แบ่งการคิดนี้ออกเป็นการคิดวิจารณญาณ (Critical Thinking) ซึ่งจะนําไปสู่การตัดสินเกี่ยวกับปัญหา และการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ซึ่งเป็นการคิดเพื่อหาแนวทางหรือรูปแบบใหม่ ๆ กันยา สุวรรณแสง (2558: 112) ได้แบ่งการคิดออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. การคิดที่ไม่มีจุดหมาย หรือการคิดประเภทสัมพันธ์ (Associative Thinking) เป็น การคิดที่ ไม่มีแนวทางคิดเรื่องนี้แล้วก็ต้องคิดเรื่อย ๆ ไม่มีการสรุปผล จําแนกเป็นแบบต่าง ๆ คือ 1.1 การคิดเลื่อนลอย (Autistic Thinking) เป็นการคิดเกี่ยวกับเรื่องราวของตนเอง มากกว่าที่จะใช้เหตุผลตามความจริง เกิดจากการมีความปรารถนาต้องการได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วไม่สม ประสงค์ 1.2 การฝันกลางวัน (Day Dreaming หรือ Reverie) เป็นการคิดเพ้อฝันในขณะที่ยังตื่น อยู่โดยรู้ตัว วาดภาพจินตนาการเรื่อยเปื่อย ถ้าทําเสมอ ๆ จะมีผลเสียทํา ให้ไม่สามารถเผชิญ กับปัญหา ที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมประจําวันได้ 1.3 การฝันกลางคืน (Night Dreaming) เป็นการฝนขณะหลับโดยไม่รู้สึกตัว เป็นการ แสดงออกของความต้องการที่เก็บกดเอาไว้ อาจมีสาเหตุหลายอย่าง เช่น เก็บความกังวลใจตอน กลางวัน ไปฝันตอนกลางคืน หรือเกิดจากภาวะต่าง ๆ ของร่างกาย 1.4 การคิดที่เป็นอิสระ (Free Association) เป็นการคิดที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อ เกิดขึ้น แล้วทําให้นึกถึงเรื่องอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีขอบเขต 1.5 การคิดที่ถูกควบคุม (Controlled Association) เป็นการคิดโดยอาศัยสิ่งที่เป็น แนว ให้คิด แล้วคิดถึงเรื่องเดิมต่อเนื่องกันไปเรื่อยโดยอยู่ภายในกฎเกณฑ์ว่าจะต้องอยู่ภายใต้การแนะนํา คือ ถูกควบคุมให้คิดแต่เฉพาะเรื่องนั้น ๆ 2. การคิดที่มีจุดมุ่งหมาย (Directed Thinking) เป็นการคิดโดยตรงที่ใช้ในการแก้ปัญหา การ คิดหาเหตุผล ได้แก่ 2.1 การคิดแบบวิเคราะห์วิจารณ์ (Critical Thinking) คือ การพินิจคิดหาเหตุผล โดยอาศัย พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ว่ามีข้อเท็จจริงเพียงใด สิ่งใดดีหรือไม่ดีอย่างไร ผู้ใดถูกผู้ใดผิด เรื่องนั้น เป็นสาเหตุ
13 ของเรื่องนี้หรือไม่ แล้วประเมินหรือตัดสินลงความเห็นไป สิ่งสําคัญ สําหรับการคิดชนิดนี้ คือ การลง ความเห็นซึ่งเกิดจากการเข้าใจความหมายของเรื่องต่าง ๆ 2.2 การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นการคิดค้นเพื่อพบความสัมพันธ์ ใหม่ ของสิ่งที่มีประโยชน์ คุณค่า และแปลกใหม่กว่าเดิม เป็นความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล แต่ละ คน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุก ๆ คนจะต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความคิด สร้างสรรค์ เป็นการมอง และรับรู้ในลักษณะเอกเทศของ บุคคลหนึ่งๆ ซึ่งแสดงออกและเป็นความนึกคิดของบุคคล นั้นเอง 2.3 การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นการคิดหาทางแก้ไขอุปสรรค ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย บางครั้งเราตั้งจุดมุ่งหมาย (Goal) เอาไว้ แต่มีอุปสรรคมาขัดขวาง มิให้สําเร็จบรรลุ เป้าประสงค์จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้น บุคคลจึงพยายามหาวิธีการขจัดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดไป เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ การคิดแก้ปัญหา จึงเป็นการคิดที่มีจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่ง สรุปได้ว่า ประเภทของการคิด แบ่งเป็น2ประเภท ได้แก่ 1. การคิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย คือการคิดที่เกิดจาก จิตใต้สำนึกที่ถูกกระทบด้วยสิ่งเร้าต่างๆ เกิดเป็นการคิดที่เลื่อนลอยตามที่ใจปรารถนา ไม่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน 2. การคิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย คือการคิดที่เกิดจาก การใช้หลักเหตุและผล หาทางแก้ไข อุปสรรค ที่เกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย ภายใต้กฎเกณฑ์ที่บังคับ 3. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดแก้ไขปัญหา การแก้ปัญหานั้นเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาและการคิดดังนั้นการศึกษาด้านการ แก้ปัญหาจึงควรมีความเข้าใจการพัฒนาการทางสติปัญญาด้วย ในการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ผู้วิจัย พบว่า นักจิตวิทยาและนักการศึกษาหลายท่าน ได้เสนอทฤษฎี ที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการ แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยมีทฤษฎีที่สำคัญ ดังนี้ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (ลักขณา สริวัฒน์, 2558 อ้างอิงจาก Freud 1940) ทฤษฎีนี้ มีความเชื่อว่า ความขัดแย้งเป็นสาเหตุให้บุคคลคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่บุคคลมีความขัดแย้ง จะ อยู่ในภาวะความวิตกกังวล ทำให้เกิดความคิดหลากหลายมากมาย เพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย ความเครียด กังวลจากความขัดแย้ง ความคิดที่เกิดขึ้น เพื่อลดความกังวลเหล่านี้ คือ ความคิด สร้างสรรค์ของบุคคล นักจิตวิทยา ทางจิตวิเคราะห์ หลายท่าน ซิกมันด์ ฟรอยด์ และคริส ได้เสนอ แนวคิด เกี่ยวกับความคิด สร้างสรรค์ โดยมีความคิดว่า ความคิดสร้างสรรค์ของบุคคล เป็นผลมาจาก ความขัดแย้ง ภายในจิตใต้ สำนึกระหว่าง แรงขับทางเพศ ที่เรียกว่า พลัง ลิบิโด (Libido) กับความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี ทางสังคม ในขณะที่ นักจิตวิเคราะห์แนวใหม่มีความเชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์ของบุคคล เป็นจิตส่วนที่เรียกว่า จิต ก่อนสำนึก (Pre conscious)โดยเกิดขึ้นระหว่าง จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก
14 ทฤษฎีปัญญานิยม (Cognitive approach)เป็นทฤษฎีที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการคิด มี แนวคิดว่า ข้อมูลที่ผ่านมาในการรับรู้ จิตของมนุษย์จะสร้าง กระบวนการประมวลผลข้อสนเทศ ที่ รับมา อย่างเป็นระบบ และหาทางในการตอบสนองอย่างเหมาะสม ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Bahavior approach) มีแนวคิด ว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการ เรียนรู้ การจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ให้ความสำคัญกับการเสริมแรง ความสัมพันธ์ทางปัญญา บ้าน และโรงเรียน มีบทบาทและความสำคัญในการวางรากฐาน และปลูกฝังความคิดของมนุษย์ ทฤษฎีเชิงมานุษยวิทยา (Humanistic approach) นักจิตวิทยา ในแนวคิดนี้ เชื่อว่า มนุษย์ ไม่ได้ดี หรือไม่ดี ขึ้นกับการเรียนรู้ และสิ่งแวดล้อม มองมนุษย์ในทางบวก ธรรมชาติของมนุษย์มีความ ดี งาม และมีศักยภาพสูง อับราฮัม มาสโลว์ และโรเจอร์ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ โดยทฤษฎีนี้ มีแนวคิด ว่า ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีมาแต่กำเนิด มนุษย์จะแสดง ความคิดสร้างสรรค์อย่างไร ขึ้นกับบรรยากาศในการสร้างสรรค์ อันประกอบไปด้วย ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา ควา มั่นคงทางใจ ความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใหม่ ทฤษฎีของเทเลอร์ (Taylor and Holland,1964 อ้างถึงใน ลักขณา สิริวัฒน์,2558) ทฤษฎีนี้มี แนวคิดว่า ผลงานความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องเป็นขั้นสูงสุด หมายความว่า ไม่จำเป็นต้อง ค้นคว้าสิ่ง ใหม่ ที่ยังไม่มีใครคิดมาก่อน หรือ การสร้างแนวคิดทฤษฎีใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ อาจจัด อยู่ใน ขั้นหนึ่งขั้นใดต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 เป็นความคิดสร้างสรรค์ขั้นต้น เป็นพฤติกรรมการกล้าแสดงออก โดยไม่ อาศัย ความคิดริเริ่มหรือทักษะใดๆ ขั้นที่ 2 เป็นงานที่ผลิต โดยผลงานที่เกิดขึ้นต้องอาศัยทักษะบางประการ แต่ไม่ต้อง เป็นสิ่ง ใหม่ สำหรับบุคคลทั่วไป แต่เป็นสิ่งใหม่ของตนเอง ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างสรรค์ เป็นขั้นที่มีการแสดงแนวคิดที่แปลกใหม่ ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ ของโอตา (AUTA) เป็นทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ ที่เดวิส และซุลลิแกน คิดขึ้น มีแนวคิดสำคัญว่า ความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน และสามารถ พัฒนาให้สูงขึ้นได้ การพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ ประกอบไปด้วยขั้นตอนในการพัฒนา 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นการตระหนักรู้ ในขั้นนี้ ผู้เรียนจะรู้ถึง ความสำคัญของความคิด สร้างสรรค์ต่อตนเอง ต่อสังคม และตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ในตนเอง ขั้นตอนที่ 2 ความเข้าใจ เป็นการเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับ ความคิดสร้างสรรค์ ขั้นตอนที่ 3 เทคนิควิธี การรู้เทคนิควิธีในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทั้ง เทคนิค ส่วนบุคคล และเทคนิคมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 4 การเพิ่มพูนศักยภาพ เป็นการรู้จักหรือตระหนักในตนเอง พึงพอใจ ใน ตนเอง และพยายามใช้ตนเองอย่างเต็มความสามารถ
15 ทฤษฎีการทำงานของสมอง ทฤษฎีนี้เป็นการทำงานของสมองซีกซ้ายและซีกขวาการทำงาน ของสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวานั้น แตกต่างกันโดยสมองซีกซ้ายของมนุษย์เป็นสมองที่ทำงานเน้น ทางการวิเคราะห์การใช้เหตุผล ภาษาความจำคณิตสาดวิทยาศาสตร์ส่วนสมองซีกขวาของมนุษย์นั้น ทำงานเน้นทางด้านความคิดสร้างสรรค์อารมณ์จินตนาการดนตรีศิลปะมิติสัมพันธ์สมองซีกซ้าย จะ มอง รายละเอียดภาพย่อยในขณะที่สมองซีกขวามองภาพรวม (ไพทูร สินลารัตน์ ,2558 : 115) ในการ เรียน และการทำงานต้องใช้สมองทั้งสองซีกทำงานร่วมกันมีการสลับการคิดระหว่างการคิดอย่างมีวิจารณา ญาณ กับความคิดสร้างสรรค์ การทำงานของสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาจะมีลักษณะตรงกันข้ามกัน ในการเกิด ความคิด สร้างสรรค์ของบุคคลต้องใช้สมองทั้งสองด้านเพื่อเสริมซึ่งกันและกันไม่ได้ใช้เพียงด้านใดด้าน หนึ่ง มนุษย์ใช้สมองซีกขวาในการทำหน้าที่คิดสร้างสรรค์แต่มนุษย์ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ไม่ เท่ากัน สิ่งที่ทำให้ความคิด สร้างสรรค์ของมนุษย์แตกต่างกันคือ 1. ทัศนคติและบุคลิกภาพของบุคคลนั้น 2. ความสามารถทางปัญญาของบุคคล 3. ความรู้ของบุคคลนั้น 4. รูปแบบของการคิดของบุคคลนั้น 5. แรงจูงใจของบุคคล 6. สภาพแวดล้อมของบุคคลนั้น ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด (Guilford,1950 อ้างอิงจาก อุษณีย์ อนุรุทธวงศ์, 2555:164) เป็นทฤษฎีพื้นฐานในการศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ กิลฟอร์ดกล่าวถึงความคิด สร้างสรรค์ว่า ความคิดอเนกนัย(Divergent Thinking)มีความเกี่ยวพันกับคุณลักษณะความคิด สร้างสรรค์ของมนุษย์ ความคิดของมนุษย์ที่มีหลายทิศทาง หลายแง่มุม และกว้างไกล จะส่งให้เกิดสิ่ง แปลกใหม่ขึ้น การค้นพบของกิลฟอร์ดนี้ เป็นรากฐานของทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์(อุษณีย์อนุรุทธวงศ์, 2555:164) ตามแนวคิดของกิลฟอร์ด ได้แบ่งคุณลักษณะความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ออกเป็น 4 องค์ประกอบสำคัญคือ 1. ความไวต่อปัญหา (Sensitivity to Problems) เป็นการรับรู้ปัญหา ว่าปัญหาที่ เกิดขึ้น เป็น อย่างไร และอยู่ตรงไหน สามารถบ่งชี้สิ่งที่เป็นปัญหาได้ 2. ความคิดคล่องตัว(Fluency) เป็นการไหลของความคิด ที่เป็นไปอย่างคล่องแคล่ว ซึ่ง มี หลายลักษณะของความคิด ดังนี้ 2.1 ความคล่องแคล่วทางภาษา ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงจะ พูดได้อย่าง คล่องแคล่ว โดยไม่ติดขัด
16 2.2 ความคล่องแคล่วในการเชื่อมโรงสัมพันธ์ 2.3 ความคล่องแคล่วในการแสดงความรู้สึก หรือความคิดเห็น 2.4 ความคล่องแคล่วในการสร้างความคิด 3. ความยืดหยุ่น (Flexibility) กิลฟอร์ดแบ่งความยืดหยุ่นทางความคิด ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 ความสามารถในการคิดอย่างหลากหลายได้ทันที (Spontaneous Flexibility) เป็นความคิดที่เกิดขึ้นทันทีทันใด และบางทีเกิดขึ้นเลย โดยยังไม่ทันคิด 3.2 ความสามารถในการคิดอย่างหลากหลาย ในกรณีที่ต้องแก้ปัญหา เมื่อมีความ จำเป็น ต้องคิด (Adaptive Flexibility) 4. ความแปลกใหม่ (Originality) เป็นความคิดที่ไม่ซ้ำใคร แปลกและใหม่ เป็น ความสามารถ ทางสมองที่คิดไกลคิดได้หลายทิศทาง กิลฟอร์ด (Guilford, 1979:34) ได้อธิบายโครงสร้างทางสติปัญญา ของมนุษย์เอาไว้ในสามมิติคือ วิธีการคิด (Operations) เนื้อหา (Contents) และผลที่เกิดจากการคิด (Product) มิติที่ 1 วิธีการคิด มิติด้านการคิด ตามแนวคิดของกิลฟอร์ดแบ่งได้ 5 ประการ ดังนี้ การประเมิน (Evaluation : E) การคิดแบบอเนกนัย(Divergent Thinking : D) การคิดแบบเอกนัย(Convergent Thinking : N) การจำ(Memory : M) การรู้จัก - ทำความเข้าใจ (Cognition : C) มิติที่ 2 ผลของการคิด - หน่วย - จำพวก - ความสัมพันธ์ - ระบบ - การแปลงรูป - การประยุกต์ มิติที่ 3 ได้แก่ เนื้อหา แบ่งออกเป็น 4 ประการ ดังนี้ รูปภาพ สัญลักษณ์ ภาษา
17 พฤติกรรม โครงสร้าง 3 มิติ รวมกันได้ความสามารถทางปัญญา 120 แบบหรือ 120 เซลล์ความสามารถ แต่ละแบบประกอบด้วยองค์ประกอบย่อยๆ ที่มาจาก มิติทั้ง 3 ร่วมกันกับ โครงสร้าง ทางสติปัญญาของ กิลฟอร์ด การคิดแบบอเนกนัย เมื่อการคิดแบบอเนกนัยไปมีความสัมพันธ์กับมิติด้านเนื้อหา ซึ่งมี องค์ประกอบย่อยๆ 4 ประการ คือ องค์ประกอบด้านภาพ สัญลักษณ์ ภาษาและ พฤติกรรม และมิติด้าน ผลการคิด ซึ่งมี 6 ประการคือ 1) หน่วย 2) จำพวก 3) ความสัมพันธ์ 4) ระบบ 5) การแปลงรูป 6) การ ประยุกต์ ซึ่งทำให้ได้ความสามารถ ที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น กล่าวคือ เกิดความคิด ที่ หลายแง่หลายมุม หลากหลายทิศทาง และมีความกว้างไกล กวินนาถ พลอยกระจ่าง (2564) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องเซลล์และการทำงานของเซลล์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนว สะตึมศึกษา โดยทำการศึกษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการทำงานวิจัย เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ และ แบบประเมิน ชิ้นงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ถึงดีเยี่ยม โดยนักเรียนมีทักษะของกระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ใน ขั้นที่ 1 ขั้นเข้าใจปัญหามาก เป็นอันดับที่ 1 สุชาติ เหล่าโชติ(2550) ทำการศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ในด้านการรับรู้ความสามารถของตน ในการเรียน และความคิดแนวข้าง ที่สัมพันธ์กับการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกัดเทศบาลนครปฐม ผลการศึกษาพบว่า ความคิดแนวข้าง มีความสัมพันธ์ กับการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4. ขั้นตอนความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา การแก้ปญหาเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น ควรคํานึงถึงขั้นตอนในการแก้ปัญหาด้วย โดยนัก การศึกษาหลายท่านได้แบ่งขั้นตอนในการแก้ปัญหาไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์สําคัญในการนํามาใช้ ใน กระบวนการคิดและแก้ปัญหา ได้แก่ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต . 2557: 56-59) และสาโรช บัวศรี (สุวิทย์ มูลคํา. 2557: 45-50; ได้เสนอวิธี แก้ปัญหาตามหลักอริยสัจสี่ ซึ่งมีหลักการและสาระสําคัญสรุปได้ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นทุกข์ คือ สภาพปัญหา ความคับข้อง ความบีบคั้นที่ชีวิต หน้าที่ของบุคคลที่มีต่อ ทุกข์ เทียบได้กับการกําหนดปัญหา เข้าใจและกําหนดขอบเขตให้ชัด ขั้นที่ 2 ขั้นสมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหาซึ่งต้องค้นให้พบแล้วทำหน้าที่กําจัด หรือละเสีย เทียบได้กับขั้นตั้งสมมติฐาน ขั้นที่ 3 ขั้นนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ความพ้นทุกข์ ภาวะปราศจากปัญหาที่บุคคลมีหน้าที่ทําให้ เป็นจริง ทําให้สําเร็จโดยจะต้องกําหนดไว้ว่าจุดหมายที่ต้องการเลือก คืออะไร การที่ปฏิบัติอยู่ที่เพื่ออะไร เปรียบได้กับขั้นทดลองและเก็บข้อมูล
18 ขั้นที่ 4 มรรค คือ ทางดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ หรือวิธีแก้ปัญหาจากการปฏิบัติ สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง แล้วสรุปผลด้วย เปรียบได้กับขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลและการสรุปผล เวียร์ (Weir. 2018: 16-18) ได้เสนอขั้นตอนในการแก้ปัญหาไว้ 4 ขั้นตอน ซึ่งผู้คน ส่วนใหญ่ ให้การยอมรับ และใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในการปฏิบัติที่ทําให้สามารถกําหนดระยะเวลาและ วิธีการทํางานที่แน่นอนได้ดี ดังนี้ 1. ขั้นตั้งปัญหาหรือวิเคราะห์ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการบอกปัญหาภายในขอบเขต ที่กําหนด 2. ขั้นนิยามสาเหตุของปัญหาโดยแยกแยะจากลักษณะที่สําคัญ หมายถึง ความสามารถ ใน การบอกสาเหตุที่แท้จริงหรือสาเหตุที่เป็นไปได้ของปัญหาจากสถานการณ์ที่กําหนด 3.ขั้นค้นหาแนวทางแก้ปัญหาและตั้งสมมติฐานหมายถึงความสามารถในการหาวิธีการ แก้ปัญหาให้ตรงกับสาเหตุของปัญหา 4. ขั้นพิสูจน์คําตอบหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการอภิปราย ผลที่เกิดขึ้นหลังจากใช้วิธีการแก้ปัญหาว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร สรุป ความสามารถในการแก้ปัญหา มีหลายหลายวิธีที่แตกต่างกันออกไป มีลำดับขั้นตอน การ ตั้งปัญหาการหาสาเหตุของปัญหาการคิดหาแนวทางในการแก้ไขและการพิสูจน์แนวทางการแก้ปัญหา เพื่อให้มีการแก้ปัญหาที่เป็นลำดับขั้นตอน ไม่สับสนวุ่นวาย เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทบาทสมมุติ การนำเสนอเกี่ยวกับบทบาทสมมุติผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 หัวข้อ คือ 1. ความหมายของบทบาทสมมุติ 2.ประเภทการแสดงบทบาทสมมุติ3. หลักการแสดงบาบาทสมมุติ 4. แนวคิดเกี่ยวกับการแสดงบาทสมมุติ5.รูปแบบของการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของบทบาทสมมุติ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2558 : 160) ได้ให้ความหมายบทบาทสมมุติว่าเป็นวิธีที่ผู้สอนสร้าง สถานการณ์และบทบาทสมมุติจากความเป็นจริง มาให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามทีผู้เรียนคิดวาควรจะเป็น ผู้สอนจะใช้การแสดงออกทั้งทางด้านความรู้ ความคิด และพฤติกรรมของผู้แสดงมาเป็นพื้นฐานในการให้ ความรู้และสร้างความเข้าใจแกผู้เรียน อันจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาสาระของบทเรียนอย่างลึกซึ้ง และ รู้จักปรับหรือเปลื่ยนพฤติกรรม และแก้ปัญหาตาง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ทิศนา แขมมณี (2562 : 67) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมุติไว้ว่า การสอนโดยใช้ การแสดงบทบาทสมมติคือกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ กําหนดโดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทในสถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงและแสดงออก
19 ตามความรู้สึกนึกคิดของตนและนําเอาการแสดงออกของผู้แสดงทั้งทางด้านความรู้ความคิดความรู้สึก และพฤติกรรมที่สังเกตพบมาเป็นข้อมูลในการอภิปรายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ สุคนธ สินธุพานนท์ และคณะ (2564 : 156) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมุติไว้ว้า เป็นวิธี สอนโดยสร้างสถานการณ์สมมุติให้สอดคล้องกับบทเรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกเป็นบุคคลต่าง ๆ ตามหัวข้อที่กําหนด แสดงออกถึงพฤติกรรมบุคคลที่ผู้เรียนได้รับบทบาท เป็นการฝึกให้ผู้เรียนได้ทดลอง และเรียนรู้ในการปรับพฤติกรรมของตนในสภาวะต่าง ๆ และหาทางแก้ปัญหาตัดสินใจอย่างมี ประสิทธิภาพ ทําให้เข้าใจถึงการกระทํา ความรู้สึก เหตุผลของบุคคลที่สวมบทบาทนั้นในชีวิตจริง สิน นุ่มพรม (https://www.gotoknow.org/posts/506108) อธิบายว่า การสอนแบบแสดง บทบาทสมมติ เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนกำหนดหัวข้อเรื่อง ปัญหาต่าง ๆ หรือ สร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้คล้าย กับสภาพความเป็นจริง แล้วให้ผู้เรียนได้เตรียมการล่วงหน้า แล้วจึงแสดงบทบาทตามที่สมมติขึ้นมาอัน เป็นแนวทางที่สามารถนำไปแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะ ประสบในชีวิตประจำวัน สรุปได้ว่า กิจกรรมที่ใช้บทบาทสมมติ เป็นเทคนิคที่ผู้เรียนได้แสดง พฤติกรรม โดยสวมบทบาท ที่อาจถูกกำหนดไว้หรือเป็นสถานการณ์จำลอง ทำให้ผู้เรียน สามารถแสดงออกทั้งด้านความคิด ลักษณะ ท่าทาง อีกทั้งเป็นการพัฒนาทักษะด้านการพูด ภาษาอังกฤษ โดยที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ด้านคำศัพท์ หรือเกิดจินตนาการที่จะนำรูปแบบ ทางภาษามาใช้เพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์ที่ได้รับบาทบาทได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ประเภทการแสดงบทบาทสมมุติ 1) การแสดงบทบาทสมมติแบบเตรียมบทบาทแล้ว 2) การแสดงบทบาทสมมติโดยฉับพลัน 3) การแสดงบทบาทสมมติจากสถานการณ์ที่กำหนดขึ้น การสมมติเป็นกระบวนการสำคัญที่ผู้แสดงต้องสร้างอารมณ์ให้สะท้อนถึงความ เป็นตัวละครได้ อย่างสมจริง โดยผู้แสดงต้องสมมติว่า ถ้าตนเองเป็นตัวละครที่สวมบทบาทอยู่ จะทำอย่างไรต่อ สถานการณ์ที่ตนกำลังเผชิญอยู่ 3. หลักการแสดงบทบาทสมมุติ เอกรินทร์ สี่มหาศาลและคณะ (2558) ได้อธิบายถึงหลักการแสดง บทบาทสมมติ ดังนี้ 1) การสมมติ คือ การที่ผู้แสดงจะต้องถ่ายทอดบุคลิกและนิสัยใจคอ ของตัวละครออกมาให้ สมจริงมากที่สุด โดยสมมติว่าถ้าผู้แสดงเป็นตัวละครตัวนั้นแล้ว จะทำอย่างไรต่อสถานการณ์จำลองที่ กำหนดขึ้น
20 2) สถานการณ์จำลอง ผู้แสดงจะต้องเข้าใจสถานการณ์จำลองว่าถ้า เกิดเหตุการณ์หรือ สถานการณ์อย่างนี้แล้ว ตัวละครต้องทำอะไร และมีเหตุผลอย่างไร 3) จินตนาการ ผู้แสดงต้องใช้จินตนาการให้ถูกต้อง โดยฝึกจากการ สังเกตพฤติกรรมของผู้คนที่ อยู่รอบข้างในชีวิตประจำวัน และเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รอบ ๆ ตัว 4) การสร้างความเชื่อ ผู้แสดงจะต้องทำให้คนดูเชื่อว่า การแสดงที่ ปรากฏอยู่ต่อหน้าสมจริง 5) การสื่อสารกับผู้อื่น ผู้แสดงจะต้องทำให้คนดูเข้าใจความหมายและ เหตุผลของตัวละครที่สวม บทบาทอยู่ และมีความรู้สึกร่วมกับการแสดง 6) การสร้างสมาธิ ผู้แสดงต้องไม่ประหม่าและต้องทำตัวสบาย ๆ เหมือนไม่มีใครมาสนใจ แต่ ไม่ได้หมายความว่าผู้แสดงไม่สนใจคนดู 4. แนวคิดเกี่ยวกับการแสดงบทบาทสมมุติ แนวคิดในการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ มีเทคนิคและวิธีดำเนินการสอนทักษะการพูดเพื่อการ สื่อสาร ดังนี้ โครงการต้นแบบความร่วมมือ (2558 : 41) กล่าวถึงเทคนิคสำคัญเพื่อความสำเร็จในการจัด บทบาทสมมติ ว่าการใช้บทบาทสมมติในการเรียนการสอน อาจใช้เพื่อนำเสนอเนื้อหาใหม่ หรือใช้เพื่อ การทบทวนและเชื่อมโยงสู่เนื้อหาใหม่ อาจใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินการเรียนรู้ หรือใช้เพื่อการ พัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคที่ทำให้การใช้บทบาทสมมติประสบ ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ดังนี้ 1. ควรจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมที่สอดคล้องกับบทบาทสมมติ ที่จะนำเสนอแก่ผู้เรียนก่อน เริ่มเรียนเพื่อสร้างสมาธิและการเชื่อมโยง 2. เล่าเรื่องให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมของสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่ผู้เรียนจะแสดงบทบาทเพื่อการ จินตนาการของผู้เรียน 3. ความเหมาะสมของเนื้อเรื่องหรือบทพูดที่ใช้ในการเล่นบทบาทสมมติกับวัย และความพร้อม ของผู้เรียน 4. ใช้เสียงประกอบ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ 5. ใช้หุ่นมือ 6. แบ่งกลุ่ม สับเปลี่ยนการเล่นบทบาทสมมติแต่ละครั้ง 7. จัดสถานที่ให้มีสัดส่วนชัดเจนระหว่างผู้เล่นกับผู้ชม
21 8. สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย และสร้างความคุ้นเคยกับสถานที่แก่ผู้เรียน 9. ควรปรับเปลี่ยนสถานที่และบรรยากาศ ให้มีความเป็นสาธารณะ 10. ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของการแสดง เพื่อฝึกทักษะการนำเสนอในที่ สาธารณะ 11. ควรให้เวลาผู้เรียนในการวางแผน จินตนาการ และซักซ้อมการเล่น 12. ควรยืดหยุ่นให้ผู้เรียนได้ใช้ท่าทางแทนการพูด 13. สรุปและอภิปรายเรื่องที่แสดงร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทักษะที่เกิดขึ้น และ พัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคม แบนดูรา (Bandura, 1977 อางถึงใน ดวงสมร จันทับ, 2557 : 32- 33) เปนบุคคลหนึ่งที่ศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมอย่าง ลึกซึ้ง ซึ่งมีความคิดวา การเรียนรูทางสังคม เปนการเรียนรูจากการสังเกต (Observation) การเลียนแบบ (Imitation) และการเอาอยางแบบ (Modeling) ความสำคัญของการเรียนรู้คือ กระบวนการเลียนแบบพฤติกรรมของผู้อื่นหรือพิจารณา เกี่ยวกับความถูกผิดของ 33 การ กระทำตามกฎเกณฑตาง ๆ กฎเกณฑการตัดสินใจนี้ เกิดจากการ เลียนแบบพฤติกรรมของ มนุษย์ในสังคม กระบวนการเรียนรู้ดวยการสังเกตของแบนดูรามีองค์ประกอบ 4 ประการคือ 1. กระบวนการใสใจ (Attentional Process) บุคคลจะไม่เกิดการ เรียนรูหากขาดความใสใจ และขาดการรับรูพฤติกรรมที่แมแบบแสดงออก สิ่งที่มีอิทธิพลตอ กระบวนการนี้คือ ลักษณะของแมแบบ หากแมแบบที่มีความเดนชัด จดจำได้ง่าย มีความ ดึงดูดใจสูง มีความซับซอนของพฤติกรรมนอย จะมี โอกาสทำใหผูสังเกตจดจำได้ง่าย ลักษณะของผูสังเกตกระบวนการนี้ จะขึ้นอยูกับความสามารถในดาน การสังเกต การรับรู้รวบรวม และ ตีความจากพฤติกรรมของแม่แบบ รวมทั้งการเอาใจใส่แม่แบบนั้น 2. กระบวนการเก็บจำ (Retentional Process) การเรียนรูโดยการ สังเกตบุคคล ไม่สามารถ จะเรียนรู้ได้มากถ้าปราศจากการจดจำ เพราะกระบวนการนี้เป็น การรวบรวมรูปแบบของพฤติกรรมแม แบบที่สังเกตแตละครั้ง แลวนำมาวางรูปแบบของ พฤติกรรมที่เด่นชัดในรูปลักษณะ(Symbolic Coding) ที่จะช่วยให้จำพฤติกรรมแมแบบได้แม่ จะเห็นแมแบบในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม การเก็บจำกระทำได้2 ลักษณะ คือ มโนภาพ (Imaginal Coding) หรือภาษา (Verbal Coding) การเก็บจำในรูปมโนภาพจะ ง่าย เมื่อ แมแบบแสดงใหเห็นบอยๆ สวนการเก็บจำในรูปภาษา พัฒนาหลังจากการมโนภาพและ ช่วยให การเรียนรูประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น 3. กระบวนการแสดงออก (Motor Reproductional Process) เป็น กระบวนการที่ผู้สังเกต ดัดแปลงสัญลักษณจากการเก็บจำมาเปนการกระทำที่เหมาะสม ดวย การใช้กลไกทางความคิด แต่ผู้
22 สังเกตจะแสดงพฤติกรรมได้ครบถวนตามที่สังเกตหรือไม่นั้น ขึ้นอยูกับระดับความคิด และความซับซ้อน ของพฤติกรรม 4. กระบวนการจูงใจ (Motivational Process) ทฤษฎีการเรียนรู้ทาง สังคมแสดงใหเห็นความ แตกตางระหวางสิ่งที่ได้เรียนรู้มากับการกระทำ เพราะในชีวิตจริงของ บุคคลไมสามารถจะกระทำ ตามแมแบบได้ทั้งหมด บุคคลจึงเลือกที่จะกระทำตามแมแบบ เมื่อการกระทำนั้นก่อให้เกิดผลดีมากกว่า ผลเสีย ผู้สังเกตประเมินคุณคาของพฤติกรรมของ แม่แบบโดยการรับเอาสิ่งที่ตนพึงพอใจไว้และไม่ ยอมรับสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วย 5. รูปแบบของการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ รูปแบบกิจกรรมบทบาทสมมติ ที่สามารถใช้ทักษะทางด้านภาษาเพื่อการสื่อสารมีหลากหลาย รูปแบบ เช่น อาภรณ์ ใจเที่ยง (2558 : 160-161) อธิบายลักษณะบทบาทสมมติที่ ผู้เรียนแสดงออก แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. การแสดงบทบาทสมมติแบบละคร เป็นการแสดงบทบาทตาม เรื่องราวที่มีอยู่แล้ว ผู้แสดงจะได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมด แต่จะไม่ได้รับบทที่กำหนดให้แสดง ตามอย่างละเอียด ผู้แสดงจะต้องแสดงออกตามความคิดของตน และดำเนินไปตามท้องเรื่องที่ กำหนดไว้แล้วซึ่งมีลักษณะเหมือนละคร 2. การแสดงบทบาทสมมติแบบแก้ปัญหา เป็นการแสดงบทบาทสมมติที่ผู้เรียนได้รับทราบ สถานการณ์หรือเรื่องราวเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น ซึ่งมักเป็นสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือมีความ ขัดแย้งแฝงอยู่ ผู้แสดงบทบาทจะใช้ความคิดของตนในการแสดงออกและแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างเสรี อินทิรา บุณยาทร (2559 : 98 อ้างถึงใน นุชจรี ภู่เงิน, 2556 : 3-4) กล่าวว่า การสอนแบบบทบาทสมมติ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ผู้แสดงจะต้องแสดงบทบาทของคนอื่นตามที่ถูกกำหนด โดยละทิ้งแบบแผนพฤติกรรมของ ตนเอง เช่น แสดงบทบาทของผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ หรือบุคคลอื่น ๆ ที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ ของตัวเองเป็นบุคคลสมมติ เช่น สมมติว่าเป็นชาวนา ครู นายอำเภอ พ่อค้า ฯลฯ ผู้แสดงจะต้องพูด คิด ประพฤติ มีความรู้สึกเหมือนกับบุคคลที่สวมบทบาทนั้น ๆ 2. ผู้แสดงจะยังคงรักษาบทบาทและแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง แต่กำหนดสถานการณ์ที่อาจ พบในอนาคต เช่น การสมัครงาน การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง การเป็นผู้แนะแนวให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน
23 ฯลฯ บทบาทสมมติประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนทักษะเฉพาะอย่าง เช่น การแนะแนว การ สัมภาษณ์ การสอน การจูงใจ จากประเภทของการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมตินั้น จะเห็นได้ว่าการสอนโดยใช้บทบาท สมมติ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร อีกทั้งเป็นกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง ซึ่งผู้เรียนมีโอกาสได้ปฏิบัติจริง และใช้สถานการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน โดยผู้แสดงอาจ ต้องแสดงตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ ตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง ทั้งนี้ อาจต้องเตรียมตัวก่อน หรือไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้าก็ได้ ขั้นตอนของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมุติ อธิบายขั้นตอนสำคัญของการสอน ดังนี้ 1. ผู้สอน / ผู้เรียน นำเสนอสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ 2. ผู้สอน / ผู้เรียนเลือกผู้แสดงบทบาท 3. ผู้สอนเตรียมผู้สังเกตการณ์ 4. ผู้เรียนแสดงบทบาท และสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออก 5. ผู้สอนและผู้เรียน อภิปรายเกี่ยวกับความรู้ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่แสดงออก ของผู้แสดง 6. ผู้สอนและผู้เรียนสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ 7. ผู้สอนประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน กระบวนการในการใชบทบาทสมมติว่าบทบาทสมมติแบบเตรียมบทพรอมไว้แล้ว และแบบไมได เตรียมบทไว้มีขั้นตอนคลายคลึงกัน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ 1.1 การแจกแจงและกำหนดขอบเขตของปัญหา ครูต้องวิเคราะห์แยกแยะสถานการณ์ว่า อะไรคือปัญหา หรือจุดที่ตองการชี้ให้ผู้เรียนเห็นและเพื่อความเข้าใจ 1.2 เมื่อได้ปัญหาที่ชัดเจนแล้ว ครูต้องกำหนดสถานการณ์สมมติ ที่ง่ายและชัดเจน พร้อมทั้งเขียนบทบาทสมมติที่จะใหนักเรียนแสดง 2. ขั้นแสดง แบ่งออกเป็น 7 ตอน คือ 2.1 การอุนเครื่อง เปนการชวยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกับเรื่องที่จะเรียน ครูอาจเล่า เรื่องราวหรือสถานการณสมมุติใหนักเรียนฟัง มากหรือนอยขึ้นอยูกับจุดมุ่งหมายและสภาพการณที่ตั้งไว้
24 2.2 การเลือกตัวผู้แสดง อาจเลือกบุคคลที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบทบาท เพื่อการแสดง จะได้ไม่เคอะเขิน หรือบุคคลที่มีลักษณะตรงขามก็ได้ ดังนั้นการเลือกตัวผู้แสดง จึงขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย ของการแสดงและการสอนเป็นสำคัญ 2.3 การจัดฉากแสดง เป็นการสมมติสถานที่ขึ้นมาเพื่อให้การแสดงดูใกล้เคียงกับ สถานการณ์จริง 2.4 การเตรียมผู้สังเกตการณ ครูควรชวยให้ผู้เรียนหัดสังเกตและวิเคราะหเหตการณ์ ดังนั้น การเตรียมผู้ชมหรือผู้สังเกตการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น 2.5 การเตรียมความพร้อมก่อนการแสดง การที่ผูเรียนจะแสดงบทบาทสมมติให้เป็นไป อย่างธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผูแสดง ดังนั้น ครูจำเป็น ต้องช่วยขจัดความตื่นเต้น ประหม่า และความวิตกกังวลของผู้แสดงออกไปด้วยวิธีต่างๆ 2.6 การแสดง เมื่อผู้แสดงและผู้ชมพร้อมแล้ว ผู้แสดงก็เริ่มแสดงได้การแสดงนี้ควรเปนไป ตามธรรมชาติ ไมมีการขัดกลางคัน นอกจากในกรณีผูแสดง ต้องการความช่วยเหลือ ครูหรือผู้กำกับการ แสดงอาจเขาไปช่วยได้ตามโอกาส 2.7 การตัดบท เมื่อผู้แสดงไดแสดงไปเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ครูหรือผูกำกับการแสดง ควรตัดบทหรือหยุดการแสดง ไม่ควรปลอยให้การแสดงเยิ่นเย้อ จะทำใหผู้ชมเกิดความเบื่อหน่าย 3. ขั้นวิเคราะหและอภิปรายผลการแสดง การวิเคราะห์การแสดงมัก เป็นไปในรูปการอภิปราย ร่วมกันระหว่างผู้แสดง ผู้ชม หรือผูสังเกตการณ การอภิปรายจะ เป็นไปในรูปใดนั้น ขึ้นอยูกับ วัตถุประสงค์ของการเรียน บางครั้งอาจจะมีการให้ผู้แสดงได้เปิดเผยความรูสึกและเสนอความเห็นก่อน แล้วจึงให้ผู้ชมหรือผู้สังเกตการณ์เสนอความคิดเห็น การอภิปรายต้องตรงไปตรงมา และเน้นที่เหตุผล ของการแสดงออกและพฤติกรรมที่ บทแสดงออก โดยปกติการอภิปรายจะไม่มุ่งว่าใครแสดงดีหรือไม่ดี อย่างไร นอกจากวัตถุ ประสงค์ของการแสดงออกคือ การฝึกทักษะการแสดง การเรียนรู้ทั้งหลาย 4. ขั้นแสดงเพิ่มเติม หลังจากการวิเคราะหและอภิปรายผลการแสดง กลุ่มอาจจะเสนอแนะ แนวความคิดใหม ๆ ในการแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ หรือหากการแสดงครั้งแรกได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ ครู อาจจะใหมีการแสดงซ้ำหรือเพิ่มเติมได้เพื่อดูผลอีครั้งหนึ่ง 5. ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณและสรุป หลังการอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงแล้ว ครูควร กระตุ้นให้ผู้เรียนได้อภิปรายทั่ว ๆ ไป ซึ่งโดยมากจะเป็นการเล่า ประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวของ ใหกันและกันฟัง การแลกเปลี่ยนประสบการณจะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวความคิดกว้างขวางขึ้น และ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นวาสิ่งที่เรียนนั้น เกี่ยวของกับความเป็นจริง จะทำให้ผู้เรียนสามารถหาขอสรุป หรือ ได้แนวความคิดรวบยอดที่ตนสามารถเข้าใจได้ดี
25 การเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ การนำเสนอเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 หัวข้อ คือ 1. ความหมายของอริยสัจสี่ 2.ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ 3. ขั้นตอน ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของอริยสัจสี่ สาโรช บัวศรี ให้ความหมายว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ตามขั้นทั้งสี่ของอริยสัจ เป็นวิธีเดียวกับ การแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนการคิดอย่างมีระบบและเป็นกระบวนการใช้ความคิด หรือ การแก้ปัญหาอย่าง มีเหตุผล เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า“ วิธีการแห่งปัญญา ”หรือทางวิทยาศาสตร์ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า อริยสัจจ์ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึง กลายเป็นอริยะ อริยสัจจ์ 4 เรียก สั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค กลุ่มศักยบุตร ให้ความหมายว่า อริยสัจ คือ รู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ ความดับทุกข์ รู้วิธีปฏิบัติ ให้เกิดความดับทุกข์ นั่นคือ อริยสัจ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา วศิน อินทสระ ให้ความหมายว่า อริยสัจ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระ อริยะความจริงที่ทำบุคคลผู้เข้าถึงให้เป็นอริยชน และผู้ปฏิบัติห่างจากตัณหา และเป็น แนวทางปฏิบัติให้ ถึงความดับทุกข์ สรุป อริยสัจสี่ หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัม พุทธเจ้า เพื่อเป็นแนวทางในการกำจัดปัญหา รู้วิธีปฏิบัติให้เกิดความดับทุกข์ อย่างเป็นลำดับขั้นตอน 2. ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ พนม พงษ์ไพบูลย์ และคณะ (2528) 8 – 10) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ในลักษณะ เช่นนี้ เป็นวิธีการที่ผู้เรียนได้ประสบและทราบวิธีการแก้ปัญหา ช่วยให้ผู้เรียนคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหา ด้วย ตนเองในปัจจุบันและอนาคต หากต้องมีการใช้วิธีการสอนเช่นนี้บ่อยๆ ทำให้ผู้เรียนคิดเป็น แก้ปัญหา เป็น เมื่อปัญหาอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของตน ไม่ตระหนกตกใจสามารถแก้ปัญหาโดยทันที และการ แก้ปัญหาที่ดี นั้น จำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจที่ดีด้วยตามแนวทาง ดังนี้ 1. พิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นให้แน่ใจว่า เป็นปัญหาที่แท้จริง เป็นเพียงผลของปัญหา 2. พยายามแสวงหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับปัญหานั้น 3. ให้ข้อเท็จจริงที่หาได้ พิจารณาตัวปัญหาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้มองเห็นชัดเจนขึ้น 4. กำหนดวิธีทางแก้ปัญหา ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น 5. เลือกวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด 6. วางแนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการ แก้ปัญหาที่ตกลงใจเลือก พระธรรมปิฎก กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ในลักษณะนี้ เช่นนี้เป็นวิธีการ ซึ่งสรุปได้ ดังนี้
26 1. ปัญญาเป็นสิ่งสร้างสรรค์ขึ้นภายในตัวผู้เรียนเอง เป็นความรู้ความเข้าใจที่พัฒนา เกิดขึ้นใน ตัวผู้เรียนเอง ผู้อื่นจะบังคับหรือยัดเยียดให้ไม่ได้ 2. ผู้สอนทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ช่วยชี้นำทางการเรียนโดยการอำนวยโอกาส ที่จะช่วยให้ ผู้เรียนเข้าถึงปัญญา 3. วิธีสอน อุบาย และกลวิธีต่างๆ เป็นสื่อหรือเครื่องผ่อนแรงการจัดการเรียนรู้ 4. อิสรภาพในทางความคิด เป็นอุปกรณ์สำคัญในการสร้างปัญญา (ปัญญาเป็น มากกว่า ความรู้) สรุป ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ ช่วยให้ผู้เรียนคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหา ด้วยตนเองในปัจจุบันและอนาคต ไม่ตื่นตระหนกตกใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถประคองสติและคิด แก้ปัญหา เป็นลำดับขั้นตอน 3. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ สาโรช บัวศรี (2559: 3) กล่าวว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ตามขั้นทั้งสี่ของอริยสัจเป็นวิธีเดียว กับ การแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนการคิดอย่างมีระบบและเป็นกระบวนการใช้ความคิด หรือการแก้ปัญหา อย่าง มีเหตุผล เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ วิธีการแห่งปัญญา " หรือทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์และวิธีแห่งอริยสัจสี่ว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์มีทั้งทางโลก และทางธรรม กระบวนวิธี วิทยาศาสตร์ ทางโลกคือ วิธีที่แสวงความจริงทางวัตถุโดยอาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัตถุเพื่อแก้ปัญหา กล่าว โดยสรุป วิธีทางวิทยาศาสตร์ทางโลกก็คือวิธีแก้ปัญหาด้วยเหตุผล และข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นการเห็นปัญหาและการวิเคราะห์ปัญหา ขั้นที่ 2 ขั้นการเสนอเหตุแห่งปัญหาในรูปของการตั้งสมมติฐาน ขั้นที่ 3 ขั้นการทดสอบสมมติฐานด้วยข้อมูล ขั้นที่ 4 ขั้นการสรุปผล พนม พงษ์ไพบูลย์ ได้ประยุกต์การจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจมาจากกิจในอริยสัจสี่ มีลำดับ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นกำหนดปัญหา (หรือขั้นทุกข์) ขั้นที่ 2 ขั้นตั้งสมมติฐาน (หรือขั้นสมุทัย) ขั้นที่ 3 ขั้นทดลองและเก็บข้อมูล (หรือขั้นนิโรธ) ขั้นที่ 4 ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล(หรือมรรค) สรุป ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ เป็นการแก้ปัญหา อย่างเป็นขั้นตอนการคิดอย่าง มีระบบและเป็นกระบวนการใช้ความคิด หรือการแก้ปัญหา อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยประสาทสัมผัสทั้ง
27 ห้า ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัตถุเพื่อ แก้ปัญหา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.งานวิจัยในประเทศ จิตรลดา ฝั่งทอง (2560 : 48-89) ได้ทำวิจัยเรื่อง ผลการสอนแบบอริยสัจสี่ ที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและ ความสามารถคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย เรื่อง หลักธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียน อนุบาลสุริยาอุทัยพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง หลักธรรม ของนักเรียนที่เรียนจากวิธีการสอนแบบอริยสัจสี่ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่.05 และ (2) ความสามารถทางการคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัยของนักเรียนที่เรียน จากวิธีการสอนแบบอริยสัจสี่ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 จำเนียร กิ่งแก้ว (2559 : 44-86) ได้ศึกษาผลของการสอนแบบอริยสัจสี่ ที่มีต่อความสามารถ ในการคิดอย่าง มีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านป่าข่า จังหวัดอุบลราชธานี ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องหลักธรรมของนักเรียนที่เรียนจากวิธีการสอนแบบอริยสัจสี่ หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ (2) ความสามารถทางการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ นักเรียน ที่เรียนจากวิธีสอนแบบอริยสัจสี่ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พระครูโสภณธรรมประดิษฐ์ (วีระพัฒน์ จันทร์ศรีนาค) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่องการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนสาระพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมที่จัดการเรียนรู้ตามแนวอริยสัจสี่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผล การ ศึกษาวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนว อริยสัจสี่สูง กว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.03 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสาระพระ พุทธสาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้น มัยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวอริยสัจสี่แตกต่างจากเกณฑ์ เป้าหมายของ คุณภาพผู้เรียนในกลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมซึ่งตั้งเกณฑ์ไว้ว่า นักเรียนต้อง มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเฉลี่ยร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้ตามแนวอริยสัจสี่ สูงกว่าเกณฑ์คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 70 (3) เจตคติต่อการเรียนสาระพระ พุทธสาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวอริยสัจสี่ ในภาพรวมรวมอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
28 พบว่าด้านคุณค่าความสำคัญและประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านเนื้อหาการเรียนรู้และการจัด กิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก พรศรี อุ่นตุ้ม (2558 : 5-86) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบ อริยสัจ 4 สาขาเศรษฐศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดกู่คำ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 สาระเศรษฐศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนวัดกู่คำ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เกณฑ์ 80/80 2) เพื่อ ศึกษาการคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ4 สาระเศรษฐศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 หลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 สาระ เศรษฐศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 โดยเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด 3) เพื่อศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดกู่คำ อำเภอ สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนและหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรม แบบอริยสัจ4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 ภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา 2557 โรงเรียนวัดกู่คำ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 สาระ เศรษฐศาสตร์ 2) แบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 ซึ่งใช้ประเมินรายบุคคล ลักษณะเป็น การศึกษาจากสถานการณ์ปัญหาที่ผู้วิจัยกำหนดจำนวน 5 สถานการณ์ในแต่ละสถานการณ์ ใช้ประเด็นคำถามจำนวน 4 ข้อ โดยให้สอดคล้องกับลำดับของการคิดแก้ปัญหาตามขั้นตอนหลักของ อริยสัจ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อย ละ ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้แผนการจัดการเรียนรู้การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 สาระเศรษฐศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 9 แผน และโดยภาพรวมมีคุณภาพ อยู่ในระดับดีมาก มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.92/82.47 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) หลัง การใช้แผนการจัดการเรียนรู้การคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ4 สาระเศรษฐศาสตร์ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมนักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ในระดับดีขึ้นไป 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทั้งนี้ได้คะแนนก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 69.83 หลัง เรียนได้คะแนนคิดเป็นร้อยละ 81.58 และมีคนต่างคิดเป็นร้อยละ 11.75 วีรยุทธ เลิศพลสถิต (2562) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่อง ผลของการเรียนรู้ เรื่อง หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ และกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ที่มีผลต่อ การเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ อริยสัจสี่ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.18/80.28 และ 45.44/80.12 ตามลำดับ (2) นักเรียนที่ เรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดย การจัด
29 กิจกรรมการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่และโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา มีผลการเรียนรู้ไม่ แตกต่างกัน (3) นักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบอริยสัจสี่ และนักเรียนที่เรียน โดยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา มีเจตคติที่ดีและค่านิยมพื้นฐานที่ดีต่อการเรียนวิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (4) ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการ เรียนรู้แบบอริยสัจสี่ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง หลักธรรมทางศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่า เท่ากับ 0.6261 และ 0.6348 แสดงว่านักเรียนมี ความก้าวหน้าในการเรียน คิดเป็นร้อยละ 62.61 และ 63.58 ตามลำดับ ไอริณทร์ ราชวงศ์ (2561) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ตามวิธีสอนแบบอริยสัจสี่ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามวิธีการสอนแบบอริยสัจสี่ เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สาระ การเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 21.20 คิดเป็นร้อยละ 53.00 และคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 32.80คิดเป็นร้อยละ 82.00 แสดงว่าคะแนน เฉลี่ยหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้2. ความพึงพอใจ อรอนงค์ ศรีชัยสุวรรณ และกิตติชัย สุธาสิโนบล (2558) ได้ทำการวิจัย เรื่อง ผลการใช้ชุดการ สอนแบบอริยสัจ4ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนแบบอริยสัจ 4 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนแบบอริยสัจ4 และ 3) เปรียบเทียบความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนแบบอริยสัจ 4 กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์เขต บางรัก กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนรวม 53 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย คือ 1.ชุดการสอนแบบอริยสัจ 4 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. แบบทดสอบวัด ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัย พบว่า 1. ชุดการสอนแบบอริยสัจ4ที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพ 81.42/86.85 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการ สอนแบบอริยสัจ4มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบ อริยสัจ4มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 อายุพร สาชาติ (2563) วิจัยเพื่อศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมในการแก้ปัญหาของ เด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติพบว่าเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรมการแสดบทบาท
30 สมมติ มีพฤติกรรมในการแก้ปัญหาโดยรวม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอยางมีนัยสัคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และพฤติกรรมหรายด้าน ได้แก่ พฤติกรรมในการแกปญหาของตนเอง พฤติกรรมใน การแก้ปญหาของตนเองที่เกี่ยวของกับผู้อื่น และพฤติกรรมในการแก้ปัญหาเพื่อชวยเหลือผูอื่นของเด็ก ปฐมวัย หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 2.งานวิจัยในต่างประเทศ Armstrong (1999) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลกระทบของเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีการ จัดการเรียนรู้แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา สังคมศึกษาศาสนาวัฒนธรรม และเจตคติต่อการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนระดับชั้น เกรด 12 จำนวน 2 ห้อง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียน วิชาสังคมศึกษาไม่แตกต่างกัน แต่จากการสำรวจความคิดเห็น ผมว่าทั้งครูและนักเรียนวิธีการจัดการ เรียนรู้แบบ 5 Stap ทำให้นักเรียนเรียนด้วยความสนุกสนาน ครูสามารถจัดการเรียน การสอนได้ง่าย และสะดวกกว่าการสอนแบบบรรยาย Yaker, Johnson and Johnson (1997) ได้เปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนเกรด 2 จำนวน 75 คน ซึ่งแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มประกอบด้วยนักเรียนที่ดี เรียนปานกลางและ เรียนอ่อนทั้งสองเพศอย่างละเท่า ๆ กัน กลุ่มแรกให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคล กลุ่มที่ สอง ให้ท างานโดยมีการอภิปรายกับเพื่อนในกลุ่มย่อยของการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ซึ่งมีการ กำหนด โครงสร้างของการอภิปรายไว้อย่างแน่ชัดและกลุ่มที่สามให้ทำงานในลักษณะเดียวกับกลุ่มที่ สอง แต่ แตกต่างกันตรงที่การอภิปรายไม่ได้กำหนดโครงสร้างให้แน่ชัด ปรากฏว่านักเรียนที่มีการ อภิปรายกับทั้ง สองกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนเป็นรายบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและการ ทดสอบความคงทนในการเรียนรู้ซึ่งจัดขึ้นภายหลังจากการเรียนที่ใช้ในการทดลอง เสร็จสิ้นไปแล้ว 18 วัน โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบเป็นรายบุคคล พบว่านักเรียนในกลุ่มที่มีการ เรียนแบบร่วมมือการ เรียนรู้ทั้งสองกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่มีการเรียนเป็น รายบุคคล 111 Willam. (2010) ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติผลสัมฤทธิ์และความสามารถใน การ คิดอย่างมีเหตุผล ระหว่างการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้กับการสอนแบบเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลาง วิชา ประวัติศาสตร์อเมริกัน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดอย่าง มีเหตุผลของกลุ่มที่สอนแบบสืบเสาะหาความรู้สูงกว่ากลุ่มที่สอนแบบเดิมที่มีครูเป็นศูนย์กลาง๑๑๒ Morgan and Bobbete (2016)ได้ทำการศึกษาเรื่องการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ วิธีการที่ ครูใช้การจัดสภาพห้องเรียน การรวมกลุ่มทางสังคมและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนในห้องเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้จะมิทัศนคติใน ทางบวกต่อวิชาที่เรียนมากกว่านักเรียนที่เรียนในห้องเรียนที่ใช้วิธีเรียนแบบปกติมากกว่า30%และมี
31 ผลสัมฤทธิ์สูงกว่า แต่พฤติกรรมการรับรู้การรวมกลุ่มทางสังคมไม่แตกต่างกันและพบว่าครูที่ได้รับการ ฝึกให้สอนโดยการเรียนแบบร่วมมือจะนำวิธีการไปใช้ได้ดีกว่าครูที่ไม่ได้รับการฝึก กรอบแนวคิดการวิจยั กรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ ปรากฏดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้ บทบาทสมมุติ เรื่องอริยสัจ 4 ความสามารถในกการคิด แก้ไขปัญหา
32 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ประเด็นการศึกษาของผู้วิจัยส่วนใหญ่มีขอบเขตอยู่ที่ ผู้วิจัยได้กำหนดหัวข้อ การดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่เรียน รายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 60 คน จากห้องเรียนจำนวน 2 ห้อง 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่ เรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 30 คน จากห้องเรียนจำนวน 1 ห้อง (ห้อง 3/6 ) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัยได้มาโดยวิธีการเลือกการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ซึ่งใช้ ประเมิน รายบุคคล ลักษณะเป็นการศึกษาจากสถานการณ์ปัญหาที่ผู้วิจัยกำหนดจำนวน 1 สถานการณ์ ในแต่ละสถานการณ์ใช้บทบาทสมมุติโดยให้สอดคล้องกับขั้นตอนของการคิดแก้ปัญหาตามขั้นตอนหลัก ของอริยสัจ 4 2. แบบทดสอบการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 ใช้ทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ (Pre-test) และหลังการจัดการเรียนรู้ (Post-test) แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อ
33 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ความสามารถใน การคิดแก้ไขปัญหา โดยใช้บทบาทสมมุติตามขั้นตอนของอริยสัจ 4 วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. การสร้างแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ เรื่องอริยสัจ 4 การสร้างแบบประเมินการคิดแก้ไขปัญหาโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ เรื่องอริยสัจ 4 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 1.1ศึกษารูปแบบวิธีการสร้างแบบประเมินการคิดแก้ไขปัญหาโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ เรื่อง อริยสัจ 4 1.2 สร้างแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ เรื่องอริยสัจ 4 สำหรับ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบอริยสัจ 4 เพื่อใช้ในการประเมินการคิด แก้ไขปัญหา แบบอริยสัจ 4 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้วิจัยสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนศึกษาแล้ววิเคราะห์แก้ปัญหา แบบอริยสัจ 4 คะแนนเต็มข้อละ 4 คะแนน มีจำนวน 4 ข้อ รวมคะแนนเต็ม 16 คะแนน ทั้งนี้ผลการประเมินความสอดคล้อง ของจุดประสงค์ของแบบประเมินการคิดแก้ปัญหา โดยใช้ กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 กับรายการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินความสอดคล้อง จุดประสงค์ของแบบประเมินการคิดแก้ไขปัญหา โดยใช้ กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 ใช้บทบาทสมมุติ 1.4 ปรับปรุงแบบประเมินการคิดแก้ไขปัญหา โดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 ใช้บทบาทสมมุติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.5 นำแบบประเมินการคิดแก้ไขปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 ใช้บทบาทสมมุติสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปใช้กับประชากร 2. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการเรียนรู้การ คิดแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมแบบอริยสัจ 4 ใช้บทบาทสมมุติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบอิงเกณฑ์ โดยต้องการใช้จริง จำนวน 10 ข้อ สาเหตุที่สร้างแบบทดสอบเกินจำนวนที่ต้องการเพราะต้องนำไปหาคุณภาพแบบทดสอบ เป็นรายข้อ และคัดเลือกแบบทดสอบที่มีคุณภาพตามจำนวนที่ต้องการ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียนก่อนเรียน-หลังเรียน ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและ หาคุณภาพ ดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหารายวิชา 2.2 วิเคราะห์เนื้อหาวิชาโดยทำตารางวิเคราะห์หลักสูตร 2.3 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามที่กำหนดไว้ในตาราง วิเคราะห์หลักสูตร สำหรับทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 30 ข้อเป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
34 2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับแก้ ความถูกต้องและเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.5–1.00 โดยใช้เกณฑ์ +1 คะแนน หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี ความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 0 คะแนน หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ -1 คะแนน หมายถึง แน่ใจว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ ทั้งนี้ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยภาพรวมผลการประเมินมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.5-1.00 2.6 นำแบบทดสอบมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ก่อนนำไปใช้ กับประชากร 3. แบบสอบถามความพึ่งพอใจของนักเรียนในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีผลต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ความสามรถในการคิดแก้ปัญหาแบบอริยสัจ4 โดยใช้บทบาทสมมุติผู้วิจัยดำเนินการสร้างและ หาคุณภาพ ดังนี้ 3.1 ศึกษาวิธีสร้างแบบวัดจากตำราวัดผลทางการศึกษา (สมนึก ภัททิยธนี, 2553, น. 34- 42) กําหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของ เคิร์ท (Liprt) โดยผู้วิจัยค้นคว้าปรับปรุงมาจากแนวคิด ของ บุญชม ศรีสะอาด (2556, น. 163) 3.2 สร้างแบบประเมินความพึงพอใจตามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)มี 5 ระดับ ตามหลักของลิเคิร์ท (Likert's Scale) เพื่อให้ครอบคลุม เนื้อหา กิจกรรม สื่อการสอน การวัดและ การประเมินผล จำนวน 15 ข้อ ตามเกณฑ์ ดังนี้ พึงพอใจมากที่สุด ระดับคะแนน 5 พึงพอใจมาก ระดับคะแนน 4 พึงพอใจปานกลาง ระดับคะแนน 3 พึงพอใจน้อย ระดับคะแนน 2 พึงพอใจน้อยที่สุด ระดับคะแนน 1 หลังจากนั้นนำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจสอบความถูกต้องและความ UNIVERSITY ครอบคลุมความพึงพอใจ จะประเมิน 3.3 นำแบบประเมินรูปแบบการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญที่ ประเมิน บทเรียนบนเว็บด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบอริยสัจ 4 ที่ส่งเสริมความสามารถ
35 3.4 นำแบบประเมินรูปแบบการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญที่ ประเมิน จำนวน 5 คน ประเมินคุณภาพ (IOC) เกี่ยวกับ ข้อคำถามของแบบประเมินกับจุดประสงค์ของ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่า แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนผ่านการ ประเมินตามเกณฑ์ 12 ข้อ มีค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 4.50 3.5 จัดทำแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนฉบับสมบูรณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่ม สอบก่อน เรียนและหลังเรียน (One Group Pre-test and Post-test Design) (มาเรียม นิลพันธุ์, 2558: 144) กลุ่ม ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง O1 x O2 จากตารางข้างต้นสัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย O1 หมายถึง การทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติ ตามขั้นตอนอริยสัจ 4 X หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมุติ O2 หมายถึง การทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้บทบามสมมุติ ตามขั้นตอนอริยสัจ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินการทดลอง 1. ก่อนดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ทำแบบทดสอบวัดความสามารถใน การแก้ไขปัญหาก่อนการจัดการเรียนรู้ Pre-test จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที เพื่อวัดพื้นฐาน ทางด้านการแก้ไขปัญหา 2. ตรวจให้คะแนนการทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ไขปัญหา ก่อนเรียน จากนั้น จึงนำมาหาค่าเฉลี่ย (x) ของคะแนนความสามารถในการแก้ไขปัญหาและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 3. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่าง ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 4. ระยะเวลาในการทดลอง ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดย ใช้เวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมเป็น 12 ชั่วโมง -
36 5. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ Post-test ด้วยแบบทดสอบ วัดความสามารถในการการแก้ไขปัญหาโดยใช้บทบาทสมมุติซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกับทดสอบก่อน การจัดการเรียนรู้ แต่สลับข้อ สลับตัวเลือก 6. ตรวจให้คะแนนการทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ไขปัญหาโดยใช้บทบาท สมมุติหลังการจัดการเรียนรู้ จากนั้นจึงนำมาหาค่าเฉลี่ย (x) ของคะแนนความสามารถในการแก้ไข ปัญหา และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 7. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาท สมมุติ 8. หาค่าเฉลี่ย (x) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของแบบสอบถามความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมุติและแปลผลค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. นำคะแนนความสามารถในการคิดแก้ปัญหาก่อนเรียนและหลังเรียน มาวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติt-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) 2. นำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ มาวิเคราะห์ความพึงพอใจ ของ นักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอริยสัจสี่ โดยใช้บทบาท สมมุติโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ 1.1 หาค่าความตรงรายข้อของแบบทดสอบ/และแบบสอบถามโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) เป็นความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ โดยอาศัยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 153) R IOC N = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ -
37 R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ แบบปรนัยเป็นรายข้อ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 154-156) P P H L P n + = 2 n P P r H − L = เมื่อ P แทน ค่าความยาก r แทน ดัชนีอำนาจจำแนก PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 1.3 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอำนาจจำแนก (D) ของแบบทดสอบ ภาคปฏิบัติเป็นรายข้อ โดยวิธีการของวิทนีย์และซาเบอร์ส (Whitney and Sabers) มีสูตรในการ คำนวณ ดังนี้ (ไพศาล วรคำ. 2559 : 299-308) P = H L mim max mim S + S - (2nX ) 2n(X - X ) D = H L max mim S - S n(X - X ) เมื่อ P แทน ค่าความยากของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ D แทน ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ SH แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มสูง SL แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Xmax แทน คะแนนสูงสุดในข้อนั้น Xmin แทน คะแนนต่ำสุดในข้อนั้น 1.4 การหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total
38 Correlation) โดยคะแนนรวมนั้นได้หักคะแนนของข้อนั้น ๆ ออกแล้ว มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 71) X (Y-X ) i i r = ( ) i i i i 2 2 2 2 i i i i N X (Y - X ) - X (Y - X ) N X - ( X ) N (Y - X ) - (Y - X ) เมื่อ X (Y-X ) i i r แทน ค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามข้อที่ i Xi แทน ชุดของคะแนนจากคำถามข้อที่ i Y แทน ชุดของคะแนนรวมจากข้อคำถามทุกข้อ N แทน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่นำมาวิเคราะห์ 1.5 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแบบปรนัยทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 โดยวิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 88 - 89) tt r = 2 k pq 1 - k -1 S เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนค่าความยากแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อสอบในแบบทดสอบ 1.6 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบภาคปฏิบัติและแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยวิธีการใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ( -Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 90) α = 2 i 2 t k S 1 - k - 1 S
39 เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 2 Si แทน ผลรวมของความแปรปรวนรายข้อ 2 St แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อ 2. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 ร้อยละ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 211) f N p = x 100 เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่หรือจำนวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ n แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 213) X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 225) n X - X ( ) S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง
40 X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 3. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ตามเกณฑ์ 80/80 วิเคราะห์โดยใช้สูตร E1/E2 ดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2556 : 10) X N E = × A 1 100 F N E = × B 2 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดปฏิบัติ กิจกรรมหรืองานที่ทำ ระหว่างเรียน F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติทุกชิ้นรวมกัน B แทน คะแนนเต็มของการประเมินสุดท้าย (การสอบหลังเรียน) N แทน จำนวนผู้เรียน 4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ศิริชัย กาญ จนวาสี. 2552 : 266-267) DS = Y - X x 100 F - X เมื่อ DS แทน คะแนนร้อยละของพัฒนาการของนักเรียน F แทน คะแนนเต็มของการวัดทั้งครั้งแรกและครั้งหลัง