การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) เกียรติศักดิ์ โคตรพันธ์ สาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์ งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (ED14401) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) เกียรติศักดิ์ โคตรพันธ์ รหัสนักศึกษา 63040109110 สาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์ งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (ED14401) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
ก บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ผู้วิจัย เกียรติศักดิ์ โคตรพันธ์ ปีที่ทำการวิจัย 2565 การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยดังนี้1.เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ก่อนเรียนและหลัง เรียน 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านโดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางาน เครื่องล่างรถยนต์เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 2) หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน แบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาเครื่องล่างรถยนต์เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่กำลังศึกษาในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยการอาชีพหนองหาร อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานีจำนวน 1 ห้อง ห้องละ 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผล การศึกษาสรุปได้ว่า 1.การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์เรื่องการบำรุงรักษา เครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 พบว่า วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) มีประสิทธิภาพ 93/79 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75/75 2.ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของ
ข นักเรียนชั้นประกาศนียบัตรปี 2 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.03 คะแนน และ 12.63 คะแนน ตามลำดับ และ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านโดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่อง ล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) หลัง เรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 พบว่า การทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรปี 2 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 25.76 คะแนน คิดเห็นร้อยละ 71.60 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน พบว่า คะแนน สอบหลังเรียนของนักเรียนประกาศนียบัตรปี 2 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางาน เครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 2) พบว่า นักเรียนนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) มีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์เป็นฐานการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.60) เรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5STEPs) เทคนิค 5W1H วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเป็นฐานการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.77 คะแนน และ 18.57 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องล่างรถยนต์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. สรุปค่า t คำนวณ ที่คำนวณได้มีค่า 16.80 ซึ่งมีค่ามากกว่าค่า t ตาราง ที่มีค่าเท่ากับ 3.23 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชา วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5STEPs) วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2)แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) มีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นฐานการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅= 4.60)
ค กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่าง รถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) สำเร็จ ลุล่วงได้ด้วยดี ทั้งนี้ด้วยความกรุณาอย่างดียิ่งจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรินทร์ ชมพูวิเศษ อาจารย์ประจำ วิชา ที่ได้กรุณาเสียสละเวลา ให้คำปรึกษา แนะนำ และชี้แนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ แก่ผู้วิจัย ทำให้งานวิจับฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณอาจารย์ประจำสาขาวิชา เครื่องกล ที่ให้มอบความรู้ให้แก่ผู้วิจัยตลอดระยะเวลาที่ศึกษาในสาขาวิชาเครื่องกล ขอขอบพระคุณเจ้าของงานวิจัยทุกเล่ม ที่ข้าพเจ้าได้นำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษา ทำให้ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบพระคุณบิดาและมารดาที่ให้ได้โอกาส กำลังใจ และให้การสนับสนุนในเรื่องการศึกษา เสมอมา ตลอดระยะเวลาของการทำวิจัยฉบันนี้ ขอขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเครื่องกล คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่คอยให้กำลังใจ ให้ความร่วมมือ และคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ เป็นอย่างดี เกียรติศักดิ์ โคตรพันธ์
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5 สมมุติฐานการวิจัย 6 ขอบเขตการวิจัย 6 นิยามศัพท์เฉพาะ 7 ประโยชน์ที่จะได้รับ 8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน 10 เทคนิค 5W1H 1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน 10 เทคนิค 5W1H 1.2 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เทคนิค 5W1H 10 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 12 2.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 12 2.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 13 2.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย 14 2.4 วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย 14 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 15 3.1 ความหมายของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 15 3.2 กระบวนการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 16 3.3 องค์ประกอบของการอ่านสรุปจับใจความสำคัญ 18
จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 20 4.1ความหมายของความพึงพอใจ 21 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม 22 5.1 ความหมายของประสิทธิภาพ 22 5.2 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ 22 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 24 7.กรอบแนวคิดการวิจัย 27 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 28 แบบแผนการวิจัย 28 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 29 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 30 การเก็บรวบรวมข้อมูล 35 การวิเคราะห์ข้อมูล 36 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 39 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 40 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 40
ฉ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผล 44 อภิปรายผล 44 ข้อเสนอแนะ 45 บรรณานุกรม 46 ภาคผนวก ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ภาคผนวก ค แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ภาคผนวก ง แบบวัดความพึงพอใจ ภาคผนวก จ คะแนนจากกลุ่มตัวอย่าง ภาคผนวก ฉ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ภาคผนวก ช ประวัติผู้วิจัย
ช สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่ 1 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5STEPs) 41 เทคนิค 5W1H วิชาภาษาไทย เรื่อง มหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยสำคัญทางสถิติ 41 ของการทดสอบเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียน... (n = 30) ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบ t และระดับนัยสำคัญทางสถิติ 42 ของการทดสอบเปรียบเทียบเกณฑ์ร้อยละ 75 กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน ตารางที่ 4 การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 42 5 ขั้นตอน (5STEPs) เทคนิค 5W1H เรื่อง มหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (n = 30)
1 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนามนุษย์ ให้มีความสมบูรณ์อย่างครอบคลุมทุกด้าน ทั้ง ทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคม และติปัญญา การศึกษาเป็นกระบวนการสั่งสอนเพื่อพัฒนา สิ่งที่มนุษย์จัด ให้แก่มนุษย์ อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสิ่งต่างๆ ในสังคม ทั้งนี้โดยใช้ หลักสูตรเป็นแนวทางใน การจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ทางการศึกษาสำหรับควบคุมการศึกษาในแต่ ละระดับหลักสูตร หลักสูตรถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ของการจัดการศึกษา หลักสูตรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการ ต่อสังคม และผู้เรียน ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม 1.1 ความเป็นมาของการวิจัย พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษาพ.ศ. ๒๕๕๑มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “การอาชีวศึกษา” หมายความว่า กระบวนการศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาชีพระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี“การฝึกอบรมวิชาชีพ” หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้และการฝึก ทักษะอาชีพระยะสั้นหรือระยะยาว ทั้งในและนอกสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งจัด ขึ้นเป็นโครงการหรือสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะภายใต้หลักสูตรที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันการอาชีวศึกษาของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดการอาชีวศึกษาและการ ฝึกอบรมวิชาชีพตามพระราชบัญญัตินี้ จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์ที่ สำคัญในการจัดการอาชีวศึกษา และฝึกอบรม วิชาชีพ คือ การพัฒนา กำลังคนระดับกึ่งฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดคุณภาพ ตามมรรถนะอาชีพที่กำหนดไว้ โดยจัดในถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่าง สถานศึกษากับสถานประกอบการ อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้จะต้องอดคล้อง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม แห่งชาติ แผนการศึกษาชาติ ปรัชญาการอาชีวศึกษา ภายใต้การสนับสนุน ทรัพยากรตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพให้มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวได้ หรือมีความจำเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือจากที่กำหนด ให้ อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 1.2 ความสำคัญของการวิจัย 1.2.1 สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการ สอนตามความถนัด ความสนใจ และศักยภาพผู้เรียน สถานศึกษาควรจัดความพร้อมใน ด้านอาคารถานที่ให้อดคล้องกับการ เรียนการอน
2 1.2.2 สถานศึกษาควรจัดอัตราส่วนของเวลาการเรียนรู้ภาคทฤษฎีต่อ ภาคปฏิบัติในหมวดวิชาชีพ ประมาณ 40 ต่อ 60 1.2.3 สถานศึกษาสามารถพัฒนาวิชาชีพสาขางานได้ตามความต้องการของท้องถิ่น 1.2.4 สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการ สอนได้ทั้งแบบปกติ ทวิภาคี สะสมหน่วยกิต และ เทียบโอนความรู้ ประสบการณ์ได้ 1.2.5 สถานศึกษาควรจัดให้มีการเรียนการ สอนแบบบูรณาการในแต่ละภาคเรียน โดยจัดทำเป็น โครงการ งานหรือชิ้นงาน อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 โครงงานหรือ งานหรือชิ้นงาน 1.2.6 สถานศึกษาต้องจัดให้มีการฝึกงานใน สถานประกอบการหรือแหล่งวิทยาการ ที่สอดคล้อง กับวิชาที่เรียน 1.2.7 สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทำโครงการที่สอดคล้องกับวิชาที่เรียน นำไปสู่การปฏิบัติใน อาชีพ 1.2.8 สถานศึกษาต้องจัดให้มีกิจกรรมเสริม หลักสูตรเพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมส่งเสริม กระบวนการทำงานกลุ่ม ในการทำประโยชน์ต่อชุมชน ทำนุบำรุง ขนบธรรมเนียมประเพณี อันดีงาม ทุกภาค เรียน 1.2.9 สถานศึกษาต้องจัดให้มีการประเมิน มาตรฐานวิชาชีพในแต่ละสาขาเพื่อประกันคุณภาพ ผู้เรียน 1.3 ปัญหาของการวิจัย “การเรียนรู้” เป็นกระบวนการที่ทำให้คน เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือเปลี่ยนความคิด คน สามารถ เรียนได้จากการได้ยิน การสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ของเด็กและผู้ใหญ่มีความ แตกต่างกัน เด็ก จะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้องเรียน ส่วนผู้ใหญ่เรียนรู้ จากประสบการณ์ การเรียนรู้ใน ห้องเรียนเกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ที่ผู้สอนนำเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนเป็นผู้ ที่สร้างบรรยากาศทาง จิตวิทยาที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้โดยใช้วิธีใด วิธีหนึ่ง เช่น ความเป็นกันเอง ความ เข้มงวดกวดขัน หรือความ ไม่มีระเบียบวินัย สิ่งเหล่านี้ผู้สอนเป็นผู้สร้างเงื่อนไข และ สถานการณ์เรียนรู้ให้กับ ผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้อง พิจารณาเลือกรูปแบบการสอน รวมทั้งการสร้างปฏิสัมพันธ์ กับผู้เรียนให้เหมาะสม การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem - based Learning_PBL) หมายถึง วิธีการเรียนรู้ บน หลักการของการใช้ปัญหาเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยง ความรู้ที่มีอยู่เดิม ให้ผสมผสานกับข้อมูลใหม่ แล้ว ประมวล เป็นกับความรู้ใหม่ (Barrows, 2000) เพื่อให้นักศึกษา ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา โดยฝึกวิธีการคิด เพื่อแก้ปัญหา และค้นคว้าหาความรู้ความเข้าใจ ทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นสูง เป็นวิธีการจัดหลักสูตรให้มีกิจกรรม การเรียนรู้ให้เกิดขึ้น โดยอาศัยปัญหาจริงในการปฏิบัติการณ์ของวิชาชีพนั้น เป็นตัน แกน หลักสูตรที่สอนโดย ใช้วิธีนี้เริ่มจากการให้ ปัญหาที่เป็นสถานการณ์จริงแก่ผู้เรียน แทนที่การบรรยาย ให้ความรู้ของสาขาวิชาที่
3 เกี่ยวข้อง โดยผู้สอนหลักสูตรที่ใช้ PBL จึงสอนให้นักศึกษาแสวงหาความรู้และทักษะ ด้วยตนเอง โดยผ่าน ขั้นตอนการแก้ปัญหาที่จัดไว้ให้ มีการใช้วัสดุการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และ มีครูคอยให้ คำปรึกษาแนะนำโดยมีวิธีการแบ่งนักศึกษา เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตั้งประธานและเลขานุการของกลุ่ม หมุนเวียนกัน ไป ทำงานร่วมกันในการคิดคำอธิบายกลไก การเกิดของปัญหาที่ได้รับ ตั้งสมมติฐาน และวางแผน ในการ ทดสอบสมมติฐานนั้น รวมถึงวางแผนในการค้นคว้า หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำเสนอต่อกลุ่ม ก่อนที่จะสรุป กลไกของปัญหานั้น ผู้สอนมีหน้าที่เตรียมโจทย์ปัญหาที่ ครอบคลุมวัตถุประสงค์การเรียนรู้ จัดเตรียมทรัพยากร การเรียนรู้ ช่วยสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ความรู้หรือให้ข้อมูลโดยตรง 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่อง ล่างรถยนต์ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบปฏิบัติการสอน ก่อนเรียนและหลังเรียน 2.3 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่าง รถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) หลัง เรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 2.4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่าง รถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) 3. สมมุติฐานการวิจัย 3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ ของ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน 3.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หลัง เรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75
4 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากร นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) แผนกวิชาช่างยนต์ สาขางานยาน ยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองหาร ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้อง รวม 60 คน ประกอบด้วย ปวช. 2/1 ปวช. 2/2 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) แผนกวิชาช่างยนต์ สาขางานยาน ยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองหาร ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้อง รวม 30 คน ประกอบด้วย ปวช. 2/2 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่าง รถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 2) 4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 4.2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ 4.2.2.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา วิชาวิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ 4.2.2.3 ความพึงพอใจ 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2546) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 4.3.1 เรื่อง การป้องกันและบำรุงรักษาเครื่องล่าง จำนวน 2 ชั่วโมง 4.3.2 เรื่อง ข้อขัดข้องของระบบรองรับ จำนวน 2 ชั่วโมง 4.3.3 เรื่อง การหล่อลื่นตามระยะเวลา จำนวน 2 ชั่วโมง 4.3.4 เรื่อง การตรวจและขันชิ้นส่วนต่างๆ ให้แน่น จำนวน 2 ชั่วโมง 4.3.5 เรื่อง การตรวจการทำงานของระบบเบรก จำนวน 2 ชั่วโมง 4.3.6 เรื่อง จำนวน 2 ชั่วโมง
5 4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง ระหว่างเดือน ธันวาคม 2565 – เดือน มกราคม 2566 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรม คือ การนำเอาสื่อประสมที่มีการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ และมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับเนื้อหาวิชามาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละหน่วย เพื่อถ่ายทอด ความรู้และประสบการณ์แก่นักเรียน ช่วยให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้รายงานจะเรียกว่า “ชุดกิจกรรมการเรียนรู้” 5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระทำของบุคคล เป็นการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมโดยเป็นผลจากการได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือจากการเรียน การสอนในชั้น เรียน สามารถประเมินหรือวัดประมาณได้จากการทดสอบ หรือการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 5.3 ความสามารถในการแก้ไขปัญหา หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหากล่าวคือ การสร้างกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาสามารถคิดแก้ไข ปัญหาได้ มีกิจกรรมของความคิดที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ และต้องเป็นปัญหาที่ควบคุมให้บรรลุเป้าหมายได้ การคิดแบบมีกลไกในการใช้สมองในการควบคุมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในข้อมูลการแก้ไขปัญหาอาจใช้การ จินตนาการหรือการสร้างคำถามเพื่อการแก้ไขปัญหาได้ตรงตามวัตถุประสงในแผนการสอนต้องมีเหตุผลยก ประกอบด้วย 5.4 ความพึงพอใจ หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาในด้านความพึงพอใจ ผู้เรียนต้องตอบสนองต่อบทเรียนที่ สามารถแก้ไขปัญหาได้และต้องมีสิ่งจูงใจในการเรียน ต้องจัดบรรยากาศในชั้นเรียนให้มีความเหมาะสมในการ เรียนการสอน ที่นักเรียนมีความชอบ ผู้สอนต้องสร้างความประทับใจแก่นักศึกษาเพื่อสร้างความประทับใจแก่ นักศึกษา ต้องศึกษาพฤติกรรมที่จะสร้างความประทับใจแก่นักศึกษาในระยะยาว 5.5 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม 75/75 หมายถึง การสร้างประสิทธิภาพตามเกณฑ์ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมก่อนเรียนและประเมินพฤติกรรมอย่าง ต่อเนื่อง ต้องประเมินพฤติกรรมย่อยๆ ของผู้เรียนโดยมีกระบวนการต่างๆ ที่เกิดจากการทำกิจกรรมกลุ่ม งาน ที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ และต้องประเมินพฤติกรรมครั้งสุดท้าย
6 หรือประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยพิจารณาจากการสอบ ต้องมีชุดการสอนตามเกณฑ์ที่กำหนด และ ตรงตามจุดประสงของแผนการสอน เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความพึงพอใจของนักศึกษา จากการ กำหนดการหาค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทำกิจกรรมในชั้นเรียน 75 ตัวแรก หมายถึง ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือประเมินผล ต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย พฤติกรรมย่อยของผู้เรียน เรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจากการ ประกอบกิจกรรมกลุ่ม ได้แก่การทำโครงการ หรือทำรายงานเป็นกลุ่ม และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่ มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอน 75 ตัวหลัง หมายถึง ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการ สอนจะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พึงพอใจโดยกำหนดให้ของผล เฉลี่ยของคะแนนการทำงานและการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมด ต่อร้อยละของผลการประเมินหลัง เรียนทั้งหมด 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษา เครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 6.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบปฏิบัติการสอน ก่อนเรียนและหลังเรียน 6.3 เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่าง รถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) หลัง เรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 6.4 ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่าง รถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2)
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สุนีย์ เปมะประสิทธิ์ (2543 : 2 – 3) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม เป็นสื่อแนวใหม่ที่มุ่งสนับสนุนการ ปฏิรูปการศึกษาไทย และการพัฒนชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้สอนเป็นคู่มือเพื่อให้ครูใช้เป็นแนวทางในการ ดำเนินการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ วาสา พรมสุรินทร์ (2540 : 11) กล่าวว่า ชุดการสอน หมายถึง การนำเอาสื่อการสอน หลายๆ อย่างมาสัมพันธ์กันอย่างมีระบบ เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาสาระในลักษณะที่สื่อแต่ละชนิดส่งเสริมสนับสนุน ซึ่งกันและกัน และบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ภพ เลาหไพบูลย์ (2537 : 225) ชุดการสอน หมายถึง การรวบรวมสื่อการสอนอย่างสมบูรณ์ ตามแบบแผนที่วางไว้ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการสอน ชุดการสอนเป็นระบบสื่อประสมสำเร็จรูปเพื่อให้ ครูใช้ในการสอน มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียน คู่มือครู เนื้อหา รายการสื่อการสอน และเอกสารอ้างอิง บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 91) ได้อธิบายว่า ชุดการสอนคือ ชุดการเรียนมาจากคำว่า Instructional Package หรือ Learning Package เดิมใช้คำว่า ชุดการสอน เพราะเป็นสื่อที่ครูนำมาใช้ ประกอบการสอน แต่มาแนวคิดในการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีอิทธิพลมากขึ้น การเรียนรู้ที่ดีควรให้ผู้เรียนได้ เรียนเอง จึงมีผู้นิยมเรียกชุดการสอนเป็นชุดการเรียน หรือชุดการเรียนการสอน จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรม คือ การนำเอาสื่อ ประสมที่มีการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ และมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับเนื้อหาวิชามาใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละหน่วย เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่นักเรียน ช่วยให้นักเรียนเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้รายงานจะเรียกว่า “ชุดกิจกรรม การเรียนรู้”
8 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวช.2) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ Good (1973, p.7) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ (Achievement) ว่าหมายถึง ความสำเร็จ (Accomplishment) ความ คล่องแคล่ว ความชำนาญ ในการใช้ทักษะหรือการประยุกต์ใช้ความรู้ต่างๆ ส่วนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (Academic Achievement) หมายถึงความรู้หรือทักษะอันเกิดจากการเรียนรู้ในวิชาต่างๆ ที่ได้เรียน มาแล้ว ซึ่งได้จากผลการทดสอบของครูผู้สอน หรือผู้รับผิดชอบในการสอนหรือทั้งสองอย่างรวมกัน ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณรวมถึง ความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล ได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมี ความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้ง ในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝน ด้วย พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548, หน้า 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549,หน้า 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ ผลสำเร็จ ที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการเรียนการ สอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่ จะทำให้ นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ และสามารถวัดได้โดยการแสดง ออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้าน จิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 2.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2555: 138) ได้กล่าวถึง ความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นการ นาเอาประสบการณ์เดิมที่เกิดจากการเรียนรู้มาเป็นพื้นฐาน สาหรับการแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือปัญหาใหม่ โดยมีขั้นตอนหรือกระบวนการในการแก้ปัญหาให้บรรลุ เป้าประสงค์ที่กาหนดไว้นอกจากนี้การจัดกระบวนการ คิด และกระบวนการกลุ่มเพื่อให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผู้สอนต้องจัดการเรียนรู้โดยยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง และพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหาหมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการแก้ปัญหาสถานการณ์ ที่ เกิดขึ้นจากการลงมือปฏิบัติจริงระหว่างการจัดการเรียนการสอนในรายวิชางานประกอบอาหาร แล้วนำความรู้
9 และประสบการณ์มาคิดหาวิธีการในการแก้ปัญหาซึ่งประกอบด้วย กระบวนการแก้ปัญหาและปฏิบัติการ แก้ปัญหา พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข, 2560: 105 จะเห็นได้ว่า ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นสิ่งสาคัญสาหรับนักเรียนจึงส่งผลให้ผู้สอนมีบทบาทสาคัญในการออกแบบ การเรียนรู้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ และการคิดแก้ปัญหา โดยการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ฝึกและเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2.4 ความพึงพอใจ ความพึงพอใจ หมายถึง สิ่งที่เกิด จากแรงจูงใจซึ่งเป็นพฤติกรรมภายในท่ีผลักดันให้เกิด ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ยินดี ไม่ยินดี เมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการ และความ คาดหวัง ที่เกิดจากการประมาณค่า อันเป็น การเรียนรู้ประสบการณ์จากการกระทำกิจกรรม เพื่อให้เกิดการ ตอบสนองความต้องการตามเป้าหมาย ของแต่ละบุคคล สุรางค์ โค้วตระกูล (2551) กล่าวว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกในเชิงการประเมินค่า อันเป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนรู้ที่สัมพันธ์ กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียน ประสบการณ์ของแต่ละ บุคคล อรรถพร คาคม (2546, หน้า 29) ได้สรุปว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติหรือระดับ ความ พึงพอใจของบุคคลต่อกิจการรมต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกิจกรรมนั้นๆ โดยเกิดจากพื้นฐาน ของการรับรู้ ค่านิยมและประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลจะได้รับ ระดับของ ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อกิจกรรม นั้น ๆ สามารถตอบสนองความต้องการแก่บุคคลนั้นได วิรุฬ พรรณเทวี (2542, หน้า 111) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ภายใน จิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหวังกับสิ่งหนึ่งอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความ ตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมาก แต่ในทาง ตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึง พอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่ามีมากหรือน้อย ความพึงพอใจ หมายถึง เป็นความรู้สึกในเชิงการประเมินค่า อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญใน การเรียนรู้ที่สัมพันธ์ กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนสิ่งที่เกิด จากแรงจูงใจซึ่งเป็นพฤติกรรมภายในท่ีผลักดันให้เกิด ความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหวังกับสิ่งหนึ่งอย่างไร ถ้า คาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมาก แต่ในทาง ตรงกันข้ามอาจ ผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ 2.5 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 75 ตัวแรก หมายถึง ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือประเมินผล ต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย พฤติกรรมย่อยของผู้เรียน เรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจากการ ประกอบกิจกรรมกลุ่ม ได้แก่การทำโครงการ หรือทำรายงานเป็นกลุ่ม และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่ มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอน 75 ตัวที่หลัง หมายถึง ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการ
10 สอนจะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พึงพอใจโดยกำหนดให้ของผล เฉลี่ยของคะแนนการทำงานและการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมด ต่อร้อยละของผลการประเมินหลัง เรียนทั้งหมด การสร้างประสิทธิภาพตามเกณฑ์ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมก่อนเรียนและประเมินพฤติกรรมอย่าง ต่อเนื่อง ต้องประเมินพฤติกรรมย่อยๆ ของผู้เรียนโดยมีกระบวนการต่างๆ ที่เกิดจากการทำกิจกรรมกลุ่ม งาน ที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ และต้องประเมินพฤติกรรมครั้งสุดท้าย หรือประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยพิจารณาจากการสอบ ต้องมีชุดการสอนตามเกณฑ์ที่กำหนด และ ตรงตามจุดประสงของแผนการสอน เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความพึงพอใจของนักศึกษา จากการ กำหนดการหาค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทำกิจกรรมในชั้นเรียน 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6.1 งานวิจัยในประเทศ สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2550, หน้า 57-58) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จัดเป็นสื่อนวัตกรรมและ เทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ผลิตขึ้นมาอย่างมีระบบ มีความสอดคล้องกับเนื้อหา และวัตถุประสงค์ สามารถนาไปใช้ ในการเรียนการสอนเพื่อให้เกิด การเรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนให้บรรลุ จุดมุ่งหมายอย่าง มีประสิทธิภาพ และเป็นนวัตกรรมทางการเรียนรูปแบบหนึ่งที่เน้นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียน ได้ศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเองตามความสามารถและความสนใจ ทุกคนมีโอกาสใช้ความคิดอย่างเต็มที่ โดย คานึง ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะใช้เวลาน้อยในการนาเสนอข้อมูล ต่างๆ ช่วยให้ ผู้เรียนเป็นอิสระ สามารถประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะสามารถ ดาเนินกิจกรรมการเรียนรู้ จากคาแนะนาที่ปรากฏอยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตามลาดับขั้นตอน ด้วยตนเอง และชุดกิจกรรมการ เรียนรู้มีผลต่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทาให้ผู้เรียน สามารถค้นคว้าหาความรู้และหาคาตอบของ ปัญหาได้ด้วยตนเอง รู้จักคิด และแสวงหาความรู้เพื่อเชื่อมโยงความคิดไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาและสร้าง สิ่งใหม่ๆ ต่อไป สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 14) กล่าวว่า ครูผู้สอนสามารถสร้างชุดกิจกรรมที่จัดเนื้อหาและ กิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม ดึงดูดความสนใจและสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนได้ โดยนักเรียนสามารถสร้าง องค์ความรู้จากการศึกษาที่ปฏิบัติ ความสัมพันธ์จากสิ่งที่พบเห็นรวมกับความรู้ความ เข้าใจที่มีอยู่เดิม เพื่อประโยชน์ในการหาความรู้ใหม่ ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่เดิมกับความรู้ ใหม่ได้ เข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางวิชาการของนักเรียนรวมทั้ง ทักษะทางสังคมและจริยธรรมซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเยาวชนในยุคปัจจุบัน นักเรียนจะ เกิด ความรู้ที่หลากหลายและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเรียนรู้เนื้อหา ประสบการณ์ที่เป็น นามธรรมได้ นอกจากนี้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่าง นักเรียนกับครู ช่วยส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองตาม จุดประสงค์ที่ตั้งไว้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้สอนคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆ อย่างไม่เบื่อหน่ายและไม่
11 ท้อถอยต่อการเรียน อีกทั้งยังเป็นการช่วยฝึกการ ทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้ผู้เรียนอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข นุจรินทร์ สิทธิเลิศประสิทธิ์ (2550:59-60) กล่าวว่า ครูผู้สอนสามารถสร้างชุดกิจกรรมที่จัดเนื้อหา และกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม ดึงดูดความสนใจและสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันของ นักเรียนได้ โดยนักเรียนสามารถสร้าง องค์ความรู้จากการศึกษาที่ปฏิบัติ ความสัมพันธ์จากสิ่งที่พบเห็นรวมกับ ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม เพื่อประโยชน์ในการหาความรู้ใหม่ ทาให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่ เดิมกับความรู้ใหม่ได้ เข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางวิชาการของ นักเรยีนรวมทงั้ ทักษะทางสังคมและจริยธรรมซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเยาวชนในยุคปัจจุบัน นักเรียนจะ เกิดความรู้ที่หลากหลายและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเรียนรู้เนื้อหา ประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมได้ นอกจากนี้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่าง นักเรียนกับ ครู ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองตาม จุดประสงค์ที่ตั้งไว้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้สอนคานึงถึงผู้เรียนเป็นสาคัญให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆ อย่าง ไม่เบื่อหน่ายและไม่ท้อถอยต่อการเรียน อีกทั้งยังเป็นการช่วยฝึกการ ทางานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้ผู้เรียนอยู่ใน สังคมได้อย่างมีความสุข จินตนา มั่นคง (2560) ได้ทำการวิจัย จุรีภรณ์ มะเลโลหิต (2561) ได้ทำการวิจัย สิรีธร สุขเจริญ (2561) ได้ทำวิจัย 8.6.1 งานวิจัยต่างประเทศ คาร์ล โรเจอร์ (2009) กล่าวว่า ชุดการสอนเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาความรู้ของนักเรียนได้ อย่างมีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น และเพื่อให้ชุดการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้วิจัยได้นําทฤษฎีการเรียนรู้ของคาร์ล โรเจอร์ มาใช้เสริมกับชุดการสอน โดยหลักการของโรเจอร์ คือ การเน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้มีความเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หน้าที่ของครูสําหรับการจัดกระบวนการ เรียนรู้ตามแนวคิดของโรเจอร์ ครูจะต้อง โบแชมป์ (Beauchamp, 1975: 169) กว่าว่า สิ่งแรกที่ครวทำคือ การจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ครูผู้นำหลักสูตรไปใช้มีหน้าที่แปลงหลักสูตรไปสู่การสอน โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการพัฒนากลวิธีการสอน สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการนำหลักสูตรไปใช้ให้ได้ผลตามเป้าหมาย 2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติ เรื่อง ยางรถยนต์และการ บำรุงรักษา รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 5 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นการเลียนแบบ (2) ขั้น การลงมือกระทำตามคาสั่ง (3) ขั้นการกระทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์ (4) ขั้นการ แสดงออก และ (5) ขั้นการ กระทำอย่างเป็นธรรมชาติ
12 ตัวแปรตาม 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์ 2) ความพึงพอใจของ นักเรียนต่อการเรียนรู้ โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้แบบทักษะ ปฏิบัติ การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์
13 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์เรื่อง การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2 แผนกวิชาช่างยนต์ สาขางาน ยานยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองหาร ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยดำเนินการวิจัย ตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 แบบแผนการวิจัย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) แผนกวิชาช่าง ยนต์ สาขางานยานยนต์ วิทยาลัยการอาชีพหนองหาร ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ 3.1.2. แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการถอด ประกอบล้อรถยนต์ที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ 3.1.3 แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ยางรถยนต์และการบำรุงรักษา เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ 3.2. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็น การจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิชานิวเมติกส์และไฮดรอลิกส์เบื้องต้น เรื่อง วาล์วควบคุมทิศทางโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538 : 249) และแบบกลุ่มเดี่ยวสอบหลัง (One Group Posttest-Only Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60 - 61) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 1
14 ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ทักษะการอ่านจับใจความ One Group Posttest – Only Design - ความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรม One Group Posttest - Only Design - 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 2. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรม วิชางานเครื่องล่างรถยนต์จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ จำนวน 6ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง ต่อ วิทยาลัย 1.3.1 เรื่อง การป้องกันและบำรุงรักษาเครื่องล่าง จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่อง ข้อขัดข้องของระบบรองรับ จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่อง การหล่อลื่นตามระยะเวลา จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่อง การตรวจและขันชิ้นส่วนต่างๆ ให้แน่น จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่อง การตรวจการทำงานของระบบเบรก จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่อง การบำรุงรักษาระบบเครื่องล่าง จำนวน 2 ชั่วโมง 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ จำนวน 6 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 6ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง ต่อวิทยาลัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
15 1.. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ 2. แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์เป็น แบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการอ่านจับ ใจความที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ 3. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์3) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์4) แบบประเมินทักษะการอ่านจับ ใจความ 5) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ ชุดกิจกรรมเรื่อง การบำรุงรักษา เครื่องล่างรถยนต์ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบชุดกิจกรรม เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง และ ต่อ วิทยาลัยตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่อง ล่างรถยนต์โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.3.1 เรื่อง การป้องกันและบำรุงรักษาเครื่องล่าง จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่อง ข้อขัดข้องของระบบรองรับ จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่อง การหล่อลื่นตามระยะเวลา จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่อง การตรวจและขันชิ้นส่วนต่างๆ ให้แน่น จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่อง การตรวจการทำงานของระบบเบรก จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่อง การบำรุงรักษาระบบเครื่องล่าง จำนวน 2 ชั่วโมง 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนบำรุงเครื่องล่างรถยนต์และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item
16 objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัด ประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่ เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ ไปใช้กับนักเรียน กลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง ต่อวิทยาลัยตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551, เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ คู่มือการสอนภาษาอังกฤษ รวมทั้งเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.3 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ จำนวน 6 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1.3.1 เรื่อง การป้องกันและบำรุงรักษาเครื่องล่าง จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่อง ข้อขัดข้องของระบบรองรับ จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่อง การหล่อลื่นตามระยะเวลา จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่อง การตรวจและขันชิ้นส่วนต่างๆ ให้แน่น จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่อง การตรวจการทำงานของระบบเบรก จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่อง การบำรุงรักษาระบบเครื่องล่าง จำนวน 2 ชั่วโมง โดยแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้ 1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์ การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ และ 4) ใบกิจกรรม
17 2.4 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของชุดกิจกรรมการต่อวงจร โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัด ประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดการจัดการเรียนรู้ โดยมีค่าดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 2.5 ปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ นำชุดกิจกรรม การอ่านจับใจความที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และ ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 2.6 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง วาล์วควบคุมทิศทาง ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษา เครื่องล่างรถยนต์ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการ เรียนรู้ 3.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง Spread the news จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ เป็น แบบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยวัดผลการเรียนรู้ 4 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้านความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ จำนวน 30 ข้อ 3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนงานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content
18 Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ โดยพิจารณาจากค่า ดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์การ เรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่านการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์แล้วนำ คะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่าย ระหว่าง 0.21 – 0.75 และอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มาวิเคราะห์ หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร KR -20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.72 3.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนงานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษา เครื่องล่างรถยนต์ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์เป็นแบบ มาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านจับใจความ และการวัด ประเมินทักษะการอ่านจับใจความ และวิธีสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 4.2 สร้างแบบประเมินการอ่านจับใจความ เป็นแบบมาตรส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ 3 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 4 ทักษะ คือ 1) การตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน 2) การบอกความสำคัญของเรื่องที่อ่าน 3) การบอกข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน 4) การแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ อ่าน 4.3 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ โดยพิจารณาจากค่า ดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหา โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน
19 ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 4.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นประกาศนียบัตร ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำ แบบประเมินมาหาคุณภาพ 4.6 หาคุณภาพของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่อง ล่างรถยนต์ เป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่ เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.73 - 0.78 4.7 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 4.8 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็น ฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 5. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจตาม วิธีของ ลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์ 5.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบวัดมาตรส่วน ประมาณค่า 5 ระดับตามวิธีของไลเคิร์ท (Likert, s Scale) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 ซึ่ง หมายถึง มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับพิจารณาโดยรวม 3 ด้าน คือ 1) ด้าน ความรู้สึกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ด้านการแสดงออกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ด้านการเห็นประโยชน์ ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5.3 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ความเหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบวัดความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้
20 ให้คะแนนเป็น+1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัดมีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัด โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 5.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำแบบวัดความพึงพอใจมาหาคุณภาพ 5.5 หาคุณภาพของแบบวัดความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.67 5.6 นำแบบวัดความพึงพอใจที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่า ได้ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจ มีค่าเท่ากับ 0.88 5.7 นำแบบวัดความพึงพอใจที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อนำไป เก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์เพื่อนำมาสร้างชุด กิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียน หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ. 2562 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เกี่ยวกับการบำรุงรักษาเครื่อง ล่างรถยนต์ 2. ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการวัดผลการศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี (2549, หน้า 202-232) 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลองใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ 4. ประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 5. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์และประเมินความ สอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ และเครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 7. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 8. สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมินความเหมาะสม
21 9. นำไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 10. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 11. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่อง ล่างรถยนต์ กับนักเรียนประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็น ผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา 12 ชั่วโมงโดยผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ และแผนการจัดการ เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 ชุด/แผน รวม 12 ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะทำการสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนไปด้วย 12. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียน กลุ่มเดิมในแต่ละโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ แบบประเมินทักษะกา อ่านจับใจความ และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่ง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบ ก่อนเรียน แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้วัดหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 13. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่อง ล่างรถยนต์ 14. นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินทักษะ การอ่านจับใจความ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 15. นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มาวิเคราะห์ข้อมูล โดยวิธีทางสถิติ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ ของนักเรียนประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 75/75 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2)
22 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนประกาศนียบัตร ชั้นปีที่ 2 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิด คะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ สถิติ t-test Dependent Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 โดย ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ หลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ หาคะแนนเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำคะแนนการประเมินมาเทียบกับเกณฑ์การประเมิน โดยหาค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์การแปล ความหมายคะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ท (Likert, 1961 อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 103) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51–5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด 3.51–4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก 2.51–3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง 1.51–2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับน้อย 1.00–1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับน้อยที่สุด 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ แบบวัดความพึงพอใจต่อชุด กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 220-221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
23 1.2 การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 195) N R p = f Ru Rl r − = เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 1.3 การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ค่า ความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 223) − − − = tt 2 s pq 1 n 1 n KR 20 : r เมื่อ tt r แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น S 2 แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 1.4 การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยใช้t-test โดยใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 96-97) N S S X X t 2 L 2 H H L + − =
24 เมื่อ t แทน อำนาจจำแนก XH แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มสูง XL แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มต่ำ 2 SH แทน ความแปรปรวนของกลุ่มสูง 2 SL แทน ความแปรปรวนของกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำซึ่งมีจำนวนเท่ากัน 1.5 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจและแบบประเมินทักษะการอ่าน จับใจความ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ตามวิธีของ ครอ นบาค (Cronbach) ใช้สูตร ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 225-226) − − = 2 2 i S S 1 n 1 n α เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด/แบบประเมิน n แทน จำนวนข้อของแบบวัด/แบบประเมินทั้งฉบับ 2 Si แทน ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ 2 S แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 2. สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม
25 N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 :123) ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง Spread the news สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3.1 หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2) ตามเกณฑ์75/75 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือ แบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด
26 75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากกิจกรรม กลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง Spread the news สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 75 75 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง Spread the news สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2 ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 75 3.2 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน 4. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 4.1 การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความ หลังเรียนกับเกณฑ์ ใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ One Samples (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) n S X μ t − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยสำคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลัง เรียน โดยใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 68) (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ ดัชนีประสิทธิผล =
27 D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1 4. แผนการดำเนินการวิจัย กิจกรรมดำเนินงาน ระยะเวลา พ.ศ. 2565-2566 กรกฎาคม 2565 สิงหาคม 2565 กันยายน 2565 ตุลาคม 2566 พฤษจิกายน 2566 1. ศ ึ ก ษ า เ อ ก ส า ร ที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัยและ วางแผนการวิจัย 2. ส ร ้ า ง เ ค ร ื ่ อ ง มื อ ทดลองใช้และปรับปรุง คุณภาพของเครื่องมือ 3 . ท ด ล อ ง แ ล ะ เ ก็ บ รวบรวมข้อมูล 4. วิเคราะห์ข้อมูลและ แปรผลข้อมูล และเขียน ร่างรายงานการวิจัย 5 . จ ั ด ท ำ ร า ย ง า น ผลการวิจัยและจัดทำ เป็นรูปเล่มฉบับสมบูรณ์
28 4.1. งบประมาณการวิจัย รายการ จำนวนเงิน 1. หมวดค่าจ้างชั่วคราว 2. หมวดค่าใช้สอย 2.1 ค่าถ่ายเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.2 ค่าเอกสารเครื่องมือในการวิจัย - แบบประเมินวัดทักษะการอ่านจับใจความ - แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 2.3 การจัดทำรายงานการวิจัย - ค่าทำเล่มวิจัยฉบับสมบูรณ์ 1500 3. หมวดค่าวัสดุ 3.1 วัสดุสำนักงาน (กระดาษ A4, ปากกา, ฯลฯ) 3.2 น้ำหมึก 3.3 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 2500 รวม 3500
29 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จำนวนนักเรียน X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) df แทน ระดับชั้นความเป็นอิสระ (Degree of freedom) MD แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียน กับการทดสอบก่อนเรียน S.D.D แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบ หลังเรียนกับการทดสอบก่อนเรียน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมกลุ่ม ประเมินผลงานนักเรียน และการทดสอบย่อยของแต่ละแผน E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนทุกคน % แทน ร้อยละ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution) P แทน ความน่าจะเป็นสำหรับบอกนัยสำคัญทางสถิต แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
30 *** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยลำดับผลการวิเคราะห์ข้อมูล ได้ดังนี้ 1.เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านโดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการวิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 ดังตารางที่ 1
31 ตารางที่ 1 เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 รายการการประเมิน จำนวนนักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนรวม คะแนนเฉลี่ย ประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 คะแนนกระบวนการ ระหว่างเรียน (E1) 30 60 1674 55.80 93 คะแนนวัดผลสมฤทธิ์ ทางการเรียนหลัง เรียน (E2) 30 20 474 15.80 79 จากตารางที่ 1 พบว่า วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) มีประสิทธิภาพ 93/79 สูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 75/75 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษา เครื่องล่างรถยนต์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ก่อนเรียนและหลังเรียน ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยสำคัญทางสถิติ ของการ ทดสอบเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียน... (n = 30) การทดสอบ X S.D. MD S.D.D t Sig.(2-tailed ก่อนเรียน 10.10 1.54 10.03 1.52 12.63 * 0.0000 หลังเรียน 15.80 1.65 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.03 คะแนน และ 12.63 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
32 คะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านโดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยสำคัญทางสถิติของการ ทดสอบเปรียบเทียบเกณฑ์ร้อยละ 75 กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน การทดสอบ คะแน นเต็ม X S.D. % of Mean t Sig.(2-tailed ความสามาร ถในการใช้ อุปกรณ์ 40 25.76 1.67 71.60 12.63* 0.0000 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 3 พบว่า การทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรปี 2 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 25.76 คะแนน คิดเห็นร้อยละ 71.60 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนประกาศนียบัตรปี 2 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ตอนที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ตารางที่ 4 การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยสถานการณ์ เป็นฐานการเรียนรู้ คะแนน ระดับความ ค่าเฉลี่ย S.D. พึงพอใจ ด้านที่ 1 ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางาน เครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์
33 1.1 เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนทำให้เกิดความรู้ 4.78 0.93 มาก 1.2 ทำให้มีการเรียนรู้เป็นขั้นตอน 4.23 0.92 มาก 1.3 กิจกรรมน่าสนใจ ไม่เบื่อหน่าย 4.56 0.75 มาก 1.4 ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็ว ไม่ยุ่งยาก 4.65 0.88 มาก 1.5 เวลาเหมาะสมสำหรับการเรียน 4.70 0.78 มาก รวมด้านที่ 1 4.88 0.27 มาก ด้านที่ 2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง วาล์วควบคุมทิศทาง 2.1 ได้เรียนรู้การปฏิบัติจริง 4.45 0.94 มาก 2.2 กิจกรรมสนุกสนาน น่าสนใจ 4.77 0.93 มาก 2.3 ช่วยให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียน 4.26 0.92 มาก 2.4 เกิดความสนใจที่อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม 4.55 0.77 มาก 2.5 ช่วยให้ได้รับการฝึกใช้ความคิดด้วยตนเอง 4.88 0.85 มาก รวมด้านที่ 2 4.89 0.27 มาก ด้านที่ 3 ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใช้ใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง วาล์วควบคุมทิศทาง 3.1 นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.23 0.87 มาก 3.2 ทำให้เกิดทักษะกระบวนการทางการอ่านสัญลักษณ์ วาล์วต่างๆ 4.54 0.87 มาก 3.3 นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม 4.24 0.89 มาก 3.4 เหมาะสำหรับการเรียนวิชา งานเครื่องล่างรถยนต์การ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ 4.38 0.81 มาก 3.5 ช่วยให้เกิดความรู้เกี่ยวกับการอ่านโค้ดสัญลักษณ์ ต่างๆ 4.43 0.95 มาก รวมด้านที่ 3 4.67 0.26 มาก โดยรวม 4.60 0.20 มาก ตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3)มีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นฐานการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.60)
34 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่อง การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2)สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5.1วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่าง รถยนต์ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านโดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางาน เครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) 5.2.สมมุติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ความสามารถในการอ่านจับใจความ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ ใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75
35 5.3 สรุปและอภิปรายผล ผลการศึกษาสรุปได้ว่า 1.การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการ บำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 พบว่า วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษา เครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) มีประสิทธิภาพ 93/79 สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 75/75 2.ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่อง ล่างรถยนต์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.03 คะแนน และ 12.63 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านโดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา งานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 พบว่า การทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรปี 2 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 25.76 คะแนน คิดเห็นร้อยละ 71.60 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนน สอบหลังเรียนของนักเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนประกาศนียบัตรปี 2 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่างรถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) พบว่า นักเรียนนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) มีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์เป็นฐานการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.60) 5.4ข้อเสนอแนะ 1.การพัฒนาการการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่าง รถยนต์ เรื่องการบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) นักเรียน สามารถอ่านคู่มือการใช้งานและการซ่อมได้ง่าย 2.ควรศึกษาเกี่ยวกับการการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่อง ล่างรถยนต์การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ในเนื้อหาอื่นๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมเพื่อจะได้เกิดประโยชน์ต่อการ เรียนการสอนมากขึ้น
36 3.ควรใช้การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชางานเครื่องล่าง รถยนต์การบำรุงรักษาเครื่องล่างรถยนต์ในการจัดการเรียนการสอนในเนื้อหาสาระที่มีความเข้าใจง่ายและไม่ ซับซ้อนมากเกินไปเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจในสาระเนื้อหาที่เรียนมากที่สุด
37 เอกสารอ้างอิง/บรรณนานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ. 2562 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. ______________. (2552). หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ. 2562 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย กานต์ธิดา แก้วกาม. (2557, กันยายน-ธันวาคม). “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ของ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 ที่จัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ4R กับ วิธีสอนแบบ ป ก ติ ,” วารสารวิชาการ Veridian EJourmal. 7(3) : 46-47. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. กรรณิกา ไผทฉันท์ (2541). ผลการใช้ชุดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมตามวิธีการวิจัยในการพัฒนาทักษะ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อสิ่งแวดล้อมในกิจกรรมชุมนุม วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปริญญานิพนธ์ กศ.ม (การมัธยมศึกษา.) กรุงเทพฯบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคิรินท รวิโรฒ.ถ่ายเอกสาร. อิสริยา หนูจ้อย (2549) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษา เรื่อง ระบบนิเวศในนาข้าว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.(การมัธยม).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคิรินทรวิโรฒ.ถ่ายเอกสาร. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. สมนึก ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. Casey, E. W. (2005). The impact of the sq4r, as a strategy for retelling expository text, on student comprehension. (Online). Available http://src.truman.edu (14 May 2008). Piaget. J., & Inhelder, B. 1964. The Growth of logic ; From childhood to adolescence. New York : Basic Book. Casey, E. W. (2005). The impact of the sq4r, as a strategy for retelling expository text, on student comprehension. (Online). Available http://src.truman.edu (14 May 2008).
38 13. ประวัติผู้วิจัย ประวัติผู้วิจัย ชื่อนักศึกษา ภูมิลำเนาเดิม บ้านเลขที่ 7 หมู่6 ตำบล นางิ้ว อำเภอ สังคม จังหวัด หนองคาย รหัสไปรษณีย์43160 โทรศัพท์ 0644677123 สถานที่พักอาศัย บ้าน หอพัก บ้านเลขที่ 190 ซอย - ตำบล สามพร้าว อำเภอ เมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี รหัสไปรษณีย์41000 โทรศัพท์0644677123 ความสามารถพิเศษ -เขียนแบบโดยใช้โปรแกรม AutoCAD ได้ -เล่นกีฬา -ซ่อมมอเตอร์ไซต์ ประวัติการศึกษา: พ.ศ. 2553 ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านซำเจียงดงป่าเปลือย จังหวัดหนองคาย พ.ศ. 2556 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวังม่วงพิทยาคม จังหวัดจังหวัดหนองคาย พ.ศ. 2559 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวังม่วงพิทยาคม จังหวัดหนองคาย พ.ศ. 2564 กำลังศึกษา ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาเครื่องกล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี E-mail: [email protected]