The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๒)
(เรากับจิต)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebook.luangta, 2021-10-01 09:29:39

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๒)

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๒)
(เรากับจิต)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Keywords: หลวงตามหาบัว,ธรรมะ

๑๕๙

เห็นชดั ไปหมดแลวจะไปงมอะไรอีก ปญ หาของใจทีเ่ คยกวา งขวางกแ็ คบเขามา เกย่ี วกบั
เร่ืองตา งๆ ภายนอกกห็ มดไป ๆ เขาทาํ นองทเ่ี คยเทศนน น้ั เอง

จากนน้ั ก็มาคลี่คลายดูจติ อนั เปน ทร่ี วมของกิเลสสวนละเอียดวา แยบ็ ออกไป
หาเรอ่ื งอะไรบา ง?” และ “แยบ็ ออกไปจากทไ่ี หน? มอี ะไรเปน เคร่ืองผลกั ดนั ใหจิต
คดิ ปรุงเรอื่ งตา งๆขน้ึ มา?” พอสติปญ ญาทนั ความคิดปรุงท่ีแยบ็ ออกในขณะนนั้ มนั ก็
ดบั ในขณะนน้ั ไมถ งึ กับเปนเร่อื งเปนราวอะไรขน้ึ มาใหย งุ ยากเหมือนแตกอน เพราะ
สติทนั ปญญาทัน คอยตตี อ นปราบปรามกันอยูเสมอ เพราะขยบั ตามรอ งรอยแหง ตน
เหตเุ ขา ไปเรอ่ื ยๆ จนถงึ “ตน ตอกิเลส” วา มอี ยู ณ ทใ่ี ดกนั แน ลกู เตา หลานเหลน
กเิ ลสมันออกมาจากไหน สตั วต างๆ ยงั มีพอแม พอ แมข องกิเลสเหลา นค้ี อื อะไร? และ
อยูทไ่ี หน? ทําไมจงึ ปรุงแลวปรงุ เลา คดิ แลว คิดเลา ทําใหเกดิ ความสาํ คัญม่นั หมาย
ขยายทุกขอยไู มหยุดไมถอย?

ความจรงิ การคดิ ปรุงกค็ ดิ ปรงุ ขึ้นท่ีจติ ไมไดคดิ ปรุงจากทอ่ี นื่ จงพิจารณาตาม
เขา ไปโดยลําดบั ๆ ไมล ดละรอ งรอยอันจะเขาหาความจรงิ จนถึงตวั นค่ี อื การคดิ คนดู
เร่ืองของกิเลสท้งั มวลดวยกาํ ลงั ของสตปิ ญญาอยางแทจรงิ จนทราบวา จติ นไี้ ดข าด
จากสิง่ ใดแลว สง่ิ ใดท่ียังมคี วามสัมผสั สมั พันธ และสนใจอยากรอู ยากเหน็ กนั อยเู วลาน้ี
จงึ ตามสอ่ื ตามเชอ้ื นเ้ี ขา ไป กเิ ลสกน็ บั วนั เวลาแคบเขา มา ๆ เพราะถูกตัดสะพานที่
สบื ตอ กบั รูป เสียง กลิน่ รส เครื่องสัมผัสสัมพนั ธ และส่ิงตางๆ ท่วั โลกดินแดน ออก
จากใจดวยสตปิ ญญาไปเรือ่ ยๆ จนหายสงสยั เหมอื นโลกภายนอกไมมี เหลือแต
อารมณท ี่ปรงุ ยิบแย็บๆ ไปภายในจิตเทานั้น ซ่งึ “กษตั รยิ ใ หญตวั คะนอง” ก็อยทู น่ี ้ี ตัว
ปรุงแตง ตวั ดิ้นรนกระวนกระวายนอยใหญ จึงอยทู ีน่ ่ี

แตกอนใจด้ินไปไหนบา งก็ไมทราบ ทราบแตผ ลทีป่ รากฏขึ้นมาเทา น้นั ซึ่งไม
เปนท่พี ึงใจเลยทุกระยะไป คือมแี ตค วามทกุ ขซ ึ่งโลกไมต อ งการกนั ใจเราเองก็แบกแต
กองทกุ ขจนหาทางออกไมไ ด เพราะไมทราบเง่ือนแกเงอื่ นไขกัน ทีน้ีพอทราบแลว เรื่อง
เหลา นีค้ อยหมดไปสิน้ ไป กย็ ่ิงรูชัดเห็นชัดที่จติ ซ่งึ ”อวชิ ชา” มาแสดงเปน ตัวละคร เปน
ตัวเร่อื งราวอยภู ายในตวั เอง หาท่ยี ดึ ทีเ่ กาะอะไรกบั ภายนอกไมไ ด เปน แตแสดงอยูภ าย
ในตวั เพราะเหตุใดจงึ ไมย ดึ ไมเกาะ ก็เพราะสติปญญาเขาใจและหวานลอมไวแลว จะ
ไปยึดไปเกาะอะไรไดอ กี เร่อื งมนั ก็มแี ต “ยบิ แยบ็ ๆๆ” อยูเฉพาะภายในจติ ยง่ิ เห็นได
ชดั กาํ หนดเขาไปพิจารณาเขาไป คุย เข่ยี ขดุ คนดว ยสติปญ ญาเขาไปจนรอบตัว ทุก
ขณะท่อี าการของจติ เคล่อื นไหวไมม ีการพลั้งเผลอ ดงั สติปญญาขัน้ เร่ิมแรกที่ลม ลกุ
คลกุ คลาน

ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ภาค ๒ ๑“เ๗ร๑า๗๕ก๙ับ จติ ’’

๑๖๐

ความเพยี รขณะนไี้ มวาทุกอริ ยิ าบถเสยี แลว แตก ลายเปน ทกุ ขณะทีจ่ ิตกระเพ่อื ม
ตวั ออกมา สติปญญาตองรูทัง้ ขณะทกี่ ระเพื่อมออก รทู ั้งขณะท่ีดับไป เรอ่ื งราวท่ีจะเกิด
ข้ึนขณะทจี่ ิตปรงุ แตงและสาํ คัญมัน่ หมายจงึ ไมมี เพราะสติปญญาประเภทจรวดดาว
เทียมตามทนั กนั พอกระเพอ่ื มก็รู รูแลวก็ดับ เรื่องราวไมเ กิดไมต อ เกิดขน้ึ มาขณะใดก็
ดับไปพรอมขณะนั้น ไมแตกกิง่ แตกกา นออกไปไหนได เพราะถกู ตัดสะพานออกแลว
จากเรอื่ งภายนอกดว ยปญ ญา

เมือ่ สติปญญาคนควาอยอู ยา งไมล ดละไมท อ ถอย ดวยความสนใจอยากรอู ยาก
เหน็ และอยากทาํ ลายสง่ิ ทเ่ี ปนภัย ทใ่ี หก อ กาํ เนดิ เกิดเปน สตั วเ ปน บคุ คล พาทอง
เที่ยวในวัฏสงสาร คืออะไรกัน? อะไรเปน เหตเุ ปน ปจ จยั ใหส บื ตอ และมีอยทู ีไ่ หน
เวลาน้ี? น่เี รยี กวา “คยุ เขีย่ ขดุ คน” จิตอวิชชาดวยสตปิ ญ ญา ก็ไมพนทจี่ ะรจู ะเหน็ และ
ตดั ขาดตัวเหตุปจจยั อนั สาํ คญั ทกี่ อ ทกุ ขใ หแ กสัตวโ ลก คอื กเิ ลสอวชิ ชา ท่แี ทรกอยู
ในจติ อยางลึกลบั นี้ไปได น่ัน! เห็นไหม อาํ นาจของสตปิ ญ ญา ศรัทธา ความเพียรข้นั น้ี
ทผ่ี ูปฏิบตั ิท้งั หลายไมเคยคาดคิดมากอ น วาจะเปนไปไดถึงขนาดนี้

ทีน้ีกเิ ลสเริ่มเปดเผยตัวขึน้ มาแลว เพราะไมม ีทหี่ ลบซอ น รูป เสียง กล่ิน รส
เครื่องสัมผัส ซึง่ เปนทเี่ คยหลบซอ นแตกอ นไมม ีแลว เพราะไดตัดสะพานออกหมดแลว
ก็มที ีห่ ลบซอนอยูเ ฉพาะจิตแหง เดียวเทานนั้ คอื จิตเปน ทีห่ ลบซอนของ “อวชิ ชา” เม่ือ
คน ควาลงไปทีจ่ ิตจนแหลกแตกกระจายไปหมดไมมีอะไรเหลอื เหมอื นกบั พจิ ารณา
สภาวธรรมท่ัวๆ ไปทเี่ คยดําเนินมาโดยทางปญญา “จติ อวชิ ชา” น่กี ็ถกู พจิ ารณาแบบ
นนั้ สดุ ทา ยกเิ ลสชั้นยอดคอื อวิชชา จอมกษัตรยิ ข องวฏั จกั ร กแ็ ตกกระจายออกจากใจ
หมด! ทีนเี้ ราจะไมทราบยงั ไงวา ตวั ไหนเปนตวั กอเหตุใหเกิดภพนั้นภพนี้ สว นจะ
เกดิ ท่ีไหนไมเกิดทไี่ หนน้ันไมส ําคัญ สาํ คญั ท่ีตวั นี้เปนตัวเหตุใหเ กิดตายอยางประจักษ
ใจ

นี้แลการพิสจู นการตายแลวเกิดอกี หรือตายแลวสูญ ตอ งพิสจู นตัวจิตดวย
การปฏบิ ตั ิตามหลกั จติ ตภาวนา ดงั พระพุทธเจา และสาวกทรงปฏบิ ตั แิ ละทรงรเู ห็น
ประจักษพ ระทัยมาแลว อยางอืน่ ๆ ไมม ที างรูได อยาพากันลูบคลําดนเดาเกาหมดั จะ
กลายเปน ข้ีเรื้อนเปอ นไปทั้งตัว โดยไมเกดิ ผลใดๆ เลย

เมือ่ ถงึ ขน้ั นี้ เรียกวา ไดทาํ ลายความเกดิ ซ่งึ เปน เชอ้ื สําคญั อยูภายใน ออกโดยสน้ิ
เชงิ แลว ตัง้ แตบ ัดน้ีเปนตน ไปไมมสี งิ่ ใดจะสบื ตอกอ แขนงไปอกี แลว สตปิ ญ ญาขั้น
“ธรรมภิสมัย” ทราบไดอยา งสมบรู ณ

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ธรรมะชดุ๑เ๗๑ต๘ร๖ยี ๐มพร้อม

๑๖๑

นีแ่ หละทว่ี า “โลกหนา มไี หม?” คือตวั น้ีแลเปนผูไปจบั จองโลกหนา ตัวนี้แลเปน
ผูเ คยจองโลกทีผ่ านมาแลว ตวั น้แี ลเปน ตวั ทเ่ี คยเกิดเคยตายซํ้าๆ ซากๆ ไมหยุดไมถอย
จนไมส ามารถจดจาํ เรอ่ื งความเกดิ ความตาย ความสุขความทุกข ความลาํ บากมากนอ ย
ในภพกําเนดิ นน้ั ๆ ของตนได คอื ตวั นแ้ี ล!

กรณุ าจาํ หนา ตาของมนั ไวใ หถ งึ ใจ และขุดคน ฟนลงไปอยางสะบ้นั ห่ันแหลกอยา
ออมแรง จะเปนการทําอาหารไปเล้ยี งมันใหอม่ิ หมีพีมนั แลว กลบั มาทาํ ลายเราอกี

เมอื่ ประมวลกิเลสทั้งหลายก็มาอยทู จ่ี ิตดวงเดยี ว รวมกันทีน่ ่ี ทําลายกันทน่ี ่ี พอ
ทาํ ลายมันเสรจ็ สิน้ ลงไปโดยไมม อี ะไรเหลือแลว ปญ หาเรอ่ื งความเกดิ ความตาย
ความทุกขความลาํ บาก อนั เปน ผลมาจากความเกดิ ความตายนก้ี ไ็ มม ี รไู ดอ ยางชดั ๆ
โดย “สนฺทฏิ ฐ โิ ก” อยา งเตม็ ภมู ิ

เร่ืองโลกหนา มไี หม? ก็หมดปญหา โลกทเ่ี คยผานมาแลว ก็ละมาแลว โลกหนา ก็
ตัดสะพานขาดกระเดน็ ออกไปหมดแลว ปจจบุ ันก็รูเทา ไมมอี ันใดเหลอื อยใู นจติ นัน้ เลย
ขึน้ ชอื่ วา “สมมุติ” แลวแมล ะเอียดเพียงไร! นแี่ ลคือจิตทีห่ มดปญหาแท! การแกป ญหา
ใหจ ติ ก็แกท ตี่ รงนี้ เมื่อแกตรงนี้หมดแลว จะไมมปี ญ หาอะไรอีก!

โลกจะกวา งแสนกวา งหรอื มกี จ่ี กั รวาลนน้ั เปน เรื่องหนง่ึ ตางหากของ “สมมุติ”
ซ่ึงหาประมาณไมไ ด ใจที่รูรอบตวั แลวไมยงุ เกย่ี วดวย

เร่ืองสาํ คญั ท่ีทําความกระทบกระเทอื นแกต นอยเู สมอมาไมล ดละกระทัง่ ปจจบุ ัน
และจะเปนไปขางหนาก็คอื เร่ืองของจิต ตวั มภี ยั ฝง จมอยภู ายในตวั นี้เทา นนั้ เมอ่ื แกภ ยั
นอ้ี อกหมดแลว ก็ไมม อี ะไรจะเปนพิษเปน ภัยตอ ไปอกี เร่อื งโลกหนา โลกหลังจะมีหรือ
ไมมีนนั้ หมดความสนใจท่ีจะคดิ เพราะทราบอยางถงึ ใจแลววา ตัวนห้ี มดปญ หาท่ีจะไป
สบื ตอ ในโลกไหนๆ อกี แลว นแ่ี หละการเรยี นแกป ญ หาตนเอง จงแกลงที่ตรงนี้จะมี
ทางสิน้ สดุ ลงได ทง้ั ไมเปนโทษภัยแกต ัวและผอู ่ืนแตอ ยางใด

พระพุทธเจา กท็ รงแกท ต่ี รงนี้ สาวกอรหัตอรหันตทานก็แกท ่ีตรงน้ี รูก ันที่ตรงน้ี
ตัดไดขาดโดยสิ้นเชิงที่ตรงนี้ การประกาศองคศ าสดาข้ึนมาวา “เปน ผสู ้ินแลว จากทุกข
เปน ศาสดาเอกของโลก” กป็ ระกาศข้นึ มาจากความรแู ละความหมดเรอื่ งอันนเ้ี อง การ
เรียน”โลก” จบกจ็ บลงทจ่ี ติ อันนีเ้ อง! การเรียนธรรมจบก็จบโดยสมบรู ณท ตี่ รงนี้

“โลก” คอื หมสู ตั ว สัตวแปลวา “ผูของ” ของอยทู ่จี ิต ตดั ขาดกนั ตรงนี้ เรยี นรูกนั
ทีน่ ี่ สาวกอรหตั อรหันตกเ็ รียนรกู นั ทีน่ ี่อยา งเต็มใจ หมดปญหา! ทานเหลาน้ีเปนผแู ก
ปญหาตก ไมม ีสง่ิ ใดเหลอื หลอเลย

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ภาค ๒ ๑“เ๗ร๑า๙๖ก๑ับ จิต’’

๑๖๒

พวกเราเปน ผรู บั เหมากองทกุ ขท ั้งมวล เปนผรู ับเหมาปญหาทั้งมวล แตไ มยอม
แกป ญ หา มีแตจ ะกวาดตอ นเขา มาแบกหามอยตู ลอดเวลา กองทุกขจงึ เต็มทห่ี วั ใจอะไร
ก็ไมเทา เพราะไมหนักเทา หวั ใจที่แบกกองทกุ ข การแบกกองทกุ ขแ ละปญหาทัง้ หลาย
มันหนกั ท่หี ัวใจ เพราะเรียนไมจบ แบกแตก องทกุ ขเ พราะความลุมหลง!

เรอ่ื ง “วชิ ชา” คือ ความรจู รงิ ไดปรากฏขนึ้ แลว และทําลายสิ่งท่เี ปน ภัยทงั้
หมดออกจากใจแลว ชือ่ วา ‘เปนผูเรียนจบ” โดยหลักธรรมชาติ ไมมกี ารเสกสรรปน ยอ
ท้ังที่หลอกตวั เองใหลมุ หลงเพิ่มเขาไปอกี แตการเรียน “ธรรมในดวงใจ” จบ เปนการ
ลบลา งความลมุ หลงออกไดโดยสนิ้ เชงิ ไมมซี ากเหลอื อยูเลย

คาํ วา ‘ไตรภพ” กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ กห็ มดปญ หาลงในขณะนน้ั เพราะมนั
อยูท ี่ใจ “กามภพ” ก็คือจิตใจที่กอ ตัวดว ยสงิ่ น้นั (กาม) “รูปภพ อรปู ภพ” ก็คอื สมมตุ สิ ่งิ
นน้ั ๆ ในสามภพนฝ้ี งอยูท่ีใจ เมอ่ื ใจไดถ อดถอนสิ่งเหลา น้ีออกไปแลว กเ็ ปน อนั หมด
ปญ หา น่แี กป ญหาแกทีต่ รงน้ี โลกน้ีโลกหนา อยทู ีน่ ี่ เพราะการกาวไปในโลกไหนๆ กอ็ ยู
ท่นี ี่ จะกา วไปรบั ทกุ ขม ากนอ ย กต็ วั จติ นี้แล กงจกั รเคร่ืองพัดผนั มีอยภู ายในใจน้ไี ม
มใี นท่ีอน่ื

พระพทุ ธเจาจงึ ทรงสอนลงที่จุดอนั ถกู ตองเหมาะสมทสี่ ุด คอื ใจ อนั เปน ตัวการ
สําคญั สง่ิ ที่กลา วมาเหลาน้มี อี ยกู บั ใคร ถาไมมอี ยูกับเราทกุ ๆ คน การแกถ าไมแกท ่ีตรง
นจี้ ะไปแกท ี่ไหนกนั ?

สตั วโ ลกจาํ เปนท่ีจะตอ งไปตามโลกนั้นๆ ดว ยอาํ นาจแหงกรรมด-ี ช่วั ทีม่ อี ยู
กบั ใจ ผูท่จี ะไปสูโลกสูกองฟน กองไฟคอื ใจน้ี ถาไมแกต รงน้ีแลว กไ็ มพ น จะไปโดนกอง
ไฟคอื ความทุกขร อ น ถา แกต รงนีไ้ ดแลวก็ไมม ปี ญหาวาไฟอยทู ่ไี หน เพราะรักษาตัวได
แลว มนั ก็มเี ทานั้น! เหลา นเ้ี ปน โลกหนกั มากสาํ หรบั มวลสตั ว ปญหาอะไรเกดิ ขึ้นมันก็
เกดิ ขนึ้ ท่ีตรงนี้ วา “ตายแลวเกดิ หรือตายแลว สญู ” “โลกหนา มไี หม?” นรกมีไหม?
สวรรคม ไี หม? “บาป บญุ มีไหม?”

ไปท่ีไหนมแี ตคาํ ถามวา “นรก สวรรค มไี หม?” เราขี้เกียจจะตอบ ไมท ราบจะ
ตอบไปทําไมกนั กผ็ แู บกนรก สวรรค กค็ ือหวั ใจซึ่งมอี ยกู ับทกุ คนอยแู ลว จะตอบไป
ใหเสียเวลาํ่ เวลาทําไมกัน เพราะเราไมไดเปน “สมหุ บญั ชีนรก สวรรค น”่ี

แกตวั เหตุท่จี ะไปนรกสวรรคน่ซี ิ! แกเหตุชัว่ และบาํ รงุ เหตุดี คําวา “ทุกข” มนั ก็
ไมม ี ถา แกถกู จดุ แลว มันจะผิดไปไหน! เพราะ “สวากขาตธรรม” สอนใหแ กถ กู จดุ ไม
ผดิ จดุ ! คาํ วา “นยิ ยานกิ ธรรม” กเ็ ปนเครอ่ื งนําผูท ต่ี ดิ อยใู นความทกุ ขรอนดวยอํานาจ

ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ธรรมะชดุ ๑๑เ๘ต๖๐รยี๒มพร้อม

๑๖๓

แหงความลุมหลงออกไป ดวย “สวากขตธรรม” อยแู ลว จะแกทไี่ หนถา ไมแกท ่จี ิต
ปญหาอนั ใหญโตกม็ อี ยทู ีจ่ ติ นีเ่ ทา นั้น ความรอู นั นแี้ หละ หยาบก็อยูกบั ความรนู ้ี
ละเอียดกอ็ ยูก ับความรูน ี้ ทาํ ใหคนหยาบทาํ ใหคนละเอียดกค็ อื ความรนู ้ี เพราะกิเลส
เปนผหู นุนหลงั ทําใหคนละเอียดใจละเอียด ก็เพราะความดีเปนเคร่ืองหนนุ ละเอียด
จนกระท่ังสุดความละเอียดแลว ก็สุดสมมตุ ิ ยตุ ดิ ว ยความพน ทุกข ไมม ีเชือ้ สบื ตอ อกี
ตอไป

มปี ญหาท่ีมคี นมักถามอยเู สมอวา การแกค วามข้ีเกียจจะแกวธิ ไี หน? ถา จะเอา
ความขเ้ี กยี จไปแกค วามข้เี กยี จ มันก็เทากับสอนคนนัน้ ใหเปน ขา ศึกกบั ทน่ี อนหมอนมุง
ดว ยการนอนจนไมรูจักตนื่ และเหมือนคนนั้นตายแลว นัน่ เอง เพราะความขเี้ กียจมนั ทํา
ใหออ นเปย กไปหมดเหมือนคนจะตายอยแู ลว จะเอาความข้ีเกยี จไปแกความขเี้ กียจ
อยางไรกนั เมื่อไดที่นอนดีๆ กเ็ ปน เครือ่ งกลอมใหคนนอนจมแบบตายแลวนน่ั เอง ตาย
อยบู นหมอน นะ ! จะวายงั ไง! ตืน่ แลว ก็ยงั ไมยอมลุก ก็ความข้เี กยี จมันเหยียบย่ําทาํ ลาย
และบงั คับไมใ หล ุกน่ี การเอาความข้เี กยี จไปแกค วามขีเ้ กียจมันก็เปนอยา งน้นั แหละ

ถาเอาความขยนั หมั่นเพียรเขา ไปแก ก็ลุกปบุ ปบขึน้ มาสกู ัน ถา มกี ารตอสมู ันกม็ ี
หวงั ชนะจนได ถา ยอมหมอบราบไปเลยมนั กม็ แี ตแ พท า เดยี ว แตจ ะเรยี กวา “แพ” หรอื
เรยี กอะไรก็เรียกไมถูก เพราะไมม กี ารตอ สูจะวา แพอยางไรได ถา มกี ารตอสู สูเขาไมได
เชน คนนี้แพ คนนั้นชนะ แตน ่หี าทางตอ สูไมม เี ลย ยอมราบไปโดยถายเดยี ว จะไมวา
“บอ ยกลางเรอื นของกเิ ลส” จะวาอะไร? มัน กบ็ อยกลางเรอื นของมันนนั่ แหละ จะเอา
ความข้เี กียจจนเปน บอยมันไปแกก เิ ลส กย็ ิง่ กลบั เสริมกิเลสใหม ากมนู ย่งิ ขึ้นจะวา ยังไง!
โดยปกตมิ นั กเ็ ต็มหัวใจอยแู ลว จะสง เสรมิ ใหม ากมายอะไรอกี จะเอาไปไวท ่ีตรงไหน?
ใจกม็ ดี วงเดียว นอกจากจะแกม นั ออกพอใหห ายใจไดบ า ง ไมย อมใหมันนัง่ ทับนอนทบั
จมกู จนหายใจไมไดตลอดไป

จงปลดเปล้อื งมันออกพอใหมองดูตวั เองไดบางวา ‘โอโ ห! นับแตเริ่มภาวนามา
วนั น้เี หน็ เหลนของกเิ ลส คือตวั ข้ีเกียจ หลุดลอยจากตวั ไปหนึง่ สะเก็ด เทากันกบั สะเกด็
ไมหลดุ ออกจากตน ของมนั วันน้พี อดูตัวเองไดบาง ไมมแี ตกิเลสเอาปากเอาจมกู ไปใช
เสียหมด นาโมโห!”

ความขยันหมนั่ เพียร ความอตุ สาหพ ยายาม โดยทางเหตุผลที่เกิดประโยชน
เปน ทางของปราชญท า นดําเนนิ กัน แมย ากลาํ บากเรากส็ ู เหมอื นถอนหวั หนามออกจาก
เทาของเรา เจบ็ กต็ อ งทนเอา ถาจะยอมใหม ันฝง จมอยอู ยา งนน้ั ฝาเทากจ็ ะเนาเฟะไปท้ัง
เทา แลว กาวไปไหนไมไ ดเ ลย และเสยี กระท่ังเทา ดวย เพราะฉะนนั้ เหตุผลมีอยอู ยา ง

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ภาค ๒ “๑เ๘ร๑า๑๖ก๓บั จติ ’’

๑๖๔

เดียว คอื ตอ งถอนหนามออกใหไ ด! เจ็บขนาดไหนตองอดทน ถอนหนามออกใหไ ด
เหตผุ ลนตี้ องยอมรบั เมอ่ื ถอนออกหมดแลวมนั กห็ มดพิษ ใสยาลงไปเทากจ็ ะหายเจบ็
ไมมกี ารกาํ เริบอีกตอ ไปเหมอื นท่หี นามยงั จมอยู

กเิ ลสกค็ อื หวั หนามเราดๆี น่เี อง เราจะยอมใหม ันฝงจมอยใู นหวั ใจตลอดเวลา
มันกฝ็ งจมอยอู ยางนัน้ ใจเนาเฟะอยใู น “วฏั สงสาร” เปนทน่ี า เบ่อื หนายราํ คาญไมม ีทส่ี ิน้
สดุ เราตองการอยหู รอื ? การเปนคนเนาเฟะนะ จงถามตัวเองอยา ไปถามกเิ ลส จะเพิ่ม
โทษเขาอีก ถาไมตอ งการตอ งตอสูมนั เมอ่ื ตอสูแลวตองมที างชนะจนได หรือจะแพกี่
ครง้ั กต็ าม แตจะตอ งมที างชนะมนั ครัง้ หนึ่งจนได ลงชนะครง้ั นตี้ อ ไปกช็ นะไปเรือ่ ยๆ
ชนะๆๆ เรอ่ื ยไปเลย กระท่ังไมม อี ะไรจะมาใหเราตอ สู เพราะกิเลสหมดประตสู ูแ ลว !

คาํ วา “ชนะ” นน้ั ชนะอะไร! กช็ นะความขี้เกยี จดวยความขยนั ชนะกเิ ลสดว ยวริ ยิ
ธรรมนะ ซี แลว ก็พน จากทุกข น่แี หละการแกป ญหาเรอื่ งความเกดิ ตาย คือแกทด่ี วงใจ
มีจดุ นเ้ี ทาน้ันที่ควรแกทีส่ ดุ เปน จุดท่ีเหมาะสมอยางยงิ่ เปน จดุ ทถ่ี กู ตอ งในการแก แกท ี่
ตรงน้ี แกทอ่ี ื่นไมม ที าง จะสําคัญมั่นหมายไปตัง้ กปั ตั้งกลั ป ก็แบกปญ หาพาเกิดพาตาย
พาทกุ ขพาลําบากไปอยนู นั่ แหละ จงึ ไมค วรหาญคดิ ดน เดาเสยี เวลาและตายเปลา เพราะ
เปน “อฐานะ” คือสงิ่ เปน ไปไมไดต ามความคาดหมายดนเดา

วา “ทุกขไมมี บญุ บาปไมม ี หรอื ทุกขม ี บญุ บาปม”ี เรากเ็ สวยกนั อยูท ุกคนไมมี
การหลีกเวนได คาํ วา ‘บาป” ก็คอื ความเศราหมองความทกุ ข “คาํ วา บญุ ” กค็ อื ความสขุ
ความสบายใจนน่ั เอง ก็มอี ยูในกายในใจของคนทุกคนแลว จะปฏเิ สธอยา งไร? คาํ วา
“บญุ ” กช็ ื่อความสขุ นน้ั แลทา นใหช ื่อวา ‘บญุ ” ความทุกขทา นใหชือ่ วา “บาป” ทงั้ บญุ ทัง้
บาปเราก็สมั ผสั อยทู กุ วันเวลา จะอยูโลกนี้หรือไปโลกหนากต็ อ งเจอ “บญุ บาป” อยโู ดย
ด!ี

นรกหรอื ไมน รกกต็ ามเถอะ ถา มีทกุ ขอ ยเู ต็มกายเตม็ ใจแลว ใครอยากมาเกดิ มา
เจอละ? เรารูอ ยดู วยกนั อยา งนี้ จะไปถามเรอ่ื งนรกนเรกทีไ่ หนอีกเลา เพราะอยูด วยกนั
อยา งน้ี ทุกขมนั เผาอยูทไ่ี หนกร็ อ นเชนเดียวกบั ไฟจ้ีนัน่ แล จี้เขา ตรงไหนก็จ้ีเขา ซิ มนั
ตองรอ นเหมือนกันหมด จะวานรกหรอื ไมนรกกต็ ามใจ แตใ ครก็ไมตองการ เพราะ
ความทกุ ขรูอยูกับตัว จะหาสวรรคทีไ่ หน? ใหย งุ ยากในหวั ใจละ

เจอความสุขซงึ่ เกิดข้นึ จากการปฏบิ ัติธรรม เฉพาะอยางยิ่งคอื ความสขุ ทางใจ
นับต้ังแตความสงบเยน็ ใจขน้ึ ไปโดยลาํ ดบั จนกระท่ังต้งั หลกั ตงั้ ฐานของจติ ไดแ นน หนา
มนั่ คงภายในใจ แนใ จในตัวเอง ย่งิ กวา นั้นเราไดห ลดุ พน ไป แลวจะไปถามหาที่ไหน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ธรรมะชุด๑เ๘๑ต๒๖รยี ๔มพร้อม

๑๖๕

สวรรค นพิ พานนะ ไมจาํ เปนตอ งถาม เรารูอยูก บั ใจของเรา เราเปนเจา ของใจ ซ่ึงเปน
ตวั เหตตุ ัวการอยูอยางชดั ๆ และครองกันอยูเ วลานี้ จะไปหากนั ที่ไหนอีกชอ่ื นรกสวรรค
นะ งมหาอะไร!

เราไดต ัวมนั แลว ก็อยกู ับตวั นั่นซิ เรอื่ งกม็ เี ทา นั้น ธรรมของพระพุทธเจาไมได
หลอกคนใหล บู นน้ั คลาํ น้ี เอาตวั จริงทต่ี รงน!้ี

เอาละ การแสดงก็เห็นวาสมควรฯ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ภาค ๒ “๑๑เ๘ร๖๓า๕กบั จติ ’’



๑๖๖

อุบายชาำ ระจติ ให้เป็นธรรมเทศนโปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด
เมอ่ื วันท่ี ๒๔ ธนั วาคมเทพศทุนโ์ธปศรกัดรคาณุ ชเพ๒า๔พ๑งา๘วรรธนะกลุ ณ วัดปา่ บา้ นตาด
อุบายชาํ ระจติ ใหเปนเธมอ่ืรวรนั มที่ ๒๔ ธนั วาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘

จติ ท่ีไดช ําระดว ยดมี ีความผอ งใสเปน ประจํา ขณะที่เราอยใู นสถานทท่ี เ่ี งยี บๆ ไม
มีเสียงตางๆ ปรากฏเลย เชนเวลากลางคนื ดกึ สงัด จิตทั้งๆ ทีไ่ มรวมไมสงบลงเปน

สมาธิก็ตาม เมอ่ื กําหนดดูท่ีจุดแหงความรูน้ัน จะเห็นวา เปนความละเอียดออนมากท่ี
สุดจนพดู อะไรไมถกู ความละเอยี ดนน้ั เลยกลายเปน เหมอื นกบั รศั มแี ผก ระจายไป
รอบตัวและรอบทศิ สง่ิ ท่มี ากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลนิ้ ทางกาย กไ็ ม
ปรากฏในขณะนัน้ ทั้งๆ ทีจ่ ติ ไมไดร วม ไมไ ดเปน องคแหงสมาธิ แตเปน ฐานมน่ั คง
ของจิตที่ชาํ ระกนั ดวยดีมาแลว แสดงความรคู วามสงา งามออยอ่งิ ใหเดนชัดอยภู าย
ในตวั เอง

ความรชู นดิ นี้เหมือนไมมรี างมกี ายเปน ทอ่ี าศัยอยเู ลย เปน ความรทู ล่ี ะเอยี ด
มาก เดน อยูเฉพาะตัว แมจ ิตไมร วมเปน สมาธกิ ต็ าม เพราะความละเอียดของจิต
เพราะความเดนของจิต เลยกลายเปน ความรเู ดนทไี่ มม ีภาพนมิ ติ ใดๆ มาปรากฏ รู
เดนอยโู ดยลําพงั ตนเอง นเี่ ปนระยะหนึ่งของจติ

อกี ระยะหนง่ึ จิตท่ไี ดช ําระดวยดแี ลวนห้ี ย่งั เขาสูความสงบ ไมคิดไมปรุงอะไร
พักกริ ยิ าคอื ความกระเพอื่ มความคิดความปรุงตางๆ ภายในจิต พักโดยส้ินเชิง เหลอื
แตค วามรูลวนๆ ทเ่ี รยี กวา “จติ เขา สูความสงบ” ยง่ิ ไมม ีอะไรๆ ปรากฏเลย จะปรากฏ
เฉพาะความรูน นั้ อยา งเดยี ว เหมอื นครอบโลกธาตุไปหมด เพราะกระแสของจิตไม
เหมอื นกระแสของไฟ กระแสของไฟมที ีส่ นิ้ สดุ มีระยะใกลหรอื ไกลตามกาํ ลงั ของไฟ
เชน แสงสวางของไฟฟา ถา แรงเทียนสงู กส็ วางไปไกล แรงเทียนตํ่ากส็ วางใกล

แตกระแสจติ นี้ไมเปน เชน นั้น คาํ วา “ใกล ไกล”ไมม ี ที่พดู ไดชดั ๆ กว็ า ไมม ี

กาลสถานท่ีนน่ั แหละ จิตครอบไปไดห มด ไกลกเ็ หมอื นใกล ใกลห รอื ไกลพดู ไมถ ูก
เห็นแตค วามรูน ้นั ครอบไปหมดสดุ ขอบจกั รวาล โลกทง้ั โลกเลยปรากฏมีแตความรอู ัน
เดยี วเทาน้ัน เหมือนไมมอี ะไรเลยในความรสู ึก ท้งั ทที่ กุ สง่ิ ทุกอยางทเ่ี คยมีกม็ อี ยูตาม

ปกตขิ องตน นี่แหละอํานาจของจติ กระแสของจิตทชี่ ําระสง่ิ ปดบังมวั หมองออกไป
แลว เปน อยางน้ัน

ย่ิงจิตมคี วามบรสิ ุทธ์หิ มดจดดว ยแลว อันนย้ี ่ิงพดู ไมถ กู เลย ไมทราบจะพูดจะ
คาดวา อยางไร เพราะไมใชสง่ิ ท่ีคาดไมใ ชสิง่ ที่หมาย ไมใ ชส ง่ิ ทจี่ ะนํามาพูดไดเชน สมมุติ

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๖๖

ภาค ๒ “๑เร๘า๕ กับ จิต’’

๑๖๗

ท่ัวๆ ไป เนือ่ งจากสงิ่ นนั้ ไมใ ชสมมตุ แิ ลว เปนวสิ ยั ของผมู ใิ ชส มมุติ รูเรื่องความไม
ใชส มมตุ ขิ องตนเทา นนั้ จงึ นาํ มาพูดอะไรไมไ ด

ทีนี้โลกเตม็ ไปดวยสมมตุ ิ พูดอะไรกต็ อ งมภี าพสมมุติข้นึ มาเปรียบเทยี บทกุ ๆ
เรื่องไป เชน เหน็ จะเปน อยา งนนั้ เหน็ จะเปน อยา งนี้ หรือเปนอยา งน้นั เปนอยา งนี้
คลายกบั สง่ิ นัน้ เปน ตน ยกตัวอยางเชน ยกคาํ วา “นพิ พาน” ขึน้ มาพูด เร่ืองของกิเลส
สามญั คือจิตสามัญธรรมดาเรา จะตอ งคาดวานิพพานจะตอ งกวางขวางเวง้ิ วา งไปหมด
ไมม ีอะไรปรากฏอยูใ นน้นั เลย แตไ มไดคิดในคาํ วา ‘นพิ พาน” ทีเ่ ปนคาํ สมมุติท่ยี ังมีหลง
เหลอื อยู ดไี มดีกอ็ าจคิดไปวา มแี ตผูคนทีบ่ รสิ ุทธิเ์ ดนิ ขวกั ไขวกนั อยูในพระนพิ พานนั้น
เทา นนั้ ซ่ึงมที ง้ั หญงิ ทง้ั ชายเพราะถงึ ความบริสทุ ธด์ิ ว ยกัน มีแตพ วกทบี่ รสิ ุทธ์ิเทา นั้นเดิน
ขวกั ไขวกนั ไปมา หรือนั่งอยอู ยา งสะดวกสบายผาสกุ เจริญ ไมม คี วามโศกเศรา เหงา
หงอยเขา ไปเก่ยี วของพวั พนั เหมือนโลกสมมุติเรา ทีเ่ ตม็ ไปดว ยความทุกขวนุ วาย

ความจรงิ หาไดท ราบไมวา ความทวี่ ามผี หู ญงิ ผชู ายที่บรสิ ุทธเิ์ ดินขวักไขว หรอื
น่งั อยตู ามธรรมชาติตามธรรมดาของตน ดวยความสขุ ความเกษม ไมมอี ะไรเขาไปยุง
กวนนนั้ ก็เปนสมมตุ ิอันหนึ่ง ซง่ึ เขา กบั “วิมตุ ติ” นิพพานแทๆ ไมได การทน่ี าํ มา
กลา วในสิง่ ทส่ี ดุ วสิ ัยของสมมุติ แมผ นู ัน้ ไมส ดุ วสิ ยั แหง ความรกู ต็ าม เปนวิสยั แหงความ
รูของตนดว ยดีกต็ าม แตไมสามารถที่จะนําออกมาพูดไดในทางสมมุติ พดู ออกมาก็ตี
ความหมายไปผดิ ๆ ถกู ๆ เพราะตามธรรมดาจติ ก็คอยแตจ ะผิดอยูแลว หรือยงั มคี วาม
ผดิ ภายในตัวอยู พอแยบ็ อะไรออกมากต็ อ งคาด และดนเดาไปตามความเขาใจที่ไมถูก
ตอ งไมแนนอนเสมอไป

อยางพระยมกพดู กับพระสารีบตุ รวา “พระอรหันตต ายแลว สญู ” เพราะพระ
ยมกเปน ปถุ ชุ นอยู พระสารบี ตุ รเปนพระอรหันต และเปนผูช้แี จงใหฟง ยังไมยอมเขา ใจ
จนพระพุทธเจา เสด็จมาช้ีแจงใหฟ ง เสียเอง แมเ ชน นน้ั ถาจําไมผ ดิ กป็ รากฏวา พระยมก
ยงั ไมเ ขาใจตามความจริงท่ที รงชแี้ จงนัน้ ตามคัมภีรว า พระยมกก็ดูเหมอื นไมไ ดส ําเร็จ
มรรคผลนิพพานอะไร แตต อ งมเี หตผุ ลพระพทุ ธเจา จึงจะทรงแสดง หากไมม คี วาม
หมายในการแสดงน้ันพระองคจะไมแ สดงเลย เพราะธรรมบางอยางแมผฟู งน้ันจะไมไ ด
รับประโยชนเทาทีค่ วร แตผูอ่นื ทเี่ ก่ยี วของยอ มไดรับ วสิ ยั ของพระพุทธเจาเปน อยา งน้นั
จะรบั สงั่ เรอื่ งอะไรออกมาตองมเี หตุมีผล คอื มสี ิง่ ท่จี ะไดรบั ประโยชนสาํ หรบั ผฟู ง จงึ จะ
ทรงแสดงออกมา หากไมมีอะไรเลยกไ็ มทรงแสดง

น่เี ปน เรือ่ งของพระพุทธเจาท่ีพรอ มดว ยเหตดุ วยผล รูรอบขอบชิดทุกสิ่งทุก
อยา ง ไมพ ดู ไปแบบปาวๆ เปลาๆ เหมือนโลกทัว่ ๆ ไป เพราะฉะนน้ั ในเวลารับสง่ั อะไร
กับพระยมกน้ัน เราชกั ลมื เสยี แลว เพราะผา นเร่ืองนี้มานานแลว จนลืมวา มีใครไดผล

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๖๗

ธรรมะชดุ ๑เ๘ต๖รยี มพรอ้ ม

๑๖๘

บา งในเวลานน้ั หรือวาพระยมกกไ็ ด น่สี งสัยไมแนใจแลว เรามาถือเอาตอนทีว่ า “พระ
อรหันตต ายแลวสูญ” เปนธรรมอนั สาํ คัญก็แลว กนั

พระองคท รงแสดงวา “พระอรหนั ตเปนรปู หรือถงึ ตายแลว สูญจากรปู พระ
อรหนั ตเ ปนเวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ” หรอื พระอรหนั ตเ ปน ดนิ นํา้ ลม ไฟหรอื
เม่อื ตายแลวจึงไดสูญจากสิ่งนัน้ ๆ” รบั ส่งั ถามไปเรอ่ื ย สรปุ ความแลววา รูปไมเที่ยง รูป
กส็ ลายไป,เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไมเที่ยง กม็ คี วามสลายไป เม่อื เรือ่ งของ
สมมุติ เปน ไปตามสมมตุ อิ ยา งนน้ั

สวนเรอ่ื งของ “วมิ ตุ ติ” คอื เรื่องของความบรสิ ทุ ธ์ิ จะใหเ ปนอยา งนนั้ ไมไ ด
เพราะไมใชอ นั เดยี วกนั จะนาํ เรอ่ื ง “วิมุตติธรรม” หรือ “วิมุตตจิ ิต” เขา มาคละเคลา
หรือมาบวกกับขันธหาซึง่ เปน เรอื่ งของสมมุตยิ อ มไมถ ูก ไมใ ชฐ านะจะเปน ไปได ขนั ธ
หา เปน สมมตุ ขิ น้ั หนง่ึ จติ แบบเปน “สามญั จติ ” กเ็ ปน สมมตุ ขิ น้ั หนง่ึ

ความละเอียดของจติ ละเอียดจนอศั จรรย แมขณะทีย่ ังมีสิง่ พัวพันอยู กอ็ อก
แสดงความอศั จรรยตามขั้นภมู ขิ องตนใหเ ห็นไดอ ยางชดั เจน ยง่ิ สิง่ ทีพ่ ัวพันท้ังหลาย
หมดไปแลว ก็จติ น้ันแลเปน ดวงธรรม หรือธรรมน้ันแลคือจติ หรือจิตนั้นแลคือ
ธรรม ธรรมทั้งแทงกค็ อื จิตทง้ั ดวง จิตทัง้ ดวงกค็ อื ธรรมท้งั แทงอยโู ดยดี ทนี ก้ี ็สมมุติ
อะไรไมไ ด เพราะเปนธรรมลวนๆ แลว แมท านจะครองขันธอ ยู ธรรมชาตนิ ั้นก็เปน
อยา งน้นั โดยสมบรู ณ

ขนั ธก เ็ ปน ขนั ธอ ยอู ยา งพวกเราๆ ทานๆ น้เี อง ใครมีรูปลกั ษณะมกี ิริยามารยาท
มีจรติ นสิ ยั อยา งใด กแ็ สดงออกตามจริตนสิ ัยของตน ตามเรอ่ื งของสมมุตทิ ม่ี กี ารแสดง
ตัวอยา งน้นั จึงนํามาคละเคลาใหเ ปน อันหนึ่งอนั เดยี วกนั ไมได เม่อื จติ หลุดพน แลว
ธรรมชาตขิ อง “วมิ ตุ ต”ิ น้นั เปน อกี อยา งหนง่ึ

ขนั ธโลกก็เปนอกี โลกหน่ึง แมใจทบ่ี ริสุทธิ์จะอยูใ นโลกแหงขันธ ก็เปน “จิต
วมิ ตุ ติ” อยตู ลอดเวลา จะเรียกวา “โลกุตรจิต” กไ็ มผ ดิ เพราะอยเู หนือสมมตุ คิ อื ธาตุ
ขนั ธแ ลว

“โลกุตรธรรม” คือธรรมเหนอื โลก ทา นถงึ ทราบไดในเรือ่ งความสืบตอ ของจติ
เมื่อชําระเขา มาโดยลาํ ดบั ๆ ยอมเหน็ เงอ่ื นตน เงือ่ นปลาย เหน็ ความแสดงออกของ
จติ วา หนกั ไปทางใด ยงั มอี ะไรเปน เครื่องใหสบื ตอหรอื เกยี่ วของกันอยู ทา นกท็ ราบ
ทานทราบชดั เมื่อทราบชัดทานก็หาวธิ ีตดั วธิ ีปลดเปลอ้ื งสงิ่ ทส่ี ืบตอ นั้นออกจากจติ
โดยลาํ ดับ

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ภาค ๒ “๑เ๘ร๑า๗๖ก๘ับ จติ ’’

๑๖๙

เวลากเิ ลสมนั หนาแนน ภายในจิตมดื ดาํ ไปหมด ระยะนไี้ มทราบวา จิตเปน
อะไร และสิ่งที่มาเกยี่ วของพวั พันคืออะไร เลยถอื เปน อนั เดยี วกนั หมด ท้งั สงิ่ ทีม่ า
ของทง้ั ตัวจิตเองคละเคลาเปน อันเดียวกัน ไมม ที างทราบได ตอ เมอื่ ไดชําระสะสางไป
โดยลาํ ดับๆ จึงมีทางทราบไดเ ปน ระยะๆ ไป จนทราบไดอ ยางชดั เจนวา เวลานจี้ ติ ยงั มี
อะไรอยภู ายในตวั มากนอ ย แมย งั มีอยนู ิดก็ทราบวา มีอยูน ิด เพราะความสบื ตอ ใหเ ห็น
ชัดเจนวา น่ีคือเชอื้ ทจ่ี ะทําใหไปเกิดในสถานทใ่ี ดที่หน่ึง ซง่ึ บอกอยภู ายในจิต เมื่อได
ทราบชดั อยา งนก้ี ต็ อ งพยายามแกไ ข ดวยวธิ กี ารตา งๆ ของสติปญญา จนกระทั่งสิ่งนน้ั
ขาดไปจากจติ ไมมอี ะไรติดตอ กันแลว จิตกเ็ ปนจติ ท่ีบรสิ ุทธลิ์ ว นๆ หมดทางติดตอ เห็น
ไดอยา งชดั เจนแลว นคี่ ือ “ผูหลุดพน แลว ” นี่คอื ผไู มไ ดตาย

เพราะการปฏิบัตจิ ริง เปนผรู จู ริงๆ ตามหลกั ความจรงิ เห็นไดช ัดเจนประจกั ษ
ใจ ทานพูดจรงิ ทาํ จริงและรูจรงิ แลว นําสิง่ ท่ีรจู รงิ เหน็ จริงออกมาพดู จะผดิ ไปไดอยาง
ไร! พระพทุ ธเจาของเราแตก อนพระองคกไ็ มท รงทราบวา เคยเกดิ มาก่ภี พก่ีชาติ เกดิ
เปนอะไรบา ง แมปจ จบุ ันจิตมคี วามติดตอเก่ียวเน่อื งกบั อะไรบา ง เพราะกเิ ลสมมี ากตอ
มาก ในระยะน้ันพระองคก ย็ งั ไมท ราบไดเ หมือนกนั

ตอ เมือ่ ทรงบาํ เพ็ญ จนกระท่งั ตรัสรเู ปนธรรมท้ังดวงขนึ้ มาในพระทัยแลว จึง
ทราบไดช ัด เม่ือทรงทราบอยา งชดั เจนแลว จึงทรงนาํ ความจรงิ อนั น้ันออกมาประกาศ
ธรรมสอนโลก และใครผูทจี่ ะสามารถรูธ รรมประเภทน้ไี ดอ ยางรวดเร็ว กท็ รงเลง็ ญาณ
ทราบ ดงั ทานทราบวา ดาบสทง้ั สองและปญ จวคั คียท้ังหา มอี ปุ นสิ ัยพรอ มจะบรรลุธรรม
อยแู ลว เปนตน แลว เสด็จมาโปรดปญจวัคคยี ทง้ั หา ก็สมพระประสงคท่ีทรงกําหนด
ทราบดวยพระญาณไวแ ลว

ทา นเหลานกี้ ็ไดบรรลธุ รรมเปน ขัน้ ๆ โดยลาํ ดบั จนกระท่งั บรรลุธรรมเปน “พระ
ขีณาสพ” ดว ยกันทัง้ ๕ องค เพราะเอาของจริงออกมาแสดงตอ ผมู ุงความจรงิ อยดู ว ยกนั
อยางเตม็ ใจอยแู ลว จึงรบั กันไดงา ย ผูตองการหาความจริงกับผแู สดงความจริงสมดลุ
กนั แลว เมื่อแสดงออกตามหลกั ความจริง ผูนนั้ จึงรับไดอยา งรวดเร็ว และรูตามพระ
องคเ ปนลาํ ดับจนรแู จงแทงตลอด บรรดากเิ ลสที่มอี ยูม ากนอ ยสลายตวั ไปหมด ควํ่า
“วฏั จกั ร” ลงไดอยา งหายหว ง นแี้ ลผูรูจรงิ เหน็ จริงแสดงธรรม ไมวา จะเปน แงธ รรมเก่ียว
กบั ทางโลกหรอื ทางธรรม ยอมเปนที่แนใจได เพราะเหน็ มาดวยตา ไดย นิ มาดวยหู ได

สัมผสั ดว ยใจตัวเอง แลว จํานํามาพดู จะผดิ ไปไหน ผิดไมได เชนรสเค็ม ไดทราบท่ลี ้นิ
แลววาเค็ม พดู ออกมาจากความเคม็ ของเกลอื น้ันจะผดิ ไปไหน รสเผ็ด พรกิ มนั เผ็ด มา
สมั ผัสล้นิ กท็ ราบแลววาพริกนเี้ ผ็ด แลวพูดออกดวยความจรงิ วาพริกนี้เผ็ด จะผิดไปที่
ตรงไหน

ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ๑๖๙

ธรรมะชดุ ๑เ๘ต๘รียมพรอ้ ม

๑๗๐

การรูธ รรมก็เหมือนกนั ปฏิบตั ิถึงข้นั ท่ีควรรตู อ งรเู ปน ลําดบั ลําดา รูธรรมหรือ
การละกเิ ลสยอ มเปนไปในขณะเดยี วกนั น้ัน กเิ ลสสลายตวั ลงไป ความสวางที่ถูกปดบัง

อยูน้ัน กแ็ สดงข้ึนมาในขณะเดยี วกันกบั กเิ ลสสลายตวั ไป ความจรงิ ไดป รากฏอยา งชดั

เจน กิเลสซึง่ เปน ความจริงอนั หน่งึ กท็ ราบอยา งชดั เจน แลว ตดั ขาดไดดวย “มรรค” อนั
เปนหลักความจรงิ คือสตปิ ญญา แลวนํามาพดู มาแสดงเพือ่ ผฟู ง ดว ยความต้งั ใจตองเขา

ใจ

ธรรมเหลานี้พระองคแสดงไว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ ไมไ ดน อกเหนอื ไป
จาก “เบญจขันธของเรา” มใี จเปน ประธานสําหรับรับผิดชอบช่ัวดีทุกสงิ่ ทม่ี าเกี่ยวขอ ง

สมั ผสั ธรรมแมจะมากถงึ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธก ็ตาม ทา นแสดงไปตามอาการ

ของจิต อาการของกเิ ลส อาการของธรรม เพอ่ื บรรดาสัตวทมี่ นี ิสยั ตา งๆ กนั จึง
ตอ งแสดงออกอยางกวา งขวางถงึ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ เพ่อื ใหเหมาะสมกับจรติ

นสิ ยั นนั้ ๆ จะไดนาํ ไปประพฤติปฏิบัติและแกไขตนเองในวาระตอไป และควรจะทราบ
ไวว า ผฟู งธรรมจากผูร จู รงิ เหน็ จริง ควรจะแกก เิ ลสอาสวะได ในขณะสดบั ธรรมจาก
พระพทุ ธเจา และพระอรหนั ต หรอื ครอู าจารยท ง้ั หลาย โดยไมเ ลือกกาลสถานท่ี

ธรรมทัง้ หลายรวมลงที่จติ จติ เปน ภาชนะทีเ่ หมาะสมอยางย่ิงในธรรมทุกขัน้ การ
แสดงธรรมมีอะไรเปน เครอื่ งเกยี่ วเนื่องพัวพันกันอยู ทจี่ ําตองพดู ถึงสิ่งน้ันๆ เพอ่ื ความ
เขาใจและปลอ ยวาง สาํ หรบั ผฟู งทั้งหลายก็มีธาตุขันธ รูป เสียง กลนิ่ รส เครอ่ื งสัมผสั

ภายนอกอนั หาประมาณมิได เขามาเกี่ยวขอ งกับตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ของเรา ซงึ่ เปน
ภายในตวั เรา จงึ ตอ งแสดงทัง้ ภายนอกแสดงทงั้ ภายใน เพราะจิตหลงและตดิ ไดทงั้ ภาย

นอกและภายใน รกั ไดชังไดท ้ังภายนอกภายใน จิตที่
เม่อื แสดงใหท ราบตามเหตุผลทั้งขางนอกขา งในตามหลักความจริง

ใครครวญหรอื พจิ ารณาตามหลักความจริงอยูโ ดยเฉพาะแลว ตอ งทราบไดโ ดยลาํ ดับ
และปลอ ยวางได เม่อื ทราบส่ิงใดแลว ก็ยอมปลอ ยวางสง่ิ นั้น และหมดปญหาในการทจี่ ะ
พิสจู นพ ิจารณาอีกตอไป คือสงิ่ ใดที่เขาใจแลว สิง่ นนั้ ก็หมดปญ หา เพราะเม่อื เขา ใจแลว

กป็ ลอยวางสิ่งน้ันๆ ปลดปลอ ยไปเรือ่ ยๆ เพราะความเขา ใจถงึ ความจรงิ ของสงิ่ น้นั ๆ

โดยสมบรู ณแลว
การพจิ ารณาธรรมในข้นั ทค่ี วรแคบก็แคบ ในข้ันทีค่ วรกวา งกต็ องกวา งขวางเต็ม
ภมู จิ ติ ภมู ธิ รรม ดงั น้นั ใจของนักปฏิบตั ธิ รรมทค่ี วรใหอยูใ นวงแคบ กต็ อ งจํากดั ใหอ ยใู น

วงนัน้ เชน การอบรมในเบอ้ื งตน จิตมีแตความวา วนุ ขุนมัวอยูต ลอดเวลาหาความ
สงบสขุ ไมไ ด จึงตองบังคับใหจ ติ อยใู นวงแคบ เชน ใหอยูก ับคําบริกรรม “พุทโธ”

หรอื ลมหายใจเขาออก เปน ตน เพอ่ื จะตง้ั ตวั ไดด ว ยบทบริกรรม เพื่อความสงบนนั้

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๗๐

ภาค ๒ “๑เร๘า๙ กับ จิต’’

๑๗๑

เปน บาทเปน ฐานหรือเปน รากฐานของใจพอตั้งตัวไดในการปฏิบตั ติ อ ไป จึงตองสอน
ใหจ ิตมคี วามสงบจากอารมณตา งๆ ดว ยธรรมบทใดบทหนึ่งตามจริตชอบไปกอ น พอ
เปนท่ีพักผอนหยอ นใจทางความสงบ

เมื่อจติ ไดรบั ความสงบเพราะธรรมบทน้ันๆ พอเปนปากเปน ทางแลว กเ็ รม่ิ พนิ จิ
พจิ ารณาปญญา ความรกู ็คอยแตกแขนงออกไปโดยลาํ ดับ หรอื ตีวงกวา งออกไปจนไมม ี
ประมาณ เมอื่ ถึงกาลอันควรทีจ่ ะพักจติ ดวยสมาธิภาวนา กก็ าํ หนดทาง “สมถะ” ดว ยบท
ธรรมดงั ทเ่ี คยทาํ มาแลว โดยไมตองสนใจทางดานปญญาแตอยา งใด ในขณะนน้ั ต้งั หนา
ตัง้ ตาทาํ ความสงบดว ยธรรม บทท่ีเคยเปนคูเคยี งของใจ หรอื ทเี่ คยไดป ฏบิ ตั เิ พ่อื ความ
สงบมาแลว กําหนดธรรมบทน้ันเขา ไปโดยลาํ ดบั ดว ยความมีสตคิ วบคุม จนปรากฏเปน
ความสงบขนึ้ มา แลว มีความสุขความเยน็ ใจ เรยี กวา “การพักผอ นหยอนจติ ดวยสมาธิ
ภาวนา”

เมอ่ื จติ ถอนออกจากการพกั สงบนน้ั แลว ปญญาก็ตองคลีค่ ลายพจิ ารณาดสู ง่ิ
ตางๆ อนั ใดท่ีควรจะพิจารณาในระยะใดเวลาใด ก็พจิ ารณาในเวลานนั้ ๆ จนเปนที่เขา
ใจ เม่อื ปญญาไดเ รม่ิ ไหวตัวเพราะพลังคือสมาธเิ ปนเครอื่ งหนุนแลว ปญ ญาจะตอ ง
ทําการพจิ ารณาอยา งกวา งขวางโดยลําดบั ๆ ตอนนป้ี ญ ญาจะวา กวา งกก็ วา ง ธรรมจะวา
กวา งกก็ วา งตอนน้ี ปญ ญามคี วามเฉลยี วฉลาดมากนอ ยเพยี งใด ก็ยิ่งพิจารณากระจาย
ออกไปจนรูเหตรุ ผู ลในสภาวธรรมท้ังหลายตามความเปนจรงิ แลว หายสงสัยและปลอย
วางไปโดยลาํ ดับ ตามขั้นของสติปญญาท่ีควรแกการถอดถอนกเิ ลสประเภทนน้ั ๆ ออก
จากใจเปนลาํ ดบั ๆ ไป

จติ คอ ยถอนตัวเขา มาสูวงแคบเทาทเี่ ห็นจาํ เปนโดยลําพงั ไมตอ งถูกบังคบั
เหมือนแตก อน กเ็ ม่ือพจิ ารณารูตามความเปนจริงแลว จะไปพัวพันไปกงั วลกับส่ิงใดอกี
เลา เทา ที่กังวลวุน วายนั้น ก็เพราะความไมเขา ใจจึงไดเ ปนเชนน้นั เม่อื เขาใจดวยปญ ญา
ท่ไี ดพ ิจารณาคลี่คลายเห็นความจรงิ ของส่งิ นนั้ ๆ แลว จติ กถ็ อยและปลอยกงั วลเขา มา
เร่อื ยๆ จนกลายเปน วงแคบเขา มา ๆ จนถงึ ธาตุถึงขนั ธถึงจติ ตัวเองโดยเฉพาะ ระยะนี้
จิตทาํ งานในวงแคบ เพราะตัดภาระเขามาโดยลําดับแลว

ธาตขุ ันธม อี ะไรบาง? แจงลงไป ทั้งรูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ พิจารณา
จนหายสงสัยในเงอ่ื นหนึง่ เงื่อนใดก็ตาม เชน พจิ ารณาในรูป เรอ่ื งเวทนานน้ั กเ็ ปน อนั
เขาใจไปตามๆ กนั หรือพิจารณาเวทนา ก็วิ่งมาถงึ รูป ถึงสัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ อนั มี
ลกั ษณะเชน เดยี วกัน เพราะออกจากกระแสจติ อันเดียวกัน สรปุ ความแลวขนั ธทั้งหา
ทา นกบ็ อกวา “เปนคลงั แหง ไตรลักษณ หรือเปน กองแหง ไตรลักษณ” ทัง้ ส้ินอยา ง
สมบรู ณอ ยูแลว

ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ๑๗๑

ธรรมะชุด๑เ๙ต๐รยี มพรอ้ ม

๑๗๒

มสี ิ่งใดทีค่ วรจะถือเอา รปู ธาตรุ ูปขนั ธ รูปทั้งปวง กเ็ ปน กองแหงธาตอุ ยูแลว
เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ แตล ะอยา ง ก็เปนเพียงนามธรรม ปรากฏ “ยิบ
แยบ็ ๆๆ” แลวหายไปในขณะๆ จะถอื เปนสาระแกนสารอะไรจากสง่ิ เหลานี้เลา ปญญา
หยง่ั ทราบเขาไปโดยลําดับคอื ทราบความจริง และซ้ึงถงึ จิตจรงิ ๆ แลว กป็ ลอ ยวางดว ย
ความรูซ้ึงนัน้ คอื ปลอ ยวางอยา งถงึ ใจ เพราะรอู ยางถงึ ใจกป็ ลอยอยา งถงึ ใจ งานกแ็ คบ
เขาไป ๆ ตามความจาํ เปน ของการทาํ งานทางดานปญญา

นีแ่ หละการพิจารณาและรูวถิ ีทางเดนิ ของจติ ท่ไี ปเกย่ี วขอ งกบั อารมณต า งๆ
ยอมทราบเขามาและปลอยวางเขามาโดยลาํ ดับ ตดั ทางเสือโครง ทเ่ี คยออกเทย่ี วหากิน
ดงั ทานวาไวในหนังสือธรรมบทหนึง่ “ตัดทางเสอื โครง ออกเท่ยี วหากนิ ” คอื ออกจากทาง
ตา ทางหู ทางจมูก ทางลน้ิ ทางกาย ไปเที่ยวเกย่ี วขอ งกบั ทางรูป ทางเสียง กล่ิน รส
เครือ่ งสัมผัส แลวกวา นเอาอาหารทเ่ี ปนพษิ เขามาเผาใจ ปญญาจึงตอ งเทยี่ วพจิ ารณา
ตามรปู ตามเวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เพ่ือตดั ทางเสือโครงท่เี คยหากิน โดยการ
คิดคนเขา ไป ๆ ตามสายทางเสือโครงเสือดาวทีช่ อบเท่ียวทางนี้ ทา นวา คนเขา มาตดั
ทางของมนั เขา มา จนกระทัง่ เอาเสอื โครง เขา ใสกรงได คอื “อวชิ ชา” ทเี่ ปรยี บเหมอื น
เสือโครงเขารวมตัวในจติ ดวงเดียว กเิ ลสอาสวะท้งั มวลรวมลงในจติ ดวงเดียว กง่ิ กา น
สาขาตดั ขาดไปหมด เหลือแตจิต กิเลสอยใู นจิตดวงเดยี ว ไมม ีท่ีออกเทยี่ วเพน พานหา
อาหารกนิ ไดดังแตก อน

“จติ อวชิ ชา” นจี้ ะวา เปน เหมอื นลูกฟตุ บอลก็ได เพราะปญ ญาคลค่ี ลายถีบเตะไป
เตะมาจนแตกแหลกละเอียด คอื กเิ ลสอวชิ ชาแตกกระจายภายในนน้ั จิตข้นั น้เี ปน ข้ัน
รวมตัวของกิเลส ขณะที่ถูกปญ ญาคล่ีคลายไปมา จึงเหมอื นลกู ฟตุ บอลถกู ถบี ถูกเตะ
นน่ั แหละ ถกู เตะไปเตะมาอยใู นวงขนั ธเสียจนแตกกระจายดว ยปญญา เมือ่ จติ ทเี่ ปน
“สมมตุ ิ” แตกกระจายไป จติ ทีเ่ ปน “วมิ ุตต”ิ กแ็ สดงตัวขน้ึ มาอยางเตม็ ท่ี

ทาํ ไมจงึ เรียกวา “จติ เปน สมมตุ ”ิ กบั “จติ เปนวมิ ุตต”ิ เลา ? มนั กลายเปน จิต
สองดวงอยา งน้ันเหรอ? ไมใ ชอยา งนนั้ ! จติ ดวงเดยี วนน้ั แหละท่ีมี “สมมตุ ิ คือกิเลส
อาสวะครอบอยูนน้ั ” เปน จติ ลกั ษณะหนงึ่ แตเมื่อไดถ กู ชําระขยข้ี ยําดวยปญ ญาจนจติ
ลกั ษณะนัน้ แตกกระจายไปหมดแลว สว นจิตแทธ รรมแทท ที่ นตอ การพิสจู นไมได
สลายไปดวย สลายไปแตส ง่ิ ทเ่ี ปน “อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า” ท่ีแทรกอยูใ นจติ เทานนั้
เพราะกเิ ลสอาสวะแมจะละเอียดเพยี งใดก็ตาม มันก็เปน “อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตตฺ า” และ
เปน “สมมุต”ิ อยูโดยดีนัน่ แล

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๗๒

ภาค ๒ “๑เ๙รา๑ กบั จติ ’’

๑๗๓

เมอื่ สงิ่ นี้สลายไป จติ แทเหนอื สมมตุ ิจึงปรากฏตัวอยา งเต็มท่ี ท่ีเรยี กวา “วิมตุ ติ
จิต” สงิ่ นีแ้ ลทานเรยี กวา “จิตบรสิ ุทธิ์” ขาดจากความสืบตอ เกย่ี วเนือ่ งใดๆ ทั้งสนิ้
เหลอื แตค วามรลู ว นๆ ท่ีบริสทุ ธส์ิ ุดสวนอยางเดียว

ความรลู วนๆ นี้ เราพูดไมไดวา เปนจดุ อยู ณ ทใี่ ดในรา งกายเรา แตก อ น
เปนจุดเดน รเู ห็นไดอ ยางชดั เจน เชน สมาธิ เรากท็ ราบวา อยใู นทา มกลางอก ความรู
เดนอยตู รงนนั้ ความสงบเดน อยูทต่ี รงนนั้ ความสวา งความผองใสของจิตเดน อยทู ่ีตรง
น้ันอยางชดั เจนโดยไมตองไปถามใคร บรรดาทานผูม จี ิตสงบเปน ฐานแหงสมาธิแลว จะ
ปรากฏชดั เจนวา จุดผูร ูเ ดนอยูในทามกลางอกน้ีจริงๆ ทั้งสน้ิ ไมมีการถกเถียงกันวา
อยูม ันสมอง เปน ตน ดงั ท่ีผไู มเคยรเู ห็นทางดา นสมาธภิ าวนาพดู กนั หรอื ถกเถยี งกนั
เสมอในท่ที ั่วไป

ทนี ีเ้ วลาจิตนีก้ ลายเปน จิตทบี่ ริสุทธิ์แลว จุดน้นั หายไป จงึ พดู ไมไ ดว า จติ อยู
เบอื้ งบน เบอ้ื งลา ง หรอื อยูสถานท่ีใด เพราะเปนความรทู ่บี รสิ ุทธิด์ วย เปนความรูท่ี
ละเอยี ดสขุ มุ เหนอื สมมตุ ใิ ดๆ ดวย แมเ ชน นนั้ กย็ ังแยกเปน สมมตุ มิ าพูดวา “ละเอียด
สุด” ซงึ่ ไมต รงตอ ความจริงนน่ั นกั เลย คาํ วา “ละเอยี ดสดุ ” นี่มันตอ งเปน สมมุติอันหน่งึ
นะซิ พดู ไมไ ดวา อยูสงู อยตู าํ่ มีจุดมีตอ มอยทู ่ไี หน ไมม เี ลย! มแี ตค วามรูเ ทา นัน้ ไมมี
อะไรเขาไปแทรกซึม แมจะอยูใ นธาตุในขนั ธซ ึ่งเคยคละเคลากันมากอน ก็ไมเ ปน เชน
น้นั อีกแลว กลบั เปน คนละโลกไปแลว !

ทราบไดอ ยา งชดั เจน ขนั ธก เ็ ปน ขนั ธ จิตก็เปน จติ กายกเ็ ปน กาย เวทนา สัญญา
สงั ขาร วญิ ญาณ ท่มี อี ยภู ายในรา งกายนี้ กเ็ ปนขนั ธแตละอยา งๆ สว นเวทนาในจติ น้นั
ไมม ี นับแตจติ ไดห ลดุ พน กเิ ลสทัง้ มวลไปแลว เพราะฉะนัน้ คําวา “ไตรลกั ษณ” ใดก็
ตามซึง่ เปนตวั สมมตุ ิ จึงไมมีในจติ ดวงนั้น จติ ดวงนั้นไมมีการเสวยเวทนา นอกจาก
“ปรมํ สขุ ํ” อันเปน ธรรมชาติของตัวเอง และคาํ วา “ปรมํ สขุ ”ํ ไมใ ชส ขุ เวทนา

ทท่ี านวา “นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ’ํ พระนพิ พานเปนสุขอยา งยง่ิ คาํ วา “สุขอยางยงิ่ ”
นน้ั ไมใ ชส ขุ เวทนา เหมือนเวทนาของจติ ท่ยี งั มกี เิ ลส และเวทนาของกายซ่งึ เปนสุข
เปนทุกขแสดงอยเู สมอๆ “ปรมํ สขุ ํ” นน้ั ไมใ ชเ วทนาเหลา น้ี ทานนกั ปฏิบัตพิ ึงทราบ
อยา งถงึ ใจ และปฏิบตั ใิ หร ดู ว ยตวั เองน่นั แลจะหมดปญ หา สมดังธรรมทานวา “สนทฺ ฏิ 
ฐโิ ก” ซึ่งไมท รงผกู ขาดไวโ ดยเฉพาะพระองคผูเดียว

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๗๓

ธรรมะชุด๑เ๙ต๒รยี มพร้อม

๑๗๔

จิตที่ “บรสิ ุทธลิ์ ว นๆแลว” เราจะเรียกวา “จติ มีเวทนา” จึงเรียกไมได จติ นไี้ มมี
เวทนา คาํ วา “ปรมํ สขุ ”ํ น้ัน เปนสขุ ในหลักธรรมชาติแหงความบริสุทธิ์ จงึ หา อนิจฺจํ
ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า เขา ไปแทรกใน “ปรมํ สขุ ํ” นั้นไมไ ด

นพิ พานเท่ยี ง ปรมํ สขุ ํ เที่ยง อนั เดยี วกัน ทา นวา “นิพพานเทย่ี ง ปรมํ สขุ ํ ก็
เที่ยง ปรมํ สุญฺ ํ กเ็ ที่ยง เปน อนั เดยี วกนั ” แตสูญแบบพระนพิ พานทีน่ อกสมมุติ ไมได
สญู แบบโลกสมมตุ กิ นั

จะพดู อะไรแยกอะไรกไ็ ดถ า รูประจกั ษใ จแลว ถาไมเ ขาใจพูดวันยงั คํา่ กผ็ ิดวันยัง
คํา่ ไมม ีทางถูก เพราะจติ ไมถกู พูดออกมาดวยความเขา ใจวา ถกู ตามอรรถตามธรรม
เพียงใดกต็ าม แตจติ ผแู สดงตัวออกมาน้นั ไมถกู อยูแ ลว จะถกู ไดอ ยา งไร เหมือนอยาง
เราเรียกคําวา “นพิ ฺพานํ ปรมํ สขุ ํ นพิ พฺ านํ ปรมํ สุฺญํ” เรียกจนติดปากติดใจก็ตาม
จติ กค็ อื จิตท่มี ีกเิ ลสอยนู ั่นแล มันถกู ไปไมไ ด เมอ่ื จติ ไมพ าถกู เสียอยางเดยี วอะไรก็ถกู
ไปไมได!

พอจติ ถูกเสยี อยา งเดยี ว ไมพูดกถ็ ูก เพราะธรรมชาตินน้ั ถูกอยแู ลว พูดหรือไม
พดู กถ็ กู เมอื่ ถึงขน้ั ท่ถี กู แลวไมม ผี ดิ น่ีแหละความอศั จรรยท ่ีเกดิ ข้ึนจากการปฏิบัติ
ศาสนธรรม

พระพุทธเจาก็ทรงสอนถงึ ภูมนิ เี้ ทานนั้ ไมท รงสอนอะไรตอ ไปอกี หมดสมมุติ
หมดบัญญัติ หมดกเิ ลส หมดทกุ ข ดวยประการทงั้ ปวง! จึงไมทรงแสดงอะไรตอไป
อกี เพราะถงึ จดุ ท่มี ุงหมายอยา งเตม็ ทีแ่ ลว หรือเตม็ ภูมขิ องจติ ของธรรมแลว

ในเวลาจะปรินิพพานทรงแสดงพระโอวาท เรยี กวา “ปจฉมิ โอวาท”วา
ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย เราเตอื นทา นทง้ั หลาย สงั ขารมีความเกิดขึน้ และดับไป
ตลอดเวลา ทา นทั้งหลายจงพิจารณาสังขารทเ่ี จรญิ ขน้ึ แลว เสอ่ื มไป หรือเกิดแลวดับไป
ดว ยความไมประมาทเถิด!”
เทานั้น แลวปด พระโอษฐไมรับส่ังอะไรอกี ตอไปเลย
ในพระโอวาทท่เี ปน ขนาดนั้น “ปจ ฉมิ โอวาท” แลว เราจะถือหรือเขาใจคําวา
“สงั ขาร” นี้เปนสังขารประเภทใด โดยแยกออกเปน สังขารภายนอกหรอื สังขารภายในก็
ไดไ มผดิ
แตในขณะน้นั สวนมากแนใ จวา มีแตพ ระสงฆผเู ปน นักปฏบิ ัตทิ ีม่ ภี ูมิจติ ภมู ิธรรม
สงู ทง้ั น้ัน นับแตพระอรหันตลงมา ทเี่ ขาเฝาพระองคในขณะท่ปี ระทาน “ปจ ฉิมโอวาท”
ในปจฉมิ ยามนั้น

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๗๔

ภาค ๒ “๑เ๙รา๓ กบั จิต’’

๑๗๕

หลักใหญจ งึ คิดวา พระองคประทานเพื่อสังขารภายในทค่ี ดิ ปรงุ อยูภ ายในจิต รบ
กวนจิตอยตู ลอดเวลา ใหพจิ ารณาถึงความเกิดความดบั แหงสงั ขารอันนั้น ดว ยความไม
ประมาท คอื พิจารณาดวยสติปญญาอยตู ลอดเวลานัน่ เอง สงั ขารอนั นค้ี รอบโลกธาต!ุ

ถา เราจะแยกไปเปน “สังขารภายนอก” ก็ได เชน ตนไม ภเู ขา สตั ว บุคคล ก็ได
แตไ มเ หมาะกับภูมพิ ระสงฆท ีส่ นั นบิ าตอยใู นทน่ี ่นั และไมเ หมาะกบั กาลเวลาท่ีเปนเวลา
สุดทา ยของพระพทุ ธเจาที่จะปรนิ ิพพาน แลว ประทานพระโอวาทอันเปน ยอดคาํ สอนใน
วาระสดุ ทา ยใหแ กพ ระสงฆในขณะนนั้

การแสดงปจฉมิ โอวาทเก่ียวกบั เรือ่ งสังขารในขณะทีจ่ ะปรนิ ิพพานนน้ั จึง
ควรหมายถงึ สังขารทล่ี ะเอียดท่ีสุดทีม่ ีอยูภายในใจโดยเฉพาะ เมอ่ื ทราบ “สงั ขารภาย
ใน” นชี้ ัดเจนแลว ทาํ ไมจะไมท ราบรากฐานของสังขารน้ีวา มันเกิดขึ้นมาจากอะไร กต็ อ ง
หยั่งเขา ไปถงึ ‘บอ แหง วัฏจักร” คอื “จติ อวชิ ชา” อนั เปน ทางทจี่ ะหยัง่ เขา ในจุดสาํ คญั น้ัน
ผทู อี่ ยใู นภมู ินั้นจะตอ งทราบ ผูท กี่ ําลงั กา วเขาไปโดยลาํ ดับลาํ ดาที่ยงั ไมถ งึ ภูมินนั้ สนิท ก็
ทราบชัดเจน เพราะกําลงั พจิ ารณาอยูแลว ซงึ่ เปนพระโอวาทในทามกลางเหตกุ ารณอัน
สาํ คัญอยา งยงิ่ ดว ย

นค่ี ิดวา เหมาะกบั โอกาสและเวลาํ่ เวลาทพี่ ระองคป ระทานพระโอวาท เพราะเหตุ
ใด เพราะปกติของจิตทไี่ ดพิจารณา มีภมู ธิ รรมสูงขึน้ ไปโดยลําดบั แลว สงั ขารภายในคือ
ความคดิ ปรุงตางๆ จงึ เปนส่งิ สาํ คญั มากตอการพิจารณา เพราะอนั น้แี สดงอยทู งั้ วนั ทั้ง
คนื และเปน ไปอยทู ุกระยะภายในจติ จติ ที่มีภูมิควรพิจารณาธรรมข้ันภายในแลว กต็ อ ง
ถอื เอาสงั ขารนัน้ เปน เปาหมายแหงการพจิ ารณา ซ่ึงเปน เรือ่ งเก่ยี วเน่อื งกนั กับปจฉิม
โอวาทอยา งย่งิ ทีเดียว

การที่จะ ‘คว่าํ อวิชชา” ใหลม จมลงไปได กต็ อ งสบื ทอดไปจากการพจิ ารณา
“สงั ขารภายใน” เปน สาํ คญั พอกาํ หนดตามลงไป ๆ เขาไปถึงรากเหงาเคามูลของกิเลส
และทาํ ลายสงั หารกันลงได หลงั จากนน้ั สงั ขารนก้ี ไ็ มม คี วามหมายทจ่ี ะยงั กเิ ลสใหเ กดิ
อีก นอกจากนาํ มาใชใหเปนประโยชนในดา นอรรถธรรม ใชคิดปรุงแตงอรรถธรรมเพือ่
ประโยชนแกโลก การแสดงธรรมก็ตองใชสังขาร สังขารประเภทน้กี เ็ ลยกลายเปน เคร่อื ง
มือของธรรมไป

สงั ขารท่ีเปนเครอื่ งมือของ “อวิชชา” บงั คับใหใชนั้น เปน อนั วาเปลยี่ นตวั ผปู ก
ครองขันธไปแลว กลายมาเปน สงั ขารซ่งึ เปน เคร่ืองมอื ของธรรมไป คือเครอื่ งมือของใจ
ท่ีบรสิ ุทธิ์ ทานนําสังขารนีอ้ อกแสดงธรรมแกโลก ดว ยการปรุงอรรถปรุงธรรมตา งๆ
ธรรมที่กลาวมาทง้ั น้ไี มไดม ีอยใู นคร้งั พุทธกาล หรอื อดีตท่ผี านมาแลว ไมไ ดมีอยู

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๗๕

ธรรมะชุด๑เ๙ต๔รียมพรอ้ ม

๑๗๖

อนาคตทีย่ งั ไมมาถึงโดยถายเดียว พอทีจ่ ะใหผปู ฏิบัตดิ ีปฏบิ ัตชิ อบหมดหวัง แตม อี ยใู น
ระหวา งขนั ธกบั จติ ของเราเอง หรืออยูในธาตใุ นขนั ธใ นจติ ใจของเรานี้ ไมม ีอยทู ีอ่ นื่ ใด
นอกจากกายกบั จติ ของมนุษยหญิงชาย ทง้ั ฝายกเิ ลสท้ังฝา ยมรรค ท้ังความบริสทุ ธ์มิ ีอยู
ทใ่ี จนี้ ไมอยทู ก่ี าลโนน สมยั โนน กับคนโนน คนน้ี แตอยูกบั ผปู ฏบิ ตั ิ ผูมีสตปิ ญ ญา
พิจารณาอยูเวลานี้

เพราะเหตุไร เพราะวาเราตา งคนตา งมงุ ตอ อรรถตอ ธรรม มุง ตอความจริง เชน
เดียวกับธรรมของจริงทีท่ านแสดงไวแลวในสมัยน้นั ๆ และเขากบั หลกั วา “มชั ฌมิ า”
เปนศูนยกลางเสมอ ไมเ อยี งไปสมัยโนน ไมเอียงมาสมัยน้ี ไมเ อียงไปกาลโนน สถานท่ี
น้ี เปนธรรมคงเสนคงวา เพราะอยูในทามกลางแหง ธาตแุ หงขันธข องเราน้ี มัชฌมิ า
ทา มกลางหรือเหมาะกบั การแกกิเลสอยตู ลอดเวลา ขอจงปฏบิ ัตใิ หถูกตองตามธรรมนี้
เถิด จะเห็นผลแหง “มัชฌมิ า” อันเปน ธรรมเหมาะสมตลอดกาลสถานทแ่ี สดงออก ดัง
กลา วมาวา ‘นิพฺพานํ ปรมํ สขุ ํ” จะไมพ น ไปจากจติ ดวงรๆู นเี้ ลย จึงขอยตุ เิ พยี งเทาน้ี

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๗๖

ภาค ๒ “๑เ๙รา๕ กับ จิต’’



จิตตานปุ สั ๑ส๗๗นา
เทศนเมโปือ่ รวดันคทณุ ่ี ๙เพกามุ พภงาาพวนัรรธเธ ทพนศทุะนกธโ์ ปุลศรักณดรคเามวุณชอ่ืดั เว๒ปพันา๕า ทบพ๑่ี งา ๙๙านตกวมุารดภรธานพะนั กธลุ ์ ณ วัดปา่ บา้ นตาด
พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙

จิตตานปุ ส สนา

“จติ ” “ธรรม”
จิตทห่ี วิ ธรรมและอิม่ ธรรม ผดิ กับความหิวและอิม่ ในส่งิ ท้ังหลาย

คําวา “หวิ ธรรม” นี่เรามาแยกออกพดู จติ มคี วามรักใครชอบใจพอใจในธรรม
อา นธรรมฟง ธรรมปฏิบัติธรรมไมเบอ่ื หนายจืดจาง จิตมีความดดู ดมื่ อยูก บั ธรรมมากนอ ย
เพียงไร ยอ มมีความสุขมากนอ ยเพียงนั้น ไมเหมือนความดูดด่ืมกับสง่ิ อ่ืนๆ มี รปู เสยี ง
กลน่ิ รส เปนตน ซง่ึ มีเคลอื บแฝงกันไป และอยางหลงั นีม้ ที กุ ขสอดแทรกสบั ปนไปดว ย
เสมอ

ความ “อ่ิมธรรม” ตัง้ แตเรม่ิ แรกปฏิบัติบําเพ็ญ ทานเรียกวา “ปต”ิ คือความอิ่ม
ใจ ปตนิ ีจ้ ะมีไปเรื่อยๆ ตามขั้นแหง ธรรม ถา ทาํ จติ ใจใหล ะเอียด ปตกิ ็ละเอยี ด จิตใจหยาบ

คอื ยังหยาบอยู ปตแิ สดงขน้ึ กห็ ยาบ บางรายและบางคร้งั ทานก็เรยี ก “อุเพงคาปต ”ิ คอื
เกิดปต อิ ยา งผาดโผนกม็ ี อนั นี้กข็ ้ึนอยูกับนิสยั เปนรายๆ ไป ไมใชจ ะปรุงแตงใหเ ปนดงั นั้น
ได

การแนะนําสงั่ สอนบรรดาทานผมู าอบรมศึกษาไมวา พระไมว าฆราวาส มีความมุง
หวังอยางเตม็ ใจ อยากใหไดอ ยากใหเห็น อยากใหร ใู นธรรมทั้งหลาย เพราะความรคู วาม
เหน็ ความไดธรรม ผดิ กบั ความรูค วามเห็นความไดสง่ิ อนื่ ใดในโลก ฉะนน้ั เวลาครบู า
อาจารยทา นแสดงธรรม ยงิ่ แสดงธรรมข้นั สูงเทา ไร ลักษณะสุม เสียงและเนอ้ื ธรรมจะมี
ความเขมขนขนึ้ เปน ลําดบั ๆ จนถงึ กบั อาจคิดไดว าทา นอาจมีโทสะ หรอื มีอะไรในทํานอง
น้นั ขณะไดย นิ สุมเสยี งและเนือ้ ธรรมเขมขน มากๆ ความจริงแลว เพราะความอยากใหร ู
อยากใหเ ห็นเปนพลงั อันหนึง่ เหมือนกนั ท่ีใหแ สดงออกมาดวยความเขมขน นัน้ ทา นแสดง
ออกมาจากจติ ใจที่มีความมงุ มน่ั มีความหวงั ตอบรรดาทา นผูฟง ทั้งหลาย และถอดออกมา
จากความจรงิ ทไ่ี ดรไู ดเห็นอยแู ลวประจกั ษใจ ไมต อ งไปควา เอามาจากที่ใด ไมว า ฝายเหตุ
และฝายผล เปน สง่ิ ทส่ี มบรู ณอ ยูกับใจท่ีไดร ไู ดเ หน็ จากการบาํ เพญ็ มาแลวท้งั นนั้

การรกู ารเหน็ ซ่งึ เปน ผลของการปฏบิ ัตจิ ากหลักธรรมชาติ เปน ส่ิงทเี่ ปด เผยอยกู ับใจ
ตลอดเวลา ไมมีความปดบงั ลีล้ ับแมแตวินาทหี น่งึ เปนสง่ิ เปด เผยอยตู ามความจริงของตน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ภาค ๒ ๑“๑เ๗๙รา๗๗ กับ จติ ’’

๑๗๘

ทุกๆ สภาวธรรม ไมวาภายในรางกายและจิตใจ ตลอดจนกิจการภายนอก เปนส่งิ ที่มีอยู
ตามหลกั ธรรมชาตขิ องตน และรไู ดตามหลักธรรมชาติของจิตที่ไดร บั การอบรมมาจนพอ
ตวั แลว

แตความลุม หลง ทจี่ ะไปติดอยูในสิง่ ตางๆ ของผูไมไดร บั การฝก ฝนอบรมมากอ น
หรอื เคยอบรมแตยังไมสมบูรณ จึงมักหลงและติดไดไมเลอื กกาลสถานที่ ท่ีใจมีความคดิ
ความปรงุ ได สําคัญมน่ั หมายได รักได ชังได เกลยี ดได โกรธได ทุกกาลสถานที่และ
อิริยาบถตางๆ เพราะส่ิงท่ีจิตไปคดิ ไปเก่ียวขอ ง ก็เปนของทม่ี ีอยตู ามธรรมชาติของตน ส่ิงที่
คิดท่ปี รุงขน้ึ มาภายในจติ ใจ กป็ รุงออกจากสิง่ ที่มอี ยู ตา งอันตา งมีอยูดว ยกนั จงึ คดิ ไดตดิ ได
ดว ยกัน

ทานวา “ธรรม” น้ันเปด เผยอยตู ลอดเวลา นอกจากสติปญ ญาของเรายังไม
สามารถท่จี ะทราบความจรงิ น้ันได แมส ิ่งนั้นๆ จะเปด เผยความจริงนัน้ ออกมาตลอดเวลา
นาที สิ่งเหลา น้นั เราจะพงึ ทราบไดด ว ยอํานาจของสติปญญานีเ้ ทา นัน้ ฉะนนั้ ใจของปุถุชน
เราจึงมักเปนลักษณะลุมๆ ดอนๆ อยูเสมอ วันน้ีภาวนาเปน อยา งน้ี แตวันน้นั เปน อยางนัน้
ไมส มํ่าเสมอ บางวนั ไมรูเร่อื งอะไรเลย บางวันใจมีความสวางไสว บางวันมีความสงบเยน็ ใจ

เพราะจิตขน้ั นี้เปน ลุมๆ ดอนๆ ยังไมสมา่ํ เสมอ เรียกวา “ตั้งตวั ยงั ไมได” จึงตองมไี ดบ า ง
เสียบา งเปนธรรมดา

อยา งไรก็ตามเราไมตองเสียอกเสียใจกับการไดการเสียเหลา น้ี เพราะเปน การเร่มิ
แรก จิตของเรายงั ตั้งตัวไมไดแนน อน หรอื ยงั เกาะธรรมไมไ ดถ นัด ก็เปนอยางน้ีเหมือนกัน
แมครอู าจารยทส่ี งั่ สอนพวกเราทานก็เคยเปน อยา งนนั้ มาแลว ไมใ ชป บุ ปบ ก็จะตงั้ เนื้อตง้ั ตวั
ไดปจจบุ ันทันที แลวเปน ครูสอนโลกไดด เี ต็มภมู ิจติ ภมู ธิ รรมถายเดยี ว ตอ งผานความลม
ลุกคลกุ คลานมาดว ยกนั แทบท้งั นั้น

คิดดู พระพทุ ธเจาก็ทรงบําเพ็ญดว ยความลําบากอยา งยง่ิ อยถู งึ ๖ พรรษา ชนดิ เอา

จรงิ เอาจงั เอาเปน เอาตายเขา วา ทเี่ รียกวา “ตกนรกทั้งเปน ” ดวยความอตุ สาหพ ยายาม
ตะเกยี กตะกายทกุ ดา นทกุ ทาง ซ่งึ ลวนแตเปน ความทกุ ขเพราะความเพยี รท้งั นัน้ ตลอดเวลา
๖ ป จะไมเ รยี กวาลาํ บากลาํ บนไดอยางไร ขนาดสลบไสลไปก็มี พวกเราก็เปนลกู ศษิ ยทา น
มคี วามหนาบางตา งกันตามจรติ นสิ ัยหรอื อุปนสิ ยั ของแตละคน เชน เดยี วกบั นํา้ ในพนื้ ดนิ

ในพื้นดินน้ีน้าํ มีอยู ขดุ ลงไปกเ็ จอ เปน แตลกึ ตื้นตา งกนั บางแหงขดุ ลงไปไมก่ีเมตร
ก็เจอนา้ํ บางแหงขุดลงไปเสยี จนลึกแสนลึกถึงเจอนา้ํ ก็มี เร่ืองเจอน้ําน้นั ตองเจอเพราะแผน
ดนิ นเี้ ตม็ ไปดว ยนํ้าทาํ ไมจะไมเจอ ถาขดุ ไมหยุดกอ นท่ีจะถึงนํา้ !

ธรรมชุดเตรียมพรอม ๑๗๘
ธรรมะชุด๑เ๙ต๘รียมพร้อม

๑๗๙

ความเพียรเพือ่ เจออรรถเจอธรรมก็เชน เดียวกัน ตอ งเจอโดยไมตอ งสงสยั เพราะ

ธรรมมอี ยตู ลอดเวลา “อกาลโิ ก” เร่อื งความจริงมอี ยู เปน แตส ติปญญาของเราอาจรไู ด

เพียงเทานั้น ซงึ่ ตา งกันเกย่ี วกบั “อปุ นิสัย” การปฏิบตั จิ ึงมยี ากมีงา ย มชี า มเี รว็ ตางกัน ดัง
ท่ที านสอนไววา

“ทกุ ขาปฏิปทา ทนั ธาภญิ ญา” ทั้งปฏิบตั ิลําบาก ทงั้ รูไดช า นี่ประเภทหน่ึง

“ทกุ ขาปฏปิ ทา ขปิ ปาภญิ ญา” ปฏิบัตลิ าํ บาก แตรไู ดเรว็ นป่ี ระเภทหนง่ึ

“สขุ าปฏิปทา ขปิ ปาภิญญา” ท้งั ปฏบิ ตั ิสะดวก ทงั้ รูไดเ รว็ น่ปี ระเภทหนง่ึ

“สขุ าปฏิปทา ทนั ธาภญิ ญา” ปฏิบตั ิสะดวก แตร ูไดช า นป่ี ระเภทหนงึ่
นี่เปน พืน้ ฐานแหงอุปนสิ ยั ของสตั วโ ลกผจู ะควรบรรลุธรรมท้ังหลาย ซึ่งจะตอง
เปนไปตามธรรมสป่ี ระการนอี้ ยา งหลกี เลีย่ งไมได เปน แตเ พียงไมท ราบวารายใดจะเขา ใน
ลักษณะใดแหง การปฏิบตั แิ ละรูธ รรมตามปฏิปทาสีน่ ี้ เราเองกน็ าจะอยูใ นขายแหงปฏปิ ทา
ทั้ง ๔ น้ีอยางใดอยา งหนง่ึ
แตจะเปน ประการใดก็ตาม กเ็ ปน หนา ทขี่ องเราควรประพฤตปิ ฏิบัติ ตะเกยี กตะกาย

ไปตามความสามารถและวาสนาของตน เพราะไมใ ช “อภัพบคุ คล” ถา เราอยปู ระเภทที่วา

“ตาน้ําอยลู กึ ”ก็ตอ งขดุ ลงไปจนถึงน้าํ ถาอยใู นประเภท “ตาน้ําตืน้ ” เรากข็ ดุ ไดสะดวก
และเจอน้ําเร็ว นา น !

เร่อื งสจั ธรรมน้นั นะมอี ยตู ้นื ๆ รูไดเห็นไดด ว ยตาดว ยใจธรรมดาอยางชัดเจน แต
ความรคู วามเขา ใจ ความสามารถของสตปิ ญญา อาจมกี ําลงั ยังไมพอ ซ่งึ กวาจะพอใหข ุดคน
สจั ธรรม คอื ความจรงิ น้ีขน้ึ มาอยางเปดเผยและประจกั ษภ ายในเวลาอันสมควร จึงตอง
อาศัยความพยายาม แตสาํ คัญทคี่ วามพากเพียรพยายามเปนเครื่องหนุน

เราอยาทอถอย นีเ่ ปน ทางของนกั ปราชญ เปนทางแหง ความพนทุกขไ ปโดยลําดับ
ไมใชทางอบั เฉาเบาปญ ญาหรอื ตกนรก เปนทางท่จี ะพยุงเราใหม ีความเจรญิ รุงเรืองโดย
ลาํ ดบั การปฏบิ ตั เิ ราอยาไปคาดวันนน้ั เดือนนี้ ปน ้นั ซ่งึ จะทาํ ใหเรามีความทอถอยออ นแอ
ทอใจ แลว หมดกาํ ลงั ใจไปดวย

เมอ่ื หมดกําลังใจเสียอยา งเดียว ความพากเพยี รโดยวิธตี างๆ นนั้ จะลดลงไปโดย
ลาํ ดับ จนกระทง่ั ไมม ีความพากเพยี รเอาเลยซง่ึ ไมใ ชของดี พึงระมดั ระวงั เรอ่ื งความคิดทจ่ี ะ
เปน ภยั ตอ การดาํ เนินของตน!

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๗๙
ภาค ๒ “๑เ๙รา๙ กับ จิต’’

๑๘๐

เราต้งั หนาเขาสูแ นวรบดว ยกันอยแู ลว ตงั้ หนาจะถอดถอนสง่ิ ทีเ่ ปนขา ศกึ อยแู ลว
ดวยกนั ทาํ ไมเราจะเปนคนนอกบญั ชไี ปได บญั ชีมีอยกู บั การกระทําของเราอยูแลวเวลานี้
บัญชเี พอ่ื ความรูแจง เห็นจรงิ เพื่อความปลดเปลือ้ งทกุ ขไปโดยลาํ ดับๆ อยูก บั การกระทาํ
ของเราซ่งึ กระทําอยูท กุ วันทุกเวลา เราเองจะเปน ผูรับรอง หรือเปนผปู ระกนั ตัวของเรา โดย
อาศัยธรรมของพระพทุ ธเจา มาเปนเคร่อื งมอื พิสูจนหรอื ขุดคน

ทานไดมอบใหแ ลว เปน หนาท่ขี องเราจะเขา สแู นวรบ เม่ือไดอ าวุธแลวก็ไมใชห นา
ทขี่ องผอู ่นื ใด ท่จี ะทาํ หนาที่ในการรบดว ยเครอ่ื งมอื ท่ไี ดร ับมาแลว นัน้ ทกุ ขเพยี งไรกใ็ ห
ทราบ ทุกขเ พราะความเพยี รไมใ ชทุกขท ไี่ รป ระโยชน ไมใ ชท ุกขท ท่ี รมานอยางการเจบ็ ไขไ ด
ปว ย ซงึ่ ไมมปี ระโยชนอะไรสาํ หรบั ผทู ไี่ มพ จิ ารณาใหเปน อรรถเปนธรรม นเ่ี ราพจิ ารณาเปน
อรรถเปนธรรมอยแู ลว ทกุ ขจ ะเกดิ ข้นึ มากนอย ก็ใหทราบไปในตัววา นค้ี อื สจั ธรรม ซง่ึ เปน

“หินลับสติปญ ญา” ใหค มกลา ไปกบั ความเพียรของเรา
คนมคี วามเพยี ร คนมสี ติปญญา ยอ มจะทราบเร่อื งตางๆ ท่ปี รากฏขน้ึ กบั ตวั ไดเปน

อยางดีมีทกุ ขสัจ เปนตน เราอยา ไปทอถอยในเร่ืองความทกุ ข อยา ไปออนใจในเร่อื งความ
ทุกข การออนใจในเรือ่ งความทุกข คือการออนใจตอการประพฤตปิ ฏบิ ัติ คอื ความออ นใจ
ตอทางดําเนินเพอื่ ความพนทุกขของตน ซึ่งไมใ ชข องดีเลย

ทกุ ขม ากทุกขน อยในขณะปฏิบัติ เปนหนาที่ของสติ ปญญา ศรทั ธา ความเพียร
หรือกาํ ลงั วังชาของเราจะขุดคน เพ่อื เหน็ ความจริงของทกุ ขท กุ ดาน จะเกิดในดานใดสว นใด

ของอวยั วะ หรอื จะเกิดขน้ึ ภายในจติ กเ็ รยี กวา “ทุกข” เชน เดียวกัน สง่ิ เหลา นจี้ ะเห็นจริง
เหน็ แจง กนั ดวยสตปิ ญญา ศรทั ธา ความเพยี รของเราเทา น้นั ไมมอี ยางอน่ื ทีจ่ ะขดุ คน ความ

จริงทมี่ ีอยนู ้ีใหเห็นไดอ ยา งประจกั ษใจจนกระท่งั ปลอยวางกันได เรียกวา “หมดคดีเก่ยี ว

ของกัน” ทจี่ ะพาเราใหห มุนเวียนเกิดตาย ซ่งึ เปน เหมือนหลมุ ถานเพลิงเผามวลสัตว
ครบู าอาจารยทพ่ี าดําเนนิ และท่ดี าํ เนนิ มาแลว มาสอนพวกเรา องคไ หนทป่ี รากฏช่ือ

ลือนามวา เปน ท่ีเคารพนบั ถือของประชาชนพระเณรมากๆ รูสึกวา ทานจะเปน “พระทเ่ี ดน

ตาย” มาแลว ดว ยกัน ไมใชค อยๆ ทาํ ความเพยี รธรรมดา แลว รูข นึ้ มาเปนครูเปนอาจารย

ของบรรดาลูกศิษยท้งั หลาย ควรเรียกไดว า “เปนอาจารยเดนตายมาแลว” ดว ยกนั แทบทัง้
นัน้

องคท า นเองมีแตบาตร บาตรก็มแี ตบาตรเปลา ๆ ผา สามผนื เปนไตรจวี ร คอื
สบง จวี ร สงั ฆาฏิ และผาอาบนํ้าเทานัน้ ความทไี่ มม ีอะไรเปน ของของตวั ตอ งอาศัยคนอน่ื

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๘๐
ธรรมะชุด๒เ๐ต๐รยี มพรอ้ ม

๑๘๑

ทกุ ชน้ิ ทกุ อันเชนนี้ จะหาความสะดวกความสบายมาจากไหน เพราะเร่อื งของพระจะตอ ง
เปน ผสู มาํ่ เสมอ เปนผูอ ดผทู น จะหวิ กระหาย จะลําบากลาํ บนแคไหน ตองอดตองทนเต็ม
ความสามารถ ดวยความพากเพียรแหง สมณะ หรือแหง “ศากยบตุ ร”หรอื “ลกู
ตถาคต” เพื่ออรรถเพื่อธรรมทต่ี นมงุ หวงั เปนสาํ คัญกวา สิง่ อื่นใด

เวลาทาํ ความเพียรก็ไปทกุ ขอ ยกู ับความเพียร การแกกิเลส สกู นั กบั กิเลสประเภท
ตา งๆ เพราะกิเลสบางประเภทนั้นผาดโผนมาก เน่อื งจากเคยอยบู นหัวใจของเรามานาน
การที่จะกดเขาลงอยูใตอ าํ นาจนน้ั ยอ มเปนของลาํ บากไมใ ชน อ ย แมเ ราเองกย็ งั ไมอ ยากจะ

ปลดเปล้ืองเขาอีกดว ย ความรูสึกบางเวลาแทรกขึน้ มาวา “เขาดอี ยแู ลว ” บา งวา “เขากค็ ือ

เรานน่ั เอง” บา ง “ความขเ้ี กียจ” กค็ ือเราน่นั เองบาง “เหน็ จะไปไมไหว” ก็คอื เราน้นั เอง

บา ง “พักผอ นนอนหลบั ใหสบาย” กค็ อื เรานน่ั เองบาง “ทอดธุระเสยี บา ง” “วาสนานอ ย

คอ ยเปน คอยไปเถอะ” ก็คอื เราบา ง หลายๆ อยางบวกกันเขา แทนทจี่ ะเปนความเพยี ร

เพอื่ แกกิเลส เลยกลายเปนเรื่อง “พอกพนู กิเลส” โดยเจา ตัวไมรูตวั เพราะฉะนน้ั ในการ
ประกอบความเพียรในทาตางๆ เชน ในทา ยนื ทา เดิน ทา นงั่ หรือทา นอน จึงเปน ความ
ลําบากไปตามกัน

คําวา “ทานอน”ไมใชน อนหลับ ทา นอนคือทา ทําความเพยี รของผูปฏบิ ตั ธิ รรม เชน
เดียวกบั ทายืน ทาเดิน ทา นง่ั นั่นเอง บางจริตนิสยั ชอบนอนกม็ ี แตไมห ลบั นอนพิจารณา

อยอู ยางน้นั เชน เดียวกบั นัง่ พิจารณา ทานจงึ เรียกวา “จรติ นสิ ัยตางกัน” ชอบภาวนาดี
เวลานอน เวลานง่ั เวลายนื เวลาเดนิ ตางกนั อยางนีต้ ามจริตนสิ ัย และความพากเพยี รทกุ
ประเภทเปนเรอ่ื งที่จะถอดถอนกิเลส ขุดคน กิเลสออกจากใจของตน จะเปน เรอ่ื งงายๆ
เบาๆ สบายๆ ไดอ ยา งไร ตอ งลําบาก เพราะความรักก็เหนยี ว ความเกลียดกเ็ หนียว ความ

โกรธก็เหนยี ว ขนึ้ ชือ่ วา “กิเลส” แลว เหนยี วแนน และฝงหย่งั ลึกลงถึงข้ัวหัวใจนั่นแล
เราจะถอดถอนไดง ายๆ เมื่อไร และเคยฝง มาก่กี ัปกกี่ ัลป ฝงอยทู หี่ ัวใจของสตั วโลก

นะ การถอดถอนสิ่งทีฝ่ งจมลึกอยางนีต้ อ งเปน ของยาก เปน ภาระอนั หนักไมใ ชนอ ย เม่ือ
เปน ภาระอันหนัก ความทกุ ขเ พราะความเพยี รกต็ องมาก ไมวา จะเปน กเิ ลสประเภทใดก็
ตาม มันออกมาจากรากเหงา เคามลู ของมันคือหวั ใจ ฝงอยา งลึกดวยกันท้งั นั้น เพราะฝง จม
กันมานาน เราตอ งใชค วามพยายามเตม็ ทเี่ พื่อถอดถอนตัวอุบาทวเหลาน้อี อกใหได จะได
เปนบุคคลสน้ิ เคราะหสิ้นกรรมเสยี ที ไมเ ปน คนอบุ าทวโ ดนแตท ุกขถ า ยเดยี วตลอดไป

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๘๑
ภาค ๒ “๒เร๐า๑ กับ จติ ’’

๑๘๒

แตการกลาวดังน้อี ยาคาดคะเนหรอื สาํ คัญเอาวา “เราน้ยี ง่ิ ลกึ กวาเพ่อื น” น่ีกจ็ ะยิง่
เปนการจมลงไปอีกดวยอุบายของกิเลสหลอกเรา

นเ่ี ราพดู ถึงความเพียร หรอื ความทุกขค วามลําบากของครูของอาจารย ที่ทานมา
แนะนําส่งั สอนใหเ รา ทานตอ งใชความอตุ สา หพ ยายาม จนกระทงั่ ไดเหตไุ ดผลจากการ

ประพฤติปฏบิ ัติ เรยี กวา “มีตน ทุนขนึ้ มาภายในจติ ใจ” ใจกต็ ้งั หลักได สติปญ ญาก็พอคดิ
อา นไตรตรองได

ตอนนน้ั แหละเปน ตอนท่เี พลิน เพลินตอการถอดถอนกเิ ลสทุกประเภท ไมม กี ารทอ
ถอยออนใจ มงุ หนามงุ ตาที่จะถอดถอนใหหมด จนไมม ีอะไรเหลืออยูภายในจิตใจเลย ทนี ี้
ความเพียรกเ็ กง ไมวา ทาไหนเกงทงั้ น้นั อตุ สา หพ ยายามพากเพยี ร ความคดิ ใครค รวญ

ตางๆ ละเอียดลออไปตามๆ กัน หรอื “สขุ มุ ไปตามๆ กัน” เพราะธรรมรวมตวั เขาแลวมี

กาํ ลงั ดวยกัน ศรัทธาก็รวม วริ ิยะกร็ วม รวมไปในจดุ เดยี วกนั “พละ ๕” รวมอยูในน้ัน

“อิทธิบาท ๔” รวมลงไปภายในจิตทีเ่ คยเตม็ ไปดวยกเิ ลสท้ังหลาย

แมจ ะยากก็เถดิ ! อารมณค ําวา “ยาก” ก็คอยหมดไปเม่อื ปรากฏผลขึน้ ภายในท่ี

เรียกวา “ตน ทนุ ” นน้ั แลว ยากก็เหมือนไมย าก แตก อ นเรายังไมม ตี น ทุน คา ดวยกาํ ปนมนั
ก็ลําบากอยูบา ง พอมเี ครอ่ื งมือมีตน ทนุ บางแลว ถึงจะลําบากกเ็ หมอื นไมล ําบาก เพราะ
ความพอใจ สติปญญามีพอตอสู ความพากเพยี รไมถอยหลงั ไมล ดละ จิตใจก็มีความเจรญิ
รุง เรืองขน้ึ โดยลําดบั ๆ เปน ความสงาผาเผยขึน้ ทีด่ วงใจดวงที่เคยอับเฉามาเปน เวลานานน้นั
แล นีค่ อื ผลท่ีเกิดข้ึนกบั การปฏบิ ัติดวยความทกุ ขย ากลําบาก ดว ยความเพียรทา ตางๆ จติ
โลงดวยความสงบเยน็ พูดถงึ ความสงบกส็ งบ คือสงบจติ ไมใชส งบแบบคนสนิ้ ทา สงบ
อยางเยอื กเย็น เวลาถงึ กาลปญ ญาจะออกพจิ ารณาคน ควา กเ็ ต็มเมด็ เตม็ หนว ย สูไมถอย
กลางคนื กลางวนั เต็มไปดว ยความพากเพยี ร ความลําบากลาํ บนดวยปจ จัยส่ไี มส นใจ ขอให
ไดป ระกอบความพากเพียรเต็มสติกําลังความสามารถ เปนทพ่ี อใจของนักปฏิบัตเิ พื่อหวังรู
ธรรม ผูหวังรูแจงเหน็ จริงในธรรมโดยถายเดียวเทานัน้

ผลสุดทา ยจติ ทเ่ี คยมดื ดําก็เปด เผยตวั ออกมา ใหเหน็ เปน ความสวางกระจางแจง
เปน ความอศั จรรย ! อุบายสตปิ ญญาทเ่ี คยมดื มิดปดตาคดิ อะไรไมออก ก็กลายเปนสติ
ปญ ญาท่ีหมนุ ตวั ออกมาดว ยลวดลายแหงความเฉลียวฉลาด ทนั กบั เหตุการณของกเิ ลสท่ี
แสดงตวั ออกมาทุกแงทุกมมุ

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๘๒
ธรรมะชดุ ๒เ๐ต๒รียมพร้อม

๑๘๓

เมอ่ื สตปิ ญญาเขาขน้ั น้ีแลว กิเลสที่เคยส่ังสมตัว ส่งั สมกาํ ลงั มาน้ัน กล็ ดนอยลงไป
โดยลําดบั ๆ จนสามารถพดู ไดวา กเิ ลสไมมที างสง่ั สมตวั ได แมแตก ิเลสที่มีอยูก ถ็ กู ทําลายไป
โดยลําดับดวยสตปิ ญญาขุดคน ไมมีวันมีคืน มปี ม ีเดอื น มอี ิรยิ าบถใดๆ เปนอปุ สรรคกีด
ขวางความเพยี ร มีแตธ าตแุ หง ความเพียรไปท้งั วันท้ังคนื นห่ี มายถงึ สติปญญาหมนุ ตวั อยู
ตลอดเวลาไมวาอริ ยิ าบถใดๆ

ยง่ิ เหน็ ชัดเจน จิตยง่ิ เดน เหนอื กเิ ลสข้ึนมาเปนลาํ ดับๆ เพราะฉะนนั้ คาํ วา “ไมยอม

แพกเิ ลสนี้” ทําไมจะพูดไมได ! เมอ่ื เหน็ ประจกั ษใจในกาํ ลงั ของตัววา เปน ผสู ามารถแค
ไหนอยแู ลว

สตปิ ญญาท่ีออกตระเวนคน ควา หากิเลสน้ันหมุนรอบตัวอยตู ลอดเวลา กเิ ลสตวั ไหน
จะสามารถออกมาเพนพา นกลา หาญตอ สตปิ ญญาประเภทนี้กอ็ อกมา ตองโดนดีกับสติ
ปญ ญาชนดิ สะบั้นหน่ั แหลกแตกกระจายไมสงสยั นอกจากจะหลบซอ นตัว แมห ลบซอนก็
ตองตามขุดคนกันไมห ยุดหยอ นอยนู ่ันแล เพราะถึงคราวธรรมะไดทแี ลว น่แี หละทท่ี านวา

“สติปญญาอตั โนมตั ิ” หรอื “มหาสติ มหาปญญา” ตองทาํ งานขดุ คนไมห ยุดไมถอย
อยางนแ้ี ล

เวลาไปเจอกบั กิเลสชนดิ ใดเขา แลว นน่ั ถือวาเจอขาศกึ เขาแลว และพลั วนั หรอื
ตะลุมบอนกนั เลยจนเห็นเหตุเหน็ ผล จนกระทง่ั ถึงความปลอยวาง หรอื ละกเิ ลสประเภทนน้ั
ได เมื่อหมดประเภทน้แี ลวกเ็ หมือนไมม อี ะไรปรากฏ แตสติปญญาขน้ั นีจ้ ะไมมหี ยุดไมมี
ถอย จะคยุ เขยี่ ขุดคน อยอู ยางน้ัน มันอยูทีต่ รงไหนขดุ คนหาสาเหตุ เสาะทานั้นแสวงทา นี้
ขดุ คนไปมาจนเจอ พอปรากฏตัวกิเลสขึน้ มาปบ จับเงื่อนนน้ั ปบุ ตามเขาไปคนควาเขา ไป
ทนั ทจี นไดเ หตุไดผลแลวปลอยวาง

นีก่ ารแกก ิเลสขัน้ นี้ ตองแกไปเปนลําดบั ๆ เชน น้กี อน จนกระทง่ั กเิ ลสมันรวมตวั ที่

เคยพดู เสมอวา “อวิชชา” นัน่ นะ รวมตวั ธรรมชาตนิ ั้นตองผา นการขุดคน ภายในจติ
ขดุ คน เฉพาะจติ เม่อื ไดท ี่แลว เวลาถอนก็ถอนพรวดเดียวไมมเี หลอื เลย สวนกิ่งกา นของ
มันนนั้ ตองไดตดั กานน้นั ก่ิงนเี้ รือ่ ยไป สาขาไหนที่ออกมากนอ ย เลก็ โตขนาดไหน ตัดดว ย

ปญญา ๆ ขาดลงไป ๆ ผลสุดทายก็ยังเหลือ “หวั ตอ” ถอดหวั ตอถอนหัวตอนีย้ ากแสน
ยาก แตถอนเพียงครงั้ เดยี วเทานน้ั คือพรวดเดียวหมด ! กไ็ มมีอะไรเหลอื แลว ! สิ้นวัฏ
จกั รส้นิ ที่จิต พน ทีจ่ ติ บรสิ ทุ ธิท์ จี่ ติ หมดปญหาเกิดตายทงั้ มวลที่จิตน่แี ล

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๘๓
ภาค ๒ “๒เร๐า๓ กบั จติ ’’

๑๘๔

น่แี หละความทุกขความลําบากในการประกอบความเพียรมามากนอ ย เราจะไมเ ห็น
คณุ คา อยา งไรเลา เม่อื กองทกุ ขท ้งั มวลมากนอยซึง่ ทับอยบู นหัวใจ ไดท ลายลงไปหมดดว ย
อาํ นาจแหง ความเพียรทว่ี า ทุกขๆ ยากๆ ลาํ บากของเรานั้นคมุ คา ! ตายกต็ ายไปเถอะตาย
ดว ยความทกุ ขเ พราะความเพียร ไมเ สียดายชีวติ เพราะไดเห็นคุณคา หรอื ไดเห็นผลของ
ความเพียรเปนอยา งไรบา งประจักษกบั จิตของตนเองแลว

ฉะนัน้ การบําเพ็ญเพยี ร ตองเปน ผูไมทอถอย มีอะไรพิจารณากันภายในจิตใจ มดื
เรากท็ ราบวา มดื จติ ไมเ คยมืด ความรจู รงิ ๆ ไมป ดตัวเอง ทกุ ขข นาดไหนก็ทราบวาทกุ ข
สขุ ขนาดไหนก็ทราบ มืดกท็ ราบวามืด สวา งกท็ ราบวา สวา ง หนกั เบาแคไ หน ผรู บั รู รบั รูอ ยู
ตลอดเวลา ไมย อมอาภพั กบั ส่ิงใดทัง้ หมด ไมปด กั้นตวั เองเลย ผูน ี้คือผูรับรอู ยตู ลอดเวลา
แมจ ะถกู กิเลสรุมลอมอยูขนาดไหน ความรอู ันนีจ้ ะรเู ดน อยเู สมอ รตู ัวเองอยเู สมอ สมกับ

ชือ่ วา “ผรู ูคือจติ ”
นแ่ี หละจะเอาผนู แ้ี หละใหพ นจากสง่ิ เก่ียวของหรอื ส่งิ พัวพนั ทง้ั หลาย มาเปน อิสระ

ภายในตนเอง เหลอื แตค วามรูล ว นๆ น้ี จึงตอ งไดพิจารณาแกไ ขกนั เตม็ กาํ ลงั ยากงาย
ลาํ บากเพียงไรกต็ องทํา เพราะส่งิ เหลานนั้ เปนภยั ตอ เรา ไมมชี ิน้ สว นทีป่ ราชญทั้งหลายนา
จะยกยองกันบา งเลย! เรารูเห็นมนั วา เปนตวั ทกุ ขป ระจกั ษใ จ ถาไมถอดถอนพิษภัยออก
จากจิตใจแลว เราก็ไมมีทางกา วเดินออกจากทกุ ขไ ดเลย เชนเดยี วกบั การถอนหัวหนาม
ออกจากเทา เรานัน่ แล

การถอดถอนหัวหนามออกจากเทา ถาเราถอื วาเจบ็ ปวดมากไมกลาถอน นน่ั แหละ
คือเทาจะเสียหมด เพราะหนามฝง จมอยูทีน่ นั่ เปนตนเหตุสําคัญทจ่ี ะทาํ ใหเ ทา เรากําเรบิ
มากถงึ กบั เสียไปหมด เพราะฉะน้นั โดยทางเหตผุ ลแลว จะทกุ ขล ําบากขนาดไหน ตองถอน
หัวหนามออกจากเทาจนได ไมถอนหนามน้นั ออกเสียเปน ไปไมไ ด เทา จะกําเรบิ ใหญ และ
จะทาํ ใหอวัยวะสวนอน่ื เสียไปดว ยมากมาย ฉะนั้นแมจ ะทกุ ขข นาดไหน ก็ตองถอนออกให
ไดโดยถายเดยี ว

การบําเพ็ญเพยี รเพื่อถอดถอนหนาม คือกเิ ลสเปน เครือ่ งเสียดแทงจิตใจอยูตลอด
เวลา ถาไมถ อนมนั เสยี จะเปน อยา งไร? การถอนหัวหนามคอื กเิ ลสดว ยความเพียร จะทุกข
ยากลําบากขนาดไหนก็ตองทาํ โดยเหตุผล ตายก็ตอ งยอม เพอื่ ใหห นามนี้ออกจากจิตใจ จะ
ไมตอ งเสียดแทงกนั ไปนานตลอดกัปนับไมจบส้นิ ได!

พดู ถึงกิเลส มีอยูทุกแหง หนในบรรดาสตั วบ ุคคล มอี ยรู อบตัวของเรามากมายไมม ี
เวลาบกพรองเบาบางลงบางเลย แตหาไดท ราบไมว านนั่ คือกิเลสทั้งมวล เวลาพจิ ารณาแลว

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๘๔
ธรรมะชดุ๒เ๐ต๔รยี มพรอ้ ม

๑๘๕

ถงึ ไดรวู า มนั มีอยรู อบตัวเรา และกวาดเขา มาหาตัวเราทกุ วนั เวลา ไมม คี าํ วา “หนัก” วา

“พอแลว ” เลย มนั ตดิ รูป ตดิ เสียง ติดกลิ่น ตดิ รส ติดสมบตั พิ ัสถานตา งๆ มากตอ มากจน
กลายเปน กิเลสไปหมด เพราะจติ พาใหเ ปน สิง่ เหลา นน้ั เขาไมเ ปนกิเลส แตจติ ไปตดิ กบั
สง่ิ ใด เรากถ็ อื วา ส่งิ น้นั เปนกิเลส จาํ ตอ งพจิ ารณาใหเหน็ ชัดเจนตามสงิ่ นั้น เพือ่ จิตจะได
หายสงสัยและถอนตวั เขา มาสวนแคบ และพจิ ารณางายเขา จนสดุ ทายกม็ าอยูท ใ่ี นธาตุขนั ธ
ของเราน่ีแหละ!

กเิ ลสคือความรกั ความสงวนตวั นส่ี าํ คัญมาก ไมม ีอนั ใดจะเหนือความรักตัวสงวน
ตัวไปได เม่อื กเิ ลสประเภทน้ไี มมที ่ีเกาะแลว จงึ ตอ งยอ นกลับเขา มารวมตวั อยใู นใจดวง
เดยี ว มนั ตอ งไดใชสตปิ ญญาขับไลกันท่ีตรงน้ี ไลตรงนีไ้ ลยากหนอ ย ยากกไ็ ล เพราะแมต ัว
จัญไรเขา มารวมท่นี ่ี ก็มาเปนกิเลสอยูท่นี เี่ หมือนกนั กบั เวลาซานอยขู างนอก เปน เสี้ยนเปน
หนามทมิ่ แทงเหมอื นกนั เปนพษิ เปนภยั เหมือนกนั ตอ งไลใ หออกดวยการพจิ ารณาเรื่อง
ธาตขุ ันธ แยกแยะออกดใู หเหน็ ตามความเปนจริงทุกแงทุกมมุ พจิ ารณาแลว พิจารณาอีก

จนเปนพ้นื เพของจติ ไดอยางม่นั คงและชัดเจนวา “สกั แตว าธาตุ สักแตว า ขันธ เทานั้น”!

เม่ือพิจารณาเต็มเม็ดเต็มหนวยแลวมนั เปนเชนน้นั “มนั สักแตวา.ๆ” เม่อื

พจิ ารณาถึงข้นั “สกั แตว า แลว ” จะไปยึดม่ันถอื ม่ันไดอ ยางไร! เพราะปญญาหวานลอมไป
หมด ปญ ญาชําระไปหมด ชะลางไปหมด มลทนิ คือกิเลสทไ่ี ปติดพนั อยูกบั ใจ ความสาํ คญั
ม่นั หมายตา งๆ ทเ่ี กีย่ วของติดพนั อยูทตี่ รงไหน สติปญญาชะลางไปหมด ปลดเปล้ืองไป

โดยลาํ ดบั ๆ สดุ ทา ยก็รขู ึ้นมาอยา งชดั เจน “สวากขาตธรรมทัง้ ปวง ก็เปนธรรมที่ซงึ้ ใจ

สดุ สวน ใจไมยดึ มน่ั ถือมัน่ ในธรรมและส่งิ ใด”

รปู ก็สักแตวา รูป ไมวาอาการใดท่ีเปนอยใู นรางกายเราที่ใหนามวา “รปู ” ก็สัก
แตวาเทานน้ั ไมย ิง่ กวานั้นไป จะย่งิ ไปไดอ ยา งไรเมอื่ จติ ไมส งเสริมใหมนั ย่งิ ความจรงิ จิต
เปน ผูสงเสรมิ จิตเปน ผกู ดถว งตัวเองตา งหาก เม่ือสตปิ ญญาพิจารณารตู ามหลกั ความ

จริงแลว ทุกส่งิ ทกุ อยางกจ็ ริงของมนั เอง “สกั แตวา ” นัน่ ! เมื่อ “สักแตวา ” แลว จติ ไม
เห็นสง่ิ น้นั สงิ่ นม้ี ีคณุ คา มรี าคายง่ิ กวาตนพอจะไปหลงยึดถือ จิตกห็ ายกงั วล รูปก็สัก
แตว า ถึงยังเปน อยกู ส็ กั แตวา ตายไปแลว ก็สักแตวา ความเปล่ียนแปรสภาพของมันเทา นนั้

เวทนาเกิดข้ึนมาก็สักแตว า เมอื่ สลายลงไปกส็ กั แตวา ตามสภาพของมนั และตาม
สภาพของทุกอาการ ๆ ปญ หาท้ังปวงในขันธในจติ กห็ มดไปโดยลําดบั

ธรรมชุดเตรียมพรอม ๑๘๕
ภาค ๒ “๒เ๐รา๕ กับ จติ ’’

๑๘๖

สุดทา ยจิตที่มีความรกั ความสงวนดว ยอํานาจแหงกิเลสประเภทหนง่ึ ซ่งึ เปนสิ่ง

สําคัญทเ่ี กาะอยใู นนนั้ กพ็ จิ ารณาลงไป ซง่ึ เรียกวา “จติ ตานุปส สนา” คอื ความเหน็

แจง ในจิตและอาการของจิตทกุ อาการวา “สกั แตว าจิต” คอื เปน สภาพหนึง่ ๆ เชนเดยี ว
กับสภาวธรรมทัง้ หลาย ไมถอื จติ เปนตน ไมสําคัญจิตวาเปนตน ถาถอื จิตวา เปน ตนเปน
ของตนจะพิจารณาไมไ ด เพราะความรกั ความสงวนความหึงหวง กลวั วา จติ จะเปน อะไร

ตออะไรไปเสยี แลวกลายเปน กําแพงกัน้ ไว จึงตอ งพิจารณาตามทที่ า นวา “จติ ตานุปส ส

นา” พจิ ารณาลงไปใหเ หน็ “สกั แตวา จิต” คิดกส็ ักแตวา คิด ปรงุ ขน้ึ มาดีชว่ั ก็สกั แตว า

ปรุง แลวกด็ ับไป ๆ สกั แตว า ๆ จนถงึ รากฐานของ “จติ อวชิ ชา”

รากฐานของ “จิตอวชิ ชา” คอื อะไร? คือกิเลสชนดิ ละเอยี ดสดุ อยภู ายในจิต
ไมพิจารณาจติ นนั้ ไมไ ด จติ จะสงวนจติ ไว แลว พจิ ารณากเิ ลสประเภทน้ีตา งหากนนั้
ยอ มหาทางไมได! เพราะกิเลสประเภทสงวนตวั มันหลบอยูในอุโมงค คอื จติ นแ้ี หละ!
จะเสียดายอุโมงคอ ยูไมได ถาโจรเขา ไปอาศัยอยใู นอุโมงคน ้เี ราจะเสยี ดายอุโมงคไมไ ด
ตอ งระเบดิ หมดท้งั อโุ มงคนน่ั นะ ใหมนั แตกทลายกลายเปน ช้ินสว นไปหมด นี่กเ็ หมอื น

กัน ระเบดิ ดว ยสติปญญาใหห มดเลยทีต่ รง “อุโมงค คือจิตอวชิ ชา” นี้ใหส ิน้ ซากไป
เอา ถา จติ เปนจติ จรงิ ทนตอการพิสูจน ทนตอความจรงิ จริงๆ จติ จะไมฉ บิ หาย

จะฉิบหายไปแตส่ิงทเี่ ปนสมมตุ ิเทาน้นั ! ธรรมชาติตัวจรงิ ของจติ แทๆ จะไมฉ บิ หาย

และอะไรจะเปน “วมิ ตุ ติ”? ถา จติ สามารถเปน วมิ ุตตไิ ด ทนตอการพิสจู น ทนตอ การ
พิจารณาทกุ อยางได กใ็ หจติ รตู วั เอง จิตนน้ั จะยงั คงเหลอื อยู

อันใดทีไ่ มท นตอการพจิ ารณา อันใดที่เปน สิ่งจอมปลอม ก็จะสลายตัวของมันไป จง
พจิ ารณาลงท่ีจติ ดีชวั่ เกิดข้นึ กแ็ ตเพยี งแยบ็ ๆๆ อยูภ ายในจิต ดับไปก็ดับทจ่ี ติ คน ลงไป
พิจารณาลงไป เอาจิตเปน สนามรบ

เราเอาเสยี ง เอากลน่ิ เอารส เปน สนามรบ พิจารณาดวยปญ ญา ผานเขา มาถึงข้ัน
เอารปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ เปน สนามรบ พจิ ารณาจนรูแจงเห็นจริงแลว ปลอ ย
วาง ๆ ปลอ ยวางไปตามเปนจรงิ

อาว!ที่นีก่ ิเลสมันไมมีท่ีซอนกว็ ่งิ เขา ไปอยูในจติ ตองเอาจิตเปนสนามรบอีก ฟาด
ฟนกันดวยปญ ญาสะบั้นหัน่ แหลกลงไปเปน ลาํ ดับๆ โดยไมมขี อแมข อ ยกเวน วาจะควร
สงวนอะไรไวเลย อันใดทีป่ รากฏจะพิจารณาฟาดฟน ใหอ นั นนั้ แหลกไปหมด ใหรเู ขาใจไป
หมด น่ัน!

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๘๖
ธรรมะชดุ ๒เ๐ต๖รยี มพรอ้ ม

๑๘๗

สดุ ทายกิเลสกท็ นตัวอยไู มได กระจายออกไป น่ัน ! ของจอมปลอมตอ งสลายตัวไป
ของจริงอันด้ังเดมิ แทไ ดแกจิต ก็เปน ธรรมชาติทบ่ี รสิ ทุ ธ์ขิ นึ้ มาแทนทที่ ก่ี ิเลสหายไป หา
ความสลายหาความฉิบหายไปไมม ีเลย นี้แลคอื ความประเสริฐแท เราชนะเพ่อื อันน้ี
ธรรมชาตแิ ทไมตายไมฉ ิบหาย ถงึ จะถกู พจิ ารณาขนาดไหนกต็ าม แตส ตปิ ญ ญาจะฟาด
ฟน จิตใหแหลกละเอยี ดจนฉิบหายไปหมดน้ันเปน ไปไมไ ด นนั่

สุดทายจติ ก็บรสิ ทุ ธิไ์ ดดว ยปญญา พอจิตบริสทุ ธเ์ิ ต็มท่แี ลว ปญ ญาก็หมดหนา ท่ีไป
เอง หรอื หมดภาระหนา ท่ขี องตนไปเองตามหลกั ธรรมชาตขิ องสติปญญา พอจิตบรสิ ทุ ธิ์
เต็มท่ีแลว ปญ ญาก็หมดหนา ท่ไี ปเอง หนาที่ของตนไปเอง ตามหลักธรรมชาตขิ องสติปญญา
ทีเ่ ปนสมมุตฝิ า ยแกก ิเลสทั้งมวล นอกจากเราจะนาํ ไปใชบางกาลบางเวลาในแงธรรมตา งๆ
หรือธรุ ะหนาทต่ี า งๆ เทา น้นั

ท่ีจะนาํ มาแก มาทาํ ลายกิเลส ถอดถอนกิเลสดว ยปญ ญาดังทีไ่ ดทาํ มาแลว น้ัน ไมมี
กิเลสจะใหแ กใ หถ อน สติปญ ญาจะถอนอะไร ตางอนั ตา งหมดหนาที่ของตวั ไปเองโดย
อตั โนมตั หิ รอื ธรรมชาติ

สิ่งทีย่ งั เหลอื อยู เหนอื สจั ธรรมท้งั สี่ คือ ทุกข สมทุ ยั นโิ รธ มรรค ก็ไดแกค วาม
บรสิ ุทธิ์ คือผรู ลู วนๆ ผูนีแ้ ลเปนผูพน จากสมมุติโดยประการท้งั ปวง พน จากกเิ ลสโดย

ประการทงั้ ปวง ทรงไวซงึ่ ความบริสทุ ธ์ิทท่ี านเรียกวา “วมิ ตุ ติ” เราจะไปหา “วิมุตติ”ที่
ไหน? ความหลุดพนอยทู ่ีไหน? ก็มนั ตดิ ของอยทู ่ไี หน? เมอ่ื พนจากความติดขอ งแลว มนั

กเ็ ปน ความหลดุ พนทเ่ี รยี กวา “วมิ ตุ ติ” เทาน้ันเอง การแสดงธรรมจึงยตุ เิ พยี งเทา น้ี ไมมี
ความรูความสามารถแสดงใหย ง่ิ กวา น้ไี ด

ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ๑๘๗
ภาค ๒ “๒เ๐รา๗ กับ จติ ’’



จิตผอ่ งใส คอื อวชิ๑๘๘ชา

เทศน์โปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกุล ณ วัดปา่ บ้านตาด

เทศนโ ปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณเวมดัือ่ ปวนั า ทบ่ีา ๒น๖ตามดกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
เมอ่ื วนั ที่ ๒๖ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๑๙

จิตผองใส คอื อวิชชา

ปกตจิ ติ เปน สงิ่ ทผ่ี อ งใส และพรอมทีจ่ ะสัมผัสสัมพนั ธกับทกุ ส่ิงทกุ อยางอยเู สมอ
สภาพทัง้ หลายเปน “ไตรลักษณ” ตกอยใู นกฎแหง อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตฺตา ดวยกันท้งั น้ันไม
มเี วน แตธ รรมชาติของจติ ท่แี ทจ รงิ นน้ั ไมไดอ ยใู นกฎน้ี เทา ทีจ่ ิตเปน ไปตามกฎของ “อนจิ จฺ ํ
ทุกฺขํ อนตตฺ า ” กเ็ พราะสง่ิ ที่เปน ไตรลกั ษณ คอื สง่ิ ที่หมนุ เวียนเขา ไปเกย่ี วของกับจิต จิตจงึ
หมนุ เวียนไปตามเขา แตหมนุ เวียนไปดวยธรรมชาตทิ ไ่ี มแตกไมส ลาย หมุนไปตามสง่ิ ทีม่ ี
อาํ นาจใหหมนุ ไป แตท ีเ่ ปนอาํ นาจของจติ อยูโดยหลกั ธรรมชาตนิ ้ัน คอื “รแู ละไมต าย”
ความไมตายน้แี ลเปนส่ิงทเ่ี หนอื ความแตก ความไมแ ตกสลายนี้แลเปน สิ่งทีเ่ หนอื กฎไตร
ลักษณแ ละ “หลกั สากลนยิ ม” ท้ังหลาย แตท่ไี มทราบก็เพราะธรรมชาตทิ ่เี ปน สมมตุ เิ ขาไป
เกี่ยวของรุมลอ มจิตเสยี หมด จิตจึงกลมกลืนกบั เรื่องเหลานีไ้ ปเสีย

ทเี่ ราไมทราบวา การเกดิ ตายเปนของมมี าดงั้ เดมิ ประจําจติ ทมี่ ีกิเลสเปนเชือ้ กเ็ พราะ
ความไมทราบเปนเรอื่ งของกเิ ลส ความเกดิ ตายเปน เรื่องของกเิ ลส เร่อื งเราจริงๆ เรอ่ื งเรา
ลว นๆ คอื เร่อื งจิตลวนๆ ไมม ีอาํ นาจเปน ตวั ของตวั เองได อาศัยของจอมปลอมมาเปน ตวั
ของตวั เรื่อยมา การแสดงออกของจิตจึงไมต รงตามความจริง มกี ารแสดงออกตางๆ ตาม
กลมารยาของกิเลส เชน ทําใหก ลวั ทําใหส ะทกสะทาน กลัวจะเปนกลวั จะตาย กลัวอะไร
กลัวไปหมด แมทุกขนอ ยทุกขใหญอะไรมาปรากฏกก็ ลวั อะไรกระทบกระเทอื นไมไ ดเลยมี
แตก ลัว ผลท่สี ุดในจติ จงึ เตม็ ไปดว ยความหวาดความกลวั ไปเสยี สิ้น น่ัน! ทั้งๆ ทเี่ ร่อื งความ
หวาดความกลัวเหลานี้ไมใชเรอ่ื งของจติ โดยตรงเลย แตก ท็ าํ ใหจติ หวนั่ ไหวไปตามจนได

เราจะเห็นไดเ วลาทจ่ี ติ ชําระจนบริสุทธ์ิลวน ๆ แลว ไมม ีอะไรเขาไปเก่ียวขอ งไดแลว
จะไมป รากฏเลยวา จติ นี้กลัว กลา ก็ไมปรากฏ กลวั ก็ไมป รากฏ ปรากฏแตธรรมชาตขิ องตัว
เองอยูโดยลาํ พงั หรือโดยหลกั ธรรมชาตติ ลอดเวลา “อกาลโิ ก” เทา น้ัน นี้เปนจิตแท จิตแท
น้ีตอ งเปน “ความบรสิ ทุ ธ”์ิ หรอื “สอุปาทิเสสนิพพาน” ของพระอรหันตทานเทานัน้ นอก
จากน้ไี มอาจเรยี ก “จติ แท” อยา งเตม็ ปากเต็มใจได สําหรับผูแ สดงกระดากใจไมอาจเรยี ก
ได

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๒ “๒เร๐า๙ กับ จิต’’
๑๘๘

๑๘๙

“จติ ด้ังเดิม” หมายถึงจติ ดั้งเดมิ แหง “วฏั ฏะ” ของจติ ทเ่ี ปนอยูนี่ ซงึ่ หมุนไปเวียน
มา ดังที่พระพทุ ธเจาทรงสอนไวใ นหลักธรรมวา “ดูกอน ภิกษทุ ั้งหลาย จติ เดมิ แทผองใส”
น่นั ! “แตอ าศยั ความคละเคลาของกเิ ลสหรอื กเิ ลสจรมา จึงทําใหจติ เศราหมอง” ทานวา

“จิตเดิมแท” นนั้ หมายถงึ เดิมแทข องสมมตุ ิตางหาก ไมไ ดหมายถงึ ความเดิมแท
ของความบรสิ ุทธ์ิ เวลาทา นแยกออกมา “ปภสสฺ รมทิ ํ จิตฺตํ ภกิ ขฺ เว” “ปภสฺสร” หมายถึง
ประภัสสร คอื ความผองใส ไมไดหมายถึงความบริสุทธิ์ นหี่ ลกั เกณฑข องทา นพดู ถูกตอ งหา
ทแี่ ยงไมไดเลย ถาวาจิตเดิมเปนจิตท่ีบริสุทธ์ิน้ันจะมที ี่คานกันวา “ถา บริสทุ ธิ์แลว มาเกดิ
ทําไม?” นั่น แนะ!

ทา นผชู าํ ระจติ บริสทุ ธแิ์ ลว ทานไมไดม าเกิดอีก ถา จิตบรสิ ุทธ์ิแลว ชาํ ระกันทําไม มัน
มที ี่แยงกันตรงนี้ จะชําระเพ่อื อะไร? ถา จิตผอ งใสก็ชําระ เพราะความผองใสน้ันแลคือตวั
“อวชิ ชา” แทไมใ ชอ ื่นใด ผูปฏิบตั จิ ะทราบประจักษใ จของตนในขณะท่จี ิตไดผา นจากความ
ผอ งใสน้ไี ปแลว เขาถึง “วมิ ุตตจิ ิต” ความผองใสนจ้ี ะไมปรากฏตวั เลย น่ัน! ทราบไดตรงน้ี
อยา งประจกั ษกับผปู ฏบิ ัติ และคานกันไดกค็ านกันตรงนี้ เพราะความจรงิ นน้ั จะตอ งจริงกับ
ใจของบุคคล เม่ือใครทราบใครรกู ต็ องพดู ไดเ ต็มปากทเี ดียว

ฉะนั้นจิตของพวกเรากาํ ลงั ตกอยูใ นวงลอ ม ทาํ ใหห วาดใหก ลวั ใหร ักใหชัง ใหเ ปน
ทุกส่งิ ทกุ อยา งช่อื วาเปนอาการของสมมตุ ิ เปน อาการของกเิ ลสโดยสน้ิ เชงิ ตวั เราเองไมไ ด
พลงั จิตเปน ของตนเอง มแี ตพลังของกิเลสตัณหาอาสวะ มันผลกั มนั ดนั อยูท ั้งวนั ทง้ั คืน ยนื
เดิน นั่ง นอน แลว เราจะหาความสุขความสบายมาจากทไี่ หน เม่อื ธรรมชาติน้ซี ่ึงเปน ของ
แปรสภาพอยูตลอดเวลา ยงั มาย่วั ยจุ ติ ใหเปนไปตามอีกดว ยโดยท่เี ราไมร ูสึก

โลกน้ีจะหาความสุขทไ่ี หน หาไมได ถา ไมไดถอดถอนธรรมชาติเหลา นี้ออกจากจิต
ใจโดยสนิ้ เชิงเสียเม่ือไร จะหาความทรงตวั อยอู ยางสบายหายหว งไมไดเลย จะตองกระดกิ
พลกิ แพลงหรือตองเอนโนน เอนน้ี ตามสง่ิ ทมี่ าเกย่ี วของยว่ั ยวนมากนอ ย ฉะน้ันทา นจึงสอน
ใหชําระจติ ซ่ึงเปนการชาํ ระความทุกขทรมานของตนนนั้ แล

ไมม ผี ใู ดทจ่ี ะหยั่งถงึ หลกั ความจรงิ ไดอ ยา งแทจรงิ ดง่ั พระพุทธเจา มีพระองคเดียวท่ี
เรียกวา “สยัมภ”ู โดยไมต องไดรับการอบรมส่ังสอนจากผหู นง่ึ ผใู ดเลย ในการแกก ิเลส
ออกจากพระทัยของพระองค ทรงทาํ หนา ที่ท้งั เปนนกั ศึกษาท้ังเปนครไู ปในตวั ลําพังพระ
องคเ ดยี ว จนไดต รสั รูถงึ ขั้น “ยอดธรรม ยอดคน ยอดศาสดา”

สวนทางสมาธิดานความสงบน้นั ทา นคงไดศึกษาอบรมมาบา งเหมอื นกันกับดาบส
ทง้ั สอง ไมปฏิเสธ แตนั่นไมใชทางถอดถอนถงึ ความเปน “สัพพญั ู” ได เวลาจะเปน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๘๙
ธรรมะชุด๒เ๑ต๐รียมพรอ้ ม

๑๙๐

“สพั พัญู” กเ็ สด็จออกจากดาบสท้งั สองไปบาํ เพญ็ ลาํ พังพระองคเ ดียว และทรงรูเองเห็น
เองโดยไมม ีครูส่ังสอนเลย แลว นาํ ธรรมน้นั มาสั่งสอนโลก พอไดร บู ญุ รบู าป รนู รกสวรรค
ตลอดนิพพานมาจนกระทั่งปจจุบันน้ี หากไมมใี ครมาสัง่ สอนเลย สัตวโลกก็จะแบกแตก อง
เพลงิ เตม็ หัวใจไมม วี นั เวลาปลอ ยวางไดเ ลย เมือ่ เปนเชนนค้ี วรจะเห็นคุณคาแหง ธรรมท่ี
ทานนาํ มาสอนโลกไดโ ดยยาก ไมมใี ครในโลกสามารถทาํ ไดอ ยา งทานเลย

เวลาน้ีอะไรเปนเครอ่ื งหุมหอ จิตใจ หาความ “ผองใส” และ “ความบรสิ ุทธ”์ิ ไมได
ทั้งๆ ทเ่ี ราตอ งการหาความบรสิ ทุ ธด์ิ ว ยกันทกุ คน อะไรเปน เครอื่ งปด บังอยเู วลาน?ี้ ถา พูด
ตามหลักธรรมชาตแิ ลว ก็มีขนั ธห า เปน ที่หน่ึง สว น “จิตอวิชชา” นัน้ ยกไวก อน เอาแตท ี่
เดนๆ คือขันธหาน้ันเปน ที่หนึ่ง และท่ีเปน สหายกนั นัน้ ก็คอื รูป เสยี ง กล่ิน รส เครื่องสัมผสั
ซ่ึงตดิ ตอ สอ่ื สารกันกบั ตา หู จมูก ลน้ิ กาย และเขา ไปประสานกบั ใจ จากน้ันก็เปน “ความ
สาํ คัญ” ขน้ึ มาอยางนั้นอยา งนจี้ ากรูป เสยี ง กล่ิน รส เครอ่ื งสัมผสั แลว นําเอาอารมณท ี่ผาน
ไปแลว น้นั แล เขามาผกู มดั วนุ วาย หรือมาหมุ หอ ตวั เองใหมืดมดิ ปด ตาไปดวยความรกั
ความชงั ความเกลยี ด ความโกรธ และอะไรๆ เต็มไปหมด ซ่ึงไดม าจากสิง่ ดงั กลาวทง้ั นัน้

สวนท่ีฝงอยลู ึกก็คอื ขนั ธข องเรานี้ เราถือวา เปนตัวเปนตนของเรามาตั้งแตด ึกดาํ
บรรพกาลไหนๆ ทุกชาตทิ ุกภาษา แมจะเปน สตั วก ต็ องถือวา เราน้เี ปน ของเรา น้เี ปน สัตว
เปน ตัวของสัตว เปน ตัวของเรา จะเปน กายทพิ ย รางกายทพิ ยก ็เปน ตวั ของเรา จะเปนเปรต
เปนผีเปน อะไรก็ตามเถอะ ส่งิ ท่อี าศยั อยรู า งหยาบรา งละเอียด ตอ งถอื วา เปนเราเปนของ
เราดว ยกันทง้ั น้ัน จนกระทั่งทมี่ าเปนมนุษยท ี่รูจักดรี จู ักชั่วบา งแลว ก็ยังตองถือวา “นีเ้ ปน
เราเปน ของเรา” ในขันธห า รปู ก็เปนเรา เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ก็เปนเราเปนของ
เรา เหลานี้ยังฝงอยูอยา งลึกลบั

ฉะน้ันทานจงึ สอนใหพิจารณา การพจิ ารณากเ็ พอื่ จะใหร ชู ัดเจนตามความจริงของ
มัน แลว ถอนความยดึ ม่นั ถอื มัน่ สาํ คญั ผิดวาตน เพ่ือความเปนอิสระนัน่ เองไมใชเ พื่ออะไร
ตามปกติของเขาแลว จะพจิ ารณาเขาทาํ ไม? รูปก็เปนรปู เสยี งเปนเสยี ง กลน่ิ เปน กล่ิน รสก็
เปน รส เคร่อื งสมั ผสั ตางๆ เปน ธรรมชาติของเขาอยดู ง้ั เดิม เขาไมไดว าเขาเปนขาศกึ อะไร
ตอ เราเลย ไปพิจารณาเขาทาํ ไม?

การพจิ ารณากเ็ พือ่ ใหท ราบความจรงิ ของสงิ่ นั้นๆ ตามความเปนจรงิ ของเขา แลว
ทราบความลุมหลงของตนดว ยการพจิ ารณานี้ และถอนตัวเขามาดว ยความรู การทจ่ี ิตเขา
ไปจบั จองยดึ ขนั ธว า เปน ตนเปนของตน กเ็ พราะความลุมหลงน่นั เอง

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๙๐
ภาค ๒ “๒เร๑า๑ กบั จิต’’

๑๙๑

เมอ่ื พจิ ารณาเขา ใจวา ส่งิ นนั้ เปนอะไรอยา งชดั เจนแลว จิตกถ็ อนตัวเขา มาดว ยความ
รคู วามเขา ใจดว ยปญญา หมดกังวลกับสิง่ เหลาน้นั การพจิ ารณาอันใดท่เี ดนชดั ในบรรดา
ขนั ธห า น้ี ไมต อ งไปสําคญั ม่นั หมาย คือคาดคะเนวาเราไมไดพิจารณาขนั ธห า โดยทัว่ ถงึ คอื
ทุกขันธไปโดยลาํ ดบั ไมต อ งไปทาํ ความสาํ คัญ ขอแตวา ขันธใดเปนทเ่ี ดนชดั ซ่ึงควร
พจิ ารณาในเวลานน้ั และเหมาะสมกับจรติ นสิ ยั ของเรา ก็ใหพจิ ารณาคน ควา ในขนั ธนนั้ ให
ชัดเจน เชน รปู ขันธ เปนตน

ในรปู ขนั ธ มีอาการใดเดนในความรูสกึ ของเรา ที่เกดิ ความสนใจอยากจะพิจารณา
มากกวา อาการอ่นื ๆ เราพึงจบั จุดนนั้ กาํ หนดพิจารณาใหเ ห็นความจรงิ ของมนั วา “ทุกขฺ ํ
คืออะไร?”

ตามหลักธรรมทานกลา วไวว า “ทกุ ขฺ ํ” คอื ความทนไมได มนั ไมค อ ยสนิทใจเราซ่งึ
เปนคนมนี ิสยั หยาบ จงึ ชอบแปลแบบลางเนอื้ ชอบลางยาเปน สว นมากวา “ทกุ ขฺ ํ คอื ความ
บบี บงั คับอยตู ลอดเวลานีแ้ ล” นเ่ี หมาะกบั ใจเราทห่ี ยาบมาก ดังธรรมบทวา “ยมฺปจฺฉํ น
ลภติ ตมปฺ  ทกุ ฺข”ํ น้ตี รงกับคําท่ีวานี้ คือปรารถนาส่งิ ใดไมไดส มใจก็เปน ทุกข เปนทกุ ขค ือ
อะไร? ก็คือบบี คั้นตัวเองนนั้ แล หรือเกดิ ความไมส บายน่นั แลว ปรารถนาสิ่งใดไมไดส่งิ นั้น
ก็ไมสบาย ปรารถนาส่ิงใดแมไดแลว แตส ิง่ นั้นพลัดพรากจากไปเสยี ก็เปน ความทุกขข้ึนมา
ความทุกขอ นั นเ้ี ขากันไดก บั คาํ วา “มนั บีบบงั คบั ” ความบบี บังคับน้นั แลคอื ความทุกข
ความทนไมไ ด เมอ่ื ทนไมไดก็เปน ไปตามเรื่องของเขา ไปยงุ กับเขาทําไม! ความจริงจะเปน
ขันธใ ดหรอื ไตรลักษณใ ดก็ตาม ใจของเราไปยดึ ไปถอื เขาตางหาก จงึ ตองมาพิจารณาใหชัด
เจนในขันธ

รปู ขนั ธ อาการใดดูใหเ หน็ ชดั เจน ถายงั ไมท ราบชดั ใน “ปฏกิ ลู ” ซ่งึ มีอยูใ นรูปขันธ
ของเรา ก็ใหด ูปาชาในตัวของเราน้ีใหเห็นชัดเจน คําวา “เย่ียมปา ชา ” ใหเยยี่ มทีน่ ่ี แมเยี่ยม
ปาชานอกกเ็ พ่ือนอ มเขามาสปู า ชา ในตวั ของเรา “ปา ชา นอก” คนตายในครง้ั พทุ ธกาล มนั
ปา ชาผดี บิ ทงิ้ เกลอ่ื น ไมค อ ยจะเผาจะฝง กันเหมอื นอยา งทกุ วันน้ี ทานจงึ สอนใหพระไป
เยย่ี มปาชา ทต่ี ายเกาตายใหมเกลอ่ื นกลาดเตม็ ไปหมดในบรเิ วณนน้ั เวลาเขาใหเขา ทางทิศ
นัน้ ทศิ น้ี ทา นกส็ อนไวโดยละเอยี ดถถี่ ว น ดว ยความฉลาดแหลมคมของพระพุทธเจาผเู ปน
“สยัมภ”ู หรอื “ผเู ปน ศาสดาของโลก” ทานสอนใหไ ปทางเหนือลม ไมใหไปทางใตล ม จะ
เปน อนั ตรายตอ สุขภาพ เพราะกล่นิ ซากศพที่ตายเกา ตายใหมนนั้ ๆ

เมอื่ ไปเจอซากศพเชนน้ีเขาแลว ความรสู ึกเปน อยา งไร แลวใหไ ปดูซากศพชนิด
นน้ั ๆ ความรูสกึ เปน อยา งไร ใหป ระมวลหรือ “โอปนยโิ ก” นอมเขา มาสูตวั เองซ่ึงเปน ซาก

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๙๑
ธรรมะชดุ๒เ๑ต๒รียมพรอ้ ม

๑๙๒

อันหนง่ึ ทา นสอนใหพ จิ ารณาอยา งนี้ เม่ือเราไดสกั ขีพยานคือตัวเราเอง วาซากศพท่ีอยใู น
ปาชาภายนอกนัน้ เปนอยา งไรแลว นอ มเขา มาสปู าชาภายในคือตัวเราเอง เม่อื ไดห ลักเกณฑ
ท่ีน่ีแลว การเยย่ี มปาชานั้นกค็ อ ยจางไป ๆ แลว มาพจิ ารณาปา ชาน้ีใหเหน็ ชดั เจนขึ้นโดย
ลาํ ดับ คอื กายนเ้ี ปน บอปฏกิ ูลนา เกลยี ด ตองชะลา งอาบสรง ทาํ ความสะอาดอยูต ลอดเวลา

ทุกสง่ิ ทกุ อยางท่ีมาเก่ียวของกับทุกสว นของรางกายเราน้ี มีอะไรท่เี ปนของสะอาด
แมเ ครอ่ื งอปุ โภคบรโิ ภคเมื่อนํามาบรโิ ภคกก็ ลายเปนของปฏกิ ลู นบั แตขณะเขาทางมุข
ทวารและผา นลงไปโดยลาํ ดบั เคร่อื งนงุ หม ใชส อยตา งๆ มนั กส็ กปรก ตอ งไปชะลา งซัก
ฟอกยุงไปหมด ที่บา นท่ีเรือนก็เหมือนกัน ตอ งชะลางเช็ดถปู ด กวาดอยเู สมอ ไมเชนนัน้ ก็
จะกลายเปนปา ชาขึ้นท่ีนั่นอีก เพราะความสกปรกเหมน็ คลงุ ท่วั ดนิ แดน มนษุ ยไปอยูที่ไหน
ตองทาํ ความสะอาด เพราะมนษุ ยส กปรก แนะ ! ในตวั เราซึง่ เปน ตวั สกปรกอยแู ลว สิง่ ทีม่ า
เกย่ี วขอ งกบั ตวั เรามนั จงึ สกปรก แมแ ตอาหารหวานคาวทม่ี ีรสเอรด็ อรอ ยนารบั ประทาน สี
สนั วรรณะก็นา ดนู าชม พอเขา มาคละเคลากับสิ่งสกปรกท่ีมอี ยภู ายในรา งกาย เชน นาํ้ ลาย
เปนตน ก็กลายเปนของสกปรกไปดว ย อาหารชนิดตา งๆ ท่ีผานมุขทวารเขา ไปแลว เวลา
คายออกมา จะนาํ กลบั เขา ไปอกี ไมได รูสกึ ขยะแขยงเกลียดกลวั เพราะเหตไุ ร? กเ็ พราะราง
กายน้ีมคี วามสกปรกอยแู ลว ตามหลักธรรมชาติของตน อันใดท่ีมาเก่ียวของกับรา งกายนี้จงึ
กลายเปนของสกปรกไปดว ยกนั

การพิจารณาอยางน้เี รียกวา “พจิ ารณาปาชา” “พิจารณา อสุภกรรมฐาน”
เอา กําหนดเขา ไป ในหลักธรรมชาติของมันเปนอยา งไร ดทู กุ แงท ุกมุมตามความ
ถนัดใจ คือปกติเม่อื เราดใู นจุดนีแ้ ลว มนั จะคอยซมึ ซาบไปจุดนั้นๆ โดยลาํ ดบั ถาสติกับ
ความรูสกึ สบื ตอกนั อยูแ ลว ปญญาจะตอ งทํางานและกา วไปไมล ดละ จะมีความรสู ึกซาบซึง้
ในการรูจรงิ เหน็ จรงิ โดยลําดบั นเ่ี ปน ปญ ญาระดบั แรกของการพจิ ารณา
เมอ่ื พิจารณาในขนั้ “ปฏิกลู ” แลว พจิ ารณาความเปลยี่ นแปรสภาพของรางกาย คือ
ความปฏิกลู กอ็ ยใู นรางกายนี้ ปา ชา ผีดิบกอ็ ยูในรางกายน้ี ปา ชาผีแหง ผีสดผีรอ ยแปดอะไร
กร็ วมอยใู นนี้หมด เวลานําไปเผาไปตม แกงในเตาไฟ ไมเหน็ วา เปนปา ชา กันบางเลย แต
กลบั วา“ครวั ไฟ” ไปเสีย ความจรงิ กค็ ือปา ชาของสตั วนน่ั แหละ และขนเขามาเกบ็ เอาไวท่ีนี่
(ทองคน) ในหลุมในบอ อันนเี้ ตม็ ไปหมด นกี่ ็คือท่ฝี งศพของสตั วตา งๆ เราดๆี นน่ั แลถา
คิดใหเปนธรรม คือใหความเสมอภาค เพราะศพใหมศ พเกา เกลื่อนอยูท นี่ ี่ เมื่อพจิ ารณา
อยางนีแ้ ลว จะไมเกดิ ความสะอิดสะเอียน ไมเกิดความสงั เวชสลดใจแลว จะเกิดอะไร?
เพราะความจริงเปน อยางน้นั แทๆ

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๙๒
ภาค ๒ “๒เร๑า๓ กับ จิต’’

๑๙๓

พระพทุ ธเจาทรงสอนใหถ ึงความจรงิ เพราะความจรงิ มีอยูอยางน้ี ถา เราไมปน
เกลียวกบั ความจรงิ ใครๆ ก็จะไดปลดเปล้ืองความยดึ มัน่ ถอื ม่นั ความสําคัญผดิ อันเปน
ความโงเ ขลาเบาปญ ญาของตนออกไดเ ปนลาํ ดับๆ จติ ใจจะมีความสวา งกระจา งแจง ฉาย
แสงออกมาดวยความสงาผาเผยองอาจกลา หาญตอความจริง ทส่ี ัมผัสสัมพันธก ับตนอยู
ตลอดเวลา พอใจรับความจรงิ ทุกแงทุกมมุ ดว ยความเปน ธรรมไมล าํ เอียง แมยงั ละไมขาดก็
พอมคี วามเบาใจ มที ่ปี ลงที่วางบา ง ไมแบกหามอุปาทานในขนั ธเ สียจนย่ําแยต ลอดไป แบบ
ภาษติ ทานวา “คนโงน น้ั หนกั เทาไรย่ิงขนเขา” “ปราชญท า นเบาเทาไรย่ิงขนออกจนหมด
สิน้ !”

เมอ่ื พจิ ารณาอยา งนีแ้ ลว จงพิจารณาความแปรสภาพของขนั ธ ขันธแ ปรทกุ ชนิ้ ทุก
อนั ทุกสัดทุกสวนบรรดาท่ีมใี นรา งกายนี้ แมแ ตผมเสนหนึ่งไมไดเ วน เลย แปรสภาพเหมือน
กันหมด อันไหนทีเ่ ปนเรา อันไหนทีเ่ ปน ของเรา ทคี่ วรยดึ ถือ?

คาํ วา “อนตตฺ า” ก็เหมอื นกนั ยิ่งสอนยํ้าความไมน า ยดึ ถือเขาไปอยางแนบสนทิ
อนตตฺ ากอ็ ยูใ นชิน้ เดยี วกัน ชิ้นเดยี วกนั นีแ่ หละท่เี ปนอนตฺตา ไมใชเ รา! และของใครทงั้ สิน้ !
เปนสภาพธรรมแตละอยาง ๆ ทีค่ ละเคลา กันอยูตามธรรมชาติของตน ๆ ไมส นใจวาใครจะ
รักจะชัง จะเกลียดจะโกรธ จะยึดถอื หรอื ปลอ ยวาง

แตม นษุ ยเรานั้นมือไวใจเร็ว อะไรผานมาก็ควา มับ ๆ ไมส นใจคดิ วาผิดหรอื ถกู อะไร
บา งเลย มอื ไวใจเรว็ ยิ่งกวาลงิ รอยตวั แตมกั ไปตาํ หนลิ ิงวาอยูไมเปน สุขกนั ทั้งโลก สว น
มนษุ ยเ องอยไู มเปนสขุ ทุกอริ ยิ าบถเตม็ ไปดวยความหลกุ หลิก คึกคะนองนํ้าลน ฝงอยู
ตลอดเวลา ไมสนใจตาํ หนกิ นั บา งเลย “ธรรม” ทที่ า นสอนไว จงึ เปรียบเหมอื นไมสาํ หรับตี
มอื ลิงตวั มอื ไวใจคะนองนน้ั แล!

“ไตรลกั ษณ” มี อนตฺตา เปน ตน ทา นขไู วต บไว ตีขอมือไว “อยาไปเอ้อื ม!” ตบไว
ตีไว “อยาไปเอือ้ มวา เปน เราเปน ของเรา” น่ัน! คาํ วา “รูป อนตฺตา” ก็อุปมาเหมอื นอยาง
น้นั เอง “อยา เอือ้ ม” “อยาเขาไปยึดถือ!” นน่ั ! ใหเห็นวามนั เปนอนตฺตาอยแู ลว น่ันแนะ!
ธรรมชาติของมนั เปนอนตตฺ า ไมเ ปนของใครท้งั หมด “อนตฺตา ไมเ ปนตน” กบ็ อกอยูแลว
นคี่ อื การพิจารณารา งกาย

เอาละทน่ี กี่ าํ หนดใหม นั สลายไป จะสลายลงไปแบบไหนก็เอาตามความถนัดใจ อัน
นั้นเปอ ยลง อันนเ้ี ปอ ยลง อันนัน้ ขาดลง อนั น้ีขาดลง กาํ หนดดูอยา งเพลินใจดวยปญ ญา
ของตน อนั น้ันขาดลง อนั นีข้ าดลง ขาดลงไปจนขาดลงไปทุกชน้ิ ทุกอัน ต้ังแตก ะโหลก
ศรี ษะขาดลงไป กระดกู แตล ะชน้ิ ละอันเมอ่ื หนงั หมุ มันเปอยลงไปแลว เนอ้ื กเ็ ปอ ยลงไปแลว

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๙๓
ธรรมะชดุ๒เ๑ต๔รียมพร้อม

๑๙๔

เสน เอน็ ที่ยดึ กนั ขาดเปอยลงไปแลว มันทนไมไดตองขาดไป ๆ เพราะมีช้นิ ติดช้นิ ตอ กนั อยู
อยา งน้ีดว ยเอ็นเทานนั้ เมอ่ื เสน เอน็ เปอ ยลงไป สว นตางๆ ตองขาดลงไป ขาดลงไปกองอยู
กบั พนื้ และเรี่ยราดกระจัดกระจายเต็มบริเวณ มิหนํายงั กําหนดใหแ รงกาหมากนิ และกัดทง้ิ
ไปท่วั บรเิ วณ ใจจะมีความรูสึกอยา งไรบาง

เอา กําหนดดู! สวนท่เี ปนนา้ํ มนั ก็กระจายลงไป ซมึ ซาบลงไปในดนิ ดว ย เปน ไอขึ้น
ไปบนอากาศดวย แลวกแ็ หงเขา ไป ๆ จนไมป รากฏสง่ิ ท่แี ข็ง เม่ือแหงเขา ไปแลวกก็ ลายเปน
ดนิ ตามเดิม ดินเปน ดิน น้ําเปน นาํ้ ลมเปนลม ซอยลงไป อันใดกต็ ามในธาตสุ ่ี ดนิ น้าํ ลม
ไฟน้ี เปน สิ่งประจักษในทางสัจธรรมดว ยกนั ทง้ั นนั้ เราไมตองคิดวาเราพจิ ารณาดินชัด แต
สวนนนั้ ไมชดั สวนนไี้ มชัด ไมตอ งวา พจิ ารณาใหมนั ชดั ไปสวนใดสว นหนึ่งกต็ าม มนั ตอง
ทวั่ ถึงกนั หมด เพราะดนิ นํา้ ลม ไฟ เปนทเ่ี ปดเผยอยแู ลว ในสายตาของเรากเ็ หน็ ภายใน
รางกายนนี้ ้ําเราก็มีอยแู ลว ลมคือลมหายใจ เปน ตน ก็มีชัดๆ เหน็ ชดั ๆ อยูแลว แนะ! ไฟ
คอื ความอบอุนในรา งกายเปนตน แนะ ! ตางกม็ ีอยแู ลวภายในรา งกายนี้ ทาํ ไมจะไมย อมรบั
ความจริงของมนั ดวยปญญาอนั ชอบธรรมเลา เม่อื พิจารณาหลายครงั้ หลายหนมนั ตองยอม
รบั ฝน ความจริงไปไมไ ด เพราะตองการความจริงอยแู ลวน่ี

พิจารณาลงไป คน หาชิน้ ใดวา เปนเราเปน ของเรา หาดูซไิ มมีเลยแมแตช ิ้นเดยี ว !
มันเปน สมบตั เิ ดมิ ของเขาเทานนั้ คอื ดนิ น้าํ ลม ไฟ เปนสมบัตเิ ดมิ ของธาตตุ างๆ นี่อัน
หนึ่ง ดอู ยา งน้ี จิตสงบแนว ลงไปได และไมใ ชอ ารมณทพี่ าใหจ ิตฟุง เฟอ เหอเหิมคะนอง แต
เปนธรรมท่ีทําใหใ จสงบเยน็ ตางหาก ทา นจึงสอนใหพจิ ารณาเนืองๆ จนเปนท่ีเขา ใจและ
ชาํ นาญ

เมอ่ื จติ ไดเ หน็ ประจักษด ว ยปญญาแลว จิตจะเปนอน่ื ไปไมไ ด ตอ งถอนตวั เขา ไปสู
ความสงบแนว แนอยภู ายใน ปลอ ยความกงั วลใดๆ ทง้ั หมด นีเ่ ปน ขัน้ หน่ึงในการพิจารณา
ธาตขุ นั ธ!

เอา วาระตอไปพจิ ารณาทกุ ขเวทนา เฉพาะอยางยิง่ ในขณะทเี่ จบ็ ไขไดป วย หรอื
ขณะทน่ี ั่งมากๆ เกิดความเจ็บปวดมาก เอาตรงน้แี หละ ! นักรบตองรบในเวลามีขา ศึก ไม
มีขา ศึกจะเรียกนกั รบไดอยา งไร อะไรเปนขาศึก? ทกุ ขเวทนาคือขาศึกของใจ เจบ็ ไขไดปวย
มีทุกขตรงไหน น้นั แหละคือขา ศกึ อยูแ ลว ถาเราเปน นักรบเราจะถอยไปหลบอยูท ี่ไหน?
ตอ งสูจนรแู ละชนะดวยความรูนี้

เอา เวทนามันเกิดขึ้นจากอะไร? ตง้ั แตเกดิ มาจนเราเรมิ่ น่งั ทแี รกไมเหน็ เปน แต
กอนเรายังไมเร่มิ เปนไข ไมเห็นปรากฏทกุ ขเวทนาขึน้ มา นเ่ี วลาเราเจ็บไขไ ดป วย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๙๔
ภาค ๒ “๒เ๑รา๕ กบั จติ ’’

๑๙๕

ทุกขเวทนาจึงปรากฏขึ้นมา แตกอนนมี้ ันไปหลบซอนอยูทีไ่ หน? ถาเปนตัวของเราจรงิ จติ
เรารอู ยตู ลอดเวลา ทุกขเวทนาชนดิ นที้ ําไมไมปรากฏอยตู ลอดเวลา ทาํ ไมจงึ มาปรากฏใน
ขณะน?ี้ ถา ทุกขเวทนาเปน เรา เวลาทกุ ขเวทนาดบั ไปทําไมจิตจงึ ไมดับไปดว ย ถาเปน อนั
หนง่ึ อันเดยี วกนั จริงๆ ตองดับไปดวยกนั จติ ยังมคี วามรูสึกอยูตราบใด ทุกขเวทนากค็ วรจะ
มอี ยูตราบน้นั ถาเปน อันเดยี วกันแลวไมควรดบั ไป ตองพจิ ารณาดูใหชัด และแยกดกู าย
ดวย ขณะทท่ี ุกขเกิดขนึ้ เชน เจบ็ แขง เจบ็ ขา ปวดกระดกู ช้ินนั้นชน้ิ นี้ จงกําหนดดกู ระดูก ถา
มันปวดกระดูกเจ็บกระดูกมากๆ ในเวลานน้ั

“กระดกู นห้ี รอื เปน ตัวทุกข?” เอา ถามดู และถามที่ตรงไหนใหจอจติ ลงท่นี ่ันดวยนะ
อยา ถามแบบเผอเรอไปตา งๆ ใหถามดว ย “จอ จิตเพือ่ รคู วามจริง” จอ จิตแนวอยูกบั ทกุ ข
จองอยกู บั กระดูกชิ้นน้นั ทอนนัน้ ทีเ่ ขา ใจวาเปน ตวั ทุกข ดใู หดวี ากระดกู ชิ้นนี้หรอื เปนทุกข
กําหนดดเู พื่อเปนขอสงั เกตดว ยปญ ญาจริงๆ ถา กระดูกนีเ้ ปนทกุ ขจริงๆ แลว เวลาทกุ ขด ับ
ไปทาํ ไมกระดูกนไี้ มด ับไปดว ย น่นั ! ถาเปน อนั เดียวกันจริง เมอื่ ทกุ ขด ับไปกระดกู นตี้ อ งดับ
ไปดวยไมค วรจะยังเหลืออยู แตนเี่ วลาโรคภัยไขเจบ็ หายไป หรือเวลาเราลุกจากท่นี ่งั ภาวนา
แลว ความเจบ็ ปวดมากๆ น้หี ายไป หรือทุกขน ห้ี ายไป กระดกู ทําไมไมห ายไปดว ยถา เปน
อนั เดยี วกัน นแี่ สดงวาไมใชอ ันเดียวกนั เวทนากไ็ มใชอันเดียวกันกับกาย กายกไ็ มใชอ นั
เดยี วกนั กับเวทนา กายกบั จิตกไ็ มใชอนั เดียวกนั ตา งอนั ตา งจริงของเขา แลวแยกดูใหเ ห็น
ชดั เจนตามความจริงน้ี จะเขา ใจความจรงิ ของส่ิงเหลา น้ีโดยทางปญ ญาไมส งสยั

เวทนาจะปรากฏเปน ความจริงของมัน ผลสุดทายการพิจารณาก็จะยนเขามา ๆ ยน
เขา มาสูจ ติ เวทนานนั้ จะคอ ยหดตวั เขามา ๆ จากความสาํ คัญของจิต คือจติ เปน เจา ตวั การ
จติ เปน เจาของเรื่อง เรากจ็ ะทราบ ทกุ ขเวทนาในสวนรางกายก็คอ ยๆ ยุบยอบ คอยดบั ไป
ๆ รา งกายก็สกั แตว า รา งกาย มีจรงิ อยอู ยางนั้นตั้งแตท กุ ขเวทนายงั ไมเกิด แมทกุ ขเวทนา
ดบั ไปแลว เนอ้ื หนัง เอ็น กระดกู สวนไหนทีว่ า เปนทุกข ก็เปน ความจรงิ ของมนั อยูอ ยาง
นั้น มันไมไ ดเ ปนทุกขน่ี กายกเ็ ปนกาย เวทนาก็เปน เวทนา ใจกเ็ ปนใจ กําหนดใหเ ห็นชดั
เจนตามเปนจริงนี้ เมื่อจติ พจิ ารณาถึงความจรงิ แลวเวทนาก็ดบั นป่ี ระการหนึง่

ประการทส่ี อง แมเ วทนาไมดับก็ตาม นี่หมายถึงเวทนาทางกาย แตก็ไมส ามารถทํา
ความกระทบกระเทอื นใหแ กจ ิตได สุดทายใจกม็ ีความสงบรม เยน็ สงาผา เผยอยใู น
ทามกลางแหงทกุ ขเวทนาซ่ึงมอี ยูภ ายในรางกายของเราน้ี จะเปน สวนใดหรือหมดทั้งตัวก็
ตามทีว่ า เปนทกุ ข ใจของเรากไ็ มหวาดหวนั่ พร่นั พรงึ อะไรทั้งหมด มคี วามเยน็ สบาย เพราะ
รูเทาทุกขเวทนาดว ยปญ ญาในเวลานั้น นค่ี ือการพจิ ารณาทุกขเวทนาที่ปรากฏผลอีกแงหนง่ึ

ธรรมชุดเตรียมพรอม ๑๙๕
ธรรมะชุด๒เ๑ต๖รยี มพร้อม

๑๙๖

การพิจารณาทกุ ขเวทนา ยิง่ เจ็บปวดมากเทา ใดสติปญญาเราจะถอยไมไ ด มแี ตข ยบั
เขาไปเร่ือยๆ เพอื่ รคู วามจริง ไมตองไปตั้งกฎเกณฑ ต้งั ความสําคัญมน่ั หมายขน้ึ วา “ให
ทุกขเวทนาดับไป” ดว ยความอยากของตนน้นั จะเปนเคร่อื งชวยเสริมทกุ ขเวทนาใหห นกั
ข้นึ โดยลาํ ดับ ความจริงกพ็ ิจารณาใหเ หน็ ความจริงเทานนั้ ทุกขจะดับหรือไมก ต็ าม ขอให
ทราบความจริงท่เี ปน ทกุ ขหรอื เกิดทกุ ขข นึ้ มา ดวยการรูเ ทาทางปญญาของเราเปน ท่ีพอใจ
เรากาํ หนดทต่ี รงนั้น และสงิ่ เหลา นีม้ นั เกิดมนั ดบั อยอู ยา งนนั้ ภายในขนั ธ

กายมนั เกดิ ขนึ้ มาเปนเวลาชวั่ กาลช่วั ระยะก็แตกสลายลงไป ท่ีเรยี กวา “แตกดบั ”
หรอื “ตาย” ทุกขเวทนาเกิดรอ ยคร้งั พันคร้ังในวนั หน่งึ ๆ ก็ดับรอยครั้งพนั คร้งั เหมือนกนั
จะจีรงั ถาวรที่ไหน เปนความจรงิ ของมันอยางนนั้ เอาใหทราบความจริงของทุกขเวทนาท่ี
เกดิ ข้นึ อยา งชดั เจนดว ยปญ ญาอยาทอถอยเลอ่ื นลอย สัญญามันหมายอะไรบา ง สญั ญานี่
เปนตวั การสาํ คัญมาก พอสงั ขารปรุงแพลบ็ เทา นน้ั แหละ สัญญาจะยึดเอาเลย แลว หมาย
นน้ั หมายนย้ี ุง ไปหมด ทีว่ าพวกกอกวนพวกยุแหยใ หเ กิดเรอ่ื งนั้นใหเ กดิ เรอื่ งน้ีข้ึนมา กค็ อื
พวกน้ีเอง คือพวกสังขารกบั พวกสญั ญา ทีส่ ําคญั ม่ันหมายวา นั้นเปนเรานั้นเปน ของเรา
หรอื น้ันเปน ทุกข เจ็บปวดทตี่ รงนน้ั เจบ็ ปวดทต่ี รงน้ี กลัวเจบ็ กลัวตาย กลัวอะไรๆ ไปเสยี
ทกุ สง่ิ ทกุ อยาง กลัวไปหมด คือพวกนเ้ี ปนผูหลอกใหกลัว จติ ก็เลยหวน่ั ไปตามและทอถอย
ความเพยี รแลว แพ น่นั ! ความแพด ลี ะหรอื ? แมแตเ ดก็ เลน กีฬาแพ เขายังรจู กั อบั อายและ
พยายามแกม ือ สว นนักภาวนาแพกิเลสแพท ุกขเวทนา ไมอายตัวเองและกเิ ลสเวทนาบาง ก็
นับจะดา นเกินไป

จงทราบวา เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เปน อาการหนึ่งๆ ของจิตที่แสดงออก
เทา นัน้ เกดิ ข้ึนแลวกด็ บั “สญฺ า อนตฺตา” นน่ั ! มันก็เปนอนตฺตาอยา งน้ันเอง แลวไปถือ
มนั ยังไง ไปเช่อื มันยังไงวาเปนเราเปนของเรา วา เปน ความจรงิ จงกําหนดตามใหร ูอ ยางชดั
เจน ดว ยสตปิ ญญาอันหาวหาญชาญชยั ใจเพชรเด็ดดวงไมย อ ทองอ กิเลสและเวทนาทงั้ มวล
สังขารความปรุง เพยี งปรุงแพล็บๆๆ “ขึ้นมาภายในใจ” ใจกระเพอื่ มขน้ึ มา “แยบ็ ๆๆ”
ชว่ั ขณะ เกิดข้นึ ในขณะไหนมันกด็ ับไปขณะนนั้ จะเอาสาระแกน สารอะไรกบั สังขารและ
สญั ญาอันน้ีเลา

วญิ ญาณเมอื่ มีอะไรมาสัมผสั กร็ บั ทราบแลวดบั ไป ๆ ผลสุดทายก็มแี ตเร่ืองเกดิ
เรอ่ื งดับเต็มขนั ธอยอู ยางน้ี ไมมอี ันใดที่จรี ังถาวรพอเปน เนอ้ื เปนหนงั แกต ัวเราอยา งแทจ ริง
ไดเลย หาชนิ้ สาระอันใดไมไดใ นขันธอนั น้ี เรอื่ งปญ ญาจงพิจารณาใหเหน็ ชัดโดยทาํ นองนี้

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๑๙๖
ภาค ๒ ๒“เ๑ร๗า กบั จิต’’

๑๙๗

จะเหน็ “ธรรมของจริง” ดงั พระพทุ ธเจา สอนไวไมเปนอ่ืนมาแตกาลไหนๆ ทั้งจะไมเปนอ่นื
ไปตลอดกาลไหนๆ อกี เชนกัน

เม่อื พจิ ารณาจนถงึ ขนาดน้แี ลว ทาํ ไมจติ จะไมห ดตวั เขามาสคู วามสงบจนเห็นไดชัด
เจนเลา ตอ งสงบและตอ งเดน ความรสู กึ ท่จี ติ นี้ตองเดนดวงเพราะหดตวั เขา มา เพราะ
ความเห็นจริงในสง่ิ น้ันๆ แลว จิตตอ งเดน เวทนาจะกลา แสนสาหสั ก็จะสลายไปดวยการ
พิจารณาเหน็ ประจักษอ ยูกับจิตแลวตามความจริง ถาไมด ับกต็ า งคนตางจรงิ ใจ ก็มีความ
สงา ผา เผยอาจหาญอยภู ายในไมส ะทกสะทาน ถึงกาลจะแตกก็แตกไปเถอะ ไมมีอะไรสะทก
สะทา นแลว เพราะเรือ่ งแตกไปน้นั ลวนแตเร่ืองของรปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ ท้ัง
น้ัน ไมใ ชเรือ่ งผูรคู ือใจน้แี ตกไป ไมใ ชผ ูรคู ือใจน้ีตายไป! มแี ตสง่ิ เหลาน้นั เทา นัน้ ทแ่ี ตกดบั
สลายลงไป มคี วามสาํ คัญม่นั หมายของใจทีห่ ลอกตนเองน้เี ทานนั้ ทาํ ใหกลัว ถา จบั จดุ แหง
ความสําคัญมนั่ หมายนว้ี า เปนตัวมารยาทีไ่ มนาเชื่อถือแลว จติ กถ็ อยตวั เขา มาไมเชอ่ื สิง่ เหลา
น้ี แตเ ช่อื ความจรงิ เช่ือปญญาทพี่ ิจารณาโดยตลอดทวั่ ถึงแลว

เอา เม่อื จติ พจิ ารณาหลายครัง้ หลายหนไมหยุดไมถอย ความชํานชิ าํ นาญในขันธหา
จะปรากฏขึ้น รูปขันธจ ะถูกปลอ ยไปกอ นดวยปญ ญาในขนั้ เริม่ แรกพจิ ารณารูปขันธ ปญญา
จะรเู ทากอนขันธอน่ื และปลอยวางรูปได จากน้นั กค็ อยปลอ ยเวทนาได สัญญาได สงั ขารได
วิญญาณไดในระยะเดยี วกัน คอื รูเ ทา พดู งายๆ พอรเู ทากป็ ลอ ยวาง ถา ยงั ไมร ูเทา มนั กย็ ดึ
พอรเู ทาดวยปญ ญาแลวก็ปลอ ย ปลอ ยไปหมด เพราะเหน็ แตจ ิตกระเพื่อมแย็บๆๆ ไมมี
สาระอะไรเลย คิดดขี น้ึ มากด็ บั คดิ ชว่ั ขึ้นมาก็ดับ คิดอะไรๆ ข้นึ มาข้ึนชือ่ วาสงั ขารปรงุ แลว
ดับดวยกนั ท้ังน้ันรอ ยทง้ั รอย ไมมีอะไรต้ังอยูไดนานพอจะเปน สาระแกนสารใหเ ปน ทตี่ าย
ใจไดเลย

แลวมีอะไรทคี่ อยปอนหรอื ผลักดนั ส่งิ เหลา น้ีออกมาเรือ่ ยๆ เดยี๋ วผลกั ดนั สิง่ เหลาน้ี
และสิ่งเหลาน้ันออกมาหลอกเจา ของอยเู ร่ือย นแ่ี หละทา นวา “ประภัสสรจติ ” จิตเดมิ แท
ผองใส ภกิ ษทุ งั้ หลาย แตอาศัยความคละเคลาของกิเลส หรอื ความจรมาของกิเลส มาจาก
รปู เสียงกลิน่ รส จากเครอ่ื งสมั ผัสตา งๆ จรมาจากรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ
ความสําคญั มนั่ หมายตา งๆ ไปกวา นเอามาเผาลนตัวเองนีแ่ หละ ท่ีมาทําใหจ ิตเศราหมอง
เศรา หมองดวยส่งิ เหลานี้เอง

ดังนน้ั การพิจารณา จึงเพ่อื จะถอดถอนส่ิงเหลานี้ออกเพอื่ เปด เผยตัวจิตขนึ้ มาดวย
ปญญาอยางประจกั ษ จงึ จะเห็นไดว า ในขณะจติ ทยี่ งั ไมไดออกเกี่ยวของกบั อารมณใ ดๆ
เพราะเครื่องมือคอื อายตนะยังไมสมบูรณ ยงั ออ นอยู จิตประเภทน้ยี อมสงบตวั และผอ งใส

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๑๙๗
ธรรมะชุด๒เ๑ต๘รยี มพรอ้ ม

๑๙๘

ท่ีเรียกวา “จิตเดมิ เปน จิตผองใส” แตเปนจิตเดมิ ของ “วัฏจกั ร” เชนจิตเดก็ แรกเกดิ น้ันแล
ซึ่งความเคล่ือนไหวตางๆ ยังไมสมบูรณพรอมพอรับอารมณตา งๆ ไดเต็มที่ ไมใชจติ เดิม
ของววิ ฏั จักรท่ีบรสิ ทุ ธิ์เตม็ ทแ่ี ลว

ทีนี้เวลาพิจารณารอบไปโดยลาํ ดบั แลว อาการของกิเลสทีเ่ คยเพนพา นจะรวมตวั เขา
สจู ุดนนั้ เปน ความผอ งใสขนึ้ มาภายในใจ และความผอ งใสน้ีแล แมแตเ คร่อื งมือประเภท
“มหาสติ มหาปญญา” ก็ยังตอ งลุม หลงความผองใสในระยะเรม่ิ แรกทเ่ี จอกนั เพราะเปน
สงิ่ ทไี่ มเคยเหน็ ไมเ คยพบมากอ นเลย นบั แตวันเกิดและเร่ิมแรกปฏบิ ัติ จงึ เกิดความแปลก
ประหลาดและอัศจรรย ดเู หมือนสงา ผาเผยไมมีอะไรจะเปรียบเทยี บไดในขณะน้ัน ก็จะไม
สงา ผา เผยยังไง เพราะเปน “ราชาแหงวฏั จักร” ท้งั สามโลก คอื กามโลก รูปโลก อรูปโลก
มาแลวเปน เวลานานแสนกัปนบั ไมไ ดโนนนะ เปน ผมู อี ํานาจเหนอื จติ ครอบครองจติ อยู
ตลอดมา ในเวลาทจี่ ติ ยังไมม ีสติปญญาเพอ่ื ถอนตวั ออกจากใตอาํ นาจนั้น กจ็ ะไมส งาผาเผย
ยังไง! จงึ สามารถบังคบั ถไู ถจติ ใหไ ปเกิดในทต่ี า งๆ โดยไมมีกําหนดกฎเกณฑ แลวแต
อํานาจแหง “วบิ ากกรรม” ทตี่ นสรา งไวม ากนอย เพราะกเิ ลสประเภทนางบงั เงาเปนผบู ง
การ ความท่สี ตั วโ ลกเรรอ นเกิดตายอยไู มหยดุ กเ็ พราะธรรมชาตินี้แลทําใหเปนไป

เมือ่ เปน เชน น้นั จึงตองพจิ ารณาใหเ หน็ ชัด ความจริงแลว “ความผองใส” กับ
“ความเศรา หมอง” เปน ของคูกัน เพราะตา งก็เปนสมมุติดวยกนั ความผองใสเพราะการ
รวมตัวของกเิ ลสตา งๆ น้ี จะเปน จุดใหเราทราบไดอยางชดั เจนวา “น้ี คือจดุ แหง ความผอ ง
ใส” เม่ือมคี วามเศราหมองขน้ึ มา ตามสภาพของจติ หรอื ตามขัน้ ภูมขิ องจิต ก็จะเกิดความ
ทุกขอนั ละเอียดในลกั ษณะเดียวกันขึ้นมาในจดุ ท่ีวา ผอ งใสนนั้ แล ความผองใส ความเศรา
หมอง และความทกุ ขอนั ละเอยี ด ท้งั สามนเ้ี ปนสหายกัน คอื เปนคกู นั เพราะฉะน้นั จิตที่
เปน ความผองใสน้ี จงึ ตองมีความพะวกั พะวนระมดั ระวงั รกั ษาอยูต ลอดเวลา กลวั จะมีอะไร
มารบกวนใหกระทบกระเทอื น และทําใหจิตท่ีผองใสนี้เศรา หมองไป แมจ ะเปน ความเศรา
หมองอันละเอียดเพียงใด แตเ ปนเรอ่ื งของกเิ ลสทีผ่ ูปฏิบัตทิ งั้ หลายไมควรนอนใจทัง้ นน้ั จาํ
ตอ งพจิ ารณาดวยปญ ญาอยไู มหยดุ หยอ น

เพ่ือใหต ดั ภาระกงั วลลงไปโดยเดด็ ขาด จงต้งั ปญ หาถามตัวเองวา “ความผอ งใสน้ี
คืออะไร?” จงกําหนดใหร ู ไมต องกลวั ความผองใสนจ้ี ะฉบิ หายวายปวงไป แลว “เราที่แท
จรงิ ” จะลมจมฉิบหายไปดว ย การพิจารณาจงกําหนดลงไปในจดุ นน้ั ใหเหน็ ชัดเจน ความ
ผองใสนีก้ เ็ ปน “อนจิ จลักขณะ ทุกขลกั ขณะ อนตั ตลกั ขณะ” เหมอื นกันกับสภาพธรรมทั้ง
หลายที่เราเคยพิจารณามาแลวไมมีอะไรผดิ กนั เลย นอกจากมคี วามละเอียดตางกันเทาน้นั

ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๙๘
ภาค ๒ “๒เร๑า๙ กับ จติ ’’

๑๙๙

จึงไมค วรไวใ จกบั อะไรทั้งสิ้นขนึ้ ชือ่ วา “สมมุต”ิ แลว ปญญาใหฟาดฟนลงไป กาํ หนดลงไป
ท่ตี วั จติ น่ีแหละ สิ่งจอมปลอมแทๆ มันอยทู ่ีตัวจติ นเี้ อง ความผองใสนัน่ แหละคือตัว
จอมปลอมแท ! และเปน จดุ เดนทสี่ ดุ ในเวลานัน้ แทบไมอยากแตะตอ งทําลาย เพราะเปน
สงิ่ ท่ีรกั สงวนมากผิดสิง่ อ่นื ใด ในรางกายนี้ไมมีอะไรที่จะเดนยิง่ ไปกวาความผองใสนี้ จนถึง
กับใหเ กิดความอศั จรรย ใหเกดิ ความรักความสงวนออ ยอิ่งอยูภายใน ไมอยากจะใหอ ะไร
มาแตะตอ ง นน่ั นะ จอมกษตั ริยค อื อวิชชา !

เคยเหน็ ไหม? ถา ไมเ คยเห็น เมือ่ ปฏิบตั ิมาถึงจุดน้ี กจ็ ะหลงเองแลว ก็จะรูเอง ไมมี
ใครบอกกร็ เู มื่อสตปิ ญ ญาพรอมแลว นี่แหละทา นเรียกวา “อวชิ ชา” คือตรงน้ีท่เี ปนอวิชชา
แท ไมใชอ ะไรเปนอวชิ ชาแท อยาพากันวาดภาพ “อวิชชา” เปน เสอื โครง เสือดาว หรือเปน
ยักษเ ปนมารไป ความจรงิ แลว อวิชชา กค็ ือนางงามจักรวาลท่ีนารกั นา หลงใหลใฝฝน ของ
โลกดีๆ นเ่ี อง อวชิ ชาแทก บั ความคาดหมายผิดกันมากมาย เม่ือเขาถงึ อวิชชาแทแ ลว เราไม
ทราบวาอวชิ ชาคืออะไร? จงึ มาตดิ กันอยทู ต่ี รงนี้ ถา ไมม ผี ูแนะนาํ สัง่ สอน ไมมีผใู หอ บุ าย
จะตองตดิ อยูเ ปนเวลานานๆ กวาจะรูไ ดพ น ได แตถ า มีผูใหอบุ ายแลวก็พอเขาใจและเขาตี
จุดน้นั ได ไมไ วใ จกบั ธรรมชาติน้ี การพิจารณาตองพิจารณาเชนเดียวกับสภาวธรรมทง้ั
หลาย

เมือ่ พจิ ารณาดว ยปญญาอันแหลมคมจนรเู หน็ ประจักษแ ลว สภาพนจ้ี ะสลายตัวลง
ไปโดยไมค าดฝน เลย ขณะเดียวกันจะเรียกวา “ลางปาชาของวฏั จักรของวัฏจิตสําเรจ็ เสร็จ
สิน้ ลงแลว ใตต นโพธิ์ คือความรูแจง เหน็ จรงิ ” กไ็ มผิด เม่ือธรรมชาตินีส้ ลายตัวลงไปแลว
สิง่ ทอี่ ัศจรรยยง่ิ กวาธรรมชาตนิ ซี้ ง่ึ ถูกอวิชชาปกปด เอาไว จะเปด เผยขึน้ มาอยา งเตม็ ตัวเตม็
ภมู ิทเี ดยี ว นี้แลทท่ี านวา “เหมอื นโลกธาตหุ วั่นไหว” กระเทือนอยภู ายในจติ เปนขณะจติ ที่
สําคญั มากท่ขี าดจาก “สมมุต”ิ ระหวา ง “วิมตุ ติกับสมมตุ ขิ าดจากกนั ” เปน ความอัศจรรย
สดุ จะกลา ว ทที่ านวา “อรหตั มรรคพลกิ ตัวเขาถึงอรหัตผล” หมายความถงึ ขณะจติ ขณะนี้
เอง ขณะที่อวิชชาดบั ไปนน้ั แล! ทา นเรยี กวามรรคสมบรู ณเ ต็มทแี่ ลว กา วเขา ถึงอรหตั ผล
“อนั เปนธรรมและจิตทีส่ มบรู ณแบบ” จากนั้นกห็ มดปญหา

คําวา “นิพพานหนึง่ ” ก็สมบูรณอ ยภู ายในจติ ดวงน้ี ขณะทอี่ วชิ ชากําลังสลายตัวลง
ไปนน้ั ทานเรียกวา “มรรคกบั ผลกา วเขา ถึงกัน” ซ่ึงเปนธรรมคู ถา เปรียบกบั การเดนิ ข้นึ
บันได เทาขางหนึ่งกาํ ลงั เหยียบอยูบันไดขนั้ สุด เทา อีกขางหนง่ึ กา วขึน้ ไปเหยยี บบนบา น
แลว แตยงั ไมไดก า วข้นึ ไปท้งั สองเทา เทา นัน้ พอกา วขึ้นไปบนบานทัง้ สองเทา แลว นน้ั แล
เรยี กวา “ถงึ บา น” ถา เปนจติ ก็เรียกวา “ถึงธรรม” หรือบรรลุธรรมข้ันสดุ ยอด ขณะเดียว

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๙๙
ธรรมะชุด๒เ๒ต๐รียมพรอ้ ม

๒๐๐

กบั การบรรลธุ รรมสน้ิ สดุ ลง” ทา นเรียกวา “นิพพานหนึง่ ” คอื เปนอสิ ระอยา งเตม็ ทแ่ี ลว ไม
มกี ิรยิ าใดท่แี สดงอกี ตอ ไปในการถอดถอนกเิ ลส นน่ั ทานเรยี กวา “นพิ พานหนง่ึ ” จะวา
“อรหัตผล” ก็ได เพราะไมมีกเิ ลสตัวใดมาแยงแลว “นพิ พานหนึ่ง” ก็ได แตเม่อื จะแยกให
เปนสมมุตโิ ดยสมบรู ณต ามหลักธรรมชาติ ไมใ หม ีความบกพรองโดยทางสมมุตแิ ลว ตอง
วา “นพิ พานหน่ึง” ถึงจะเหมาะเต็มภูมิ “สมมุต”ิ กับ “วิมตุ ติ” ในวาระสดุ ทา ยแหง การ
ลางปาชา ของ “จติ อวิชชา”

พระพทุ ธเจา ทานวา “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สขุ ํ” สุขอื่นนอกจากความสงบไมม ี น้ีหมายถงึ
ความเปน ผสู ้นิ กเิ ลสของผไู ด “สอปุ าทเิ สสนพิ พาน” ซึ่งยังทรงขันธอ ยู ดังพระอรหันตทาน

การปฏิบตั ิศาสนาคือการปฏิบัติตอจิตใจเราเอง ใครเปน ผูรับทุกขร บั ความลาํ บาก
เปน ผตู องหาถูกจองจาํ อยูต ลอดเวลา คอื ใคร? ใครเปน ผถู กู จองจาํ ถา ไมใ ชจ ติ ! ใครเปนผู
จองจาํ จติ ถาไมใชก เิ ลสอาสวะท้ังปวง! การแกก ต็ อ งแกท ่ีตัวของขาศกึ ทีม่ ตี อจติ ใจนัน้ ดวย
ปญญา มปี ญ ญาอนั แหลมคมเทา น้นั ทจ่ี ะสามารถแกก เิ ลสไดท กุ ประเภท จนกระท่ังสลายตัว
เองไปดังทกี่ ลาวมาแลว หมดปญ หาใดๆ ทั้งสน้ิ !

เรือ่ งรูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ เปน แตเ พยี งอาการ ๆ เทา นั้น ไมอาจมา
กระทบกระเทือนจติ ใจใหก าํ เรบิ ไดอีกเลย รปู เสยี ง กลนิ่ รส เครอ่ื งสมั ผสั กเ็ ชนเดยี วกัน
ตางอนั ตางจรงิ ตา งอนั ตางวา “มีก็มี ไมมกี ็ไมมีปญหาอะไร มแี ตจ ิตไปสาํ คญั มนั่ หมาย
เพราะความโงเ ขลาของตน เม่อื จิตฉลาดพอตัวแลว จิตกจ็ รงิ สภาวธรรมท้ังหลายทั้งในและ
นอกกจ็ ริง ตางอนั ตางจริงไมขัดแยง กนั ไมเ กิดเรือ่ งกนั ดงั ทีเ่ คยเปนมา

เมื่อถึงขน้ั ตา งอันตา งจริงแลวกเ็ รยี กไดว า “สงครามกิเลสกบั จติ เลกิ รากนั แลว ถึง
กาลสลายกส็ ลายไป เมื่อยงั ไมถ งึ กาลก็อยูไปดงั โลกๆ เขาอยกู ัน แตไ มโ กรธกนั เหมอื นโลก
เขาเพราะไดพิจารณาแลว

คาํ วา “อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตฺตา” ถา ไมห มายถึงขันธท ี่เรารับผดิ ชอบนี้จะหมายถึง
อะไร? เรากเ็ รยี นจบแลว คือจบ “ไตรลกั ษณ” ไมใ ชจ บพระไตรปฎ ก แตพระไตรปฎ กก็คือ
พระไตรลักษณอยูนนั่ เอง เนอ่ื งจากพระไตรปฎ กพรรณนาเรื่องของพระไตรลกั ษณต ลอด
เรื่อง

อนจิ จฺ ํ คอื ความแปรสภาพ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา กไ็ มใ ชเราอยแู ลว ยังอยกู ็ไมใชเ รา ตาย
แลว จะไปยึดอะไร เม่ือทราบความจรงิ อยา งนแ้ี ลว ก็ไมห ว่นั ไหวพรัน่ พรึง ทัง้ ความเปนอยู
แหงขนั ธ ทงั้ ความสลายไปแหง ขันธ จติ เปน แตเพียงรไู ปตามอาการทีข่ นั ธเคล่ือนไหวและ
แตกสลายไปเทานั้น ธรรมชาตินไ้ี มไ ดฉบิ หายไปตามธาตุขนั ธ จึงไมมอี ะไรท่นี ากลวั ในเรอื่ ง

ธรรมชุดเตรียมพรอม ๒๐๐
ภาค ๒ ๒“เ๒รา๑ กับ จิต’’

๒๐๑

ความตาย เอา จะตายเมื่อไรก็ตายไปไมหา ม ยงั อยูก็อยไู ปไมหา ม เพราะเปนความจริง
ดว ยกนั

การเรยี นใหจบเร่อื งความตายเปนยอดคน คอื ยอดเรา ผูเรยี นจบเรื่องความตาย
แลว ไมก ลัวตาย ยังเปน อยกู อ็ ยไู ป ถงึ วาระที่ตายกต็ ายไป เพราะไดกางขายดว ยปญญาไว
รอบดา นแลว เราจะไมหวนั่ ไหวตอความจรงิ นน้ั ๆ ซ่ึงรอู ยูกบั ใจทกุ วันเวลานาทอี ยูแลวโดย
สมบรู ณ

เอาละ การแสดงธรรมกเ็ หน็ วา สมควร พอดีเทปก็หมด

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๐๑
ธรรมะช๒ดุ เ๒ต๒รยี มพร้อม



จติ ว่างเพราะวางกาย ๒๐๒

เทศนโ์ ปรดคณุ เพาพงา วรเทรธศนนะโกปุลรดณคณุวัดเปพา่ าบพา้ งนาตวารดรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด
เม่ือวนั ที่ ๒๔ มกราคม พทุ ธศกั เรมา่ือชวัน๒ท๕ี่๑๒๙๔ มกราคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙

จิตวางเพราะวางกาย

ขณะฟง เทศนใหจติ อยูก บั ตวั ไมตองสง ออกไปทไี่ หน ใหร อู ยจู าํ เพาะตวั เทานน้ั แม
แตทผ่ี เู ทศนกไ็ มใ หสง ออกมา จะเปนทาํ นองคนไมอ ยูบาน ใครมาท่บี า นก็ไมท ราบทัง้ คน
รายคนดี จิตสง ออกมาอยูข างนอก ความรูสกึ ภายในก็ดอ ยลงไปไมเต็มเม็ดเต็มหนวย ถา
จิตอยกู ับท่ีความรสู กึ ภายในมเี ต็มท่ี ความสัมผสั แหงธรรมก็เตม็ เม็ดเต็มหนวย ผล
ประโยชนเกดิ จากการฟงธรรมกต็ องเกดิ ขึ้น ในขณะท่จี ติ เรามีความรูสึกอยูกบั ตวั ไมสง ออก
ภายนอก มีแตกระแสธรรมทเี่ ขาไปสมั ผัสใจเตม็ เมด็ เต็มหนวย จติ ใจก็มีความสงบเยน็ ใน
ขณะฟงธรรมทุกๆ คร้งั ไป

เพราะเสียงธรรมกับเสยี งโลกผิดกนั เสียงธรรมเปน เสยี งทเี่ ย็น เสียงโลกเปน เสียง
ทแ่ี ผดเผาเรา รอ น ความคดิ ในแงธ รรมกบั ความคิดในแงโลกกต็ า งกนั ความคิดในแงโลก
เกดิ ความไมส งบทําใหว ุนวาย ผลกท็ าํ ใหเปน ทุกข ความคิดในแงธ รรมใหเกดิ ความซาบซ้ึง

ภายในใจ จิตมีความสงบเยือกเย็น ทานจงึ เรยี กวา “ธรรม” เรยี กวา “โลก” แมอ าศัยกนั
อยูก็ไมใชอ นั เดียวกนั โลกกับธรรมตองตา งกนั เสมอไป เชนเดียวกับผหู ญงิ และผูชายท่ีอยู
ดว ยกันมองดูก็รูว า นั่นคอื ผหู ญิง นี่คอื ผชู าย อยดู วยกนั ก็รูว าเปนคนละเพศ เพราะลักษณะ
อาการทุกอยางนั้นตางกัน เร่อื งของธรรมกับเรือ่ งของโลกจึงตา งกนั โดยลกั ษณะน้ีเอง

วันนีเ้ ปนวันถวายเพลงิ ศพทานอาจารยก วา ไปปลงอนจิ จฺ ํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า และ
เคารพศพทาน ขณะไปถึงพอกาวขนึ้ ไปสเู มรทุ า นก็ไปกราบ เพราะมีความสนทิ สนมกับทา น
มานาน อาจลว งเกนิ ทานโดยไมม เี จตนาก็เปน ได เลยตองไปกราบขอขมาทา น

ทา นเปนคนไมชอบพดู มาคดิ ดูเร่ืองปฏปิ ทาการดาํ เนนิ ของทา นโดยลาํ ดับ ทานไม
เคยมีครอบครวั ทา นเปน พระปฏิบัตมิ าอยกู บั ทา นอาจารยมนั่ ทา นอาจารยไ ดชมเชยเรอ่ื ง
การนวดเสน ถวายทา น เพราะบรรดาลูกศิษยท่ีมาอยอู ุปถัมภอ ุปฏฐากทา นมมี ากตอ มาก
เร่ือยมา ซงึ่ มนี สิ ยั ตา งๆกัน ทานเคยพูดเสมอวาการนวดเสนไมม ใี ครสทู านอาจารยก วา ได

เลย ทา นวา “ทานกวา นี้ เราทําเหมือนกับหลับ ทา นก็เหมือนกับหลับอยตู ลอดเวลา เราไม
ทาํ หลบั ทา นก็เหมือนหลบั ตลอดเวลา แตมือที่ทํางานไมเคยลดละความหนกั เบา พอให

ทราบวา ทา นกวา นหี้ ลับไปหรืองว งไป”

ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ธรรมะช๒ุด๒๐เ๒ต๒ร๔ยี มพร้อม

๒๐๓

นที่ านอาจารยม่นั ทานชมทานอาจารยก วา แตดูอาการนน้ั เปนเรอื่ งของคนสปั หงก

“เวลานวดเสนใหเราน้ีสปั หงกงกงนั เหมอื นคนจะหลับ แตม อื น้นั ทํางานอยา งสม่ําเสมอ
แสดงวา ไมห ลบั พระนอกนัน้ ถา ลงมลี กั ษณะสัปหงกแลว มอื มนั ออนและตายไปกับเจาของ

แลว ” ทานวา

ทานอาจารยมัน่ ทา นเปนพระพดู ตรงไปตรงมาอยางนนั้ วา “มอื มันตาย เจาของ

กาํ ลงั สลบ” กค็ ือกาํ ลงั สปั หงกนัน่ เอง วา เจาของกําลังสลบแตมือมนั ก็ตายไปดวย ตายไป

กอนเจาของ ทา นวา “ทานกวาไมเปน อยางนนั้ การอุปถัมภอ ปุ ฏฐากเกง มาก!
ทาํ ใหเ ราคิดยอนหลงั ไปวา เวลาทานอุปถัมภอปุ ฏฐากทานอาจารยม่นั ดูจะเปนสมยั

ทอี่ ยูทางอําเภอ “ทาบอ ” หรือทไ่ี หนบางออกจะลมื ๆ ไปเสียแลว
จากนัน้ จติ ใจของทา นกเ็ ขวไปบาง การปฏบิ ตั กิ ็เขวไปในตอนหนงึ่ คอื ทา นคิดอยาก

จะสึก ตอนเหนิ หา งจากทานอาจารยมน่ั ไปนาน แตแ ลวทานกก็ ลับตัวไดตอนทท่ี า นอาจารย
มั่นกลบั มาจากเชยี งใหม เลยกลับตัวไดเร่ือยมาและไมสึก อยูม าจนกระทง่ั ถึงทุกวันนแ้ี ละ
ถึงวาระสดุ ทา ยของทา น

ไดไ ปดเู มรทุ านดูหบี ศพทา น กราบแลวกด็ ูพจิ ารณาอยูภายใน นีเ่ ปน วาระสุดทา ย
ของชวี ิตมาถงึ แคน ้ี เดินไปไหนก็เดนิ เทย่ี วไปไหนกไ็ ป แตวาระสุดทา ยแลว จาํ ตอ งยตุ ิกนั
ไมมีความเคลอ่ื นไหวไปมาวาระทีข่ น้ึ เมรนุ ้ี แตจิตจะไมข นึ้ เมรดุ ว ย!

ถาจิตยงั ไมส นิ้ จากกเิ ลสอาสวะ จิตจะตอ งทองเทยี่ วไปอีก ทขี่ น้ึ สเู มรนุ ี้มีเพียงราง
กายเทา น้ัน ทําใหคดิ ไปมากมาย แมแตน งั่ อยนู ่นั กย็ งั เอามาเปน อารมณคดิ เรื่องนอ้ี กี ปกติ
จิตทกุ วนั นไี้ มเหมอื นแตกอ น ถามอี ะไรมาสมั ผสั แลวใจชอบคดิ หลายแงห ลายทางในธรรม
ทัง้ หลาย จนเปน ทเ่ี ขา ใจความหมายลกึ ตื้นหยาบละเอียดแลว จงึ จะหยดุ คดิ เร่ืองน้นั ๆ

ขณะน้ันพิจารณาถงึ เรือ่ ง “วฏั วน” ทว่ี นไปวนมา เกดิ ขึน้ มาอายสุ นั้ อายุยาว ก็ทอง
เทยี่ วไปที่นั่นมาทีน่ ี่ ไปใกลไปไกล ผลสดุ ทายก็มาทจ่ี ุดนี้ จะไปไหนก็มกี เิ ลสครอบงําเปน
นายบงั คับจิตไปเรือ่ ยๆ จะไปสภู พใดก็เพราะกรรมวบิ าก ซึ่งเปน อํานาจของกิเลสพาใหเ ปน
ไป สวนมากเปน อยางนนั้ มีกรรม วบิ าก และกิเลส ควบคุมไปเหมือนผตู องหา ไปสู
กําเนิดนั้นไปสูกาํ เนิดน้ี เกิดทนี่ ่ันเกดิ ทน่ี ่ี กเ็ หมือนผูตองหา ไปดวยอํานาจกฎแหงกรรม
โดยมกี ิเลสเปน ผูบังคับบญั ชาไป สัตวโ ลกเปน อยางนี้ดว ยกนั ไมม ใี ครทจี่ ะเปนคนพิเศษใน

การทอ งเที่ยวใน “วฏั สงสาร” น้ี ตองเปน เชน เดยี วกนั ผทู ี่เปน คนพิเศษคือผทู พี่ น จากกง
จักร คือเครื่องหมนุ ของกเิ ลสแลว เทา นน้ั

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๒๐๓
ภาค ๒ “๒เร๒า๕ กับ จติ ’’

๒๐๔

นอกนน้ั รอยทัง้ รอย มเี ทา ไรเหมือนกันหมด เปน เหมือนผตู อ งหา คือไมไดไปโดย
อสิ ระของตนเอง ไปเกดิ ก็ไมไ ดเปนอสิ ระของตนเอง อยใู นสถานทใ่ี ดกไ็ มเปนอิสระของตน
เอง ไมวาภพนอ ยภพใหญภพอะไรก็ตาม ตองมีกฎแหงกรรมเปนเครื่องบังคับบัญชาอยู
เสมอ ไปดวยอํานาจของกฎแหง กรรม เปน ผพู ดั ผันพาใหไปสูกาํ เนดิ สงู ตํ่าอะไรก็ตาม
กรรมดีกรรมชั่วตอ งพาใหเปนไปอยางนนั้ ไปสูท ่ดี มี คี วามสขุ รนื่ เริง ก็เปนอาํ นาจแหง ความ
ดี แตท ย่ี ังไปเกิดอยูกเ็ พราะอาํ นาจแหง กิเลส ไปตํ่าก็เพราะอํานาจแหง ความชว่ั และกิเลส
พาใหไ ป

คําวา “กิเลส” ๆ น้ีจึงแทรกอยูตลอดเวลาไมวาจะไปภพใด แมท ี่สุดพรหมโลก ก็

ยงั ไมพนทก่ี เิ ลสจะตอ งไปปกครอง ถึงชน้ั “สทุ ธาวาส” ก็ยังตองปกครองอยู “สทุ ธาวาส ๕

ช้นั คือ อวหิ า อตัปปา สุทัสสา สทุ ัสสี อกนิษฐา” เปน ช้ันๆ สทุ ธาวาส แปลวา ที่อยขู องผู
บริสุทธ์ิ ถาแยกออกเปน ช้ันๆ อวิหา เปน ชั้นแรก ผทู สี่ ําเรจ็ พระอนาคามีขัน้ แรก อตัปปา
เปนชน้ั ท่สี อง เมอ่ื บารมแี กก ลา แลวก็ไดเลอื่ นขึ้นชนั้ นี้ เลื่อนขึน้ ช้นั น้ันๆ จนถงึ ช้ันสุทธาวาส
กย็ ังไมพนทกี่ ิเลสจะไปบังคบั จิตใจ เพราะเวลาน้นั ยงั มีกิเลสอยู ถึงจะละเอยี ดเพยี งใดก็

เรยี กวา “กเิ ลส” อยนู ่ันแล จนกระท่ังพน เมอื่ จติ เต็มภูมิแลวในช้นั สทุ ธาวาส กก็ า วเขา สู

อรหัตภูมิและถงึ นพิ พาน นนั่ เรยี กวา “เปน ผูพน แลว จากโทษแหง การจองจาํ ”

นี่พดู ตามวถิ ีความเปนไปของกิเลสท่ีเรียกวา “วฏั วน” แลว พดู ไปตามวถิ แี หงกศุ ลที่
สนบั สนนุ เราใหเ ปน ไปโดยลาํ ดบั ๆ จนกระทัง่ ผา นพนไปได ดวยอาํ นาจของบุญกุศลท่ไี ด
สรางไวน้ี สว นอํานาจของกเิ ลสทีจ่ ะใหคนเปนอยา งนั้น ไมม ที าง มีแตเปนธรรมชาตทิ ่กี ด
ถว งโดยถายเดยี ว

บญุ กุศลเปนผูผลกั ดนั สิ่งเหลานอ้ี อกชว ยตัวเองเปนลาํ ดบั ๆ ไป เพราะฉะน้นั ทา นจึง
สอนใหบ ําเพญ็ กศุ ลใหม าก หากจะยงั ตะเกียกตะกายเวียนวายตายเกิดในวัฏสงสารอยู ก็มี
ส่ิงทชี่ ว ยตา นทานความทุกขร อ นท้ังหลายพอใหเบาบางลงได เชน เวลาหนาวมผี า หม เวลา
รอ นมนี าํ้ สาํ หรบั อาบสรง เวลาหวิ กระหายก็มอี าหารรับประทาน มีท่ีอยูอาศยั มหี ยูกยา
เคร่ืองเยียวยารกั ษา พอไมใ หท ุกขทรมานอยางเตม็ เม็ดเต็มหนวย บญุ กุศลคอยพยุงอยู
เชน นี้จนกวาจะพนไปไดต ราบใด ตราบน้นั จงึ จะหมดปญ หา แมเ ชน นั้นบญุ กุศลกย็ ังปลอย
ไมได จนกระท่ังถงึ วาระสุดทา ยท่ีบญุ กศุ ลจะสนบั สนุนได

ท่ีกลา วมาท้งั นเ้ี ปน คําพูดของนกั ปราชญ ผเู ฉลยี วฉลาดแหลมคมในโลกทงั้ สามไมม ี
ใครเสมอเหมอื นได คือพระพทุ ธเจา ถา ใครไมเชอื่ พระพุทธเจาแลวก็แสดงวา ผูน ั้นหมด

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๒๐๔
ธรรมะชดุ๒เ๒ต๖รียมพร้อม


Click to View FlipBook Version