๑๕๙
เห็นชดั ไปหมดแลวจะไปงมอะไรอีก ปญ หาของใจทีเ่ คยกวา งขวางกแ็ คบเขามา เกย่ี วกบั
เร่ืองตา งๆ ภายนอกกห็ มดไป ๆ เขาทาํ นองทเ่ี คยเทศนน น้ั เอง
จากนน้ั ก็มาคลี่คลายดูจติ อนั เปน ทร่ี วมของกิเลสสวนละเอียดวา แยบ็ ออกไป
หาเรอ่ื งอะไรบา ง?” และ “แยบ็ ออกไปจากทไ่ี หน? มอี ะไรเปน เคร่ืองผลกั ดนั ใหจิต
คดิ ปรุงเรอื่ งตา งๆขน้ึ มา?” พอสติปญ ญาทนั ความคิดปรุงท่ีแยบ็ ออกในขณะนนั้ มนั ก็
ดบั ในขณะนน้ั ไมถ งึ กับเปนเร่อื งเปนราวอะไรขน้ึ มาใหย งุ ยากเหมือนแตกอน เพราะ
สติทนั ปญญาทัน คอยตตี อ นปราบปรามกันอยูเสมอ เพราะขยบั ตามรอ งรอยแหง ตน
เหตเุ ขา ไปเรอ่ื ยๆ จนถงึ “ตน ตอกิเลส” วา มอี ยู ณ ทใ่ี ดกนั แน ลกู เตา หลานเหลน
กเิ ลสมันออกมาจากไหน สตั วต างๆ ยงั มีพอแม พอ แมข องกิเลสเหลา นค้ี อื อะไร? และ
อยูทไ่ี หน? ทําไมจงึ ปรุงแลวปรงุ เลา คดิ แลว คิดเลา ทําใหเกดิ ความสาํ คัญม่นั หมาย
ขยายทุกขอยไู มหยุดไมถอย?
ความจรงิ การคดิ ปรุงกค็ ดิ ปรงุ ขึ้นท่ีจติ ไมไดคดิ ปรุงจากทอ่ี นื่ จงพิจารณาตาม
เขา ไปโดยลําดบั ๆ ไมล ดละรอ งรอยอันจะเขาหาความจรงิ จนถึงตวั นค่ี อื การคดิ คนดู
เร่ืองของกิเลสท้งั มวลดวยกาํ ลงั ของสตปิ ญญาอยางแทจรงิ จนทราบวา จติ นไี้ ดข าด
จากสิง่ ใดแลว สง่ิ ใดท่ียังมคี วามสัมผสั สมั พันธ และสนใจอยากรอู ยากเหน็ กนั อยเู วลาน้ี
จงึ ตามสอ่ื ตามเชอ้ื นเ้ี ขา ไป กเิ ลสกน็ บั วนั เวลาแคบเขา มา ๆ เพราะถูกตัดสะพานที่
สบื ตอ กบั รูป เสียง กลิน่ รส เครื่องสัมผัสสัมพนั ธ และส่ิงตางๆ ท่วั โลกดินแดน ออก
จากใจดวยสตปิ ญญาไปเรือ่ ยๆ จนหายสงสยั เหมอื นโลกภายนอกไมมี เหลือแต
อารมณท ี่ปรงุ ยิบแย็บๆ ไปภายในจิตเทานั้น ซ่งึ “กษตั รยิ ใ หญตวั คะนอง” ก็อยทู น่ี ้ี ตัว
ปรุงแตง ตวั ดิ้นรนกระวนกระวายนอยใหญ จึงอยทู ีน่ ่ี
แตกอนใจด้ินไปไหนบา งก็ไมทราบ ทราบแตผ ลทีป่ รากฏขึ้นมาเทา น้นั ซึ่งไม
เปนท่พี ึงใจเลยทุกระยะไป คือมแี ตค วามทกุ ขซ ึ่งโลกไมต อ งการกนั ใจเราเองก็แบกแต
กองทกุ ขจนหาทางออกไมไ ด เพราะไมทราบเง่ือนแกเงอื่ นไขกัน ทีน้ีพอทราบแลว เรื่อง
เหลา นีค้ อยหมดไปสิน้ ไป กย็ ่ิงรูชัดเห็นชัดที่จติ ซ่งึ ”อวชิ ชา” มาแสดงเปน ตัวละคร เปน
ตัวเร่อื งราวอยภู ายในตวั เอง หาท่ยี ดึ ทีเ่ กาะอะไรกบั ภายนอกไมไ ด เปน แตแสดงอยูภ าย
ในตวั เพราะเหตุใดจงึ ไมย ดึ ไมเกาะ ก็เพราะสติปญญาเขาใจและหวานลอมไวแลว จะ
ไปยึดไปเกาะอะไรไดอ กี เร่อื งมนั ก็มแี ต “ยบิ แยบ็ ๆๆ” อยูเฉพาะภายในจติ ยง่ิ เห็นได
ชดั กาํ หนดเขาไปพิจารณาเขาไป คุย เข่ยี ขดุ คนดว ยสติปญ ญาเขาไปจนรอบตัว ทุก
ขณะท่อี าการของจติ เคล่อื นไหวไมม ีการพลั้งเผลอ ดงั สติปญญาขัน้ เร่ิมแรกที่ลม ลกุ
คลกุ คลาน
ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ภาค ๒ ๑“เ๗ร๑า๗๕ก๙ับ จติ ’’
๑๖๐
ความเพยี รขณะนไี้ มวาทุกอริ ยิ าบถเสยี แลว แตก ลายเปน ทกุ ขณะทีจ่ ิตกระเพ่อื ม
ตวั ออกมา สติปญญาตองรูทัง้ ขณะทกี่ ระเพื่อมออก รทู ั้งขณะท่ีดับไป เรอ่ื งราวท่ีจะเกิด
ข้ึนขณะทจี่ ิตปรงุ แตงและสาํ คัญมัน่ หมายจงึ ไมมี เพราะสติปญญาประเภทจรวดดาว
เทียมตามทนั กนั พอกระเพอ่ื มก็รู รูแลวก็ดับ เรื่องราวไมเ กิดไมต อ เกิดขน้ึ มาขณะใดก็
ดับไปพรอมขณะนั้น ไมแตกกิง่ แตกกา นออกไปไหนได เพราะถกู ตัดสะพานออกแลว
จากเรอื่ งภายนอกดว ยปญ ญา
เมือ่ สติปญญาคนควาอยอู ยา งไมล ดละไมท อ ถอย ดวยความสนใจอยากรอู ยาก
เหน็ และอยากทาํ ลายสง่ิ ทเ่ี ปนภัย ทใ่ี หก อ กาํ เนดิ เกิดเปน สตั วเ ปน บคุ คล พาทอง
เที่ยวในวัฏสงสาร คืออะไรกัน? อะไรเปน เหตเุ ปน ปจ จยั ใหส บื ตอ และมีอยทู ีไ่ หน
เวลาน้ี? น่เี รยี กวา “คยุ เขีย่ ขดุ คน” จิตอวิชชาดวยสตปิ ญ ญา ก็ไมพนทจี่ ะรจู ะเหน็ และ
ตดั ขาดตัวเหตุปจจยั อนั สาํ คญั ทกี่ อ ทกุ ขใ หแ กสัตวโ ลก คอื กเิ ลสอวชิ ชา ท่แี ทรกอยู
ในจติ อยางลึกลบั นี้ไปได น่ัน! เห็นไหม อาํ นาจของสตปิ ญ ญา ศรัทธา ความเพียรข้นั น้ี
ทผ่ี ูปฏิบตั ิท้งั หลายไมเคยคาดคิดมากอ น วาจะเปนไปไดถึงขนาดนี้
ทีน้ีกเิ ลสเริ่มเปดเผยตัวขึน้ มาแลว เพราะไมม ีทหี่ ลบซอ น รูป เสียง กล่ิน รส
เครื่องสัมผัส ซึง่ เปนทเี่ คยหลบซอ นแตกอ นไมม ีแลว เพราะไดตัดสะพานออกหมดแลว
ก็มที ีห่ ลบซอนอยูเ ฉพาะจิตแหง เดียวเทานนั้ คอื จิตเปน ทีห่ ลบซอนของ “อวชิ ชา” เม่ือ
คน ควาลงไปทีจ่ ิตจนแหลกแตกกระจายไปหมดไมมีอะไรเหลอื เหมอื นกบั พจิ ารณา
สภาวธรรมท่ัวๆ ไปทเี่ คยดําเนินมาโดยทางปญญา “จติ อวชิ ชา” น่กี ็ถกู พจิ ารณาแบบ
นนั้ สดุ ทา ยกเิ ลสชั้นยอดคอื อวิชชา จอมกษัตรยิ ข องวฏั จกั ร กแ็ ตกกระจายออกจากใจ
หมด! ทีนเี้ ราจะไมทราบยงั ไงวา ตวั ไหนเปนตวั กอเหตุใหเกิดภพนั้นภพนี้ สว นจะ
เกดิ ท่ีไหนไมเกิดทไี่ หนน้ันไมส ําคัญ สาํ คญั ท่ีตวั นี้เปนตัวเหตุใหเ กิดตายอยางประจักษ
ใจ
นี้แลการพิสจู นการตายแลวเกิดอกี หรือตายแลวสูญ ตอ งพิสจู นตัวจิตดวย
การปฏบิ ตั ิตามหลกั จติ ตภาวนา ดงั พระพุทธเจา และสาวกทรงปฏบิ ตั แิ ละทรงรเู ห็น
ประจักษพ ระทัยมาแลว อยางอืน่ ๆ ไมม ที างรูได อยาพากันลูบคลําดนเดาเกาหมดั จะ
กลายเปน ข้ีเรื้อนเปอ นไปทั้งตัว โดยไมเกดิ ผลใดๆ เลย
เมือ่ ถงึ ขน้ั นี้ เรียกวา ไดทาํ ลายความเกดิ ซ่งึ เปน เชอ้ื สําคญั อยูภายใน ออกโดยสน้ิ
เชงิ แลว ตัง้ แตบ ัดน้ีเปนตน ไปไมมสี งิ่ ใดจะสบื ตอกอ แขนงไปอกี แลว สตปิ ญ ญาขั้น
“ธรรมภิสมัย” ทราบไดอยา งสมบรู ณ
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ธรรมะชดุ๑เ๗๑ต๘ร๖ยี ๐มพร้อม
๑๖๑
นีแ่ หละทว่ี า “โลกหนา มไี หม?” คือตวั น้ีแลเปนผูไปจบั จองโลกหนา ตัวนี้แลเปน
ผูเ คยจองโลกทีผ่ านมาแลว ตวั น้แี ลเปน ตวั ทเ่ี คยเกิดเคยตายซํ้าๆ ซากๆ ไมหยุดไมถอย
จนไมส ามารถจดจาํ เรอ่ื งความเกดิ ความตาย ความสุขความทุกข ความลาํ บากมากนอ ย
ในภพกําเนดิ นน้ั ๆ ของตนได คอื ตวั นแ้ี ล!
กรณุ าจาํ หนา ตาของมนั ไวใ หถ งึ ใจ และขุดคน ฟนลงไปอยางสะบ้นั ห่ันแหลกอยา
ออมแรง จะเปนการทําอาหารไปเล้ยี งมันใหอม่ิ หมีพีมนั แลว กลบั มาทาํ ลายเราอกี
เมอื่ ประมวลกิเลสทั้งหลายก็มาอยทู จ่ี ิตดวงเดยี ว รวมกันทีน่ ่ี ทําลายกันทน่ี ่ี พอ
ทาํ ลายมันเสรจ็ สิน้ ลงไปโดยไมม อี ะไรเหลือแลว ปญ หาเรอ่ื งความเกดิ ความตาย
ความทุกขความลาํ บาก อนั เปน ผลมาจากความเกดิ ความตายนก้ี ไ็ มม ี รไู ดอ ยางชดั ๆ
โดย “สนฺทฏิ ฐ โิ ก” อยา งเตม็ ภมู ิ
เร่ืองโลกหนา มไี หม? ก็หมดปญหา โลกทเ่ี คยผานมาแลว ก็ละมาแลว โลกหนา ก็
ตัดสะพานขาดกระเดน็ ออกไปหมดแลว ปจจบุ ันก็รูเทา ไมมอี ันใดเหลอื อยใู นจติ นัน้ เลย
ขึน้ ชอื่ วา “สมมุติ” แลวแมล ะเอียดเพียงไร! นแี่ ลคือจิตทีห่ มดปญหาแท! การแกป ญหา
ใหจ ติ ก็แกท ตี่ รงนี้ เมื่อแกตรงนี้หมดแลว จะไมมปี ญ หาอะไรอีก!
โลกจะกวา งแสนกวา งหรอื มกี จ่ี กั รวาลนน้ั เปน เรื่องหนง่ึ ตางหากของ “สมมุติ”
ซ่ึงหาประมาณไมไ ด ใจที่รูรอบตวั แลวไมยงุ เกย่ี วดวย
เร่ืองสาํ คญั ท่ีทําความกระทบกระเทอื นแกต นอยเู สมอมาไมล ดละกระทัง่ ปจจบุ ัน
และจะเปนไปขางหนาก็คอื เร่ืองของจิต ตวั มภี ยั ฝง จมอยภู ายในตวั นี้เทา นนั้ เมอ่ื แกภ ยั
นอ้ี อกหมดแลว ก็ไมม อี ะไรจะเปนพิษเปน ภัยตอ ไปอกี เร่อื งโลกหนา โลกหลังจะมีหรือ
ไมมีนนั้ หมดความสนใจท่ีจะคดิ เพราะทราบอยางถงึ ใจแลววา ตัวนห้ี มดปญ หาท่ีจะไป
สบื ตอ ในโลกไหนๆ อกี แลว นแ่ี หละการเรยี นแกป ญ หาตนเอง จงแกลงที่ตรงนี้จะมี
ทางสิน้ สดุ ลงได ทง้ั ไมเปนโทษภัยแกต ัวและผอู ่ืนแตอ ยางใด
พระพุทธเจา กท็ รงแกท ต่ี รงนี้ สาวกอรหัตอรหันตทานก็แกท ่ีตรงน้ี รูก ันที่ตรงน้ี
ตัดไดขาดโดยสิ้นเชิงที่ตรงนี้ การประกาศองคศ าสดาข้ึนมาวา “เปน ผสู ้ินแลว จากทุกข
เปน ศาสดาเอกของโลก” กป็ ระกาศข้นึ มาจากความรแู ละความหมดเรอื่ งอันนเ้ี อง การ
เรียน”โลก” จบกจ็ บลงทจ่ี ติ อันนีเ้ อง! การเรียนธรรมจบก็จบโดยสมบรู ณท ตี่ รงนี้
“โลก” คอื หมสู ตั ว สัตวแปลวา “ผูของ” ของอยทู ่จี ิต ตดั ขาดกนั ตรงนี้ เรยี นรูกนั
ทีน่ ี่ สาวกอรหตั อรหันตกเ็ รียนรกู นั ทีน่ ี่อยา งเต็มใจ หมดปญหา! ทานเหลาน้ีเปนผแู ก
ปญหาตก ไมม ีสง่ิ ใดเหลอื หลอเลย
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ภาค ๒ ๑“เ๗ร๑า๙๖ก๑ับ จิต’’
๑๖๒
พวกเราเปน ผรู บั เหมากองทกุ ขท ั้งมวล เปนผรู ับเหมาปญหาทั้งมวล แตไ มยอม
แกป ญ หา มีแตจ ะกวาดตอ นเขา มาแบกหามอยตู ลอดเวลา กองทุกขจงึ เต็มทห่ี วั ใจอะไร
ก็ไมเทา เพราะไมหนักเทา หวั ใจที่แบกกองทกุ ข การแบกกองทกุ ขแ ละปญหาทัง้ หลาย
มันหนกั ท่หี ัวใจ เพราะเรียนไมจบ แบกแตก องทกุ ขเ พราะความลุมหลง!
เรอ่ื ง “วชิ ชา” คือ ความรจู รงิ ไดปรากฏขนึ้ แลว และทําลายสิ่งท่เี ปน ภัยทงั้
หมดออกจากใจแลว ชือ่ วา ‘เปนผูเรียนจบ” โดยหลักธรรมชาติ ไมมกี ารเสกสรรปน ยอ
ท้ังที่หลอกตวั เองใหลมุ หลงเพิ่มเขาไปอกี แตการเรียน “ธรรมในดวงใจ” จบ เปนการ
ลบลา งความลมุ หลงออกไดโดยสนิ้ เชงิ ไมมซี ากเหลอื อยูเลย
คาํ วา ‘ไตรภพ” กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ กห็ มดปญ หาลงในขณะนน้ั เพราะมนั
อยูท ี่ใจ “กามภพ” ก็คือจิตใจที่กอ ตัวดว ยสงิ่ น้นั (กาม) “รูปภพ อรปู ภพ” ก็คอื สมมตุ สิ ่งิ
นน้ั ๆ ในสามภพนฝ้ี งอยูท่ีใจ เมอ่ื ใจไดถ อดถอนสิ่งเหลา น้ีออกไปแลว กเ็ ปน อนั หมด
ปญ หา น่แี กป ญหาแกทีต่ รงน้ี โลกน้ีโลกหนา อยทู ีน่ ี่ เพราะการกาวไปในโลกไหนๆ กอ็ ยู
ท่นี ี่ จะกา วไปรบั ทกุ ขม ากนอ ย กต็ วั จติ นี้แล กงจกั รเคร่ืองพัดผนั มีอยภู ายในใจน้ไี ม
มใี นท่ีอน่ื
พระพทุ ธเจาจงึ ทรงสอนลงที่จุดอนั ถกู ตองเหมาะสมทสี่ ุด คอื ใจ อนั เปน ตัวการ
สําคญั สง่ิ ที่กลา วมาเหลาน้มี อี ยกู บั ใคร ถาไมมอี ยูกับเราทกุ ๆ คน การแกถ าไมแกท ่ีตรง
นจี้ ะไปแกท ี่ไหนกนั ?
สตั วโ ลกจาํ เปนท่ีจะตอ งไปตามโลกนั้นๆ ดว ยอาํ นาจแหงกรรมด-ี ช่วั ทีม่ อี ยู
กบั ใจ ผูท่จี ะไปสูโลกสูกองฟน กองไฟคอื ใจน้ี ถาไมแกต รงน้ีแลว กไ็ มพ น จะไปโดนกอง
ไฟคอื ความทุกขร อ น ถา แกต รงนีไ้ ดแลวก็ไมม ปี ญหาวาไฟอยทู ่ไี หน เพราะรักษาตัวได
แลว มนั ก็มเี ทานั้น! เหลา นเ้ี ปน โลกหนกั มากสาํ หรบั มวลสตั ว ปญหาอะไรเกดิ ขึ้นมันก็
เกดิ ขนึ้ ท่ีตรงนี้ วา “ตายแลวเกดิ หรือตายแลว สญู ” “โลกหนา มไี หม?” นรกมีไหม?
สวรรคม ไี หม? “บาป บญุ มีไหม?”
ไปท่ีไหนมแี ตคาํ ถามวา “นรก สวรรค มไี หม?” เราขี้เกียจจะตอบ ไมท ราบจะ
ตอบไปทําไมกนั กผ็ แู บกนรก สวรรค กค็ ือหวั ใจซึ่งมอี ยกู ับทกุ คนอยแู ลว จะตอบไป
ใหเสียเวลาํ่ เวลาทําไมกัน เพราะเราไมไดเปน “สมหุ บญั ชีนรก สวรรค น”่ี
แกตวั เหตุท่จี ะไปนรกสวรรคน่ซี ิ! แกเหตุชัว่ และบาํ รงุ เหตุดี คําวา “ทุกข” มนั ก็
ไมม ี ถา แกถกู จดุ แลว มันจะผิดไปไหน! เพราะ “สวากขาตธรรม” สอนใหแ กถ กู จดุ ไม
ผดิ จดุ ! คาํ วา “นยิ ยานกิ ธรรม” กเ็ ปนเครอ่ื งนําผูท ต่ี ดิ อยใู นความทกุ ขรอนดวยอํานาจ
ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ธรรมะชดุ ๑๑เ๘ต๖๐รยี๒มพร้อม
๑๖๓
แหงความลุมหลงออกไป ดวย “สวากขตธรรม” อยแู ลว จะแกทไี่ หนถา ไมแกท ่จี ิต
ปญหาอนั ใหญโตกม็ อี ยทู ีจ่ ติ นีเ่ ทา นั้น ความรอู นั นแี้ หละ หยาบก็อยูกบั ความรนู ้ี
ละเอียดกอ็ ยูก ับความรูน ี้ ทาํ ใหคนหยาบทาํ ใหคนละเอียดกค็ อื ความรนู ้ี เพราะกิเลส
เปนผหู นุนหลงั ทําใหคนละเอียดใจละเอียด ก็เพราะความดีเปนเคร่ืองหนนุ ละเอียด
จนกระท่ังสุดความละเอียดแลว ก็สุดสมมตุ ิ ยตุ ดิ ว ยความพน ทุกข ไมม ีเชือ้ สบื ตอ อกี
ตอไป
มปี ญหาท่ีมคี นมักถามอยเู สมอวา การแกค วามข้ีเกียจจะแกวธิ ไี หน? ถา จะเอา
ความขเ้ี กยี จไปแกค วามข้เี กยี จ มันก็เทากับสอนคนนัน้ ใหเปน ขา ศึกกบั ทน่ี อนหมอนมุง
ดว ยการนอนจนไมรูจักตนื่ และเหมือนคนนั้นตายแลว นัน่ เอง เพราะความขเี้ กียจมนั ทํา
ใหออ นเปย กไปหมดเหมือนคนจะตายอยแู ลว จะเอาความข้ีเกยี จไปแกความขเี้ กียจ
อยางไรกนั เมื่อไดที่นอนดีๆ กเ็ ปน เครือ่ งกลอมใหคนนอนจมแบบตายแลวนน่ั เอง ตาย
อยบู นหมอน นะ ! จะวายงั ไง! ตืน่ แลว ก็ยงั ไมยอมลุก ก็ความข้เี กยี จมันเหยียบย่ําทาํ ลาย
และบงั คับไมใ หล ุกน่ี การเอาความข้เี กยี จไปแกค วามขีเ้ กียจมันก็เปนอยา งน้นั แหละ
ถาเอาความขยนั หมั่นเพียรเขา ไปแก ก็ลุกปบุ ปบขึน้ มาสกู ัน ถา มกี ารตอสมู ันกม็ ี
หวงั ชนะจนได ถา ยอมหมอบราบไปเลยมนั กม็ แี ตแ พท า เดยี ว แตจ ะเรยี กวา “แพ” หรอื
เรยี กอะไรก็เรียกไมถูก เพราะไมม กี ารตอ สูจะวา แพอยางไรได ถา มกี ารตอสู สูเขาไมได
เชน คนนี้แพ คนนั้นชนะ แตน ่หี าทางตอ สูไมม เี ลย ยอมราบไปโดยถายเดยี ว จะไมวา
“บอ ยกลางเรอื นของกเิ ลส” จะวาอะไร? มัน กบ็ อยกลางเรอื นของมันนนั่ แหละ จะเอา
ความข้เี กียจจนเปน บอยมันไปแกก เิ ลส กย็ ิง่ กลบั เสริมกิเลสใหม ากมนู ย่งิ ขึ้นจะวา ยังไง!
โดยปกตมิ นั กเ็ ต็มหัวใจอยแู ลว จะสง เสรมิ ใหม ากมายอะไรอกี จะเอาไปไวท ่ีตรงไหน?
ใจกม็ ดี วงเดียว นอกจากจะแกม นั ออกพอใหห ายใจไดบ า ง ไมย อมใหมันนัง่ ทับนอนทบั
จมกู จนหายใจไมไดตลอดไป
จงปลดเปล้อื งมันออกพอใหมองดูตวั เองไดบางวา ‘โอโ ห! นับแตเริ่มภาวนามา
วนั น้เี หน็ เหลนของกเิ ลส คือตวั ข้ีเกียจ หลุดลอยจากตวั ไปหนึง่ สะเก็ด เทากันกบั สะเกด็
ไมหลดุ ออกจากตน ของมนั วันน้พี อดูตัวเองไดบาง ไมมแี ตกิเลสเอาปากเอาจมกู ไปใช
เสียหมด นาโมโห!”
ความขยันหมนั่ เพียร ความอตุ สาหพ ยายาม โดยทางเหตุผลที่เกิดประโยชน
เปน ทางของปราชญท า นดําเนนิ กัน แมย ากลาํ บากเรากส็ ู เหมอื นถอนหวั หนามออกจาก
เทาของเรา เจบ็ กต็ อ งทนเอา ถาจะยอมใหม ันฝง จมอยอู ยา งนน้ั ฝาเทากจ็ ะเนาเฟะไปท้ัง
เทา แลว กาวไปไหนไมไ ดเ ลย และเสยี กระท่ังเทา ดวย เพราะฉะนนั้ เหตุผลมีอยอู ยา ง
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ภาค ๒ “๑เ๘ร๑า๑๖ก๓บั จติ ’’
๑๖๔
เดียว คอื ตอ งถอนหนามออกใหไ ด! เจ็บขนาดไหนตองอดทน ถอนหนามออกใหไ ด
เหตผุ ลนตี้ องยอมรบั เมอ่ื ถอนออกหมดแลวมนั กห็ มดพิษ ใสยาลงไปเทากจ็ ะหายเจบ็
ไมมกี ารกาํ เริบอีกตอ ไปเหมอื นท่หี นามยงั จมอยู
กเิ ลสกค็ อื หวั หนามเราดๆี น่เี อง เราจะยอมใหม ันฝงจมอยใู นหวั ใจตลอดเวลา
มันกฝ็ งจมอยอู ยางนัน้ ใจเนาเฟะอยใู น “วฏั สงสาร” เปนทน่ี า เบ่อื หนายราํ คาญไมม ีทส่ี ิน้
สดุ เราตองการอยหู รอื ? การเปนคนเนาเฟะนะ จงถามตัวเองอยา ไปถามกเิ ลส จะเพิ่ม
โทษเขาอีก ถาไมตอ งการตอ งตอสูมนั เมอ่ื ตอสูแลวตองมที างชนะจนได หรือจะแพกี่
ครง้ั กต็ าม แตจะตอ งมที างชนะมนั ครัง้ หนึ่งจนได ลงชนะครง้ั นตี้ อ ไปกช็ นะไปเรือ่ ยๆ
ชนะๆๆ เรอ่ื ยไปเลย กระท่ังไมม อี ะไรจะมาใหเราตอ สู เพราะกิเลสหมดประตสู ูแ ลว !
คาํ วา “ชนะ” นน้ั ชนะอะไร! กช็ นะความขี้เกยี จดวยความขยนั ชนะกเิ ลสดว ยวริ ยิ
ธรรมนะ ซี แลว ก็พน จากทุกข น่แี หละการแกป ญหาเรอื่ งความเกดิ ตาย คือแกทด่ี วงใจ
มีจดุ นเ้ี ทาน้ันที่ควรแกทีส่ ดุ เปน จุดท่ีเหมาะสมอยางยงิ่ เปน จดุ ทถ่ี กู ตอ งในการแก แกท ี่
ตรงน้ี แกทอ่ี ื่นไมม ที าง จะสําคัญมั่นหมายไปตัง้ กปั ตั้งกลั ป ก็แบกปญ หาพาเกิดพาตาย
พาทกุ ขพาลําบากไปอยนู นั่ แหละ จงึ ไมค วรหาญคดิ ดน เดาเสยี เวลาและตายเปลา เพราะ
เปน “อฐานะ” คือสงิ่ เปน ไปไมไดต ามความคาดหมายดนเดา
วา “ทุกขไมมี บญุ บาปไมม ี หรอื ทุกขม ี บญุ บาปม”ี เรากเ็ สวยกนั อยูท ุกคนไมมี
การหลีกเวนได คาํ วา ‘บาป” ก็คอื ความเศราหมองความทกุ ข “คาํ วา บญุ ” กค็ อื ความสขุ
ความสบายใจนน่ั เอง ก็มอี ยูในกายในใจของคนทุกคนแลว จะปฏเิ สธอยา งไร? คาํ วา
“บญุ ” กช็ ื่อความสขุ นน้ั แลทา นใหช ื่อวา ‘บญุ ” ความทุกขทา นใหชือ่ วา “บาป” ทงั้ บญุ ทัง้
บาปเราก็สมั ผสั อยทู กุ วันเวลา จะอยูโลกนี้หรือไปโลกหนากต็ อ งเจอ “บญุ บาป” อยโู ดย
ด!ี
นรกหรอื ไมน รกกต็ ามเถอะ ถา มีทกุ ขอ ยเู ต็มกายเตม็ ใจแลว ใครอยากมาเกดิ มา
เจอละ? เรารูอ ยดู วยกนั อยา งนี้ จะไปถามเรอ่ื งนรกนเรกทีไ่ หนอีกเลา เพราะอยูด วยกนั
อยา งน้ี ทุกขมนั เผาอยูทไ่ี หนกร็ อ นเชนเดียวกบั ไฟจ้ีนัน่ แล จี้เขา ตรงไหนก็จ้ีเขา ซิ มนั
ตองรอ นเหมือนกันหมด จะวานรกหรอื ไมนรกกต็ ามใจ แตใ ครก็ไมตองการ เพราะ
ความทกุ ขรูอยูกับตัว จะหาสวรรคทีไ่ หน? ใหย งุ ยากในหวั ใจละ
เจอความสุขซงึ่ เกิดข้นึ จากการปฏบิ ัติธรรม เฉพาะอยางยิ่งคอื ความสขุ ทางใจ
นับต้ังแตความสงบเยน็ ใจขน้ึ ไปโดยลาํ ดบั จนกระท่ังต้งั หลกั ตงั้ ฐานของจติ ไดแ นน หนา
มนั่ คงภายในใจ แนใ จในตัวเอง ย่งิ กวา นั้นเราไดห ลดุ พน ไป แลวจะไปถามหาที่ไหน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ธรรมะชุด๑เ๘๑ต๒๖รยี ๔มพร้อม
๑๖๕
สวรรค นพิ พานนะ ไมจาํ เปนตอ งถาม เรารูอยูก บั ใจของเรา เราเปนเจา ของใจ ซ่ึงเปน
ตวั เหตตุ ัวการอยูอยางชดั ๆ และครองกันอยูเ วลานี้ จะไปหากนั ที่ไหนอีกชอ่ื นรกสวรรค
นะ งมหาอะไร!
เราไดต ัวมนั แลว ก็อยกู ับตวั นั่นซิ เรอื่ งกม็ เี ทา นั้น ธรรมของพระพุทธเจาไมได
หลอกคนใหล บู นน้ั คลาํ น้ี เอาตวั จริงทต่ี รงน!้ี
เอาละ การแสดงก็เห็นวาสมควรฯ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ภาค ๒ “๑๑เ๘ร๖๓า๕กบั จติ ’’
๑๖๖
อุบายชาำ ระจติ ให้เป็นธรรมเทศนโปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด
เมอ่ื วันท่ี ๒๔ ธนั วาคมเทพศทุนโ์ธปศรกัดรคาณุ ชเพ๒า๔พ๑งา๘วรรธนะกลุ ณ วัดปา่ บา้ นตาด
อุบายชาํ ระจติ ใหเปนเธมอ่ืรวรนั มที่ ๒๔ ธนั วาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘
จติ ท่ีไดช ําระดว ยดมี ีความผอ งใสเปน ประจํา ขณะที่เราอยใู นสถานทท่ี เ่ี งยี บๆ ไม
มีเสียงตางๆ ปรากฏเลย เชนเวลากลางคนื ดกึ สงัด จิตทั้งๆ ทีไ่ มรวมไมสงบลงเปน
สมาธิก็ตาม เมอ่ื กําหนดดูท่ีจุดแหงความรูน้ัน จะเห็นวา เปนความละเอียดออนมากท่ี
สุดจนพดู อะไรไมถกู ความละเอยี ดนน้ั เลยกลายเปน เหมอื นกบั รศั มแี ผก ระจายไป
รอบตัวและรอบทศิ สง่ิ ท่มี ากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลนิ้ ทางกาย กไ็ ม
ปรากฏในขณะนัน้ ทั้งๆ ทีจ่ ติ ไมไดร วม ไมไ ดเปน องคแหงสมาธิ แตเปน ฐานมน่ั คง
ของจิตที่ชาํ ระกนั ดวยดีมาแลว แสดงความรคู วามสงา งามออยอ่งิ ใหเดนชัดอยภู าย
ในตวั เอง
ความรชู นดิ นี้เหมือนไมมรี างมกี ายเปน ทอ่ี าศัยอยเู ลย เปน ความรทู ล่ี ะเอยี ด
มาก เดน อยูเฉพาะตัว แมจ ิตไมร วมเปน สมาธกิ ต็ าม เพราะความละเอียดของจิต
เพราะความเดนของจิต เลยกลายเปน ความรเู ดนทไี่ มม ีภาพนมิ ติ ใดๆ มาปรากฏ รู
เดนอยโู ดยลําพงั ตนเอง นเี่ ปนระยะหนึ่งของจติ
อกี ระยะหนง่ึ จิตท่ไี ดช ําระดวยดแี ลวนห้ี ย่งั เขาสูความสงบ ไมคิดไมปรุงอะไร
พักกริ ยิ าคอื ความกระเพอื่ มความคิดความปรุงตางๆ ภายในจิต พักโดยส้ินเชิง เหลอื
แตค วามรูลวนๆ ทเ่ี รยี กวา “จติ เขา สูความสงบ” ยง่ิ ไมม ีอะไรๆ ปรากฏเลย จะปรากฏ
เฉพาะความรูน นั้ อยา งเดยี ว เหมอื นครอบโลกธาตุไปหมด เพราะกระแสของจิตไม
เหมอื นกระแสของไฟ กระแสของไฟมที ีส่ นิ้ สดุ มีระยะใกลหรอื ไกลตามกาํ ลงั ของไฟ
เชน แสงสวางของไฟฟา ถา แรงเทียนสงู กส็ วางไปไกล แรงเทียนตํ่ากส็ วางใกล
แตกระแสจติ นี้ไมเปน เชน นั้น คาํ วา “ใกล ไกล”ไมม ี ที่พดู ไดชดั ๆ กว็ า ไมม ี
กาลสถานท่ีนน่ั แหละ จิตครอบไปไดห มด ไกลกเ็ หมอื นใกล ใกลห รอื ไกลพดู ไมถ ูก
เห็นแตค วามรูน ้นั ครอบไปหมดสดุ ขอบจกั รวาล โลกทง้ั โลกเลยปรากฏมีแตความรอู ัน
เดยี วเทาน้ัน เหมือนไมมอี ะไรเลยในความรสู ึก ท้งั ทที่ กุ สง่ิ ทุกอยางทเ่ี คยมีกม็ อี ยูตาม
ปกตขิ องตน นี่แหละอํานาจของจติ กระแสของจิตทชี่ ําระสง่ิ ปดบังมวั หมองออกไป
แลว เปน อยางน้ัน
ย่ิงจิตมคี วามบรสิ ุทธ์หิ มดจดดว ยแลว อันนย้ี ่ิงพดู ไมถ กู เลย ไมทราบจะพูดจะ
คาดวา อยางไร เพราะไมใชสง่ิ ท่ีคาดไมใ ชสิง่ ที่หมาย ไมใ ชส ง่ิ ทจี่ ะนํามาพูดไดเชน สมมุติ
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๖๖
ภาค ๒ “๑เร๘า๕ กับ จิต’’
๑๖๗
ท่ัวๆ ไป เนือ่ งจากสงิ่ นนั้ ไมใ ชสมมตุ แิ ลว เปนวสิ ยั ของผมู ใิ ชส มมุติ รูเรื่องความไม
ใชส มมตุ ขิ องตนเทา นนั้ จงึ นาํ มาพูดอะไรไมไ ด
ทีนี้โลกเตม็ ไปดวยสมมตุ ิ พูดอะไรกต็ อ งมภี าพสมมุติข้นึ มาเปรียบเทยี บทกุ ๆ
เรื่องไป เชน เหน็ จะเปน อยา งนนั้ เหน็ จะเปน อยา งนี้ หรือเปนอยา งน้นั เปนอยา งนี้
คลายกบั สง่ิ นัน้ เปน ตน ยกตัวอยางเชน ยกคาํ วา “นพิ พาน” ขึน้ มาพูด เร่ืองของกิเลส
สามญั คือจิตสามัญธรรมดาเรา จะตอ งคาดวานิพพานจะตอ งกวางขวางเวง้ิ วา งไปหมด
ไมม ีอะไรปรากฏอยูใ นน้นั เลย แตไ มไดคิดในคาํ วา ‘นพิ พาน” ทีเ่ ปนคาํ สมมุติท่ยี ังมีหลง
เหลอื อยู ดไี มดีกอ็ าจคิดไปวา มแี ตผูคนทีบ่ รสิ ุทธิเ์ ดนิ ขวกั ไขวกนั อยูในพระนพิ พานนั้น
เทา นนั้ ซ่ึงมที ง้ั หญงิ ทง้ั ชายเพราะถงึ ความบริสทุ ธด์ิ ว ยกัน มีแตพ วกทบี่ รสิ ุทธ์ิเทา นั้นเดิน
ขวกั ไขวกนั ไปมา หรือนั่งอยอู ยา งสะดวกสบายผาสกุ เจริญ ไมม คี วามโศกเศรา เหงา
หงอยเขา ไปเก่ยี วของพวั พนั เหมือนโลกสมมุติเรา ทีเ่ ตม็ ไปดว ยความทุกขวนุ วาย
ความจรงิ หาไดท ราบไมวา ความทวี่ ามผี หู ญงิ ผชู ายที่บรสิ ุทธเิ์ ดินขวักไขว หรอื
น่งั อยตู ามธรรมชาติตามธรรมดาของตน ดวยความสขุ ความเกษม ไมมอี ะไรเขาไปยุง
กวนนนั้ ก็เปนสมมตุ ิอันหนึ่ง ซง่ึ เขา กบั “วิมตุ ติ” นิพพานแทๆ ไมได การทน่ี าํ มา
กลา วในสิง่ ทส่ี ดุ วสิ ัยของสมมุติ แมผ นู ัน้ ไมส ดุ วสิ ยั แหง ความรกู ต็ าม เปนวิสยั แหงความ
รูของตนดว ยดีกต็ าม แตไมสามารถที่จะนําออกมาพูดไดในทางสมมุติ พดู ออกมาก็ตี
ความหมายไปผดิ ๆ ถกู ๆ เพราะตามธรรมดาจติ ก็คอยแตจ ะผิดอยูแลว หรือยงั มคี วาม
ผดิ ภายในตัวอยู พอแยบ็ อะไรออกมากต็ อ งคาด และดนเดาไปตามความเขาใจที่ไมถูก
ตอ งไมแนนอนเสมอไป
อยางพระยมกพดู กับพระสารีบตุ รวา “พระอรหันตต ายแลว สญู ” เพราะพระ
ยมกเปน ปถุ ชุ นอยู พระสารบี ตุ รเปนพระอรหันต และเปนผูช้แี จงใหฟง ยังไมยอมเขา ใจ
จนพระพุทธเจา เสด็จมาช้ีแจงใหฟ ง เสียเอง แมเ ชน นน้ั ถาจําไมผ ดิ กป็ รากฏวา พระยมก
ยงั ไมเ ขาใจตามความจริงท่ที รงชแี้ จงนัน้ ตามคัมภีรว า พระยมกก็ดูเหมอื นไมไ ดส ําเร็จ
มรรคผลนิพพานอะไร แตต อ งมเี หตผุ ลพระพทุ ธเจา จึงจะทรงแสดง หากไมม คี วาม
หมายในการแสดงน้ันพระองคจะไมแ สดงเลย เพราะธรรมบางอยางแมผฟู งน้ันจะไมไ ด
รับประโยชนเทาทีค่ วร แตผูอ่นื ทเี่ ก่ยี วของยอ มไดรับ วสิ ยั ของพระพุทธเจาเปน อยา งน้นั
จะรบั สงั่ เรอื่ งอะไรออกมาตองมเี หตุมีผล คอื มสี ิง่ ท่จี ะไดรบั ประโยชนสาํ หรบั ผฟู ง จงึ จะ
ทรงแสดงออกมา หากไมมีอะไรเลยกไ็ มทรงแสดง
น่เี ปน เรือ่ งของพระพุทธเจาท่ีพรอ มดว ยเหตดุ วยผล รูรอบขอบชิดทุกสิ่งทุก
อยา ง ไมพ ดู ไปแบบปาวๆ เปลาๆ เหมือนโลกทัว่ ๆ ไป เพราะฉะนน้ั ในเวลารับสง่ั อะไร
กับพระยมกน้ัน เราชกั ลมื เสยี แลว เพราะผา นเร่ืองนี้มานานแลว จนลืมวา มีใครไดผล
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๖๗
ธรรมะชดุ ๑เ๘ต๖รยี มพรอ้ ม
๑๖๘
บา งในเวลานน้ั หรือวาพระยมกกไ็ ด น่สี งสัยไมแนใจแลว เรามาถือเอาตอนทีว่ า “พระ
อรหันตต ายแลวสูญ” เปนธรรมอนั สาํ คัญก็แลว กนั
พระองคท รงแสดงวา “พระอรหนั ตเปนรปู หรือถงึ ตายแลว สูญจากรปู พระ
อรหนั ตเ ปนเวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ” หรอื พระอรหนั ตเ ปน ดนิ นํา้ ลม ไฟหรอื
เม่อื ตายแลวจึงไดสูญจากสิ่งนัน้ ๆ” รบั ส่งั ถามไปเรอ่ื ย สรปุ ความแลววา รูปไมเที่ยง รูป
กส็ ลายไป,เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไมเที่ยง กม็ คี วามสลายไป เม่อื เรือ่ งของ
สมมุติ เปน ไปตามสมมตุ อิ ยา งนน้ั
สวนเรอ่ื งของ “วมิ ตุ ติ” คอื เรื่องของความบรสิ ทุ ธ์ิ จะใหเ ปนอยา งนนั้ ไมไ ด
เพราะไมใชอ นั เดยี วกนั จะนาํ เรอ่ื ง “วิมุตติธรรม” หรือ “วิมุตตจิ ิต” เขา มาคละเคลา
หรือมาบวกกับขันธหาซึง่ เปน เรอื่ งของสมมุตยิ อ มไมถ ูก ไมใ ชฐ านะจะเปน ไปได ขนั ธ
หา เปน สมมตุ ขิ น้ั หนง่ึ จติ แบบเปน “สามญั จติ ” กเ็ ปน สมมตุ ขิ น้ั หนง่ึ
ความละเอียดของจติ ละเอียดจนอศั จรรย แมขณะทีย่ ังมีสิง่ พัวพันอยู กอ็ อก
แสดงความอศั จรรยตามขั้นภมู ขิ องตนใหเ ห็นไดอ ยางชดั เจน ยง่ิ สิง่ ทีพ่ ัวพันท้ังหลาย
หมดไปแลว ก็จติ น้ันแลเปน ดวงธรรม หรือธรรมน้ันแลคือจติ หรือจิตนั้นแลคือ
ธรรม ธรรมทั้งแทงกค็ อื จิตทง้ั ดวง จิตทัง้ ดวงกค็ อื ธรรมท้งั แทงอยโู ดยดี ทนี ก้ี ็สมมุติ
อะไรไมไ ด เพราะเปนธรรมลวนๆ แลว แมท านจะครองขันธอ ยู ธรรมชาตนิ ั้นก็เปน
อยา งน้นั โดยสมบรู ณ
ขนั ธก เ็ ปน ขนั ธอ ยอู ยา งพวกเราๆ ทานๆ น้เี อง ใครมีรูปลกั ษณะมกี ิริยามารยาท
มีจรติ นสิ ยั อยา งใด กแ็ สดงออกตามจริตนสิ ัยของตน ตามเรอ่ื งของสมมุตทิ ม่ี กี ารแสดง
ตัวอยา งน้นั จึงนํามาคละเคลาใหเ ปน อันหนึ่งอนั เดยี วกนั ไมได เม่อื จติ หลุดพน แลว
ธรรมชาตขิ อง “วมิ ตุ ต”ิ น้นั เปน อกี อยา งหนง่ึ
ขนั ธโลกก็เปนอกี โลกหน่ึง แมใจทบ่ี ริสุทธิ์จะอยูใ นโลกแหงขันธ ก็เปน “จิต
วมิ ตุ ติ” อยตู ลอดเวลา จะเรียกวา “โลกุตรจิต” กไ็ มผ ดิ เพราะอยเู หนือสมมตุ คิ อื ธาตุ
ขนั ธแ ลว
“โลกุตรธรรม” คือธรรมเหนอื โลก ทา นถงึ ทราบไดในเรือ่ งความสืบตอ ของจติ
เมื่อชําระเขา มาโดยลาํ ดบั ๆ ยอมเหน็ เงอ่ื นตน เงือ่ นปลาย เหน็ ความแสดงออกของ
จติ วา หนกั ไปทางใด ยงั มอี ะไรเปน เครื่องใหสบื ตอหรอื เกยี่ วของกันอยู ทา นกท็ ราบ
ทานทราบชดั เมื่อทราบชัดทานก็หาวธิ ีตดั วธิ ีปลดเปลอ้ื งสงิ่ ทส่ี ืบตอ นั้นออกจากจติ
โดยลาํ ดับ
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ภาค ๒ “๑เ๘ร๑า๗๖ก๘ับ จติ ’’
๑๖๙
เวลากเิ ลสมนั หนาแนน ภายในจิตมดื ดาํ ไปหมด ระยะนไี้ มทราบวา จิตเปน
อะไร และสิ่งที่มาเกยี่ วของพวั พันคืออะไร เลยถอื เปน อนั เดยี วกนั หมด ท้งั สงิ่ ทีม่ า
ของทง้ั ตัวจิตเองคละเคลาเปน อันเดียวกัน ไมม ที างทราบได ตอ เมอื่ ไดชําระสะสางไป
โดยลาํ ดับๆ จึงมีทางทราบไดเ ปน ระยะๆ ไป จนทราบไดอ ยางชดั เจนวา เวลานจี้ ติ ยงั มี
อะไรอยภู ายในตวั มากนอ ย แมย งั มีอยนู ิดก็ทราบวา มีอยูน ิด เพราะความสบื ตอ ใหเ ห็น
ชัดเจนวา น่ีคือเชอื้ ทจ่ี ะทําใหไปเกิดในสถานทใ่ี ดที่หน่ึง ซง่ึ บอกอยภู ายในจิต เมื่อได
ทราบชดั อยา งนก้ี ต็ อ งพยายามแกไ ข ดวยวธิ กี ารตา งๆ ของสติปญญา จนกระทั่งสิ่งนน้ั
ขาดไปจากจติ ไมมอี ะไรติดตอ กันแลว จิตกเ็ ปนจติ ท่ีบรสิ ุทธลิ์ ว นๆ หมดทางติดตอ เห็น
ไดอยา งชดั เจนแลว นคี่ ือ “ผูหลุดพน แลว ” นี่คอื ผไู มไ ดตาย
เพราะการปฏิบัตจิ ริง เปนผรู จู ริงๆ ตามหลกั ความจรงิ เห็นไดช ัดเจนประจกั ษ
ใจ ทานพูดจรงิ ทาํ จริงและรูจรงิ แลว นําสิง่ ท่ีรจู รงิ เหน็ จริงออกมาพดู จะผดิ ไปไดอยาง
ไร! พระพทุ ธเจาของเราแตก อนพระองคกไ็ มท รงทราบวา เคยเกดิ มาก่ภี พก่ีชาติ เกดิ
เปนอะไรบา ง แมปจ จบุ ันจิตมคี วามติดตอเก่ียวเน่อื งกบั อะไรบา ง เพราะกเิ ลสมมี ากตอ
มาก ในระยะน้ันพระองคก ย็ งั ไมท ราบไดเ หมือนกนั
ตอ เมือ่ ทรงบาํ เพ็ญ จนกระท่งั ตรัสรเู ปนธรรมท้ังดวงขนึ้ มาในพระทัยแลว จึง
ทราบไดช ัด เม่ือทรงทราบอยา งชดั เจนแลว จึงทรงนาํ ความจรงิ อนั น้ันออกมาประกาศ
ธรรมสอนโลก และใครผูทจี่ ะสามารถรูธ รรมประเภทน้ไี ดอ ยางรวดเร็ว กท็ รงเลง็ ญาณ
ทราบ ดงั ทานทราบวา ดาบสทง้ั สองและปญ จวคั คียท้ังหา มอี ปุ นสิ ัยพรอ มจะบรรลุธรรม
อยแู ลว เปนตน แลว เสด็จมาโปรดปญจวัคคยี ทง้ั หา ก็สมพระประสงคท่ีทรงกําหนด
ทราบดวยพระญาณไวแ ลว
ทา นเหลานกี้ ็ไดบรรลธุ รรมเปน ขัน้ ๆ โดยลาํ ดบั จนกระท่งั บรรลุธรรมเปน “พระ
ขีณาสพ” ดว ยกันทัง้ ๕ องค เพราะเอาของจริงออกมาแสดงตอ ผมู ุงความจรงิ อยดู ว ยกนั
อยางเตม็ ใจอยแู ลว จึงรบั กันไดงา ย ผูตองการหาความจริงกับผแู สดงความจริงสมดลุ
กนั แลว เมื่อแสดงออกตามหลกั ความจริง ผูนนั้ จึงรับไดอยา งรวดเร็ว และรูตามพระ
องคเ ปนลาํ ดับจนรแู จงแทงตลอด บรรดากเิ ลสที่มอี ยูม ากนอ ยสลายตวั ไปหมด ควํ่า
“วฏั จกั ร” ลงไดอยา งหายหว ง นแี้ ลผูรูจรงิ เหน็ จริงแสดงธรรม ไมวา จะเปน แงธ รรมเก่ียว
กบั ทางโลกหรอื ทางธรรม ยอมเปนที่แนใจได เพราะเหน็ มาดวยตา ไดย นิ มาดวยหู ได
สัมผสั ดว ยใจตัวเอง แลว จํานํามาพดู จะผดิ ไปไหน ผิดไมได เชนรสเค็ม ไดทราบท่ลี ้นิ
แลววาเค็ม พดู ออกมาจากความเคม็ ของเกลอื น้ันจะผดิ ไปไหน รสเผ็ด พรกิ มนั เผ็ด มา
สมั ผัสล้นิ กท็ ราบแลววาพริกนเี้ ผ็ด แลวพูดออกดวยความจรงิ วาพริกนี้เผ็ด จะผิดไปที่
ตรงไหน
ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ๑๖๙
ธรรมะชดุ ๑เ๘ต๘รียมพรอ้ ม
๑๗๐
การรูธ รรมก็เหมือนกนั ปฏิบตั ิถึงข้นั ท่ีควรรตู อ งรเู ปน ลําดบั ลําดา รูธรรมหรือ
การละกเิ ลสยอ มเปนไปในขณะเดยี วกนั น้ัน กเิ ลสสลายตวั ลงไป ความสวางที่ถูกปดบัง
อยูน้ัน กแ็ สดงข้ึนมาในขณะเดยี วกันกบั กเิ ลสสลายตวั ไป ความจรงิ ไดป รากฏอยา งชดั
เจน กิเลสซึง่ เปน ความจริงอนั หน่งึ กท็ ราบอยา งชดั เจน แลว ตดั ขาดไดดวย “มรรค” อนั
เปนหลักความจรงิ คือสตปิ ญญา แลวนํามาพดู มาแสดงเพือ่ ผฟู ง ดว ยความต้งั ใจตองเขา
ใจ
ธรรมเหลานี้พระองคแสดงไว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ ไมไ ดน อกเหนอื ไป
จาก “เบญจขันธของเรา” มใี จเปน ประธานสําหรับรับผิดชอบช่ัวดีทุกสงิ่ ทม่ี าเกี่ยวขอ ง
สมั ผสั ธรรมแมจะมากถงึ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธก ็ตาม ทา นแสดงไปตามอาการ
ของจิต อาการของกเิ ลส อาการของธรรม เพอ่ื บรรดาสัตวทมี่ นี ิสยั ตา งๆ กนั จึง
ตอ งแสดงออกอยางกวา งขวางถงึ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ เพ่อื ใหเหมาะสมกับจรติ
นสิ ยั นนั้ ๆ จะไดนาํ ไปประพฤติปฏิบัติและแกไขตนเองในวาระตอไป และควรจะทราบ
ไวว า ผฟู งธรรมจากผูร จู รงิ เหน็ จริง ควรจะแกก เิ ลสอาสวะได ในขณะสดบั ธรรมจาก
พระพทุ ธเจา และพระอรหนั ต หรอื ครอู าจารยท ง้ั หลาย โดยไมเ ลือกกาลสถานท่ี
ธรรมทัง้ หลายรวมลงที่จติ จติ เปน ภาชนะทีเ่ หมาะสมอยางย่ิงในธรรมทุกขัน้ การ
แสดงธรรมมีอะไรเปน เครอื่ งเกยี่ วเนื่องพัวพันกันอยู ทจี่ ําตองพดู ถึงสิ่งน้ันๆ เพอ่ื ความ
เขาใจและปลอ ยวาง สาํ หรบั ผฟู งทั้งหลายก็มีธาตุขันธ รูป เสียง กลนิ่ รส เครอ่ื งสัมผสั
ภายนอกอนั หาประมาณมิได เขามาเกี่ยวขอ งกับตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ของเรา ซงึ่ เปน
ภายในตวั เรา จงึ ตอ งแสดงทัง้ ภายนอกแสดงทงั้ ภายใน เพราะจิตหลงและตดิ ไดทงั้ ภาย
นอกและภายใน รกั ไดชังไดท ้ังภายนอกภายใน จิตที่
เม่อื แสดงใหท ราบตามเหตุผลทั้งขางนอกขา งในตามหลักความจริง
ใครครวญหรอื พจิ ารณาตามหลักความจริงอยูโ ดยเฉพาะแลว ตอ งทราบไดโ ดยลาํ ดับ
และปลอ ยวางได เม่อื ทราบส่ิงใดแลว ก็ยอมปลอ ยวางสง่ิ นั้น และหมดปญหาในการทจี่ ะ
พิสจู นพ ิจารณาอีกตอไป คือสงิ่ ใดที่เขาใจแลว สิง่ นนั้ ก็หมดปญ หา เพราะเม่อื เขา ใจแลว
กป็ ลอยวางสิ่งน้ันๆ ปลดปลอ ยไปเรือ่ ยๆ เพราะความเขา ใจถงึ ความจรงิ ของสงิ่ น้นั ๆ
โดยสมบรู ณแลว
การพจิ ารณาธรรมในข้นั ทค่ี วรแคบก็แคบ ในข้ันทีค่ วรกวา งกต็ องกวา งขวางเต็ม
ภมู จิ ติ ภมู ธิ รรม ดงั น้นั ใจของนักปฏิบตั ธิ รรมทค่ี วรใหอยูใ นวงแคบ กต็ อ งจํากดั ใหอ ยใู น
วงนัน้ เชน การอบรมในเบอ้ื งตน จิตมีแตความวา วนุ ขุนมัวอยูต ลอดเวลาหาความ
สงบสขุ ไมไ ด จึงตองบังคับใหจ ติ อยใู นวงแคบ เชน ใหอยูก ับคําบริกรรม “พุทโธ”
หรอื ลมหายใจเขาออก เปน ตน เพอ่ื จะตง้ั ตวั ไดด ว ยบทบริกรรม เพื่อความสงบนนั้
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๗๐
ภาค ๒ “๑เร๘า๙ กับ จิต’’
๑๗๑
เปน บาทเปน ฐานหรือเปน รากฐานของใจพอตั้งตัวไดในการปฏิบตั ติ อ ไป จึงตองสอน
ใหจ ิตมคี วามสงบจากอารมณตา งๆ ดว ยธรรมบทใดบทหนึ่งตามจริตชอบไปกอ น พอ
เปนท่ีพักผอนหยอ นใจทางความสงบ
เมื่อจติ ไดรบั ความสงบเพราะธรรมบทน้ันๆ พอเปนปากเปน ทางแลว กเ็ รม่ิ พนิ จิ
พจิ ารณาปญญา ความรกู ็คอยแตกแขนงออกไปโดยลาํ ดับ หรอื ตีวงกวา งออกไปจนไมม ี
ประมาณ เมอื่ ถึงกาลอันควรทีจ่ ะพักจติ ดวยสมาธิภาวนา กก็ าํ หนดทาง “สมถะ” ดว ยบท
ธรรมดงั ทเ่ี คยทาํ มาแลว โดยไมตองสนใจทางดานปญญาแตอยา งใด ในขณะนน้ั ต้งั หนา
ตัง้ ตาทาํ ความสงบดว ยธรรม บทท่ีเคยเปนคูเคยี งของใจ หรอื ทเี่ คยไดป ฏบิ ตั เิ พ่อื ความ
สงบมาแลว กําหนดธรรมบทน้ันเขา ไปโดยลาํ ดบั ดว ยความมีสตคิ วบคุม จนปรากฏเปน
ความสงบขนึ้ มา แลว มีความสุขความเยน็ ใจ เรยี กวา “การพักผอ นหยอนจติ ดวยสมาธิ
ภาวนา”
เมอ่ื จติ ถอนออกจากการพกั สงบนน้ั แลว ปญญาก็ตองคลีค่ ลายพจิ ารณาดสู ง่ิ
ตางๆ อนั ใดท่ีควรจะพิจารณาในระยะใดเวลาใด ก็พจิ ารณาในเวลานนั้ ๆ จนเปนที่เขา
ใจ เม่อื ปญญาไดเ รม่ิ ไหวตัวเพราะพลังคือสมาธเิ ปนเครอื่ งหนุนแลว ปญ ญาจะตอ ง
ทําการพจิ ารณาอยา งกวา งขวางโดยลําดบั ๆ ตอนนป้ี ญ ญาจะวา กวา งกก็ วา ง ธรรมจะวา
กวา งกก็ วา งตอนน้ี ปญ ญามคี วามเฉลยี วฉลาดมากนอ ยเพยี งใด ก็ยิ่งพิจารณากระจาย
ออกไปจนรูเหตรุ ผู ลในสภาวธรรมท้ังหลายตามความเปนจรงิ แลว หายสงสัยและปลอย
วางไปโดยลาํ ดับ ตามขั้นของสติปญญาท่ีควรแกการถอดถอนกเิ ลสประเภทนน้ั ๆ ออก
จากใจเปนลาํ ดบั ๆ ไป
จติ คอ ยถอนตัวเขา มาสูวงแคบเทาทเี่ ห็นจาํ เปนโดยลําพงั ไมตอ งถูกบังคบั
เหมือนแตก อน กเ็ ม่ือพจิ ารณารูตามความเปนจริงแลว จะไปพัวพันไปกงั วลกับส่ิงใดอกี
เลา เทา ที่กังวลวุน วายนั้น ก็เพราะความไมเขา ใจจึงไดเ ปนเชนน้นั เม่อื เขาใจดวยปญ ญา
ท่ไี ดพ ิจารณาคลี่คลายเห็นความจรงิ ของส่งิ นนั้ ๆ แลว จติ กถ็ อยและปลอยกงั วลเขา มา
เร่อื ยๆ จนกลายเปน วงแคบเขา มา ๆ จนถงึ ธาตุถึงขนั ธถึงจติ ตัวเองโดยเฉพาะ ระยะนี้
จิตทาํ งานในวงแคบ เพราะตัดภาระเขามาโดยลําดับแลว
ธาตขุ ันธม อี ะไรบาง? แจงลงไป ทั้งรูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ พิจารณา
จนหายสงสัยในเงอ่ื นหนึง่ เงื่อนใดก็ตาม เชน พจิ ารณาในรูป เรอ่ื งเวทนานน้ั กเ็ ปน อนั
เขาใจไปตามๆ กนั หรือพิจารณาเวทนา ก็วิ่งมาถงึ รูป ถึงสัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ อนั มี
ลกั ษณะเชน เดยี วกัน เพราะออกจากกระแสจติ อันเดียวกัน สรปุ ความแลวขนั ธทั้งหา
ทา นกบ็ อกวา “เปนคลงั แหง ไตรลักษณ หรือเปน กองแหง ไตรลักษณ” ทัง้ ส้ินอยา ง
สมบรู ณอ ยูแลว
ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ๑๗๑
ธรรมะชุด๑เ๙ต๐รยี มพรอ้ ม
๑๗๒
มสี ิ่งใดทีค่ วรจะถือเอา รปู ธาตรุ ูปขนั ธ รูปทั้งปวง กเ็ ปน กองแหงธาตอุ ยูแลว
เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ แตล ะอยา ง ก็เปนเพียงนามธรรม ปรากฏ “ยิบ
แยบ็ ๆๆ” แลวหายไปในขณะๆ จะถอื เปนสาระแกนสารอะไรจากสง่ิ เหลานี้เลา ปญญา
หยง่ั ทราบเขาไปโดยลําดับคอื ทราบความจริง และซ้ึงถงึ จิตจรงิ ๆ แลว กป็ ลอ ยวางดว ย
ความรูซ้ึงนัน้ คอื ปลอ ยวางอยา งถงึ ใจ เพราะรอู ยางถงึ ใจกป็ ลอยอยา งถงึ ใจ งานกแ็ คบ
เขาไป ๆ ตามความจาํ เปน ของการทาํ งานทางดานปญญา
นีแ่ หละการพิจารณาและรูวถิ ีทางเดนิ ของจติ ท่ไี ปเกย่ี วขอ งกบั อารมณต า งๆ
ยอมทราบเขามาและปลอยวางเขามาโดยลาํ ดับ ตดั ทางเสือโครง ทเ่ี คยออกเทย่ี วหากิน
ดงั ทานวาไวในหนังสือธรรมบทหนึง่ “ตัดทางเสอื โครง ออกเท่ยี วหากนิ ” คอื ออกจากทาง
ตา ทางหู ทางจมูก ทางลน้ิ ทางกาย ไปเที่ยวเกย่ี วขอ งกบั ทางรูป ทางเสียง กล่ิน รส
เครือ่ งสัมผัส แลวกวา นเอาอาหารทเ่ี ปนพษิ เขามาเผาใจ ปญญาจึงตอ งเทยี่ วพจิ ารณา
ตามรปู ตามเวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เพ่ือตดั ทางเสือโครงท่เี คยหากิน โดยการ
คิดคนเขา ไป ๆ ตามสายทางเสือโครงเสือดาวทีช่ อบเท่ียวทางนี้ ทา นวา คนเขา มาตดั
ทางของมนั เขา มา จนกระทัง่ เอาเสอื โครง เขา ใสกรงได คอื “อวชิ ชา” ทเี่ ปรยี บเหมอื น
เสือโครงเขารวมตัวในจติ ดวงเดียว กเิ ลสอาสวะท้งั มวลรวมลงในจติ ดวงเดียว กง่ิ กา น
สาขาตดั ขาดไปหมด เหลือแตจิต กิเลสอยใู นจิตดวงเดยี ว ไมม ีท่ีออกเทยี่ วเพน พานหา
อาหารกนิ ไดดังแตก อน
“จติ อวชิ ชา” นจี้ ะวา เปน เหมอื นลูกฟตุ บอลก็ได เพราะปญ ญาคลค่ี ลายถีบเตะไป
เตะมาจนแตกแหลกละเอียด คอื กเิ ลสอวชิ ชาแตกกระจายภายในนน้ั จิตข้นั น้เี ปน ข้ัน
รวมตัวของกิเลส ขณะที่ถูกปญ ญาคล่ีคลายไปมา จึงเหมอื นลกู ฟตุ บอลถกู ถบี ถูกเตะ
นน่ั แหละ ถกู เตะไปเตะมาอยใู นวงขนั ธเสียจนแตกกระจายดว ยปญญา เมือ่ จติ ทเี่ ปน
“สมมตุ ิ” แตกกระจายไป จติ ทีเ่ ปน “วมิ ุตต”ิ กแ็ สดงตัวขน้ึ มาอยางเตม็ ท่ี
ทาํ ไมจงึ เรียกวา “จติ เปน สมมตุ ”ิ กบั “จติ เปนวมิ ุตต”ิ เลา ? มนั กลายเปน จิต
สองดวงอยา งน้ันเหรอ? ไมใ ชอยา งนนั้ ! จติ ดวงเดยี วนน้ั แหละท่ีมี “สมมตุ ิ คือกิเลส
อาสวะครอบอยูนน้ั ” เปน จติ ลกั ษณะหนงึ่ แตเมื่อไดถ กู ชําระขยข้ี ยําดวยปญ ญาจนจติ
ลกั ษณะนัน้ แตกกระจายไปหมดแลว สว นจิตแทธ รรมแทท ที่ นตอ การพิสจู นไมได
สลายไปดวย สลายไปแตส ง่ิ ทเ่ี ปน “อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า” ท่ีแทรกอยูใ นจติ เทานนั้
เพราะกเิ ลสอาสวะแมจะละเอียดเพยี งใดก็ตาม มันก็เปน “อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตตฺ า” และ
เปน “สมมุต”ิ อยูโดยดีนัน่ แล
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๗๒
ภาค ๒ “๑เ๙รา๑ กบั จติ ’’
๑๗๓
เมอื่ สงิ่ นี้สลายไป จติ แทเหนอื สมมตุ ิจึงปรากฏตัวอยา งเต็มท่ี ท่ีเรยี กวา “วิมตุ ติ
จิต” สงิ่ นีแ้ ลทานเรยี กวา “จิตบรสิ ุทธิ์” ขาดจากความสืบตอ เกย่ี วเนือ่ งใดๆ ทั้งสนิ้
เหลอื แตค วามรลู ว นๆ ท่ีบริสทุ ธส์ิ ุดสวนอยางเดียว
ความรลู วนๆ นี้ เราพูดไมไดวา เปนจดุ อยู ณ ทใี่ ดในรา งกายเรา แตก อ น
เปนจุดเดน รเู ห็นไดอ ยางชดั เจน เชน สมาธิ เรากท็ ราบวา อยใู นทา มกลางอก ความรู
เดนอยตู รงนนั้ ความสงบเดน อยูทต่ี รงนนั้ ความสวา งความผองใสของจิตเดน อยทู ่ีตรง
น้ันอยางชดั เจนโดยไมตองไปถามใคร บรรดาทานผูม จี ิตสงบเปน ฐานแหงสมาธิแลว จะ
ปรากฏชดั เจนวา จุดผูร ูเ ดนอยูในทามกลางอกน้ีจริงๆ ทั้งสน้ิ ไมมีการถกเถียงกันวา
อยูม ันสมอง เปน ตน ดงั ท่ีผไู มเคยรเู ห็นทางดา นสมาธภิ าวนาพดู กนั หรอื ถกเถยี งกนั
เสมอในท่ที ั่วไป
ทนี ีเ้ วลาจิตนีก้ ลายเปน จิตทบี่ ริสุทธิ์แลว จุดน้นั หายไป จงึ พดู ไมไ ดว า จติ อยู
เบอื้ งบน เบอ้ื งลา ง หรอื อยูสถานท่ีใด เพราะเปนความรทู ่บี รสิ ุทธิด์ วย เปนความรูท่ี
ละเอยี ดสขุ มุ เหนอื สมมตุ ใิ ดๆ ดวย แมเ ชน นนั้ กย็ ังแยกเปน สมมตุ มิ าพูดวา “ละเอียด
สุด” ซงึ่ ไมต รงตอ ความจริงนน่ั นกั เลย คาํ วา “ละเอยี ดสดุ ” นี่มันตอ งเปน สมมุติอันหน่งึ
นะซิ พดู ไมไ ดวา อยูสงู อยตู าํ่ มีจุดมีตอ มอยทู ่ไี หน ไมม เี ลย! มแี ตค วามรูเ ทา นัน้ ไมมี
อะไรเขาไปแทรกซึม แมจะอยูใ นธาตุในขนั ธซ ึ่งเคยคละเคลากันมากอน ก็ไมเ ปน เชน
น้นั อีกแลว กลบั เปน คนละโลกไปแลว !
ทราบไดอ ยา งชดั เจน ขนั ธก เ็ ปน ขนั ธ จิตก็เปน จติ กายกเ็ ปน กาย เวทนา สัญญา
สงั ขาร วญิ ญาณ ท่มี อี ยภู ายในรา งกายนี้ กเ็ ปนขนั ธแตละอยา งๆ สว นเวทนาในจติ น้นั
ไมม ี นับแตจติ ไดห ลดุ พน กเิ ลสทัง้ มวลไปแลว เพราะฉะนัน้ คําวา “ไตรลกั ษณ” ใดก็
ตามซึง่ เปนตวั สมมตุ ิ จึงไมมีในจติ ดวงนั้น จติ ดวงนั้นไมมีการเสวยเวทนา นอกจาก
“ปรมํ สขุ ํ” อันเปน ธรรมชาติของตัวเอง และคาํ วา “ปรมํ สขุ ”ํ ไมใ ชส ขุ เวทนา
ทท่ี านวา “นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ’ํ พระนพิ พานเปนสุขอยา งยง่ิ คาํ วา “สุขอยางยงิ่ ”
นน้ั ไมใ ชส ขุ เวทนา เหมือนเวทนาของจติ ท่ยี งั มกี เิ ลส และเวทนาของกายซ่งึ เปนสุข
เปนทุกขแสดงอยเู สมอๆ “ปรมํ สขุ ํ” นน้ั ไมใ ชเ วทนาเหลา น้ี ทานนกั ปฏิบัตพิ ึงทราบ
อยา งถงึ ใจ และปฏิบตั ใิ หร ดู ว ยตวั เองน่นั แลจะหมดปญ หา สมดังธรรมทานวา “สนทฺ ฏิ
ฐโิ ก” ซึ่งไมท รงผกู ขาดไวโ ดยเฉพาะพระองคผูเดียว
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๗๓
ธรรมะชุด๑เ๙ต๒รยี มพร้อม
๑๗๔
จิตที่ “บรสิ ุทธลิ์ ว นๆแลว” เราจะเรียกวา “จติ มีเวทนา” จึงเรียกไมได จติ นไี้ มมี
เวทนา คาํ วา “ปรมํ สขุ ”ํ น้ัน เปนสขุ ในหลักธรรมชาติแหงความบริสุทธิ์ จงึ หา อนิจฺจํ
ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า เขา ไปแทรกใน “ปรมํ สขุ ํ” นั้นไมไ ด
นพิ พานเท่ยี ง ปรมํ สขุ ํ เที่ยง อนั เดยี วกัน ทา นวา “นิพพานเทย่ี ง ปรมํ สขุ ํ ก็
เที่ยง ปรมํ สุญฺ ํ กเ็ ที่ยง เปน อนั เดยี วกนั ” แตสูญแบบพระนพิ พานทีน่ อกสมมุติ ไมได
สญู แบบโลกสมมตุ กิ นั
จะพดู อะไรแยกอะไรกไ็ ดถ า รูประจกั ษใ จแลว ถาไมเ ขาใจพูดวันยงั คํา่ กผ็ ิดวันยัง
คํา่ ไมม ีทางถูก เพราะจติ ไมถกู พูดออกมาดวยความเขา ใจวา ถกู ตามอรรถตามธรรม
เพียงใดกต็ าม แตจติ ผแู สดงตัวออกมาน้นั ไมถกู อยูแ ลว จะถกู ไดอ ยา งไร เหมือนอยาง
เราเรียกคําวา “นพิ ฺพานํ ปรมํ สขุ ํ นพิ พฺ านํ ปรมํ สฺุญํ” เรียกจนติดปากติดใจก็ตาม
จติ กค็ อื จิตท่มี ีกเิ ลสอยนู ั่นแล มันถกู ไปไมไ ด เมอ่ื จติ ไมพ าถกู เสียอยางเดยี วอะไรก็ถกู
ไปไมได!
พอจติ ถูกเสยี อยา งเดยี ว ไมพูดกถ็ ูก เพราะธรรมชาตินน้ั ถูกอยแู ลว พูดหรือไม
พดู กถ็ กู เมอื่ ถึงขน้ั ท่ถี กู แลวไมม ผี ดิ น่ีแหละความอศั จรรยท ่ีเกดิ ข้ึนจากการปฏิบัติ
ศาสนธรรม
พระพุทธเจาก็ทรงสอนถงึ ภูมนิ เี้ ทานนั้ ไมท รงสอนอะไรตอ ไปอกี หมดสมมุติ
หมดบัญญัติ หมดกเิ ลส หมดทกุ ข ดวยประการทงั้ ปวง! จึงไมทรงแสดงอะไรตอไป
อกี เพราะถงึ จดุ ท่มี ุงหมายอยา งเตม็ ทีแ่ ลว หรือเตม็ ภูมขิ องจติ ของธรรมแลว
ในเวลาจะปรินิพพานทรงแสดงพระโอวาท เรยี กวา “ปจฉมิ โอวาท”วา
ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย เราเตอื นทา นทง้ั หลาย สงั ขารมีความเกิดขึน้ และดับไป
ตลอดเวลา ทา นทั้งหลายจงพิจารณาสังขารทเ่ี จรญิ ขน้ึ แลว เสอ่ื มไป หรือเกิดแลวดับไป
ดว ยความไมประมาทเถิด!”
เทานั้น แลวปด พระโอษฐไมรับส่ังอะไรอกี ตอไปเลย
ในพระโอวาทท่เี ปน ขนาดนั้น “ปจ ฉมิ โอวาท” แลว เราจะถือหรือเขาใจคําวา
“สงั ขาร” นี้เปนสังขารประเภทใด โดยแยกออกเปน สังขารภายนอกหรอื สังขารภายในก็
ไดไ มผดิ
แตในขณะน้นั สวนมากแนใ จวา มีแตพ ระสงฆผเู ปน นักปฏบิ ัตทิ ีม่ ภี ูมิจติ ภมู ิธรรม
สงู ทง้ั น้ัน นับแตพระอรหันตลงมา ทเี่ ขาเฝาพระองคในขณะท่ปี ระทาน “ปจ ฉิมโอวาท”
ในปจฉมิ ยามนั้น
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๗๔
ภาค ๒ “๑เ๙รา๓ กบั จิต’’
๑๗๕
หลักใหญจ งึ คิดวา พระองคประทานเพื่อสังขารภายในทค่ี ดิ ปรงุ อยูภ ายในจิต รบ
กวนจิตอยตู ลอดเวลา ใหพจิ ารณาถึงความเกิดความดบั แหงสงั ขารอันนั้น ดว ยความไม
ประมาท คอื พิจารณาดวยสติปญญาอยตู ลอดเวลานัน่ เอง สงั ขารอนั นค้ี รอบโลกธาต!ุ
ถา เราจะแยกไปเปน “สังขารภายนอก” ก็ได เชน ตนไม ภเู ขา สตั ว บุคคล ก็ได
แตไ มเ หมาะกับภูมพิ ระสงฆท ีส่ นั นบิ าตอยใู นทน่ี ่นั และไมเ หมาะกบั กาลเวลาท่ีเปนเวลา
สุดทา ยของพระพทุ ธเจาที่จะปรนิ ิพพาน แลว ประทานพระโอวาทอันเปน ยอดคาํ สอนใน
วาระสดุ ทา ยใหแ กพ ระสงฆในขณะนนั้
การแสดงปจฉมิ โอวาทเก่ียวกบั เรือ่ งสังขารในขณะทีจ่ ะปรนิ ิพพานนน้ั จึง
ควรหมายถงึ สังขารทล่ี ะเอียดท่ีสุดทีม่ ีอยูภายในใจโดยเฉพาะ เมอ่ื ทราบ “สงั ขารภาย
ใน” นชี้ ัดเจนแลว ทาํ ไมจะไมท ราบรากฐานของสังขารน้ีวา มันเกิดขึ้นมาจากอะไร กต็ อ ง
หยั่งเขา ไปถงึ ‘บอ แหง วัฏจักร” คอื “จติ อวชิ ชา” อนั เปน ทางทจี่ ะหยัง่ เขา ในจุดสาํ คญั น้ัน
ผทู อี่ ยใู นภมู ินั้นจะตอ งทราบ ผูท กี่ ําลงั กา วเขาไปโดยลาํ ดับลาํ ดาที่ยงั ไมถ งึ ภูมินนั้ สนิท ก็
ทราบชัดเจน เพราะกําลงั พจิ ารณาอยูแลว ซงึ่ เปนพระโอวาทในทามกลางเหตกุ ารณอัน
สาํ คัญอยา งยงิ่ ดว ย
นค่ี ิดวา เหมาะกบั โอกาสและเวลาํ่ เวลาทพี่ ระองคป ระทานพระโอวาท เพราะเหตุ
ใด เพราะปกติของจิตทไี่ ดพิจารณา มีภมู ธิ รรมสูงขึน้ ไปโดยลําดบั แลว สงั ขารภายในคือ
ความคดิ ปรุงตางๆ จงึ เปนส่งิ สาํ คญั มากตอการพิจารณา เพราะอนั น้แี สดงอยทู งั้ วนั ทั้ง
คนื และเปน ไปอยทู ุกระยะภายในจติ จติ ที่มีภูมิควรพิจารณาธรรมข้ันภายในแลว กต็ อ ง
ถอื เอาสงั ขารนัน้ เปน เปาหมายแหงการพจิ ารณา ซ่ึงเปน เรือ่ งเก่ยี วเน่อื งกนั กับปจฉิม
โอวาทอยา งย่งิ ทีเดียว
การที่จะ ‘คว่าํ อวิชชา” ใหลม จมลงไปได กต็ อ งสบื ทอดไปจากการพจิ ารณา
“สงั ขารภายใน” เปน สาํ คญั พอกาํ หนดตามลงไป ๆ เขาไปถึงรากเหงาเคามูลของกิเลส
และทาํ ลายสงั หารกันลงได หลงั จากนน้ั สงั ขารนก้ี ไ็ มม คี วามหมายทจ่ี ะยงั กเิ ลสใหเ กดิ
อีก นอกจากนาํ มาใชใหเปนประโยชนในดา นอรรถธรรม ใชคิดปรุงแตงอรรถธรรมเพือ่
ประโยชนแกโลก การแสดงธรรมก็ตองใชสังขาร สังขารประเภทน้กี เ็ ลยกลายเปน เคร่อื ง
มือของธรรมไป
สงั ขารท่ีเปนเครอื่ งมือของ “อวิชชา” บงั คับใหใชนั้น เปน อนั วาเปลยี่ นตวั ผปู ก
ครองขันธไปแลว กลายมาเปน สงั ขารซ่งึ เปน เคร่ืองมอื ของธรรมไป คือเครอื่ งมือของใจ
ท่ีบรสิ ุทธิ์ ทานนําสังขารนีอ้ อกแสดงธรรมแกโลก ดว ยการปรุงอรรถปรุงธรรมตา งๆ
ธรรมที่กลาวมาทง้ั น้ไี มไดม ีอยใู นคร้งั พุทธกาล หรอื อดีตท่ผี านมาแลว ไมไ ดมีอยู
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๗๕
ธรรมะชุด๑เ๙ต๔รียมพรอ้ ม
๑๗๖
อนาคตทีย่ งั ไมมาถึงโดยถายเดียว พอทีจ่ ะใหผปู ฏิบัตดิ ีปฏบิ ัตชิ อบหมดหวัง แตม อี ยใู น
ระหวา งขนั ธกบั จติ ของเราเอง หรืออยูในธาตใุ นขนั ธใ นจติ ใจของเรานี้ ไมม ีอยทู ีอ่ นื่ ใด
นอกจากกายกบั จติ ของมนุษยหญิงชาย ทง้ั ฝายกเิ ลสท้ังฝา ยมรรค ท้ังความบริสทุ ธ์มิ ีอยู
ทใ่ี จนี้ ไมอยทู ก่ี าลโนน สมยั โนน กับคนโนน คนน้ี แตอยูกบั ผปู ฏบิ ตั ิ ผูมีสตปิ ญ ญา
พิจารณาอยูเวลานี้
เพราะเหตุไร เพราะวาเราตา งคนตา งมงุ ตอ อรรถตอ ธรรม มุง ตอความจริง เชน
เดียวกับธรรมของจริงทีท่ านแสดงไวแลวในสมัยน้นั ๆ และเขากบั หลกั วา “มชั ฌมิ า”
เปนศูนยกลางเสมอ ไมเ อยี งไปสมัยโนน ไมเอียงมาสมัยน้ี ไมเ อียงไปกาลโนน สถานท่ี
น้ี เปนธรรมคงเสนคงวา เพราะอยูในทามกลางแหง ธาตแุ หงขันธข องเราน้ี มัชฌมิ า
ทา มกลางหรือเหมาะกบั การแกกิเลสอยตู ลอดเวลา ขอจงปฏบิ ัตใิ หถูกตองตามธรรมนี้
เถิด จะเห็นผลแหง “มัชฌมิ า” อันเปน ธรรมเหมาะสมตลอดกาลสถานทแ่ี สดงออก ดัง
กลา วมาวา ‘นิพฺพานํ ปรมํ สขุ ํ” จะไมพ น ไปจากจติ ดวงรๆู นเี้ ลย จึงขอยตุ เิ พยี งเทาน้ี
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๗๖
ภาค ๒ “๑เ๙รา๕ กับ จิต’’
จิตตานปุ สั ๑ส๗๗นา
เทศนเมโปือ่ รวดันคทณุ ่ี ๙เพกามุ พภงาาพวนัรรธเธ ทพนศทุะนกธโ์ ปุลศรักณดรคเามวุณชอ่ืดั เว๒ปพันา๕า ทบพ๑่ี งา ๙๙านตกวมุารดภรธานพะนั กธลุ ์ ณ วัดปา่ บา้ นตาด
พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙
จิตตานปุ ส สนา
“จติ ” “ธรรม”
จิตทห่ี วิ ธรรมและอิม่ ธรรม ผดิ กับความหิวและอิม่ ในส่งิ ท้ังหลาย
คําวา “หวิ ธรรม” นี่เรามาแยกออกพดู จติ มคี วามรักใครชอบใจพอใจในธรรม
อา นธรรมฟง ธรรมปฏิบัติธรรมไมเบอ่ื หนายจืดจาง จิตมีความดดู ดมื่ อยูก บั ธรรมมากนอ ย
เพียงไร ยอ มมีความสุขมากนอ ยเพียงนั้น ไมเหมือนความดูดด่ืมกับสง่ิ อ่ืนๆ มี รปู เสยี ง
กลน่ิ รส เปนตน ซง่ึ มีเคลอื บแฝงกันไป และอยางหลงั นีม้ ที กุ ขสอดแทรกสบั ปนไปดว ย
เสมอ
ความ “อ่ิมธรรม” ตัง้ แตเรม่ิ แรกปฏิบัติบําเพ็ญ ทานเรียกวา “ปต”ิ คือความอิ่ม
ใจ ปตนิ ีจ้ ะมีไปเรื่อยๆ ตามขั้นแหง ธรรม ถา ทาํ จติ ใจใหล ะเอียด ปตกิ ็ละเอยี ด จิตใจหยาบ
คอื ยังหยาบอยู ปตแิ สดงขน้ึ กห็ ยาบ บางรายและบางคร้งั ทานก็เรยี ก “อุเพงคาปต ”ิ คอื
เกิดปต อิ ยา งผาดโผนกม็ ี อนั นี้กข็ ้ึนอยูกับนิสยั เปนรายๆ ไป ไมใชจ ะปรุงแตงใหเ ปนดงั นั้น
ได
การแนะนําสงั่ สอนบรรดาทานผมู าอบรมศึกษาไมวา พระไมว าฆราวาส มีความมุง
หวังอยางเตม็ ใจ อยากใหไดอ ยากใหเห็น อยากใหร ใู นธรรมทั้งหลาย เพราะความรคู วาม
เหน็ ความไดธรรม ผดิ กบั ความรูค วามเห็นความไดสง่ิ อนื่ ใดในโลก ฉะนน้ั เวลาครบู า
อาจารยทา นแสดงธรรม ยงิ่ แสดงธรรมข้นั สูงเทา ไร ลักษณะสุม เสียงและเนอ้ื ธรรมจะมี
ความเขมขนขนึ้ เปน ลําดบั ๆ จนถงึ กบั อาจคิดไดว าทา นอาจมีโทสะ หรอื มีอะไรในทํานอง
น้นั ขณะไดย นิ สุมเสยี งและเนือ้ ธรรมเขมขน มากๆ ความจริงแลว เพราะความอยากใหร ู
อยากใหเ ห็นเปนพลงั อันหนึง่ เหมือนกนั ท่ีใหแ สดงออกมาดวยความเขมขน นัน้ ทา นแสดง
ออกมาจากจติ ใจที่มีความมงุ มน่ั มีความหวงั ตอบรรดาทา นผูฟง ทั้งหลาย และถอดออกมา
จากความจรงิ ทไ่ี ดรไู ดเห็นอยแู ลวประจกั ษใจ ไมต อ งไปควา เอามาจากที่ใด ไมว า ฝายเหตุ
และฝายผล เปน สง่ิ ทส่ี มบรู ณอ ยูกับใจท่ีไดร ไู ดเ หน็ จากการบาํ เพญ็ มาแลวท้งั นนั้
การรกู ารเหน็ ซ่งึ เปน ผลของการปฏบิ ัตจิ ากหลักธรรมชาติ เปน ส่ิงทเี่ ปด เผยอยกู ับใจ
ตลอดเวลา ไมมีความปดบงั ลีล้ ับแมแตวินาทหี น่งึ เปนสง่ิ เปด เผยอยตู ามความจริงของตน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ภาค ๒ ๑“๑เ๗๙รา๗๗ กับ จติ ’’
๑๗๘
ทุกๆ สภาวธรรม ไมวาภายในรางกายและจิตใจ ตลอดจนกิจการภายนอก เปนส่งิ ที่มีอยู
ตามหลกั ธรรมชาตขิ องตน และรไู ดตามหลักธรรมชาติของจิตที่ไดร บั การอบรมมาจนพอ
ตวั แลว
แตความลุม หลง ทจี่ ะไปติดอยูในสิง่ ตางๆ ของผูไมไดร บั การฝก ฝนอบรมมากอ น
หรอื เคยอบรมแตยังไมสมบูรณ จึงมักหลงและติดไดไมเลอื กกาลสถานที่ ท่ีใจมีความคดิ
ความปรงุ ได สําคัญมน่ั หมายได รักได ชังได เกลยี ดได โกรธได ทุกกาลสถานที่และ
อิริยาบถตางๆ เพราะส่ิงท่ีจิตไปคดิ ไปเก่ียวขอ ง ก็เปนของทม่ี ีอยตู ามธรรมชาติของตน ส่ิงที่
คิดท่ปี รุงขน้ึ มาภายในจติ ใจ กป็ รุงออกจากสิง่ ที่มอี ยู ตา งอันตา งมีอยูดว ยกนั จงึ คดิ ไดตดิ ได
ดว ยกัน
ทานวา “ธรรม” น้ันเปด เผยอยตู ลอดเวลา นอกจากสติปญ ญาของเรายังไม
สามารถท่จี ะทราบความจรงิ น้ันได แมส ิ่งนั้นๆ จะเปด เผยความจริงนัน้ ออกมาตลอดเวลา
นาที สิ่งเหลา น้นั เราจะพงึ ทราบไดด ว ยอํานาจของสติปญญานีเ้ ทา นัน้ ฉะนนั้ ใจของปุถุชน
เราจึงมักเปนลักษณะลุมๆ ดอนๆ อยูเสมอ วันน้ีภาวนาเปน อยา งน้ี แตวันน้นั เปน อยางนัน้
ไมส มํ่าเสมอ บางวนั ไมรูเร่อื งอะไรเลย บางวันใจมีความสวางไสว บางวันมีความสงบเยน็ ใจ
เพราะจิตขน้ั นี้เปน ลุมๆ ดอนๆ ยังไมสมา่ํ เสมอ เรียกวา “ตั้งตวั ยงั ไมได” จึงตองมไี ดบ า ง
เสียบา งเปนธรรมดา
อยา งไรก็ตามเราไมตองเสียอกเสียใจกับการไดการเสียเหลา น้ี เพราะเปน การเร่มิ
แรก จิตของเรายงั ตั้งตัวไมไดแนน อน หรอื ยงั เกาะธรรมไมไ ดถ นัด ก็เปนอยางน้ีเหมือนกัน
แมครอู าจารยทส่ี งั่ สอนพวกเราทานก็เคยเปน อยา งนนั้ มาแลว ไมใ ชป บุ ปบ ก็จะตงั้ เนื้อตง้ั ตวั
ไดปจจบุ ันทันที แลวเปน ครูสอนโลกไดด เี ต็มภมู ิจติ ภมู ธิ รรมถายเดยี ว ตอ งผานความลม
ลุกคลกุ คลานมาดว ยกนั แทบท้งั นั้น
คิดดู พระพทุ ธเจาก็ทรงบําเพ็ญดว ยความลําบากอยา งยง่ิ อยถู งึ ๖ พรรษา ชนดิ เอา
จรงิ เอาจงั เอาเปน เอาตายเขา วา ทเี่ รียกวา “ตกนรกทั้งเปน ” ดวยความอตุ สาหพ ยายาม
ตะเกยี กตะกายทกุ ดา นทกุ ทาง ซ่งึ ลวนแตเปน ความทกุ ขเพราะความเพยี รท้งั นัน้ ตลอดเวลา
๖ ป จะไมเ รยี กวาลาํ บากลาํ บนไดอยางไร ขนาดสลบไสลไปก็มี พวกเราก็เปนลกู ศษิ ยทา น
มคี วามหนาบางตา งกันตามจรติ นสิ ัยหรอื อุปนสิ ยั ของแตละคน เชน เดยี วกบั นํา้ ในพนื้ ดนิ
ในพื้นดินน้ีน้าํ มีอยู ขดุ ลงไปกเ็ จอ เปน แตลกึ ตื้นตา งกนั บางแหงขดุ ลงไปไมก่ีเมตร
ก็เจอนา้ํ บางแหงขุดลงไปเสยี จนลึกแสนลึกถึงเจอนา้ํ ก็มี เร่ืองเจอน้ําน้นั ตองเจอเพราะแผน
ดนิ นเี้ ตม็ ไปดว ยนํ้าทาํ ไมจะไมเจอ ถาขดุ ไมหยุดกอ นท่ีจะถึงนํา้ !
ธรรมชุดเตรียมพรอม ๑๗๘
ธรรมะชุด๑เ๙ต๘รียมพร้อม
๑๗๙
ความเพียรเพือ่ เจออรรถเจอธรรมก็เชน เดียวกัน ตอ งเจอโดยไมตอ งสงสยั เพราะ
ธรรมมอี ยตู ลอดเวลา “อกาลโิ ก” เร่อื งความจริงมอี ยู เปน แตส ติปญญาของเราอาจรไู ด
เพียงเทานั้น ซงึ่ ตา งกันเกย่ี วกบั “อปุ นิสัย” การปฏิบตั จิ ึงมยี ากมีงา ย มชี า มเี รว็ ตางกัน ดัง
ท่ที านสอนไววา
“ทกุ ขาปฏิปทา ทนั ธาภญิ ญา” ทั้งปฏิบตั ิลําบาก ทงั้ รูไดช า นี่ประเภทหน่ึง
“ทกุ ขาปฏปิ ทา ขปิ ปาภญิ ญา” ปฏิบัตลิ าํ บาก แตรไู ดเรว็ นป่ี ระเภทหนง่ึ
“สขุ าปฏิปทา ขปิ ปาภิญญา” ท้งั ปฏบิ ตั ิสะดวก ทงั้ รูไดเ รว็ น่ปี ระเภทหนง่ึ
“สขุ าปฏิปทา ทนั ธาภญิ ญา” ปฏิบตั ิสะดวก แตร ูไดช า นป่ี ระเภทหนงึ่
นี่เปน พืน้ ฐานแหงอุปนสิ ยั ของสตั วโ ลกผจู ะควรบรรลุธรรมท้ังหลาย ซึ่งจะตอง
เปนไปตามธรรมสป่ี ระการนอี้ ยา งหลกี เลีย่ งไมได เปน แตเ พียงไมท ราบวารายใดจะเขา ใน
ลักษณะใดแหง การปฏิบตั แิ ละรูธ รรมตามปฏิปทาสีน่ ี้ เราเองกน็ าจะอยูใ นขายแหงปฏปิ ทา
ทั้ง ๔ น้ีอยางใดอยา งหนง่ึ
แตจะเปน ประการใดก็ตาม กเ็ ปน หนา ทขี่ องเราควรประพฤตปิ ฏิบัติ ตะเกยี กตะกาย
ไปตามความสามารถและวาสนาของตน เพราะไมใ ช “อภัพบคุ คล” ถา เราอยปู ระเภทที่วา
“ตาน้ําอยลู กึ ”ก็ตอ งขดุ ลงไปจนถึงน้าํ ถาอยใู นประเภท “ตาน้ําตืน้ ” เรากข็ ดุ ไดสะดวก
และเจอน้ําเร็ว นา น !
เร่อื งสจั ธรรมน้นั นะมอี ยตู ้นื ๆ รูไดเห็นไดด ว ยตาดว ยใจธรรมดาอยางชัดเจน แต
ความรคู วามเขา ใจ ความสามารถของสตปิ ญญา อาจมกี ําลงั ยังไมพอ ซ่งึ กวาจะพอใหข ุดคน
สจั ธรรม คอื ความจรงิ น้ีขน้ึ มาอยางเปดเผยและประจกั ษภ ายในเวลาอันสมควร จึงตอง
อาศัยความพยายาม แตสาํ คัญทคี่ วามพากเพียรพยายามเปนเครื่องหนุน
เราอยาทอถอย นีเ่ ปน ทางของนกั ปราชญ เปนทางแหง ความพนทุกขไ ปโดยลําดับ
ไมใชทางอบั เฉาเบาปญ ญาหรอื ตกนรก เปนทางท่จี ะพยุงเราใหม ีความเจรญิ รุงเรืองโดย
ลาํ ดบั การปฏบิ ตั เิ ราอยาไปคาดวันนน้ั เดือนนี้ ปน ้นั ซ่งึ จะทาํ ใหเรามีความทอถอยออ นแอ
ทอใจ แลว หมดกาํ ลงั ใจไปดวย
เมอ่ื หมดกําลังใจเสียอยา งเดียว ความพากเพยี รโดยวิธตี างๆ นนั้ จะลดลงไปโดย
ลาํ ดับ จนกระทง่ั ไมม ีความพากเพยี รเอาเลยซง่ึ ไมใ ชของดี พึงระมดั ระวงั เรอ่ื งความคิดทจ่ี ะ
เปน ภยั ตอ การดาํ เนินของตน!
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๗๙
ภาค ๒ “๑เ๙รา๙ กับ จิต’’
๑๘๐
เราต้งั หนาเขาสูแ นวรบดว ยกันอยแู ลว ตงั้ หนาจะถอดถอนสง่ิ ทีเ่ ปนขา ศกึ อยแู ลว
ดวยกนั ทาํ ไมเราจะเปนคนนอกบญั ชไี ปได บญั ชีมีอยกู บั การกระทําของเราอยูแลวเวลานี้
บัญชเี พอ่ื ความรูแจง เห็นจรงิ เพื่อความปลดเปลือ้ งทกุ ขไปโดยลาํ ดับๆ อยูก บั การกระทาํ
ของเราซ่งึ กระทําอยูท กุ วันทุกเวลา เราเองจะเปน ผูรับรอง หรือเปนผปู ระกนั ตัวของเรา โดย
อาศัยธรรมของพระพทุ ธเจา มาเปนเคร่อื งมอื พิสูจนหรอื ขุดคน
ทานไดมอบใหแ ลว เปน หนาท่ขี องเราจะเขา สแู นวรบ เม่ือไดอ าวุธแลวก็ไมใชห นา
ทขี่ องผอู ่นื ใด ท่จี ะทาํ หนาที่ในการรบดว ยเครอ่ื งมอื ท่ไี ดร ับมาแลว นัน้ ทกุ ขเพยี งไรกใ็ ห
ทราบ ทุกขเ พราะความเพยี รไมใ ชทุกขท ไี่ รป ระโยชน ไมใ ชท ุกขท ท่ี รมานอยางการเจบ็ ไขไ ด
ปว ย ซงึ่ ไมมปี ระโยชนอะไรสาํ หรบั ผทู ไี่ มพ จิ ารณาใหเปน อรรถเปนธรรม นเ่ี ราพจิ ารณาเปน
อรรถเปนธรรมอยแู ลว ทกุ ขจ ะเกดิ ข้นึ มากนอย ก็ใหทราบไปในตัววา นค้ี อื สจั ธรรม ซง่ึ เปน
“หินลับสติปญ ญา” ใหค มกลา ไปกบั ความเพียรของเรา
คนมคี วามเพยี ร คนมสี ติปญญา ยอ มจะทราบเร่อื งตางๆ ท่ปี รากฏขน้ึ กบั ตวั ไดเปน
อยางดีมีทกุ ขสัจ เปนตน เราอยา ไปทอถอยในเร่ืองความทกุ ข อยา ไปออนใจในเร่อื งความ
ทุกข การออนใจในเรือ่ งความทุกข คือการออนใจตอการประพฤตปิ ฏบิ ัติ คอื ความออ นใจ
ตอทางดําเนินเพอื่ ความพนทุกขของตน ซึ่งไมใ ชข องดีเลย
ทกุ ขม ากทุกขน อยในขณะปฏิบัติ เปนหนาที่ของสติ ปญญา ศรทั ธา ความเพียร
หรือกาํ ลงั วังชาของเราจะขุดคน เพ่อื เหน็ ความจริงของทกุ ขท กุ ดาน จะเกิดในดานใดสว นใด
ของอวยั วะ หรอื จะเกิดขน้ึ ภายในจติ กเ็ รยี กวา “ทุกข” เชน เดียวกัน สง่ิ เหลา นจี้ ะเห็นจริง
เหน็ แจง กนั ดวยสตปิ ญญา ศรทั ธา ความเพยี รของเราเทา น้นั ไมมอี ยางอน่ื ทีจ่ ะขดุ คน ความ
จริงทมี่ ีอยนู ้ีใหเห็นไดอ ยา งประจกั ษใจจนกระท่งั ปลอยวางกันได เรียกวา “หมดคดีเก่ยี ว
ของกัน” ทจี่ ะพาเราใหห มุนเวียนเกิดตาย ซ่งึ เปน เหมือนหลมุ ถานเพลิงเผามวลสัตว
ครบู าอาจารยทพ่ี าดําเนนิ และท่ดี าํ เนนิ มาแลว มาสอนพวกเรา องคไ หนทป่ี รากฏช่ือ
ลือนามวา เปน ท่ีเคารพนบั ถือของประชาชนพระเณรมากๆ รูสึกวา ทานจะเปน “พระทเ่ี ดน
ตาย” มาแลว ดว ยกัน ไมใชค อยๆ ทาํ ความเพยี รธรรมดา แลว รูข นึ้ มาเปนครูเปนอาจารย
ของบรรดาลูกศิษยท้งั หลาย ควรเรียกไดว า “เปนอาจารยเดนตายมาแลว” ดว ยกนั แทบทัง้
นัน้
องคท า นเองมีแตบาตร บาตรก็มแี ตบาตรเปลา ๆ ผา สามผนื เปนไตรจวี ร คอื
สบง จวี ร สงั ฆาฏิ และผาอาบนํ้าเทานัน้ ความทไี่ มม ีอะไรเปน ของของตวั ตอ งอาศัยคนอน่ื
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๘๐
ธรรมะชุด๒เ๐ต๐รยี มพรอ้ ม
๑๘๑
ทกุ ชน้ิ ทกุ อันเชนนี้ จะหาความสะดวกความสบายมาจากไหน เพราะเร่อื งของพระจะตอ ง
เปน ผสู มาํ่ เสมอ เปนผูอ ดผทู น จะหวิ กระหาย จะลําบากลาํ บนแคไหน ตองอดตองทนเต็ม
ความสามารถ ดวยความพากเพียรแหง สมณะ หรือแหง “ศากยบตุ ร”หรอื “ลกู
ตถาคต” เพื่ออรรถเพื่อธรรมทต่ี นมงุ หวงั เปนสาํ คัญกวา สิง่ อื่นใด
เวลาทาํ ความเพียรก็ไปทกุ ขอ ยกู ับความเพียร การแกกิเลส สกู นั กบั กิเลสประเภท
ตา งๆ เพราะกิเลสบางประเภทนั้นผาดโผนมาก เน่อื งจากเคยอยบู นหัวใจของเรามานาน
การที่จะกดเขาลงอยูใตอ าํ นาจนน้ั ยอ มเปนของลาํ บากไมใ ชน อ ย แมเ ราเองกย็ งั ไมอ ยากจะ
ปลดเปล้ืองเขาอีกดว ย ความรูสึกบางเวลาแทรกขึน้ มาวา “เขาดอี ยแู ลว ” บา งวา “เขากค็ ือ
เรานน่ั เอง” บา ง “ความขเ้ี กียจ” กค็ ือเราน่นั เองบาง “เหน็ จะไปไมไหว” ก็คอื เราน้นั เอง
บา ง “พักผอ นนอนหลบั ใหสบาย” กค็ อื เรานน่ั เองบาง “ทอดธุระเสยี บา ง” “วาสนานอ ย
คอ ยเปน คอยไปเถอะ” ก็คอื เราบา ง หลายๆ อยางบวกกันเขา แทนทจี่ ะเปนความเพยี ร
เพอื่ แกกิเลส เลยกลายเปนเรื่อง “พอกพนู กิเลส” โดยเจา ตัวไมรูตวั เพราะฉะนน้ั ในการ
ประกอบความเพียรในทาตางๆ เชน ในทา ยนื ทา เดิน ทา นงั่ หรือทา นอน จึงเปน ความ
ลําบากไปตามกัน
คําวา “ทานอน”ไมใชน อนหลับ ทา นอนคือทา ทําความเพยี รของผูปฏบิ ตั ธิ รรม เชน
เดียวกบั ทายืน ทาเดิน ทา นง่ั นั่นเอง บางจริตนิสยั ชอบนอนกม็ ี แตไมห ลบั นอนพิจารณา
อยอู ยางน้นั เชน เดียวกบั นัง่ พิจารณา ทานจงึ เรียกวา “จรติ นสิ ัยตางกัน” ชอบภาวนาดี
เวลานอน เวลานง่ั เวลายนื เวลาเดนิ ตางกนั อยางนีต้ ามจริตนสิ ัย และความพากเพยี รทกุ
ประเภทเปนเรอ่ื งที่จะถอดถอนกิเลส ขุดคน กิเลสออกจากใจของตน จะเปน เรอ่ื งงายๆ
เบาๆ สบายๆ ไดอ ยา งไร ตอ งลําบาก เพราะความรักก็เหนยี ว ความเกลียดกเ็ หนียว ความ
โกรธก็เหนยี ว ขนึ้ ชือ่ วา “กิเลส” แลว เหนยี วแนน และฝงหย่งั ลึกลงถึงข้ัวหัวใจนั่นแล
เราจะถอดถอนไดง ายๆ เมื่อไร และเคยฝง มาก่กี ัปกกี่ ัลป ฝงอยทู หี่ ัวใจของสตั วโลก
นะ การถอดถอนสิ่งทีฝ่ งจมลึกอยางนีต้ อ งเปน ของยาก เปน ภาระอนั หนักไมใ ชนอ ย เม่ือ
เปน ภาระอันหนัก ความทกุ ขเ พราะความเพยี รกต็ องมาก ไมวา จะเปน กเิ ลสประเภทใดก็
ตาม มันออกมาจากรากเหงา เคามลู ของมันคือหวั ใจ ฝงอยา งลึกดวยกันท้งั นั้น เพราะฝง จม
กันมานาน เราตอ งใชค วามพยายามเตม็ ทเี่ พื่อถอดถอนตัวอุบาทวเหลาน้อี อกใหได จะได
เปนบุคคลสน้ิ เคราะหสิ้นกรรมเสยี ที ไมเ ปน คนอบุ าทวโ ดนแตท ุกขถ า ยเดยี วตลอดไป
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๘๑
ภาค ๒ “๒เร๐า๑ กับ จติ ’’
๑๘๒
แตการกลาวดังน้อี ยาคาดคะเนหรอื สาํ คัญเอาวา “เราน้ยี ง่ิ ลกึ กวาเพ่อื น” น่ีกจ็ ะยิง่
เปนการจมลงไปอีกดวยอุบายของกิเลสหลอกเรา
นเ่ี ราพดู ถึงความเพียร หรอื ความทุกขค วามลําบากของครูของอาจารย ที่ทานมา
แนะนําส่งั สอนใหเ รา ทานตอ งใชความอตุ สา หพ ยายาม จนกระทงั่ ไดเหตไุ ดผลจากการ
ประพฤติปฏบิ ัติ เรยี กวา “มีตน ทุนขนึ้ มาภายในจติ ใจ” ใจกต็ ้งั หลักได สติปญ ญาก็พอคดิ
อา นไตรตรองได
ตอนนน้ั แหละเปน ตอนท่เี พลิน เพลินตอการถอดถอนกเิ ลสทุกประเภท ไมม กี ารทอ
ถอยออนใจ มงุ หนามงุ ตาที่จะถอดถอนใหหมด จนไมม ีอะไรเหลืออยูภายในจิตใจเลย ทนี ี้
ความเพียรกเ็ กง ไมวา ทาไหนเกงทงั้ น้นั อตุ สา หพ ยายามพากเพยี ร ความคดิ ใครค รวญ
ตางๆ ละเอียดลออไปตามๆ กัน หรอื “สขุ มุ ไปตามๆ กัน” เพราะธรรมรวมตวั เขาแลวมี
กาํ ลงั ดวยกัน ศรัทธาก็รวม วริ ิยะกร็ วม รวมไปในจดุ เดยี วกนั “พละ ๕” รวมอยูในน้ัน
“อิทธิบาท ๔” รวมลงไปภายในจิตทีเ่ คยเตม็ ไปดวยกเิ ลสท้ังหลาย
แมจ ะยากก็เถดิ ! อารมณค ําวา “ยาก” ก็คอยหมดไปเม่อื ปรากฏผลขึน้ ภายในท่ี
เรียกวา “ตน ทนุ ” นน้ั แลว ยากก็เหมือนไมย าก แตก อ นเรายังไมม ตี น ทุน คา ดวยกาํ ปนมนั
ก็ลําบากอยูบา ง พอมเี ครอ่ื งมือมีตน ทนุ บางแลว ถึงจะลําบากกเ็ หมอื นไมล ําบาก เพราะ
ความพอใจ สติปญญามีพอตอสู ความพากเพยี รไมถอยหลงั ไมล ดละ จิตใจก็มีความเจรญิ
รุง เรืองขน้ึ โดยลําดบั ๆ เปน ความสงาผาเผยขึน้ ทีด่ วงใจดวงที่เคยอับเฉามาเปน เวลานานน้นั
แล นีค่ อื ผลท่ีเกิดข้ึนกบั การปฏบิ ัติดวยความทกุ ขย ากลําบาก ดว ยความเพียรทา ตางๆ จติ
โลงดวยความสงบเยน็ พูดถงึ ความสงบกส็ งบ คือสงบจติ ไมใชส งบแบบคนสนิ้ ทา สงบ
อยางเยอื กเย็น เวลาถงึ กาลปญ ญาจะออกพจิ ารณาคน ควา กเ็ ต็มเมด็ เตม็ หนว ย สูไมถอย
กลางคนื กลางวนั เต็มไปดว ยความพากเพยี ร ความลําบากลาํ บนดวยปจ จัยส่ไี มส นใจ ขอให
ไดป ระกอบความพากเพียรเต็มสติกําลังความสามารถ เปนทพ่ี อใจของนักปฏิบัตเิ พื่อหวังรู
ธรรม ผูหวังรูแจงเหน็ จริงในธรรมโดยถายเดียวเทานัน้
ผลสุดทา ยจติ ทเ่ี คยมดื ดําก็เปด เผยตวั ออกมา ใหเหน็ เปน ความสวางกระจางแจง
เปน ความอศั จรรย ! อุบายสตปิ ญญาทเ่ี คยมดื มิดปดตาคดิ อะไรไมออก ก็กลายเปนสติ
ปญ ญาท่ีหมนุ ตวั ออกมาดว ยลวดลายแหงความเฉลียวฉลาด ทนั กบั เหตุการณของกเิ ลสท่ี
แสดงตวั ออกมาทุกแงทุกมมุ
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๘๒
ธรรมะชดุ ๒เ๐ต๒รียมพร้อม
๑๘๓
เมอ่ื สตปิ ญญาเขาขน้ั น้ีแลว กิเลสที่เคยส่ังสมตัว ส่งั สมกาํ ลงั มาน้ัน กล็ ดนอยลงไป
โดยลําดบั ๆ จนสามารถพดู ไดวา กเิ ลสไมมที างสง่ั สมตวั ได แมแตก ิเลสที่มีอยูก ถ็ กู ทําลายไป
โดยลําดับดวยสตปิ ญญาขุดคน ไมมีวันมีคืน มปี ม ีเดอื น มอี ิรยิ าบถใดๆ เปนอปุ สรรคกีด
ขวางความเพยี ร มีแตธ าตแุ หง ความเพียรไปท้งั วันท้ังคนื นห่ี มายถงึ สติปญญาหมนุ ตวั อยู
ตลอดเวลาไมวาอริ ยิ าบถใดๆ
ยง่ิ เหน็ ชัดเจน จิตยง่ิ เดน เหนอื กเิ ลสข้ึนมาเปนลาํ ดับๆ เพราะฉะนนั้ คาํ วา “ไมยอม
แพกเิ ลสนี้” ทําไมจะพูดไมได ! เมอ่ื เหน็ ประจกั ษใจในกาํ ลงั ของตัววา เปน ผสู ามารถแค
ไหนอยแู ลว
สตปิ ญญาท่ีออกตระเวนคน ควา หากิเลสน้ันหมุนรอบตัวอยตู ลอดเวลา กเิ ลสตวั ไหน
จะสามารถออกมาเพนพา นกลา หาญตอ สตปิ ญญาประเภทนี้กอ็ อกมา ตองโดนดีกับสติ
ปญ ญาชนดิ สะบั้นหน่ั แหลกแตกกระจายไมสงสยั นอกจากจะหลบซอ นตัว แมห ลบซอนก็
ตองตามขุดคนกันไมห ยุดหยอ นอยนู ่ันแล เพราะถึงคราวธรรมะไดทแี ลว น่แี หละทท่ี านวา
“สติปญญาอตั โนมตั ิ” หรอื “มหาสติ มหาปญญา” ตองทาํ งานขดุ คนไมห ยุดไมถอย
อยางนแ้ี ล
เวลาไปเจอกบั กิเลสชนดิ ใดเขา แลว นน่ั ถือวาเจอขาศกึ เขาแลว และพลั วนั หรอื
ตะลุมบอนกนั เลยจนเห็นเหตุเหน็ ผล จนกระทง่ั ถึงความปลอยวาง หรอื ละกเิ ลสประเภทนน้ั
ได เมื่อหมดประเภทน้แี ลวกเ็ หมือนไมม อี ะไรปรากฏ แตสติปญญาขน้ั นีจ้ ะไมมหี ยุดไมมี
ถอย จะคยุ เขยี่ ขุดคน อยอู ยางน้ัน มันอยูทีต่ รงไหนขดุ คนหาสาเหตุ เสาะทานั้นแสวงทา นี้
ขดุ คนไปมาจนเจอ พอปรากฏตัวกิเลสขึน้ มาปบ จับเงื่อนนน้ั ปบุ ตามเขาไปคนควาเขา ไป
ทนั ทจี นไดเ หตุไดผลแลวปลอยวาง
นีก่ ารแกก ิเลสขัน้ นี้ ตองแกไปเปนลําดบั ๆ เชน น้กี อน จนกระทง่ั กเิ ลสมันรวมตวั ที่
เคยพดู เสมอวา “อวิชชา” นัน่ นะ รวมตวั ธรรมชาตนิ ั้นตองผา นการขุดคน ภายในจติ
ขดุ คน เฉพาะจติ เม่อื ไดท ี่แลว เวลาถอนก็ถอนพรวดเดียวไมมเี หลอื เลย สวนกิ่งกา นของ
มันนนั้ ตองไดตดั กานน้นั ก่ิงนเี้ รือ่ ยไป สาขาไหนที่ออกมากนอ ย เลก็ โตขนาดไหน ตัดดว ย
ปญญา ๆ ขาดลงไป ๆ ผลสุดทายก็ยังเหลือ “หวั ตอ” ถอดหวั ตอถอนหัวตอนีย้ ากแสน
ยาก แตถอนเพียงครงั้ เดยี วเทานน้ั คือพรวดเดียวหมด ! กไ็ มมีอะไรเหลอื แลว ! สิ้นวัฏ
จกั รส้นิ ที่จิต พน ทีจ่ ติ บรสิ ทุ ธิท์ จี่ ติ หมดปญหาเกิดตายทงั้ มวลที่จิตน่แี ล
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๘๓
ภาค ๒ “๒เร๐า๓ กบั จติ ’’
๑๘๔
น่แี หละความทุกขความลําบากในการประกอบความเพียรมามากนอ ย เราจะไมเ ห็น
คณุ คา อยา งไรเลา เม่อื กองทกุ ขท ้งั มวลมากนอยซึง่ ทับอยบู นหัวใจ ไดท ลายลงไปหมดดว ย
อาํ นาจแหง ความเพียรทว่ี า ทุกขๆ ยากๆ ลาํ บากของเรานั้นคมุ คา ! ตายกต็ ายไปเถอะตาย
ดว ยความทกุ ขเ พราะความเพียร ไมเ สียดายชีวติ เพราะไดเห็นคุณคา หรอื ไดเห็นผลของ
ความเพียรเปนอยา งไรบา งประจักษกบั จิตของตนเองแลว
ฉะนัน้ การบําเพ็ญเพยี ร ตองเปน ผูไมทอถอย มีอะไรพิจารณากันภายในจิตใจ มดื
เรากท็ ราบวา มดื จติ ไมเ คยมืด ความรจู รงิ ๆ ไมป ดตัวเอง ทกุ ขข นาดไหนก็ทราบวาทกุ ข
สขุ ขนาดไหนก็ทราบ มืดกท็ ราบวามืด สวา งกท็ ราบวา สวา ง หนกั เบาแคไ หน ผรู บั รู รบั รูอ ยู
ตลอดเวลา ไมย อมอาภพั กบั ส่ิงใดทัง้ หมด ไมปด กั้นตวั เองเลย ผูน ี้คือผูรับรอู ยตู ลอดเวลา
แมจ ะถกู กิเลสรุมลอมอยูขนาดไหน ความรอู ันนีจ้ ะรเู ดน อยเู สมอ รตู ัวเองอยเู สมอ สมกับ
ชือ่ วา “ผรู ูคือจติ ”
นแ่ี หละจะเอาผนู แ้ี หละใหพ นจากสง่ิ เก่ียวของหรอื ส่งิ พัวพนั ทง้ั หลาย มาเปน อิสระ
ภายในตนเอง เหลอื แตค วามรูล ว นๆ น้ี จึงตอ งไดพิจารณาแกไ ขกนั เตม็ กาํ ลงั ยากงาย
ลาํ บากเพียงไรกต็ องทํา เพราะส่งิ เหลานนั้ เปนภยั ตอ เรา ไมมชี ิน้ สว นทีป่ ราชญทั้งหลายนา
จะยกยองกันบา งเลย! เรารูเห็นมนั วา เปนตวั ทกุ ขป ระจกั ษใ จ ถาไมถอดถอนพิษภัยออก
จากจิตใจแลว เราก็ไมมีทางกา วเดินออกจากทกุ ขไ ดเลย เชนเดยี วกบั การถอนหัวหนาม
ออกจากเทา เรานัน่ แล
การถอดถอนหัวหนามออกจากเทา ถาเราถอื วาเจบ็ ปวดมากไมกลาถอน นน่ั แหละ
คือเทาจะเสียหมด เพราะหนามฝง จมอยูทีน่ นั่ เปนตนเหตุสําคัญทจ่ี ะทาํ ใหเ ทา เรากําเรบิ
มากถงึ กบั เสียไปหมด เพราะฉะน้นั โดยทางเหตผุ ลแลว จะทกุ ขล ําบากขนาดไหน ตองถอน
หัวหนามออกจากเทาจนได ไมถอนหนามน้นั ออกเสียเปน ไปไมไ ด เทา จะกําเรบิ ใหญ และ
จะทาํ ใหอวัยวะสวนอน่ื เสียไปดว ยมากมาย ฉะนั้นแมจ ะทกุ ขข นาดไหน ก็ตองถอนออกให
ไดโดยถายเดยี ว
การบําเพ็ญเพยี รเพื่อถอดถอนหนาม คือกเิ ลสเปน เครือ่ งเสียดแทงจิตใจอยูตลอด
เวลา ถาไมถ อนมนั เสยี จะเปน อยา งไร? การถอนหัวหนามคอื กเิ ลสดว ยความเพียร จะทุกข
ยากลําบากขนาดไหนก็ตองทาํ โดยเหตุผล ตายก็ตอ งยอม เพอื่ ใหห นามนี้ออกจากจิตใจ จะ
ไมตอ งเสียดแทงกนั ไปนานตลอดกัปนับไมจบส้นิ ได!
พดู ถึงกิเลส มีอยูทุกแหง หนในบรรดาสตั วบ ุคคล มอี ยรู อบตัวของเรามากมายไมม ี
เวลาบกพรองเบาบางลงบางเลย แตหาไดท ราบไมว านนั่ คือกิเลสทั้งมวล เวลาพจิ ารณาแลว
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๘๔
ธรรมะชดุ๒เ๐ต๔รยี มพรอ้ ม
๑๘๕
ถงึ ไดรวู า มนั มีอยรู อบตัวเรา และกวาดเขา มาหาตัวเราทกุ วนั เวลา ไมม คี าํ วา “หนัก” วา
“พอแลว ” เลย มนั ตดิ รูป ตดิ เสียง ติดกลิ่น ตดิ รส ติดสมบตั พิ ัสถานตา งๆ มากตอ มากจน
กลายเปน กิเลสไปหมด เพราะจติ พาใหเ ปน สิง่ เหลา นน้ั เขาไมเ ปนกิเลส แตจติ ไปตดิ กบั
สง่ิ ใด เรากถ็ อื วา ส่งิ น้นั เปนกิเลส จาํ ตอ งพจิ ารณาใหเหน็ ชัดเจนตามสงิ่ นั้น เพือ่ จิตจะได
หายสงสัยและถอนตวั เขา มาสวนแคบ และพจิ ารณางายเขา จนสดุ ทายกม็ าอยูท ใ่ี นธาตุขนั ธ
ของเราน่ีแหละ!
กเิ ลสคือความรกั ความสงวนตวั นส่ี าํ คัญมาก ไมม ีอนั ใดจะเหนือความรักตัวสงวน
ตัวไปได เม่อื กเิ ลสประเภทน้ไี มมที ่ีเกาะแลว จงึ ตอ งยอ นกลับเขา มารวมตวั อยใู นใจดวง
เดยี ว มนั ตอ งไดใชสตปิ ญญาขับไลกันท่ีตรงน้ี ไลตรงนีไ้ ลยากหนอ ย ยากกไ็ ล เพราะแมต ัว
จัญไรเขา มารวมท่นี ่ี ก็มาเปนกิเลสอยูท่นี เี่ หมือนกนั กบั เวลาซานอยขู างนอก เปน เสี้ยนเปน
หนามทมิ่ แทงเหมอื นกนั เปนพษิ เปนภยั เหมือนกนั ตอ งไลใ หออกดวยการพจิ ารณาเรื่อง
ธาตขุ ันธ แยกแยะออกดใู หเหน็ ตามความเปนจริงทุกแงทุกมมุ พจิ ารณาแลว พิจารณาอีก
จนเปนพ้นื เพของจติ ไดอยางม่นั คงและชัดเจนวา “สกั แตว าธาตุ สักแตว า ขันธ เทานั้น”!
เม่ือพิจารณาเต็มเม็ดเต็มหนวยแลวมนั เปนเชนน้นั “มนั สักแตวา.ๆ” เม่อื
พจิ ารณาถึงข้นั “สกั แตว า แลว ” จะไปยึดม่ันถอื ม่ันไดอ ยางไร! เพราะปญญาหวานลอมไป
หมด ปญ ญาชําระไปหมด ชะลางไปหมด มลทนิ คือกิเลสทไ่ี ปติดพนั อยูกบั ใจ ความสาํ คญั
ม่นั หมายตา งๆ ทเ่ี กีย่ วของติดพนั อยูทตี่ รงไหน สติปญญาชะลางไปหมด ปลดเปล้ืองไป
โดยลาํ ดบั ๆ สดุ ทา ยก็รขู ึ้นมาอยา งชดั เจน “สวากขาตธรรมทัง้ ปวง ก็เปนธรรมที่ซงึ้ ใจ
สดุ สวน ใจไมยดึ มน่ั ถือมัน่ ในธรรมและส่งิ ใด”
รปู ก็สักแตวา รูป ไมวาอาการใดท่ีเปนอยใู นรางกายเราที่ใหนามวา “รปู ” ก็สัก
แตวาเทานน้ั ไมย ิง่ กวานั้นไป จะย่งิ ไปไดอ ยา งไรเมอื่ จติ ไมส งเสริมใหมนั ย่งิ ความจรงิ จิต
เปน ผูสงเสรมิ จิตเปน ผกู ดถว งตัวเองตา งหาก เม่ือสตปิ ญญาพิจารณารตู ามหลกั ความ
จริงแลว ทุกส่งิ ทกุ อยางกจ็ ริงของมนั เอง “สกั แตวา ” นัน่ ! เมื่อ “สักแตวา ” แลว จติ ไม
เห็นสง่ิ น้นั สงิ่ นม้ี ีคณุ คา มรี าคายง่ิ กวาตนพอจะไปหลงยึดถือ จิตกห็ ายกงั วล รูปก็สัก
แตว า ถึงยังเปน อยกู ส็ กั แตวา ตายไปแลว ก็สักแตวา ความเปล่ียนแปรสภาพของมันเทา นนั้
เวทนาเกิดข้ึนมาก็สักแตว า เมอื่ สลายลงไปกส็ กั แตวา ตามสภาพของมนั และตาม
สภาพของทุกอาการ ๆ ปญ หาท้ังปวงในขันธในจติ กห็ มดไปโดยลําดบั
ธรรมชุดเตรียมพรอม ๑๘๕
ภาค ๒ “๒เ๐รา๕ กับ จติ ’’
๑๘๖
สุดทา ยจิตที่มีความรกั ความสงวนดว ยอํานาจแหงกิเลสประเภทหนง่ึ ซ่งึ เปนสิ่ง
สําคัญทเ่ี กาะอยใู นนนั้ กพ็ จิ ารณาลงไป ซง่ึ เรียกวา “จติ ตานุปส สนา” คอื ความเหน็
แจง ในจิตและอาการของจิตทกุ อาการวา “สกั แตว าจิต” คอื เปน สภาพหนึง่ ๆ เชนเดยี ว
กับสภาวธรรมทัง้ หลาย ไมถอื จติ เปนตน ไมสําคัญจิตวาเปนตน ถาถอื จิตวา เปน ตนเปน
ของตนจะพิจารณาไมไ ด เพราะความรกั ความสงวนความหึงหวง กลวั วา จติ จะเปน อะไร
ตออะไรไปเสยี แลวกลายเปน กําแพงกัน้ ไว จึงตอ งพิจารณาตามทที่ า นวา “จติ ตานุปส ส
นา” พจิ ารณาลงไปใหเ หน็ “สกั แตวา จิต” คิดกส็ ักแตวา คิด ปรงุ ขน้ึ มาดีชว่ั ก็สกั แตว า
ปรุง แลวกด็ ับไป ๆ สกั แตว า ๆ จนถงึ รากฐานของ “จติ อวชิ ชา”
รากฐานของ “จิตอวชิ ชา” คอื อะไร? คือกิเลสชนดิ ละเอยี ดสดุ อยภู ายในจิต
ไมพิจารณาจติ นนั้ ไมไ ด จติ จะสงวนจติ ไว แลว พจิ ารณากเิ ลสประเภทน้ีตา งหากนนั้
ยอ มหาทางไมได! เพราะกิเลสประเภทสงวนตวั มันหลบอยูในอุโมงค คอื จติ นแ้ี หละ!
จะเสียดายอุโมงคอ ยูไมได ถาโจรเขา ไปอาศัยอยใู นอุโมงคน ้เี ราจะเสยี ดายอุโมงคไมไ ด
ตอ งระเบดิ หมดท้งั อโุ มงคนน่ั นะ ใหมนั แตกทลายกลายเปน ช้ินสว นไปหมด นี่กเ็ หมอื น
กัน ระเบดิ ดว ยสติปญญาใหห มดเลยทีต่ รง “อุโมงค คือจิตอวชิ ชา” นี้ใหส ิน้ ซากไป
เอา ถา จติ เปนจติ จรงิ ทนตอการพิสูจน ทนตอความจรงิ จริงๆ จติ จะไมฉ บิ หาย
จะฉิบหายไปแตส่ิงทเี่ ปนสมมตุ ิเทาน้นั ! ธรรมชาติตัวจรงิ ของจติ แทๆ จะไมฉ บิ หาย
และอะไรจะเปน “วมิ ตุ ติ”? ถา จติ สามารถเปน วมิ ุตตไิ ด ทนตอการพิสจู น ทนตอ การ
พิจารณาทกุ อยางได กใ็ หจติ รตู วั เอง จิตนน้ั จะยงั คงเหลอื อยู
อันใดทีไ่ มท นตอการพจิ ารณา อันใดที่เปน สิ่งจอมปลอม ก็จะสลายตัวของมันไป จง
พจิ ารณาลงท่ีจติ ดีชวั่ เกิดข้นึ กแ็ ตเพยี งแยบ็ ๆๆ อยูภ ายในจิต ดับไปก็ดับทจ่ี ติ คน ลงไป
พิจารณาลงไป เอาจิตเปน สนามรบ
เราเอาเสยี ง เอากลน่ิ เอารส เปน สนามรบ พิจารณาดวยปญ ญา ผานเขา มาถึงข้ัน
เอารปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ เปน สนามรบ พจิ ารณาจนรูแจงเห็นจริงแลว ปลอ ย
วาง ๆ ปลอ ยวางไปตามเปนจรงิ
อาว!ที่นีก่ ิเลสมันไมมีท่ีซอนกว็ ่งิ เขา ไปอยูในจติ ตองเอาจิตเปนสนามรบอีก ฟาด
ฟนกันดวยปญ ญาสะบั้นหัน่ แหลกลงไปเปน ลาํ ดับๆ โดยไมมขี อแมข อ ยกเวน วาจะควร
สงวนอะไรไวเลย อันใดทีป่ รากฏจะพิจารณาฟาดฟน ใหอ นั นนั้ แหลกไปหมด ใหรเู ขาใจไป
หมด น่ัน!
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๘๖
ธรรมะชดุ ๒เ๐ต๖รยี มพรอ้ ม
๑๘๗
สดุ ทายกิเลสกท็ นตัวอยไู มได กระจายออกไป น่ัน ! ของจอมปลอมตอ งสลายตัวไป
ของจริงอันด้ังเดมิ แทไ ดแกจิต ก็เปน ธรรมชาติทบ่ี รสิ ทุ ธ์ขิ นึ้ มาแทนทที่ ก่ี ิเลสหายไป หา
ความสลายหาความฉิบหายไปไมม ีเลย นี้แลคอื ความประเสริฐแท เราชนะเพ่อื อันน้ี
ธรรมชาตแิ ทไมตายไมฉ ิบหาย ถงึ จะถกู พจิ ารณาขนาดไหนกต็ าม แตส ตปิ ญ ญาจะฟาด
ฟน จิตใหแหลกละเอยี ดจนฉิบหายไปหมดน้ันเปน ไปไมไ ด นนั่
สุดทายจติ ก็บรสิ ทุ ธิไ์ ดดว ยปญญา พอจิตบริสทุ ธเ์ิ ต็มท่แี ลว ปญ ญาก็หมดหนา ท่ีไป
เอง หรอื หมดภาระหนา ท่ขี องตนไปเองตามหลกั ธรรมชาตขิ องสติปญญา พอจิตบรสิ ทุ ธิ์
เต็มท่ีแลว ปญ ญาก็หมดหนา ท่ไี ปเอง หนาที่ของตนไปเอง ตามหลักธรรมชาตขิ องสติปญญา
ทีเ่ ปนสมมุตฝิ า ยแกก ิเลสทั้งมวล นอกจากเราจะนาํ ไปใชบางกาลบางเวลาในแงธรรมตา งๆ
หรือธรุ ะหนาทต่ี า งๆ เทา น้นั
ท่ีจะนาํ มาแก มาทาํ ลายกิเลส ถอดถอนกิเลสดว ยปญ ญาดังทีไ่ ดทาํ มาแลว น้ัน ไมมี
กิเลสจะใหแ กใ หถ อน สติปญ ญาจะถอนอะไร ตางอนั ตา งหมดหนาที่ของตวั ไปเองโดย
อตั โนมตั หิ รอื ธรรมชาติ
สิ่งทีย่ งั เหลอื อยู เหนอื สจั ธรรมท้งั สี่ คือ ทุกข สมทุ ยั นโิ รธ มรรค ก็ไดแกค วาม
บรสิ ุทธิ์ คือผรู ลู วนๆ ผูนีแ้ ลเปนผูพน จากสมมุติโดยประการท้งั ปวง พน จากกเิ ลสโดย
ประการทงั้ ปวง ทรงไวซงึ่ ความบริสทุ ธ์ิทท่ี านเรียกวา “วมิ ตุ ติ” เราจะไปหา “วิมุตติ”ที่
ไหน? ความหลุดพนอยทู ่ีไหน? ก็มนั ตดิ ของอยทู ่ไี หน? เมอ่ื พนจากความติดขอ งแลว มนั
กเ็ ปน ความหลดุ พนทเ่ี รยี กวา “วมิ ตุ ติ” เทาน้ันเอง การแสดงธรรมจึงยตุ เิ พยี งเทา น้ี ไมมี
ความรูความสามารถแสดงใหย ง่ิ กวา น้ไี ด
ธรรมชดุ เตรยี มพรอม ๑๘๗
ภาค ๒ “๒เ๐รา๗ กับ จติ ’’
จิตผอ่ งใส คอื อวชิ๑๘๘ชา
เทศน์โปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกุล ณ วัดปา่ บ้านตาด
เทศนโ ปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณเวมดัือ่ ปวนั า ทบ่ีา ๒น๖ตามดกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
เมอ่ื วนั ที่ ๒๖ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๑๙
จิตผองใส คอื อวิชชา
ปกตจิ ติ เปน สงิ่ ทผ่ี อ งใส และพรอมทีจ่ ะสัมผัสสัมพนั ธกับทกุ ส่ิงทกุ อยางอยเู สมอ
สภาพทัง้ หลายเปน “ไตรลักษณ” ตกอยใู นกฎแหง อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตฺตา ดวยกันท้งั น้ันไม
มเี วน แตธ รรมชาติของจติ ท่แี ทจ รงิ นน้ั ไมไดอ ยใู นกฎน้ี เทา ทีจ่ ิตเปน ไปตามกฎของ “อนจิ จฺ ํ
ทุกฺขํ อนตตฺ า ” กเ็ พราะสง่ิ ที่เปน ไตรลกั ษณ คอื สง่ิ ที่หมนุ เวียนเขา ไปเกย่ี วของกับจิต จิตจงึ
หมนุ เวียนไปตามเขา แตหมนุ เวียนไปดวยธรรมชาตทิ ไ่ี มแตกไมส ลาย หมุนไปตามสง่ิ ทีม่ ี
อาํ นาจใหหมนุ ไป แตท ีเ่ ปนอาํ นาจของจติ อยูโดยหลกั ธรรมชาตนิ ้ัน คอื “รแู ละไมต าย”
ความไมตายน้แี ลเปนส่ิงทเ่ี หนอื ความแตก ความไมแ ตกสลายนี้แลเปน สิ่งทีเ่ หนอื กฎไตร
ลักษณแ ละ “หลกั สากลนยิ ม” ท้ังหลาย แตท่ไี มทราบก็เพราะธรรมชาตทิ ่เี ปน สมมตุ เิ ขาไป
เกี่ยวของรุมลอ มจิตเสยี หมด จิตจึงกลมกลืนกบั เรื่องเหลานีไ้ ปเสีย
ทเี่ ราไมทราบวา การเกดิ ตายเปนของมมี าดงั้ เดมิ ประจําจติ ทมี่ ีกิเลสเปนเชือ้ กเ็ พราะ
ความไมทราบเปนเรอื่ งของกเิ ลส ความเกดิ ตายเปน เรื่องของกเิ ลส เร่อื งเราจริงๆ เรอ่ื งเรา
ลว นๆ คอื เร่อื งจิตลวนๆ ไมม ีอาํ นาจเปน ตวั ของตวั เองได อาศัยของจอมปลอมมาเปน ตวั
ของตวั เรื่อยมา การแสดงออกของจิตจึงไมต รงตามความจริง มกี ารแสดงออกตางๆ ตาม
กลมารยาของกิเลส เชน ทําใหก ลวั ทําใหส ะทกสะทาน กลัวจะเปนกลวั จะตาย กลัวอะไร
กลัวไปหมด แมทุกขนอ ยทุกขใหญอะไรมาปรากฏกก็ ลวั อะไรกระทบกระเทอื นไมไ ดเลยมี
แตก ลัว ผลท่สี ุดในจติ จงึ เตม็ ไปดว ยความหวาดความกลวั ไปเสยี สิ้น น่ัน! ทั้งๆ ทเี่ ร่อื งความ
หวาดความกลัวเหลานี้ไมใชเรอ่ื งของจติ โดยตรงเลย แตก ท็ าํ ใหจติ หวนั่ ไหวไปตามจนได
เราจะเห็นไดเ วลาทจ่ี ติ ชําระจนบริสุทธ์ิลวน ๆ แลว ไมม ีอะไรเขาไปเก่ียวขอ งไดแลว
จะไมป รากฏเลยวา จติ นี้กลัว กลา ก็ไมปรากฏ กลวั ก็ไมป รากฏ ปรากฏแตธรรมชาตขิ องตัว
เองอยูโดยลาํ พงั หรือโดยหลกั ธรรมชาตติ ลอดเวลา “อกาลโิ ก” เทา น้ัน นี้เปนจิตแท จิตแท
น้ีตอ งเปน “ความบรสิ ทุ ธ”์ิ หรอื “สอุปาทิเสสนิพพาน” ของพระอรหันตทานเทานัน้ นอก
จากน้ไี มอาจเรยี ก “จติ แท” อยา งเตม็ ปากเต็มใจได สําหรับผูแ สดงกระดากใจไมอาจเรยี ก
ได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๒ “๒เร๐า๙ กับ จิต’’
๑๘๘
๑๘๙
“จติ ด้ังเดิม” หมายถึงจติ ดั้งเดมิ แหง “วฏั ฏะ” ของจติ ทเ่ี ปนอยูนี่ ซงึ่ หมุนไปเวียน
มา ดังที่พระพทุ ธเจาทรงสอนไวใ นหลักธรรมวา “ดูกอน ภิกษทุ ั้งหลาย จติ เดมิ แทผองใส”
น่นั ! “แตอ าศยั ความคละเคลาของกเิ ลสหรอื กเิ ลสจรมา จึงทําใหจติ เศราหมอง” ทานวา
“จิตเดิมแท” นนั้ หมายถงึ เดิมแทข องสมมตุ ิตางหาก ไมไ ดหมายถงึ ความเดิมแท
ของความบรสิ ุทธ์ิ เวลาทา นแยกออกมา “ปภสสฺ รมทิ ํ จิตฺตํ ภกิ ขฺ เว” “ปภสฺสร” หมายถึง
ประภัสสร คอื ความผองใส ไมไดหมายถึงความบริสุทธิ์ นหี่ ลกั เกณฑข องทา นพดู ถูกตอ งหา
ทแี่ ยงไมไดเลย ถาวาจิตเดิมเปนจิตท่ีบริสุทธ์ิน้ันจะมที ี่คานกันวา “ถา บริสทุ ธิ์แลว มาเกดิ
ทําไม?” นั่น แนะ!
ทา นผชู าํ ระจติ บริสทุ ธแิ์ ลว ทานไมไดม าเกิดอีก ถา จิตบรสิ ุทธ์ิแลว ชาํ ระกันทําไม มัน
มที ี่แยงกันตรงนี้ จะชําระเพ่อื อะไร? ถา จิตผอ งใสก็ชําระ เพราะความผองใสน้ันแลคือตวั
“อวชิ ชา” แทไมใ ชอ ื่นใด ผูปฏิบตั จิ ะทราบประจักษใ จของตนในขณะท่จี ิตไดผา นจากความ
ผอ งใสน้ไี ปแลว เขาถึง “วมิ ุตตจิ ิต” ความผองใสนจ้ี ะไมปรากฏตวั เลย น่ัน! ทราบไดตรงน้ี
อยา งประจกั ษกับผปู ฏบิ ัติ และคานกันไดกค็ านกันตรงนี้ เพราะความจรงิ นน้ั จะตอ งจริงกับ
ใจของบุคคล เม่ือใครทราบใครรกู ต็ องพดู ไดเ ต็มปากทเี ดียว
ฉะนั้นจิตของพวกเรากาํ ลงั ตกอยูใ นวงลอ ม ทาํ ใหห วาดใหก ลวั ใหร ักใหชัง ใหเ ปน
ทุกส่งิ ทกุ อยา งช่อื วาเปนอาการของสมมตุ ิ เปน อาการของกเิ ลสโดยสน้ิ เชงิ ตวั เราเองไมไ ด
พลงั จิตเปน ของตนเอง มแี ตพลังของกิเลสตัณหาอาสวะ มันผลกั มนั ดนั อยูท ั้งวนั ทง้ั คืน ยนื
เดิน นั่ง นอน แลว เราจะหาความสุขความสบายมาจากทไี่ หน เม่อื ธรรมชาติน้ซี ่ึงเปน ของ
แปรสภาพอยูตลอดเวลา ยงั มาย่วั ยจุ ติ ใหเปนไปตามอีกดว ยโดยท่เี ราไมร ูสึก
โลกน้ีจะหาความสุขทไ่ี หน หาไมได ถา ไมไดถอดถอนธรรมชาติเหลา นี้ออกจากจิต
ใจโดยสนิ้ เชิงเสียเม่ือไร จะหาความทรงตวั อยอู ยางสบายหายหว งไมไดเลย จะตองกระดกิ
พลกิ แพลงหรือตองเอนโนน เอนน้ี ตามสง่ิ ทมี่ าเกย่ี วของยว่ั ยวนมากนอ ย ฉะน้ันทา นจึงสอน
ใหชําระจติ ซ่ึงเปนการชาํ ระความทุกขทรมานของตนนนั้ แล
ไมม ผี ใู ดทจ่ี ะหยั่งถงึ หลกั ความจรงิ ไดอ ยา งแทจรงิ ดง่ั พระพุทธเจา มีพระองคเดียวท่ี
เรียกวา “สยัมภ”ู โดยไมต องไดรับการอบรมส่ังสอนจากผหู นง่ึ ผใู ดเลย ในการแกก ิเลส
ออกจากพระทัยของพระองค ทรงทาํ หนา ที่ท้งั เปนนกั ศึกษาท้ังเปนครไู ปในตวั ลําพังพระ
องคเ ดยี ว จนไดต รสั รูถงึ ขั้น “ยอดธรรม ยอดคน ยอดศาสดา”
สวนทางสมาธิดานความสงบน้นั ทา นคงไดศึกษาอบรมมาบา งเหมอื นกันกับดาบส
ทง้ั สอง ไมปฏิเสธ แตนั่นไมใชทางถอดถอนถงึ ความเปน “สัพพญั ู” ได เวลาจะเปน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๘๙
ธรรมะชุด๒เ๑ต๐รียมพรอ้ ม
๑๙๐
“สพั พัญู” กเ็ สด็จออกจากดาบสท้งั สองไปบาํ เพญ็ ลาํ พังพระองคเ ดียว และทรงรูเองเห็น
เองโดยไมม ีครูส่ังสอนเลย แลว นาํ ธรรมน้นั มาสั่งสอนโลก พอไดร บู ญุ รบู าป รนู รกสวรรค
ตลอดนิพพานมาจนกระทั่งปจจุบันน้ี หากไมมใี ครมาสัง่ สอนเลย สัตวโลกก็จะแบกแตก อง
เพลงิ เตม็ หัวใจไมม วี นั เวลาปลอ ยวางไดเ ลย เมือ่ เปนเชนนค้ี วรจะเห็นคุณคาแหง ธรรมท่ี
ทานนาํ มาสอนโลกไดโ ดยยาก ไมมใี ครในโลกสามารถทาํ ไดอ ยา งทานเลย
เวลาน้ีอะไรเปนเครอ่ื งหุมหอ จิตใจ หาความ “ผองใส” และ “ความบรสิ ุทธ”์ิ ไมได
ทั้งๆ ทเ่ี ราตอ งการหาความบรสิ ทุ ธด์ิ ว ยกันทกุ คน อะไรเปน เครอื่ งปด บังอยเู วลาน?ี้ ถา พูด
ตามหลักธรรมชาตแิ ลว ก็มีขนั ธห า เปน ที่หน่ึง สว น “จิตอวิชชา” นัน้ ยกไวก อน เอาแตท ี่
เดนๆ คือขันธหาน้ันเปน ที่หนึ่ง และท่ีเปน สหายกนั นัน้ ก็คอื รูป เสยี ง กล่ิน รส เครื่องสัมผสั
ซ่ึงตดิ ตอ สอ่ื สารกันกบั ตา หู จมูก ลน้ิ กาย และเขา ไปประสานกบั ใจ จากน้ันก็เปน “ความ
สาํ คัญ” ขน้ึ มาอยางนั้นอยา งนจี้ ากรูป เสยี ง กล่ิน รส เครอ่ื งสัมผสั แลว นําเอาอารมณท ี่ผาน
ไปแลว น้นั แล เขามาผกู มดั วนุ วาย หรือมาหมุ หอ ตวั เองใหมืดมดิ ปด ตาไปดวยความรกั
ความชงั ความเกลยี ด ความโกรธ และอะไรๆ เต็มไปหมด ซ่ึงไดม าจากสิง่ ดงั กลาวทง้ั นัน้
สวนท่ีฝงอยลู ึกก็คอื ขนั ธข องเรานี้ เราถือวา เปนตัวเปนตนของเรามาตั้งแตด ึกดาํ
บรรพกาลไหนๆ ทุกชาตทิ ุกภาษา แมจะเปน สตั วก ต็ องถือวา เราน้เี ปน ของเรา น้เี ปน สัตว
เปน ตัวของสัตว เปน ตัวของเรา จะเปน กายทพิ ย รางกายทพิ ยก ็เปน ตวั ของเรา จะเปนเปรต
เปนผีเปน อะไรก็ตามเถอะ ส่งิ ท่อี าศยั อยรู า งหยาบรา งละเอียด ตอ งถอื วา เปนเราเปนของ
เราดว ยกันทง้ั น้ัน จนกระทั่งทมี่ าเปนมนุษยท ี่รูจักดรี จู ักชั่วบา งแลว ก็ยังตองถือวา “นีเ้ ปน
เราเปน ของเรา” ในขันธห า รปู ก็เปนเรา เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ก็เปนเราเปนของ
เรา เหลานี้ยังฝงอยูอยา งลึกลบั
ฉะน้ันทานจงึ สอนใหพิจารณา การพจิ ารณากเ็ พอื่ จะใหร ชู ัดเจนตามความจริงของ
มัน แลว ถอนความยดึ ม่นั ถอื มัน่ สาํ คญั ผิดวาตน เพ่ือความเปนอิสระนัน่ เองไมใชเ พื่ออะไร
ตามปกติของเขาแลว จะพจิ ารณาเขาทาํ ไม? รูปก็เปนรปู เสยี งเปนเสยี ง กลน่ิ เปน กล่ิน รสก็
เปน รส เคร่อื งสมั ผสั ตางๆ เปน ธรรมชาติของเขาอยดู ง้ั เดิม เขาไมไดว าเขาเปนขาศกึ อะไร
ตอ เราเลย ไปพิจารณาเขาทาํ ไม?
การพจิ ารณากเ็ พือ่ ใหท ราบความจรงิ ของสงิ่ นั้นๆ ตามความเปนจรงิ ของเขา แลว
ทราบความลุมหลงของตนดว ยการพจิ ารณานี้ และถอนตัวเขามาดว ยความรู การทจ่ี ิตเขา
ไปจบั จองยดึ ขนั ธว า เปน ตนเปนของตน กเ็ พราะความลุมหลงน่นั เอง
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๙๐
ภาค ๒ “๒เร๑า๑ กบั จิต’’
๑๙๑
เมอ่ื พจิ ารณาเขา ใจวา ส่งิ นนั้ เปนอะไรอยา งชดั เจนแลว จิตกถ็ อนตัวเขา มาดว ยความ
รคู วามเขา ใจดว ยปญญา หมดกังวลกับสิง่ เหลาน้นั การพจิ ารณาอันใดท่เี ดนชดั ในบรรดา
ขนั ธห า น้ี ไมต อ งไปสําคญั ม่นั หมาย คือคาดคะเนวาเราไมไดพิจารณาขนั ธห า โดยทัว่ ถงึ คอื
ทุกขันธไปโดยลาํ ดบั ไมต อ งไปทาํ ความสาํ คัญ ขอแตวา ขันธใดเปนทเ่ี ดนชดั ซ่ึงควร
พจิ ารณาในเวลานน้ั และเหมาะสมกับจรติ นสิ ยั ของเรา ก็ใหพจิ ารณาคน ควา ในขนั ธนนั้ ให
ชัดเจน เชน รปู ขันธ เปนตน
ในรปู ขนั ธ มีอาการใดเดนในความรูสกึ ของเรา ที่เกดิ ความสนใจอยากจะพิจารณา
มากกวา อาการอ่นื ๆ เราพึงจบั จุดนนั้ กาํ หนดพิจารณาใหเ ห็นความจรงิ ของมนั วา “ทุกขฺ ํ
คืออะไร?”
ตามหลักธรรมทานกลา วไวว า “ทกุ ขฺ ํ” คอื ความทนไมได มนั ไมค อ ยสนิทใจเราซ่งึ
เปนคนมนี ิสยั หยาบ จงึ ชอบแปลแบบลางเนอื้ ชอบลางยาเปน สว นมากวา “ทกุ ขฺ ํ คอื ความ
บบี บงั คับอยตู ลอดเวลานีแ้ ล” นเ่ี หมาะกบั ใจเราทห่ี ยาบมาก ดังธรรมบทวา “ยมฺปจฺฉํ น
ลภติ ตมปฺ ทกุ ฺข”ํ น้ตี รงกับคําท่ีวานี้ คือปรารถนาส่งิ ใดไมไดส มใจก็เปน ทุกข เปนทกุ ขค ือ
อะไร? ก็คือบบี คั้นตัวเองนนั้ แล หรือเกดิ ความไมส บายน่นั แลว ปรารถนาสิ่งใดไมไดส่งิ นั้น
ก็ไมสบาย ปรารถนาส่ิงใดแมไดแลว แตส ิง่ นั้นพลัดพรากจากไปเสยี ก็เปน ความทุกขข้ึนมา
ความทุกขอ นั นเ้ี ขากันไดก บั คาํ วา “มนั บีบบงั คบั ” ความบบี บังคับน้นั แลคอื ความทุกข
ความทนไมไ ด เมอ่ื ทนไมไดก็เปน ไปตามเรื่องของเขา ไปยงุ กับเขาทําไม! ความจริงจะเปน
ขันธใ ดหรอื ไตรลักษณใ ดก็ตาม ใจของเราไปยดึ ไปถอื เขาตางหาก จงึ ตองมาพิจารณาใหชัด
เจนในขันธ
รปู ขนั ธ อาการใดดูใหเ หน็ ชดั เจน ถายงั ไมท ราบชดั ใน “ปฏกิ ลู ” ซ่งึ มีอยูใ นรูปขันธ
ของเรา ก็ใหด ูปาชาในตัวของเราน้ีใหเห็นชัดเจน คําวา “เย่ียมปา ชา ” ใหเยยี่ มทีน่ ่ี แมเยี่ยม
ปาชานอกกเ็ พ่ือนอ มเขามาสปู า ชา ในตวั ของเรา “ปา ชา นอก” คนตายในครง้ั พทุ ธกาล มนั
ปา ชาผดี บิ ทงิ้ เกลอ่ื น ไมค อ ยจะเผาจะฝง กันเหมอื นอยา งทกุ วันน้ี ทานจงึ สอนใหพระไป
เยย่ี มปาชา ทต่ี ายเกาตายใหมเกลอ่ื นกลาดเตม็ ไปหมดในบรเิ วณนน้ั เวลาเขาใหเขา ทางทิศ
นัน้ ทศิ น้ี ทา นกส็ อนไวโดยละเอยี ดถถี่ ว น ดว ยความฉลาดแหลมคมของพระพุทธเจาผเู ปน
“สยัมภ”ู หรอื “ผเู ปน ศาสดาของโลก” ทานสอนใหไ ปทางเหนือลม ไมใหไปทางใตล ม จะ
เปน อนั ตรายตอ สุขภาพ เพราะกล่นิ ซากศพที่ตายเกา ตายใหมนนั้ ๆ
เมอื่ ไปเจอซากศพเชนน้ีเขาแลว ความรสู ึกเปน อยา งไร แลวใหไ ปดูซากศพชนิด
นน้ั ๆ ความรูสกึ เปน อยา งไร ใหป ระมวลหรือ “โอปนยโิ ก” นอมเขา มาสูตวั เองซ่ึงเปน ซาก
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๙๑
ธรรมะชดุ๒เ๑ต๒รียมพรอ้ ม
๑๙๒
อันหนง่ึ ทา นสอนใหพ จิ ารณาอยา งนี้ เม่ือเราไดสกั ขีพยานคือตัวเราเอง วาซากศพท่ีอยใู น
ปาชาภายนอกนัน้ เปนอยา งไรแลว นอ มเขา มาสปู าชาภายในคือตัวเราเอง เม่อื ไดห ลักเกณฑ
ท่ีน่ีแลว การเยย่ี มปาชานั้นกค็ อ ยจางไป ๆ แลว มาพจิ ารณาปา ชาน้ีใหเหน็ ชดั เจนขึ้นโดย
ลาํ ดับ คอื กายนเ้ี ปน บอปฏกิ ูลนา เกลยี ด ตองชะลา งอาบสรง ทาํ ความสะอาดอยูต ลอดเวลา
ทุกสง่ิ ทกุ อยางท่ีมาเก่ียวของกับทุกสว นของรางกายเราน้ี มีอะไรท่เี ปนของสะอาด
แมเ ครอ่ื งอปุ โภคบรโิ ภคเมื่อนํามาบรโิ ภคกก็ ลายเปนของปฏกิ ลู นบั แตขณะเขาทางมุข
ทวารและผา นลงไปโดยลาํ ดบั เคร่อื งนงุ หม ใชส อยตา งๆ มนั กส็ กปรก ตอ งไปชะลา งซัก
ฟอกยุงไปหมด ที่บา นท่ีเรือนก็เหมือนกัน ตอ งชะลางเช็ดถปู ด กวาดอยเู สมอ ไมเชนนัน้ ก็
จะกลายเปนปา ชาขึ้นท่ีนั่นอีก เพราะความสกปรกเหมน็ คลงุ ท่วั ดนิ แดน มนษุ ยไปอยูที่ไหน
ตองทาํ ความสะอาด เพราะมนษุ ยส กปรก แนะ ! ในตวั เราซึง่ เปน ตวั สกปรกอยแู ลว สิง่ ทีม่ า
เกย่ี วขอ งกบั ตวั เรามนั จงึ สกปรก แมแ ตอาหารหวานคาวทม่ี ีรสเอรด็ อรอ ยนารบั ประทาน สี
สนั วรรณะก็นา ดนู าชม พอเขา มาคละเคลากับสิ่งสกปรกท่ีมอี ยภู ายในรา งกาย เชน นาํ้ ลาย
เปนตน ก็กลายเปนของสกปรกไปดว ย อาหารชนิดตา งๆ ท่ีผานมุขทวารเขา ไปแลว เวลา
คายออกมา จะนาํ กลบั เขา ไปอกี ไมได รูสกึ ขยะแขยงเกลียดกลวั เพราะเหตไุ ร? กเ็ พราะราง
กายน้ีมคี วามสกปรกอยแู ลว ตามหลักธรรมชาติของตน อันใดท่ีมาเก่ียวของกับรา งกายนี้จงึ
กลายเปนของสกปรกไปดว ยกนั
การพิจารณาอยางน้เี รียกวา “พจิ ารณาปาชา” “พิจารณา อสุภกรรมฐาน”
เอา กําหนดเขา ไป ในหลักธรรมชาติของมันเปนอยา งไร ดทู กุ แงท ุกมุมตามความ
ถนัดใจ คือปกติเม่อื เราดใู นจุดนีแ้ ลว มนั จะคอยซมึ ซาบไปจุดนั้นๆ โดยลาํ ดบั ถาสติกับ
ความรูสกึ สบื ตอกนั อยูแ ลว ปญญาจะตอ งทํางานและกา วไปไมล ดละ จะมีความรสู ึกซาบซึง้
ในการรูจรงิ เหน็ จรงิ โดยลําดบั นเ่ี ปน ปญ ญาระดบั แรกของการพจิ ารณา
เมอ่ื พิจารณาในขนั้ “ปฏิกลู ” แลว พจิ ารณาความเปลยี่ นแปรสภาพของรางกาย คือ
ความปฏิกลู กอ็ ยใู นรางกายนี้ ปา ชา ผีดิบกอ็ ยูในรางกายน้ี ปา ชาผีแหง ผีสดผีรอ ยแปดอะไร
กร็ วมอยใู นนี้หมด เวลานําไปเผาไปตม แกงในเตาไฟ ไมเหน็ วา เปนปา ชา กันบางเลย แต
กลบั วา“ครวั ไฟ” ไปเสีย ความจรงิ กค็ ือปา ชาของสตั วนน่ั แหละ และขนเขามาเกบ็ เอาไวท่ีนี่
(ทองคน) ในหลุมในบอ อันนเี้ ตม็ ไปหมด นกี่ ็คือท่ฝี งศพของสตั วตา งๆ เราดๆี นน่ั แลถา
คิดใหเปนธรรม คือใหความเสมอภาค เพราะศพใหมศ พเกา เกลื่อนอยูท นี่ ี่ เมื่อพจิ ารณา
อยางนีแ้ ลว จะไมเกดิ ความสะอิดสะเอียน ไมเกิดความสงั เวชสลดใจแลว จะเกิดอะไร?
เพราะความจริงเปน อยางน้นั แทๆ
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๑๙๒
ภาค ๒ “๒เร๑า๓ กับ จิต’’
๑๙๓
พระพทุ ธเจาทรงสอนใหถ ึงความจรงิ เพราะความจรงิ มีอยูอยางน้ี ถา เราไมปน
เกลียวกบั ความจรงิ ใครๆ ก็จะไดปลดเปล้ืองความยดึ มัน่ ถอื ม่นั ความสําคัญผดิ อันเปน
ความโงเ ขลาเบาปญ ญาของตนออกไดเ ปนลาํ ดับๆ จติ ใจจะมีความสวา งกระจา งแจง ฉาย
แสงออกมาดวยความสงาผาเผยองอาจกลา หาญตอความจริง ทส่ี ัมผัสสัมพันธก ับตนอยู
ตลอดเวลา พอใจรับความจรงิ ทุกแงทุกมมุ ดว ยความเปน ธรรมไมล าํ เอียง แมยงั ละไมขาดก็
พอมคี วามเบาใจ มที ่ปี ลงที่วางบา ง ไมแบกหามอุปาทานในขนั ธเ สียจนย่ําแยต ลอดไป แบบ
ภาษติ ทานวา “คนโงน น้ั หนกั เทาไรย่ิงขนเขา” “ปราชญท า นเบาเทาไรย่ิงขนออกจนหมด
สิน้ !”
เมอ่ื พจิ ารณาอยา งนีแ้ ลว จงพิจารณาความแปรสภาพของขนั ธ ขันธแ ปรทกุ ชนิ้ ทุก
อนั ทุกสัดทุกสวนบรรดาท่ีมใี นรา งกายนี้ แมแ ตผมเสนหนึ่งไมไดเ วน เลย แปรสภาพเหมือน
กันหมด อันไหนทีเ่ ปนเรา อันไหนทีเ่ ปน ของเรา ทคี่ วรยดึ ถือ?
คาํ วา “อนตตฺ า” ก็เหมอื นกนั ยิ่งสอนยํ้าความไมน า ยดึ ถือเขาไปอยางแนบสนทิ
อนตตฺ ากอ็ ยูใ นชิน้ เดยี วกัน ชิ้นเดยี วกนั นีแ่ หละท่เี ปนอนตฺตา ไมใชเ รา! และของใครทงั้ สิน้ !
เปนสภาพธรรมแตละอยาง ๆ ทีค่ ละเคลา กันอยูตามธรรมชาติของตน ๆ ไมส นใจวาใครจะ
รักจะชัง จะเกลียดจะโกรธ จะยึดถอื หรอื ปลอ ยวาง
แตม นษุ ยเรานั้นมือไวใจเร็ว อะไรผานมาก็ควา มับ ๆ ไมส นใจคดิ วาผิดหรอื ถกู อะไร
บา งเลย มอื ไวใจเรว็ ยิ่งกวาลงิ รอยตวั แตมกั ไปตาํ หนลิ ิงวาอยูไมเปน สุขกนั ทั้งโลก สว น
มนษุ ยเ องอยไู มเปนสขุ ทุกอริ ยิ าบถเตม็ ไปดวยความหลกุ หลิก คึกคะนองนํ้าลน ฝงอยู
ตลอดเวลา ไมสนใจตาํ หนกิ นั บา งเลย “ธรรม” ทที่ า นสอนไว จงึ เปรียบเหมอื นไมสาํ หรับตี
มอื ลิงตวั มอื ไวใจคะนองนน้ั แล!
“ไตรลกั ษณ” มี อนตฺตา เปน ตน ทา นขไู วต บไว ตีขอมือไว “อยาไปเอ้อื ม!” ตบไว
ตีไว “อยาไปเอือ้ มวา เปน เราเปน ของเรา” น่ัน! คาํ วา “รูป อนตฺตา” ก็อุปมาเหมอื นอยาง
น้นั เอง “อยา เอือ้ ม” “อยาเขาไปยึดถือ!” นน่ั ! ใหเห็นวามนั เปนอนตฺตาอยแู ลว น่ันแนะ!
ธรรมชาติของมนั เปนอนตตฺ า ไมเ ปนของใครท้งั หมด “อนตฺตา ไมเ ปนตน” กบ็ อกอยูแลว
นคี่ อื การพิจารณารา งกาย
เอาละทน่ี กี่ าํ หนดใหม นั สลายไป จะสลายลงไปแบบไหนก็เอาตามความถนัดใจ อัน
นั้นเปอ ยลง อันนเ้ี ปอ ยลง อันนัน้ ขาดลง อนั น้ีขาดลง กาํ หนดดูอยา งเพลินใจดวยปญ ญา
ของตน อนั น้ันขาดลง อนั นีข้ าดลง ขาดลงไปจนขาดลงไปทุกชน้ิ ทุกอัน ต้ังแตก ะโหลก
ศรี ษะขาดลงไป กระดกู แตล ะชน้ิ ละอันเมอ่ื หนงั หมุ มันเปอยลงไปแลว เนอ้ื กเ็ ปอ ยลงไปแลว
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๙๓
ธรรมะชดุ๒เ๑ต๔รียมพร้อม
๑๙๔
เสน เอน็ ที่ยดึ กนั ขาดเปอยลงไปแลว มันทนไมไดตองขาดไป ๆ เพราะมีช้นิ ติดช้นิ ตอ กนั อยู
อยา งน้ีดว ยเอ็นเทานนั้ เมอ่ื เสน เอน็ เปอ ยลงไป สว นตางๆ ตองขาดลงไป ขาดลงไปกองอยู
กบั พนื้ และเรี่ยราดกระจัดกระจายเต็มบริเวณ มิหนํายงั กําหนดใหแ รงกาหมากนิ และกัดทง้ิ
ไปท่วั บรเิ วณ ใจจะมีความรูสึกอยา งไรบาง
เอา กําหนดดู! สวนท่เี ปนนา้ํ มนั ก็กระจายลงไป ซมึ ซาบลงไปในดนิ ดว ย เปน ไอขึ้น
ไปบนอากาศดวย แลวกแ็ หงเขา ไป ๆ จนไมป รากฏสง่ิ ท่แี ข็ง เม่ือแหงเขา ไปแลวกก็ ลายเปน
ดนิ ตามเดิม ดินเปน ดิน น้ําเปน นาํ้ ลมเปนลม ซอยลงไป อันใดกต็ ามในธาตสุ ่ี ดนิ น้าํ ลม
ไฟน้ี เปน สิ่งประจักษในทางสัจธรรมดว ยกนั ทง้ั นนั้ เราไมตองคิดวาเราพจิ ารณาดินชัด แต
สวนนนั้ ไมชดั สวนนไี้ มชัด ไมตอ งวา พจิ ารณาใหมนั ชดั ไปสวนใดสว นหนึ่งกต็ าม มนั ตอง
ทวั่ ถึงกนั หมด เพราะดนิ นํา้ ลม ไฟ เปนทเ่ี ปดเผยอยแู ลว ในสายตาของเรากเ็ หน็ ภายใน
รางกายนนี้ ้ําเราก็มีอยแู ลว ลมคือลมหายใจ เปน ตน ก็มีชัดๆ เหน็ ชดั ๆ อยูแลว แนะ! ไฟ
คอื ความอบอุนในรา งกายเปนตน แนะ ! ตางกม็ ีอยแู ลวภายในรา งกายนี้ ทาํ ไมจะไมย อมรบั
ความจริงของมนั ดวยปญญาอนั ชอบธรรมเลา เม่อื พิจารณาหลายครงั้ หลายหนมนั ตองยอม
รบั ฝน ความจริงไปไมไ ด เพราะตองการความจริงอยแู ลวน่ี
พิจารณาลงไป คน หาชิน้ ใดวา เปนเราเปน ของเรา หาดูซไิ มมีเลยแมแตช ิ้นเดยี ว !
มันเปน สมบตั เิ ดมิ ของเขาเทานนั้ คอื ดนิ น้าํ ลม ไฟ เปนสมบัตเิ ดมิ ของธาตตุ างๆ นี่อัน
หนึ่ง ดอู ยา งน้ี จิตสงบแนว ลงไปได และไมใ ชอ ารมณทพี่ าใหจ ิตฟุง เฟอ เหอเหิมคะนอง แต
เปนธรรมท่ีทําใหใ จสงบเยน็ ตางหาก ทา นจึงสอนใหพจิ ารณาเนืองๆ จนเปนท่ีเขา ใจและ
ชาํ นาญ
เมอ่ื จติ ไดเ หน็ ประจักษด ว ยปญญาแลว จิตจะเปนอน่ื ไปไมไ ด ตอ งถอนตวั เขา ไปสู
ความสงบแนว แนอยภู ายใน ปลอ ยความกงั วลใดๆ ทง้ั หมด นีเ่ ปน ขัน้ หน่ึงในการพิจารณา
ธาตขุ นั ธ!
เอา วาระตอไปพจิ ารณาทกุ ขเวทนา เฉพาะอยางยิง่ ในขณะทเี่ จบ็ ไขไดป วย หรอื
ขณะทน่ี ั่งมากๆ เกิดความเจ็บปวดมาก เอาตรงน้แี หละ ! นักรบตองรบในเวลามีขา ศึก ไม
มีขา ศึกจะเรียกนกั รบไดอยา งไร อะไรเปนขาศึก? ทกุ ขเวทนาคือขาศึกของใจ เจบ็ ไขไดปวย
มีทุกขตรงไหน น้นั แหละคือขา ศกึ อยูแ ลว ถาเราเปน นักรบเราจะถอยไปหลบอยูท ี่ไหน?
ตอ งสูจนรแู ละชนะดวยความรูนี้
เอา เวทนามันเกิดขึ้นจากอะไร? ตง้ั แตเกดิ มาจนเราเรมิ่ น่งั ทแี รกไมเหน็ เปน แต
กอนเรายังไมเร่มิ เปนไข ไมเห็นปรากฏทกุ ขเวทนาขึน้ มา นเ่ี วลาเราเจ็บไขไ ดป วย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๑๙๔
ภาค ๒ “๒เ๑รา๕ กบั จติ ’’
๑๙๕
ทุกขเวทนาจึงปรากฏขึ้นมา แตกอนนมี้ ันไปหลบซอนอยูทีไ่ หน? ถาเปนตัวของเราจรงิ จติ
เรารอู ยตู ลอดเวลา ทุกขเวทนาชนดิ นที้ ําไมไมปรากฏอยตู ลอดเวลา ทาํ ไมจงึ มาปรากฏใน
ขณะน?ี้ ถา ทุกขเวทนาเปน เรา เวลาทกุ ขเวทนาดบั ไปทําไมจิตจงึ ไมดับไปดว ย ถาเปน อนั
หนง่ึ อันเดยี วกนั จริงๆ ตองดับไปดวยกนั จติ ยังมคี วามรูสึกอยูตราบใด ทุกขเวทนากค็ วรจะ
มอี ยูตราบน้นั ถาเปน อันเดยี วกันแลวไมควรดบั ไป ตองพจิ ารณาดูใหชัด และแยกดกู าย
ดวย ขณะทท่ี ุกขเกิดขนึ้ เชน เจบ็ แขง เจบ็ ขา ปวดกระดกู ช้ินนั้นชน้ิ นี้ จงกําหนดดกู ระดูก ถา
มันปวดกระดูกเจ็บกระดูกมากๆ ในเวลานน้ั
“กระดกู นห้ี รอื เปน ตัวทุกข?” เอา ถามดู และถามที่ตรงไหนใหจอจติ ลงท่นี ่ันดวยนะ
อยา ถามแบบเผอเรอไปตา งๆ ใหถามดว ย “จอ จิตเพือ่ รคู วามจริง” จอ จิตแนวอยูกบั ทกุ ข
จองอยกู บั กระดูกชิ้นน้นั ทอนนัน้ ทีเ่ ขา ใจวาเปน ตวั ทุกข ดใู หดวี ากระดกู ชิ้นนี้หรอื เปนทุกข
กําหนดดเู พื่อเปนขอสงั เกตดว ยปญ ญาจริงๆ ถา กระดูกนีเ้ ปนทกุ ขจริงๆ แลว เวลาทกุ ขด ับ
ไปทาํ ไมกระดูกนไี้ มด ับไปดว ย น่นั ! ถาเปน อนั เดียวกันจริง เมอื่ ทกุ ขด ับไปกระดกู นตี้ อ งดับ
ไปดวยไมค วรจะยังเหลืออยู แตนเี่ วลาโรคภัยไขเจบ็ หายไป หรือเวลาเราลุกจากท่นี ่งั ภาวนา
แลว ความเจบ็ ปวดมากๆ น้หี ายไป หรือทุกขน ห้ี ายไป กระดกู ทําไมไมห ายไปดว ยถา เปน
อนั เดยี วกัน นแี่ สดงวาไมใชอ ันเดียวกนั เวทนากไ็ มใชอันเดียวกันกับกาย กายกไ็ มใชอ นั
เดยี วกนั กับเวทนา กายกบั จิตกไ็ มใชอนั เดียวกนั ตา งอนั ตา งจริงของเขา แลวแยกดูใหเ ห็น
ชดั เจนตามความจริงน้ี จะเขา ใจความจรงิ ของส่ิงเหลา น้ีโดยทางปญ ญาไมส งสยั
เวทนาจะปรากฏเปน ความจริงของมัน ผลสุดทายการพิจารณาก็จะยนเขามา ๆ ยน
เขา มาสูจ ติ เวทนานนั้ จะคอ ยหดตวั เขามา ๆ จากความสาํ คัญของจิต คือจติ เปน เจา ตวั การ
จติ เปน เจาของเรื่อง เรากจ็ ะทราบ ทกุ ขเวทนาในสวนรางกายก็คอ ยๆ ยุบยอบ คอยดบั ไป
ๆ รา งกายก็สกั แตว า รา งกาย มีจรงิ อยอู ยางนั้นตั้งแตท กุ ขเวทนายงั ไมเกิด แมทกุ ขเวทนา
ดบั ไปแลว เนอ้ื หนัง เอ็น กระดกู สวนไหนทีว่ า เปนทุกข ก็เปน ความจรงิ ของมนั อยูอ ยาง
นั้น มันไมไ ดเ ปนทุกขน่ี กายกเ็ ปนกาย เวทนาก็เปน เวทนา ใจกเ็ ปนใจ กําหนดใหเ ห็นชดั
เจนตามเปนจริงนี้ เมื่อจติ พจิ ารณาถึงความจรงิ แลวเวทนาก็ดบั นป่ี ระการหนึง่
ประการทส่ี อง แมเ วทนาไมดับก็ตาม นี่หมายถึงเวทนาทางกาย แตก็ไมส ามารถทํา
ความกระทบกระเทอื นใหแ กจ ิตได สุดทายใจกม็ ีความสงบรม เยน็ สงาผา เผยอยใู น
ทามกลางแหงทกุ ขเวทนาซ่ึงมอี ยูภ ายในรางกายของเราน้ี จะเปน สวนใดหรือหมดทั้งตัวก็
ตามทีว่ า เปนทกุ ข ใจของเรากไ็ มหวาดหวนั่ พร่นั พรงึ อะไรทั้งหมด มคี วามเยน็ สบาย เพราะ
รูเทาทุกขเวทนาดว ยปญ ญาในเวลานั้น นค่ี ือการพจิ ารณาทุกขเวทนาที่ปรากฏผลอีกแงหนง่ึ
ธรรมชุดเตรียมพรอม ๑๙๕
ธรรมะชุด๒เ๑ต๖รยี มพร้อม
๑๙๖
การพิจารณาทกุ ขเวทนา ยิง่ เจ็บปวดมากเทา ใดสติปญญาเราจะถอยไมไ ด มแี ตข ยบั
เขาไปเร่ือยๆ เพอื่ รคู วามจริง ไมตองไปตั้งกฎเกณฑ ต้งั ความสําคัญมน่ั หมายขน้ึ วา “ให
ทุกขเวทนาดับไป” ดว ยความอยากของตนน้นั จะเปนเคร่อื งชวยเสริมทกุ ขเวทนาใหห นกั
ข้นึ โดยลาํ ดับ ความจริงกพ็ ิจารณาใหเ หน็ ความจริงเทานนั้ ทุกขจะดับหรือไมก ต็ าม ขอให
ทราบความจริงท่เี ปน ทกุ ขหรอื เกิดทกุ ขข นึ้ มา ดวยการรูเ ทาทางปญญาของเราเปน ท่ีพอใจ
เรากาํ หนดทต่ี รงนั้น และสงิ่ เหลา นีม้ นั เกิดมนั ดบั อยอู ยา งนนั้ ภายในขนั ธ
กายมนั เกดิ ขนึ้ มาเปนเวลาชวั่ กาลช่วั ระยะก็แตกสลายลงไป ท่ีเรยี กวา “แตกดบั ”
หรอื “ตาย” ทุกขเวทนาเกิดรอ ยคร้งั พันคร้ังในวนั หน่งึ ๆ ก็ดับรอยครั้งพนั คร้งั เหมือนกนั
จะจีรงั ถาวรที่ไหน เปนความจรงิ ของมันอยางนนั้ เอาใหทราบความจริงของทุกขเวทนาท่ี
เกดิ ข้นึ อยา งชดั เจนดว ยปญ ญาอยาทอถอยเลอ่ื นลอย สัญญามันหมายอะไรบา ง สญั ญานี่
เปนตวั การสาํ คัญมาก พอสงั ขารปรุงแพลบ็ เทา นน้ั แหละ สัญญาจะยึดเอาเลย แลว หมาย
นน้ั หมายนย้ี ุง ไปหมด ทีว่ าพวกกอกวนพวกยุแหยใ หเ กิดเรอ่ื งนั้นใหเ กดิ เรอื่ งน้ีข้ึนมา กค็ อื
พวกน้ีเอง คือพวกสังขารกบั พวกสญั ญา ทีส่ ําคญั ม่ันหมายวา นั้นเปนเรานั้นเปน ของเรา
หรอื น้ันเปน ทุกข เจ็บปวดทตี่ รงนน้ั เจบ็ ปวดทต่ี รงน้ี กลัวเจบ็ กลัวตาย กลัวอะไรๆ ไปเสยี
ทกุ สง่ิ ทกุ อยาง กลัวไปหมด คือพวกนเ้ี ปนผูหลอกใหกลัว จติ ก็เลยหวน่ั ไปตามและทอถอย
ความเพยี รแลว แพ น่นั ! ความแพด ลี ะหรอื ? แมแตเ ดก็ เลน กีฬาแพ เขายังรจู กั อบั อายและ
พยายามแกม ือ สว นนักภาวนาแพกิเลสแพท ุกขเวทนา ไมอายตัวเองและกเิ ลสเวทนาบาง ก็
นับจะดา นเกินไป
จงทราบวา เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เปน อาการหนึ่งๆ ของจิตที่แสดงออก
เทา นัน้ เกดิ ข้ึนแลวกด็ บั “สญฺ า อนตฺตา” นน่ั ! มันก็เปนอนตฺตาอยา งน้ันเอง แลวไปถือ
มนั ยังไง ไปเช่อื มันยังไงวาเปนเราเปนของเรา วา เปน ความจรงิ จงกําหนดตามใหร ูอ ยางชดั
เจน ดว ยสตปิ ญญาอันหาวหาญชาญชยั ใจเพชรเด็ดดวงไมย อ ทองอ กิเลสและเวทนาทงั้ มวล
สังขารความปรุง เพยี งปรุงแพล็บๆๆ “ขึ้นมาภายในใจ” ใจกระเพอื่ มขน้ึ มา “แยบ็ ๆๆ”
ชว่ั ขณะ เกิดข้นึ ในขณะไหนมันกด็ ับไปขณะนนั้ จะเอาสาระแกน สารอะไรกบั สังขารและ
สญั ญาอันน้ีเลา
วญิ ญาณเมอื่ มีอะไรมาสัมผสั กร็ บั ทราบแลวดบั ไป ๆ ผลสุดทายก็มแี ตเร่ืองเกดิ
เรอ่ื งดับเต็มขนั ธอยอู ยางน้ี ไมมอี ันใดที่จรี ังถาวรพอเปน เนอ้ื เปนหนงั แกต ัวเราอยา งแทจ ริง
ไดเลย หาชนิ้ สาระอันใดไมไดใ นขันธอนั น้ี เรอื่ งปญ ญาจงพิจารณาใหเหน็ ชัดโดยทาํ นองนี้
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๑๙๖
ภาค ๒ ๒“เ๑ร๗า กบั จิต’’
๑๙๗
จะเหน็ “ธรรมของจริง” ดงั พระพทุ ธเจา สอนไวไมเปนอ่ืนมาแตกาลไหนๆ ทั้งจะไมเปนอ่นื
ไปตลอดกาลไหนๆ อกี เชนกัน
เม่อื พจิ ารณาจนถงึ ขนาดน้แี ลว ทาํ ไมจติ จะไมห ดตวั เขามาสคู วามสงบจนเห็นไดชัด
เจนเลา ตอ งสงบและตอ งเดน ความรสู กึ ท่จี ติ นี้ตองเดนดวงเพราะหดตวั เขา มา เพราะ
ความเห็นจริงในสง่ิ น้ันๆ แลว จิตตอ งเดน เวทนาจะกลา แสนสาหสั ก็จะสลายไปดวยการ
พิจารณาเหน็ ประจักษอ ยูกับจิตแลวตามความจริง ถาไมด ับกต็ า งคนตางจรงิ ใจ ก็มีความ
สงา ผา เผยอาจหาญอยภู ายในไมส ะทกสะทาน ถึงกาลจะแตกก็แตกไปเถอะ ไมมีอะไรสะทก
สะทา นแลว เพราะเรือ่ งแตกไปน้นั ลวนแตเร่ืองของรปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ ท้ัง
น้ัน ไมใ ชเรือ่ งผูรคู ือใจน้แี ตกไป ไมใ ชผ ูรคู ือใจน้ีตายไป! มแี ตสง่ิ เหลาน้นั เทา นัน้ ทแ่ี ตกดบั
สลายลงไป มคี วามสาํ คัญม่นั หมายของใจทีห่ ลอกตนเองน้เี ทานนั้ ทาํ ใหกลัว ถา จบั จดุ แหง
ความสําคัญมนั่ หมายนว้ี า เปนตัวมารยาทีไ่ มนาเชื่อถือแลว จติ กถ็ อยตวั เขา มาไมเชอ่ื สิง่ เหลา
น้ี แตเ ช่อื ความจรงิ เช่ือปญญาทพี่ ิจารณาโดยตลอดทวั่ ถึงแลว
เอา เม่อื จติ พจิ ารณาหลายครัง้ หลายหนไมหยุดไมถอย ความชํานชิ าํ นาญในขันธหา
จะปรากฏขึ้น รูปขันธจ ะถูกปลอ ยไปกอ นดวยปญ ญาในขนั้ เริม่ แรกพจิ ารณารูปขันธ ปญญา
จะรเู ทากอนขันธอน่ื และปลอยวางรูปได จากน้นั กค็ อยปลอ ยเวทนาได สัญญาได สงั ขารได
วิญญาณไดในระยะเดยี วกัน คอื รูเ ทา พดู งายๆ พอรเู ทากป็ ลอ ยวาง ถา ยงั ไมร ูเทา มนั กย็ ดึ
พอรเู ทาดวยปญ ญาแลวก็ปลอ ย ปลอ ยไปหมด เพราะเหน็ แตจ ิตกระเพื่อมแย็บๆๆ ไมมี
สาระอะไรเลย คิดดขี น้ึ มากด็ บั คดิ ชว่ั ขึ้นมาก็ดับ คิดอะไรๆ ข้นึ มาข้ึนชือ่ วาสงั ขารปรงุ แลว
ดับดวยกนั ท้ังน้ันรอ ยทง้ั รอย ไมมีอะไรต้ังอยูไดนานพอจะเปน สาระแกนสารใหเ ปน ทตี่ าย
ใจไดเลย
แลวมีอะไรทคี่ อยปอนหรอื ผลักดนั ส่งิ เหลา น้ีออกมาเรือ่ ยๆ เดยี๋ วผลกั ดนั สิง่ เหลาน้ี
และสิ่งเหลาน้ันออกมาหลอกเจา ของอยเู ร่ือย นแ่ี หละทา นวา “ประภัสสรจติ ” จิตเดมิ แท
ผองใส ภกิ ษทุ งั้ หลาย แตอาศัยความคละเคลาของกิเลส หรอื ความจรมาของกิเลส มาจาก
รปู เสียงกลิน่ รส จากเครอ่ื งสมั ผัสตา งๆ จรมาจากรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ
ความสําคญั มนั่ หมายตา งๆ ไปกวา นเอามาเผาลนตัวเองนีแ่ หละ ท่ีมาทําใหจ ิตเศราหมอง
เศรา หมองดวยส่งิ เหลานี้เอง
ดังนน้ั การพิจารณา จึงเพ่อื จะถอดถอนส่ิงเหลานี้ออกเพอื่ เปด เผยตัวจิตขนึ้ มาดวย
ปญญาอยางประจกั ษ จงึ จะเห็นไดว า ในขณะจติ ทยี่ งั ไมไดออกเกี่ยวของกบั อารมณใ ดๆ
เพราะเครื่องมือคอื อายตนะยังไมสมบูรณ ยงั ออ นอยู จิตประเภทน้ยี อมสงบตวั และผอ งใส
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๑๙๗
ธรรมะชุด๒เ๑ต๘รยี มพรอ้ ม
๑๙๘
ท่ีเรียกวา “จิตเดมิ เปน จิตผองใส” แตเปนจิตเดมิ ของ “วัฏจกั ร” เชนจิตเดก็ แรกเกดิ น้ันแล
ซึ่งความเคล่ือนไหวตางๆ ยังไมสมบูรณพรอมพอรับอารมณตา งๆ ไดเต็มที่ ไมใชจติ เดิม
ของววิ ฏั จักรท่ีบรสิ ทุ ธิ์เตม็ ทแ่ี ลว
ทีนี้เวลาพิจารณารอบไปโดยลาํ ดบั แลว อาการของกิเลสทีเ่ คยเพนพา นจะรวมตวั เขา
สจู ุดนนั้ เปน ความผอ งใสขนึ้ มาภายในใจ และความผอ งใสน้ีแล แมแตเ คร่อื งมือประเภท
“มหาสติ มหาปญญา” ก็ยังตอ งลุม หลงความผองใสในระยะเรม่ิ แรกทเ่ี จอกนั เพราะเปน
สงิ่ ทไี่ มเคยเหน็ ไมเ คยพบมากอ นเลย นบั แตวันเกิดและเร่ิมแรกปฏบิ ัติ จงึ เกิดความแปลก
ประหลาดและอัศจรรย ดเู หมือนสงา ผาเผยไมมีอะไรจะเปรียบเทยี บไดในขณะน้ัน ก็จะไม
สงา ผา เผยยังไง เพราะเปน “ราชาแหงวฏั จักร” ท้งั สามโลก คอื กามโลก รูปโลก อรูปโลก
มาแลวเปน เวลานานแสนกัปนบั ไมไ ดโนนนะ เปน ผมู อี ํานาจเหนอื จติ ครอบครองจติ อยู
ตลอดมา ในเวลาทจี่ ติ ยังไมม ีสติปญญาเพอ่ื ถอนตวั ออกจากใตอาํ นาจนั้น กจ็ ะไมส งาผาเผย
ยังไง! จงึ สามารถบังคบั ถไู ถจติ ใหไ ปเกิดในทต่ี า งๆ โดยไมมีกําหนดกฎเกณฑ แลวแต
อํานาจแหง “วบิ ากกรรม” ทตี่ นสรา งไวม ากนอย เพราะกเิ ลสประเภทนางบงั เงาเปนผบู ง
การ ความท่สี ตั วโ ลกเรรอ นเกิดตายอยไู มหยดุ กเ็ พราะธรรมชาตินี้แลทําใหเปนไป
เมือ่ เปน เชน น้นั จึงตองพจิ ารณาใหเ หน็ ชัด ความจริงแลว “ความผองใส” กับ
“ความเศรา หมอง” เปน ของคูกัน เพราะตา งก็เปนสมมุติดวยกนั ความผองใสเพราะการ
รวมตัวของกเิ ลสตา งๆ น้ี จะเปน จุดใหเราทราบไดอยางชดั เจนวา “น้ี คือจดุ แหง ความผอ ง
ใส” เม่ือมคี วามเศราหมองขน้ึ มา ตามสภาพของจติ หรอื ตามขัน้ ภูมขิ องจิต ก็จะเกิดความ
ทุกขอนั ละเอียดในลกั ษณะเดียวกันขึ้นมาในจดุ ท่ีวา ผอ งใสนนั้ แล ความผองใส ความเศรา
หมอง และความทกุ ขอนั ละเอยี ด ท้งั สามนเ้ี ปนสหายกัน คอื เปนคกู นั เพราะฉะน้นั จิตที่
เปน ความผองใสน้ี จงึ ตองมีความพะวกั พะวนระมดั ระวงั รกั ษาอยูต ลอดเวลา กลวั จะมีอะไร
มารบกวนใหกระทบกระเทอื น และทําใหจิตท่ีผองใสนี้เศรา หมองไป แมจ ะเปน ความเศรา
หมองอันละเอียดเพียงใด แตเ ปนเรอ่ื งของกเิ ลสทีผ่ ูปฏิบัตทิ งั้ หลายไมควรนอนใจทัง้ นน้ั จาํ
ตอ งพจิ ารณาดวยปญ ญาอยไู มหยดุ หยอ น
เพ่ือใหต ดั ภาระกงั วลลงไปโดยเดด็ ขาด จงต้งั ปญ หาถามตัวเองวา “ความผอ งใสน้ี
คืออะไร?” จงกําหนดใหร ู ไมต องกลวั ความผองใสนจ้ี ะฉบิ หายวายปวงไป แลว “เราที่แท
จรงิ ” จะลมจมฉิบหายไปดว ย การพิจารณาจงกําหนดลงไปในจดุ นน้ั ใหเหน็ ชัดเจน ความ
ผองใสนีก้ เ็ ปน “อนจิ จลักขณะ ทุกขลกั ขณะ อนตั ตลกั ขณะ” เหมอื นกันกับสภาพธรรมทั้ง
หลายที่เราเคยพิจารณามาแลวไมมีอะไรผดิ กนั เลย นอกจากมคี วามละเอียดตางกันเทาน้นั
ธรรมชดุ เตรียมพรอม ๑๙๘
ภาค ๒ “๒เร๑า๙ กับ จติ ’’
๑๙๙
จึงไมค วรไวใ จกบั อะไรทั้งสิ้นขนึ้ ชือ่ วา “สมมุต”ิ แลว ปญญาใหฟาดฟนลงไป กาํ หนดลงไป
ท่ตี วั จติ น่ีแหละ สิ่งจอมปลอมแทๆ มันอยทู ่ีตัวจติ นเี้ อง ความผองใสนัน่ แหละคือตัว
จอมปลอมแท ! และเปน จดุ เดนทสี่ ดุ ในเวลานัน้ แทบไมอยากแตะตอ งทําลาย เพราะเปน
สงิ่ ท่ีรกั สงวนมากผิดสิง่ อ่นื ใด ในรางกายนี้ไมมีอะไรที่จะเดนยิง่ ไปกวาความผองใสนี้ จนถึง
กับใหเ กิดความอศั จรรย ใหเกดิ ความรักความสงวนออ ยอิ่งอยูภายใน ไมอยากจะใหอ ะไร
มาแตะตอ ง นน่ั นะ จอมกษตั ริยค อื อวิชชา !
เคยเหน็ ไหม? ถา ไมเ คยเห็น เมือ่ ปฏิบตั ิมาถึงจุดน้ี กจ็ ะหลงเองแลว ก็จะรูเอง ไมมี
ใครบอกกร็ เู มื่อสตปิ ญ ญาพรอมแลว นี่แหละทา นเรียกวา “อวชิ ชา” คือตรงน้ีท่เี ปนอวิชชา
แท ไมใชอ ะไรเปนอวชิ ชาแท อยาพากันวาดภาพ “อวิชชา” เปน เสอื โครง เสือดาว หรือเปน
ยักษเ ปนมารไป ความจรงิ แลว อวิชชา กค็ ือนางงามจักรวาลท่ีนารกั นา หลงใหลใฝฝน ของ
โลกดีๆ นเ่ี อง อวชิ ชาแทก บั ความคาดหมายผิดกันมากมาย เม่ือเขาถงึ อวิชชาแทแ ลว เราไม
ทราบวาอวชิ ชาคืออะไร? จงึ มาตดิ กันอยทู ต่ี รงนี้ ถา ไมม ผี ูแนะนาํ สัง่ สอน ไมมีผใู หอ บุ าย
จะตองตดิ อยูเ ปนเวลานานๆ กวาจะรูไ ดพ น ได แตถ า มีผูใหอบุ ายแลวก็พอเขาใจและเขาตี
จุดน้นั ได ไมไ วใ จกบั ธรรมชาติน้ี การพิจารณาตองพิจารณาเชนเดียวกับสภาวธรรมทง้ั
หลาย
เมือ่ พจิ ารณาดว ยปญญาอันแหลมคมจนรเู หน็ ประจักษแ ลว สภาพนจ้ี ะสลายตัวลง
ไปโดยไมค าดฝน เลย ขณะเดียวกันจะเรียกวา “ลางปาชาของวฏั จักรของวัฏจิตสําเรจ็ เสร็จ
สิน้ ลงแลว ใตต นโพธิ์ คือความรูแจง เหน็ จรงิ ” กไ็ มผิด เม่ือธรรมชาตินีส้ ลายตัวลงไปแลว
สิง่ ทอี่ ัศจรรยยง่ิ กวาธรรมชาตนิ ซี้ ง่ึ ถูกอวิชชาปกปด เอาไว จะเปด เผยขึน้ มาอยา งเตม็ ตัวเตม็
ภมู ิทเี ดยี ว นี้แลทท่ี านวา “เหมอื นโลกธาตหุ วั่นไหว” กระเทือนอยภู ายในจติ เปนขณะจติ ที่
สําคญั มากท่ขี าดจาก “สมมุต”ิ ระหวา ง “วิมตุ ติกับสมมตุ ขิ าดจากกนั ” เปน ความอัศจรรย
สดุ จะกลา ว ทที่ านวา “อรหตั มรรคพลกิ ตัวเขาถึงอรหัตผล” หมายความถงึ ขณะจติ ขณะนี้
เอง ขณะที่อวิชชาดบั ไปนน้ั แล! ทา นเรยี กวามรรคสมบรู ณเ ต็มทแี่ ลว กา วเขา ถึงอรหตั ผล
“อนั เปนธรรมและจิตทีส่ มบรู ณแบบ” จากนั้นกห็ มดปญหา
คําวา “นิพพานหนึง่ ” ก็สมบูรณอ ยภู ายในจติ ดวงน้ี ขณะทอี่ วชิ ชากําลังสลายตัวลง
ไปนน้ั ทานเรียกวา “มรรคกบั ผลกา วเขา ถึงกัน” ซ่ึงเปนธรรมคู ถา เปรียบกบั การเดนิ ข้นึ
บันได เทาขางหนึ่งกาํ ลงั เหยียบอยูบันไดขนั้ สุด เทา อีกขางหนง่ึ กา วขึน้ ไปเหยยี บบนบา น
แลว แตยงั ไมไดก า วข้นึ ไปท้งั สองเทา เทา นัน้ พอกา วขึ้นไปบนบานทัง้ สองเทา แลว นน้ั แล
เรยี กวา “ถงึ บา น” ถา เปนจติ ก็เรียกวา “ถึงธรรม” หรือบรรลุธรรมข้ันสดุ ยอด ขณะเดียว
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๑๙๙
ธรรมะชุด๒เ๒ต๐รียมพรอ้ ม
๒๐๐
กบั การบรรลธุ รรมสน้ิ สดุ ลง” ทา นเรียกวา “นิพพานหนึง่ ” คอื เปนอสิ ระอยา งเตม็ ทแ่ี ลว ไม
มกี ิรยิ าใดท่แี สดงอกี ตอ ไปในการถอดถอนกเิ ลส นน่ั ทานเรยี กวา “นพิ พานหนง่ึ ” จะวา
“อรหัตผล” ก็ได เพราะไมมีกเิ ลสตัวใดมาแยงแลว “นพิ พานหนึ่ง” ก็ได แตเม่อื จะแยกให
เปนสมมุตโิ ดยสมบรู ณต ามหลักธรรมชาติ ไมใ หม ีความบกพรองโดยทางสมมุตแิ ลว ตอง
วา “นพิ พานหน่ึง” ถึงจะเหมาะเต็มภูมิ “สมมุต”ิ กับ “วิมตุ ติ” ในวาระสดุ ทา ยแหง การ
ลางปาชา ของ “จติ อวิชชา”
พระพทุ ธเจา ทานวา “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สขุ ํ” สุขอื่นนอกจากความสงบไมม ี น้ีหมายถงึ
ความเปน ผสู ้นิ กเิ ลสของผไู ด “สอปุ าทเิ สสนพิ พาน” ซึ่งยังทรงขันธอ ยู ดังพระอรหันตทาน
การปฏิบตั ิศาสนาคือการปฏิบัติตอจิตใจเราเอง ใครเปน ผูรับทุกขร บั ความลาํ บาก
เปน ผตู องหาถูกจองจาํ อยูต ลอดเวลา คอื ใคร? ใครเปน ผถู กู จองจาํ ถา ไมใ ชจ ติ ! ใครเปนผู
จองจาํ จติ ถาไมใชก เิ ลสอาสวะท้ังปวง! การแกก ต็ อ งแกท ่ีตัวของขาศกึ ทีม่ ตี อจติ ใจนัน้ ดวย
ปญญา มปี ญ ญาอนั แหลมคมเทา น้นั ทจ่ี ะสามารถแกก เิ ลสไดท กุ ประเภท จนกระท่ังสลายตัว
เองไปดังทกี่ ลาวมาแลว หมดปญ หาใดๆ ทั้งสน้ิ !
เรือ่ งรูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ เปน แตเ พยี งอาการ ๆ เทา นั้น ไมอาจมา
กระทบกระเทือนจติ ใจใหก าํ เรบิ ไดอีกเลย รปู เสยี ง กลนิ่ รส เครอ่ื งสมั ผสั กเ็ ชนเดยี วกัน
ตางอนั ตางจรงิ ตา งอนั ตางวา “มีก็มี ไมมกี ็ไมมีปญหาอะไร มแี ตจ ิตไปสาํ คญั มนั่ หมาย
เพราะความโงเ ขลาของตน เม่อื จิตฉลาดพอตัวแลว จิตกจ็ รงิ สภาวธรรมท้ังหลายทั้งในและ
นอกกจ็ ริง ตางอนั ตางจริงไมขัดแยง กนั ไมเ กิดเรือ่ งกนั ดงั ทีเ่ คยเปนมา
เมื่อถึงขน้ั ตา งอันตา งจริงแลวกเ็ รยี กไดว า “สงครามกิเลสกบั จติ เลกิ รากนั แลว ถึง
กาลสลายกส็ ลายไป เมื่อยงั ไมถ งึ กาลก็อยูไปดงั โลกๆ เขาอยกู ัน แตไ มโ กรธกนั เหมอื นโลก
เขาเพราะไดพิจารณาแลว
คาํ วา “อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตฺตา” ถา ไมห มายถึงขันธท ี่เรารับผดิ ชอบนี้จะหมายถึง
อะไร? เรากเ็ รยี นจบแลว คือจบ “ไตรลกั ษณ” ไมใ ชจ บพระไตรปฎ ก แตพระไตรปฎ กก็คือ
พระไตรลักษณอยูนนั่ เอง เนอ่ื งจากพระไตรปฎ กพรรณนาเรื่องของพระไตรลกั ษณต ลอด
เรื่อง
อนจิ จฺ ํ คอื ความแปรสภาพ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา กไ็ มใ ชเราอยแู ลว ยังอยกู ็ไมใชเ รา ตาย
แลว จะไปยึดอะไร เม่ือทราบความจรงิ อยา งนแ้ี ลว ก็ไมห ว่นั ไหวพรัน่ พรึง ทัง้ ความเปนอยู
แหงขนั ธ ทงั้ ความสลายไปแหง ขันธ จติ เปน แตเพียงรไู ปตามอาการทีข่ นั ธเคล่ือนไหวและ
แตกสลายไปเทานั้น ธรรมชาตินไ้ี มไ ดฉบิ หายไปตามธาตุขนั ธ จึงไมมอี ะไรท่นี ากลวั ในเรอื่ ง
ธรรมชุดเตรียมพรอม ๒๐๐
ภาค ๒ ๒“เ๒รา๑ กับ จิต’’
๒๐๑
ความตาย เอา จะตายเมื่อไรก็ตายไปไมหา ม ยงั อยูก็อยไู ปไมหา ม เพราะเปนความจริง
ดว ยกนั
การเรยี นใหจบเร่อื งความตายเปนยอดคน คอื ยอดเรา ผูเรยี นจบเรื่องความตาย
แลว ไมก ลัวตาย ยังเปน อยกู อ็ ยไู ป ถงึ วาระที่ตายกต็ ายไป เพราะไดกางขายดว ยปญญาไว
รอบดา นแลว เราจะไมหวนั่ ไหวตอความจรงิ นน้ั ๆ ซ่ึงรอู ยูกบั ใจทกุ วันเวลานาทอี ยูแลวโดย
สมบรู ณ
เอาละ การแสดงธรรมกเ็ หน็ วา สมควร พอดีเทปก็หมด
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๐๑
ธรรมะช๒ดุ เ๒ต๒รยี มพร้อม
จติ ว่างเพราะวางกาย ๒๐๒
เทศนโ์ ปรดคณุ เพาพงา วรเทรธศนนะโกปุลรดณคณุวัดเปพา่ าบพา้ งนาตวารดรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด
เม่ือวนั ที่ ๒๔ มกราคม พทุ ธศกั เรมา่ือชวัน๒ท๕ี่๑๒๙๔ มกราคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙
จิตวางเพราะวางกาย
ขณะฟง เทศนใหจติ อยูก บั ตวั ไมตองสง ออกไปทไี่ หน ใหร อู ยจู าํ เพาะตวั เทานน้ั แม
แตทผ่ี เู ทศนกไ็ มใ หสง ออกมา จะเปนทาํ นองคนไมอ ยูบาน ใครมาท่บี า นก็ไมท ราบทัง้ คน
รายคนดี จิตสง ออกมาอยูข างนอก ความรูสกึ ภายในก็ดอ ยลงไปไมเต็มเม็ดเต็มหนวย ถา
จิตอยกู ับท่ีความรสู กึ ภายในมเี ต็มท่ี ความสัมผสั แหงธรรมก็เตม็ เม็ดเต็มหนวย ผล
ประโยชนเกดิ จากการฟงธรรมกต็ องเกดิ ขึ้น ในขณะท่จี ติ เรามีความรูสึกอยูกบั ตวั ไมสง ออก
ภายนอก มีแตกระแสธรรมทเี่ ขาไปสมั ผัสใจเตม็ เมด็ เต็มหนวย จติ ใจก็มีความสงบเยน็ ใน
ขณะฟงธรรมทุกๆ คร้งั ไป
เพราะเสียงธรรมกับเสยี งโลกผิดกนั เสียงธรรมเปน เสยี งทเี่ ย็น เสียงโลกเปน เสียง
ทแ่ี ผดเผาเรา รอ น ความคดิ ในแงธ รรมกบั ความคิดในแงโลกกต็ า งกนั ความคิดในแงโลก
เกดิ ความไมส งบทําใหว ุนวาย ผลกท็ าํ ใหเปน ทุกข ความคิดในแงธ รรมใหเกดิ ความซาบซ้ึง
ภายในใจ จิตมีความสงบเยือกเย็น ทานจงึ เรยี กวา “ธรรม” เรยี กวา “โลก” แมอ าศัยกนั
อยูก็ไมใชอ นั เดียวกนั โลกกับธรรมตองตา งกนั เสมอไป เชนเดียวกับผหู ญงิ และผูชายท่ีอยู
ดว ยกันมองดูก็รูว า นั่นคอื ผหู ญิง นี่คอื ผชู าย อยดู วยกนั ก็รูว าเปนคนละเพศ เพราะลักษณะ
อาการทุกอยางนั้นตางกัน เร่อื งของธรรมกับเรือ่ งของโลกจึงตา งกนั โดยลกั ษณะน้ีเอง
วันนีเ้ ปนวันถวายเพลงิ ศพทานอาจารยก วา ไปปลงอนจิ จฺ ํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า และ
เคารพศพทาน ขณะไปถึงพอกาวขนึ้ ไปสเู มรทุ า นก็ไปกราบ เพราะมีความสนทิ สนมกับทา น
มานาน อาจลว งเกนิ ทานโดยไมม เี จตนาก็เปน ได เลยตองไปกราบขอขมาทา น
ทา นเปนคนไมชอบพดู มาคดิ ดูเร่ืองปฏปิ ทาการดาํ เนนิ ของทา นโดยลาํ ดับ ทานไม
เคยมีครอบครวั ทา นเปน พระปฏิบัตมิ าอยกู บั ทา นอาจารยมนั่ ทา นอาจารยไ ดชมเชยเรอ่ื ง
การนวดเสน ถวายทา น เพราะบรรดาลูกศิษยท่ีมาอยอู ุปถัมภอ ุปฏฐากทา นมมี ากตอ มาก
เร่ือยมา ซงึ่ มนี สิ ยั ตา งๆกัน ทานเคยพูดเสมอวาการนวดเสนไมม ใี ครสทู านอาจารยก วา ได
เลย ทา นวา “ทานกวา นี้ เราทําเหมือนกับหลับ ทา นก็เหมือนกับหลับอยตู ลอดเวลา เราไม
ทาํ หลบั ทา นก็เหมือนหลบั ตลอดเวลา แตมือที่ทํางานไมเคยลดละความหนกั เบา พอให
ทราบวา ทา นกวา นหี้ ลับไปหรืองว งไป”
ธรรมชดุ เตรียมพรอ ม ธรรมะช๒ุด๒๐เ๒ต๒ร๔ยี มพร้อม
๒๐๓
นที่ านอาจารยม่นั ทานชมทานอาจารยก วา แตดูอาการนน้ั เปนเรอื่ งของคนสปั หงก
“เวลานวดเสนใหเราน้ีสปั หงกงกงนั เหมอื นคนจะหลับ แตม อื น้นั ทํางานอยา งสม่ําเสมอ
แสดงวา ไมห ลบั พระนอกนัน้ ถา ลงมลี กั ษณะสัปหงกแลว มอื มนั ออนและตายไปกับเจาของ
แลว ” ทานวา
ทานอาจารยมัน่ ทา นเปนพระพดู ตรงไปตรงมาอยางนนั้ วา “มอื มันตาย เจาของ
กาํ ลงั สลบ” กค็ ือกาํ ลงั สปั หงกนัน่ เอง วา เจาของกําลังสลบแตมือมนั ก็ตายไปดวย ตายไป
กอนเจาของ ทา นวา “ทานกวาไมเปน อยางนนั้ การอุปถัมภอ ปุ ฏฐากเกง มาก!
ทาํ ใหเ ราคิดยอนหลงั ไปวา เวลาทานอุปถัมภอปุ ฏฐากทานอาจารยม่นั ดูจะเปนสมยั
ทอี่ ยูทางอําเภอ “ทาบอ ” หรือทไ่ี หนบางออกจะลมื ๆ ไปเสียแลว
จากนัน้ จติ ใจของทา นกเ็ ขวไปบาง การปฏบิ ตั กิ ็เขวไปในตอนหนงึ่ คอื ทา นคิดอยาก
จะสึก ตอนเหนิ หา งจากทานอาจารยมน่ั ไปนาน แตแ ลวทานกก็ ลับตัวไดตอนทท่ี า นอาจารย
มั่นกลบั มาจากเชยี งใหม เลยกลับตัวไดเร่ือยมาและไมสึก อยูม าจนกระทง่ั ถึงทุกวันนแ้ี ละ
ถึงวาระสดุ ทา ยของทา น
ไดไ ปดเู มรทุ านดูหบี ศพทา น กราบแลวกด็ ูพจิ ารณาอยูภายใน นีเ่ ปน วาระสุดทา ย
ของชวี ิตมาถงึ แคน ้ี เดินไปไหนก็เดนิ เทย่ี วไปไหนกไ็ ป แตวาระสุดทา ยแลว จาํ ตอ งยตุ ิกนั
ไมมีความเคลอ่ื นไหวไปมาวาระทีข่ น้ึ เมรนุ ้ี แตจิตจะไมข นึ้ เมรดุ ว ย!
ถาจิตยงั ไมส นิ้ จากกเิ ลสอาสวะ จิตจะตอ งทองเทยี่ วไปอีก ทขี่ น้ึ สเู มรนุ ี้มีเพียงราง
กายเทา น้ัน ทําใหคดิ ไปมากมาย แมแตน งั่ อยนู ่นั กย็ งั เอามาเปน อารมณคดิ เรื่องนอ้ี กี ปกติ
จิตทกุ วนั นไี้ มเหมอื นแตกอ น ถามอี ะไรมาสมั ผสั แลวใจชอบคดิ หลายแงห ลายทางในธรรม
ทัง้ หลาย จนเปน ทเ่ี ขา ใจความหมายลกึ ตื้นหยาบละเอียดแลว จงึ จะหยดุ คดิ เร่ืองน้นั ๆ
ขณะน้ันพิจารณาถงึ เรือ่ ง “วฏั วน” ทว่ี นไปวนมา เกดิ ขึน้ มาอายสุ นั้ อายุยาว ก็ทอง
เทยี่ วไปที่นั่นมาทีน่ ี่ ไปใกลไปไกล ผลสดุ ทายก็มาทจ่ี ุดนี้ จะไปไหนก็มกี เิ ลสครอบงําเปน
นายบงั คับจิตไปเรือ่ ยๆ จะไปสภู พใดก็เพราะกรรมวบิ าก ซึ่งเปน อํานาจของกิเลสพาใหเ ปน
ไป สวนมากเปน อยางนนั้ มีกรรม วบิ าก และกิเลส ควบคุมไปเหมือนผตู องหา ไปสู
กําเนิดนั้นไปสูกาํ เนิดน้ี เกิดทนี่ ่ันเกดิ ทน่ี ่ี กเ็ หมือนผูตองหา ไปดวยอํานาจกฎแหงกรรม
โดยมกี ิเลสเปน ผูบังคับบญั ชาไป สัตวโ ลกเปน อยางนี้ดว ยกนั ไมม ใี ครทจี่ ะเปนคนพิเศษใน
การทอ งเที่ยวใน “วฏั สงสาร” น้ี ตองเปน เชน เดยี วกนั ผทู ี่เปน คนพิเศษคือผทู พี่ น จากกง
จักร คือเครื่องหมนุ ของกเิ ลสแลว เทา นน้ั
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๒๐๓
ภาค ๒ “๒เร๒า๕ กับ จติ ’’
๒๐๔
นอกนน้ั รอยทัง้ รอย มเี ทา ไรเหมือนกันหมด เปน เหมือนผตู อ งหา คือไมไดไปโดย
อสิ ระของตนเอง ไปเกดิ ก็ไมไ ดเปนอสิ ระของตนเอง อยใู นสถานทใ่ี ดกไ็ มเปนอิสระของตน
เอง ไมวาภพนอ ยภพใหญภพอะไรก็ตาม ตองมีกฎแหงกรรมเปนเครื่องบังคับบัญชาอยู
เสมอ ไปดวยอํานาจของกฎแหง กรรม เปน ผพู ดั ผันพาใหไปสูกาํ เนดิ สงู ตํ่าอะไรก็ตาม
กรรมดีกรรมชั่วตอ งพาใหเปนไปอยางนนั้ ไปสูท ่ดี มี คี วามสขุ รนื่ เริง ก็เปนอาํ นาจแหง ความ
ดี แตท ย่ี ังไปเกิดอยูกเ็ พราะอาํ นาจแหง กิเลส ไปตํ่าก็เพราะอํานาจแหง ความชว่ั และกิเลส
พาใหไ ป
คําวา “กิเลส” ๆ น้ีจึงแทรกอยูตลอดเวลาไมวาจะไปภพใด แมท ี่สุดพรหมโลก ก็
ยงั ไมพนทก่ี เิ ลสจะตอ งไปปกครอง ถึงชน้ั “สทุ ธาวาส” ก็ยังตองปกครองอยู “สทุ ธาวาส ๕
ช้นั คือ อวหิ า อตัปปา สุทัสสา สทุ ัสสี อกนิษฐา” เปน ช้ันๆ สทุ ธาวาส แปลวา ที่อยขู องผู
บริสุทธ์ิ ถาแยกออกเปน ช้ันๆ อวิหา เปน ชั้นแรก ผทู สี่ ําเรจ็ พระอนาคามีขัน้ แรก อตัปปา
เปนชน้ั ท่สี อง เมอ่ื บารมแี กก ลา แลวก็ไดเลอื่ นขึ้นชนั้ นี้ เลื่อนขึน้ ช้นั น้ันๆ จนถงึ ช้ันสุทธาวาส
กย็ ังไมพนทกี่ ิเลสจะไปบังคบั จิตใจ เพราะเวลาน้นั ยงั มีกิเลสอยู ถึงจะละเอยี ดเพยี งใดก็
เรยี กวา “กเิ ลส” อยนู ่ันแล จนกระท่ังพน เมอื่ จติ เต็มภูมิแลวในช้นั สทุ ธาวาส กก็ า วเขา สู
อรหัตภูมิและถงึ นพิ พาน นนั่ เรยี กวา “เปน ผูพน แลว จากโทษแหง การจองจาํ ”
นี่พดู ตามวถิ ีความเปนไปของกิเลสท่ีเรียกวา “วฏั วน” แลว พดู ไปตามวถิ แี หงกศุ ลที่
สนบั สนนุ เราใหเ ปน ไปโดยลาํ ดบั ๆ จนกระทัง่ ผา นพนไปได ดวยอาํ นาจของบุญกุศลท่ไี ด
สรางไวน้ี สว นอํานาจของกเิ ลสทีจ่ ะใหคนเปนอยา งนั้น ไมม ที าง มีแตเปนธรรมชาตทิ ่กี ด
ถว งโดยถายเดยี ว
บญุ กุศลเปนผูผลกั ดนั สิ่งเหลานอ้ี อกชว ยตัวเองเปนลาํ ดบั ๆ ไป เพราะฉะน้นั ทา นจึง
สอนใหบ ําเพญ็ กศุ ลใหม าก หากจะยงั ตะเกียกตะกายเวียนวายตายเกิดในวัฏสงสารอยู ก็มี
ส่ิงทชี่ ว ยตา นทานความทุกขร อ นท้ังหลายพอใหเบาบางลงได เชน เวลาหนาวมผี า หม เวลา
รอ นมนี าํ้ สาํ หรบั อาบสรง เวลาหวิ กระหายก็มอี าหารรับประทาน มีท่ีอยูอาศยั มหี ยูกยา
เคร่ืองเยียวยารกั ษา พอไมใ หท ุกขทรมานอยางเตม็ เม็ดเต็มหนวย บญุ กุศลคอยพยุงอยู
เชน นี้จนกวาจะพนไปไดต ราบใด ตราบน้นั จงึ จะหมดปญ หา แมเ ชน นั้นบญุ กุศลกย็ ังปลอย
ไมได จนกระท่ังถงึ วาระสุดทา ยท่ีบญุ กศุ ลจะสนบั สนุนได
ท่ีกลา วมาท้งั นเ้ี ปน คําพูดของนกั ปราชญ ผเู ฉลยี วฉลาดแหลมคมในโลกทงั้ สามไมม ี
ใครเสมอเหมอื นได คือพระพทุ ธเจา ถา ใครไมเชอื่ พระพุทธเจาแลวก็แสดงวา ผูน ั้นหมด
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๒๐๔
ธรรมะชดุ๒เ๒ต๖รียมพร้อม